1700ชาวเขาภายใต้โครงการหลวง เข้าสักการะพระบรมศพเช้ามืดวันนี้ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248678

1700ชาวเขาภายใต้โครงการหลวง เข้าสักการะพระบรมศพเช้ามืดวันนี้ (ประมวลภาพ)

1700ชาวเขาภายใต้โครงการหลวง เข้าสักการะพระบรมศพเช้ามืดวันนี้ (ประมวลภาพ)

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 09.23 น.

14 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศช่วงเช้ามืดวันนี้ คณะชาวเขาที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณภายใต้โครงการหลวงจาก 5 จังหวัด ภาคเหนือรวม 10 เผ่า พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิโครงหลวงกว่า 1700 คน พร้อมใจเข้าถวายความอาลัยและสักการะพระบรมศพตั้งแต่เช้ามืด ด้วยใจน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับพระราชทานอาชีพด้วยการปลูกพืชเมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่นจากสมัยก่อน จนทำให้มีอาชีพมั่นคงเลี้ยงชีพได้ในปัจจุบัน

ยอด44วัน!พสกนิกร1,672,779คน เข้ากราบสักการะพระบรมศพ’ร.9′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248673

ยอด44วัน!พสกนิกร1,672,779คน เข้ากราบสักการะพระบรมศพ'ร.9'

ยอด44วัน!พสกนิกร1,672,779คน เข้ากราบสักการะพระบรมศพ’ร.9′

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 08.37 น.
14 ธ.ค.59 สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ของวันที่ 13 ธ.ค.ตั้งแต่เวลา 04.45 – 22.20 น.ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 48,825 คน รวม 44 วัน มีจำนวน 1,672,779 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวน 4,183,598 บาท รวม 44 วัน มียอดเงินทั้งสิ้น 129,106,461.75 บาท

“วิรัช-จรัลธาดา” โปรดเกล้าฯเป็น”องคมนตรี” บิ๊กตู่ย้ำปีใหม่เน้นจงรักภักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248667

"วิรัช-จรัลธาดา" โปรดเกล้าฯเป็น"องคมนตรี" บิ๊กตู่ย้ำปีใหม่เน้นจงรักภักดี

“วิรัช-จรัลธาดา” โปรดเกล้าฯเป็น”องคมนตรี” บิ๊กตู่ย้ำปีใหม่เน้นจงรักภักดี

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง “วิรัช-จรัลธาดา” เป็นองคมนตรีเพิ่ม ขณะที่นายกฯย้ำกลางครม.จัดปีใหม่เน้นกิจกรรมทางศาสนา ส่วนงานบันเทิงเน้นแสดงความจงรักภักดีรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 พร้อมเปิด 19 พิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมยามค่ำคืน เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งองคมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 6 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 แล้วนั้น

บัดนี้ทรงพระราชดําริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรีเพิ่มขึ้น อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบกับมาตรา 12 และมาตรา 13 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง 1. นายวิรัช ชินวินิจกุล เป็น องคมนตรี 2.นายจรัลธาดา กรรณสูต เป็น องคมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

สำหรับประวัตินายวิรัช ชินวินิจกุล เป็นคนจังหวัดราชบุรี เกิดวันที่ 7 พฤศจิกายน 2495 อายุ 64 ปี จบการศึกษานิติศาสตร์เกียรตินิยม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ เนติบัณฑิตไทย และเคยเป็นรองประธานศาลฎีกา ส่วนดร.จรัลธาดา กรรณสูต เป็นที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ ,ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ เคยเป็น อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตอธิบดีกรมประมง เป็นบุตรของ ดร.ปรีดา กรรณสูต อดีต อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์

ก่อนหน้านี้ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งองคมนตรีไปแล้ว ประกอบด้วย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายเกษม วัฒนชัย นายพลากร สุวรรณรัฐ นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ นายศุภชัย ภู่งาม นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช และพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นองคมนตรี

ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ปรารภในที่ประชุมถึงการจัดกิจกรรมปีใหม่ว่า ขอให้เน้นกิจกรรมทางศาสนาที่ทุกศาสนาปฏิบัติร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ การทำความดี การทำสาธารณประโยชน์เพื่อประเทศชาติและส่วนรวม

พ.อ.หญิงทักษดา กล่าวว่า ส่วนกิจกรรมบันเทิง ขอให้เป็นรูปแบบที่แสดงถึงวัฒนธรรมของประเทศ เน้นแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช 9 และการถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

นอกจากนี้ พล.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรียังชี้แจงต่อที่ประชุมว่า คณะกรรมการบูรณาการด้านพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ได้เปิดพิพิธภัณฑ์ ให้เข้าชมยามค่ำคืน Night at The Museum เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตั้งแต่วันที่ 16-18 ธันวาคม เวลา 08.00- 22.00 น.

ทั้งนี้มี 16 พิพิธภัณฑ์ที่เข้าร่วมคือ 1.มิวเซียมสยาม 2. หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน 3.หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 4. พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 5.พิพิธภัณฑ์เหรียญ ของกรมธนารักษ์ 6. นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ 7.พิพิธภัณฑ์บางลำพู 8.ท้องฟ้าจำลอง 9.พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ 10. พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน 11. พิพิธภัณฑ์ภาพวาด 3 มิติ

12. พิพิธภัณฑ์สถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 13. หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.นครราชสีมา และจ.ฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) 14.แหล่งเรียนรู้ 3 ศิลป์รัตนโกสินทร์และพิพิธภัณฑ์อาคารสุทธานภดม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา 15. สวนสัตว์ดุสิต 16. อนุสรณ์สถานแห่งชาติ กองพิพิธภัณฑ์ทหารและอนุสรณ์สถานแห่งชาติ กองบัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม

วันเดียวกันเวลา 07.00 น. ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาเป็นวันที่หกสิบเอ็ด

ต่อมาเวลา 10.30 น. ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดบวรนิเวศวิหารและวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ

ขณะที่บรรยากาศเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ยังคงมีประชาชนมารอแถวเข้ากราบพระบรมศพเนืองแน่นตั้งแต่เช้ามืดเช่นทุกวัน ซึ่งวันนี้ เจ้าหน้าที่เปิดให้เข้ากราบพระบรมศพตั้งแต่เวลา 04.50 น. ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปจำนวนประชาชนที่เข้ากราบพระบรมศพ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งปิดให้เข้าสักการะเมื่อเวลา 22.33 น.มีทั้งสิ้น 45,329 คน

นางพรนันทน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์และท่องเที่ยว มูลนิธิโครงการหลวงเปิดเผยว่า ได้นำคณะชาวเขาที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณภายใต้โครงการหลวงจาก 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอนและพะเยา รวม 7 ชนเผ่าได้แก่ ลาหู่ ปาหล่อง จีนยูนาน ปกาเกอะญอ ลีซอ อาข่า และม้ง พร้อมเจ้าหน้าที่โครงการหลวง 200 คนรวม 1,741 คน เดินทางมากราบพระบรมศพในวันที่ 14 ธันวาคม

มีอะไรใน “กอไผ่กระทรวงวัฒนธรรม” “ยุทธศาสตร์สร้างชาติ” หรือ “ยุทธศาสตร์สร้างภาพ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248586

มีอะไรใน “กอไผ่กระทรวงวัฒนธรรม” “ยุทธศาสตร์สร้างชาติ” หรือ “ยุทธศาสตร์สร้างภาพ”

มีอะไรใน “กอไผ่กระทรวงวัฒนธรรม” “ยุทธศาสตร์สร้างชาติ” หรือ “ยุทธศาสตร์สร้างภาพ”

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากการที่ รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และกำหนดโมเดลพัฒนาประเทศไทย 4.0  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัญญา สร้างคนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์คนดี คนเก่ง มีคุณธรรม มีจิตสำนึก เพื่อสร้างภาพใหม่ของประเทศไทย หลังจากที่ ล้มลุกคลุกคลานมาจากการเลี้ยงดูของนักการเมืองอาชีพ(ที่พูดเก่ง คอร์รัปชั่นเก่ง) จนตัวของประเทศเต็มไปด้วยบาดแผลไปหมด เมื่อโอกาสเปิด รัฐบาลชุดนี้ ภายใต้การควบคุมบริหารของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงทำให้ความหวังในการรักษาบาดแผลของประเทศไทยเกิดความหวังขึ้นมา แม้ความหวังจะเป็นเพียงหนึ่งในพัน แต่ “มีความหวังดีกว่าสิ้นความหวัง”

องคาพยพรัฐบาล ส่วนหนึ่ง ที่เป็น กระทรวงวัฒนธรรมภายใต้การควบคุมบริหารของ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ถือเป็นตัวจักรอีกชิ้นที่จะทำให้ การเยี่ยวยารักษาให้ประเทศไทยเกิดความสมบูรณ์ตามยุทธศาสตร์แห่งชาติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม

ในเรื่องนี้ กระทรวงวัฒนธรรมก็ได้กำหนดใช้การพัฒนาประเทศใน 3 มิติ คือ สร้างคนดีสังคมดี, สร้างรายได้จากทุนทางวัฒนธรรม และสร้างภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ โดยมียุทธวิธีด้วยการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับต้น หรือตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ ที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 50 คน เข้ารับการอบรมหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพนักบริหารงานวัฒนธรรมมืออาชีพ รุ่นที่ 1 ณ ศูนย์กสิกรรมสองสลึง ศูนย์การเรียนรู้น้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จ.ระยอง ซึ่งนับได้เสมือนเป็น กลุ่มกอไผ่กลุ่มใหญ่ที่จะแตกหน่อ ขยายความเติบโตไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

จึงทำให้เกิดความอยากรู้ อยากเห็นของคนที่ยืนมอง “กอไผ่” อยู่ข้างนอก อยากรู้ว่า “ในกอไผ่วัฒนธรรมนี้มีอะไรอยู่บ้าง”

ภาพแรกที่ปรากฏออกมาให้เห็น เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 6-25 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ชุมชนเกาะกก เทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง พบว่า เนื้อหาที่ มีการอบรม จะอยู่ในหลัก 3 ข้อ ดังนี้ 1.แนวพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 เรียนรู้พระราชดำรัสเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ถือเป็นหัวใจของการทำงานตามเบื้องพระยุคลบาทในฐานะของข้าราชการ 2.นโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์การพัฒนาเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง, โมเดลพัฒนาประเทศไทย 4.0  และ 3. นโยบาย วธ. การใช้วัฒนธรรมพัฒนาประเทศ ซึ่งผลสัมฤทธิ์ใน 3 มิติ คือ สร้างคนดีสังคมดี สร้างรายได้จากทุนทางวัฒนธรรม และสร้างภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ โดยผู้ร่วมอบรมจะต้องจัดทำแผนงาน/โครงการตามแนวพระราชดำริ แผนการจัดการทรัพยากรและทุนทางวัฒนธรรม แผนพัฒนาเครือข่ายวัฒนธรรม และข้อเสนอแนะในการพัฒนางานวัฒนธรรม ทั้งนี้ เพื่อสร้างให้บุคลากร วธ. มีวิสัยทัศน์ มีศักยภาพมืออาชีพ มีคุณธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีของข้าราชการ เป็นผู้นำและนักจัดการบริหารงานวัฒนธรรมมืออาชีพ

และเพื่อให้นามธรรม กลายเป็น รูปธรรม จากการนั่งอบรม ก็เกิดกิจกรรมเกี่ยวกับ การเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรม(ด้วยการกระทำ)ขึ้น นั่นคือ การจัดกิจกรรม ประเพณี ลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของ ชนชาติไทย ที่จะสร้างความสามัคคีให้กับชุมชน ซึ่งปัจจุบันนี้ เกือบจะหาไม่ได้แล้วใน สังคมไทย

ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว คำว่า “ลงแขก” จะหมายถึงการบอกเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันให้มาช่วยเก็บเกี่ยวข้าวเมื่อข้าวสุกพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยเจ้าของนาจะบอกเพื่อนบ้านให้รู้ว่าจะเกี่ยวข้าวเมื่อใด และเมื่อถึงวันที่กำหนดเจ้าของนาก็จะต้องปักธงที่ที่นาของตนเพื่อให้เพื่อนบ้านหรือแขกที่รู้จะได้มาช่วยเกี่ยวได้ถูกต้อง ทั้งนี้เจ้าของนาจะต้องจัดเตรียมอาหาร คาวหวาน สุรา บุหรี่ น้ำดื่ม ไว้รองรับด้วย และในขณะเกี่ยวข้าวก็จะมีการละเล่นร้องเพลงเกี่ยวข้าวระหว่างหนุ่มสาวเป็นที่สนุกสนานและเพลิดเพลินเพื่อคลายความเหน็ดเหนื่อย

ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว เป็นประเพณีที่แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจของคนไทยที่มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังสามารถช่วยสร้างความสมัครสมานสามัคคีกันในหมู่บ้านได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดวัฒนธรรมและการขับร้องเพลงอันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมต่อยอดออกมาอีกด้วย

นับเป็น กุศโลบายอย่างหนึ่งของการเชื่อมโยงจิตใจของคนในชุมชนให้ผูกพันซึ่งกันและกัน เพราะ การลงแขก ทุกคนสามารถบอกเพื่อนบ้าน เพื่อขอความช่วยเหลือได้ โดยไม่มีการลำเอียงว่า จะช่วยแต่คนรวย หรือ คนมีตำแหน่งใหญ่โตเท่านั้น

ส่วนผลสัมฤทธิ์ในยุทธศาสตร์จะออกมามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน จะเป็นเพียงการแสดง หรือเป็นดราม่าเพื่อสร้างภาพ หรือจะเป็นความตั้งใจ เพื่อการสร้างชาติลองมองภาพที่นำมาลงให้ดีกว่าครับ เพราะ “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” แล้วเราค่อยตามไปคลำในวันหลัง เพราะ “สิบตาเห็นย่อมไม่เท่ามือคลำ”

โลกสดใสกายสุขสันต์ : รัฐและพลเมืองต้องร่วมกัน สร้างกิจกรรมทางกายให้ตัวเองและสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248585

โลกสดใสกายสุขสันต์ : รัฐและพลเมืองต้องร่วมกัน  สร้างกิจกรรมทางกายให้ตัวเองและสังคม

โลกสดใสกายสุขสันต์ : รัฐและพลเมืองต้องร่วมกัน สร้างกิจกรรมทางกายให้ตัวเองและสังคม

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ความสะดวกสบายในวิถีชีวิตของคนเราในเวลานี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วงจรชีวิตของคนสับสนจนกลายเป็นปัญหาเกี่ยวกับสุขพลานามัย เนื่องจากความสะดวกสบายที่ถูกจัดทำขึ้นด้วยวิทยาการสมัยใหม่ทำให้ขาดการซ่อมเสริมพัฒนาให้ร่างกายเป็นไปตามธรรมชาติ

การเดินทาง เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของทุกคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการซ่อมเสริมและพัฒนาสุขพลานามัยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ทุกวันนี้ หลายคนละเลยที่จะทำกิจกรรมนี้ เพราะยึดติดอยู่กับความสะดวกสบายที่เกิดขึ้นโดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมา จนกลายเป็นนิสัยของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่จะหลีกเลี่ยงในกิจกรรมเพื่อสุขพลานามัยตามธรรมชาติ อาทิ การเดินทางในระยะสั้นๆ การเดินขึ้นบันได ทุกคนต่างหันไปพึ่งพาบันไดเลื่อน หรือ จักรยานวินกันทั้งนั้น

จากผลการศึกษาของนักวิชาการ ที่มีการหยิบยกเอาประเด็นในเรื่องของ การขนส่งเพื่อสุขภาวะ หรือ Active Transport มาพูดคุยกันในการประชุมนานาชาติว่าด้วยกิจกรรมทางกายและสุขภาพครั้งที่ 6 (The 6th International Congress on PhysicalActivity and Health 2016) หรือ ISPAH 2016 Congress ที่จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรให้ความสนใจเพื่อสุขภาวะของตัวเอง และคนในสังคม

Dr.Javad koosari นักวิจัยโครงการศึกษาเรื่องการเชื่อมต่อของผังเมืองกับการสนับสนุนให้มีกิจกรรมทางกาย จากสถาบันโรคหัวใจและเบาหวาน (The Baker IDI Heart and Diabetes Institute) ประเทศออสเตรเลีย เห็นว่า โดยธรรมชาติมนุษย์นั้น จะพาตัวเองให้ไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกับการเดินทาง จากผลการศึกษาพบว่า การวางผังเมืองที่เชื่อมต่อกันนั้นส่งผลสนับสนุนให้ประชาชนมีพฤติกรรมทางกายเพิ่มขึ้น เนื่องจากเมื่อถนนแต่ละสายเชื่อมโยงกัน ระยะทางจากต้นทางถึงปลายทางย่อมใกล้และเชื่อมต่อกันมากขึ้น นั่นหมายถึงความสะดวกสบายที่ได้รับจากรูปแบบการเดินทางที่หลากหลายกว่า ที่สำคัญคือหากพื้นที่นั้นมีการเชื่อมต่อกันมากเท่าไหร่ ยิ่งเหมาะต่อการเดินเท้ามากขึ้นเท่านั้นด้วย

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันของไทยและบางประเทศ หากเลือกการวางผังเมืองมาช่วยส่งเสริมการเพิ่มกิจกรรมทางกายอาจดูเป็นเรื่องยาก Ph.D.Deepti Adlakhaนักวิจัยโครงการนำร่องการศึกษาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อตัวเมืองและกิจกรรมทางกายของคนเมืองในอินเดีย เล่าถึงผลการศึกษาดังกล่าวว่า คนที่มีรายได้สูงสามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะที่เข้ามาส่งเสริมการออกกำลังกายได้มากกว่าคนที่มีรายได้น้อยเนื่องจากผู้ที่มีรายได้น้อยมักมีรูปแบบการเดินทางที่จำกัดตายตัว จากผลการสัมภาษณ์ยังพบว่า ผู้มีรายได้น้อย รู้สึกท้าทายหากต้องเลือกเดินทางไปในพื้นที่สีเขียว และปัจจัยที่ส่งเสริมให้ประชาชนเลือกเดินทางโดยรูปแบบอื่นซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายให้มากขึ้น เพราะการเดินทางในรูปแบบดังกล่าวมีความปลอดภัยมากกว่า อย่างไรก็ตามหากเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันที่ประชาชนไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ส่วนใหญ่ยังคงมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ไม่ค่อยได้ขยับเขยื้อนร่างกายเนื่องจากพักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆ จึงไม่เกิดกิจกรรมทางกายนั่นเอง

Ph.D.Deepti กล่าวสรุปทิ้งท้ายให้ตระหนักว่า ประเด็นสำคัญ ต้องส่งเสริมให้มีกิจกรรมนันทนาการเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม มีการจัดเวิร์กช็อปอย่างต่อเนื่อง และดึงชุมชนเข้ามามีบทบาทให้กับผู้ที่เดินทางโดยทางเท้าและขี่จักรยาน เช่น จัดวันงดใช้รถและรณรงค์ในการเดินเท้า หรือจัดวันปิดถนนเพื่อใช้เป็นทางปั่นจักรยาน เป็นต้น อีกทั้งควรส่งเสริมสนับสนุน เส้นทางต่างๆ ให้เอื้อต่อการเพิ่มกิจกรรมทางกาย และผลักดันให้ประเด็นปัญหาเรื่องสุขภาพเป็นวาระที่อยู่ในทุกภาคส่วน

Ph.D.Takemi Sugiyamaนักวิจัยโครงการศึกษาเพื่อสนับสนุนจากการเดินทางด้วยรถในระยะสั้น เปลี่ยนเป็นการเดินเท้าหรือขี่จักรยาน ให้ความคิดเห็นว่า ความจริงแล้วคนเรามีกิจกรรมทางกายในทุกๆ วัน และแต่ละวันสามารถเพิ่มกิจกรรมทางกายได้ เช่น แวะซื้อกาแฟ ก่อนไปทำธุระที่ไปรษณีย์แล้วไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าก่อนกลับบ้าน ซึ่งหากรวมระยะทางและการเคลื่อนไหวแล้วก็นับว่าเป็นการช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวได้ไม่น้อย

จากผลวิจัยเหล่านี้ ทำให้เกิดเป็นภาพใหม่ขึ้นมาว่า นอกจากคนทุกคนจะต้องมีความตระหนักในการเพิ่มกิจกรรมทางกายของตนเองแล้ว ในภาคส่วนของรัฐบาล การพัฒนาระบบขนส่งให้เชื่อมต่อกัน การเข้าถึงระบบสาธารณะของแต่ละกลุ่มประชากร การปรับปรุงสภาพแวดล้อม ทั้งถนน ทางเท้า ให้เอื้อต่อการเดิน การปั่นจักรยาน ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริงด้วยเช่นเดียวกัน

โดย ปานมณี

เปิด16พิพิธภัณฑ์เข้าชมยามค่ำคืน เทิดพระเกียรติ’ในหลวง รัชกาลที่9′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248610

เปิด16พิพิธภัณฑ์เข้าชมยามค่ำคืน เทิดพระเกียรติ'ในหลวง รัชกาลที่9'

เปิด16พิพิธภัณฑ์เข้าชมยามค่ำคืน เทิดพระเกียรติ’ในหลวง รัชกาลที่9′

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 16.33 น.
13 ธ.ค. 59 .ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ในที่ประชุมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดกิจกรรมในเทศกาลปีใหม่ ที่มีหลายภาคส่วนสนใจว่าจะสามารถจัดกิจกรรมอย่างไรได้บ้าง โดยระบุว่า ข้อแรกควรเป็นกิจกรรมทางศาสนา ที่ทุกศาสนาสามารถปฏิบัติร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ของประเทศ ข้อสอง เป็นการดำเนินการทางสาธารณะประโยชน์ ให้เกิดประโยชน์กับประเทศและส่วนรวม ส่วนในเรื่องของงานบันเทิงที่หน่วยงานต่างจะจัด ขอให้เป็นการจัดกิจกรรมที่มีอัตลักษณ์ แสดงถึงวัฒนธรรมของประเทศ และข้อที่สาม การจัดกิจกรรมการต่างๆควรเน้นถึงการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช รวมถึงเป็นการถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ด้วย
ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานในที่ประชุมว่า คณะกรรมการบูรณาการด้านพิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้ ได้จัดโครงการเปิดพิพิธภัณฑ์ ให้เข้าชมยามค่ำคืน Night at The Museum เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ระหว่างวันที่ 16-18 ธ.ค. เวลา 8.00 -22.00 น. โดยจะมีพิพิธภัณฑ์ที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 16 แห่ง อาทิ มิวเซียมสยาม , หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ,หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ, นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ,พิพิธบางลำพู ,ท้องฟ้าจำลอง ,สวนสัตว์ดุสิต เป็นต้น

กรมศิลป์แจงปมดราม่า’พระลีลา’ ยันซ่อมแซมถูกต้อง-แค่ไม่ชินตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248598

กรมศิลป์แจงปมดราม่า'พระลีลา' ยันซ่อมแซมถูกต้อง-แค่ไม่ชินตา

กรมศิลป์แจงปมดราม่า’พระลีลา’ ยันซ่อมแซมถูกต้อง-แค่ไม่ชินตา

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 16.08 น.

13 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีกระแสวิจารณ์ในกลุ่มเฟซบุ๊ค ประเด็นการบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปปางลีลา ผลงานชิ้นเอกของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร (วัดพระปรางค์) หมู่ที่ 6 ต.ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นพระพุทธรูปที่งดงามคลาสสิกที่สุด แต่การบูรณะผิดพลาดทำให้พระพักตร์พระพุทธรูปผิดเพี้ยน ถือเป็นการทำลายมากกว่าอนุรักษ์

ล่าสุด กรมศิลปากรได้มีการชี้แจงต่อเรื่องนี้ ผ่านกลุ่มเผยแพร่ฯกรมศิลปากรในเฟซบุ๊ค ระบุว่า ตามที่กรมศิลปากรได้มอบหมายให้อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ดำเนินการอนุรักษ์พระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย และมีกระแสจากสื่อสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์นั้น กรมศิลปากรขอนำเสนอข้อมูลในการดำเนินการอนุรักษ์ ดังนี้

จากการสำรวจโบราณสถานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหารที่ผ่านมา พบว่า พระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลาเกิดความชำรุดเสียหายตามกาลเวลา และจากสภาพดินฟ้าอากาศ ทางอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จึงได้ขอความอนุเคราะห์ไปยังกลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม กองโบราณคดี ดำเนินการอนุรักษ์พระพุทธรูปองค์ดังกล่าวตามหลักวิชาการ ในระหว่างเดือน ต.ค.-พ.ย. 2559 ซึ่งการอนุรักษ์ประกอบไปด้วย

1.) การทำความสะอาดกำจัดคราบสกปรก (รา ตะไคร่ ทองคำเปลว ฯลฯ) ออกจากองค์พระพุทธรูป 2.) ทำการเสริมความมั่นคงชั้นผิวปูนฉาบเพื่อป้องกันน้ำ (ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการชำรุดเสียหาย) การซ่อมรอยชำรุดในบางจุด โดยการถม (เติม) ผิวปูนฉาบด้วยปูนหมักแบบโบราณในส่วนที่ผุกร่อน มีระดับต่ำกว่าผิวเดิม เพื่อป้องกันน้ำตามสัดส่วนเดิม และปรับแต่งสภาพผิวให้กลมกลืนกับของเดิม

ซึ่งการถมปิดรอยชำรุดในบางจุดนั้น อาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับองค์พระไปบ้างเล็กน้อยจากที่เคยเห็น โดยเฉพาะในส่วนของพระนาสิก ซึ่งได้ทำความสะอาดล้างคราบราดำออกไป ทำให้เห็นลักษณะโด่งงุ้มชัดเจนขึ้น ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากสภาพเดิม ซึ่งพระนาสิกก็มีลักษณะโด่งงุ้มอยู่แต่เดิมแล้ว

อีกจุดได้แก่บริเวณเหนือริมพระโอษฐ์บน จนถึงบริเวณใต้พระนาสิก ผิวปูนฉาบผุกร่อน หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดการผุกร่อนลุกลามเป็นวงกว้างได้ จึงอนุรักษ์ด้วยวิธีถม (เติม) ผิวองค์พระ ด้วยปูนหมักแบบโบราณตามสัดส่วนเดิม และปรับแต่งสภาพผิวให้กลมกลืนกลับของเดิม

ด้วยเหตุนี้ หลังทำการอนุรักษ์เสร็จแล้ว อาจทำให้สภาพขององค์พระพุทธรูปดูแตกต่าง แปลกตาไปจากสภาพเดิม สำหรับความชำรุดเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หากปล่อยให้องค์พระพุทธรูปอยู่กลางแจ้งนั้น กรมศิลปากรอยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการหาแนวทางในการป้องกันต่อไป

กรมศิลปากรขอขอบคุณประชาชนที่ได้ให้ข้อเสนอแนะ แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ดูแลรักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ทั้งนี้กรมศิลปากรตระหนักดีว่ามรดกศิลปวัฒนธรรมเป็นของคนไทยทุกคน และจะมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพของงานด้านการอนุรักษ์ สืบทอดและสร้างสรรค์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ให้คงอยู่สู่อนุชนอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของคนในชาติสืบไป

3สาวราชบุรีปลาบปลื้ม! จะขอทำความดีเพื่อ’ในหลวงร.9′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248574

3สาวราชบุรีปลาบปลื้ม! จะขอทำความดีเพื่อ'ในหลวงร.9'

3สาวราชบุรีปลาบปลื้ม! จะขอทำความดีเพื่อ’ในหลวงร.9′

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.37 น.

13 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ว่า ประชาชนเดินทางมาเข้าคิวรอเพื่อเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นจำนวนมากเหมือนเช่นทุกวัน โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เปิดให้ประชาชนที่นั่งรถวีลแชร์เข้ากราบสักการะพระบรมศพเป็นชุดแรก ตั้งแต่เวลา 04.45 น.ตามด้วยเป็นประชาชนทั่วไป ในเวลา 04.50 น.โดยสำนักพระราชวังได้แจกภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พิมพ์ 4 สี ขนาด 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรเพื่อนำกลับไปเป็นของที่ระลึก พร้อมแจกข้าว “พอเพียง” ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีได้นำกลับไปเป็นขวัญข้าวขยายเพาะปลูกต่อไป

ด้าน น.ส.ภาคินี สุขเสงี่ยม อายุ 26 ปี พร้อมด้วย น.ส.อภิญญา ชินสรนันทร์ อายุ 26 ปี และ น.ส.ขวัญชนก อินทรชำนาญ อายุ 26 ปี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน เป็นชาว ต.เจดีย์หัก อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยทั้งสามคนเป็นเพื่อนกันสมัยเรียน เดินทางมาเข้าคิวรอตั้งแต่ตี 4 เพื่อเข้ากราบสักการะพระบรมศพ โดยทั้งสามสาวร่วมกันกล่าวด้วยน้ำตาแห่งความปลาบปลื้ม ว่า ทุกครั้งที่คิดถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 เหมือนมีแรงบันดาลใจให้เราทำในสิ่งดีๆ พระองค์ท่านเป็นแบบอย่างของความเสียสละ พระองค์ท่านทรงรักประชาชนของพระองค์ ซึ่งพวกเราก็ยึดถือเรื่องความซื่อสัตย์ ความพอเพียงที่พระองค์สอนมาปฏิบัติ เพราะความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานที่ส่งผลดีในทุกอย่าง ทั้งการทำงาน ต่อตนเอง ครอบครัว หมู่บ้านของเรา ซึ่งถ้าทุกคนมีความซื่อสัตยก็จะส่งผลให้สังคมไทยดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ หลักเศรษฐกิจพอเพียงขอพระองค์ก็สามารถใช้ได้จริงไม่ว่าจะอาชีพไหน หากคนไทยนำมาปรับใช้ สำหรับพวกเรานำมาใช้ตั้งแต่เด็กคือการใช้ดินสอ พอเติบโตขึ้นมาก็นำมาปรับใช้กับอย่างอื่น เช่น ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะในหลวง รัชกาลที่ 9 ท่านทรงทำให้เราเห็นเป็นนแบบอย่างในเรื่องการใช้ของอย่างประหยัด

“แถวบ้านมีโครงการในพระราชดำริ มีศูนย์เรียนรู้ชาวนา มีพิพิธภัณฑ์ชาวนา เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้ ซึ่งพวกเราเกิดมาไม่ทันเห็นตอนที่ท่านลำบาก แต่ก็รับรู้ได้ว่าพระองค์ทรงงานหนักเพื่อให้ทุกคนสบาย พระองค์ไม่เคยร้องขอว่าให้ใครรักพระองค์ท่าน แต่ท่านอยากให้คนไทยรักกันแค่นี้ท่านก็มีความสุขแล้ว วันนี้ได้มากราบสักการะก็น้ำตาไหลเสียใจกลัวว่าสิ่งที่พวกเราตั้งใจทำจะสายเกินไปเพราะพระองค์ท่านไม่อยู่แล้ว แต่ก็เชื่อว่าพระองค์ทรงรับรู้ได้ในส่ิงที่พวกเราตั้งใจทำ” สามสาว กล่าวด้วยน้ำตาแห่งความอาลัย

ด้าน นางเสาวนีย์ ประสงค์ทรัพย์ อายุ 70 ปี ต.ท่าตูม อ.เขาสมิง จ.ตราด หัวหน้าทีมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง บ้านสลัก ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับเพื่อนบ้าน กล่าวว่า แม่ได้เล่าให้ฟังว่า ประมาณ 60 ปีที่แล้ว ในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎร์ที่หมู่บ้านเพื่อดูว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง แต่ท่านบอกกับชาวบ้านว่า “เราคงไม่ได้มาอีกแล้ว เพราะไม่มีอะไรให้ช่วย น้ำก็ไม่ท่วม ดินก็ไม่แห้ง อาหารก็อุดมสมบูรณ์” พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎร์ในทุกพื้นที่ รู้สึกรักพระองค์มาก รักสุดประมาณ ท่านทรงอัจฉริยะมากทำทุกอย่างเพื่อพวกเราชาวไทย พระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลกแล้ว

“ป้าเดินตามลอยพระองค์ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ทำตามที่พระองค์สอน ปลูกผักก็ทำแปลงผักเป็นรูป “ตามรอยพ่อหลวง” “เศรษฐกิจพอเพียง” “ยินดีต้อนรับ” และเลี้ยงปลา – กบ ไก่ไข่ เพาะเห็ด แปรรูปผลไม้ ทำแล้วมีความสุข จนพัฒนากรนำป้ายเศรษฐกิจพอเพียงมาติดตั้งให้หน้าบ้าน ขณะนี้ได้เป็นหัวหน้าทีม เวลาป้าเหนื่อยก็จะมองรูปพระองค์ท่าน ป้าก็หายเหนื่อยแล้ว ท่านเป็นกำลังใจได้อย่างดี จึงรักพระองค์ท่านมาก ก็ขอให้พระองค์ท่านเสด็จสู่สรวงสวรรคาลัย เกิดชาติหน้าฉันใดก็ขอให้เป็นลูกของพ่อหลวงทุกชาติไป” นางเสาวนีย์ กล่าว

ขณะที่ นางน้อย ส่งศิริพร อายุ 85 ปี พสกนิกรที่เดินทางมาจาก อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ มาสักการะพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 เล่าย้อนให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินมายังนครสวรรค์หลายครั้ง โดยตนได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯ ในหลายๆ ครั้ง ซึ่งมีครั้งหนึ่งตนจำได้ว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรสและพระราชธิดา ตนยังจำได้ดี ตอนนั้นมีชาวนครสวรรค์มาเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงแย้มพระโอษฐ์แก่ราษฏร และมีรับสั่งต่างๆ นานา สร้างความปีติแก่พวกเราชาวนครสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง

นางน้อย กล่าวด้วยว่า การเดินทางมาครั้งนี้ตนก็มาด้วยความคิดถึงพระองค์ท่าน อยากมากราบใกล้ๆ อยากเห็นพระบรมโกศ ได้เห็นแล้วก็ปลาบปลื้มและตื้นตันใจ สวยงามสมพระเกียรติ ตนอายุมากแล้ว ได้มาถึงที่แห่งนี้ก็นับว่าเป็นบุญมาก ได้เห็นราชประเพณีโบราณ ซึ่งทำให้ตนนึงถึงว่าสมัยพ่อตนท่านเล่าให้ฟังว่าได้มากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในหลวง รัชกาลที่ 8 ตนในฐานะลูกก็ได้มากราบพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 และตนก็อยากจะเห็นพระเมรุมาศ แต่รู้ตัวว่าแก่แล้ว ไม่รู้อยู่ได้นานอีกเท่าไหร่ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็อยากมาเห็นสักครั้ง

จนท.โครงการหลวงภาคเหนือ-7ชนเผ่า จ่อเดินสักการะพระบรมศพ14ธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248571

จนท.โครงการหลวงภาคเหนือ-7ชนเผ่า จ่อเดินสักการะพระบรมศพ14ธ.ค.นี้

จนท.โครงการหลวงภาคเหนือ-7ชนเผ่า จ่อเดินสักการะพระบรมศพ14ธ.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.19 น.

13 ธ.ค.59 นางพรนันทน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์และท่องเที่ยวมูลนิธิโครงการหลวง เปิดเผยว่า ได้นำคณะชาวเขาที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณภายใต้โครงการหลวงจาก 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.ลำพูน จ.แม่ฮ่องสอน และจ.พะเยา รวม 7 ชนเผ่า ได้แก่ ลาหู่ ปาหล่อง จีนยูนาน ปกาเกอะญอ ลีซอ อาข่า และม้ง พร้อมเจ้าหน้าที่โครงการหลวง 200 คน รวมทั้งสิ้น 1,741 คน เดินทางโดยรถบัสโดยสาร 31 คัน และรถตู้ 9 คัน รวมตัวกันออกเดินทางจาก จ.ลำปาง ตั้งแต่เวลา 13.00. น. ของวันที่ 13 ธ.ค. ถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 14 ธ.ค. และตั้งขบวนเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในเวลา 04.00 น.

นางพรนันทน์ กล่าวว่า ชาวเขาทุกชนเผ่าทางภาคเหนือมีอยู่ 38 ดอย กว่า 1.7 แสนคน ทุกคนรู้สึกเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก ที่ในหลวง ร.9 สวรรคต ที่ผ่านมาทุกชนเผ่าได้มีพิธีของแต่ละเผ่าเพื่อแสดงความอาลัยแก่ในหลวง ร.9 ผู้เป็นที่รักยิ่งของทุกคน โดยมีคนสูงอายุจำนวนมากที่อยากเดินทางมา แต่ไม่สะดวกในการเดินทาง ครั้งนี้จึงเป็นตัวแทนขาวเขาที่สามารถเดินทางมาได้ มาด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่ทรงพระราชทานโครงการหลวง จนทำให้พวกเขามาอาชีพมั่งคงมีรายได้ จากการปลูกพืชเขตหนาวทดแทนฝิ่น โดยชาวเขาจะนำพืชผลจากแปลงของตนเองที่เป็นผลจากการส่งเสริมของโครงการหลวงมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เพื่อที่สํานักพระราชวังจะได้นําไปทําอาหารให้แก่ประชาชนที่มาเฝ้าถวายสักการะต่อไป

“ชาวเขาบอกเสมอว่า ในหลวง ร.9 ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับพวกเขา จากโครงหลวงที่ได้พระราชทานพันธุ์พืชให้ปลูก ทำให้พวกเขามีรายได้ อยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยขณะที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฏรบนภูเขาก็มีพระดำรัสกับราษฏรทุกคนที่เข้าเฝ้า ขณะที่ชาวเขาที่เป็นผู้หญิงก็จะได้ถวายงานด้านผ้าแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถด้วย ซึ่งตนอยากให้ฟังความรักที่ชาวเขามีต่อในหลวง ร.9 จากปากของพวกเขาเอง” นางพรนันท์ กล่าว

พสกนิกรสักการะพระบรมศพ’ร.9′ 43วันหลั่งไหลกว่า1,623,954คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248545

พสกนิกรสักการะพระบรมศพ'ร.9' 43วันหลั่งไหลกว่า1,623,954คน

พสกนิกรสักการะพระบรมศพ’ร.9′ 43วันหลั่งไหลกว่า1,623,954คน

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 08.51 น.
13 ธ.ค.59 สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ของวันที่ 11 ธ.ค.ตั้งแต่เวลา 04.45 – 22.33 น.ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 45,329 คน รวม 43 วัน มีจำนวน 1,623,954 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล เป็นเงินจำนวน 4,291,272.50 บาท รวม 43 วัน มียอดเงินทั้งสิ้น 124,922,863.75 บาท