กระทบไหล่จิตรกร (แบบไม่ต้องเกรงใจ) ค้นหาตัวตนประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248499

กระทบไหล่จิตรกร (แบบไม่ต้องเกรงใจ) ค้นหาตัวตนประเทศไทย

กระทบไหล่จิตรกร (แบบไม่ต้องเกรงใจ) ค้นหาตัวตนประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ความเป็นตัวตน” หรือ “อัตลักษณ์” ของคนไทย ที่อาศัยอยู่ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ จะแสดงให้ปรากฏออกมาในรูปแบบของ “ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี” ที่ถ่ายทอดต่อเนื่องกันนับตั้งแต่บรรพบุรุษ ดังนั้น การจะเข้าไปดูตัวตนของคนไทยให้ถึงแก่น เราจึงพบได้จาก งานทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม

“จิตรกรรม” หรือ “ภาพเขียน” เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนความเป็นตัวตนของคนในแต่ละภูมิภาคให้คนรุ่นปัจจุบันได้พบว่า แก่นแท้ของพวกเขาผูกพันและเชื่อมโยงจิตวิญญาณไว้อย่างไร

“จิตรกรรมไทย” หมายถึง ภาพเขียนที่มีลักษณะเป็นแบบอย่างของไทย ที่แตกต่างจากศิลปะของชนชาติอื่นอย่างชัดเจน ถึงแม้จะมีอิทธิพลศิลปะของชาติอื่นอยู่บ้าง แต่ก็สามารถ ดัดแปลง คลี่คลาย ตัดทอน หรือเพิ่มเติมจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองได้อย่างสวยงาม ลงตัว น่าภาคภูมิใจและมีวิวัฒนาการทางด้านรูปแบบ และวิธีการมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถพัฒนาต่อไปอีกในอนาคต

จิตรกรรมไทยเป็นลักษณะอุดมคติ ซึ่งส่งผลสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ มีคุณค่าทางศิลปะและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า เรื่องที่เกี่ยวกับ ศาสนา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมการแต่งกาย ตลอดจนการแสดงการเล่นพื้นเมืองต่างๆ ของแต่ละยุคสมัยและสาระอื่นๆ ที่ประกอบกันเป็นภาพจิตรกรรมไทย

งานจิตรกรรมจึงให้ความรู้สึกในความงามอันบริสุทธิ์น่าชื่นชม เสริมสร้างสุนทรียภาพขึ้นในจิตใจมวลมนุษยชาติได้โดยทั่วไป

จิตรกร นิโรจน์ จรุงจิตวิทวัส, จิตรกร อิทธิพล พัฒรชนม์, จิตรกร เนติ พิเคราะห์, และ จิตรกร มนูธรรม ช่วยหนู ได้รวมตัวกันจัดแสดง “จิตรกรรมไทย 4 ภาค : Thai Painting of Four Regions” เพื่อแสดงอัตลักษณ์เฉพาะตนของจิตรกรที่มีภูมิลำเนามาจาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ นายนิโรจน์ จรุงจิตวิทวัส ตัวแทนของ จิตรกรรมไทยภาคกลาง จัดแสดงในหัวข้อ “นิทานของแม่” นายอิทธิพล พัฒรชนม์ ตัวแทนจิตรกรรมไทยภาคอีสาน จัดแสดงในหัวข้อ “ฮักแฮงแฮง” นายเนติ พิเคราะห์ ตัวแทนของ จิตรกรรมไทยภาคเหนือ จัดแสดงในหัวข้อ “มารผจญ” นายมนูธรรม ช่วยหนู ตัวแทนของ จิตรกรรมไทยภาคใต้ จัดแสดงในหัวข้อ “รอยชีวิตชาวใต้”

สำหรับแนวคิดที่มีต่อผลงานแต่ละคน พวกเขา เปิดเผยให้ทราบดังนี้

จิตรกร นิโรจน์ จรุงจิตวิทวัส “การสร้างสรรค์จิตรกรรมไทยแบบประเพณี ในชุด “นิทานของแม่” สะท้อนแนวคิดที่ได้ในแบบร่วมสมัยปัจจุบัน ด้วยเทคนิค วิธีการและรูปแบบอย่างงานจิตรกรรมไทย มีเนื้อหาเกี่ยวกับ คุณธรรม ความดี ความงาม สอดแทรกคติสอนใจ ผ่านบทสรุปที่กำหนดให้ฝ่ายดีชนะฝ่ายไม่ดีเสมอ เป็นการปลูกฝังเนื้อหาของคุณธรรม จริยธรรม ความดี ความงาม ข้าพเจ้าใช้โครงสร้างภาพที่มีเค้าโครงมาจากใบหน้าผู้หญิง ด้วยเทคนิค กระบวนการตามแบบอย่างศิลปะประเพณีของไทย เพื่อนำเสนอภาพของความรัก ความอบอุ่นจากแม่ ความสุข ความสนุกสนาน ด้วยรูปทรงที่เคลื่อนไหว ในโครงสีอุ่นๆ หม่นๆ ผ่านความมุ่งมั่นและความประณีตของเส้นสาย รายละเอียดแบบไทยประเพณี

จิตรกร อิทธิพล พัฒรชนม์ “ได้รับแรงบันดาลใจจาก คำสอนในพุทธศาสนา อีกทั้ง คำบอกเล่า ต่างๆจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น สืบเนื่องต่อกันมา ซึ่งสะท้อนคุณค่าและแนวทางในการสร้างสรรค์ ผลงานจิตรกรรมบน ศาสนสถาน เพื่อใช้แทนคำสอน
ให้เข้าใจได้โดยง่าย ข้าพเจ้า มีความสนใจและประทับใจ ในวิถีชีวิตพื้นถิ่นอีสาน ที่ได้สัมผัส จึงได้นำมาถ่ายทอดและสร้างงานจิตรกรรม ที่แสดงความรู้สึกถึงความเป็นศิลปะพื้นถิ่น ตามลักษณะการแสดงออกส่วนตัวของข้าพเจ้า เพื่อให้เห็นถึงคุณค่าของจิตรกรรมที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่นไทย

จิตรกร เนติ พิเคราะห์ “อำนาจแห่งกิเลสในจิตใจ ความโลภ ความโกรธ ความหลง คือ ความทุกข์ที่ครอบงำจิตใจของผู้คน มีแต่ความอยากต้องการแสวงหาอยู่ตลอดเวลา ชีวิตเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ไม่มีความสุข พระพุทธศาสนาสอนเรื่องการละทิ้งกิเลส ตั้งอยู่ในทางสายกลาง ภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณ สะท้อนคุณค่าแนวคิดปรัชญาพุทธ เพื่อใช้แทนคำสอนให้เข้าใจง่าย ผจญมาร คือ แนวทางและสัญลักษณ์ในการพ้นทุกข์ เอาชนะกิเลส เป็นหลักธรรมสำคัญในการดำเนินชีวิต

จิตรกร มนูธรรม ช่วยหนู “รอยชีวิตชาวใต้ คือ เรื่องราวความผูกพันในอดีตวิถีชีวิตที่ผ่านมายากที่จะลืมเลือนไปได้ เปรียบเสมือนร่องรอยของการกรีด บนต้นยางพารา สะท้อนใจยิ่งนัก บ่งบอกถึงความทุกข์สุข ความอดทน การรอคอย ความรัก ภายในครอบครัวและวิถีของชาวบ้านในแต่ละวัน แต่ละคืน ของชาวสวนยางพารา โดยสื่อความหมายสื่อสัญลักษณ์ รูปทรงของต้นยางพาราด้วยท่าทาง พื้นผิวและสีสัน ที่แสดงถึงสิ่งมีชีวิต ในรูปแบบหนึ่ง ขณะเดียวกันก็แอบแฝง เรื่องราวความทรงจำ วิถีชีวิตการต่อสู้ดิ้นรน เพื่อพัฒนาเติบโตไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า

งานของพวกเขาทั้ง 4 คนจะเปิดให้ชมระหว่าง วันที่ 8-29 มกราคม 2560 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน 5-8 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร หากมีอะไรจะซักถาม ขอความรู้เพิ่มเติม หรือ นำเสนออะไรที่ยังขาดตกบกพร่อง สอบถามบรรดา จิตรกรเจ้าของผลงานได้ในงานโดย “ไม่ต้องเกรงใจ” เพราะเป้าประสงค์ข้อหนึ่งของพวกเขาคือ เพื่อ “แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และตระหนักถึงคุณค่าของผลงานศิลปะ จากการสร้างสรรค์ ด้วยเทคนิควิธีการต่างๆ อันเป็นแนวทางในการศึกษาของเยาวชนรุ่นใหม่ที่สนใจในงานศิลปะต่อไป”

โดย ชนิตร ภู่กาญจน์

ฝนตกขี้หมูไหล ฝนหายขี้หมูแห้ง นิสัยที่ผู้นำประเทศต้องแก้ไขในระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248496

ฝนตกขี้หมูไหล ฝนหายขี้หมูแห้ง นิสัยที่ผู้นำประเทศต้องแก้ไขในระบบ

ฝนตกขี้หมูไหล ฝนหายขี้หมูแห้ง นิสัยที่ผู้นำประเทศต้องแก้ไขในระบบ

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อตอนที่ประเทศไทยกำลังตื่นตัวที่จะเปิดเส้นปิดกั้นระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ด้วยการจัดตั้ง ประชาคมอาเซียน ในตอนนั้น ทุกกลุ่ม ทุกเหล่า ล้วนกระดี๊กระด๊า วาดภาพฝันกันไปไกลแบบสดสวย ไร้ซึ่งปัญหา ในทุกหน่วยงานของภาครัฐ โดยเฉพาะในภาค การศึกษา ถึงกับมีการวาดฝันกันว่าจะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการศึกษาในอาเซียน จะมีนักเรียน นักศึกษาจากอาเซียน เข้ามาเรียนในประเทศไทยมากมาย เงินทองจะไหลมาเทมาจนคนไทยจะกลายเป็น เศรษฐีอาเซียน โดย ไม่มีเสียงของ ผู้บริหารภาครัฐ ฝ่ายไหนเลยที่จะมาสะกิดให้ “ฝันแบบเนื้อๆ บ้าง อย่าฝันแต่น้ำๆ อย่างเดียว” สรุปว่า ทุกคนเห็นชอบไปทั้งหมด จะด้วยเอาใจผู้นำประเทศ เอาใจคนต้นคิด หรือเอาใจอะไรก็แล้วแต่ ตามนิสัย “ตามใจคือไทยแท้”

ในภาคส่วนของการศึกษา สิ่งที่เห็นได้ชัดและดูเหมือนจะมีกระแสท้วงติงอยู่บ้างก็คือ การปรับระยะเวลาการเปิดภาคเรียนของประเทศไทยให้รองรับกับประเทศอาเซียน เพื่อเชื่อมโยงถึงกันง่ายขึ้น แม้จะมีบางเสียง ออกมาให้เหตุผลถึงความแตกต่าง
กันในบริบทของสภาพแวดล้อมทางภูมิอากาศ และวัฒนธรรมแห่งวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งเสียงที่ออกมาเสนอแนะก็ไม่ได้บังเกิดผลอะไร เหมือนเอา “ไข่กระทบหิน” เพราะเสียงเห็นด้วยมากกว่า และ คนที่มีอำนาจแน่ใจว่า “ตัวเองคิดถูกแล้ว”แบบว่า “กรูเก่งเอ็งอย่ามาเถียง”

พอมาถึงวันนี้ ลองอ่านข่าว ข้างล่างนี้นะครับ

“กลุ่ม มทร.ยืนยันปี’60 กลับไปเปิด-ตามเดิม”

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ในปีการศึกษา 2560 กลุ่ม 9 มทร.มีมติร่วมกันชัดเจนแล้วที่จะเปิดภาคเรียนที่ 1 ในเดือน มิ.ย. 2560 ซึ่งถือเป็นการกลับไปสู่การเปิด-ปิดภาคเรียนในระบบเดิม สาเหตุที่กลุ่ม มทร.กลับมาเปิดภาคเรียนเช่นเดิมจะทำให้สอดคล้องกับระบบการเปิด-ปิดภาคเรียนของการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่จะเข้าเรียนใน มทร. การที่เปลี่ยนไปเปิดตามอาเซียนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดที่ไม่ได้ยึดโยงกลุ่มผู้เรียนที่จะเข้าเรียนในแต่ละมหาวิทยาลัย แต่กลับไปยึดนักศึกษาต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งแต่ละปีมีนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนในระบบอุดมศึกษาไม่กี่พันคน แต่นักเรียนไทยที่เข้าสู่ระบบอุดมศึกษามีหลายแสนคน ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเด็กไทยมากกว่า ดังนั้นการตัดสินใจกลับมาเปิดตามระบบเดิมจึงน่าจะส่งผลดีกับนักศึกษามากกว่า

เป็นไงครับ เมื่อตอนที่จะปรับเปลี่ยนกันนั้น ทุกฝ่ายล้วนกระดี๊กระด๊าว่า มันเลิศสะแมนแตน สุดยอดที่สุด สมบูรณ์ที่สุด เพียงไม่กี่ปี น้ำลายที่พ่นขึ้นไปบนฟ้าก็ตกลงมาใส่หน้าคนที่ถ่มออกไป รู้สึกอะไรบ้างไหม ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับ ภาษิตโบราณ ที่บอกว่า “ฝนตกขี้หมูไหล ฝนหายขี้หมูแห้ง” เป๊ะเลย

เรื่องประเภทนี้ ในแวดวงการศึกษาไทยยังมีหลบๆ ซ่อนๆ อยู่อีกเยอะแยะครับ คิดๆ แล้วก็อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีสักสิบหน้า ยี่สิบมือ จะได้สอดส่องดูแลประเทศไทยให้ทั่วถึง สมเจตนารมณ์เร็วๆ

41ชนเผ่ากว่า5พันชีวิต พร้อมใจเข้าถวายสักการะพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248532

41ชนเผ่ากว่า5พันชีวิต พร้อมใจเข้าถวายสักการะพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

41ชนเผ่ากว่า5พันชีวิต พร้อมใจเข้าถวายสักการะพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 20.09 น.

ประชาชนยังคงหลั่งไหลเข้ากราบสักการะพระบรมศพ ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ร่วมเป็นจิตอาสาทำดีเพื่อพ่อ ขณะที่ชนเผ่ากว่า 5 พันคน 41 ชนเผ่า เข้ากราบสักการะพระบรมศพด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

12 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีประชาชนจำนวนมาก และชนเผ่าต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 41 ชนเผ่า กว่า 5,000 คน เดินทางมาเข้าคิวรอ เพื่อกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยเจ้าหน้าที่ได้เปิดให้ประชาชนที่นั่งรถวิลแชร์เข้ากราบสักการะพระบรมศพเป็นชุดแรก เวลา 04.45 ตามด้วยเป็นประชาชนทั่วไป เวลา 04.50 ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้แจกพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พิมพ์ 4 สี ขนาด 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก พร้อมข้าว “พอเพียง” ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีนำกลับไปเป็นขวัญข้าวด้วย

ขณะที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยรวมอยู่ภายในศูนย์อาหารบริการประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน ประกอบด้วย มื้อเช้าเวลา 07.00 น. เกี๋ยมอี๋น้ำ 1,500 ถ้วย กาแฟสด บาเรสต้า 2,500 แก้ว นมหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวัน เวลา 11.00 น. ข้าวไก่อบเห็ดหอม 1,000 จาน ข้าวไก่ทอดเปรี้ยวหวาน 1,000 จาน ข้าวซี่โครงหมูตุ๋นยาจีน 1,000 จาน ก๋วยเตี๋ยวต้มยำลูกชิ้นปลา 1,000 จาน ขนมจีนแกงไก่ 2,000 ถ้วย มื้อบ่าย เวลา 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง แซนวิส 1,000 กล่อง เฉาก๊วย ชากังราว 1,000 ถุง ส่วนมื้อเย็น เวลา 18.00 น. ข้าวกะเพราไข่ดาว 1,500 จาน และ ข้าวหมูผัดพริกสด กุนเชียง 1,500 จาน ขณะเดียวกันมีน้ำดื่มสมุนไพร 700 ลิตร และน้ำดื่มจิตรลดาให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน

ส่วนเต็นท์หน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณท้องสนามหลวง ฝั่งทิศเหนือ บริเวณทางเข้าฝั่งตรงข้ามศาลฎีกา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงห่วงใยพสกนิกรที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับสั่งให้มีหน่วยแพทย์พระราชทาน มาดูแลสุขภาพประชาชนเป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องจนครบ 100 วัน

สำหรับวันนี้มีหน่วยแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เภสัชกร และบุคลากร จากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และโรงพยาบาลตรัง รวมจำนวน 18 คน มาให้บริการดูแลประชาชนตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. โดยประชาชนส่วนใหญ่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมถึงขอยาดมแก้อาการวิงเวียนคล้ายเป็นลม และทำแผลเล็กน้อยที่เกิดจากการเดินชนหรือกระแทกกับของแข็ง

ขณะที่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ผู้แทนพระองค์นำเข็มกลัดโบว์สีดำไว้ทุกข์ตรงกลางติดเหรียญบาท ด้านหลังปลายริบบิ้นติดป้ายสีขาวข้อความ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ จำนวน 24 กล่อง ๆ ละ 500 ชิ้น มาประทานแก่ประชาชนหลังเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริเวณทางออกประตูสรีสุนทร พระบรมมหาราชวัง ด้วย

ด้าน น.ส.นริศรา ทิพย์หนองหิน อายุ 25 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารงานทั่วไป วิทยาลัยเทคโนโลยีส่องแสงพาณิชยการ ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวว่า ตนพร้อมเพื่อน ๆ ใช้โอกาสวันหยุดยาวเดินทางมาโดยเครื่องบิน และมาถึงท้องสนามหลวงช่วงตี 4 และเข้ากราบสักการะช่วง 9 โมงเช้า ถือว่าเร็วเพราะมีคนมารอคิวเยอะมาก พวกเราตั้งใจมากราบสักการะพระองค์ท่านดีใจที่ได้มากราบ แต่ก็เสียใจน้ำตาไหล ถึงแม้พวกเราจะไม่เคยรับเสด็จฯ ช่วงที่ท่านยังมีพระชนม์ชีพอยู่แต่ก็เห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กๆ เห็นท่านทรงงานหนัก และใน จ.สงขลา ก็ได้รับพระราชทานโครงการพระราชดำริ เช่น ที่บ้านตน ใน ต.คลองหลา อ.คลองหอยโข่ง มีอ่างเก็บน้ำคลองหลาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมีโครงการบรรเทาอุทกภัยตามแนวพระราชดำริ คลองระบายน้ำ ร 1 ที่ ต.ควรลัง อ.หาดใหญ่ ทำให้ชาวบ้านมีน้ำทำการเกษตร และแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน

“พระองค์ท่านทำทุกอยู่ไว้ให้พวกเราแล้ว แค่พวกเราทำทุกอย่างตามที่พระองค์สอนไว้ ก็ขอสัญญาว่าจะตั้งใจทำความดีเพื่อในหลวง ร.9 ของเรา อะไรที่ช่วยได้ ทำได้ ก็จะทำ เพราะหากทุกคนทำดีเพียงคนละเล็กละน้อยก็สามารถเกิดผลชัดเจนได้” น.ส.นริศรา กล่าว

ขณะที่ นายบุญรัตน์ ขวาคำ อายุ 49 ปี ชนเผ่ากะเหรี่ยง ต.แม่สอย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตนเดินทางมาพร้อมกับเพื่อนบ้านเผ่าเดียวกัน จำนวน 50 คน โดยเหมารถบัสมากันเอง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พ่อหลวงทรงพระราชทางโครงการในพระราชดำริ สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะหมา อ่างเก็บน้ำห้วยตาผา ต.แม่สอย และอ่างเก็บน้ำห้วยม่วง ต.สบเตี๊ยะ เพราะหลังจากที่มีโครงการพระราชดำริเข้ามาก็ทำให้พวกเรามีอาชีพ มีรายได้ มีน้ำ มีไฟฟ้าใช้ และยังทรงพระราชทานพันธุ์สัตว์เลี้ยง เช่น วัว หมู ให้ด้วย ทำให้พวกเรามีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนถึงทุกวันนี้ พ่อหลวงให้ทุกอย่างแล้ว ก่อนนี้พวกเรายากจนมาก หน้าแล้งก็ต้องไปเจาะน้ำจากใต้ดินกินลำบากมาก

ส่วนนายสมเกียรติ ดุสฎีกาญจน นายกสมาคมผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทย กล่าวว่า ตนได้เป็นตัวแทนสมาคมฯ นำกล้วยไม้หลากสีพันธุ์ต่างๆ มาแจกจ่ายให้ประชาชนที่จุดพักรอภายในสนามหลวง เพื่อนำขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ ด้วยสมาคมผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทยตั้งใจทำความดีเพื่อถวาย ในหลวง ร.9 จึงประชุมกันว่าจะนำช่อดอกกล้วยมาแจกจ่ายให้ประชาชนได้ใช้สักการะพระบรมศพ ที่มาเฉลี่ยวันละหลายหมื่นคน ทางสมาคมฯจึงจัดกล้วยไม้มาจำนวน 49,999 กำ เพื่อให้เพียงพอ โดยประสานกับสำนักพระราชวังนำมาแจกตั้งแต่ตี 5 เรื่อยไปจนกว่าจะหมด ซึ่งกล้วยไม้ทั้งหมดเป็นเกรดส่งออก มีทั้งสกุลหวาย, ม็อกคาล่า , แวนด้า ฯลฯ หลากสีสัน และมาจากหลายแหล่ง เช่น ชมรมกล้วยไม้ , สหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ , สมาคมผู้ส่งออกกล้วยไม้ เป็นต้น โดยเลือกดอกที่สวยที่สุดและจัดอย่างสวยงามเพื่อให้สมพระเกียรติที่สุด

นายแม็กซ์เวล ภูตะวัน เฮย์ฟอร์ด อายุ 17 ปี ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ซึ่งมาร่วมเป็นจิตอาสาในการเป็นล่ามภาษาอังกฤษจากศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร Volnteers for Dad ที่คอยให้คำแนะนำแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ บริเวณประตูคัดกรองผู้ที่จะเดินทางมารอคิว เพื่อเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร

โดยนายแม็กซ์เวล กล่าวว่า ตนรู้สึกอยากมาร่วมเป็นจิตอาสา เพราะได้ประสบการณ์ที่ดี ทำแล้วสนุกและรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นการทำดีเพื่อพ่อ โดยครั้งนี้มาร่วมเป็นจิตอาสาครั้งที่ 5 แล้ว โดยจะเดินทางมาในช่วงวันหยุดหรือวันที่ว่างจากการเรียน ซึ่งจะเริ่มทำตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ก็อยากเชิญชวนให้เยาวชนมาร่วมเป็นจิตอาสาทำความดีเพื่อพ่อ ซึ่งก็มีหลายอย่างให้ทำ เช่น เป็นล่าม เก็บขยะ หรือประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

ด้านนายกรธวัช เปรี่ยมพิมาย อายุ 18 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนทวีธาภิเศก กรุงเทพฯ ซึ่งพิการอัมพาตช่วงล่างตั้งแต่เอวลงไป เดินทางมากราบสักการะะบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ พร้อมครอบครัว โดยกล่าวว่า ตนป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ทำให้เดินไม่ได้ตั้งแต่เกิด เพราะกระดูกสันหลังบางท่อนหายไป จึงต้องนำกระดูกเทียมมาใส่แทน ทำให้การรักษาค่อนข้างยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก คุณแม่จึงถวายฎีกาขอความช่วยเหลือไปยังสำนักพระราชวัง โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานความช่วยเหลือแก่ตนได้เป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช มาตลอดกว่า 10 ปี ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

“ผมเห็นพระองค์ท่านทรงงานหนักมาตลอดการครองราชย์ เสด็จไปยังถิ่นทุรกันดาร บุกป่าฝ่าดงโดยไม่สนว่าหนทางจะยากลำบากเพียงใด พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดจนถึงวินาทีสุดท้าย ถือเป็นความโชคดีของชนชาวไทยที่มีพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ ในฐานะเป็นเยาชนไทยจะขอตอบแทนพระองค์ท่าน ด้วยการตั้งใจเรียน เป็นเด็กดีของคุณพ่อคุณแม่ ช่วยเหลือสังคมเท่าที่ตนจะทำได้” นายกรธวัช กล่าว

วันเดียวกันนี้ สำนักพระราชวัง ได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ของวันที่ 11 ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 04.45 น. ล่วงเลยมาจนถึงเวล 01.40 น. ของเช้าวันที่ 12 ธ.ค. เนื่องจากมีประชาชนที่เข้าคิวรอกราบพระบรมศพตกค้างอยู่อีกเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงขยายเวลาเพิ่ม โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 58,909 คน รวม 42 วัน มีจำนวน 1,578,625 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวนเงิน 3,896,209.75 บาท รวม 42 วัน มียอดเงินรวมทั้งสิ้น 120,631,591.25 บาท

‘พระองค์ไม่เคยแบ่งแยกพวกเรา’ ‘ผญบ.เผ่าอาข่า’เล่าถึง’ในหลวง ร.9’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248526

'พระองค์ไม่เคยแบ่งแยกพวกเรา' 'ผญบ.เผ่าอาข่า'เล่าถึง'ในหลวง ร.9'

‘พระองค์ไม่เคยแบ่งแยกพวกเรา’ ‘ผญบ.เผ่าอาข่า’เล่าถึง’ในหลวง ร.9’

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 19.38 น.

12 ธ.ค. 59 นายสมชาย บัญชาพล ชาวชนเผ่าอาข่า ผู้ใหญ่บ้าน ม.6 ต.แม่ไร่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย กล่าวว่า วันนี้ได้พาลูกบ้าน จำนวน 150 คน เดินทางมาร่วมกับชนเผ่าอีก 41 ชนเผ่า ซึ่งเดินทางมาจากกว่า 20 จังหวัดทั่วประเทศ ประมาณ 5,000 คน เพื่อร่วมพิธีส่งดวงพระวิญญาณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่สรวงสวรรค์ ตามความเชื่อของชนเผ่าพื้นเมืองที่สวนสราญรมย์ ข้างวัดพระแก้ว เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. ที่ผ่านมา ก่อนมาเข้าคิวที่ท้องสนามหลวง เพื่อรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพ และได้เข้ากราบสักการะเวลาประมาณ 17.30 น.

นายสมชาย กล่าวอีกว่า ชาวอาข่าได้รับการส่งเสริมอาชีพ เช่น เลี้ยงแพะ ปลูกพืชทำการเกษตร ทำให้พวกเรามีที่อยู่ที่กินไม่เดือดร้อน และมีบัตรประชาชนสามารถไปประกอบอาชีพได้ไม่เฉพาะในประเทศไทย ยังสามารถเดินทางไปทำงานต่างประเทศได้ ทำให้ชาวบ้านมีฐานนะดีขึ้น

“ก่อนหน้านี้เราต้องอยู่กันอย่างยากลำบาก เพราะไม่มีสิ่งระบุตัวตนแน่ชัด พ่อผมเล่าว่าตอนนั้น ในหลวง ร.9 เสด็จมาแล้วรับรู้ปัญหานี้ จึงพระราชทานเหรียญที่ระลึกแสดงความเป็นชนชาติไทยให้ทุกคน บนเหรียญเขียนว่าที่ระลึกสำหรับชาวเขาพร้อมเลขรหัสระบุจำนวนคนที่เท่าไร ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว ลูกหลานได้รับตกทอดมาเป็นมรดกเท่านั้น กลายเป็นของหายาก และสร้างความภาคภูมิใจของเรา สำหรับการเดินทางมาครั้งนี้ทุกคนตั้งใจมา เพราะด้วยความรักที่มีให้ต่อในหลวง ร.9 อย่างแท้จริง เพราะ 70 ปีที่ผ่านมาท่านไม่เคยพักผ่าน พระองค์ท่านไม่เคยแบ่งแยกว่าพวกเราเป็นชนเผ่า ที่พวกเรามีอาชีพ มีทุกอย่างเหมือนคนไทย เพราะบารมีของในหลวง ร.9 พวกเราจึงรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงเดินทางมาร่วมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” นายสมชาย กล่าว

หนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ร่วมอาสาเป็นล่ามทำดีเพื่อพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248491

หนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ร่วมอาสาเป็นล่ามทำดีเพื่อพ่อ

หนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ร่วมอาสาเป็นล่ามทำดีเพื่อพ่อ

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 16.45 น.

12 ธ.ค.59 นายแม็กซ์เวล ภูตะวัน เฮย์ฟอร์ด อายุ 17 ปี ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ซึ่งมาร่วมเป็นจิตอาสาในการเป็นล่ามภาษาอังกฤษจากศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร Volnteers for Dad ที่คอยให้คำแนะนำแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ บริเวณประตูคัดกรองผู้ที่จะเดินทางมารอคิวเพื่อเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร

โดยนายแม็กซ์เวล กล่าวว่า ตนรู้สึกอยากมาร่วมเป็นจิตอาสา เพราะได้ประสบการณ์ที่ดี ทำแล้วสนุกและรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นการทำดีเพื่อพ่อ โดยครั้งนี้มาร่วมเป็นจิตอาสาครั้งที่ 5 แล้ว โดยจะเดินทางมาในช่วงวันหยุดหรือวันที่ว่างจากการเรียน ซึ่งจะเริ่มทำตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ก็อยากเชิญชวนให้เยาวชนมาร่วมเป็นจิตอาสาทำความดีเพื่อพ่อ ซึ่งก็มีหลายอย่างให้ทำ เช่น เป็นล่าม เก็บขยะ หรือประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

ด้านนายกรธวัช เปรี่ยมพิมาย อายุ 18 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนทวีธาภิเศก กรุงเทพฯ ซึ่งพิการอัมพาตช่วงล่างตั้งแต่เอวลงไป เดินทางมากราบสักการะะบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ พร้อมครอบครัว โดยกล่าวว่า ตนป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ทำให้เดินไม่ได้ตั้งแต่เกิด เพราะกระดูกสันหลังบางท่อนหายไป จึงต้องนำกระดูกเทียมมาใส่แทน ทำให้การรักษาค่อนข้างยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายทสูงมาก คุณแม่จึงถวายฎีกาขอความช่วยเหลือไปยังสำนักพระราชวัง โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานความช่วยเหลือแก่ตนได้เป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช มาตลอดกว่า 10 ปี ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

“ผมเห็นพระองค์ท่านทรงงานหนักมาตลอดการครองราชย์ เสด็จไปยังถิ่นทุรกันดาร บุกป่าฝ่าดงโดยไม่สนว่าหนทางจะยากลำบากเพียงใด พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดจนถึงวินาทีสุดท้าย ถือเป็นความโชคดีของชนชาวไทยที่มีพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ ในฐานะเป็นเยาชนไทยจะขอตอบแทนพระองค์ท่าน ด้วยการตั้งใจเรียน เป็นเด็กดีของคุณพ่อคุณแม่ ช่วยเหลือสังคมเท่าที่ตนจะทำได้” นายกรธวัช กล่าว

ชนเผ่ารวมใจถวายสักการะพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248489

ชนเผ่ารวมใจถวายสักการะพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

ชนเผ่ารวมใจถวายสักการะพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 16.32 น.

12 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พสกนิกรชาวไทยและกลุ่มชนเผ่าทางภาคเหนือ เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง

กอร.รส.เตรียมสร้างอาคารนิทรรศการเชิดชู’ในหลวงร.9′ เปิดปลายธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248471

กอร.รส.เตรียมสร้างอาคารนิทรรศการเชิดชู'ในหลวงร.9' เปิดปลายธ.ค.นี้

กอร.รส.เตรียมสร้างอาคารนิทรรศการเชิดชู’ในหลวงร.9′ เปิดปลายธ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 15.00 น.

12 ธ.ค.59 ที่กองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส) นางศศิพร ปาณิกบุตร ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กล่าวภายหลังการประชุมร่วม กอร.รส.ว่า จะเริ่มจัดสร้างนิทรรศการ “เย็นศิระ เพราะพระบริบาล” ที่จะเปิดให้เข้าชมในช่วงปลายเดือน ธ.ค.โดยจะเป็นการก่อสร้างอาคาร บนพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร ที่บริเวณสนามหลวง โซนทิศเหนือ

ทั้งนี้ ในนิทรรศการจะแบ่งออกเป็น 4 โซน ประกอบด้วย 1.บูรพกษัติย์ไทย ผู้สร้างชาติไทย เป็นการเล่าพระราชประวัติในหลวง รัชกาลที่ 9 2.พระผู้ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม เป็นการเล่าพระราชกรณียกิจของในหลวง รัชกาลที่ 9 3.สดุดีมหาราชา พระผู้เป็นมากกว่าแรงบันดาลใจ เป็นการแสดงวีดีโอการสดุดี และถวายอาลัยของผู้นำองค์กรต่าง และคนไทยทั่วทุกมุมโลก และ 4.พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระบรมฉายาลักษณ์ ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร นอกจากนี้ ก่อนออกจากนิทรรศการ เราก็จะแจกการ์ดเตือนใจทำความดีถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้กับผู้เข้าชมด้วย

ทรงห่วงพสกนิกร! ร.10พระราชทานความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248459

ทรงห่วงพสกนิกร! ร.10พระราชทานความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ทรงห่วงพสกนิกร! ร.10พระราชทานความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 11.56 น.

12 ธ.ค.59 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ว่า ตนนี้ได้สั่งการทุกเหล่าทัพ ที่อยู่ในพื้นที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ถูกน้ำท่วมและไม่มีที่อยู่ที่อาศัย ซึ่งหลังน้ำลดเราพยายามฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมโดยเร็ว

“ขณะนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ท่านทรงพระราชทานความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในพื้น ซึ่งพระองค์ท่านมีความเป็นห่วงพสกนิกรของพระองค์ท่าน” พล.อ.ประวิตร กล่าว

ประชาชนทั่วทุกภาคยังหลั่งไหล เข้ากราบสักการะพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248458

ประชาชนทั่วทุกภาคยังหลั่งไหล เข้ากราบสักการะพระบรมศพ

ประชาชนทั่วทุกภาคยังหลั่งไหล เข้ากราบสักการะพระบรมศพ

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 11.51 น.

12 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ได้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาเข้าคิวรอเพื่อกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยเจ้าหน้าที่ได้เปิดให้ประชาชนที่นั่งรถวิลแชร์เข้ากราบสักการะพระบรมศพเป็นชุดแรก เวลา 04.45 ตามด้วยเป็นประชาชนทั่วไป เวลา 04.50 ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้แจกภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พิมพ์ 4 สี ขนาด 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก พร้อมข้าว “พอเพียง” ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีนำกลับไปเป็นขวัญข้าวด้วย

ด้าน น.ส.นริศรา ทิพย์หนองหิน อายุ 25 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารงานทั่วไป วิทยาลัยเทคโนโลยีส่องแสงพาณิชยการ ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวว่า ตนพร้อมเพื่อนๆ ใช้โอกาสวันหยุดยาวเดินทางมาโดยเครื่องบิน และมาถึงท้องสนามหลวงช่วงตี 4 และเข้ากราบสักการะช่วง 9 โมงเช้าถือว่าเร็วเพราะมีคนมารอคิวเยอะมาก พวกเราตั้งใจมากราบสักการะพระองค์ท่านดีใจที่ได้มากราบ แต่ก็เสียใจน้ำตาไหล ถึงแม้พวกเราจะไม่เคยรับเสด็จฯ ช่วงที่ท่านมีพระชนชีพอยู่แต่ก็เห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กๆ เห็นท่านทรงงานหนัก และใน จ.สงขลา ก็ได้รับพระราชทานโครงการพระราชดำริ เช่นที่บ้านตน ใน ต.คลองหลา อ.คลองหอยโข่ง มีอ่างเก็บน้ำคลองหลาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมีโครงการบรรเทาอุทกภัยตามแนวพระราชดำริ คลองระบายน้ำ ร 1 ที่ ต.ควรลัง อ.หาดใหญ่ ทำให้ชาวบ้านมีน้ำทำการเกษตร และแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน

“พระองค์ท่านทำทุกอย่างไว้ให้พวกเราแล้ว แค่พวกเราทำทุกอย่างตามที่พระองค์สอนไว้ ก็ขอสัญญาว่าจะตั้งใจทำความดีเพื่อในหลวง ร.9 ของเรา อะไรที่ช่วยได้ ทำได้ก็จะทำ เพราะหากทุกคนทำดีเพียงคนละเล็กละน้อยก็สามารถเกิดผลชัดเจนได้”

ขณะที่ นายบุญรัตน์ ขวาคำ อายุ 49 ปี ชนเผ่ากะเหรี่ยง ต.แม่สอย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตนเดินทางมาพร้อมกับเพื่อนบ้านเผ่าเดียวกัน จำนวน 50 คน โดยเหมาะรถบัสมากันเอง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พ่อหลวงทรงพระราชทางโครงการในพระราชดำริ สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะหมา อ่างเก็บน้ำห้วยตาผา ต.แม่สอย และอ่างเก็บน้ำห้วยม่วง ต.สบเตี๊ยะ ให้ เพราะหลังจากที่มีโครงการพระราชดำริเข้ามาก็ทำให้พวกเรามีอาชีพ มีรายได้ มีน้ำ มีไฟฟ้าใช้ และยังทรงพระราชทานพันธุ์สัตว์เลี้ยง เช่น วัว หมู ให้ด้วย ทำให้พวกเรามีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนถึงทุกวันนี้ พ่อหลวงให้ทุกอย่างแล้ว ก่อนนี้พวกเรายากจนมาก หน้าแล้งก็ต้องไปเจาะน้ำจากใต้ดินกินลำบากมาก

เมื่อเวลา 08.30 น. พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ประทานเข็มกลัดโบว์สีดำไว้ทุกข์ตรงกลางติดเหรียญบาท ด้านหลังปลายริบบิ้นติดป้ายสีขาวข้อความ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ จำนวน 24 กล่อง ๆละ 500 อัน โดยใมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง นำมาแจกให้กับประชาชนที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริเวณประตูทางออกสรีสุนทร พระบรมมหาราชวัง ด้วย

ส่วน นายสมเกียรติ ดุสฎีกาญจน นายกสมาคมผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทย กล่าวว่า ตนได้เป็นตัวแทนสมาคมฯ นำกล้วยไม้หลากสีพันธุ์ต่างๆ มาแจกจ่ายให้ประชาชนที่จุดพักรอภายในสนามหลวง เพื่อนำขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ ด้วยสมาคมผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทยตั้งใจทำความดีเพื่อถวายในหลวง ร.9 จึงประชุมกันว่าจะนำช่อดอกกล้วยมาแจกจ่ายให้ประชาชนได้ไช้สักการะพระบรมศพที่มาเฉลี่ยวันละหลายหมื่นคน จึงจัดมาจำนวน 49,999 กำ เพื่อให้เพียงพอโดยประสานกับสำนักพระราชวังนำมาแจกตั้งแต่ตี 5 เรื่อยไปจนกว่าจะหมด ซึ่งกล้วยไม้ทั้งหมดเป็นเกรดส่งออก มีทั้งสกุลหวาย, ม็อกคาล่า, แวนด้า ฯลฯ หลากสีสัน และมาจากหลายแหล่ง เช่น ชมรมกล้วยไม้,สหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้, สมาคมผู้ส่งออกกล้วยไม้ เป็นต้น เลือกดอกที่สวยที่สุดและจัดอย่างสวยงามเพื่อให้สมพระเกียรติที่สุด

ชำรุดหนัก!พระอัฏฐารสวัดสะพานหินสุโขทัย กรมศิลป์สั่งบูรณะด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248449

ชำรุดหนัก!พระอัฏฐารสวัดสะพานหินสุโขทัย กรมศิลป์สั่งบูรณะด่วน

ชำรุดหนัก!พระอัฏฐารสวัดสะพานหินสุโขทัย กรมศิลป์สั่งบูรณะด่วน

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 09.47 น.

12 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในสังคมออนไลน์ จ.สุโขทัย กำลังมีการเผยแพร่ภาพความเสียหายอย่างหนักของ “พระอัฏฐารส” พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ขนาดใหญ่ ความสูง 12.50 เมตร ที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารบนยอดเขาวัดสะพานหิน แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก เขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ต.เมืองเก่า อ.เมือง

โดยภาพดังกล่าว ผู้ใช้เฟซบุ๊กนามว่า Patiroop Saisin เป็นผู้เผยแพร่และบันทึกภาพวีดีโอไว้ ขณะเดินขึ้นไปเพื่อจะชมพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขาวัดสะพานหิน ซึ่งเป็นอีกจุดที่มองเห็นได้อย่างสวยงาม แต่ก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นองค์พระอัฏฐารสมีสภาพชำรุดเสียหายอย่างหนัก ตั้งแต่บั้นพระองค์ (เอว) ลงมาถึงพระชานุ (เข่า) ทำให้มีเศษซากปูนกะเทาะหลุดร่วงลงมากองกับพื้นจำนวนมาก

เมื่อมีการเผยแพร่ให้คนในสังคมออนไลน์ได้รับรู้ จึงเกิดกระแสความสนใจกันอย่างมาก เนื่องจาก “พระอัฏฐารส” เป็นพระพุทธรูปสำคัญ รวมทั้งมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก และยังถูกกล่าวถึงในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ 1 ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 27-32 ความว่า “เบื้องตะวันตกเมืองสุโขทัยนี้ มีอรัญญิก พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทาน แก่มหาเถร สังคราช ปราชญ์เรียนจบปิฎกไตรหลวก กว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา ในกลางอรัญญิกมีพิหารอันหนึ่งมนใหญ่สูงงามแก่กม มีพระอัฏฐารสอันหนึ่งลุกยืน” อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังมีการเผยแพร่ภาพความเสียหายขององค์พระอัฏฐารส ล่าสุด นายอนันต์  ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยนายสถาพร  เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และนายตระกูล  หาญทองกูล หัวหน้ากลุ่มงานอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว และสั่งให้ทำการค้ำยันป้องกันการกะเทาะพังทลายในเบื้องต้น พร้อมติดตั้งป้ายเตือนนักท่องเที่ยว และให้ออกแบบเพื่อบูรณะซ่อมแซมโดยเร่งด่วน