สู้หนาว สู้วัย…ด้วยสมุนไพรบำรุงผิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250516

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

วาดรอยยิ้มบนกล่องของขวัญ ให้น้องชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250384

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วฤธ หงสนันทน์, นาถยา จิราธิวัฒน์, พิชัย จิราธิวัฒน์, พลโทณัฐ อินทรเจริญ, บุษบา จิราธิวัฒน์, ปิยวรรณ
ลีละสมภพ, ฐิติพงษ์ ล้อประเสริฐ

เมื่อ “ความสุข” และ “รอยยิ้ม” ส่งต่อถึงกันได้ ร้อยรวมเป็นความรักที่แน่นหนา โอบกอดน้องๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ให้กลับมาอบอุ่นอีกครั้ง กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ กองทัพบก สานต่อโครงการ “มิลเลี่ยนกิฟท์ มิลเลี่ยนสมายล์” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ของขวัญจากใจ เพื่อรอยยิ้ม ความหวัง และกำลังใจ ด้วยการเชิญชวนคนไทยร่วมกันสร้างปรากฏการณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ ผ่านการมอบของขวัญแทนรักและห่วงใยให้น้องๆ เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ เพื่อเป็นกำลังใจ แต่งแต้มรอยยิ้มให้น้องๆ มีความสุข เนื่องในเทศกาลปีใหม่และวันเด็กแห่งชาติ ปี 2560 ที่กำลังจะมาถึง

บรรยากาศของงานถูกจัดขึ้นในธีม GIFT OF LOVE (กิฟท์ ออฟ เลิฟ) “ให้ด้วยรัก” แบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 จุด ได้แก่ 1.Giant Box กล่องของขวัญยักษ์ ร่วมกันมอบของขวัญใส่ลงในกล่องของขวัญแห่งรอยยิ้มและความรักขนาดใหญ่ เพื่อส่งมอบให้น้องๆ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 2.Photo of Love ร่วมถ่ายภาพสติ๊กเกอร์ขนาดเท่าโพลาลอยด์ ประดับบน wall of love เพื่อบอกให้น้องๆ รู้ว่าเราห่วงใยทุกคนมากขนาดไหน ด้วยภาพ 1 ภาพ แทนความห่วงใยที่ประเมินค่าไม่ได้ และ wall of love นี้จะไปตั้งในจังหวัดยะลา ในวันเด็กอีกด้วย 3.ส่งตุ๊กตา “มะม่วงจัง” ให้มือน้อง ร่วมกันส่งตุ๊กตาตัวน้อย มอบให้น้องๆ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวการ์ตูนชื่อดัง เด็กผู้หญิงในชื่อชุด “มะม่วงจัง” จากฝีมือของ ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร ที่โด่งดังมากในญี่ปุ่น เพื่อให้น้องๆ ยิ้มได้รับวันเด็ก โดยสามารถหาซื้อตุ๊กตามะม่วงจังในราคาตัวละ 980 บาท ที่เซ็นทรัลเวิลด์, โรบินสัน และท็อปส์ สาขาที่ร่วมรายการ รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย นำไปสมทบทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากนั้นในช่วงท้ายของงานยังได้มีการจัดให้มีมินิคอนเสิร์ตจาก ว่าน-ธนกฤต เพื่อมอบความบันเทิงอีกด้วย


ส้ม- ชนัดดา จิราธิวัฒน์, แพร-พิมพิศา จิราธิวัฒน์

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัล ได้สานต่อโครงการมิลเลี่ยนกิฟท์ มิลเลี่ยนสมายล์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยมีของขวัญที่ได้จากการร่วมใจกันของคนไทยทุกคน ทั้งภาครัฐ ภาคีเอกชนคู่ค้า และประชาชน ส่งถึงมือน้องๆ ไปแล้วรวมกว่า 1,000,000 ชิ้น โดยในปีนี้เรามีความตั้งใจที่จะร่วมสืบสานพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในด้านการให้และแบ่งปัน

โครงการมิลเลี่ยนกิฟท์ มิลเลี่ยนสมายล์ ถือเป็นโครงการที่เราได้ร่วมมือกับ กองทัพบก ด้วยการเชิญชวนประชาชน ภาคีเอกชน พันธมิตรคู่ค้าร่วมกันมอบของขวัญแทนความรักเนื่องในเทศกาลปีใหม่และวันเด็กแห่งชาติ แก่น้องๆ อายุระหว่าง 3-15 ปี ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมถึง 4 อำเภอ ในเขตจังหวัดสงขลา คือ อำเภอจะนะ, อำเภอนาทวี, อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย ซึ่งหลายคนต้องเผชิญกับการสูญเสียและอยู่ท่ามกลางสภาพที่หวาดกลัว ดังนั้นการส่งมอบความรักและห่วงใยในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงสิ่งของ แต่เสมือนสิ่งสะท้อนว่าคนไทยแม้ต่างถิ่น ต่างศาสนา แต่ไม่เคยทอดทิ้งกัน

กลุ่มเซ็นทรัลจึงขอเชิญชวนคนไทย ร่วมกันมอบของขวัญที่ไม่เคยผ่านการใช้มาก่อน อาทิ จักรยาน อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์เครื่องเขียน ฯลฯ โดยเมื่อได้ของขวัญจากทุกคนแล้ว จะมีการคัดแยกและลำเลียงโดยกองทัพบก เพื่อส่งถึงมือน้องๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่และวันเด็ก เพื่อคืนรอยยิ้มที่สดใสให้น้องๆ อีกครั้ง”


น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016

ด้าน พลโทณัฐ อินทรเจริญ รองเสนาธิการทหารบก กล่าวว่า “กองทัพบก มีความตระหนักถึงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของประชาชน โดยนอกจากกองทัพบกจะมีหน้าที่หลักในการรักษาความสงบแล้ว การดูแลขวัญและให้กำลังใจต่อประชาชนก็เป็นสิ่งที่ทางกองทัพบกยึดถือตลอดมา โครงการมิลเลี่ยนกิฟท์ มิลเลี่ยนสมายล์ จึงถือเป็นโครงการที่ดีในการส่งมอบความสุข ความรัก และความห่วงใยที่คนไทยมีให้ต่อกันและกัน ผ่านคาราวานของขวัญที่ทุกคนมีน้ำใจนำมามอบให้ด้วยใจบริสุทธิ์ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป ภาครัฐ ภาคเอกชน ได้มีส่วนร่วมในการเป็นผู้ให้ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน และรู้รักสามัคคีในฐานะพี่น้องคนไทยที่อาศัยบนผืนแผ่นดินเดียวกัน ขอขอบคุณในน้ำใจจากทุกท่านที่ร่วมกันส่งมอบของขวัญหลากหลาย เพื่อให้ช่วงเวลาปีใหม่และวันเด็กปี 2560 มีความหมายต่อเยาวชนนับแสนคน ช่วยเติมเต็มรอยยิ้มและความสุขให้กับน้องๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนับเป็นอีกหนึ่งวิธีในการทำความดี ตามรอยพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยทุกคน”

ร่วมปันความรักผ่านของขวัญชิ้นแห่งความหมาย เพื่อน้องชายแดนใต้ กับโครงการ Million Gifts Million Smiles (มิลเลี่ยนกิฟท์ มิลเลี่ยนสมายล์ ปี 7) โดยผู้สนใจร่วมมอบของขวัญ สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ CENTRALGroup.com หรือเฟซบุ๊ค CENTRALGroupThailand ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธ.ค. 2559

 

การแสดงพระเนมิราช-เสด็จสวรรคาลัย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250393

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระเนมิราช ซึ่งเป็นพระชาติที่สี่ในทศชาติชาดกมีลักษณะคล้ายคลึงกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระธรรมิกราชาผู้ทรงคุณอันประเสริฐแห่งสยามประเทศ โอเปร่าสยาม คณะมหาอุปรากรในสังกัดมูลนิธิมหาอุปรากรกรุงเทพ จึงได้จัดการแสดง “พระเนมิราช-เสด็จสวรรคาลัย” รอบปฐมทัศน์โลก ให้สอดคล้องกับสตมวาร100 วันสวรรคต ในวันที่ 20-22 มกราคม 2560ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับ ทศชาติ-สิบอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผลงานรังสรรค์โดย สมเถาสุจริตกุล ศิลปินศิลปาธรกิตติคุณ ผู้ก่อตั้งโครงการคีตมหากาพย์ โดยนำทศชาติชาดกมาถ่ายทอดเป็นการแสดงบนเวทีด้วยวัตถุประสงค์ในการเผยแผ่พุทธศาสนาในรูปแบบที่ผู้ชมทั้งไทยและต่างชาติสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย การแสดงทศชาติได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจากผู้ชมทั้งไทย และต่างชาติ นิตยสารรายสัปดาห์นิเกอิ เอเชียนยกย่องการแสดงชุดทศชาติว่าเป็น “การสอดประสานอันยิ่งใหญ่ที่สุดของดนตรีคลาสสิกตั้งแต่เคยปรากฏมา” และนิตยสารโอเปร่า นาว แห่งกรุงลอนดอน ซึ่งมีอิทธิพลสูงสุดในวงการกล่าวว่าเป็น “สังคีตศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีในโลกดนตรี”

ซึ่งโครงการดังกล่าวมีกำหนด 5 ปีซึ่งขณะนี้ได้ก้าวไปถึงครึ่งทางด้วยการนำเสนอเรื่องที่ 5 เมื่อแล้วเสร็จทั้ง 10 พระชาติ คีตมหากาพย์ ทศชาติจะเป็นอนุสรณ์ที่คงอยู่คู่ประเทศไทยและพระบรมราชจักรีวงศ์ชั่วกาลนาน การนำเสนอวัฏจักรการแสดงชุดทศชาติทุกสามปีเริ่มจากปี พ.ศ.2563 เป็นต้นไป จะเอื้อประโยชน์มหาศาลในด้านงานอาชีพให้ศิลปินทุกสาขา ในอนาคตอันยาวไกล เช่นเดียวกับ The Ring Cycle ของริชาร์ด วากเนอร์ วัฏจักรการแสดงคลาสสิกที่โดดเด่นที่สุดของสหพันธรัฐเยอรมนี ซึ่งผู้ชมเดินทางมาจากทุกมุมโลก แม้จะต้องสำรองบัตรล่วงหน้านานถึง 10 ปี

สำหรับการแสดงชุดทศชาติ พระชาติอื่นๆ ที่ได้รับการนำเสนอก่อนหน้านี้ได้เปิดแสดงแล้วทั่วโลก รวมทั้งรอบปฐมทัศน์โลกที่ยูสตันมลรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา และล่าสุดที่สหพันธรัฐเยอรมนี กับสาธารณรัฐเช็กในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งประสบความสำเร็จท่วมท้นและได้รับการวิจารณ์จากสื่อนานาชาติอย่างสมศักดิ์ศรี

ในส่วนของการแสดง “พระเนมิราช-เสด็จสวรรคาลัย” เต็มเรื่องในเดือนมกราคม 2560 จะเป็นการรวมพลังของศิลปินเด่นดังของไทยและต่างประเทศกว่า 200 ชีวิต นำเสนอในรูปแบบบัลเล่ต์/โอเปร่า นวัตกรรมยอดนิยมซึ่งงดงามด้วยลีลาระบำ นักร้องระดับโลก และวงดุริยางค์ยอดเยี่ยม เปิดแสดงให้ประชาชนชมอย่างทั่วถึงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรชมการแสดง บัลเลต์-โอเปร่า “พระเนมิราช”
ได้ที่ operasiam.com หรือ dasjati.com

 

‘พ.ร.บ.คอมพ์’ฉบับใหม่… โลกออนไลน์‘อึมครึม-ดุเดือด’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250397

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“3 แสนเสียง หรือจะสู้ 168 เสียง”

นี่คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์เชิง “ประชดประชัน” ที่ดังเซ็งแซ่ไปทั่ว หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติผ่าน “ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. …”ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมในหลายประการ จากกฎหมายเดิมที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2550 ด้วยจำนวน สนช. ผู้สนับสนุน 168 ต่อ 0 ไร้เสียง “ไม่เห็นด้วย”

ท่ามกลางความกังวลของประชาชนผู้ใช้อินเตอร์เนต โดยเฉพาะใน “มาตรา 20” ที่ให้อำนาจรัฐ “ลบ-บล็อก” เนื้อหาที่กระทบต่อ
ศีลธรรมอันดี “แม้เนื้อหานั้นไม่ผิดกฎหมายอื่นใดก็ตาม” จึงเกิดการระดม “ล่ารายชื่อ” ผ่านเว็บไซต์ change.org ได้กว่า 3 แสนรายชื่อเพื่อขอให้ชะลอการพิจารณา และให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม แต่เมื่อ“ไม่เป็นผล” นำมาซึ่งความไม่พอใจ มีการแสดงออกคัดค้านทั้ง “โลกจริง” ที่มีการถือป้ายประท้วงบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ และ “โลกออนไลน์” ที่การต่อต้านค่อนข้างแรง ถึงขั้น…

ไล่ “แฮก” เจาะระบบเว็บไซต์รัฐ!!!

ที่งานเสวนา “ก้าวต่อไปของผู้ให้บริการออนไลน์ หลัง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ2559” ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย…“ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา (สำนักข่าวอิศรา) ให้ความเห็นว่า ตามตัวบทกฎหมายไม่ได้น่ากลัว แต่น่ากลัวที่ตัว “ผู้ใช้กฎหมาย” มากกว่า ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ทำให้ผู้ใช้บริการไม่สบายใจ

“โดยเฉพาะมาตรา 15เข้าใจว่าไม่ต้องรับโทษ หากไม่เจตนาวิจารณ์ และวิจารณ์โดยสุจริตต้องไม่มีความผิด หากมีการกลั่นแกล้งกันจะทำอย่างไร? ส่วนมาตรา 20 พูดเรื่องศีลธรรมอันดีแต่คำว่าศีลธรรมมีมากมายนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่าจะสื่อถึงอะไร ถ้ามีวัตถุประสงค์จริง ทำไมไม่เขียนให้แคบลง เพื่อความชัดเจน” ผอ.สำนักข่าวอิศรา ให้ความเห็น

ผอ.สำนักข่าวอิศรา กล่าวต่อว่า กฎหมายฉบับนี้อาจทำให้มีความกังวลสำหรับผู้ใช้บริการที่เป็นประชาชนทั่วไปไม่มากก็น้อย เพราะขนาดบุคคลที่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย ยัง “ตีความ” ไปคนละทิศละทาง อย่างไรก็ตาม หากกฎหมายฉบับนี้กำหนดใช้ขึ้น ประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่รู้เรื่องกฎหมายจะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไร?

“เมื่อมีคนสร้างกฎหมายขึ้นมา ย่อมต้องมีผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือผู้ที่ปฏิบัติแล้ว แต่ข้อกำหนดในตัวกฎหมายได้ตีความต่างกันออกไป” ผอ.สำนักข่าวอิศรา ตั้งข้อสังเกต

ฟาก “นักวิชาการ” อย่าง “ผศ.ดร.ปาวีณาศรีวนิชย์” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในการดำเนินการจะต้องตระหนักถึง “สิทธิความเป็นส่วนตัว” ของผู้ที่ได้รับความคุ้มครองจากภาครัฐ “เสรีภาพ” ที่ไม่กระทบต่อความเสียหายและความมั่นคงต่อรัฐ หากกฎหมายออกมาใช้จริงต้องหา “สมดุล” ที่เหมาะสมให้ได้

อาทิ ที่เคยเกิดปัญหามาแล้วใน “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550” มาตรา 14 (1) ระบุว่า “ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” ถือว่ามีความผิดที่ผ่านมามาตราดังกล่าว มีการตีความหมายแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ออกมาต้องมีความชัดเจน

ด้านเสียงสะท้อนจาก “ภาคประชาชน” โดย “อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล” เลขาธิการมูลนิธิเพื่ออินเตอร์เนตและวัฒนธรรมพลเมือง (เครือข่ายพลเมืองเนต) แสดงความ “กังวล” กับร่างฯ ฉบับใหม่ มาตรา 14 (1) ว่าด้วย “การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ” แม้มาตราดังกล่าวจะแก้ไขให้ชัดเจนจากกฎหมายปี 2550 ว่าไม่ใช่เรื่องความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

ทว่า…การใส่คำว่า “บิดเบือน” เข้ามาด้วย จะทำให้การใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นไปใน“ลักษณะเดิม” ที่นำมาใช้ “ฟ้องปิดปาก” บรรดาผู้ที่ต่อสู้เรียกร้องในประเด็นสิทธิด้านต่างๆ หรือไม่?ดังที่เกิดขึ้นมาตลอดนับตั้งแต่มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 แล้วนำมาตรา 14 (1) มาฟ้องในเชิงหมิ่นประมาท ทั้งที่ “เจตนารมณ์กฎหมาย” มิได้เป็นเช่นนั้น

ด้าน “ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ” ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้แม้จะมีปัญหาเรื่องการตีความหมายที่ไม่ตรงกัน แต่ยืนยันว่าการใช้อินเตอร์เนตในชีวิตประจำวันของประชาชนยังใช้ได้เหมือนเดิม

ส่วนประเด็นที่ประชาชนกังวลกันมาก เช่น มาตรา 20 ว่ากรรมการต่างๆ จะมีการดูแลอย่างไร และ “นิยาม” คำว่า “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี” เป็นอย่างไรนั้น จะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับ “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (DE) พร้อมกับจะทำ “ประชาพิจารณ์” ประชาชนทั่วไปสามารถเสนอแนะข้อกังวลเข้ามา เพื่อให้พิจารณาได้ เชื่อว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้เปิดทางให้รัฐบาล“ล้วงข้อมูล” ประชาชนแน่นอน

“เราคงไม่ร่างกฎหมายที่ไปขัดกับตัวกฎหมายอื่นๆ และไม่มีการล้วงข้อมูลต่างๆ เพราะตัวกฎหมายเขียนไว้ หากรัฐบาลไปทำอย่างนั้นจะผิดกฎหมายเสียเอง ผมเห็นว่าเราจะไปออกประกาศมาเพื่อไปยกเว้นความผิดตาม พ.ร.บ. เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเราเข้าใจหลักกฎหมายเรื่องนี้ก็คงไม่มีปัญหา ถ้ากังวลไปดูพ.ร.บ.ปลอดภัยไซเบอร์ดีกว่าเพราะจะเข้ามาตรวจสอบความมั่นคงของรัฐ ผมว่าตัวนั้นของจริงเพราะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นเพียงการตรวจสอบว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่ และใช้อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย” ไพบูลย์ ฝากทิ้งท้าย

มิใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ภาครัฐ “ห่วงใย” การใช้อินเตอร์เนตของประชาชน ดังเช่นเมื่อวันที่19 ธันวาคม ที่ผ่านมา หรือ 3 วัน หลังจากสนช.ไทย ผ่านร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เว็บไซต์ นสพ.เดอะการ์เดียน (TheGuardian) ของอังกฤษ เสนอข่าวว่า ทางการฝรั่งเศสมีแนวคิดให้หน่วยงานที่เรียกว่า “Ombudsman” ทำหน้าที่ช่วยผู้ให้บริการเว็บไซต์ หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ “วินิจฉัย” ว่าเนื้อหาใดที่สมควรบล็อก หรือลบออก โดยผู้ให้บริการที่ทำตามคำวินิจฉัยแล้วจะไม่ต้องรับผิดหากถูกฟ้องร้อง

“ข้อสังเกต” คือ แนวคิดดังกล่าวย้ำว่าบังคับใช้เฉพาะกับ “เนื้อหาที่ผิดกฎหมาย” มิได้มีเรื่องความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีปรากฏอยู่ด้วย ดังที่เขียนไว้ในมาตรา 20 ของร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ของไทย

สุดท้ายแล้วไม่ว่ากฎหมายจะออกมาอย่างไร ประชาชนก็ต้องปฏิบัติตาม แม้บางคนอาจจะ “อึดอัด” สำหรับการท่องโลกออนไลน์ในชีวิตประจำวัน เพราะรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพถูก “ลดทอน” ลงไป

ก้าวที่ต้องจับตามอง คือ “กฎหมายลูก” ที่คาดว่าจะออกมาภายในเดือนมกราคม 2560 จะ “คลี่คลาย” บรรยากาศในขณะนี้ที่…

“อึมครึม” และ “ดุเดือด” ได้หรือไม่?

 

ทานอาหารดีก็แข็งแรงได้…แม้เป็นมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250365

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อรพินท์ ก้องตระกูลชน

สุภาษิตที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” เป็นความจริงที่สุด ในขณะที่บางคนอาจไม่ใส่ใจกับคำนี้เลย แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคร้ายแรงอย่าง “มะเร็ง” เชื่อว่าย่อมเข้าใจลึกซึ้งเป็นอย่างดี เพราะต้องดูแลตัวเองให้มากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่มากกว่าคนทั่วไป เช่นโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย และชดเชยเซลล์ปกติที่ถูกทำลายโดยเซลล์มะเร็ง รวมถึงเพื่อเตรียมพร้อมเข้ารับการรักษาตามแผนที่แพทย์กำหนดไว้ เช่น ผ่าตัด คีโมบำบัด ฉายรังสี และการบำบัดด้วยฮอร์โมน

อรพินท์ ก้องตระกูลชน นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โปรตีนเสริมวิตามินแร่ธาตุสำหรับผู้ป่วยมะเร็งแบรนด์โซโน (ZONO) ให้ข้อมูลว่า ปัญหาที่ผู้ป่วยมะเร็งพบเป็นประจำก่อนการทำคีโมบำบัดและฉายรังสี คือ ปริมาณเม็ดเลือดต่ำและสภาพร่างกายโดยรวมอ่อนแอ น้ำหนักลดอย่างต่อเนื่องจนต้องหยุดการรักษา เพื่อรอให้คนไข้ร่างกายแข็งแรงขึ้นจึงทำการรักษาต่อได้ ซึ่งทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่องและเสียโอกาสต่อสู้กับโรคร้ายได้ทันเวลา ในบางกรณีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากผู้ป่วยต้องรอรับการรักษาเป็นเวลานานหลายเดือน

ดังนั้น จึงควรสร้างความพร้อมให้ร่างกายโดยการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะกรดอะมิโนจำเป็นและกรดอะมิโนอื่นๆ ทุกชนิด ที่เป็นสารตั้งต้นของโปรตีนสำคัญที่ผู้ป่วยมะเร็งต้องการ เช่นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด กล้ามเนื้อ ฮอร์โมน เอนไซม์ สารภูมิคุ้มกันแอนตีบอดี เป็นต้นซึ่งโปรตีนคุณภาพสูงที่ผู้ป่วยมะเร็งควรรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ได้แก่ 1.อัลบูมิน เป็นโปรตีนที่สกัดจากไข่ขาว และเป็นส่วนประกอบประมาณ 50% ของโปรตีนที่พบในเลือด ทำหน้าที่ซ่อมแซมและสร้างเสริมความแข็งแรงในร่างกาย ช่วยระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ อัลบูมินถูกสร้างจากกรดอะมิโนที่ตับ หากร่างกายได้รับโปรตีนที่ให้กรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acids) และสารอาหารวิตามินแร่ธาตุไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้ระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ ซึ่งสภาวะอัลบูมินในเลือดที่ลดต่ำลงจะเพิ่มความเสี่ยงของอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อน และส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น

2.ซอยย์ เป็นโปรตีนจากพืชตระกูลถั่วมีคุณสมบัติเด่นคือไขมันต่ำ มีสารไฟโตสเตอรอล (phytosterol) และซาโพนิน (saponins) ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ซอยย์โปรตีนช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สดชื่น กระปรี้กระเปร่า 3.เวย์ เป็นโปรตีนสกัดจากนม โดยเมื่อน้ำนมได้ถูกคัดแยกจากกระบวนการทำเนยแข็งแล้ว จะสกัดส่วนที่เป็นคาร์โบไฮเดรตและไขมันออกให้เหลือส่วนที่เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ และเมื่อผ่านกระบวนการทำให้เป็นผงก็ได้เป็นโปรตีนเวย์ที่เรารู้จักกันดี ย่อยง่าย ร่างกายนำไปใช้ได้เร็ว และช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งจำนวนไม่น้อยมีน้ำหนักตัวลดลงอย่างต่อเนื่องและเสียมวลกล้ามเนื้อจากสภาวะของโรคต่างๆ การรับประทานเวย์ที่มีสาร BCAAs (Branched Chain Amino Acids) หรือกลุ่มของกรดอะมิโนที่ประกอบไปด้วย วาลีน (valine) ไอโซลิวซีน (isoleucine) และลิวซีน (leucine) ที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อเพื่อชดเชยส่วนที่สูญเสียไปจากโรคมะเร็ง และยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออีกด้วย

ทั้งนี้ การรับประทานโปรตีนให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด ควรรับประทานควบคู่กับวิตามิน แร่ธาตุเพื่อช่วยการสร้างเม็ดเลือด และฮีโมโกลบิน โดยโปรตีนคุณภาพสูงทำงานร่วมกับธาตุเหล็ก กรดโฟลิก วิตามินบีรวมซิงค์ รวมทั้งแร่ธาตุสำคัญช่วยเพิ่มเม็ดเลือด สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ดูแลฮอร์โมนและเอนไซม์ให้ทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด และที่สำคัญควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ที่ปรุงสุก สะอาด โดยเฉพาะอาหารที่มีกากใยสูงเพื่อช่วยการขับถ่าย เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวไม่ขัดสี และดื่มน้ำให้เพียงพอ ส่วนอาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรงดเด็ดขาดคือ อาหารที่ให้พลังงานสูงเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีสารอาหารอื่น เช่น น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว อาหารจำพวกแป้งทอดน้ำมันใช้ซ้ำๆ อาหารหมักดองด้วยดินประสิว อาทิ แหนม ไส้กรอก อาหารไม่สะอาดหรือปรุงสุกๆดิบๆ เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียและพยาธิ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนทุกชนิด

ความเชื่อที่ว่าถ้าไม่บริโภคโปรตีนแล้ว เซลล์มะเร็งจะขาดอาหารและตายไปเอง คือความเชื่อที่อันตรายมากต่อผู้ป่วยเอง เพราะเซลล์ที่จะตายไม่ใช่เซลล์มะเร็งแต่เป็นเซลล์ปกติ ดังนั้น ผู้ที่เป็นมะเร็งต้องได้รับโปรตีนมากกว่าคนทั่วไป เพื่อเสริมความแข็งแรงให้เซลล์ปกติ เช่น เม็ดเลือดกล้ามเนื้อ แอนตีบอดี ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดและหากเราดูแลเรื่องอาหารการกินได้ดี ก็สามารถมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง และใช้ชีวิตได้ตามปกติเช่นคนทั่วไป สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา สอบถามได้ที่โทร.09-72512870

คุณแหน : 28 ธันวาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250392

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ll พล.ร.อ.ประเจตน์ ศิริเดช ประธานมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม กองทัพเรือ และพล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. เป็นประธานในพิธี บวงสรวงและบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่ดวงพระวิญญาณ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องในวันคล้ายวันปราบดาภิเษก ในวันนี้เวลา 07.30 น.ณ ท้องพระโรงพระราชวังเดิม ในการนี้มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม ขอเชิญประชาชนทั่วไปเข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเยี่ยมชมโบราณสถานในพระราชวังเดิม กองทัพเรือ ในวันเดียวกันตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น.โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ…

ll เฟื่องฉัตร บุญรัตน์ รวมตัวกับเพื่อนๆ สุทธินี ศุภจิตร,พิมพ์ศิริ จันทรนะ,จินตนา รัชไชยบุญ,อัจฉรา คำเมือง ไปถวายอาลัยพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 เริ่มตั้งแต่เวลา 18.30 น. ใช้เวลาทั้งสิ้น7 ชม. ได้เข้ากราบพระบรมศพ เวลา 01.15 น. เธอชมว่าการบริหารจัดการเยี่ยมยอด เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือดีผู้คนที่มาน่ารักเพราะมีใจดวงเดียวกันช่วยเหลือ พูดคุยกันเป็นอย่างดี เธอยังได้พบกับ บุญยัง เมืองซ้าย คนที่มากราบพระบรมศพเป็นครั้งที่ 29 และได้แนะนำขั้นตอนให้คณะได้ทราบ ตอนเข้าไปกราบพระบรมศพ ได้นั่งด้านหน้า ลืมเวลาที่รอคอยไปหมดสิ้น เข้าใจถึงผู้คนที่หลั่งน้ำตาตามที่เห็นทางจอโทรทัศน์ เป็นวันหนึ่งที่ต้องจดจำไปชั่วชีวิต ประสบการณ์นี้ต้องไปเองถึงจะเจอด้วยตัวเอง 7 ชม.นี้จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อเทียบกับ 70 ปี ที่ท่านทรงครองราชย์มาและทรงงานเพื่อชาวไทย…

ll ท่านผู้หญิงรวิจิตร์-อรัญสุวรรณบุบผา กำลังปลื้มปริ่มที่ กฤษฏิน สุวรรณบุบผาลูกชาย เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อย่างเงียบๆ ที่วัดพระราม 9ขออนุโมทนาค่ะ มีเพื่อนวัฒนาฯที่สนิทๆ ของคุณแม่ไปร่วมงานบวชด้วย…

ll สมัยสมาน ไกรฤกษ์ ไปเที่ยวเชียงตุง นึกว่าคนในโรงแรมต้องโกอินเตอร์ ก็เลยพูดภาษาอังกฤษกับหนุ่มพนักงานโรงแรมเพื่อไหว้วานให้ยกกระเป๋าให้ ปรากฏว่าเจ้าหนุ่มตอบกลับมาเป็นภาษาไทยหน้าแตกเรียบร้อยโรงเรียนพม่า…

ll ต่อภัสสร์ ยมนาคจบปริญญาเอกด้าน Development Studies มา แต่ทำได้หลายอย่าง ตอนนี้ไปช่วยคุณแม่ ภัทราดา ยมนาค ดูงานประสานงานการก่อสร้าง campus ใหม่ของบางกอกเพรสที่สุขุมวิท 77 มีประสบการณ์ ปีนขึ้นไปบนหลังคา เพื่อพิสูจน์ว่าสระน้ำของโรงยิมไม่รั่ว เล่นเอาพี่สาวตกใจว่าขึ้นไปได้ยังไง…

ll ครอบครัวสุขสันต์ อัมพรพิมพ์-เปรมปรีดิ์ วัชราภัยและลูกๆ ทั้ง 3 ออกเดินทางไปพักผ่อนที่ภูฏานแล้ว…

ll เป็นประเพณีมาหลายปีที่ รจนา-ศิวะพร ทรรทรานนท์ จะจัดเลี้ยงเนื่องในวันสิ้นปีที่บ้าน แต่ปีนี้เนื่องจากบรรยากาศและอารมณ์ไม่เป็นใจให้มีการบันเทิงเฮฮา เลยของดการจัดงาน ลูกน้องเก่าและมิตรสหายขออดใจรอถึงปีหน้านะคะ…

ll 2 สหายชาวเหนือ ผาณิต บุณยวรรธนะ และ อัชฌพร อยู่สถาพร กำลังวุ่นวายดูแลต้อนรับเพื่อนอักษรศาสตร์รายการสิงห์เหนือเสือใต้ 12 ชีวิต มีคุณย่า สุธาทิพ ธัชยพงศ์ผู้หนีหลาน“อัยยา”ไปเที่ยว,ดาราณีย์ ตันชัยสวัสดิ์,ศิริรัตน์ ภาศักดิ์ดี,พรทิพย์ วัฒกวณิชย์ ผู้มาไกลจากอเมริกา,รศ.นพมาศ แววหงส์,ปัญญารสเจริญชีพ จากหาดใหญ่ เป็นต้น…ll

หนูภาฯ

รพ.กรุงเทพเตรียมความพร้อม Trauma Day ให้ความรู้ ลดบาดเจ็บ เสียชีวิต จากอุบัตเหตุปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250368

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง การใช้รถใช้ถนนมากมายอาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวหรือเทศกาลสำคัญต่างๆ ที่มีผู้คนสัญจรใช้รถใช้ถนนกันมากมาย จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เมื่อเหตุที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นแต่ละวินาทีที่ผ่านไปอาจหมายถึงชีวิต หรือความพิการโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงจัดงาน“Trauma Day : ให้ความรู้ลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตในผู้ป่วยวิกฤติจากอุบัติเหตุบนท้องถนน” พร้อมแนะวิธีการช่วยเหลือปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างถูกวิธี ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความสูญเสียได้

นายแพทย์เอกกิตติ์ สุรการ ผู้อำนวยการศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ เผยว่ารายงานสถานะความปลอดภัยทางถนนโลก ประจำปี 2015 (Global Status Report on Road Safety 2015) โดยองค์การอนามัยโลก ได้ประมาณจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร ในปี 2013 ที่ 24,237 คน นอกจากประเทศไทยจะถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสูงเป็นอันดับที่สองของโลกแล้ว ประเทศไทยยังถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีอันตรายสูงที่สุดในโลกสำหรับรถจักรยานยนต์ โดยมีอัตราการเสียชีวิตต่อประชากรแสนคนอยู่ที่ 26.3 คน


นายแพทย์เอกกิตติ์ สุรการ

“สถิติผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกรุงเทพ มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี โดยแต่ละเคสจะมีความซับซ้อนของการบาดเจ็บในหลายอวัยวะ ต้องใช้ทีมแพทย์สหสาขาในการรักษา การเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งไม่ว่าจะเกิดจากจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ การช่วยเหลือความแตกต่างกัน ในเบื้องต้นผู้พบเห็นควรประเมินความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุว่าอาจเกิดอุบัติเหตุซํ้า
ได้หรือไม่ และสังเกตอาการของผู้บาดเจ็บมีความรุนแรงเพียงใด เพราะหากอาการรุนแรงมาก การเข้าไปช่วยเหลือ หรือเข้าไปเคลื่อนย้ายร่างกายผู้บาดเจ็บในทันทีอาจทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ควรติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยหรือโรงพยาบาลใกล้เคียงโดยเร็วที่สุด

แพทย์หญิงสมจินตนา เอี่ยมสรรพางค์ผู้อำนวยการแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การดูแลผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ต้องประเมินสถานการณ์ร่วมกับประเมินการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น เพื่อวางแผนการเคลื่อนย้ายและดูแลได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานการดูแลผู้บาดเจ็บ Prehospital Trauma Life Support (PHTLS) ก่อนนำไปส่งยังสถานพยาบาลที่มีความพร้อมอย่างรวดเร็ว ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต และความพิการ โรงพยาบาลกรุงเทพมีความพร้อมด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง และทีมสหสาขาวิชาชีพพร้อมให้การดูแลอย่างต่อเนื่อง สามารถให้การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บที่ซับซ้อน รุนแรง หรือมีการบาดเจ็บในหลายอวัยวะ เช่น สมอง กระดูก และอวัยวะภายในช่องอก ช่องท้อง รวมถึงภาวะแทรกซ้อนจากสาเหตุอื่นๆ

“ศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ (Bangkok Trauma Center) เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน และอำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ รวมทั้งการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยทั้งทางบก และทางอากาศ พร้อมรับแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง ที่เบอร์โทร.1724 หรือ 1719 สิ่งสำคัญในการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บคือ ความปลอดภัย รถพยาบาลฉุกเฉินทุกคันจึงมีแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน พร้อมด้วยอุปกรณ์ตามมาตรฐานการช่วยชีวิตขั้นสูง อาทิ เครื่องติดตามสัญญาณชีพ และเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ, เครื่องช่วยหายใจ, เครื่องควบคุมการให้ยา และสารนํ้า, เครื่องดูดเสมหะสำหรับดูแลผู้ป่วย เป็นต้น เพื่อดูแลผู้ป่วยในระหว่างการเคลื่อนย้ายจนถึงโรงพยาบาล

เมื่อพบเจอผู้ที่ประสบอุบัติเหตุแล้วได้รับบาดเจ็บทางสมอง นายแพทย์ยอดรัก ประเสริฐศัลยแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำการช่วยเหลือเบื้องต้นว่า ในกรณีที่ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ผู้ที่พบเจอจะต้องสังเกตดูว่าผู้ป่วยหมดสติหรือไม่ และยังสามารถตอบโต้พูดคุยได้เป็นปกติหรือไม่ โดยปกติอาการบาดเจ็บที่มีต่อสมองอาจเกิดขึ้นได้ทันทีทันใด หรือมักเกิดปัญหาขึ้นภายใน 24 ถึง 72 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุ อาการที่เกิดขึ้นภายหลังจาก 72 ชั่วโมงไปแล้ว ก็อาจเกิดขึ้นได้แต่พบได้น้อยส่วนมากพบในผู้สูงอายุ อาการที่สามารถพบได้หลังเกิดอุบัติเหตุคือ ผู้ป่วยอาจหมดสติทันที หรือมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ระดับความรู้สึกตัวน้อยลงซึมหรือหลับมาก ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัดแขนขาอ่อนแรง และเมื่อพบอาการเหล่านี้ควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอาการบาดเจ็บและรักษาได้อย่างทันท่วงที

“เมื่อมีการบาดเจ็บของศีรษะและสมองเกิดขึ้น อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติในหลายๆ ด้าน อาทิ ความรู้ระดับสติปัญญา ความเข้าใจ พฤติกรรม การรับความรู้สึก และการเคลื่อนไหว ซึ่งผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะอาจจะมีความผิดปกติ หรือบกพร่องในด้านต่างๆ เหล่านี้ อาจมีการสูญเสียความทรงจำระยะสั้นในบางกรณีเมื่อศีรษะได้รับบาดเจ็บรุนแรงและเป็นผลมาจากการที่เซลล์สมองและระบบประสาทได้รับการกระทบกระเทือน การรักษาขึ้นกับระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ ตั้งแต่การเฝ้าสังเกตอาการทางสมองของผู้ป่วย จนถึงการผ่าตัดในรายที่มีเลือดออกในสมองหรือมีภาวะสมองบวม”

ทั้งนี้ อาการผิดปกติของผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะที่ควรมาพบแพทย์โดยด่วนได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอาการหมดสติหลังเกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะ ผู้ป่วยที่มีอาการชัก เกร็งหรือกระตุก หรือผู้ป่วยมีอาการเพ้อ โวยวาย หรือกระสับกระส่าย ผู้ป่วยมีอาการซึม หรือระดับความรู้ตัวลดลงผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง กินยาแก้ปวดก็ไม่ดีขึ้น หรือมีอาการอาเจียนติดต่อกันหลายครั้งมีอาการแขนขาอ่อนแรงหรือมีแรงไม่เท่ากัน มีนํ้าใสๆ หรือเลือดไหลออกจากจมูกหรือหู มีอาการตาลาย มองภาพไม่ชัด แพทย์จะส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อตรวจดูความผิดปกติของสมองและกะโหลกศีรษะ หากมีเลือดออกในสมองหรือมีภาวะสมองบวม แพทย์อาจต้องทำการผ่าตัดสมองเพื่อลดแรงดันในสมองจากการกดทับเนื้อสมอง เพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้ป่วยที่จะทำให้เสียชีวิตหรือพิการตลอดชีวิต

อีกทั้ง ในผู้ป่วยที่แพทย์ลงความเห็นว่าเป็นการบาดเจ็บที่ศีรษะในระดับไม่รุนแรง ภายหลังได้รับการรักษาเบื้องต้น และแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ มีความจำเป็นต้องได้รับการเฝ้าสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดอีกอย่างน้อย 1-2 วัน (อาจจำเป็นต้องเฝ้าดูอาการนานขึ้นในผู้สูงอายุ บางรายอาจเกิดอาการได้หลายสัปดาห์หลังเกิดอุบัติเหตุ) และหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น สมควรที่ต้องกลับมาพบแพทย์โดยเร็ว

สมเด็จพระเทพรัตนฯ เสด็จฯงานเดิน-วิ่ง ๙ นี้เพื่อประชา ‘สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250395

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทรงลงพระนามาภิไธยบนบอร์ด“สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานโครงการเดิน-วิ่ง ๙ นี้เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยนำรายได้สมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา รพ.ศิริราช เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาสโดยมี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และประธานคณะกรรมการจัดหาทุนอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา  ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภาคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พร้อมด้วยผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้แทนกองทัพเรือ และผู้สนับสนุนการจัดงานเฝ้าฯรับเสด็จ ณ รพ.ศิริราช

ในการนี้ เสด็จฯไปทรงติดสัญลักษณ์การจัดงานและทรงลงพระนามาภิไธย แล้วทรงนำไปประดับบนบอร์ด “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” จากนั้นทรงกดปุ่มเปิดงานเดิน-วิ่ง ๙ นี้เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” จากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระดำเนินนำขบวนร่วมกับผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลผู้แทนกองทัพเรือ ผู้สนับสนุนการจัดงาน และนักวิ่งไปยังหอประชุมกองทัพเรือ จากนั้นทรงบีบแตรลมปล่อยตัวนักวิ่ง ประเภท 6 กิโลเมตร ได้เวลาสมควรจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ


พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พร้อมด้วยคณะกก.จัดงาน

สำหรับเส้นทางการเดิน-วิ่ง แบ่งเป็น 2 ประเภท 1.ระยะทาง 12 กิโลเมตร เริ่มต้นจาก รพ.ศิริราช (ประตู 8) ถ.วังหลัง-เลี้ยวขวาขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์-ตรงไปยังสะพานพระราม 8-เลี้ยวซ้าย ถ.ราชดำเนินนอก-วกกลับบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า-กลับเส้นทางเดิมมายัง รพ.ศิริราช-เบี่ยงซ้ายสะพานอรุณอมรินทร์-เข้าเส้นชัย รพ.ศิริราชปิยมหาราชการุณย์ 2.ระยะทาง 6 กิโลเมตรเริ่มต้นจากหอประชุมกองทัพเรือ-ตรงไปยังสะพานอรุณอมรินทร์-ตรงไปยังสะพานพระราม 8-วกกลับตัวบนสะพานพระราม 8-กลับเส้นทางเดิมมายัง รพ.ศิริราช-เลี้ยวซ้ายสี่แยกศิริราช-เข้าเส้นชัย รพ.ศิริราชด้านท่านํ้าวังหลัง

โครงการ เดิน-วิ่ง ๙ นี้เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโดยนำรายได้สมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา รพ.ศิริราช เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ร่วมกันแสดงออกถึงความเคารพรักและเทิดทูนต่อองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแล้ว อีกประการหนึ่ง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา จำเป็นต้องใช้งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท ในการก่อสร้าง ซึ่งเงินจำนวนนี้ยังไม่รวมงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ ตลอดจนสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับการตรวจรักษา ทั้งนี้ รพ.ศิริราชได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ 2,000 ล้านบาทที่เหลือต้องจัดหางบประมาณเอง

อาคารแห่งนี้จะเป็นศูนย์การแพทย์25 ชั้น ที่พรั่งพร้อมด้วยระบบสาธารณูปโภค (ชั้นพื้นดิน 1 ชั้น ชั้นใต้ดิน 2 ชั้น ชั้นดาดฟ้าและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ส่วนพื้นที่อาคารรวมทั้งสิ้นประมาณ 70,000 ตารางเมตร และมีความสูงถึงชั้นลานจอดเฮลิคอปเตอร์เท่ากับ 124.25 เมตร จะเป็นศูนย์กลางในการให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทางสำหรับผู้ป่วยสามัญ และเพิ่มคุณภาพการให้บริการ ลดความแออัดในอาคารผู้ป่วยนอก สามารถรองรับการบริการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีผู้มารับบริการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะผู้ป่วยนอก ประมาณปีละ 3,000,000 คน และผู้ป่วยในอีกปีละประมาณ 87,000 คน คณะจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจและพลังศรัทธาจากทุกท่านในการร่วมกันบริจาคเงินตามกำลังศรัทธา


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานโครงการ เดิน – วิ่ง ๙ นี้เพื่อประชา “สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ”

ความพิเศษของงาน เดิน-วิ่ง ครั้งนี้ คือ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้รับพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาจัดทำเสื้อวิ่งและเหรียญสำหรับมอบให้กับผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้  มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คนซึ่งเป็นการรวมพลังนักกีฬาเดิน-วิ่ง สืบสานพระราชปณิธานของพ่อ ร่วมเขียนปณิธานที่ตั้งใจจะทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลงบนสติ๊กเกอร์ที่มีหมายเลข ๙ ออกแบบโดยอาจารย์ช่วง มูลพินิจ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ติดลงบนแผ่นป้ายความยาว 12 เมตร พร้อมทั้งร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงพระราชนิพนธ์ บรรเลงโดยวงดุริยางค์ราชนาวี

นอกจากการมีส่วนร่วมในงานเดิน-วิ่ง ๙ นี้เพื่อประชาฯ ทุกท่านผู้มีจิตอันเป็นกุศล สามารถบริจาคสมทบสร้างอาคารนวมินทรบพิตร84 พรรษา ได้ที่ศิริราชมูลนิธิ ตึกมหิดลบำเพ็ญชั้น 1 รพ.ศิริราช ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-4197658-60,02-4197646-8

สสส. จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เยาวชน ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ แก้ไขปัญหายาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250385

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ครูเพลงพื้นบ้านสอนการละเล่นปันตงให้เด็กๆ

สสส.เชิญครูเพลงปราชญ์ชาวบ้านนครศรีธรรมราช สอนเยาวชนฟื้นการขับร้อง “ปันตง” เพื่อเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ สืบสานประเพณีการละเล่นท้องถิ่น ช่วยเด็กมีกิจกรรมสร้างสรรค์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอบายมุข พร้อมต่อยอดเป็นหลักสูตรในโรงเรียนตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อ “ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้”

วณิชญา ฉันสำราญ หัวหน้าโครงการ “ปันตงสร้างสุขสี่แยกวัดโหนด” เปิดเผยว่าพื้นที่บ้านสี่แยกวัดโหนด ต.โพธิ์ทอง อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เป็นหมู่บ้านที่มีประชาชนนับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม ซึ่งต่างก็อาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข แต่ปัจจุบันพบว่ามีเด็กและเยาวชนใช้ยาเสพติดโดยเฉพาะพืชกระท่อม และปัญหาตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ จึงได้ระดมความคิดเห็นกับผู้นำชุมชน และพบว่าในหมู่บ้านแห่งนี้มีการละเล่นพื้นบ้าน “ปันตง” คือการขับร้องบทกลอนแบบลำตัดมีลูกคู่ขานรับแต่เป็นภาษามลายู ประกอบกับเครื่องดนตรีกลองตะโพนเป็นหลัก มีท่วงทำนองสนุกสนาน จึงได้ร่วมกันฟื้นการขับร้องปันตงขึ้น โดยใช้ครูเพลงท้องถิ่นซึ่งเป็นปราชญ์ชาวบ้านมาช่วยฝึกสอนให้กับเด็กและเยาวชนในหมู่บ้านได้มีกิจกรรมร่วมกันและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

“ชุมชนมาคิดร่วมกันว่าควรจะมีกิจกรรมที่สามารถให้เด็กมารวมกันได้ มีพื้นที่ให้เด็กได้แสดงออก และในชุมชนแห่งนี้มีโรงเรียนวัดสระประดิษฐ์ จำได้ว่าเมื่อครั้งเรียนอยู่มีวิชาลำตัด จึงได้ค้นหาปราชญ์ท้องถิ่นที่สามารถสอนร้องปันตง ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 5 คนเท่านั้น เนื้อร้องก็จะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์บ้าง เพลงของหนุ่มสาวบ้าง สอดแทรกข้อคิดต่างๆ ลงไปในรูปแบบภาษาไทย โดยใช้พื้นที่โรงเรียนเป็นสถานที่ทำกิจกรรม”

หัวหน้าโครงการปันตงสร้างสุขฯ กล่าวต่อว่าเริ่มแรกผู้นำชุมชนและเยาวชนได้ร่วมกันลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลการขับร้องปันตงจากปราชญ์ชาวบ้าน และวางแผนร่วมกันให้มีการสอนการละเล่นปันตงให้แก่เด็กและเยาวชนทุกสัปดาห์ เมื่อเยาวชนมารวมกันมากขึ้นมีความเข้มแข็งเพียงพอจึงได้มีการจัดตั้งเป็นสภาเด็กและเยาวชนขึ้นและขยายผลเข้าสู่โรงเรียนด้วยการจัดทำเป็นหลักสูตร “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ด้วยการละเล่นปันตง” ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ปกครองของเยาวชนเป็นอย่างดี

“ทุกสัปดาห์เด็กๆ จะมารวมตัวกัน แล้วเชิญปราชญ์ชาวบ้านจะมาสอนการขับร้องปันตง เด็กมีตั้งแต่ชั้นประถม ชั้นมัธยม เมื่อฝึกฝนได้ระดับหนึ่งแล้วก็จะให้เด็กๆ ได้แสดงความสามารถในการเล่นปันตงในงานประเพณีต่างๆ ที่จัดขึ้นในท้องถิ่น ทำให้เด็กมีพื้นที่ในการแสดงออก ขณะที่ผู้สูงวัยก็ได้มีกิจกรรมร่วมกันกับเด็ก เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ผู้ปกครองเองก็ให้ความสนับสนุน เพราะเห็นว่าสามารถช่วยให้เด็กได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ไม่ไปมั่วสุมใช้ยาเสพติด ดึงเด็กให้ห่างจากอบายมุขต่างๆ”กิจกรรมการสอนร้องเล่นปันตงนอกจากจะช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชาวบ้านทั้ง 2 ศาสนา สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ครูผู้สอนและเยาวชนแล้ว ยังเป็นการช่วยกันอนุรักษ์สืบสานการละเล่นพื้นบ้านไปสู่คนรุ่นใหม่เพื่อไม่ให้สูญหายไปจากท้องถิ่นอีกด้วย

ค้นหาชายหนุ่มที่กระทำ ‘ความดี’ ด้วยแคมเปญ ‘COOL MAN GOOD MAN’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250386

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ COOL METROPOLIS จัดแคมเปญ “COOL MAN GOOD MAN” เพื่อค้นหาชายหนุ่มจากทั่วทั้งประเทศที่ได้กระทำ “ความดี” เพื่อเป็นตัวอย่างของคนในสังคมไทย โดยมี ณภัทร เสียงสมบุญ เป็นตัวแทนแคมเปญ

พร้อมกันนี้ ได้เผยโฉมคอลเลคชั่นล่าสุด COLLECTION A/W 2017 : N9NE NAPHAT SELECTION ในคอนเซ็ปต์ “เชื่อมต่อการสวมใส่ มั่นใจสไตล์ COOL” โดยมี สวัสดิ์ โพธิ์สินสมวงศ์ ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ COOL METROPOLIS ให้เกียรติเป็นประธาน ร่วมด้วย จเรศักดิ์ คำสวัสดิ์ Chief Stylist, สุรศักดิ์ ส่งเสริมวาสนา ผู้ช่วยผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย COOL METROPOLIS ร่วมงาน ณ บีเอสซี ไดมอนด์ สกรีน เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ ถนนรัชดาภิเษก