เตรียมพร้อมเด็กไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248859

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.การดี เลียวไพโรจน์

ไทยแลนด์ 4.0 คือนโยบายของรัฐบาลในการนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หรือพูดง่ายๆ คือ ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุค สมองกลอัจฉริยะถูกนำมาใช้แทนแรงงานและสมองคน ประเทศไทยจึงต้องการเด็กรุ่นใหม่ที่มีความรู้และทักษะหลากหลายรอบด้าน ดังนั้นคุณพ่อ-คุณแม่ ผู้ปกครองจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับลูกสู่การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนไปของโลกและสังคมในอนาคต

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการ C asean คอมมิวนิตี้เพื่อสร้างเครือข่ายแห่งอนาคตของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือในการพัฒนาภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีบทบาทนอกงานคือการเป็นคุณแม่ยุคใหม่ของลูกสาวสองคน อธิบายว่า การจะพัฒนาไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้ เราต้องพร้อมทุกองค์ประกอบ ถ้าไม่พร้อมเราจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีทันที เพราะในวันข้างหน้าอุตสาหกรรมที่จะโดดเด่นคือ หุ่นยนต์ สมองกล คนที่จะกลายเป็นผู้คิดค้นได้จึงต้องฉลาดกว่าคอมพิวเตอร์ ทักษะที่สำคัญจึงเป็นความแตกต่างทางความคิด มากกว่าการคิดแก้ปัญหาให้เร็วอย่างที่ผ่านมา ดังนั้น การคิดวิเคราะห์ที่ฉับไว (Critical thinking) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) จึงสำคัญมาก การเลี้ยงลูกในทุกวันนี้พ่อแม่ไม่ใช่คนวางแผนทุกอย่างให้ลูก แต่จะทำหน้าที่เปิดประตูแห่งโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ และสามารถเลือกด้วยตัวเองได้ เช่น ปล่อยให้ลูกได้ทดลองในสิ่งที่แม้แต่ตัวพ่อแม่เองก็ไม่เคยทำ หรือคิดว่าการทำผิดคือการเรียนรู้รูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องตามมาด้วยการลงโทษเสมอไป


ผศ.นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์

“เรามีโครงการหนึ่งที่ร่วมมือกับทางสิงคโปร์ สอนพ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆ ให้สอนเลขเป็น เพราะเรามองว่า คณิตศาสตร์ไม่ใช่วิชา แต่เป็นพื้นฐานที่จะสร้างสมองของคนให้รู้จักตรรกะหรือความเป็นเหตุเป็นผล แต่ในบ้านเรากลับมองว่าเป็นวิชาที่เด็กไม่ชอบเรียน แล้วพ่อแม่ก็ไม่ชอบสอน เราจึงไม่ได้เชื่อมโยงสิ่งที่โรงเรียนสอนเข้ากับชีวิตประจำวันเท่าที่ควร แต่สิงคโปร์มีแนวคิดว่า การเรียนรู้ทุกอย่างรวมถึงคณิตศาสตร์เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน แค่การแบ่งพิซซ่ากับเพื่อนให้ลงตัวก็สามารถทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้เรื่องสัดส่วนได้แล้ว ที่สำคัญการเชื่อมโยงแบบนี้ยังเพิ่มทักษะ การร่วมมือกันทำงานและการแบ่งปัน (Collaboration) รวมทั้งทักษะการสื่อสาร(Communication) ที่ดีให้แก่ลูกได้อีกด้วย

พ่อแม่ยุคใหม่ควรคิดเสมอว่า พ่อแม่คือครูที่ดีที่สุด เราจึงต้องเชื่อมโยงและเปิดกว้างทางความคิดให้หลากหลายให้แก่ลูกมากที่สุด เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกช่วงชีวิต ดังนั้นการที่ลูกมีความสุข มีสมองที่แจ่มใสพร้อมจะเรียนรู้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด”

ด้าน ผศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัย
นวมินทราธิราช ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า พ่อแม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยของเด็กเพื่อที่จะสามารถส่งเสริมได้อย่างถูกต้อง เช่น 4 ทักษะแห่งอนาคต อาทิ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การร่วมมือกันทำงานและการสื่อสาร ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

“สำหรับช่วงเวลาที่เด็กจะพัฒนาสมองมากที่สุดคือ ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงสามขวบปีแรกของชีวิต เพราะเป็นช่วงที่โครงสร้างของสมองจะมีการพัฒนาระบบการทำงานที่ซับซ้อน เพื่อการทำงานอย่างไร้ขีดจำกัด จนสามารถเชื่อมโยงและต่อยอดการเรียนรู้จากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกหลายล้านเรื่องได้ นั่นคือการพัฒนาสิ่งที่เราเรียกว่า ไซแนปส์ (synapse) ที่จะเชื่อมโยงระหว่างเซลล์สมองเกิดเป็นโครงข่ายเส้นใยประสาทนับล้านโครงข่าย ก่อให้เกิดการสื่อสารระหว่างเซลล์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะได้มาจากสารอาหารที่เด็กได้รับร่วมกับการกระตุ้นผ่านกิจวัตรประจำวัน อย่างการคิด พูด ฟัง มองเห็น การเคลื่อนไหว”

ในฐานะกุมารแพทย์ ผศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ บอกว่า สารอาหารที่ครบถ้วนจึงเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมสมองและพัฒนาทักษะของเด็ก ซึ่งมีหลักการง่ายๆ อยู่ว่า ตั้งแต่ขวบปีแรกอาหารหลักคือนม จากนั้นเริ่มเพิ่มอาหารเสริมตามวัยได้หลังจากอายุสี่ถึงหกเดือน หลังจากหนึ่งขวบเป็นต้นไป อาหารหลักก็คือ อาหารสามมื้อที่มีสารอาหารครบห้าหมู่เหมือนที่พ่อแม่กิน และมีนมเป็นอาหารเสริม โดยปัจจุบัน มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่านมที่มี DHA ในปริมาณที่เหมาะสม มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางสมอง โดยทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์สมองและจอประสาทตา ส่งเสริมการสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยประสาท (Myelin Sheath) ในสมองซึ่งเป็นฉนวนให้กระแสไฟฟ้าวิ่งได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มความเร็วในการรับและส่งสัญญาณกระแสประสาท (Nerve Impulse) ระหว่างเซลล์ประสาท เพิ่มการเชื่อมต่อและสื่อสารระหว่างแสนล้านเซลล์สมองของลูก ยิ่งเซลล์สมองมีการเชื่อมต่อมากขึ้น เร็วขึ้นเท่าไรพัฒนาการทางสมองของลูกก็จะมีมากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้ทำให้การเรียนรู้ 4 ทักษะแห่งอนาคตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

In trend : FALL 2016 THE MOST COMFORT

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248910

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ยังคงติดตามเทรนด์ของรองเท้าแห่งฤดูกาล และเรื่องที่เราจับตามองกันในวันนี้ทั้งสวมใส่สบายแต่ไม่ได้แปลว่าสาวๆ ต้องดูลำลองเสมอไป

หลากหลายแบรนด์ดังกระหน่ำรองเท้าส้นแบนทั้งตกแต่งด้วยขนสัตว์นุ่มเท้าเหมือนกับสลิปเปอร์ที่ใส่ในบ้านรองเท้าทรงกว้างหัวโต เสริมแพล็ตฟอร์มนิดหน่อยยังเป็นที่นิยมมาหลายซีซั่นแล้ว รวมไปถึงรองเท้าที่ดูสปอร์ตกึ่งผ้าใบในฤดูกาลนี้ถูกใช้สีสันและตกแต่งให้ดูหวือหวากว่าเดิม

การมิกซ์แอนด์แมทช์นำเอาชุดหรู หรือชุดสูทที่ดูภูมิฐานมาจับคู่กับรองเท้าที่ดูสปอร์ตได้ลุคเก๋ไก๋ลงตัวแบบที่ไม่ดูพยายามจนเกินไปค่ะ

 

ล่าแม่มด!! ศาลเตี้ยออนไลน์…เหยื่อทุกข์ระทม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248880

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ดีเจเกียร์ R”, “ไม่ใส่เสื้อดำ”, “หมิ่นคนอีสาน”, “#กราบรถกู”…ฯลฯ

วลีเหล่านี้เพียงเป็น “เศษเสี้ยว” ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน “สังคมออนไลน์” ของไทย ตามมาซึ่งกระแส “ดราม่า” มีการวิพากษ์วิจารณ์ภาพ-คลิปต่างๆ อย่าง “ดุเดือด” โดยเฉพาะกับผู้ที่ทำอะไรไม่ควร ทั้งในแง่ “กฎหมาย” หรือ “บรรทัดฐานทางสังคม”

ทว่า…หลายเรื่องราวไม่ได้จบแค่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น แต่ยัง “ลาม” ไปเป็นการ “ขุดคุ้ย” ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่ทำผิด รวมถึงบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าตัวมาเปิดเผย นำไปสู่การ “คุกคาม-ก่อกวน” โดยบอกว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะเป็นการ “กำจัดคนชั่ว-พิทักษ์ความดี”กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า…

“ล่าแม่มด”!!!

“ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้” อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กล่าวในเวทีเสวนา “ศาลเตี้ยออนไลน์ : คนโพสต์จ่อคุก..เหยื่อทุกข์ระทม” จัดโดยสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า เนื้อหาต่างๆที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์มักจะเป็นประเภท“ความเห็น-อารมณ์” มากกว่าจะเป็นเรื่อง “เหตุผล-ข้อเท็จจริง”

นอกจากนี้ ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของสื่อออนไลน์ ที่ผู้ใช้งาน “ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน” แม้บางเว็บไซต์ต้องสมัครสมาชิก หรือยื่นเอกสารทางราชการเพื่อยืนยันตัวตน แต่เมื่อแสดงความคิดเห็นก็ไม่ต้อง “แสดงชื่อ-นามสกุล” ให้ใครรู้ ทำให้ผู้ใช้งานไม่เกรงใจ “ระบายอารมณ์” ได้แบบ“จัดหนัก-จัดเต็ม-ใส่ไม่ยั้ง”

“สังคมออนไลน์กลายเป็นที่ระบายของผู้คน เก็บกดมาจากไหนก็มาที่นี่ ฉันมีคุณธรรมและศีลธรรมเหนือกว่าผู้เป็นเหยื่อก็มาระบายใส่ แล้วสื่ออินเตอร์เนตไม่จำเป็นต้องโชว์ตัวตนเขาก็ใส่เต็มที่ บวกกับความเป็นโลกออนไลน์เขารู้สึกว่ามีพวกที่จะรุมคนคนหนึ่งโดยไม่ต้องเปิดเผยหน้าตา อันนี้ก็เป็นศาลเตี้ย ฆ่าคนที่เป็นเหยื่อโดยไม่ต้องรู้จักหน้าตา” ผศ.พิจิตรา อธิบาย

ที่ผ่านมาเมื่อเกิดกรณีนำข้อมูลส่วนบุคคลมา “ประจาน” บนโลกออนไลน์ มักมีข้อถกเถียงเสมอว่า “ทำได้หรือไม่?” ระหว่างฝ่ายที่เชื่อว่า “ทำได้” เพราะเผยแพร่ “ข้อมูลจริง” ไม่น่าเข้าข่ายหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และตามกฎหมายความผิดทางคอมพิวเตอร์ กับอีกฝ่ายที่ชี้ว่าทำไม่ได้ เพราะกรณีหมิ่นประมาท “แม้เป็นข้อมูลจริงแต่ไม่สมควรเผยแพร่ก็มีความผิด”หากการเผยแพร่นั้นทำให้ผู้ถูกพาดพิงได้รับความเสียหาย

ในแง่กฎหมาย…“ว่าที่ พ.ต.สมบัติวงศ์กำแหง” อุปนายกฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาผู้กระทำพฤติกรรมดังกล่าวมักอ้างว่าการโพสต์ข้อความนี้ เป็นข้อมูลจริง และไม่มีส่วนใดของข้อความที่“ยุยงส่งเสริม” ให้ผู้ใดไปก่อความเดือดร้อนรำคาญให้บุคคลที่ถูกนำข้อมูลมาเปิดเผย แต่ในความเป็นจริง ตามกฎหมายจะดู “เจตนา” เป็นสำคัญโดยประกอบกับข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวข้อง อาทิ เหตุจูงใจก่อนหน้าที่ทำให้โพสต์ข้อมูล และเหตุอันคาดว่าจะเกิดขึ้นได้หลังจากโพสต์ข้อมูลนั้นไปแล้ว

อุปนายกฝ่ายบริหาร สภาทนายความฯ กล่าวย้ำว่า เรื่องของเจตนาสามารถพิสูจน์ได้ เช่น หากทนายความไปว่าความให้ฝ่ายหนึ่งจนชนะ แล้วฝ่ายที่แพ้คดีนำข้อมูลส่วนบุคคลบางอย่างของทนายความหรือ“คู่ความ” ฝ่ายที่ชนะมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ จนนำไปสู่การข่มขู่คุกคาม ก่อความเดือดร้อนรำคาญ ตาม “ไล่ล่า” ไปถึงบ้าน หรือที่ทำงาน การโพสต์ข้อมูลดังกล่าวอาจชี้ได้ว่าผู้โพสต์“มีเจตนาไม่ประสงค์ดี”

“คนที่ไปล้อมหน้าบ้าน โทรศัพท์เข้าไปในบ้านตลอดเวลา ไม่ต้องหลับต้องนอน โทร.มาหัวเราะแล้ววางหูอีก 10 นาที โทร.มาใหม่ สิ่งที่เขาทำถือว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคล มาล้อมกรอบ ผิดต่อเสรีภาพ เป็นการข่มขืนใจให้กระทำหรือไม่กระทำการใด ดังนั้นการไปยุยงส่งเสริมเขาทำ ท่านเป็นตัวผู้ก่อให้เขากระทำผิด เอาอาญาเข้าไปจับได้ ท่านอาจต้องรับโทษเหมือนคนที่ไปล้อมกรอบ” ว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าว

ขณะที่ “ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล”อาจารย์สาขาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวทีเสวนา “Witch-Hunting ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีวันเลือนหาย” ว่า กรณีใน Social Media ของไทย เป็นความกลัวว่าระเบียบอันดีงามจะหายไป เรากลัวว่าเส้นแบ่งความถูกผิดจะหายไป อย่างเรื่องสาววัยรุ่นซิ่งรถจนมีผู้เสียชีวิต ก็มีการขุดคุ้ยข้อมูลและตัดสินกันอย่างรวดเร็ว โลกของ Social Media ทำให้คนมีปฏิกิริยา “ตอบโต้-ตัดสินเร็ว” เมื่อก่อนเราอาจรับข้อมูลจากการเล่าต่อๆ แต่ตอนนี้เราอยู่กับข้อมูลตลอดเวลา แต่กระแสก็ “ไปเร็ว มาไว”

“รากเหง้าของกระแสการลงโทษทางสังคมในสื่อออนไลน์ของไทย นั่นคือลึกๆ แล้วคนเรานั้นกลัวความไร้ระเบียบ ดังนั้น อะไรที่แตกต่างไปจากบรรทัดฐานของสังคม โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความดีความชั่ว ทำให้รู้สึกยอมรับไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่าง นำไปสู่ความคิดที่ว่าสามารถใช้ความรุนแรงได้โดยไม่ผิด ไม่รู้สึกบาป” ผศ.อรรถพล กล่าว

ท้ายที่สุด…ชาวเนตไทยอาจต้องหันกลับมา “ตั้งสติ” กันใหม่ ซึ่ง “พรรณิการ์ วาณิช” พิธีกรผู้ดำเนินรายการประจำสถานีโทรทัศน์ Voice TV ฝากข้อคิดว่า วันนี้สังคมไทย “แยกไม่ออก” ระหว่าง “มาตรการทางสังคม” ที่หมายถึงการกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา กับการ “ล่าแม่มด” ที่ไปขุดประวัติผู้กระทำผิดมาประจาน ทำให้บ่อยครั้ง สังคมไทย “ล้ำเส้น” กลายเป็น…

“ศาลเตี้ย”!!!

เช่นเดียวกับ “กษิต ภิรมย์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเคยผ่านยุคที่สังคมไทยหวาดกลัว“ผีคอมมิวนิสต์” เล่าว่า ยุคนั้นมีการกล่าวหาคนนั้นคนนี้เป็น “แนวร่วม” ฝักใฝ่ลัทธิสังคมนิยมอย่างแพร่หลาย แม้แต่บุคคลสำคัญระดับประเทศบางคน เมื่อครั้งอดีตยังเคยถูกโจมตีด้วยข้อหาดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งไม่ต่างจากสารพัดดราม่าในปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยการ “จับผิด” กันและกัน

“สังคมไทยทุกวันนี้มันเป็นผู้พิพากษากันทุกคน มีเรื่องหน่อยก็โป้งไปเลย บอกนายนั่นนางนี่ผิด บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีกระบวนการในการว่าใครผิดใครถูก แต่ที่สำคัญคือต้องมีเมตตา ไม่มีใครหรอกที่จะสมบูรณ์แบบไปทั้งหมด ก็มีจุดบกพร่องกันทั้งนั้น” อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าว

อดีต รมว.ต่างประเทศ ฝากทิ้งท้ายว่าสิ่งที่จะช่วย “คลี่คลาย” จึงอยู่ที่ 2 เรื่อง คือ 1.ใช้สติให้มากๆ สื่อออนไลน์มีลักษณะ “เร็ว-สั้น” และบ่อยครั้งไม่รู้ที่มาที่ไป ฉะนั้นต้องระมัดระวัง อย่ารีบตัดสินไปแล้วว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และ 2.เห็นใจกันให้มาก เพราะแต่ละคนย่อมมีเหตุผลในการกระทำ จึงควร “รับฟัง” กันและกัน หาไม่แล้วสังคมก็จะเต็มไปด้วย…

กระแสคลื่น “ความเกลียดชัง”!!!

ททท.จัดมหกรรมแข่งขันจักรยานทางไกล ท้าแข้งนักปั่นลุย4จว.อีสาน300กม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248843

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.07 น.

นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า การจัดงาน มหกรรมแข่งขันจักรยานทางไกลประเทศไทย Ride to Khong’s Legendary ในครั้งแรกเมื่อปี 2558 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งนักท่องเที่ยว และประชาชนในพื้นที่ ความสำเร็จดังกล่าวนำมาซึ่งการจัดกิจกรรม Ride to Khong’s Legendary 2017 ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ และเงินรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท

ทั้งนี้ Ride to Khong’s Legendary 2017 เป็นการสานต่อนโยบายด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ตามทิศทางแผนการตลาดด้านกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดต่างประเทศของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปี 2560 ที่มุ่งเน้นจัดกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ของกลุ่มนักท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าแนวโน้มของการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างประเทศ โดยเฉพาะการปั่นจักรยาน ดังนั้น การจัดกิจกรรมปั่นจักรยานในลักษณะการแข่งขันทางไกล ควบคู่กับการสร้างการรับรู้ด้านวัฒนธรรม ภาษา ประเพณีท้องถิ่น อีกทั้งยังได้สัมผัสความงามของธรรมชาติตลอดสองข้างทาง ถือเป็นอีกมนต์เสน่ห์ของเมืองท่องเที่ยวที่ผู้คนทั่วโลกหลงใหลและใฝ่ฝันเพื่อมาค้นหา

สำหรับงาน Ride to Khong’s Legendary 2017 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม 2560 ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคอีสาน ประกอบด้วย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สกลนคร และนครพนม เส้นทางรวมกว่า 300 กิโลเมตร  นักปั่นทั่วโลกที่รักความท้าทายและแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการท่องเที่ยว ไม่ควรพลาด ส่วนกิจกรรมการแข่งขัน แบ่งเป็น 3 Stage

STAGE 1 ชื่อเสตจจ้าวความเร็ว (Speed Hunter) : ขอนแก่นไครทีเรียม ณ บึงแก่นนคร จ. ขอนแก่น

STAGE 2 ชื่อเสตจขุนเขาแห่งศักดิ์ศรี (Mountain of Honor): แก่งดอนกลาง จังหวัดกาฬสินธุ์– ลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 จังหวัดสกลนคร

STAGE 3 ชื่อเสตจมนต์เสน่ห์แห่งลุ่มน้ำโขง (Charming of Khong) : ลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 จังหวัดสกลนคร – วัดกลาง จังหวัดนครพนม

โดยแต่ละเส้นทางจะผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ อาทิ เทือกเขาภูพาน สองข้างทางเป็นป่า อุดมสมบูรณ์ และเมื่อขึ้นไปอยู่ด้านบนของ เทือกเขาแล้วก็จะเห็นทัศนียภาพสวยงาม และอีกหนึ่งไฮไลท์คือโค้งปิ้งงู ซึ่งจะเป็นโค้งคดเคี้ยวไปมา เหมือนที่เขาเอางูไปขดใส่ไม้ปิ้ง บริเวณนี้จะจัดเป็นสวนสวยงาม  วัดพระธาตุพนม สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นปูชนียสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองนครพนมมาช้านาน

ส่วนประเภทการแข่งขันแบ่งออกเป็น ประเภทจักรยานเสือหมอบ  ชาย-หญิง ทั่วไป (Elite), ชาย อายุ 30 – 39 ปี ชาย อายุ 40 – 49 ปี ชาย อายุ 50 ปีขึ้นไป หญิง อายุ 35 ปีขึ้นไป ทีมชาย 5 คน ทีมหญิง 3 คน และประเภทจักรยานเสือภูเขา ชาย-หญิง ทั่วไป ซึ่งนักปั่นสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ทั้งแบบ Full stage คือ ครบทั้ง 3 เส้นทาง หรือจะร่วมแข่งขันเพียง 1 Stage หรือ 2 Stage โดยผู้ชนะการแข่งขันในแต่ละ Stage จะได้รับรางวัลเสื้อที่ออกแบบพิเศษ พร้อมเงินรางวัล สำหรับผู้ชนะการแข่งขันรวมทั้ง 3 Stage ของการแข่งขันทั้ง 2 ประเภท จะรับถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านบาท

นอกจากนี้ ทาง ททท. ยังได้ร่วมกับผู้สนับสนุนการจัดงาน โดยนำจักรยานรุ่นพิเศษของแบรนด์ชั้นนำมาจัดแสดงให้ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดก่อนการแข่งขัน และยังมีกิจกรรมออกบูธจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งจักรยานเอาใจนักปั่น การแสดงทางวัฒนธรรม ร้านอาหารท้องถิ่น ฯลฯ ในวันที่ 12-13 มกราคม 2560 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ บริเวณลานน้ำพุ สวนสาธารณะ 200 ปี บึงแก่นนคร จ. ขอนแก่น

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมการแข่งขันสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.ridetokhonglegendary.com และ www.facebook.com/ridetokhonglegendary หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

แพทย์เตือนช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง ระวังเสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248839

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 13.28 น.

กรมการแพทย์ห่วงใยสุขภาพประชาชนช่วงปลายฝนต้นหนาว เตือนกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ เสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจมากกว่าคนปกติ พร้อมแนะวิธีปฏิบัติตัวเพื่อรับมือกับปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นช่วงของการปรับเปลี่ยนฤดูเข้าสู่ฤดูหนาว มีทั้งฝนตก บางช่วงอากาศหนาวเย็น อาจทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน เชื้อโรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย โดยโรคที่มาพร้อมกับช่วงเวลานี้ที่สามารถพบบ่อย คือโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด หรือหลอดลมอักเสบ โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม มีสาเหตุมาจากรับเชื้อไวรัสที่สามารถเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ปาก และตาได้โดยง่าย เชื้อชนิดนี้มักอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยที่ไอ จาม และอาจติดอยู่กับภาชนะหรือพื้นผิวที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยได้ สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในสถานที่ที่มีคนแออัด และอากาศถ่ายเทไม่สะดวก

โดยผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บ หรือแสบคอ อาจมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย สำหรับในรายที่เป็นไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการรุนแรงกว่า คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อ และมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงทั้งเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เนื่องจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้มีภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนปกติ ผู้ปกครองจึงควรดูแลเด็กและผู้สูงอายุที่อยู่ในบ้านอย่างใกล้ชิด หากเริ่มมีอาการไม่สบายเป็นไข้หวัด ให้คอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด พยายามให้ผู้ป่วยนอนพักผ่อนอย่าเพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ หากตัวร้อนมาก ให้รับประทานยาลดไข้ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัว หรือถ้าอาการไม่ดีขึ้น เช่น มีอาการไอมากขึ้น แน่นหน้าอก มีไข้นานเกิน 2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

สำหรับแนวทางปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพในช่วงอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย คือ หมั่นดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ สวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน ควรงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากส่งผลให้ระบบภูมิต้านทานโรคในร่างกายต่ำลงทำให้ติดเชื้อได้ง่าย รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ลดหวาน มัน เค็ม ปรุงอาหารให้สุกก่อนการบริโภค ดื่มน้ำสะอาด และ รับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอสุก สับปะรด ล้างมือด้วยน้ำสบู่หรือเจลทำความสะอาดทุกครั้ง โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพราะจะทำให้ร่างแข็งแรงต้านทานต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้ เช่น การเดิน การวิ่งเหยาะๆ การปั่นจักรยาน การเล่นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น นอกจากนี้ควรทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียดจะทำให้ห่างไกลจากโรคดังกล่าวได้

รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าประชาชนปฏิบัติตนได้ตามคำแนะนำ จะสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆ ได้  ทั้งนี้ ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับฟังข้อมูลข่าวสารเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ในส่วนของประชากรกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ควรได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลทุกปี ตามสถานบริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลใกล้บ้านท่านทั่วประเทศ

เก้าอี้เพื่อสุขภาพชวนคนดังทำหนังสือเสียง อ่านนิทานของพ่อให้กับผู้พิการทางสายตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248725

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

ส่อง’ตาวิเศษ’จัดระเบียบทะเล อ๊ะๆๆเห็นนะใคร’ทิ้งสารพิษ-รุกลํ้า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248768

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เบื่อไหม??? กับคำที่ได้ยินบ่อยๆว่า…ไม่มีข้อมูล!!!

ที่ทำให้ใครหลายคน “คันในหัวใจ” โดยเฉพาะ “เครือข่ายภาคประชาชน” ที่เฝ้าติดตามนโยบายและแผนพัฒนาต่างๆของภาครัฐ รวมถึงตรวจสอบ “ธรรมาภิบาล” การทำธุรกิจของภาคเอกชน ที่บ่อยครั้งมักเกิด “ข้อพิพาท” ว่าโครงการนั้นๆ “ได้คุ้มเสียหรือไม่” และเมื่อสอบถามผู้มีหน้าที่ดูแลมักได้คำตอบข้างต้น

“ตั้งแต่อดีต เวลาเราจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งคำแรกที่พูดกันก่อนเลย คือ ไม่มีข้อมูล แล้วมันก็จบทุกอย่าง ทำอะไรไปก็สะเปะสะปะทั้งนั้น”…

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

“ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่พอบอกว่าไม่มีข้อมูล ก็มักไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อ หรือถ้าดำเนินการไปก็มักทำกันแบบ “ไม่ครบถ้วน”

“อาจารย์ธรณ์” ยกตัวอย่างกรณี “โรงแรมหรูกับสระว่ายน้ำในทะเล” ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรีที่สร้าง “รุกล้ำ” ลงไปในทะเล ตั้งแต่ปี 2538แต่กว่า “เรื่องจะแดง” ต้องรอ 2 ทศวรรษ แถมผู้ที่แจ้งเบาะแสให้ทางการรับทราบเป็นเพียง “ชาวประมง”ธรรมดาๆที่ไม่ได้มีอุปกรณ์ “ไฮเทค” ตรวจสอบแต่อย่างใด

กระทั่งเมื่อสังคมไทยเริ่มให้ความสนใจและนำ “ภาพถ่ายดาวเทียม” มาใช้เป็นหลักฐานในประเด็นข้อพิพาทต่างๆ รวมถึงการเกิดขึ้นของ “GISTDA” สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ที่นำภาพถ่ายดาวเทียมมา “ประยุกต์” เข้ากับเทคโนโลยีหลายแขนง เกิดเป็น “ฐานข้อมูล” ที่นำไปใช้ได้หลากหลายภารกิจ

“ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา”ผู้อำนวยการ GISTDA เล่าว่า ย้อนไปปี 2554ปีที่คนไทย “จมน้ำกันค่อนประเทศ” จากเหตุมหาอุทกภัยใหญ่ หลังจากนั้น GISTDA ก็ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ให้จัดทำ “โครงการระบบเตือนภัยพิบัติ” ครบวงจรซึ่งภัยพิบัตินั้นครอบคลุมทั้ง “บนผืนดิน-ในทะเล”

ผอ.GISTDA ยกตัวอย่าง “การหาทิศทางของน้ำทะเล” ในอดีตการวัดกระแสน้ำทะเล จำเป็นต้องนำเรือพร้อมอุปกรณ์ออกไปทำงานในทะเล ซึ่งทำได้ไม่ครอบคลุม แต่ปัจจุบันปัญหานี้ถูกแก้ไขด้วยการใช้ “คลื่นวิทยุ” ส่งจากสถานีชายฝั่งลงไปในทะเล คลื่นวิทยุจะไปสะท้อนกับผิวน้ำทะเล ส่งย้อนกลับมาที่สถานีบนฝั่งเรื่อยๆ ซึ่งสามารถนำความถี่เหล่านี้มา “คำนวณ” หาความเร็วกระแสน้ำได้ เรียกว่าปรากฏการณ์ “ดอปเปลอร์” (Doppler Effect)

ขณะที่ “วัชระ เกษเดษ” นักภูมิสารสนเทศชำนาญการ GISTDA อธิบายว่า สถานีเรดาร์ชายฝั่งใช้ 2 ความถี่คือ “HF-Band” กับ “X-Band” ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าไปดูแบบ Real Time ได้ที่ http://coastalradar.gistda.or.th นอกจากนี้ยังมีแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือ “ThaiCoast”ทั้งระบบ IOS และ Android ซึ่งมีความ “พิเศษ”คือ ถ่ายภาพและ “แชร์” พิกัดของภาพได้ เนื่องจากโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน ระบุพิกัดได้ว่าตัวเครื่องอยู่จุดใด ประชาชนจึง “ร่วมแจ้งเหตุ”ได้ เมื่อพบสิ่ง “ผิดปกติ”

ระบบนี้มีประโยชน์อย่างไร???

“ดร.อานนท์” ระบุว่า ที่เห็นกันบ่อยๆ คือ กรณี “น้ำมันรั่ว-ลักลอบทิ้งขยะ” ลงสู่ทะเล ด้านหนึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถ “คาดการณ์” ได้ว่าของเสียเหล่านี้จะไหลตามกระแสน้ำไปทางใด เพื่อวางแผนจัดเก็บได้ “ถูกที่-ทันเวลา” หรือการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องล้ำลงไปในทะเล อาจมีผลต่อทิศทางการไหลของกระแสน้ำ การมีข้อมูลอยู่ในมือจะสามารถวางมาตรการได้อย่าง “ครบทุกมิติ”

“ผลกระทบนั้น ถ้าเราบริหารจัดการรู้ล่วงหน้า แล้วทำให้คนที่ได้รับผลกระทบได้รับการชดเชย มีอะไรทดแทนให้เขา ถ้าตอบคำถามตรงนั้นได้ ปัญหาจะลดไปได้เยอะ” ดร.อานนท์ ให้ความเห็น

สถานีเรดาร์ชายฝั่ง ณ หาดพยูนจ.ระยอง…

เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการนำระบบดังกล่าวมาใช้ ซึ่ง “ดร.อานนท์” บอกว่า ที่เลือกระยอง เป็นพื้นที่ “ชูธง” ของการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ทั้ง “ภาพถ่ายดาวเทียม” และ “ระบบตรวจวัดกระแสน้ำทะเล”เนื่องจาก จ.ระยอง มีความสำคัญในแง่ “เส้นทางอุตสาหกรรม” มีเรือสินค้าแล่นผ่านจำนวนมาก เพราะมีทั้งนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

“ระยองมีกิจกรรมทางทะเลที่เป็นกิจกรรมขนาดใหญ่อยู่เยอะ เรือสินค้าขนาดใหญ่ ท่าเรือน้ำลึกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค มูลค่าการใช้งาน จำนวนการขนส่ง การจราจรในทะเล เกิดขึ้นเยอะ ที่นี่ขนน้ำมันกันเป็นแสนตัน ฉะนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นความเสียหายจะเป็นวงกว้าง” ผอ. GISTDAอธิบายที่มาที่ไป

ขณะที่ “พัลลภ อัมพรไพบูลย์” นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 กล่าวว่า ทางสำนักงานฯได้นำเทคโนโลยีต่างๆ ของ GISTDA มาใช้จัดเก็บข้อมูลแหล่งน้ำในเขตรับผิดชอบตั้งแต่ “ปากแม่น้ำบางปะกง” จนถึง อ.คลองใหญ่ จ.ตราด รวม 60 สถานีวัดคุณภาพน้ำ มีการนำ“แผนที่ดาวเทียม” มาใช้เพื่อป้อนข้อมูลเข้าไป จนเจ้าหน้าที่สามารถเห็นภาพรวมได้ว่าจุดใดมีสภาพน้ำเป็นอย่างไร และวางแผนเก็บตัวอย่างน้ำจุดใดบ้าง นอกจากนี้ยังใช้ตรวจสอบ “ข้อร้องเรียน” กรณีการรั่วไหลของ…

“กากของเสีย”!!!

“กรณีลักลอบทิ้งกากของเสีย มีการแสดงจุดทิ้ง จุดที่เก็บตัวอย่างน้ำ เพื่อให้เห็นว่าจุดเก็บตัวอย่างน้ำห่างจากจุดทิ้งมากน้อยแค่ไหน เพื่อดูว่าผลกระทบของการลักลอบทิ้งกระจายตัวไปแค่ไหน” พัลลภ ระบุ

ท้ายที่สุด…ในภาพรวม “อาจารย์ธรณ์” กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจะทำให้การ “จัดระเบียบ” การใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลดำเนินไปอย่างถูกต้อง อาทิ เมื่อมีเหตุ “น้ำมันรั่ว” หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมองเห็นทั้งปริมาณ คำนวณเวลาและทิศทางการเคลื่อนตัว ทำให้เลือกใช้วิธีแก้ปัญหาได้ “ถูกจุด” และ “มีประสิทธิภาพ” อาทิ เมื่อเกิดเหตุปลาตาย มีชาวประมงร้องเรียน ที่ผ่านมาเมื่อเป็นคดีความ มักใช้ “พยานบุคคล” แตกต่างจากการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็น “พยานหลักฐาน”ที่ชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ เชื่อถือได้มากกว่า

“การทำงานทางวิทยาศาสตร์นี้สำคัญมากไม่เช่นนั้นปลากระเบนก็ตายไป 40 กว่าตัว แล้วปรับได้ 150,000 บาท อันนี้มันสำคัญในการใช้จับกุมผู้กระทำผิด และปรับได้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นคดีก็หลุด” ผู้เชี่ยวชาญทางทรัพยากรทะเล กล่าว

อีกด้านหนึ่งคือ “เป็นธรรม” เมื่อมีโครงการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อาทิ ล่าสุดกับ “โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก” ที่จะใช้เงินลงทุนถึง 7 แสนล้านบาท…“คำถาม” คือ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ ท่าเรือน้ำลึกกับการกัดเซาะชายฝั่ง หากรัฐบาลยืนยันว่าการก่อสร้างจะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ คนเล็กคนน้อยที่อาจได้รับผลกระทบต้องไม่ถูก “หลงลืม”

“ขนาดเราเวนคืนที่ดินไปสร้างถนน ยังได้เงินค่าเวนคืน ฉะนั้นถ้ารู้ว่าต้องกัดเซาะก็ต้องชดเชยให้เขา ถ้าคิดว่าท่าเรือต้องสร้างเพราะคุ้มค่ากับเศรษฐกิจ ก็ต้องชดเชย ถนนตัดแล้วคุ้มค่าก็ชดเชยผู้ที่เขาเสียประโยชน์ แต่ถ้าคุณบอกว่าคุ้มค่าแล้วไปบอกเขาว่าเสียสละเพื่อชาติ มันไม่ใช่นะ” อาจารย์ธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบันสถานีเรดาร์ชายฝั่งตรวจจับกระแสน้ำในความดูแลของ GISTDA มี 18 จุด ครอบคลุม “อ่าวตัว ก.” หรืออ่าวไทยตอนบนทั้งหมด เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม รายงานข้อมูลทุกๆ 1 ชั่วโมง เป็นดั่ง…

“ตาวิเศษ”!!!

ที่ช่วยบริหารจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะ “ทางทะเล” อาทิ เมื่อเกิดเหตุขยะหรือสารพิษรั่วไหลลงทะเล สามารถคำนวณได้ “ล่วงหน้า” ว่ากระแสน้ำจะพัดพาไปทางใด นำไปสู่การจัดเก็บได้ทันการณ์และ “ย้อนกลับ” ว่าต้นตอของเสียมาจากพื้นที่ใดเป็นเบาะแสนำไปสู่การสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดได้ฉะนั้นหลังจากนี้…

ข้อมูล “มีแล้ว”…

แต่ “นำไปใช้” หรือไม่!?!?!

คุณแหน : 15 ธันวาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248764

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

●● สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธาน โครงการ เดิน-วิ่ง ๙ นี้ “เพื่อประชาสืบสานพระราชปณิธานของพ่อ” โดย พลเอกเปรมติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษและประธานจัดหาทุน อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พร้อมคณะกรรมการ เฝ้าฯรับเสด็จ 18 ธ.ค. 06.00 น. รพ.ศิริราช..

●● ม.จ.จุลเจิม ยุคล เสด็จเป็นองค์ประธานงานเปิดตัวหนังสือหายาก“ตามรอยพระยุคลบาท” หนังสือรางวัลพระราชทานดีเด่นประจำปี 2551 ณ ควอเทียร์ วอเตอร์การ์เด้น ชั้น 5 ศูนย์การค้าดิเอ็มควอเทียร์..15 ธ.ค.บ่ายสองโมง…

●● เตรียมส่งท้ายปี 2559 เคานท์ดาวน์อัมพวา 2560 “แสงเทียนแห่งความจงรักภักดี”  กับ  ททท. สนง.สมุทรสงคราม ร่วมกับเทศบาลตำบลอัมพวา บรรเลงโดยวงสุนทราภรณ์ที่ริมแม่น้ำแม่กลอง หน้า สนง.ว่าการอำเภออัมพวา รื่นรมย์กับบทเพลงไพเราะ อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์แสงเทียน เวลา 20.00 น. และ00.01 น. บทเพลงพระราชนิพนธ์พรปีใหม่..

●● ระหว่างไปบรรยายให้ UN ที่เม็กซิโก ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ เดินทางกลับเมืองไทยด่วนที่สุดเพื่อให้มาทันงานพระราชทานน้ำหลวงอาบศพคุณพ่อ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ ที่วัดเทพศิรินทราวาส..

●● ดาลัด กรรณสูต น้องสาวคนเล็กขององคมนตรี ดร.จรัลธาดา กรรณสูต เข้าออก รพ.ต่อเนื่องกันกว่าสองสัปดาห์ด้วยสาเหตุถูกสุนัขที่เลี้ยงไว้กัดเป็นแผลติดเชื้อ ทั้งๆ ที่ไปรักษาตั้งแต่แรกกัด..

●● ทำบุญได้บุญทันที กับสภากาชาดไทย เนื่องจากปี 2560 จะไม่มีการจัดงานกาชาด หากประสงค์ร่วมสนับสนุน  แวะไปได้ที่ห้องได้บุญ ตึกอำนวยนรธรรม ภายใน รพ.จุฬาฯ รวมทั้งเชิญชวนบริจาคเงินสะสมกุศลเพื่อร่วมโครงการมีประโยชน์แก่ชีวิตเพื่อนมนุษย์ มากมาย..

●● วิวรรณสารกิจปรีชา เตรียมจัดนิทรรศการ “โปรเจคแอพโพรซ” รวมผลงานการเรียนรู้แบบโครงงานของนักวิจัยรุ่นจิ๋วเตรียมอนุบาล-อนุบาล 3 ให้เด็กๆ,ผู้ปกครองและหน่วยงานต่างๆ เข้าชมได้ 17-18 ธ.ค.ที่โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่…

●● ที่บริเวณหน้าวังไกลกังวล ทุกคืนวันศุกร์ 19.00 น. จะเห็นความสว่างไสวจากแสงเทียนระยิบระยับซึ่งนักท่องเที่ยวทุกเชื้อชาติ รวมใจเป็นหนึ่งเดียวร่วมจุดเทียนถวายความอาลัยและร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงไกลกังวล  ตามนโยบายดีๆ ของเทศบาลหัวหิน..

●● เดือดร้อนไปตามๆ กันสำหรับโรงเรียนราษฎร์ที่มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนอาหารกลางวัน โดยเฉพาะโรงเรียนประเภทการศึกษาสงเคราะห์  กระเป๋าแฟบ แทบไม่มีเงินเลี้ยงอาหารเด็กแล้ว เพราะงบประมาณที่ควรได้รับตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม จนป่านนี้ล่วงมาเดือนธันวาคม ยังไม่มีวี่แวว ติดขัดตรงไหน อย่างไร ใคร่ขอคำตอบจากท่านเลขาธิการ สช.และ ท่านปลัด ศธ. ด้วยค่ะ..●●

น้อง

‘บอสตั้น คลับ’ แว่นตาทำมือสไตล์วินเทจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248722

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

ชื่นชมพระบารมีในนิทรรศการ ‘เรารักในหลวงรัชกาลที่ 9’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248767

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เพื่อน้อมเกล้าฯ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการเผยแพร่พระเกียรติคุณพร้อมกับพระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ อันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อปวงชนชาวไทย ศูนย์การค้าเมกาบางนา เปิดพื้นที่ให้ได้ชื่นชมพระบารมีผ่านนิทรรศการ “เรารักในหลวงรัชกาลที่ 9” (We Love the King) แบ่งเป็น 3 โซน คือ (1) โซนนิทรรศการภาพวาด I Love the King โดย ม.ล.จิราธร จิรประวัติ (2) โซนต้นไม้ของพ่อ (Tree of the King) และ (3) โซนนิทรรศการ 9 ห้อง 9 ความประทับใจ เริ่มแล้ววันนี้-13 มกราคม 2560

โซนนิทรรศการภาพวาด I love The King โดย ม.ล.จิราธร จิรประวัติ จัดแสดงภาพวาดลายเส้นหมึกดำและดินสอผลงานของ ม.ล.จิราธร จิรประวัติ (ม.ล.โต) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากความจงรักภักดี ความรักที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวม 20 ภาพ พร้อมเปิดจำหน่ายเสื้อ T-shirt และชุดโปสการ์ดสกรีนลายภาพวาดจากนิทรรศการดังกล่าว โดยนำรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่าย ร่วมสมทบทุนให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ต่อไป

โซนต้นไม้ของพ่อ (Tree of the King) ต้นไม้จอแอลอีดีขนาดสูงกว่า 14 เมตร พร้อมการแสดงแสง สี เสียง สุดตระการตา พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมส่งข้อความถวายอาลัยผ่านระบบดิจิตอล โดยข้อความจะถูกส่งผ่านจอที่อยู่บนต้นไม้ พิเศษทุก
วันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ พบการแสดงโดยเทคโนโลยี Mapping Projection ในชื่อชุด We Love the King

โซนนิทรรศการ 9 ห้อง 9 ความประทับใจรวมเรื่องราวสุดประทับใจของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แบ่งออกเป็นทั้งหมด 9 ห้อง ดังนี้ ครอบครัวของพ่อ (His Royal Family) พระราชประวัติโดยย่อของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ตลอดจนพระราชโอรสและพระราชธิดา ทั้ง 4 พระองค์ กษัตริย์ยอดกตัญญู (His Mother) รวบรวมเรื่องเล่าต่างๆ สุดประทับใจที่แสดงถึงความรักความกตัญญูของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อันจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้น้อมนำไปปฏิบัติและตระหนักถึงความสำคัญของความกตัญญู

รอยยิ้มของพ่อ (His Romance) บอกเล่าเรื่องราวความรัก ความผูกพันของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครั้งที่ประทับอยู่ที่ต่างประเทศผ่านการบอกเล่าของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และบุคคลที่ใกล้ชิด

กษัตริย์นักศิลป์ (His Art) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเชี่ยวชาญด้านจิตรกรรม โดยเฉพาะภาพวาดฝีพระหัตถ์แบบภาพเหมือน รวมถึงทรงเชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพทั้งกล้องแบบธรรมดาและกล้องภาพยนตร์ อีกทั้ง เมื่อ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยือนประชาชนก็จะทรงใช้กล้องถ่ายภาพด้วยพระองค์เอง เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศได้อีกด้วย ซึ่งห้องนี้จะรวบรวมผลงานของพระองค์ที่หาชมได้ยากมาจัดแสดงไว้

บทเพลงของพ่อ (His Appreciation) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นองค์อัครศิลปินแห่งชาติ ทรงแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางดนตรี ผ่านทางเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งหมด 48 เพลง พิเศษเฉพาะในวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีวงดนตรี Orchestra มาร่วมบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ ให้ผู้ร่วมงานได้ฟังตลอดงาน

กษัตริย์นักกีฬา (His Energy) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดกีฬาต่างๆ อาทิ เรือใบ แบดมินตัน สกีน้ำ เป็นต้น ทรงมีพระปรีชาสามารถในการทรงเรือใบ ซึ่งทรงร่วมการแข่งขันเรือใบระหว่างประเทศ ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง โดยทรงชนะเลิศ ห้องนี้จะจัดจำลองภาพในรูปแบบสามมิติ ขณะทรงเรือใบ ให้ผู้ชมงานสามารถถ่ายภาพเป็นที่ระลึกได้

เรื่องเล่าของสัตว์ทรงเลี้ยง (His Loyalist) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระเมตตาต่อสัตว์ต่างๆ และทรงได้รับอุปการะไว้อีกมากมายที่พสกนิกรไม่เคยรู้จักมาก่อน นอกจากคุณทองแดงแล้ว ยังมีสัตว์ทรงเลี้ยงที่จะมาแนะนำให้ได้รู้จักกันผ่านนิทรรศการในห้องนี้ เรื่องเล่าของพ่อ (His Humor) จัดแสดงบทความที่ถ่ายทอดจากบุคคลที่ได้ใกล้ชิด บอกเล่าเรื่องราวพระอารมณ์ขันของพระองค์

พระราชกรณียกิจของพ่อ (His Obligation) ห้องนี้จัดแสดงถึงพระราชกรณียกิจและพระราชดำริโครงการสำคัญต่างๆ พร้อมภาพถ่ายขณะทรงงานมาไว้ให้ประชาชนได้ศึกษาและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวที่ทรงงานตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์ เพื่อความอยู่ดี กินดีของปวงชนชาวไทย เรารักพ่อหลวง (We Love the King Gallery) ห้องไฮไลท์รวบรวมภาพทั้งหมดภายในงาน แสดงบนจอ LED Screen ขนาดใหญ่ ให้ลูกค้าได้ถ่ายภาพบรรยากาศเป็นที่ระลึก

นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมพิเศษเชิญชวนร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีผ่านทางห้องบันทึกเสียง ทุกๆ คลิป จะถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีที่จะนำมาเปิดและร้องร่วมกันในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 และร่วมฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์บรรเลงโดยวง Bangkok Symphony Orchestra ขับร้องโดย คุณรัดเกล้า อามระดิษ ณ บริเวณเมกา พลาซ่า ศูนย์การค้าเมกาบางนา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mega-bangna.com