กรมเจ้าท่า มอบของขวัญปีใหม่ เลื่อนขึ้นค่าตั๋วเรือโดยสาร เป็น 8 ม.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2559 10:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818662


กรมเจ้าท่า ชะลอการปรับขึ้นค่าโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยา เรือโดยสารคลองแสนแสบที่จะปรับราคาขึ้น 1 บาท และเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาปรับขึ้น 50 สต. จากวันที่ 22 ธ.ค.59 ไปวันที่ 7 ม.ค.60 เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน และจะเริ่มปรับขึ้นอัตราโดยสารตั้งแต่ 8 ม.ค.60 …วันที่ 22 ธ.ค.59 มีรายงานว่า ตามที่กรมเจ้าท่า ได้มีประกาศ เรื่อง การปรับอัตราค่าโดยสารเรือกลเดินประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในวันที่ 17 ธันวาคม 2559 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไป สำหรับเรือด่วนเจ้าพระยากับเรือโดยสารคลองแสนแสบปรับราคาขึ้น 1 บาท และเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาปรับขึ้น 50 สตางค์ อันเนื่องมาจาก ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นตามช่วงอัตราที่กำหนดไว้เป็นเวลา 10 วันติดต่อกันนั้น

กรมเจ้าท่า ได้รับการประสานจากกลุ่มผู้ประกอบการเรือโดยสาร ในการขอชะลอการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารออกไปจนถึงวันที่ 7 มกราคม 2560 โดยมีความตั้งใจที่จะมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนที่เดินทางทางน้ำในช่วงเทศกาล วันขึ้นปีใหม่ ดังนี้

1. เรือด่วนเจ้าพระยาทุกเส้นทาง
2. เรือโดยสารในคลองแสนแสบ
3. เรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ นนทบุรี-บางศรีเมือง, ท่าช้าง-วังหลัง, ท่าช้าง-วัดระฆัง, วังหลัง-ท่าพระจันทร์เหนือ, วังหลัง-มหาราช , พระสมุทรเจดีย์-วิบูลย์ศรี, สี่พระยา-คลองสาน, ท่าเรืออัษฎางค์-วัดกัลยาณมิตร-วัดกุฎีจีน และ สะพานตากสิน (สาทร)

ทั้งนี้ จะมีการปรับอัตราค่าโดยสารให้เป็นไปตามประกาศของกรมเจ้าท่า ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2560 เป็นต้นไป

 

ทองเปิดตลาดลดลง 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 19,850

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2559 09:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818617


ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 22 ธ.ค. ลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,250 ขายออกบาทละ 19,350 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,904.52 ขายออกบาทละ 19,850 บาท…เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.23 น. ราคาลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,250.00 บาท ขายออกบาทละ 19,350.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,904.52 บาท ขายออกบาทละ 19,850.00 บาท.

 

กสทช.แจ้งทีวีดิจิทัลขอรับสิทธิ์ใน 30 วัน เอกชนชี้เสียดายมาช่วยช้าไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818453


“กสทช.” ให้ทีวีดิจิทัลแจ้งขอใช้สิทธิ์ขยายระยะเวลาชำระเงินประมูลภายใน 30 วัน ด้านผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เผย ม.44 ขยายระยะเวลาจ่ายค่างวดประมูล ช่วยเสริมกระแสเงินสดในเอกชนรายที่ยังไม่แข็งแรง แต่เสียดายที่มาช้าไป ขณะหุ้นกลุ่มนี้ดี๊ด๊า รับข่าวดีต่อลมหายใจธุรกิจนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือถึงผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกราย เพื่อแจ้งให้ทราบถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยผู้ประกอบการทีวีรายใดที่มีความประสงค์จะใช้สิทธิ์การขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าประมูลให้แจ้งกลับมาภายใน 30 วัน นับจากวันที่ คสช.มีคำสั่ง

ทั้งนี้หลักเกณฑ์การจ่ายค่างวดประมูลได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจากราคาเริ่มต้นประมูล ส่วนที่ 2 จากราคาส่วนเกินที่เกิดจากการเคาะราคาแข่งขันกัน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องชำระเงินค่าประมูลทั้งสองส่วนพร้อมกันเป็นงวดๆ โดยส่วนแรกราคาเริ่มต้นประมูลแบ่งชำระเป็น 4 งวด ดังนี้ งวดแรก 50% ของราคาเริ่มต้น งวดที่ 2 ชำระ 30% งวดที่ 3 และ 4 ชำระงวดละ 10% ส่วนที่ 2 จากราคาส่วนเกินที่เกิดจากการเคาะราคาแข่งขันกัน ซึ่งได้แบ่งชำระเป็น 6 งวด ดังนี้ งวดแรก 10% ของราคาส่วนเกิน งวดที่ 2 ชำระ 10% งวดที่ 3-6 งวดละ 20%

และเมื่อ คสช.มีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูลออกไปจาก 6 งวดเป็น 9 งวดนั้น ทำให้งวดการจ่ายเป็นดังนี้ ส่วนแรกจากราคาเริ่มต้นประมูล ซึ่งแบ่งชำระเป็น 4 งวด ดังนี้ งวดแรก 50% ของราคาเริ่มต้น งวดที่ 2 ชำระ 30% งวดที่ 3 และ 4 ชำระ 5% งวดที่ 5 ชำระ 5% ส่วนที่ 2จากราคาส่วนเกินที่เกิดจากการเคาะราคาแข่งขันกัน ซึ่งแบ่งชำระเป็น 9 งวด ดังนี้ งวดแรก 10% ของราคาส่วนเกิน งวดที่ 2 ชำระ 10% งวดที่ 3 ชำระ 20% งวดที่ 4-9 ชำระ 10% ของราคาส่วนเกิน

“ขณะนี้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้ชำระเงินค่าประมูลไปแล้ว 3 งวด คิดเป็นเงินรวม 28,294 ล้านบาท คงเหลือ 22,568 ล้านบาท จากวงเงินประมูลทั้งหมด 50,862 ล้านบาท โดยงวดที่ 4 จะครบกำหนดชำระในเดือน พ.ค.2560 หากผู้ประกอบการายใดไม่ประสงค์จะใช้สิทธิ์การขยายระยะเวลา ก็ต้องชำระแบบเดิมก่อนมีคำสั่ง คสช.”

ด้านนายวัชร วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 เอชดี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวถือว่าช่วยยืดอายุให้ช่องทีวีดิจิทัล และรักษากระแสเงินสดได้ในระดับหนึ่ง โดยไทยรัฐทีวีพร้อมจะใช้เงื่อนไขที่ได้รับการผ่อนปรน แต่กระนั้น การช่วยเหลือดังกล่าว ยังไม่ใช่การช่วยเหลือแบบครบวงจร เพราะยังมีปัจจัยแวดล้อมอีกหลายอย่างที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าช่องดิจิทัลจะอยู่รอดหรือไม่

“การออกมาช่วยเหลือครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็มีอีกหลายเรื่องที่เราอยากให้รัฐบาลช่วย ไม่ใช่ได้คืบเอาศอก แต่ต้องอธิบายว่าค่างวดที่เราจ่ายไปแล้ว 3 งวดนั้น เป็นงวดที่จ่ายหนักๆไปแล้ว งวดที่เหลือเป็นภาระที่เบากว่า 3 งวดแรก เพราะความจริงเราขอขยายเวลาชำระเงินมาตั้งแต่งวดที่ 2 แล้ว นอกจากนั้นภาระหนักอีกประการคือค่าเช่าใช้โครงข่ายออกอากาศ หรือ MUX ซึ่งไทยรัฐทีวีออกอากาศด้วยระบบเอชดีต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้ประมาณเดือนละ 13 ล้านบาท ถือเป็นต้นทุนที่หนักหน่วง ซึ่งก็อยากผลักดันให้มีการช่วยเหลือ”

นายชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานดิจิทัลทีวี บริษัทเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ช่องเวิร์คพอยท์กำลังพิจารณาอยู่ว่าการชำระเงินค่าประมูลภายใต้เงื่อนไขเก่าและใหม่นั้น แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน เนื่องจากตามเงื่อนไขใหม่ แม้จะได้ยืดอายุค่างวดการชำระเงิน แต่ส่วนที่ยืดก็ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ย 1.5% ซึ่งหากไม่คุ้มเวิร์คพอยท์ก็พร้อมจะจ่ายตามเงื่อนไขเดิม

“ปีนี้ช่องเวิร์คพอยท์จะปิดบัญชีด้วยรายได้ 2,300 ล้านบาท จากเป้าหมาย 2,500 ล้านบาท พลาดเป้าเล็กน้อยจากภาวะซบเซาในช่วงปลายปี”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นกลุ่มที่ประกอบธุรกิจทีวีดิจิทัลมีการซื้อขายคึกคัก ทั้งนี้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ทำธุรกิจทีวีดิจิทัล ที่จะได้ประโยชน์หรืออานิสงส์จากการใช้ ม.44 ในครั้งนี้ ได้แก่บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จํากัด (มหาชน) บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดย 3 บริษัทที่มีแรงซื้อเข้ามาเก็งกำไรคึกคัก ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น นำโดยหุ้นโมโน มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 300.08 ล้านบาท แต่ปิดที่ระดับต่ำสุดของวันที่ 2.84 บาท ลดลง 0.02 บาท ตามด้วยหุ้นเวิร์คพอยท์ ปิดตลาดที่ 45.25 บาท บวก 2.25 บาทและหุ้นอาร์เอส มาปิดที่ 7.95 บาท บวก 0.20 บาท.

 

ชวนคนไทยเที่ยวรับลมหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818449


นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ปี 2560 กระทรวงมีเป้าหมายหลักสร้างไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.การท่องเที่ยวเชิงกีฬา 2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 3.การจัดงานแต่งงาน 4.การท่องเที่ยวทางน้ำ 5.การท่องเที่ยวเชื่อมโยงอาเซียนทั้งทางรถที่เชื่อมด่านชายแดนต่างๆ ช่วงใกล้ปีใหม่นี้ อยากเชิญชวนคนไทยท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ ที่เรียกว่าการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ด้วยการฟิตร่างกายอุ่นรับลมหนาวกันข้ามปี เพราะขณะนี้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาตินายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวคาดการณ์ว่า การเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ระหว่าง 31 ธ.ค.59-3 ม.ค.2560 จะมี 2.27 ล้านคน-ครั้ง เป็นอัตราติดลบ 1% และมีรายได้หมุนเวียน 7,823 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.83% จากปีที่ผ่านมา

ด้านนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า สทท.ประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวปี 2560 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 33.73-34.39 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.75-5.78% สร้างรายได้เข้าประเทศ 1.82-1.85 ล้านล้านบาท แต่ขึ้นอยู่กับแนวทางการลดผลกระทบของภาครัฐ และการปรับตัวผู้ประกอบการจากการจัดระเบียบทัวร์ผิดกฎหมาย ยอมรับว่าในไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ปี 2560 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8.71 ล้านคน ลดลง 3.64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการปราบทัวร์ผิดกฎหมาย.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง กังวลแบงก์อิตาลี-ผิดหวังรายได้ ‘เฟดเอ็กซ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818526


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันพุธ จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของธนาคารในอิตาลี และความผิดหวังในผลประกอบการของบริษัท เฟดเอ็กซ์…ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 21 ธ.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 32.66 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 19941.96 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 5.58 จุด หรือ 0.25% ปิดที่ 2265.18 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 12.51 จุด หรือ 0.23% ปิดที่ 5471.43 จุด

ตลาดสหรัฐฯ อยู่ในแดนลบเกือบทั้งวัน หลังจากหุ้นในยุโรปได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของธนาคาร มอนเต เด ปาสชี ดี เซนนา ในอิตาลี ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็ผิดหวังในผลประกอบการของบริษัท เฟดเอ็กซ์ ซึ่งหุ้นตก 3.3% หลังเผยว่า รายได้ในไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

 

“นายก” จี้รายงานแก้สัมปทาน ความคืบหน้าทีโอที-เอไอเอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818445


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่า ในวันนี้ (22 ธ.ค.) นางวิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ปลัดกระทรวงดีอี ได้นัดหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อพิจารณารายละเอียดกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือครั้งที่ 6 และ 7 ระหว่างทีโอที กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เพื่อหาข้อสรุปและนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไปทั้งนี้การนัดประชุมหารือดังกล่าว เป็นผลมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีบัญชาการให้กระทรวงดีอีรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 6 และ 7 หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินเมื่อปี 2554 และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันปรามปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว กระทรวงดีอีในฐานะกำกับดูแลได้ดำเนินการติดตามการดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะขณะนี้ถือว่าผ่านมากว่า 7 ปีแล้ว

สำหรับการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 6 คือ การปรับลดส่วนแบ่งรายได้จากระบบบัตรเติมเงิน (พรีเพด) ให้เหลือ 20% ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน จากเดิมที่ต้องจ่ายแบบขั้นบันไดสูงสุดที่ 35% และครั้งที่ 7 คือ เอไอเอสสามารถเข้าไปใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิ่ง) กับผู้ประกอบการรายอื่น โดยเอไอเอสจะได้สิทธิในการหักค่าใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิ่ง) ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการรายนั้น ก่อนจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้ทีโอที ซึ่งในครั้งนั้นเอไอเอสได้ใช้โครงข่ายร่วมของบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) โดยการแก้ไขสัญญาทั้ง 2 ครั้ง ทำให้ทีโอทีเสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท.

 

คาดหนี้เน่าพุ่งไตรมาส 3 ปีหน้า สูงสุด 4.2 แสนล. แบงก์จับตาเอสเอ็มอีไม่กะพริบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818442


น.ส.ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปีหน้าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารพาณิชย์ ในช่วงไตรมาส 3 จะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 410,000-420,000 ล้านบาท หรือ 3.01% จากสิ้นปี 2559 คาดว่าเอ็นพีแอลอยู่ที่ระดับ 380,000 ล้านบาท คิดเป็น 2.8% ของสินเชื่อรวม เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบชัดเจนจากต้นทุนการเงิน ค่าแรง พลังงาน และวัตถุดิบที่สูงขึ้น ตลอดจนการแข่งขันในตลาดที่รุนแรง ขณะที่หนี้ภาคประชาชน ก็เผชิญปัญหาการผ่อนชำระเช่นกัน หลังจากช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีการก่อหนี้ซื้อบ้านซื้อรถไว้ แต่ปัจจุบันรายได้กลับลดลง ถูกตัดค่าโอที โบนัส แต่ค่างวดในการผ่อนชำระยังเท่าเดิม ทำให้มีความเสี่ยงที่จะผ่อนจ่ายไม่ไหวและเกิดหนี้เสียตามมาสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดกลางและเล็ก อาทิ ค้าส่งค้าปลีก ค้าวัสดุก่อสร้าง โรงแรมรีสอร์ต และธุรกิจการเกษตร รวมถึงกลุ่มลูกค้าบุคคลรายย่อย และลูกค้าที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วเพราะเริ่มเห็นมีสัญญาผิดนัดชำระมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่เกินเกณฑ์เป็นเอ็นพีแอล 90 วัน

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการช็อปช่วยชาติจะส่งผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ให้ขยายดีขึ้นกว่าเดิม 0.6% และทำให้ทั้งไตรมาสขยายตัวได้ 3.2% ซึ่งเป็นผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2559 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.2% มาอยู่ที่ 3.3% ตามที่คาดไว้ แม้ว่าการส่งออกติดลบ 0.5% ก็ตาม แต่การลงทุนภาครัฐขยายตัว 10.3% เป็นไปตามคาด

ส่วนปี 2560 เศรษฐกิจจะขยายตัวได้เท่ากับปีนี้ที่ 3.3% โดยการส่งออกจะเป็นบวกได้ 0.8% ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัว 8.5% และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 2.8% โดยครึ่งปีแรกได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ และการเริ่มต้นเบิกงบประมาณกลางปี และการใช้จ่ายงบที่ทำขาดดุล ทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีแรกเติบโต 3.2% ส่วนครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะขยายตัวเพิ่มเป็น 3.4% จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นแรงขับเคลื่อน และการส่งออกจะกลับมาเป็นบวก.

 

“คลัง” แจกของขวัญปีใหม่ 2560 สศค.ขีดเส้นตาย คนจน 8 แสนเมินรับเงินรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818438


สศค.ตะลึง!! แบงก์รัฐรายงานประชาชนกว่า 8 แสนคน ยังไม่มารับเงินจากรัฐภายใต้โครงการรับสวัสดิการจากรัฐ หากเปิดบัญชีไม่ทันในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ ถูกตัดสิทธิ์แน่นอน ขณะที่ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. และ ธอส.ลุยแจกของขวัญปีใหม่ทั้งลดอัตราดอกเบี้ย แจกเงินสด และเพิ่มวงเงินสินเชื่อนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยผลการเบิกจ่ายเงินให้แก่ประชาชนตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากมาตรการลงทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐ โดยมีธนาคารเฉพาะกิจ 3 แห่ง ประกอบด้วยธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทย โอนให้แก่ประชาชนโดยตรงนั้น ล่าสุดธนาคารทั้ง 3 แห่ง โอนเงินไปแล้ว 14,107 ล้านบาท จากจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวประมาณ 7 ล้านคน

“จากการตรวจสอบสิทธิ์ประชาชนที่ลงทะเบียน 8.3 ล้านคน กระทรวงการคลังตัดสิทธิ์ประชาชนที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ เช่น มีรายได้เกินกว่า 100,000 บาท หรือเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 230,000 ราย แต่ยังมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคลุมเครือ และต้องยื่นเอกสารเพื่อชี้แจงเพิ่มเติมว่าเข้าหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดหรือไม่ประมาณ 1 ล้านคน จึงทำให้ยอดประชาชนที่ลงทะเบียนจากทั้งหมด 8.3 ล้านคน เหลือประมาณ 7 ล้านคน”

นายกฤษฎากล่าวว่า จำนวนประชาชนที่ผ่านหลักเกณฑ์ 7 ล้านคนนั้น ธนาคารออมสินได้รับมอบหมายโอนเงินทั้งหมด 2.1 ล้านคน ซึ่งขณะนี้ โอนเงินไปแล้ว 1.7-1.9 ล้านคน ยังเหลืออีก 200,000-400,000 คน ที่อยู่ในขั้นตอนของการโอนเงิน เพราะไม่มีสมุดบัญชีของธนาคารออมสิน ซึ่งอย่างช้าที่สุดต้องเปิดบัญชีภายในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ เพื่อโอนเงินให้ทันวันที่ 30 ธ.ค.59 ตามมติ ครม.ที่กำหนดให้จ่ายเงินระหว่างวันที่ 1-30 ธ.ค.59 หากเกินกว่านั้นจะไม่ได้รับเงิน ส่วน ธ.ก.ส.ได้รับมอบหมายให้โอนเงิน 3.8 ล้านคน ล่าสุดได้โอนเงินไปแล้ว 3.6 ล้านคนยังเหลืออีก 200,000 คนที่ต้องเปิดบัญชีให้ทันวันที่ 27 ธ.ค.นี้ ขณะนี้ ธนาคารกรุงไทยได้รับมอบหมายให้โอนเงิน 1.2 ล้านคน และได้โอนเงินไปแล้ว 1 ล้านคน ยังเหลือยอดค้างอยู่ประมาณ 200,000 คน

“ยอดรวมของประชาชนที่ได้รับสิทธิ์จากการลงทะเบียนทั้งหมด 7 ล้านคน ยังเหลืออยู่อีก 600,000 คน ไม่เกิน 800,000 คน จากทั้งหมด 3 ธนาคารที่ยังไม่สามารถโอนเงินให้แก่ประชาชนได้ เนื่องจากทำงานต่างจังหวัด หรืออาศัยอยู่นอกพื้นที่ที่ได้ลงทะเบียนเอาไว้ เป็นต้น โดยขอชี้แจงว่า ประชาชนที่ยังไม่เปิดสมุดบัญชีให้รีบมาเปิดสมุดที่ธนาคารได้ลงทะเบียนเอาไว้โดยเร็วที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาลงเปิดสมุดบัญชีสาขาใกล้บ้าน เพื่อจะได้รับเงินก่อนวันที่ 30 ธ.ค.นี้ ซึ่งวันสุดท้ายของมาตรการที่จะโอนเงินให้แก่ประชาชน”

ส่วนที่เหลืออีก 1 ล้านคนที่ต้องตรวจสอบข้อมูลและขอเอกสารเพิ่มเติมนั้น สศค.จะเสนอให้ ครม.ขยายระยะเวลาในการจ่ายเงิน จากที่สิ้นสุดวันที่ 30 ธ.ค.59 จะขยายเป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค.2560 หรือขยายเวลาเพิ่มอีก 1 เดือน เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ต่างๆเสร็จสิ้นสมบูรณ์และโอนเงินให้แก่ประชาชนภายในระยะเวลา

นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลปีใหม่กระทรวงการคลังยังมอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ประกอบด้วยธนาคารออมสิน ธ.ก.ส.และธนาคาร อาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน โดยนางจิรพร นุกิจรังสรรค์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ได้มอบของขวัญปีใหม่คืนเงินให้ลูกหนี้ชั้นดี ผ่านมาตรการต่างๆสำหรับผู้มีรายได้น้อย เช่น กลุ่มฐานรากมอบของขวัญผ่านโครงการคืนดอกเบี้ยให้ลูกค้าประวัติดี 1 ปีขึ้นไป ยอดเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย คืนดอกเบี้ยให้ 1-3% หากส่งชำระต่อเนื่อง 1 ปี คืนเงินให้ 1% หากนำส่งต่อเนื่อง 2 ปี คืนเงินให้ 2% ชำระคืนให้ต่อเนื่อง 3 ปี คืนเงินให้ 3% โดยจะใช้เงิน 100 ล้านบาท และมีผู้ได้รับของขวัญ 412,208 ราย

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามมติ ครม.ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบลูกค้าวงเงินกู้ไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับลูกหนี้ดี หากชำระเงินคืนติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.59-31 ต.ค.60 ชำระติดต่อกัน 12 งวด จากนั้น ธ.ก.ส. จะคืนเงินให้ 30% ของภาระดอกเบี้ยนำส่ง

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า ธนาคารจะคืนเงิน 1,000 บาท สำหรับลูกค้ามีหลักประกันทุกรายวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่เคยเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และมีประวัติผ่อนชำระดีต่อเนื่อง 48 งวด และต้องชำระเงินงวดของเดือน ธ.ค.59 จึงให้นำใบเสร็จดังกล่าวมาขึ้นเงินได้ที่เคาน์เตอร์ ธอส.กลุ่มเป้าหมาย 178,000 ราย เป็นเงิน 178 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.-11 ม.ค.60

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกกูเลเตอร์) กล่าวว่า ที่ประชุมเรกกูเลเตอร์มีมติปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ลง 4 สตางค์ (สต.) ต่อหน่วย เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2560 ให้กับประชาชนสำหรับงวดการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในเดือน ม.ค.-เม.ย.60 ทำให้ค่าไฟฟ้างวดใหม่ที่ต้องจ่าย 3.3829 บาทต่อหน่วย.

 

ร.ฟ.ท.ปรับปรุงตู้โดยสารชั้น 3 ห้องน้ำสะอาดไร้กลิ่นรบกวน ตั้งเป้า 148 ตู้ เฉลิมฉลองครบ 120 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818434


พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดเดินรถโดยสารชั้น 3 ที่ปรับปรุงใหม่ในระยะแรกจำนวน 20 ตู้ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ว่า การปรับปรุงรถไฟชั้นสามดังกล่าว เพื่อยกระดับการให้บริการให้มีความสะดวก สบาย สะอาด และปลอดภัยแก่ประชาชน โดยตนได้มอบนโยบายให้กระทรวงคมนาคมและรถไฟนอกจากปรับปรุงขบวนรถแล้ว อยากให้พิจารณานำรถไฟโบราณที่รถไฟมีอยู่มาให้บริการในเส้นทางท่องเที่ยว เส้นทางที่ไม่มีความถี่ของการเดินรถเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวนอกจากนั้น ยังได้มอบนโยบายสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการจัดสร้างที่จอดรถขนาดใหญ่ภายในกรุงเทพมหานคร โดยที่จอดรถ ดังกล่าวจะต้องเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้ารถไฟทางคู่ให้เกิดขึ้นได้ภายในปี 60 ส่วนรูปแบบการดำเนินการเพื่อให้โครงการเกิดขึ้นนั้นจะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างเอกชนกับภาครัฐก็ได้

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมรถดีเซลรางจำนวน 4 คันที่ ร.ฟ.ท.ได้นำขบวนรถท้องถิ่นในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือมาปรับปรุงภายในและภายนอก เพื่อเตรียมส่งมอบให้ประเทศกัมพูชาช่วงประมาณต้นปี 60 ขณะเดียวกันยังได้ร่วมคณะเดินทางด้วยขบวนรถไฟโดยสารชั้น 3 ที่ปรับปรุงใหม่จากสถานีหัวลำโพง ไปถึงป้ายหยุดรถโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อร่วมทำพิธีเปิดนิทรรศการ “ในหลวง (รัชกาลที่ 9) กับการรถไฟแห่งประเทศไทย” ซึ่งจัดแสดงไว้ที่สถานีรถไฟหลวงจิตรลดาระหว่างวันที่ 21-25 ธ.ค.59

ด้านนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.กล่าวว่า การปรับปรุงขบวนรถโดยสาร จะมีการปรับปรุงในส่วนของรถไฟชั้น 3 ซึ่งพ่วงอยู่ในขบวนรถเร็ว 8 ขบวน ใน 4 เส้นทาง ได้แก่ ขบวนที่ 109 กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ขบวนที่ 102 เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ขบวนที่ 171 กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก ขบวนที่ 172 สุไหงโก-ลก-กรุงเทพฯ ขบวนที่ 133 กรุงเทพฯ-หนองคาย ขบวนที่ 134 หนองคาย-กรุงเทพฯ ขบวนที่ 145 กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี และขบวนที่ 146 อุบลราชธานี-กรุงเทพฯตลอดจนขบวนรถไฟชานเมืองซึ่งเป็นรถไฟฟรีรวมวันละ 164 ขบวนให้มีรูปโฉมทันสมัยเช่น การทำสีขบวนรถโดยสารทั้งภายในและภายนอกใหม่ การปรับปรุงระบบน้ำใช้ห้องน้ำและเครื่องสุขภัณฑ์ให้มีความสะอาด ปราศจากกลิ่นรบกวนระหว่างเดินทาง เป็นต้น โดยมีแผนที่จะปรับปรุงทั้งหมด 148 ตู้ เพื่อฉลอง 120 ปี วันที่ 26 มี.ค.60.

 

รัฐปรับขึ้นค่าเวนคืนเส้นบางใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818421


นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังจากการประชุมกรรมสิทธิ์ที่ดินมอเตอร์เวย์์สายบางใหญ่-กาญจนบุรีว่า ขณะนี้ กรมทางหลวง (ทล.) เสนอขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี ซึ่งได้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา วงเงินรวม 50,200 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 44,780 ล้านบาท และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5,420 ล้านบาท ซึ่งที่ปรึกษาได้ประเมินราคาไว้เมื่อปี 55 ส่งผลให้ใช้เกณฑ์ราคาเทียบเคียงกับการจ่ายเวนคืนของรถไฟฟ้าสายสีม่วง และอิงราคาที่ดินปัจจุบันของปี 59 แล้วต้องขยายวงเงินค่าเวนคืนเพิ่มเติมอีก 14,000 ล้านบาท รวมเป็น 19,420 ล้านบาทสำหรับสาเหตุของค่าเวนคืนที่ดินเพิ่มขึ้นประกอบด้วย 1.การประเมินราคาอิงจากเกณฑ์ปัจจุบันซึ่งหลายพื้นที่มีการขยายตัวของเมืองส่งผลให้ราคาที่ดินสูงตามไปด้วย 2.ต้องจ่ายค่าเวนคืนที่ดินตามศักยภาพจริง เช่น ที่ดินติดถนนและที่ดินติดแหล่งชุมชนซึ่งมีราคาสูงขึ้น 3.งบประมาณค่ารื้อถอนสิ่งก่อสร้างและสาธารณูปโภคตามแนวเส้นทางมอเตอร์เวย์ ซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 55

“ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเพิ่มขึ้นมาหลายเท่านั้น จะไม่กระทบกับแผนการเซ็นสัญญาและก่อสร้าง ยังสามารถเปิดให้บริการได้ตามแผนเดิมในช่วงปี 63 เนื่องจากเริ่มมีการก่อสร้างไปบางส่วนแล้วในสัญญาที่ได้ลงนามไปโดยใช้งบก้อนแรกของปีงบประมาณ 59 โดยเฉพาะงานก่อสร้างสะพานซึ่งต้องใช้เวลานาน”.