“สุวิทย์” ชู 5 ยุทธศาสตร์ ดันประเทศไทย 4.0 เชื่อมประชาคมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818417


นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้จัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 เสร็จแล้ว เตรียมนำเสนอนายกรัฐมนตรีในเร็วๆนี้โดยนายกรัฐมนตรีต้องการให้นำวิสัยทัศน์ประเทศไทย 4.0 สู่แผนปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่เป้าหมายในอนาคต โดยในแผนปฏิบัติการประกอบด้วย 5 วาระคือ การเตรียมคนไทย 4.0 เพื่อก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศในโลกที่ 1 ในปี 2575, การพัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต, การบ่มเพาะผู้ประกอบการและพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม, เสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านกลไกของ 18 กลุ่มจังหวัดและ 76 จังหวัด และการบูรณาการอาเซียนเชื่อมประเทศไทยสู่ประชาคมโลก

“ทั้ง 5 วาระการขับเคลื่อนประเทศ ในส่วนของการเตรียมคนไทย 4.0 ก็เหมือนการเตรียมเมล็ดพันธุ์ชุดใหม่ จากนั้นจะเปลี่ยนจากการปักชำที่มีแต่รากฝอยสู่การมีรากแก้วที่แข็งแรงด้วยการพัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย มีลำต้นที่แข็งแกร่งสามารถงอกงามแผ่กิ่งก้านสาขา ด้วยการบ่มเพาะผู้ประกอบการและพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สร้างความเข้มแข็งภายในผ่านจังหวัด สุดท้ายได้เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศโลก ด้วยการบูรณาการอาเซียนเชื่อมประเทศไทยสู่ประชาคมโลก”

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนจะเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า เพราะปี 2560 เป็นปีของการทำงานเป็นรูปธรรมให้เห็นผลงานชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องไปกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0.

 

สิ่งพิมพ์ยุคดิจิทัล กับบางยุทธ์เพื่ออยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817616


โศกนาฏกรรมของสื่อสิ่งพิมพ์กำลังแสดงนาฏลีลาหลังนิตยสาร “บางกอก” เจ้าตำนานนวนิยายบู๊ ลาแผงไปอุ่นๆ นิตยสาร “สกุลไทย” ขวัญใจนวนิยายแนวครอบครัวก็ตามไปติดๆ ล่าสุด หนังสือพิมพ์ “บ้านเมือง” ที่มานะ แพร่พันธุ์ ลูกชายของ “ยาขอบ” สร้างไว้แต่แรกก็ตามไปอีกฉบับ

นี่ไม่รวมนิตยสารอื่นๆที่จากไปเงียบๆ ปิดตัวอย่างเหงาๆสื่อสิ่งพิมพ์ “จบลงเมื่อไรนั้น มันมีปัจจัยที่คาดคิดไม่ได้อยู่ จริงๆ ฝรั่งบอกว่าจบไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่บ้านเรามีบริบทแวดล้อมต่างกัน และบริบทของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน” ดังนั้น “เรากำลังต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลง เราจะยืนอยู่ให้นานที่สุด และการอยู่นั้น เราอยู่ในลักษณะเพื่อการอ่านอีกแบบหนึ่ง เรามีกลุ่มคนติดตามอยู่” ปานบัวบอก

ปานบัว บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายการตลาด บ.มติชน จก. (มหาชน) แสดงทรรศนะเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เห็นและเป็นอยู่ของสื่อสิ่งพิมพ์

เมื่อหันไปทาง จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการซื้อ-ขายหนังสือ นายกบอกว่า บรรยากาศการจับจ่ายซื้อหนังสือปี 2559 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา บรรยากาศการจัดงานเต็มไปอย่างเศร้าโศก

ประการหนึ่ง เรื่องเศรษฐกิจ สภาพเศรษฐกิจของไทยไม่ดี เงินทองฝืดเคือง ส่งผลถึงการซื้อหนังสือของคน

ประการที่สอง เปิดงานตรงกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สวรรคต ทำให้ทั้งคนซื้อและคนขายอยู่ในอาการโศกเศร้าไปตามๆกัน “สถานการณ์นั้น งานเราผ่านมาครบ 12 วันได้ก็เก่งมากแล้ว เอาเข้าจริงคนมามากกว่าที่คิดไว้ แม้จะไม่มากกว่าสถานการณ์ปกติก็ตาม ตอนนั้น เราคิดกันว่าจะยกเลิกจัดงานไหม เพราะแต่ละคน แต่ละสำนักพิมพ์ต่างไม่มีกำลังใจจะจัดงาน แต่เราก็จัดกันจนจบไป”

คนในงาน “หลังจากส่งพระบรมศพแล้ว คนเริ่มมางานหนาขึ้น และเกิดปรากฏการณ์คือ มีคนมาหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับพระองค์ท่านตลอดงาน ตราไปรษณีย์ไทยก็ขายดี ยอดขายทำลายสถิติเลยทีเดียว ส่วนโรงกษาปณ์ก็เอาเหรียญมาขายแล้วขายดีมาก”

หนังสือที่ขายดีมากๆในงานคือ “หนังสือเกี่ยวกับพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือหนังสือเล่ม” ยอดขายรวม “ก็ทรงๆ อยู่ประมาณ 300-400 ล้าน มันผันไปตามเศรษฐกิจ เพราะตลาดหนังสือเองก็มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าอยู่ในลักษณะทรงตัว คงไม่ลดลงไปกว่านี้อีกแล้ว”

สืบไปธุรกิจหนังสือ ถึงกับจะหยุดเปิดทางให้สื่อทางเลือกใหม่หรือไม่นั้น นายกสมาคมบอกว่า “ไม่หยุดหรอกครับ ชีวิตต้องเดิน ต่อไป แต่คนทำหนังสือต้องทำการบ้านใหม่มากกว่านี้ งานนี้จะเห็นว่า หนังสือที่มีลักษณะเฉพาะขายได้มากกว่าหนังสือที่ไม่มีลักษณะเฉพาะ”

ดังนั้น “คนทำหนังสือจะต้องมีแรงขับของตัวเอง มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง มีหลายสำนักพิมพ์ที่ขายได้มากขึ้นเพราะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ส่วน สนพ.ที่ไม่มีความชัดเจนจะไม่ดี ผมว่านาทีนี้หมดสิทธิ์ที่จะจับเสือมือเปล่า หรือหวังว่าหนังสือกระแสจะมา เพราะคนอ่านมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

สำรับช่องทางขาย “ผมว่าคนทำหนังสือโชคดี เพราะมีออนไลน์ เดี๋ยวนี้สำนักพิมพ์เล็กและใหญ่ยอดขายใกล้เคียงกัน แต่ในจำนวนใกล้เคียงกันนั้น มีความสำคัญกับ สนพ.เล็กๆมากกว่า อย่าง สนพ.เล็กแห่งหนึ่ง เขาขายออนไลน์ได้เดือนละเป็นแสน ส่วนสำนักพิมพ์กลางๆ ในเมื่อยอดขายได้เดือนละราว 50,000 แล้ว จะไปส่งร้านทำไม”

ร้านหนังสือ “ต่อไปน่าทำคือ ขายหนังสือออนไลน์ แต่ต้องดูแลลูกค้า อย่างสำนักพิมพ์ผม ลูกค้าต้องการอะไรก็ต้องตอบ ร้านออนไลน์นี้ คนเล็กๆ จะได้ประโยชน์ การทำตลาดออนไลน์ นอกจากช่วยสำนักพิมพ์เล็กๆแล้ว ยังจะทำให้หนังสือเฉพาะกลุ่มเกิดขึ้นได้”

นายกจรัญจะหมดวาระเดือนมิถุนายน พ.ศ.2560 คุณสมบัตินายกคนต่อไป จะต้องอย่างไรนั้น “ผมไม่ได้วางไว้ ผมเป็นมาสองสมัยได้รับโอกาสจากเพื่อนสมาชิกที่เลือกตั้งมา ผมได้แสดงให้เขาเห็นว่า นายกคนต่อไปจะต้องเป็นผู้มารับใช้ ไม่ใช่คนวิเศษ ผมดีใจที่เข้ามาในช่วงที่เปลี่ยนผ่าน”

ดังนั้น นายกคนต่อไป “ขึ้นอยู่กับว่า จะรับใช้เพื่อนสมาชิกได้ขนาดไหน แต่นายกที่ไม่มีการสัมผัสกับสมาชิก ผมว่าจะมาเป็นนายกสมาคมไม่ได้ ต้องมองผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ผมคิดว่า ถ้าใครเสนอความคิดดูแล้วสมาชิกเขาได้ประโยชน์ เขาคงเลือกคนนั้น”

ก่อนจากกันนายกทายอนาคตพ็อกเกตบุ๊กว่า ธุรกิจนี้ “ผมว่าจากนี้ไปอีก 50 ปียังอยู่สบาย ไม่มีปัญหา เพราะอยู่ได้ด้วยคนอ่าน ไม่ได้อยู่ด้วยโฆษณา ดูอย่างหนังสือประเภทสารคดี ถ้าทำสวย ทำดี แม้จะแพงอย่างไรก็ขายได้ ขายหมดด้วย”

พร้อมแนะว่า “คุณต้องทำหนังสือของคุณให้ดูดี ถึงจะขายได้ คนอ่านหนังสือเขารักหนังสือ เมื่อรักแล้วก็รักตลอดไป แม้แก่เฒ่ายังหาแว่นมาอ่านหนังสือ”

สถานการณ์สื่อสิ่งพิมพ์ในมุมของคนทำหนังสืออย่างปานบัว เธอมองว่า ตลาดสิ่งพิมพ์จะเล็กลงเรื่อยๆ ในทางยุทธศาสตร์สิ่งพิมพ์จะลดทั้งบทบาทและอิทธิพลลงไป เราไปยื้ออะไรไม่ได้ ดังนั้น หนังสือ “พ็อกเกตบุ๊ก สำนักพิมพ์เราก็ปรับตัว ส่วนหนังสือพิมพ์เราแตกแขนงออกไป สิ่งพิมพ์ไม่ใช่แค่การอ่าน แต่ต้องต่อยอดออกไปถึงจุดที่จะอยู่ด้วยกันได้”

หนังสือพิมพ์จะอยู่ได้นั้น “แต่ละฉบับต้องทำให้ตัวเองชัดเจนมีเอ็กซ์คลูซีฟ เบรกกิ้งนิวส์ ทางวัฒนธรรมเราค่อนข้างแบ่งกันชัด ตัวสิ่งพิมพ์จะอยู่ได้ด้วยบทวิเคราะห์ ข้อเขียนที่ดี ข่าวเร็ว เบรกกิ้งนิวส์ สื่อสิ่งพิมพ์ไม่ทันเพราะจะช้ากว่า 1 วัน ดังนั้น สิ่งที่จะต้องเก่งกว่าคือบทวิเคราะห์ หรือการทำเสนอบริบทที่ไปที่มาให้ชัดเจน ถึงจะแตกต่างจากพวกออนไลน์”

การปรับตัวของสื่อสิ่งพิมพ์ ปานบัวมองว่า สำหรับในเครือ เรื่องการลดหน้าเราลดไปเมื่อสองปีที่แล้ว ไม่น่าจะลดอีก ในส่วนของสำนักพิมพ์ได้เรียลลงมาถึงจุดนิ่ง ไม่น่าจะขยับไปกว่านี้ ต่อไปถ้าจะปรับก็คือข้อเขียนที่ต้องลึกและตอบสนองผู้อ่านอย่างแท้จริง

ทั้งนี้เพราะว่า “วิถีการอ่านเปลี่ยน คนใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน มันเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญคือ เปลี่ยนจากการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์มาเป็นไอที ดิจิทัล ถ้าจะบอกว่า ไม่เปลี่ยนไม่ใช่ ประการที่สองคือ ความเร็วในการเปลี่ยน หมายความว่า มันอาจจะล่มสลายไปเร็วด้วย เพื่อก้าวสู่ยุคนวัตกรรมอีกยุคหนึ่งเลย”

สำหรับสำนักพิมพ์ ปานบัวบอกว่า “เราก็มีจุดแข็งของเรา เมื่อก่อนเราอยากพิมพ์ไปหมด แต่ตอนนี้ต้องดูว่าจุดแข็งคืออะไร ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ ที่ไม่แข็งเราจะไม่ทำเลย ช่วงนี้เสี่ยงไม่ได้ ต้องทำการบ้านเยอะจากต้นฉบับ เราต้องดูตลาดด้วย ปัจจุบันต้นฉบับดีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปรอดด้วย”

ลักษณะการทำหนังสือเล่มที่เห็น “คนรุ่นใหม่ไม่ชอบปกเชยๆ ยุคหนังสือขายดีปกจะอย่างไรก็ได้ แต่ยุคนี้ต้องระวังการใช้เงิน เนื้อหาต้องพิสูจน์กันมาก ปกก็ต้องดูแล้วดูอีก ต้องละเอียดทุกขั้นตอน คนเขียนก็ต้องมีการติดต่อสัมพันธ์กับคนอ่าน จะปิดตัวไม่ได้แล้ว”

และการตั้งรับสถานการณ์ เครือมติชนได้เปิด 4 เว็บไซต์นิตยสารในเครือถึง 4 ฉบับ คือ 1.มติชนสุดสัปดาห์ 2.ศิลปวัฒนธรรม 3.เส้นทางเศรษฐี และ 4.เทคโนโลยีชาวบ้าน

การเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปเป็นเรื่องธรรมดาของโลก แต่ “การอยู่” ของสื่อสิ่งพิมพ์ในโลกปัจจุบัน จะอยู่ได้หรืออยู่ดี ขึ้นอยู่กับการตั้งรับและรุกโดยแท้.

 

กรมบังคับคดี ได้หนังสือรีดข้าวจีทูจี พร้อมตั้งคณะทำงานเรียกค่าเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 21:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818333


กรมบังคับคดี ได้รับหนังสือบังคับคดีปกครองเรียกค่าเสียหายขายข้าวจีทูจีจากกระทรวงพาณิชย์แล้ว พร้อมตั้งกรรมการพิจารณาเรียกค่าเสียหายเข้าหารือกับอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยกรมการค้าฯ ต้องเป็นผู้ชี้นำทรัพย์เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.59 น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งหนังสือบังคับคดีทางปกครอง มาให้กรมบังคับคดี กรณีการขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) รวม 4 สัญญา ปริมาณข้าว 6.2 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 20,000 ล้านบาท กับนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้ง 6 ราย ( ‘พาณิชย์’ ร่อนหนังสือถึงกรมบังคับคดี รีดค่าข้าวจีทูจี 2 หมื่นล้าน )

ทั้งนี้ ตนจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาเรื่องการเรียกค่าเสียหายพร้อมหารือกับนางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และสอบถามว่าขณะนี้ศาลปกครองมีคำสั่งให้บุคคลใดชำระค่าเสียหายแล้วหรือไม่ เนื่องจากกรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้เสียหายและเป็นโจทก์ฟ้องในคดีแพ่ง กรมการค้าต่างประเทศจึงต้องเป็นผู้นำชี้ทรัพย์

รายงานข่าวระบุว่า นักการเมืองและอดีตข้าราชการทั้ง 6 ราย ที่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ประกอบด้วย 1. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 1,770 ล้านบาท 2. นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 2,300 ล้านบาท ส่วน 3. พ.ต.ท.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ 4. นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ 5. นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และ 6. นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ต้องชดใช้ค่าเสียหายคนละ 4,000 ล้านบาท

 

แอร์พอร์ตลิงก์ พร้อมอำนวยความสะดวก คุมเข้มความปลอดภัยรับช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 17:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818122


รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ พร้อมอำนวยความสะดวกประชาชน พร้อมคุมเข้มมาตรการรักษาความปลอดภัย ตลอดช่วงปีใหม่ 29 ธ.ค.59–4 ม.ค.60 …วันที่ 21 ธ.ค.59 นายประเสริฐ อัตตะนันทน์ กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า รฟท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2559–4 มกราคม 2560 บริษัทฯ ได้เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวกและปลอดภัย เพื่อให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการใช้บริการมากที่สุด ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม โดยได้แบ่งมาตรการออกเป็น 3 ส่วน คือ ด้านการอำนวยความสะดวก ได้จัดจุดบริการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ (TAXI STAND) ที่สถานีรถไฟฟ้าพญาไท สถานีรถไฟฟ้ามักกะสัน และตั้งศูนย์ประสานงานอำนวยการและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ที่ห้องควบคุมการเดินรถไฟฟ้า ศูนย์ซ่อมบำรุงคลองตัน

ส่วนด้านการรักษาความปลอดภัย ได้ประสานงานกับตำรวจรถไฟ เพื่อขอกำลังเข้าสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ประจำสถานี รวมถึงจัดชุดตรวจผสม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ รฟท. พนักงานรักษาความปลอดภัย ตำรวจรถไฟ ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน เจ้าหน้าที่ชุดสุนัขทหาร (K9) กรมการสัตว์ทหารบก และกองพันทหารสื่อสารที่ 12 ออกตรวจสอบพื้นที่และอำนวยความสะดวก

นอกจากนั้น ให้มีการตรวจความพร้อมของพนักงานควบคุมรถไฟฟ้าทุกคนที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด พร้อมกำชับให้มีการนำเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ไปตรวจยังสถานีที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก และตรวจสอบบุคคลที่มีอาการมึนเมาอย่างเข้มงวด ในการใช้บริการ ตรวจสอบระบบการใช้งานโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ให้ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ รวมทั้งกำหนดวัตถุต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้ามาในระบบรถไฟฟ้า ได้แก่ อาวุธ ของมีคม ลูกโป่ง พลุ ดอกไม้ไฟ และวัตถุที่จะทำให้เกิดประกายไฟ

ด้านความมั่นคง กำหนดให้ฝ่ายปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้า ทบทวนการทำงานด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับวัตถุต้องสงสัย ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกระเป๋า หรือกล่องหีบห่อ สัมภาระที่วางทิ้งไว้แบบผิดสังเกต และระมัดระวังบุคคลภายนอกที่อาจแปลกปลอมเข้ามาในบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงาน หรือพื้นที่สถานี พร้อมส่งชุดสุนัขทหาร ตรวจพื้นที่ภายในสถานี

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า หากได้ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ และผู้โดยสารให้ความร่วมมือตามแผนดังกล่าว จะส่งผลให้ผู้โดยสารได้รับความปลอดภัย และสะดวกสบายในการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข Call Center 1690

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 3.08 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,508.57 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 17:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818176


หุ้นไทยวันที่ 21 ธ.ค. ปิดตลาดลดลง 3.08 จุด เปลี่ยนแปลง -0.20% ดัชนีอยู่ที่ 1,508.57 จุด มูลค่าซื้อขาย 34,609.97 ล้านบาท…การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 21 ธ.ค.59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 3.08 จุด เปลี่ยนแปลง -0.20% ดัชนีอยู่ที่ 1,508.57 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 34,609.97 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).

 

ขสมก.จัดรถฟรี-เพิ่มเที่ยววิ่ง รองรับช่วงปีใหม่-เปิดเส้นไปสระบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 17:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818113


ขสมก. จัดแผนการเดินรถ อำนวยความสะดวก รองรับการเดินทางของประชาชนช่วงปีใหม่ 2560 เพิ่มจำนวนรถ-เที่ยววิ่ง จัดรถเมล์ฟรี พร้อมเข้มมาตรการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร …วันที่ 21 ธ.ค. 59 นายสุรชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 มีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน ขสมก. จึงได้จัดแผนปฏิบัติการเดินรถ และแผนอำนวยความสะดวก ปลอดภัย เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน ที่ต้องการใช้บริการรถโดยสารประจำทาง ไปพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ หรือกลับภูมิลำเนาเดิม

ในเส้นทางปกติ ได้เพิ่มจำนวนรถ เที่ยววิ่ง และการเปลี่ยนกะของพนักงานประจำรถ ทั้งกะเช้า กะบ่าย และกะสว่าง จำนวน 114 เส้นทาง ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.59-4 ม.ค.60 นอกจากนี้ ยังได้จัดรถเฉพาะกิจ Shuttle Bus รถเมล์ฟรี จำนวน 2 เส้นทาง ให้บริการเฉพาะวันที่ 30 ธ.ค. 59 ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. และวันที่ 4 ม.ค.60 ตั้งแต่เวลา 05.00-08.00 น. ในเส้นทางวงกลมอู่หมอชิต 2-สถานีรถไฟฟ้า BTS จตุจักร วันละ 3 คัน เส้นทางอู่หมอชิต 2-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วันละ 5 คัน

จัดเดินรถ AIRPORT BUS เชื่อมต่อท่าอากาศยานดอนเมือง จำนวน 2 เส้นทาง ดังนี้ คือ สาย A1 ท่าอากาศยานดอนเมือง-สถานีรถไฟฟ้า BTS จตุจักร เฉลี่ยวันละ 6-20 คัน สาย A2 ท่าอากาศยานดอนเมือง-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เฉลี่ยวันละ 8-15 คัน

จัดเดินรถเชื่อมต่อสถานีขนส่งกรุงเทพ จำนวน 4 สถานี รวม 37 เส้นทาง ดังนี้ สถานีขนส่งกรุงเทพ (จตุจักร) จำนวน 13 เส้นทาง ได้แก่ 3, 16, 26, 49, 77, 96, 134, 136, 138, 145, 509, 517 และ 536

สถานีขนส่งกรุงเทพ (เอกมัย) จำนวน 8 เส้นทาง ได้แก่ 2, 23, 25, 71, 72, 501, 508 และ 511 สถานีขนส่งกรุงเทพ (สายใต้ใหม่) จำนวน 6 เส้นทาง ได้แก่ 66, 79, 511, 515, 516 และ 556 สถานีรถไฟหัวลำโพง จำนวน 10 เส้นทาง ได้แก่ 4, 7, 21, 25, 29, 34, 73, 73ก, 75 และ 501

ส่วนเส้นทางเดินรถต่างจังหวัด ขสมก. ได้จัดเดินรถปรับอากาศร่วมกับบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จำนวน 1 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ–สระบุรี ให้บริการวันละ 12 คัน ระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. 59–3 ม.ค. 60 โดยจัดเก็บค่าโดยสารในอัตราเดียวกับ บขส. นอกจากนั้น ได้จัดเดินรถไหว้พระเก้าวัดรอบเกาะรัตนโกสินทร์ โดย ขสมก.จะให้บริการฟรีจำนวน 12 คัน ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.59-2 ม.ค.60 เส้นทางอู่หมอชิต 2-วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ซึ่งผ่านวัดต่างๆ จำนวน 9 วัด ได้แก่ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร, วัดสามพระยาวรวิหาร, วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร, วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร, วัดมหาธาตุ-ยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร, วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์), วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว), วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เริ่มให้บริการคันแรก ตั้งแต่เวลา 08.00 น. คันสุดท้ายออกจากท่า เวลา 17.00 น.

ส่วนมาตรการเพื่อความปลอดภัย ทาง ขสมก.ได้เตรียมความพร้อมของรถโดยสาร ขสมก.โดยเข้มงวดตรวจเช็กซ่อมบำรุงให้เป็นไปตามแผนและระเบียบปฏิบัติ โดยให้หัวหน้างานคอยย้ำเตือนพนักงานประจำรถให้ตรวจสอบสภาพรถ พร้อมอุปกรณ์ส่วนควบอย่างละเอียดถี่ถ้วน และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานก่อนนำรถออกวิ่งให้บริการ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบเบรก ประตูเปิด–ปิดอัตโนมัติ การติดตั้งเครื่องดับเพลิง เป็นต้น

นอกจากนั้น ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของพนักงานประจำรถนั้น ทาง ขสมก.ได้จัดหัวหน้างาน ตรวจความพร้อมร่างกายของพนักงานประจำรถ ตรวจวัดแอลกอฮอล์ ตรวจใบอนุญาตขับขี่ก่อนขึ้นปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง ตักเตือนพนักงานขับรถให้เปิดประตูอัตโนมัติเมื่อรถจอดสนิท และปิดประตูก่อนนำรถออกจากป้าย ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด ไม่ขับปาดซ้ายปาดขวา หรือขับแข่งแซงกัน ไม่จอดแช่ป้าย เพื่อป้องกันการจราจรติดขัด และให้ระวังผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน รวมถึงให้พนักงานเก็บค่าโดยสารช่วยดูแลอำนวยความสะดวกในการขึ้น-ลงรถเมล์ แก่ผู้ใช้บริการเป็นกรณีพิเศษ จัดพนักงานสายตรวจพิเศษ นายตรวจ ช่วยอำนวยความสะดวกการจราจรบริเวณวัดที่รถวิ่งผ่าน และตามป้ายหยุดรถที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น

นอกจากนี้ ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเดินรถในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2560 ได้แก่ ศูนย์วิทยุรัชดา ศูนย์วิทยุเขตการเดินรถที่ 1-8 เพื่อเป็นหน่วยประสานงานหน่วยงานภายใน-ภายนอก พร้อมทั้งรับแจ้งปัญหากรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือเรื่องร้องเรียน รวมทั้งได้จัดเจ้าหน้าที่ Call Center 1348 เพื่ออำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารในการเดินรถตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.59-4 ม.ค.60

 

กพร.ปช. วางแผนพัฒนากำลังคน 5 ปี ต้องการแรงงาน 5 ล้านราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818071


กพร.ปช. วางแผนพัฒนากำลังคน 5 ปี ทั้ง 76 จังหวัด ใน 19 อุตสาหกรรมหลัก มีความต้องการแรงงาน 5,021,040 คน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน แรงงานสามารถเทียบโอนประสบการณ์เพื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ด้วย …วันที่ 21 ธ.ค. 59 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน แถลงหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพแห่งชาติ (กพร.ปช.) ครั้งที่ 2/2559 โดยมี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ปลัดกระทรวงแรงงาน และทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมประชุม ว่า มีการพิจารณาแผนพัฒนากำลังคนระดับจังหวัด 76 จังหวัด พ.ศ. 2560-2564 และแผนแม่บทระบบสมรรถนะด้านแรงงานตามความต้องการของประเทศ ทั้งสองแผนจะเป็นแบบแผนในการพัฒนากำลังคนในด้านเชิงปริมาณและคุณภาพให้ได้มาตรฐานสากล แผนพัฒนากำลังคน 5 ปี (2560-2564) ทั้ง 76 จังหวัด ใน 19 อุตสาหกรรมหลัก มีความต้องการแรงงาน 5,021,040 คน แยกเป็นภาคการศึกษา ดำเนินการ 1,017,656 และหน่วยงานด้านการพัฒนากำลังคนดำเนินการอีก 4,003,384 คน ซึ่งในปี 2560 วางแผนพัฒนา 969,741 คน โดยประเภทอุตสาหกรรมและบริการ ที่ต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับที่ 1 เกษตรกรรม ประมงและปศุสัตว์ อันดับที่ 2 อุตสาหกรรมการผลิต อันดับที่ 3 อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร อันดับที่ 4 ท่องเที่ยวและบริการ และอันดับที่ 5 ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้ร่วมกันพิจารณาแผนแม่บทระบบสมรรถนะแรงงาน ตามความต้องการของประเทศ พ.ศ. 2560-2564 เพื่อให้ระบบสมรรถะของประเทศมีประสิทธิภาพ ตามความต้องการที่แท้จริงของตลาดแรงงาน ผ่านกระบวนการทำงานแบบบูรณาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน สามารถเชื่อมโยงมาตรฐานฝืมือแรงงาน มาตรฐานอาชีพ และกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน รวมถึงแรงงานสามารถเทียบโอนประสบการณ์เพื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ด้วย

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ในการพัฒนาทักษะแรงงาน ก.แรงงาน ได้จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีชั้นสูง 12 แห่งนำร่อง เพื่อแสดงให้เห็นจุดเน้นของการพัฒนาทักษะในแต่ละพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เน้นการพัฒนาทักษะด้านการท่องเที่ยวและบริการ ส่วนจังหวัดสมุทรปราการและระยอง มีจุดเน้นในเรื่องยานยนต์และสิ้นส่วน ซึ่งจะมีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (MARA: Manufacturing Automation and Robotic Academy) โดยมีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน ทั้งที่อยู่ในสถานประกอบกิจการหรือแรงงานทั่วไป ให้สามารถพัฒนาแรงงานทันต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ในปี 2560 กพร.ตั้งเป้าหมายดำเนินการด้านเทคโนโลยีชั้นสูง จำนวน 19,864 คน และตั้งแต่ 1 ตุลาคม–7 ธันวาคม 2559 ดำเนินการแล้วกว่า 4,000 คน ทั้งการฝึกยกระดับฝืมือแรงงานและฝึกเตรียมเข้าทำงาน ผลสำรวจการมีรายได้เพิ่มขึ้นหลังจากเข้าฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน จากผู้ตอบแบบสำรวจ 486 คน พบว่า มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนเพิ่มขึ้น 228 บาท รวมรายได้เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นต่อปี 1,332,564 บาท นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ กพร. ดำเนินการพัฒนาทักษะด้านภาษาให้กับแรงงาน ซึ่งได้ตั้งเป้าที่จะดำเนินการในปี 2560 นี้ ไม่น้อยกว่า 20,000 คน

 

ข่าวดี! กกพ. มีมติปรับลดค่าเอฟที งวด ม.ค.-เม.ย.60 ลง 4 สตางค์/หน่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 16:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818059


ที่ประชุม กกพ. มีมติปรับค่าเอฟที งวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 60 ลง 4 สตางค์/หน่วย มาอยู่ที่ -37.29 สตางค์/หน่วย เพื่อลดภาระผู้บริโภคช่วงปีใหม่ …เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ที่ประชุม กกพ. มีมติให้ปรับค่าเอฟที งวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 60 ลง 4 สตางค์/หน่วย ทำให้ค่าเอฟที มาอยู่ที่ -37.29 สตางค์/หน่วย มีผลทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.3827 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แม้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น เพื่อลดภาระแก่ผู้บริโภคในช่วงปีใหม่ ขณะเดียวกัน เป็นการสะสมเงินไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อรองรับความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงที่จะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีหน้า

ทั้งนี้ ผลการคำนวณค่าเอฟที สำหรับการเรียกเก็บในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 60 อยู่ที่ -41.09 สตางค์ต่อหน่วย ลดลงจากที่เรียกเก็บในงวดที่แล้ว 7.80 สตางค์ต่อหน่วย สวนทางกับที่คาดการณ์ในการพิจารณาค่าเอฟทีครั้งก่อน ที่คาดว่าจะปรับขึ้นมาอย่างมาก เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าหลายแห่ง จากทั้งเอกชนและต่างประเทศ หยุดซ่อมบำรุงนอกแผน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าลดลง แต่เมื่อพิจารณาแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าและราคาก๊าซธรรมชาติในปีหน้าที่ปรับตัวสูงขึ้น จากการปรับขึ้นราคาน้ำมัน รวมกับการหยุดซ่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติยาดานาในประเทศพม่า ที่ต้องหาเชื้อเพลิงอื่นมาทดแทน จึงคาดว่าค่าเอฟทีในงวด พ.ค.-ส.ค. 60 จะปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับสถานการณ์ค่าเอฟที ในส่วนของเชื้อเพลิงในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 60 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากงวดก่อน จากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ามีการปรับราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 6 บาทต่อล้านบีทียู รวมทั้งราคาน้ำมันเตาปรับเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder และ FiT มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมของ SPP ที่จะเข้ามาเลื่อนจ่ายไฟฟ้ามาจากงวดก่อน รวมถึงปัจจัยอื่น ทั้งอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอ่อนค่า ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.46% สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้า ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก และแนวโน้มราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของภาครัฐ ในส่วน Adder และ FiT ในเดือน ม.ค.-เม.ย. 60 ได้ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนทั้ง SPP และ VSPP ได้ทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ จึงส่งผลต่อค่าเอฟที ในอัตรา 22.49 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดือน ก.ย.–ธ.ค. 59 ซึ่งเท่ากับ 21.60 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 0.89 สตางค์ต่อหน่วย.

 

มติ กนง. คงอัตราดอกเบี้ย 1.50% มอง ศก.ไทย ยังมีทิศทางฟื้นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 16:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818086


ที่ประชุม กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% พร้อมคงคาดการณ์การขยายตัวทาง ศก.ไทย ปี 59-60 ในระดับใกล้เคียงกันที่ 3.2% หลังเงินเฟ้อ มีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้นอย่างช้าๆ ภาวะการเงินโดยรวมเอื้อต่อการฟื้นตัวทาง ศก. …เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่า ที่ประชุม กนง. นัดสุดท้ายของปีนี้ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี โดยคงคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 59 และ 60 ในระดับใกล้เคียงกันที่ 3.2% และมองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อโน้มไปด้านต่ำและมีความไม่แน่นอนมากขึ้น

ทั้งนี้ กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ในอัตราใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อ ยังคงมีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้นอย่างช้าๆ สำหรับภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ภาคการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบมากกว่า คาดจากการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย และการลงทุนภาคเอกชนโดยรวมยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ แต่ถูกชดเชยโดยการส่งออกสินค้าที่มีสัญญาณดีขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตสินค้าบางรายการมาที่ประเทศไทย รวมทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้นตามรายได้เกษตรกรและมาตรการกระตุ้นระยะสั้นของภาครัฐ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอย่างต่อเนื่อง

“กนง. เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัว โดยความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโน้มไปด้านต่ำมากขึ้นจากเศรษฐกิจคู่ค้าที่อาจชะลอลงมากกว่าคาด รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ที่จะมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นและการค้าระหว่างประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจน้อยกว่าประมาณการ และความเสี่ยงจากพัฒนาการทางการเมืองในยุโรป และปัญหาภาคการเงินในยุโรปและจีน ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด”

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้น และคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในไตรมาสแรกของปี 2560 แต่ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันและราคาอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังทรงตัวในระดับต่ำใกล้เคียงกับที่ได้ประเมินไว้ สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางของสาธารณชน ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่ากลางของกรอบเป้าหมาย ส่วนภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยสภาพคล่องในระบบการเงินยังอยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับสูงขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของปีก่อน ในช่วงที่ผ่านมา เงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โน้มอ่อนค่า แต่ในอัตราที่น้อยกว่าคู่ค้าคู่แข่งสำคัญโดยรวม ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเท่าที่ควร

นอกจากนี้ กนง. เห็นว่า ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ สามารถรับมือกับความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจการเงินทั้งในและต่างประเทศได้ค่อนข้างดี แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในบางจุด อาทิ คุณภาพสินเชื่อของธุรกิจบางกลุ่มที่ด้อยลง และพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน จึงเห็นว่า ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น จึงเห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อเนื่อง และพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาวะการเงินโดยรวมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ

 

‘กอบกาญจน์’ ตั้งเป้าปี 60 ไทยเป็น 5 ศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 16:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818044


รมว.ท่องเที่ยว ตั้งเป้าปี 60 ประเทศไทยเป็น 5 ศูนย์กลางการเดินทางท่องเที่ยวในอาเซียน ด้วย 5 กิจกรรมหลัก เน้นสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น-เพิ่มวันพัก สร้างรายได้ 2.5 ล้านล้านบาท …เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 59 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในปี 2560 กระทรวงฯ ตั้งเป้าสร้างรายได้ 2.5 ล้านล้านบาท โดยมุ่งให้ประเทศไทยเป็น 5 ศูนย์กลางการเดินทางท่องเที่ยวในอาเซียน คือ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การจัดงานแต่งงาน การท่องเที่ยวทางน้ำ และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงอาเซียน โดยจะเน้นให้นักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์ในท้องถิ่น และเพิ่มวันเข้าพัก

ทั้งนี้ จะใช้กลยุทธ์ Local Experience ที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีถิ่นแบบไทย โดยมุ่งเน้นใน 5 กิจกรรมการท่องเที่ยวหลัก คือ 1. 70 เส้นทางตามรอยพระบาท 2. การท่องเที่ยวทางรถไฟ 3. การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล 4. การท่องเที่ยวภาคค่ำ และ 5. การจัดประชุมสัมมนา

ทั้งนี้ นับตังแต่วันที่ 1 ม.ค. จนถึงปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวสะสม จำนวน 31.18 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.26% และก่อให้เกิดรายได้ 1.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.98%

ส่วนมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปนั้น จะมีการพัฒนามาตรฐานการให้บริการ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยว โดยเน้นผู้ประกอบการที่มี 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ถูกกฎหมาย สะอาด ปลอดภัย และราคาที่เป็นธรรม คุ้มค่าของเงิน