ช็อปกระจายสไตล์ “ช็อปช่วยชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/810506

 

ลดภาษี 1.5 หมื่นคาด 18 วันเงินสะพัด 2 หมื่นล้าน

ไม่พลิกโผ! ครม.คลอดมาตรการช็อปช่วยชาติ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีให้คึกคัก ซื้อสินค้าบริการช่วง 14–31 ธ.ค.นี้นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท ได้ลดภาษีตามฐานรายได้ คาดคนแห่ใช้สิทธิ์ 2 ล้านคน เม็ดเงินสะพัด 20,000 ล้านบาทเพิ่มสองเท่าจากปีที่ผ่านมา รัฐยอมเสียรายได้ 3,200 ล้านบาท

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมช่วงปลายปี 2559 หรือที่เรียกว่า “มาตรการช็อปช่วยชาติ” ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับผู้มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ซึ่งจะต้องมีใบกำกับภาษีแบบเต็ม ระบุชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่ออกให้จากผู้ประกอบการมาแสดงในการหักภาษีด้วย ระบุวงเงินเว้นภาษีตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยมาตรการดังกล่าวมีระยะเวลา 18 วัน ตั้งแต่วันที่ 14-31 ธ.ค.2559

ทั้งนี้ มาตรการช็อปช่วยชาติในครั้งนี้เป็นมาตรการเดียวกับที่เคยดำเนินการปีที่ผ่านมาแต่ระยะเวลาต่างกัน โดยปีที่ผ่านมากำหนดเวลาไว้ 7 วัน มีผู้ใช้สิทธิ์จากมาตรการนี้จำนวน 1 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินที่ลดภาษีได้ 1,200 ล้านบาท และคิดเป็นมูลค่าการซื้อสินค้า 10,000 ล้านบาท ส่วนมาตรการในปีนี้นั้นคาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านคน โดยมูลค่าการซื้อขายสินค้าอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท และมีเม็ดเงินที่ลดภาษี 3,200 ล้านบาท

“ครม.ได้มีการกำหนดสินค้าและบริการที่ประชาชนสามารถซื้อแล้วนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ (ตามตาราง) โดยมาตรการนี้จะไม่รวมไปถึงสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ น้ำมันหรือก๊าซที่เติมเป็นเชื้อเพลิงยานพาหนะ และไม่รวมไปถึงค่าบริการที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการที่เป็นธุรกิจนำเที่ยว ซื้อทัวร์ ค่าใช้จ่ายมัคคุเทศก์ ที่พักโรงแรม เนื่องจากได้ยกเว้นภาษีเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไปให้แล้วก่อนหน้านี้ ในวงเงินไม่เกิน 15,000 บาท”

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เสนอความเห็นว่า ช่วงปลายปีจะเป็นช่วงระยะเวลาสำหรับการใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและรับบริการ โดยอาจซื้อสินค้าหรือสิ่งของเพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญให้แก่ผู้ที่เคารพนับถือ รวมถึงมีการใช้บริการต่างๆ เนื่องในโอกาสเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีนี้จะเป็นปัจจัยหนึ่งในการช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคเพิ่มมากขึ้น สำหรับการยกเว้นภาษีเงินได้ครั้งนี้จะทำให้เกิดการหมุนเวียน

ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น บรรเทาภาระภาษีของประชาชน และยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจะช่วยขยายฐานภาษีและส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐในระยะยาวอีกด้วย อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่า รัฐจะสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณ 3,200 ล้านบาท แต่จะเพิ่มยอดขายสินค้าและการให้บริการแก่ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลดีต่อการขยายตัวในระบบเศรษฐกิจโดยรวม คิดเป็นเงินที่จะหมุนเวียนในระบบประมาณ 20,000 ล้านบาท หรือช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้เพิ่มขึ้นประมาณ 0.2%

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อสงสัยว่ารายการใดนำมาหักภาษีได้หรือไม่นั้น ค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศัลยกรรม ค่าซื้อทองคำแท่งนั้น นำมาหักภาษีตามมาตรการช็อปช่วยชาติไม่ได้ เพราะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) อยู่แล้ว ขณะที่ทองคำหักได้เฉพาะค่ากำเหน็จ ขณะที่ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ นำมาหักไม่ได้เช่นกัน เพราะเป็นการชำระของเดือนก่อนหน้ามาตรการ, ค่าตั๋วเครื่องบินในประเทศ ใช้หักภาษีไม่ได้ เพราะค่าขนส่งในประเทศได้รับการยกเว้นแวต ส่วนซื้อบัตรของขวัญของห้างสรรพสินค้า นำมาหักภาษีไม่ได้ เพราะบัตรของขวัญไม่เสียแวต เช่นเดียวกับซื้อประกันชีวิต ประกันรถยนต์ หักภาษีไม่ได้ เนื่องจากวันคุ้มครองอยู่นอกเหนือจากวันที่ 14-31 ธ.ค.2559 ส่วนค่าซ่อมรถยนต์นำมาหักภาษีได้หากเป็นการซ่อมและชำระค่าบริการแล้วเสร็จในช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค.2559

ขณะที่ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกต้องนั้น อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้คือ มีคำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด, มีชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการ, มีชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ, มีหมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลขลำดับของเล่ม, มีชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ, มีตัวเลขแสดงจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ, มีวันเดือนปีที่ออกใบกำกับภาษี และมีข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในการนำค่าใช้จ่ายช็อปช่วยชาติจำนวน 15,000 บาท มาหักภาษีนั้น ไม่ใช่ว่าเมื่อมีการซื้อสินค้าครบ 15,000 บาทจะได้คืนทั้งจำนวน แต่จะนำยอดการซื้อสินค้าไปหักลบรายได้ก่อนที่จะนำมาคำนวณภาษี ดังนั้นเมื่อคำนวณตามฐานรายได้แล้ว การได้รับคืนภาษีจากมาตรการนี้เป็นดังนี้ คือ ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท กลุ่มนี้ได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้ว ดังนั้นมาตรการนี้จึงไม่มีประโยชน์ เพราะไม่มีภาษีที่จะได้รับคืน ขณะที่ประชาชนที่มีฐานเงินได้สุทธิอยู่ที่ 150,001-300,000 บาท ซึ่งเสียภาษีในอัตรา 5% ดังนั้น เมื่อหักวงเงิน 15,000 บาทที่ซื้อสินค้าเพื่อที่นำมาหักภาษีแล้ว จะได้รับการลดภาษีคิดเป็นเงิน 750 บาท ส่วนเงินได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท เสียภาษี 10% คิดเป็นตัวเงินภาษีที่ได้ลด 1,500 บาท, เงินได้สุทธิ 500,001-750,000 บาท เสียภาษี 15% คิดเป็นตัวเงินภาษีที่ได้ลด 2,250 บาท, เงินได้สุทธิ 750,001-1,000,000 บาท เสียภาษี 20% คิดเป็นตัวเงินภาษีที่ได้ลด 3,000 บาท, เงินได้สุทธิ 1,000,001-2,000,000 บาท เสียภาษี 25% คิดเป็นตัวเงินภาษีที่ได้ลด 3,750 บาท, เงินได้สุทธิ 2,000,001-4,000,000 บาท เสียภาษี 30% คิดเป็นตัวเงินภาษีที่ได้ลด 4,500 บาท และรายได้มากกว่า 4 ล้านบาทขึ้นไปเสียภาษี 35% คิดเป็นตัวเงินภาษีที่จะได้ลด 5,250 บาท (ดูตารางประกอบ)

ทั้งนี้ การหักค่าลดหย่อนจากโครงการช็อปช่วยชาติ จะใช้ในการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2559 ที่ย่ืนภาษีตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.จนถึงวันที่ 31 พ.ย.2560 โดยในรอบการยื่นภาษีปี2559 นี้ ผู้มีเงินได้สามารถหักค่าลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นจากมาตรการช็อปช่วยชาติ และมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว.

 

ครม.รับทราบอัตราค่าจ้างช่างฝีมือใหม่แล้ว เพิ่มสูงสุดถึงวันละ 600 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2559 20:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/810282

 

ที่ประชุม ครม.รับทราบ เรื่อง อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับต่อไป พบช่างอุตสาหกรรมจักรกลโลหะ จะได้ค่าจ้างเกือบ 600 บาทต่อวัน

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 59 นายกอบศักดิ์ ภู่ตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.รับทราบประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (ฉบับที่ 6) ลงวันที่ 17 พ.ย. 2559 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับต่อไป

ทั้งนี้ กำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือของคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งเป็นไตรภาคีใน 3 อุตสาหกรรม 12 สาขาอาชีพ คือ จักรกลและโลหะการ, เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น และสาขาแม่พิมพ์ โดยแบ่งเป็นระดับต่างๆ ดังนี้ ระดับที่ 1 ผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี สมัครเข้ารับการทดสอบ มีประสบการณ์การทำงานตามกำหนด จะได้รับค่าจ้าง 380-460 บาท ในสาขาเขียนแบบเครื่องกล สาขาช่างเชื่อมในอุตสาหกรรมจักรกลโลหะการ

ระดับที่ 2 ผู้เข้ารับการทดสอบต้องมีประสบการณ์การทำงานหรือประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือ 2 ปีในบางสาขาอาชีพ เช่น ช่างอุตสาหกรรมจักรกลโลหะการจะได้ค่าจ้างเกือบ 600 บาทต่อวัน 2 เท่าตัวของค่าจ้างขั้นต่ำ เช่น ช่างเชื่อมระบบท่ออุตสาหกรรมปรับอากาศ อุตสาหกรรมความเย็น ช่างเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ช่างห้องเย็นขนาดเล็ก พนักงานประกอบเครื่องปรับอากาศ ช่างเทคนิคระบบไฮดรอลิก ช่างขัดเงาแม่พิมพ์ เป็นต้น

 

ชงก.ม.จัดตั้งนิติบุคคลคนเดียว เข้าครม.หวังดึงSME 2.74 ล้านเข้าสู่ระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2559 18:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/810151

 

“พาณิชย์” ชงกฎหมายการจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียวเข้าครม. อีกรอบ หวังดึง SMEs 2.74 ล้านรายเข้าสู่ระบบ ยันไม่ได้ปิดกั้นคนต่างชาติ เหตุทำธุรกิจในไทยภายใต้ก.ม.ต่างด้าว และบีโอไอได้อยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.59 น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงความคืบหน้าการผลักดันร่างพ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว พ.ศ. … ว่า กรมฯ ได้ส่งร่างกฎหมายเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว หลังจากที่ได้ถอนกลับมาปรับปรุงใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อการประชุม ครม.วันที่ 17 ส.ค.59 โดยยืนยันที่จะให้มีกฎหมายฉบับนี้ เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ในระบบ 2.74 ล้านรายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น

“ได้เสนอร่างกฎหมายให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาก่อนเสนอเข้า ครม. แล้ว โดยสาระสำคัญของกฎหมายนี้ คือ บุคคลเพียงคนเดียวสามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ ซึ่งจะทำให้เอสเอ็มอี จัดตั้งบริษัทได้ง่ายขึ้น และมีตัวตน ทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความช่วยเหลือจากภาครัฐง่ายขึ้น”

สำหรับข้อกังวลว่ากฎหมายฉบับนี้จะกีดกันคนต่างชาติไม่ให้เข้ามาจดทะเบียนตั้งธุรกิจในไทยนั้น ยืนยันว่า ไทยไม่ได้กีดกันการทำธุรกิจของคนต่างชาติในไทย เพราะแม้กฎหมายฉบับนี้จะให้สิทธิ์คนไทย สามารถจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลคนเดียว แต่คนต่างชาติ หากต้องการเข้ามาทำธุรกิจในไทย สามารถขออนุญาตผ่านพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือใช้ช่องทางการเข้ามาลงทุนผ่านการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 3.89 จุด ดัชนียืน 1,530 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2559 17:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/810187

 

หุ้นไทยปิดตลาดวันที่ 13 ธ.ค.เพิ่มขึ้น 3.89 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,530.21 จุด มูลค่าการซื้อขาย 49,796.09 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 13 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดบวก 3.89 จุด เปลี่ยนแปลง 0.25% ดัชนีอยู่ที่ 1,530.21 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 49,796.09 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

 

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 60 สต. เว้น อี 85 ขยับ 40 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2559 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/810141

 

รีบเติมกันซะ!! ตี 5 พรุ่งนี้ ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 60 สต. เว้น อี 85 ขยับ 40 สต.ต่อลิตร ส่งผลให้ดีเซล แตะลิตรละ 26.09 บาท…

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. บมจ.ปตท.-บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 60 สตางค์/ลิตร เว้น E85 ปรับขึ้น 40 สตางค์/ลิตร มีผลวันที่ 14 ธ.ค. 2559 เวลา 05.00 น.

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ลิตรละ 34.46 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 27.35 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 27.08 บาท E20 ลิตรละ 24.84 บาท E85 ลิตรละ 19.89 บาท ดีเซล ลิตรละ 26.09 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

พาณิชย์ เร่งหาทางแก้ไข หลังไต้หวัน พบสารตกค้างในหน่อไม้ฝรั่งของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2559 17:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/810091

 

กรมการค้าต่างประเทศ เผยไต้หวัน ตรวจพบสารตกค้างในหน่อไม้ฝรั่งสดจากไทย 7 ลอต เร่งให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไข

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย.59 ที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) ได้รายงานว่า กรมการอาหารและยาไต้หวัน แจ้งว่า ในช่วงเดือน มี.ค.-ก.ย.59 ได้ตรวจพบสารตกค้าง ได้แก่ Diuron, Chlorfenapyr, Fipronil, Lufenuron, Omethoate, Buprofezin และ Fipronil ในหน่อไม้ฝรั่งสดนำเข้าจากไทย 7 ลอต ซึ่งมีปริมาณสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานกำหนดไว้ จึงเรียกร้องให้ผู้ส่งออกและหน่วยงานราชการของไทยชี้แจงสาเหตุและเสนอแผนแก้ไขต่อไต้หวัน ภายในวันที่ 9 ม.ค.60

“กรมฯ ได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้าส่งออก ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสารตกค้างให้มากขึ้นแล้ว พร้อมกันนี้ ได้มีคำแนะนำไปยังเกษตรกร ควรใส่ใจต่อการใช้สารเหล่านี้ในผลิตผลทางการเกษตรให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สินค้าไทยผลิตได้มาตรฐานตามที่กฎหมายของประเทศคู่ค้ากำหนด ซึ่งจะเป็นการป้องกันการถูกเพิ่มระดับการตรวจสอบที่มีความเข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งการถูกปฏิเสธการนำเข้า ซึ่งล้วนเป็นมาตรการที่สามารถทำลายภาพลักษณ์ของสินค้าส่งออกของไทยโดยรวม”

 

ครม.ไฟเขียว ยกเว้นค่าธรรมเนียมมอเตอร์เวย์ 29 ธ.ค.-4 ม.ค. 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2559 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/810111

 

ครม. เห็นชอบยกเว้นค่าธรรมเนียมมอเตอร์เวย์ สาย 7 และ 9 ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 59-4 ม.ค. 60 เพื่ออำนวยสะดวกคนออก ตจว.ช่วงปีใหม่ ลดปัญหาจราจรติดขัดหน้าด่าน ส่วนทางพิเศษบูรพาวิถี จะมีการพิจารณาเช่นกัน…

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี และหมายเลข 9 วงแหวนรอบนอกกาญจนาภิเษก บางปะอิน-บางพลี ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 29 ธ.ค. 59 ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 4 ม.ค. 60 รวมเป็นเวลา 7 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางออกต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลปีใหม่ และลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่าน ซึ่งดำเนินการมาเป็นประจำทุกปีในการยกเว้นค่าผ่านทางให้ประชาชน

สำหรับ ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางพิเศษสายบางนา-ชลบุรี) ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จะมีการพิจารณาเรื่องยกเว้นเก็บค่าผ่านทางเช่นกัน.

 

ไฟเขียวช็อปช่วยชาติ ลดหย่อนภาษีไม่เกิน 1.5 หมื่น เริ่ม 14-31 ธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2559 14:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809961

 

คนเสียภาษีเตรียมเฮ! ครม.ฉลุยช็อปช่วยชาติ ตั้งแต่ 14-31 ธ.ค.นี้ ยกเว้นภาษีให้ผู้ซื้อสินค้าและค่าบริการ ตามจำนวนจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท คาดจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อช่วงปลายปี และช่วยบรรเทาภาระภาษีให้กับประชาชนได้ ขณะที่ “กอบกาญจน์” ปลื้ม หวังกระตุ้นท่องเที่ยวไทย-การใช้จ่ายให้สูงขึ้น ช่วงคริสต์มาส-ปีใหม่

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 59 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติมาตรการช็อปช่วยชาติ ตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอให้มาตรการยกเว้นภาษีให้สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าและค่าบริการ ในช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค. 59 ตามจำนวนจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยสามารถนำใบกำกับภาษีจากผู้ประกอบการมาหักภาษีเงินได้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อปลายปี ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ และช่วยบรรเทาภาระภาษีให้กับประชาชน อีกทั้งเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อ

สำหรับในปีนี้ได้เพิ่มจำนวนวันภายใต้มาตรการดังกล่าวเป็น 18 วันจากปีที่แล้ว 7 วัน สิ่งที่ซื้อและสามารถได้รับสิทธิ จะไม่รวมค่า สุรา เบียร์ ไวน์ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ น้ำมัน ก๊าซ และไม่รวมค่าบริการที่จ่ายให้ผู้ประกอบการเป็นค่านำเที่ยว มัคคุเทศก์ ค่าที่พัก โรงแรม เนื่องจากได้มีการยกเว้นไปแล้ว สำหรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ขณะที่ในระยะยาว เป็นการจูงใจผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี ซึ่งเป็นการขยายฐานภาษีที่จะช่วยเพิ่มการจัดเก็บภาษีให้กับรัฐบาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้ว มีคนใช้ประมาณ 1 ล้านคน เม็ดเงินลดภาษีประมาณ 1,200 ล้านบาท มียอดขายเกือบหมื่นล้านบาท เนื่องจากปีที่แล้วมีเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนปีนี้คาดว่าจะมีคนใช้ 2 ล้านคน เม็ดเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ช่วยประชาชนในช่วงปลายปีให้เกิดความคึกคัก ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้านหนึ่ง

ด้าน นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ครม.ได้ผ่านความเห็นชอบมาตรการช็อปช่วยชาติเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมาตรการนี้จะส่งเสริมให้บรรยากาศในการจับจ่ายซื้อของสินค้าต่างๆมากขึ้น และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการซื้อของขวัญ ที่พบว่านักท่องเที่ยวมีสัดส่วนการซื้อของขวัญมากถึงร้อยละ 25-30 ซึ่งถือเป็นการทำให้เกิดบรรยากาศในกระตุ้นการซื้อมากขึ้น สำหรับการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลคริสมาสต์และเทศกาลปีใหม่นี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯยังคงจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพราะยังถือเป็นมาตรการที่ดีควรยังคงมีเหมือนเดิม ขณะเดียวกันพบว่า การท่องเที่ยวโครงการตามรอยพระบาท เช่น ดอยอ่างขาง ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก มีความครึกครื้น ด้วยสภาพอากาศภาคเหนือหนาวเย็น ส่งเสริมให้ประชาชนท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกันมีนักท่องเที่ยวข้ามภาค เช่น ภาคใต้เดินทางมาท่องเที่ยวภาคเหนือ นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งเตรียมส่งร่างไปยังสำนักงานกฤษฎีกาดำเนินการ ก่อนส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ต่อไป

 

สมาคมธนาคารไทย เห็นชอบช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวขาดสภาพคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2559 12:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809776

 

สมาคมธนาคารไทย เห็นชอบให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ขาดสภาพคล่อง จากผลกระทบปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ…

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมสมาคมธนาคารไทยเห็นชอบร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ขาดสภาพคล่องอันเป็นผลกระทบจากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของรัฐบาล โดยสมาคมฯ มีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้สามารถขับเคลื่อนได้ภายใต้ผลกระทบดังกล่าว

สำหรับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสูงในการแข่งขันในตลาดโลกและภูมิภาค โดยเฉพาะในตลาดอาเซียน ซึ่งกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวไทยมีศักยภาพในการแข่งขันมากเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศอื่น ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจกลุ่มนี้ โดยมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินที่ยืดหยุ่นและเหมาะกับรูปแบบการทำธุรกิจที่มีข้อจำกัดหลากหลายและมีรายได้แปรผันตามฤดูกาลท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจที่ไม่มีหลักประกันเนื่องจากสถานประกอบการเป็นที่เช่า หรือธุรกิจที่มีการเดินบัญชีน้อยเนื่องจากเป็นธุรกรรมเงินสด หรือเลือกผ่อนชำระน้อยช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว

ทั้งนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง  สามารถติดต่อเพื่อขอรับการสนับสนุนดังกล่าวได้จากธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกสมาคมธนาคารไทย.

 

ก.แรงงาน กำหนดโทษนายจ้างใช้แรงงานต่ำกว่า 18 ปี โทษหนักปรับ 4 แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2559 11:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809701

 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เตือนนายจ้างอย่าใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานอันตราย ฝ่าฝืนมีโทษหนักปรับขั้นต่ำ 4 แสนบาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หากได้รับอันตราย โทษหนักปรับขั้นต่ำ 8 แสนบาท หรือจำคุกไม่เกิน 4 ปี…

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 59 นายอภิญญา สุจริตตานันท์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของลูกจ้างเด็ก เช่น งานหลอม เป่า หล่อ หรือรีดโลหะ งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่งานในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น จึงขอให้นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการที่มีการจ้างแรงงานเด็กเข้าทำงานให้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เพราะหากฝ่าฝืนจะได้รับโทษหนัก ทั้งนี้ กสร.ได้ปรับปรุงแก้ไขโทษสำหรับความผิดดังกล่าว โดยอัตราโทษปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 800,000 บาท ต่อลูกจ้างหนึ่งคน หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ และหากการฝ่าฝืนของนายจ้างเป็นเหตุให้ลูกจ้างเด็กได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือถึงแก่ความตาย นายจ้างจะได้รับโทษสูงขึ้นเป็นปรับตั้งแต่ 800,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท ต่อลูกจ้าง 1 คน หรือจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

สำหรับอัตราโทษเกี่ยวกับการจ้างลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานอันตรายสูงนั้น ก็เพื่อคุ้มครองเยาวชนให้มีสภาพการจ้างงานที่เหมาะสม ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและอนามัยในอนาคต.