ดันค้าไทย-จีนทะลุ 4.2 ล้านล้าน! “สมคิด” ปลื้มยุทธศาสตร์ร่วมไทย-จีน ตอกหมุดไฮสปีดเทรนแน่ต้นปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807007

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐ ประชาชนจีนว่า เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานร่วมกับนายหวัง หย่ง มนตรีแห่งรัฐจีนในการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ (เจซี) ไทย-จีน ครั้งที่ 5 และภายหลังการประชุม นายสมคิดและนายหวัง หย่ง ได้ลงนามในเอกสารผลลัพธ์การประชุมร่วมกับรัฐบาลจีน พร้อมเป็นสักขีพยานในการลงนามของ 3 หน่วยงาน โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมเจซี ไทย-จีนครั้งที่ 5 เป็นการเปลี่ยนแปลงจากการเจรจาการค้าในอดีตมาสู่การประชุมเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกันมองไปข้างหน้าว่าจะไปในทิศทางใดและมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนประกอบด้วยโครงการ One Belt One Road ซึ่งเป็นนโยบายที่มีความสำคัญที่จะเชื่อมโยงหลายประเทศในเอเชียและไปสู่ยุโรปในอนาคตสอดรับกับประเทศไทยที่จะเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานเส้นทางรถไฟความเร็วสูง โดยจะมีการลงทุนเริ่มก่อสร้างในพื้นที่ได้ตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม เส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่จะสร้างนั้น เจตนาของไทยไม่ใช่แค่เส้นทางกรุงเทพ-นครราชสีมา แต่จะทำทั้งเส้นคือกรุงเทพ-หนองคายและในอนาคตจะเชื่อมโยงลงไปทางใต้ไปสู่ประเทศมาเลเซีย “การเจรจาการค้าไทย-จีนได้ก้าวไปสู่เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งไม่เพียงแค่ด้านความเจริญทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเท่านั้น ยังพัฒนาไปสู่เชิงพื้นที่ ทั้งระดับภูมิภาคและลงลึกไปถึงกลุ่มจังหวัด ไม่มีใครสามารถเชื่อมโยงกับจีนได้ขนาดนี้ การประชุมครั้งนี้ได้ผลดีมาก”

ทั้งนี้ บันทึกความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟนั้นมีสาระสำคัญได้แก่ความร่วมมือโครงการรถไฟขนาดทางมาตรฐานสายแรกของประเทศไทยเส้นทาง (1) หนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด และ (2) แก่งคอย-กรุงเทพฯ และจะเดินหน้าเริ่มก่อสร้างโครงการกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ในต้นปี 2560.

 

ปรับโครงสร้าง ก.ล.ต. ดีเดย์ 1 มกราหวังรองรับนวัตกรรมฟินเทค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807006

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.60 โดยระบุว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในทุกขั้นตอนของการทำงาน มีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นรวดเร็ว และเทคโนโลยีด้านการเงิน (ฟินเทค) เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นกับสังคมไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ ก.ล.ต.ให้ความสำคัญและเล็งเห็นว่า ฟินเทคจะเป็นประโยชน์กับตลาดทุนไทยในหลายด้าน ทั้งลดต้นทุน และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการกำกับดูแล ก.ล.ต.จึงต้องมีบทบาทในการส่งเสริมการนำฟินเทค เข้ามาใช้เพื่อสนับสนุนผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุนทุกด้าน ทั้งกิจการที่จะสามารถระดมทุนได้สะดวกขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถพัฒนารูปแบบการให้บริการทางการเงินใหม่ๆ และเพิ่มช่องทางให้ผู้ลงทุนเข้าถึงบริการด้านการเงินหลากหลายขึ้น

นอกจากนี้ ก.ล.ต.จะมุ่งเน้นให้ความรู้ด้านตลาดทุนกับผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ลงทุน กรรมการ และสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อเป็นรากฐานให้การพัฒนาตลาดทุนให้มีประสิทธิภาพและทันต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น คณะกรรมการ ก.ล.ต.จึงเห็นชอบปรับโครงสร้างองค์กรในระดับสายงานและเพิ่มหน่วยงานใหม่โดยแต่งตั้งและสับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่าย เพื่อสนับสนุนให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ โครงสร้างสายการบังคับบัญชาและการแต่งตั้งผู้บริหารภายใต้โครงสร้างองค์กรใหม่ มีดังนี้ 1.นายประกิต บุณยัษฐิติ เป็นรองเลขาธิการ 2.นางจารุพรรณ อินทรรุ่ง เป็นผู้ช่วยเลขาธิการ 3.นางสิริวิภา สุพรรณธเนศ เป็นผู้ช่วยเลขาธิการ 4.นางสาวอาจารีย์ ศุภพิโรจน์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน 5.นายไกรพิชิต เรืองศรีไชยะ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลตลาดทุน 6.นายอภิสิทธิ์ สุขสาคร เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น.

 

เคลียร์ปมหวั่นซ้ำซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807001

 

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ น.ส.วิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้นำทีมผู้บริหารกระทรวงดีอีเข้าพบเพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน เนื่องจากมีหลายภารกิจที่ซ้ำซ้อนกันและเข้าใจไม่ตรงกัน ซึ่งจากการหารือในเบื้องต้นสามารถตกลงกันได้ แต่ระดับปฏิบัติการจะต้องไปร่วมมือกันทำงานอย่างจริงจังเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมซึ่งจะเป็นผลดีต่อประเทศด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงดีอีก็ต้องยอมรับด้วยว่า ที่ผ่านมาแม้จะเป็นภารกิจของกระทรวงดีอีในการเป็นตัวแทนภาครัฐในการเจรจากับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) เรื่องวงโคจรดาวเทียม แต่ในความเป็นจริงของการทำงานกระทรวงดีอีเป็นเพียงหัวหน้าคณะที่เดินทางไป แต่เจ้าหน้าที่กสทช.เป็นผู้ประสานงานในรายละเอียดเกือบทั้งหมด เช่นเดียวกับการจัดงานไอทียู เทเลคอม เวิลด์ ที่ผ่านมา กสทช.ก็เป็นกลไกหลักในการทำงาน เพราะมีความคล่องตัว มีเงินงบประมาณในการดำเนินการ มีศักยภาพในการทำงาน ขณะที่กระทรวงดีอีต้องขอความเห็นชอบจากรัฐบาล และของบประมาณจาก รัฐบาลตามขั้นตอนของระเบียบราชการ ดังนั้น กสทช.จึงเป็นหลักในการจัดงานไอทียูครั้งที่ผ่านมา

พล.อ.อ.ธเรศกล่าวต่อว่า สำหรับโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน ในส่วนที่กระทรวงดีอีจะดำเนินการจำนวน 24,700 หมู่บ้านนั้น ก็จะไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการเน็ตหมู่บ้านของ กสทช.ที่จะดำเนินการในเบื้องต้น 3,920 หมู่บ้าน เนื่องจากโครงการของ กสทช.จะดำเนินการในพื้นที่ห่างไกลเป็นหลัก ส่วนที่เหลืออีก 15,000 หมู่บ้านตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ก็ต้องมาหารือในรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน.

 

ตีปี๊บไทยสอบผ่านมาตรฐานการบินยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806996

 

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ประกาศปรับปรุงบัญชีรายชื่อความปลอดภัยทางอากาศ (EU Air Safety List) ล่าสุด ซึ่งได้ประกาศผ่านเว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการยุโรป ผลปรากฏว่าไม่มีรายชื่อของสายการบินจากประเทศไทยปรากฏในบัญชีครั้งนี้ จึงแสดงให้เห็นว่าสายการบินของไทยยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ จากผลการประเมินในครั้งนี้ถือว่า การบินของไทยผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านการบินของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านการบินอย่างต่อเนื่องของไทย มีการจัดตั้งสานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ทำหน้าที่กำกับดูแลด้านการบินพลเรือนทั้งหมด และ กพท.พยายามบริหารองค์กรด้วยความเป็นอิสระทั้งการบริหารงาน การรับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนการหารายได้ด้วยตนเอง เพื่อลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ ที่สำคัญที่สุดคือการจัดทำแผนพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน นอกจากนั้นในส่วนของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการสายการบินของไทยที่ทำการบินไปยังประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปยังสามารถรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี “หากสายการบินประเทศใดมีรายชื่อปรากฏแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจในด้านความปลอดภัย หรือไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งจะมีผลทำให้สายการบินนั้นไม่สามารถให้บริการในสหภาพยุโรปได้”.

 

กรุงศรี ออโต้ ลุยยุคดิจิทัล รุกสร้างสมาร์ท SMEs ผ่านสมาร์ท ไฟแนนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 19:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806687

 

กรุงศรี ออโต้ จับเทรนด์ยุคดิจิทัล จัดสัมมนา “กรุงศรี ออโต้ สมาร์ท ไฟแนนซ์” หัวข้อใหม่ “ติดอาวุธดิจิทัล Small SMEs” เน้นเสริมแกร่งทำธุรกิจด้วยดิจิทัล เสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยสู่ “สมาร์ท เอสเอ็มอี” นำร่องที่อยุธยา …

วันที่ 9 ธ.ค. 59 นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงศรี ออโต้ ดำเนินโครงการ ‘กรุงศรี ออโต้ สมาร์ท ไฟแนนซ์’ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 โดยหัวข้อการสัมมนาแต่ละครั้ง จะออกแบบเนื้อหาให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนสอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น ซึ่งตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คน ด้วยผลการตอบรับที่ดีมาก โดยกว่าร้อยละ 85 เห็นว่าโครงการกรุงศรี ออโต้ สมาร์ท ไฟแนนซ์ ไม่เพียงให้ความรู้ที่ตรงกับความต้องการ แต่ช่วยสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการที่นำไปสู่การต่อยอดทางธุรกิจได้อีกด้วย

สำหรับหัวข้อของการสัมมนากรุงศรี ออโต้ สมาร์ท ไฟแนนซ์ ในปีนี้ คือ ‘ติดอาวุธดิจิทัล Small SMEs’ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อย หรือ Small SMEs มีความรู้ความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อต่อยอดธุรกิจของตน ก้าวสู่การเป็น ‘Smart SMEs’ เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูล ไปจนถึงการซื้อของออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน ธุรกิจไม่ว่าขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์นี้ อย่างไรก็ดี ยังมีผู้ประกอบการส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย หรือ Small SMEs ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งมีความเสี่ยงจะล้มเหลวในธุรกิจ

นายไพโรจน์ กล่าวว่า ขณะนี้ รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายประเทศไทย 4.0 ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การส่งเสริมให้ SMEs มุ่งสู่การเป็น Smart SMEs มีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้นโยบายนี้บรรลุเป้าหมายได้ เนื่องจาก SMEs เป็นหนึ่งในรากฐานและกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยจากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า มี SMEs กว่า 2.74 ล้านราย และการจ้างงานกว่า 10.5 ล้านคน มีรายได้คิดเป็นร้อยละ 42 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) และมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ โครงการสัมมนากรุงศรี ออโต้ สมาร์ท ไฟแนนซ์ ในหัวข้อ ‘ติดอาวุธดิจิทัล Small SMEs’ จัดขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อให้ข้อมูล ความรู้ และจุดประกายความคิดในการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการรายย่อย รวมไปถึงผู้ที่สนใจอยากทำธุรกิจ ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ต่อยอดทางธุรกิจ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้ประกอบการรายย่อยที่ประสบความสำเร็จจากใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มาถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์อีกด้วย.

 

พาณิชย์ ยันไม่กระทบหากมีมติ คาร์โบซัลแฟน เป็นสารอันตราย คาดราคาไม่พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 19:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806786

 

ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการเกษตรยักษ์ใหญ่มะกัน ดอดล็อบบี้ สำนักงานพาณิชย์ฯ ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี กรณีไทย และสมาชิกอนุสัญญารอตเตอร์ดัม จะลงมติให้ Carbosulfan เป็นสารอันตราย หวั่นดันราคาพุ่ง เกษตรกรไทยได้รับผลกระทบ ด้านกรมการค้าต่างประเทศ เผยไทยไม่กระทบ เพราะกรมวิชาการเกษตร มีมาตรการดูแล และต้องขอใบอนุญาตนำเข้าอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท FMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการเกษตรของสหรัฐอเมริกา มียอดจำหน่ายเป็นอันดับ 7 ของโลก ได้เข้าพบสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เพื่อสอบถามความเห็นของไทย กรณีที่สมาชิกอนุสัญญารอตเตอร์ดัม ซึ่งรวมถึงไทยด้วย จะลงมติให้สารเคมี Carbosulfan (คาร์โบซัลแฟน) บรรจุอยู่ในบัญชีเคมีภัณฑ์อันตราย ตามอนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ โดยคณะกรรมการพิจารณาทบทวนสารเคมี จะเสนอให้ประเทศสมาชิกลงมติในเดือน เม.ย.60

“บริษัท FMC เกรงว่า หากสารชนิดนี้อยู่ในบัญชีสารต้องห้ามในอนุสัญญารอตเตอร์ดัมแล้ว จะส่งผลให้เคมีภัณฑ์ชนิดนี้มีราคาสูงขึ้น และหาซื้อได้ยากขึ้น ซึ่งอาจทำให้อุตสาหกรรมผลิตยาฆ่าแมลงนำสารเคมีตัวอื่นมาใช้แทน และอาจทำให้ประสิทธิภาพของยาป้องกันศัตรูพืชลดลงได้”

นางดวงพร กล่าวว่า ปัจจุบันสารเคมี Carbosulfan จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ภายใต้การกำกับดูแลของกรมวิชาการเกษตรอยู่แล้ว ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องขอรับใบอนุญาตนำเข้าจากกรมวิชาการเกษตร และไทยได้นำสารเคมีชนิดนี้ ไปใช้ในภาคการเกษตรเพื่อกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะข้าว อ้อย และผลไม้ ดังนั้น การขึ้นบัญชีสารชนิดนี้เป็นสารเคมีอันตรายในอนุสัญญารอตเตอร์ดัม จะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเกษตรของไทยที่ใช้สารนี้แน่นอน เพราะไทยมีมาตรการกำกับดูแลอยู่แล้ว

ทั้งนี้ อนุสัญญารอตเตอร์ดัม เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศในการควบคุมการนำเข้าและส่งออกสารเคมีอันตรายต้องห้าม หรือจำกัดการใช้อย่างเข้มงวด โดยบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 47 เป็นต้นมา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและความรับผิดชอบระหว่างประเทศในเรื่องการค้าสารเคมีอันตรายบางชนิด และปกป้องสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากอันตรายของสารเคมี รวมถึงส่งเสริมการใช้สารเคมีอย่างไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

โดยภาคีสมาชิก รวมทั้งไทย ต้องแจ้งการใช้มาตรการสำหรับสารเคมีต้องห้ามหรือที่ถูกจำกัดการใช้อย่างเข้มงวดภายในประเทศ เสนอบัญชีรายชื่อสูตรผสมของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสัตว์ที่เป็นอันตรายอย่างร้ายแรง แจ้งข้อมูลการส่งออกสารเคมีต้องห้าม หรือถูกจำกัดการใช้อย่างเข้มงวดให้สมาชิกผู้นำเข้าทราบก่อนการส่งออก หากประเทศสมาชิกไม่อนุญาตให้นำเข้าจากประเทศใด ต้องปฏิเสธการนำเข้าสารเคมีชนิดนั้นจากประเทศอื่นด้วย และต้องไม่มีการผลิตสารเคมีชนิดนั้นขึ้นใช้ภายในประเทศ

 

ธ.ก.ส. พร้อมโอนเงินให้ผู้มีรายได้น้อย 3 ล้านราย ภายในวันที่ 12 ธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 18:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806782

 

ธ.ก.ส. เผยพร้อมโอนเงินให้ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนและมีบัญชีเงินฝากกว่า 3 ล้านรายได้ครบภายในวันจันทร์ที่ 12 ธันวาคมนี้ แนะส่วนที่เหลือให้รีบเปิดบัญชีเงินฝากกับสาขาที่ลงทะเบียนไว้

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.59 นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้รับข้อมูลผู้ลงทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากกระทรวงการคลังแล้วในวันนี้จำนวน 3.8 ล้านราย ซึ่งจะสามารถโอนเงินเข้าบัญชีผู้มีรายได้น้อยที่เข้าร่วมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐกับ ธ.ก.ส. ได้ทั้งสิ้น 3 ล้านราย ภายในวันจันทร์ที่ 12 ธ.ค.59

ทั้งนี้จากผู้ลงทะเบียนกลุ่มนี้คุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของรัฐบาลและมีบัญชีเงินฝากที่ ธ.ก.ส. จึงสามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้ทันที โดยระบบจะทยอยประมวลผลการโอนเงินตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของคืนนี้ (9 ธ.ค.) ผู้ที่ได้รับสิทธิ์สามารถเบิกเงินได้ในวันรุ่งขึ้น  ส่วนผู้ลงทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้วและยังไม่มีสมุดบัญชีเงินฝากอีก 8 แสนราย ขอให้มาติดต่อเปิดบัญชีได้ที่ ธ.ก.ส. สาขาที่ท่านลงทะเบียนไว้ เพื่อธนาคารจะได้โอนเงินช่วยเหลือตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลต่อไป.

 

รฟม. เปิดซองข้อเสนอราคารถไฟฟ้าสายสีส้ม คาดได้ข้อยุติ ม.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 18:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806746

 

รฟม. เปิดซองราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย–มีนบุรี CKST เสนอต่ำสุดสัญญา 1-2 ส่วน ITD สัญญา 3 ขณะที่ UNIQ สัญญา 4 และ 6 เตรียมตรวจสอบรายละเอียดข้อเสนอราคาทั้งหมด ก่อนเจรจาต่อรองราคากับผู้ที่ประเมิน คาดได้ข้อยุติ ภายในเดือน ม.ค.60 …

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.59 มีรายงานว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) การประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธา สัญญาที่ 1/ สัญญาที่ 2/ สัญญาที่ 3/ สัญญาที่ 4 และสัญญาที่ 6 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) โดยมี นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ รองผู้ว่าการ รฟม. (วิศวกรรมและก่อสร้าง) ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาข้อเสนอ การประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธาโครงการสายสีส้มฯ พร้อมด้วยผู้แทนผู้ยื่นข้อเสนอประกวดราคางานโยธา เข้าร่วมการเปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 9 อาคาร 1 รฟม.


นายภคพงศ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินข้อเสนอและเปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 (ด้านเทคนิค) เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในวันนี้ คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาข้อเสนอซองที่ 2 (ด้านเทคนิค) งานสัญญาที่ 1/ สัญญาที่ 2/ สัญญาที่ 3/ สัญญาที่ 4 และสัญญาที่ 6 ซึ่งผู้ยื่นข้อเสนอฯ ทั้งหมด ได้ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกราย และได้เปิดซองข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) โดยเชิญผู้ยื่นซองข้อเสนอประกวดราคาฯ เข้าร่วม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและร่วมเป็นพยาน โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอฯ แต่ละสัญญาดังนี้


สัญญาที่ 1 งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ – รามคำแหง 12 ราคากลาง 20,735 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 20,698,000,000 บาท
2. SY-UN JOINT เสนอราคา 20,963,800,000 บาท
3. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 20,733,049,340.88 บาท

สัญญาที่ 2 งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงรามคำแหง 12 – หัวหมาก ราคากลาง 21,604 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 21,572,000,000 บาท
2. SY-UN JOINT VENTURE เสนอราคา 21,852,400,000 บาท
3. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 21,602,568,983.82 บาท

สัญญาที่ 3 งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงหัวหมาก – คลองบ้านม้า ราคากลาง 18,655 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 18,653,000,000 บาท
2. SY-UN JOINT VENTURE เสนอราคา 18,845,000,000 บาท
3. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 18,589,664,634.83 บาท


สัญญาที่ 4 งานก่อสร้างโครงสร้างทางวิ่งและสถานียกระดับ ช่วงคลองบ้านม้า – สุวินทวงศ์ ราคากลาง 10,025 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 10,022,000,000 บาท
2. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 10,121,106,150.80 บาท
3. บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 9,999,000,000.01 บาท

สัญญาที่ 6 งานออกแบบและก่อสร้างระบบราง ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ – สุวินทวงศ์ ราคากลาง 3,790 ล้านบาท (รวม Vat และ ค่า Provisional sum)
1. CKST JOINT VENTURE เสนอราคา 3,780,077,510.87 บาท
2. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 3,785,000,000 บาท
3. บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 3,750,000,000 บาท

ทั้งนี้ ราคาที่เปิดจากซองราคาทั้งหมดข้างต้นเป็นราคาในเบื้องต้น ต้องผ่านการตรวจสอบรายการคำนวณเพื่อประเมินหาผู้เสนอราคาที่ต่ำที่สุด (Lowest Evaluated Tender)

สำหรับขั้นตอนต่อไปของ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ คณะกรรมการฯ จะตรวจสอบรายละเอียดข้อเสนอราคาทั้งหมด และหลังจากนั้น คณะกรรมการฯ จะเจรจาต่อรองราคากับผู้ที่ประเมินแล้วเสนอราคาต่ำที่สุดของแต่ละสัญญาอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าภายในเดือนมกราคม 2560 จะเจรจาได้ข้อยุติด้านราคา และจะสามารถเสนอคณะกรรมการ รฟม. เห็นชอบผลการประกวดราคาในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 และลงนามในสัญญาว่าจ้างฯ ได้ภายในเดือนมีนาคม 2560

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รฟม.เปิดซองประกวดราคารถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ–มีนบุรี

 

TDRI มองศก.ไทยปี60 โต 3.2% จากส่งออก-บริโภคภายใน ห่วงปัจจัยเสี่ยง ตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 17:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806712

 

ทีดีอาร์ไอ มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 60 ขยายตัวได้ 3.2% รับอานิสงส์จากการส่งออก-การบริโภคในประเทศมีสัญญาณฟื้นตัว ห่วงปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ เงินไหลออก-บาทอ่อน หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย …

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการด้านการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยในงานสัมมนาร่วมระหว่างธนาคารโลก และทีดีอาร์ไอถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.2% เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่จะขยายตัวได้ 3% โดยได้รับอานิสงส์จากการส่งออกในปี 2560 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 0-1% หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มมีทิศทางฟื้นตัวในทางที่ดีขึ้น จากปีนี้ที่มองว่าปีนี้การส่งออกจะติดลบเล็กน้อยหรือทรงตัวที่ 0%

ทั้งนี้ ในปี 2560 การบริโภคในประเทศเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว หลังจากที่ปีนี้ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และสถานการณ์ความโศกเศร้าจากเหตุการณ์ในประเทศ ขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐจากการเพิ่มงบประมาณกลางปี 1.9 แสนล้านบาท คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2560 ได้ ขณะที่การลงทุนของภาครัฐจะมีส่วนช่วยได้บ้าง เนื่องจากเงินลงทุนภาครัฐมีส่วนช่วยเศรษฐกิจเพียง 5-6%

ส่วนเรื่องการลงทุนภาครัฐนั้น ส่วนใหญ่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นของภาคเอกชนในการลงทุน ซึ่งสัญญาณเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างประเทศ และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าว่าจะมีความชัดเจนอย่างไร ซึ่งในขณะนี้มีเพียงสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวที่ฟื้นตัว ขณะที่ยุโรป, จีน และญี่ปุ่น ยังอยู่ในทิศทางที่ชะลอตัวลงหรือคงที่ ซึ่งทำให้มองไม่ชัดว่าการส่งออกของไทยจะฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนในช่วงเวลาใด

สำหรับมาตรการช็อปช่วยชาติ คาดว่าจะมีการนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้า-บริการมาหักลดหย่อนภาษี 15,000 บาท และน่าจะเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า ประเมินว่าจะมีผลต่อ GDP ไม่ถึง 1% เท่านั้น เนื่องจากสัดส่วนผู้ที่เสียภาษีมีเพียง 4 ล้านคน จากประชาชนหมดของทั้งประเทศ เพียงแต่จะช่วยสร้างบรรยากาศการบริโภคภายในประเทศให้คึกคักมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปีหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คาดจะเริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่ในเดือน ธ.ค.59 และไม่สามารถระบุได้ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกี่ครั้ง ส่งผลให้มีเงินทุนไหลออก และเงินบาทมีแนวโน้มปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้า เช่น ทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันในราคาที่สูงขึ้น

ขณะที่ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ หรือในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 แม้ว่าสหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วก็ตาม เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนจากสหภาพยุโรป ที่ยังมีหลายประเทศต้องการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป โดยในเดือนมี.ค.2560 จะเห็นผลชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกันยังมีความไม่แน่นอนจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้าจากจีน จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ดังนั้นจะต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทั้งเรื่องการเพิ่มมูลค่าสินค้า และการสร้างความสามารถในการแข่งขัน.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 0.91 จุด ดัชนีแตะ 1,526.32 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806692

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายวันที่ 9 ธ.ค. เพิ่มขึ้น 0.91 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,526.32 จุด มูลค่าการซื้อขาย 43,866.49 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 9 ธ.ค. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 0.91 จุด เปลี่ยนแปลง 0.06% ดัชนีอยู่ที่ 1,526.32 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 43,866.49 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน).