ราคาทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,300

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 09:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804037

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 7 ธ.ค. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,700 ขายออกบาทละ 19,800 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,344.16 ขายออกบาทละ 20,300 บาท ส่วนภาวะตลาดทองคำนิวยอร์กปิดร่วง 6.4 ดอลลาร์ หรือ 0.54% ปิดที่ระดับ 1,170.10 ดอลลาร์/ออนซ์ รับแรงกดดันจากเงินดอลล์แข็งค่า ประกอบกับกระแส คาด เฟดขึ้นดอกเบี้ย…

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.23 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,700.00 บาท ขายออกบาทละ 19,800.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,344.16 บาท ขายออกบาทละ 20,300.00 บาท

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (6 ธ.ค.) 6.4 ดอลลาร์ หรือ 0.54% ปิดที่ระดับ 1,170.10 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากกระแสคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ยังคงสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการซื้อขายในตลาด โดยผลสำรวจของ CME Group FedWatch ระบุว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า มีโอกาส 93% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธ.ค.

นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ยังส่งผลให้สัญญาทองคำมีราคาที่ไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองเงินสกุลอื่นๆ โดยดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น หลังจากมีรายงานว่า ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 2.7% ในเดือน ต.ค. ซึ่งปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.2015 หรือในรอบเกือบ 1 ปีครึ่ง และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.6%

 

“ชาติชาย พยุหนาวีชัย” ผงาด คว้ารางวัลนักการเงินแห่งปี 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803921

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการตัดสินรางวัล “นักการเงินแห่งปี” ของวารสารการเงินธนาคาร ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์มอบรางวัลเกียรติยศ “นักการเงินแห่งปี 2559 Financier of the Year 2016” ให้นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ครบถ้วนทั้ง 4 ด้านสะท้อนความเป็นผู้นำอย่างชัดเจน เป็นนักการเงินที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัย, เป็นนักการเงินมืออาชีพที่มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ, เป็นนักการเงินที่สร้างความเจริญให้องค์กร และเป็นนักการเงินที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งนี้ นายชาติชายเป็นนักการเงินแห่งปีคนที่ 24 และเป็นผู้บริหารธนาคารของรัฐ คนที่ 2 ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศนักการเงินแห่งปี ต่อจากนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยคณะกรรมการเห็นว่านายชาติชายเป็นผู้บริหารที่มีผลงานโดดเด่น ทำให้องค์กรมีความก้าวหน้าทันสมัยเติบโตยั่งยืน พลิกโฉมธนาคารออมสินยุคใหม่จนลูกค้าพนักงานสัมผัสได้ ยึดหลักธรรมาภิบาล ซึ่งผลงานสำคัญคือการปรับโฉมธนาคารออมสินให้ทันสมัยเป็น GSB New Era หรือออมสินยุคใหม่ ใช้ยุทธศาสตร์ให้ความสำคัญกับลูกค้า พลิกโฉมแบรนด์ออมสินด้วยการตลาดสมัยใหม่.

 

“ช็อปช่วยชาติ”ดันยอด เดอะมอลล์อัดงบท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803912

 

นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร ด้านการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า หากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีหรือ “ช็อปช่วยชาติ” จะสร้างบรรยากาศจับจ่ายใช้สอยของลูกค้าได้แน่นอน ดูจากปี 58 ที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดขายเติบโตถึง 20%

“คงต้องรอดูความชัดเจนของมาตรการดังกล่าว ซึ่งปีนี้เดอะมอลล์กรุ๊ปมีความพร้อมมาก นอกจากรายการโปรโมชั่นแล้ว อาจมีกลุ่มสินค้าอื่นๆ เข้ามาร่วมจัดรายการด้วย”

สำหรับภาพรวมธุรกิจค้าปลีกปีนี้ ยอมรับว่ากลุ่มสินค้าแฟชั่นค่อนข้างทรงตัว ขณะที่บางกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้ากีฬามีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10-20% เนื่องจากเป็นกระแส จึงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากกว่ากลุ่มสินค้าประเภทอื่นๆ ในช่วงปีใหม่ที่ถือเป็นช่วงฤดูกาลขายสินค้า ปีนี้ได้ทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท มากกว่าปี 58 ที่ใช้เพียง 120 ล้านบาท จัดแคมเปญ “LET’S GIVE GOOD” ที่จะมีกิจกรรม GOOD MARKET, GOOD THINGS, GOOD THOUGHTS และ GOOD VIBE ระหว่างวันที่ 8 ธ.ค.59-4 ม.ค.60 เพื่อหวังปลุกกำลังซื้อลูกค้า แม้ปีนี้บรรยากาศการจัดงานจะจัดแบบเรียบง่าย ไม่มีการตกแต่งต้นคริสต์มาส แต่ก็คาดหวังว่ากิจกรรมต่างๆ ที่บริษัทได้ทำต่อเนื่องตลอดทั้งปีจะช่วยผลักดันยอดรายได้รวมสิ้นปีเติบโตไม่ต่ำกว่า 4-5% ตามเป้า.

 

ฮอนด้าเรียกรถ 1.65 แสนคัน! เปลี่ยนชิ้นส่วนถุงลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803906

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้แจ้งเรียกรถยนต์เพิ่มเติมในประเทศไทย เพื่อเข้ารับบริการตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนในชุดถุงลมด้านหน้าฝั่งผู้โดยสารของทาคาตะ ซึ่งเป็นมาตรการเชิงป้องกันและสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับลูกค้า โดยการแจ้งเรียกรถยนต์เพิ่มเติมในครั้งนี้ มีรถยนต์ฮอนด้าที่เข้าข่ายจำนวน 165,128 คัน ที่ต้องเข้ารับบริการตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนได้ที่ศูนย์บริการฮอนด้าทุกแห่งทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สำหรับรถฮอนด้าที่แจ้งเรียกรถยนต์เพิ่มเติมครั้งนี้ จากกรณีปัญหาของชุดสร้างแรงดันก๊าซในชุดถุงลมด้านหน้าฝั่งผู้โดยสารของทาคาตะ ที่อาจสร้างแรงดันสูงผิดปกติในขณะที่ชุดถุงลมทำงานในบางกรณี ซึ่งในกรณีดังกล่าวอาจทำให้ชุดถุงลมแตกออก และก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้โดยสารหรือผู้ขับขี่ได้ โดยการแจ้งเรียกรถยนต์เพิ่มเติมครั้งนี้ มีรุ่นรถยนต์ที่เข้าข่ายการเปลี่ยนชิ้นส่วนในชุดถุงลมด้านหน้าฝั่งผู้โดยสารของทาคาตะ ได้แก่ ฮอนด้า ซิตี้ รุ่นปี 2009-2011, ฮอนด้า แจ๊ซ รุ่นปี 2009-2011, ฮอนด้า ฟรีด รุ่นปี 2009-2011, ฮอนด้า ซีวิค รุ่นปี 2009-2011, ฮอนด้า ซีอาร์-วี รุ่นปี 2007-2011 และฮอนด้า แอคคอร์ด รุ่นปี 2008-2011 ทั้งนี้ ฮอนด้าได้เริ่มจัดส่งจดหมายไปยังลูกค้าแต่ละราย เพื่อให้นำรถเข้ามาตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนดังกล่าว จึงขอให้ลูกค้าที่ได้รับจดหมายโทรศัพท์ติดต่อที่ศูนย์บริการฮอนด้าทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อนัดหมายเข้ารับบริการ

ทั้งนี้ การเรียกกลับมารับบริการครั้งนี้เป็นกรณีเพิ่มเติมจากการประกาศครั้งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 ก.ค.59 ที่ฮอนด้าได้แจ้งลูกค้าไปแล้ว ดังนั้น จึงขอให้ลูกค้าที่ยังไม่ได้เข้ารับบริการติดต่อศูนย์บริการฮอนด้าโดยเร็วที่สุด เพื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการเปลี่ยนชิ้นส่วนในชุดถุงลมด้านหน้าของทาคาตะ โดยรุ่นรถยนต์ที่เข้าข่ายในรอบที่ผ่านมา เช่น ฮอนด้า ซิตี้ รุ่นปี 2012-2013, ฮอนด้า ซิตี้ซีเอ็นจี รุ่นปี 2012, ฮอนด้า แจ๊ซ รุ่นปี 2012-2013, ฮอนด้า แจ๊ซไฮบริด รุ่นปี 2013, ฮอนด้า แจ๊ซ (นำเข้าจากญี่ปุ่น) รุ่นปี 2012 และฮอนด้า ซีอาร์-วี รุ่นปี 2011.

 

ปตท.สผ.ปัดข้อหาอิเหนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803902

 

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงกรณีสื่ออินโดนีเซีย ระบุว่า รัฐบาลอินโดนีเซียตัดสินใจอายัดใบอนุญาตและสินทรัพย์ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ในอินโดนีเซียทั้งหมดเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นผลจากการยื่นฟ้องร้องของชุมชนนูซาเต็งการาติมอร์ ต่อบริษัท พีทีทีอีพี ออสตราเลเซีย จากเหตุการณ์การรั่วไหลของน้ำมันในทะเลที่ออสเตรเลีย ในโครงการมอนทาราในออสเตรเลีย ของ ปตท.สผ.เมื่อปี 2552 และมีผลกระทบต่อทะเลติมอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ว่า การฟ้องร้องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการดำเนินการในชั้นศาลของประเทศออสเตรเลีย และได้มีการตรวจสอบแล้วพบว่ายังไม่มีเอกสารอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอินโดนีเซีย จึงเป็นไปได้ว่าอาจเป็นแค่ข่าวเท่านั้น ประกอบกับเหตุการณ์ดังกล่าวมีการฟ้องร้องในชั้นศาลของประเทศออสเตรเลีย จึงไม่เกี่ยวกับอินโดนีเซีย และจากข้อมูลทางวิชาการก็มีการยืนยันว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออินโดนีเซีย แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้สั่งการให้ ปตท.สผ.ไปตรวจสอบรายละเอียดและกลับมาเสนอให้กระทรวงพลังงานทราบอีกครั้งหนึ่ง

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. กล่าวว่า ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ว่ามีการอายัดทรัพย์สินของ ปตท.สผ.ในอินโดนีเซีย โดย ปตท.สผ.อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีความคืบหน้า ปตท.สผ.ก็จะชี้แจงในรายละเอียดในเรื่องนี้ต่อไป ทั้งนี้ ปตท.สผ.ถือหุ้น 11.5% ในโครงการ Natuna sea A ในอินโดนีเซีย มีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติทั้งหมด 217 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และน้ำมันดิบ 1,449 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน 1% ของปริมาณการขายทั้งหมดของ ปตท.สผ.

 

รถเมล์เอ็นจีวีเกียร์กระตุกไม่เลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803897

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่กรมศุลกากรได้กักรถโดยสารที่ใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติ (NGV) ของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ที่ได้รับสัมปทานจัดหารถเมล์เอ็นจีวีให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. จำนวน 100 คัน จากทั้งหมด 498 คัน ไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 59 หลังพบพิรุธว่าได้แจ้งนำเข้าจากมาเลเซีย เพื่อใช้สิทธิลดภาษี แต่น่าสงสัย ว่าจะส่งมาจากจีนนั้น ล่าสุด นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ได้ตั้งข้อสงสัยการสำแดงการขนส่งโดยตู้คอนเทนเนอร์ต้นทางมาจากจีนไปมาเลเซียก่อนมาถึงไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่าสินค้าดังกล่าวอาจจะไม่ได้ผลิตในมาเลเซียตามที่แจ้ง และกรมศุลกากรเตรียมตรวจสอบเพิ่มเติมพร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบว่าผลิตในจีนทั้งคันอาจเป็นการดำเนินการเลี่ยงภาษี โดยมีมูลค่าความเสียหาย 1.2 ล้านบาทต่อคัน ซึ่งทางศุลกากรจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป

ด้านนายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะการประมูลจัดหารถโดยสารที่ใช้เอ็นจีวีของ ขสมก.เผยว่า หากภายใน 6 ธ.ค.นี้ บริษัทไม่สามารถนำรถเมล์ลอตแรก 100 คัน ที่ขนส่งเข้ามาถึงไทยออกจากท่าเรือแหลมฉบังได้ จะทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ, รมว.คลัง และสภาวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-อาเซียน โดยต้องการให้ทุกหน่วยเข้ามาตรวจสอบความโปร่งใสและมารยาททางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งขอให้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ทางกรมศุลกากรไม่แน่ใจว่าเอกสารหนังสือรับรองที่ยื่นขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีศุลกากร (From D) ของสินค้าที่นำเข้าระหว่างกันของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (เอเอฟทีเอ) ซึ่งเป็นการลดอัตราภาษีศุลกากร 0% ที่บริษัทนำมาแสดง ว่าเป็นหนังสือที่ออกให้โดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศของมาเลเซียจริงหรือไม่ ดังนั้น 7 ธ.ค.นี้ จะส่งผู้แทนจากกรมศุลกากรไปยังมาเลเซีย เพื่อตรวจสอบเอกสารหนังสือดังกล่าว หากพบว่าถูกต้องตามกติกาก็จะอนุญาตให้ปล่อยรถเมล์ออกมาจากท่าเรือแหลมฉบังได้คาดว่าไม่น่าจะเกิน 3 วัน.

 

หุ้นสหรัฐฯ บวก ดาวโจนส์ทำนิวไฮอีก จากแรงหนุนกลุ่มการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 06:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803947

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร โดยดัชนีดาวโจนส์ทำนิวไฮใหม่อีกวัน โดยได้แรงหนุนจากบริษัทกลุ่มการเงิน ที่ยังคงได้ประโยชน์จากชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 6 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 35.54 จุด หรือ 0.18% ปิดที่ 19251.78 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 7.52 จุด หรือ 0.34% ปิดที่ 2212.23 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 24.11 จุด หรือ 0.45% ปิดที่ 5333.00 จุด

หุ้นของบริษัทกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นมาตลอดหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 8 พ.ย. จากความคาดหวังว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะออกนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ขณะที่นาย ไมเคิล เจมส์ ผู้อำนวยการฝ่ายการซื้อขายหุ้นของบริษัท เวดบุช ซีเคียวริตีส์ ระบุว่า หุ้นกลุ่มการเงินยังคงทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และยังคงเป็นแรงหนุนหลักของตลาด

 

ใช้พร้อมเพย์โอนเงินให้เด็กแรกเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803896

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 8 ธ.ค.นี้ สถาบันการเงินภาครัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดให้บริการโอนเงินค่าสวัสดิการภาครัฐให้แก่ผู้ลงทะเบียนโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดคนละ 600 บาทต่อเดือน ผ่านระบบพร้อมเพย์เป็นครั้งแรกของประเทศไทย แต่ในส่วนการให้บริการโอนเงินระหว่างบุคคลได้เลื่อนให้บริการพร้อมเพย์เป็นต้นปีหน้า

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ขณะนี้กรุงไทยพร้อมเปิดให้บริการระบบโอนเงินพร้อมเพย์ ในส่วนของการรับค่าสวัสดิการภาครัฐให้แก่ผู้ลงทะเบียนโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดแล้ว โดยไม่มีการเลื่อนออกไป แม้ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประกาศให้เลื่อนบริการธุรกรรมหรือการโอนเงินระหว่างบุคคลไปก็ตาม ทั้งนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างประสานกับกรมบัญชีกลางติดตามยอดลงทะเบียนของผู้ได้รับโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดว่ามีจำนวนเท่าไร ส่วนการโอนเงินจากโครงการสวัสดิการอื่น เช่น มาตรการเพิ่มรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อยที่ได้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 5.4 ล้านคน ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งว่าจะให้โอนผ่านระบบพร้อมเพย์ด้วยหรือไม่ “การโอนเงินพร้อมเพย์ในส่วนเงินสวัสดิการจากรัฐยังคงเปิดใช้เหมือน เดิม ธ.ค.นี้ ดังนั้นขอจึงเชิญชวนให้ประชาชนที่ได้ลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิสวัสดิการจากภาครัฐให้เข้ามาลงทะเบียนบัญชีพร้อมเพย์ได้ เพื่อรับการโอนเงินที่สะดวกยิ่งขึ้น”

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์กำลังทดสอบระบบ และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคารในการเปิดให้บริการพร้อมเพย์ มั่นใจว่าไตรมาสแรกปีหน้า ทุกแห่งจะพร้อมให้บริการโอนเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคล โดยขณะนี้มียอดลงทะเบียนพร้อมเพย์ 18 ล้านบัญชี และเมื่อเปิดพร้อมเพย์จะมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบัญชี.

 

“หอมมะลิไทย” คว้ารางวัลข้าวดีที่สุดในโลก ประกวด 8 ปีเฉือนขาดคู่แข่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803891

 

กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจะจัดงาน “THAI HOM MALI RICE : The Best Rice of the World” ขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม 2559 เวลา 15.00–18.30 น. ณ ห้องบอลรูม โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการฉลองรางวัลให้กับข้าวหอมมะลิของประเทศไทยที่ได้รับการเชิดชูให้เป็น “ข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดของโลก” จากองค์กรการประชุมข้าวโลก “World Rice Conference 2016” ประจำปี 2016

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานดังกล่าวจะมีการเชิญบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในอุตสาหกรรมข้าวทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสีข้าว ผู้ค้าข้าว ตลอดจนผู้แทนทางการทูตจากประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่ค้าหลักของไทยมาร่วมงานฉลองด้วย ทั้งนี้ การประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก จัดขึ้นครั้งแรกที่งาน “World Rice Conference 2009” ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2552 ถือเป็นงานสัมมนาเรื่องข้าวระดับนานาชาติ ที่จัดโดย The Rice Trader

โดยมีผู้เกี่ยวข้องในวงการค้าข้าวจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ ผู้บริหารจากองค์กรในแวดวงการค้าข้าว และด้านการเกษตร งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อใช้เป็นเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ สถานการณ์ด้านราคาข้าว และเพื่อสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมค้าข้าวของโลก โดยในงานยังมีการเปิดตัวโครงการประกวด “ข้าวที่ดีที่สุดในโลก” (Best Rice in the World) ภายใต้ความร่วมมือของ The Rice Trader ที่เป็นองค์กรหลักในธุรกิจการค้าข้าวระหว่างประเทศ ร่วมกับวารสารตลาดข้าวนานาชาติด้วย

การประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลกมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องข้าวที่มีคุณภาพของแต่ละประเทศ และกระตุ้นให้มีการพัฒนาสินค้าข้าวของผู้ส่งออกในแต่ละตราสินค้า ซึ่งถือเป็นกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่จัดให้มีการประกวดต่อเนื่องในทุกๆปี เมื่อมีการประชุมสัมมนาข้าวโลก

การประกวดในครั้งแรก มีผู้ประกอบการจากประเทศต่างๆ อาทิ ปากีสถาน พม่า ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินเดีย สหรัฐฯ และประเทศไทย ส่งข้าวจำนวน 22 ตราสินค้าเข้าร่วมประกวด โดยคณะกรรมการตัดสินเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร สมาคมบริษัทที่ปรึกษาเกี่ยวกับการทำอาหารในสหรัฐฯ และพ่อครัวที่มีชื่อเสียงจากประเทศต่างๆ เป็นกรรมการ โดยใช้เกณฑ์การตัดสิน 4 ด้านหลัก ได้แก่ กลิ่น รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และรูปร่างลักษณะข้าว ที่ใช้วิธีตัดสินด้วยการทดสอบโดยไม่เปิดเผยตราสินค้า (Blind testing) ผลการตัดสินครั้งแรกเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า “ข้าวหอมมะลิ” จากประเทศไทยคว้ารางวัลชนะเลิศ “ข้าวที่ดีที่สุดในโลก” ประจำปี ค.ศ. 2009 มาได้อย่างฉลุย

ข้าวหอมมะลิจากประเทศไทย ยังคงได้รับรางวัลข้าวที่ดีที่สุดของโลกในปีถัดมาด้วย ส่วนใน World Rice Conference 2011 ครั้งที่ 3 ที่เมืองโฮจิมินห์ เวียดนาม มีข้าวกว่า 30 สายพันธุ์ที่เข้าประกวด ข้าวหอมปอซาน (Paw Son Rice -Myanmar) หรือ Myanmar Pearl rice
ที่มีลักษณะเม็ดกลมหนา มีความยาว 5-5.5 มม. เมื่อผ่านการหุงแล้ว เมล็ดข้าวจะมีขนาดยาวมากขึ้นกว่าเดิม 3-4 เท่าตัว และยังสามารถรักษากลิ่นหอมเฉพาะไว้ได้ ได้คะแนนสูงสุด 14 จาก 15 คะแนน เฉือนข้าวหอมมะลิไทยที่ได้คะแนน 13.75 และได้รับรางวัลข้าวที่ดีที่สุดในโลกไปครอง

ในปี 2012 ข้าวหอมมะลิจากกัมพูชาชนะเลิศ ส่วนปี 2013 ข้ามหอมมะลิจากกัมพูชา และมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ รับรางวัลชนะเลิศด้วยกัน

ในปี 2014 รางวัลชนะเลิศยังคงเป็นของกัมพูชา แต่มีไทยร่วมด้วย ส่วนปี 2015 สหรัฐฯได้รางวัลชนะเลิศ มาปี 2016 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่เชียงใหม่ ปรากฏว่าประเทศไทยชนะเลิศได้รับรางวัลนี้ไปครองประเทศเดียวสำเร็จ นับเป็นครั้งที่ 4 ที่ข้าวหอมมะลิไทยได้รางวัลข้าวที่ดีที่สุดในโลก ตอกย้ำว่าไทยได้รางวัลมากที่สุด และยังคงครองความเป็นข้าวคุณภาพดีอย่างต่อเนื่องจากการเข้าประกวดทุกปีตลอด 8 ปีที่ผ่านมา.

 

“เป๊ปซี่โค”ผวาภาษีเครื่องดื่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803887

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังผู้บริหาร บริษัท เป๊ปซี่โค อิงค์ เข้าพบว่า เป๊ปซี่โคฯได้หารือกรณีที่รัฐบาลไทยมีนโยบายจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ โดยระบุว่า หากไทยเก็บภาษีดังกล่าวจริง ขอให้เก็บเครื่องดื่มทุกชนิดอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เลือกจัดเก็บภาษีน้ำตาลเฉพาะเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (ซอฟต์ดริงก์) และขอให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมีระยะเวลาปรับตัวจากมาตรการจัดเก็บภาษีดังกล่าวด้วย ซึ่งตนจะนำข้อเสนอของเป๊ปซี่ โค อิงค์ ไปรายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในเร็วๆนี้ “เรื่องการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง ยังไม่มีรายละเอียดออกมา เพราะอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (สปท.) ที่จะเสนอเรื่องให้รัฐบาลพิจารณา เป๊ปซี่โคฯแสดงความกังวลไปก่อน แต่ก็จะนำข้อกังวลนี้ไปรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปรับใช้ต่อไป นอกจากนี้ ผู้บริหารเป๊ปซี่โคฯ ยังต้องการรับทราบความคืบหน้ากรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์มันฝรั่งเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย เพราะนอกจากการลงทุนในธุรกิจเครื่องดื่มในไทยแล้ว เป๊ปซี่โคฯยังลงทุนเกี่ยวกับขนมขบเคี้ยว (สแน็ค) ด้วย”.