มติ ครม. เพิ่มอำนาจให้ ธปท. ดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 17:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804671

 

ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติในหลักการร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน เพิ่มอำนาจให้ ธปท. ดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจในด้านความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ …

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.59 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติในหลักการร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง แต่ก็จะทำให้นักลงทุน ตลอดจนต่างชาติ มองภาพรวมของประเทศดูมีเสถียรภาพและมีความมั่นคงว่าประเทศไทยมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน

ก่อนหน้านี้ ธปท. ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งกระทรวงการคลังได้มีการออกคำสั่งมอบหมายให้ ธปท. กำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจในด้านของความมั่นคง ด้านการกำกับนโยบาย ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นผู้ดูแล ด้านการถือหุ้น ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นผู้ดูแล

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า แต่การกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจในช่วงที่ผ่านมาของ ธปท. ไม่สามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพนัก เนื่องจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จะมีกฎหมายเฉพาะใช้ในการปฏิบัติ ซึ่งทำให้การดำเนินงานของ ธปท. ติดขัดในข้อกฎหมาย ดังนั้น จึงมีการขอยกร่างแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินเพิ่มเติม เพื่อให้ ธปท. สามารถกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจในด้านความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้ คือ ให้ ธปท. สามารถนำหลักเกณฑ์ความมั่นคงของ ธปท. มาบังคับใช้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจแทนหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย จัดตั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ แม้จะมีเนื้อหาที่แตกต่างจากที่กำหนดในกฎหมายจัดตั้งของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดกระบวนการแก้ไขปัญหา กรณีเงินกองทุนต่ำกว่าที่กำหนด (PCA) และกรณีการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น (PPA) ที่เหมาะสมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมทั้งยังมีการกำหนดบทลงโทษกรณีมีการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์กำกับดูแลตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินไว้ชัดเจนด้วย

 

ทางหลวงชนบท รับมืออุทกภัย ช่วยเหลือ ปชช. 8 จว.ภาคใต้ หลังถนนเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804622

 

ทางหลวงชนบท รับมืออุทกภัย ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมเร่งช่วยเหลือประชาชนใน 8 จังหวัดภาคใต้ หลังน้ำท่วมทำถนนเสียหายยับกว่า 419 ล้านบาท ระบุ หากเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ จะทำการซ่อมแซมชั่วคราวให้ประชาชนสามารถสัญจรได้ …

วันที่ 7 ธ.ค. 59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวถึงสายทางของกรมทางหลวงชนบทที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ว่า ขณะนี้ได้กำชับให้แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ดูแลเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานข้อมูลสายทางที่ประสบอุทกภัยให้กับผู้บริหารจนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ รวมทั้งให้ทุกหน่วยบริหารจัดการเส้นทาง โดยจัดหาเส้นทางเลี่ยงกรณีเส้นทางหลักไม่สามารถสัญจรผ่านได้ พร้อมทั้งบูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ กรณีถนน/สะพานขาด ให้ดำเนินการซ่อมแซมเบื้องต้น เพื่อให้ใช้เส้นทางสัญจรไปมาได้ชั่วคราว เช่น วางสะพานแบรี่ ถมดินคอสะพาน ตลอดจนบูรณาการร่วมกับจังหวัดในการบริจาคสิ่งของจำเป็นให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม ทางหลวงชนบทได้ประเมินความเสียหาย พบว่า เสียหายกว่า 419 ล้านบาท โดยขณะนี้ แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่ประสบเหตุ ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ความเสียหาย พร้อมทั้งติดตั้งป้ายเตือนในบริเวณที่มีน้ำท่วม เพื่อเตือนและแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ปัจจุบัน มีทางหลวงชนบทที่ได้ผลกระทบในพื้นที่ 8 จังหวัด จำนวน 61 สายทาง (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2559) ดังนี้ 1. จังหวัดชุมพร 7 สายทาง 2. จังหวัดนครศรีธรรมราช 22 สายทาง 3. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 3 สายทาง 4. จังหวัดพัทลุง 16 สายทาง 5. จังหวัดสงขลา 4 สายทาง 6. จังหวัดสุราษฎร์ธานี 5 สายทาง 7. จังหวัดตรัง 3 สายทาง 8. จังหวัดกระบี่ 1 สายทาง

ทั้งนี้ มีสายทางที่ระดับน้ำท่วมสูง ยังไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 11 สายทาง ได้แก่ สาย ชพ.5015, นศ.3109, 4019, 4057, พท.5050, สข.4022, สฎ.3022, 2007, ตง.1018, 1037, 3002 โดยมีระดับน้ำเฉลี่ย 50-90 เซนติเมตร

เบื้องต้น กรมได้ติดตั้งป้ายเตือน และป้ายแนะนำเส้นทางเลี่ยงบริเวณต้นทาง ให้ทราบสถานการณ์ ผ่านได้/ผ่านไม่ได้ รวมทั้งติดตั้งหลักนำทาง 2 ข้าง เพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบขอบเขตช่องจราจร นอกจากนี้ กรณีระดับน้ำสูงรถเล็กสัญจรผ่านไม่ได้ กรมได้จัดรถบรรทุก 6 ล้อ สำหรับบริการประชาชนให้เข้าถึงที่พักอาศัยได้สะดวกยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้าสู่ภาวะปกติ หากเส้นทางชำรุดเสียหาย กรมจะดำเนินการซ่อมแซมชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรไปมาได้ ภายใน 7 วัน และสำรวจออกแบบ เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณฟื้นฟูฯ ให้เข้าสู่สภาพปกติ ซึ่งจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นในการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร ขอให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางโปรดระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบกับอุทกภัย และโปรดสังเกตป้ายจราจรเตือนระดับน้ำ หรือป้ายหลีกเลี่ยงเส้นทาง ซึ่งผู้ที่ใช้เส้นทาง สามารถขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุอุทกภัยได้ที่ สายด่วนทางหลวงชนบท 1146

 

ครม.ไฟเขียวต่ออายุ ‘เชฟรอน’ ผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยได้อีก 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804661

 

ที่ประชุม ครม. เห็นชอบต่ออายุสัญญาสัมปทานการขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียม นอกชายฝั่งทะเลชุมพร-สุราษฎร์ธานี ให้ “เชฟรอน” ออกไปอีก 10 ปี จากปี 63 เป็นปี 73 ระบุ รัฐได้ประโยชน์มากกว่าการให้ยุติตามสัญญา …

วันที่ 7 ธ.ค. 59 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่ออายุสัญญาสัมปทานการขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียม เลขที่ 1/2534/36 แปลงสำรวจหมายเลข B8/32 นอกชายฝั่งทะเลจังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี ให้กับบริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และคณะ ออกไปอีก 10 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.63 – 31 ก.ค.73 ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“สัญญาสัมปทานเดิมจะหมดในปี 2563 เขาขอต่อสัญญาออกไปอีก 10 ปี เป็นการต่อสัญญาตามข้อผูกพันที่มีต่อกัน” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า สำหรับแปลงสัมปทานปิโตรเลียมดังกล่าว มีกำลังการผลิตน้ำมัน 2.6 หมื่นบาร์เรล/วัน และก๊าซธรรมชาติ 180 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ขณะที่ ประเทศไทย มีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ 5 พันล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และความต้องการใช้น้ำมัน 1 ล้านบาร์เรล/วัน

สำหรับการต่อสัญญาสัมปทานครั้งนี้ จะดึงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ขึ้นมาได้อีกราว 148 ล้านบาร์เรล ซึ่งหากไม่มีการต่อสัญญา สัดส่วนผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ 63% และเชฟรอน 37% แต่เมื่อต่อสัญญาแล้วสัดส่วนผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับเพิ่มเป็น 71% และเชฟรอนฯ เหลือ 29%

“หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วบริษัทฯ จะทำทำไมเมื่อผลประโยชน์ลดลง เพราะเวลานี้การขุดเจาะสำรวจไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเป็นเช่นนี้ แต่ทำเพื่อการดำรงอยู่ของบริษัทต่อไป แม้จะได้ผลประโยชน์ลดลง” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ทั้งนี้ การอนุมัติต่ออายุสัมปทานครั้งนี้ รัฐบาลขอผลตอบแทนพิเศษจากเอกชน 3 ประการ คือ 1. โบนัสจากการลงนามจำนวน 5 แสนเหรียญสหรัฐ โดยให้ชำระภายใน 30 วัน นับจากวันลงนามต่อสัญญา 2. โบนัสจากการผลิตในอัตรา 1% ของมูลค่าปิโตรเลียมที่ขายได้จริงตลอดอายุสัญญา 10 ปี หรือมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 1.25 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 3. การจัดทำโครงการพัฒนาชุมชนปีละ 1 แสนเหรียญสหรัฐ เป็นระยะเวลา 10 ปี เริ่มปี 2561.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 4.05 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,520.53 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804646

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายวันที่ 7 ธ.ค. 59 เพิ่มขึ้น 4.05 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,520.53 จุด มูลค่าการซื้อขาย 44,982.92 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 7 ธ.ค. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 4.05 จุด เปลี่ยนแปลง 0.27% ดัชนีอยู่ที่ 1,520.53 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 44,982.92 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน).

 

แม็คโครทำดี เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมพร้อมกันทั้งประเทศกว่า 100 สาขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 7 ธ.ค. 2559 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804557

 

กว่า 27 ปี แห่งการเติบโตเคียงข้างสังคมไทย แม็คโครมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์โครงการความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยสอดรับกับความต้องการของชุมชน สังคม และประเทศชาติ เพื่อร่วมกันพัฒนาทุกองค์ประกอบของสังคมไทยให้มีคุณภาพ มั่นคง และมั่งคั่งอย่างยั่งยืน


แม็คโคร สาขาทุ่งสง

แม็คโคร สาขาน่าน

แม็คโคร สาขาบุรีรัมย์

สำหรับโครงการด้านบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม แม็คโครยังคงดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ร่วมกับลูกค้าและชุมชน โดยจัดโครงการ “แม็คโครทำดีเพื่อ 100 ชุมชน 100 สาขา” ขึ้น โดยร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ องค์กรท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมทำความสะอาดบริเวณพื้นที่รอบชุมชนในทุกจังหวัดที่สาขาแม็คโครตั้งอยู่ เช่น วัด ศาสนสถาน โรงเรียน สวนสาธารณะ ชายหาด ถนน รวมทั้งลอกคูคลอง พร้อมกันทุกสาขาทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 100 ชุมชน เพื่อให้พนักงานแม็คโครกว่า 2,000 คน ได้ร่วมสร้างพลังความดีอันยิ่งใหญ่เพื่อถวายความดีนี้เป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


แม็คโคร สาขาแม่สาย

แม็คโคร สาขาลพบุรี

แม็คโคร สาขาละไม (เกาะสมุย)

แม็คโคร สาขาศาลายา

กิจกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ที่พนักงานของแม็คโครสาขาต่างๆ ทำมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การปลูกป่า การทำความสะอาดชุมชน การบริจาคโลหิต และช่วยเหลือผู้ประสบภัย เกิดขึ้นเนื่องจากการปลูกฝังค่านิยมให้พนักงานมีจิตอาสา สอดคล้องไปกับแนวทางการทำงานเพื่อสังคมขององค์กรได้เป็นอย่างดี

ผู้สนใจติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการ “แม็คโครทำดีเพื่อ 100 ชุมชน 100 สาขา” ได้ที่ https://www.facebook.com/siammakro/

 

ก.แรงงาน เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนากำลังคนรายจังหวัด ผ่าน กพร.ปจ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 15:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804412

 

ก.แรงงาน เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนากำลังคนรายจังหวัด ผ่าน กพร.ปจ. เพื่อสอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มุ่งเน้นการฝึกอบรมตามความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่แบบบูรณาการ-ทำงานเชิงรุกมากขึ้น …

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.59 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยภายหลังจากเป็นประธานเปิดการสัมมนาแนวทางขับเคลื่อนแผนพัฒนากำลังคนรายจังหวัด ผ่านกลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพจังหวัด (กพร.ปจ) ว่า คณะอนุกรรมการการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพจังหวัด (กพร.ปจ.) มีหน้าที่ถ่ายทอดนโยบายลงสู่พื้นที่ได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งจัดทำแผนพัฒนากำลังคนรายจังหวัด ปี พ.ศ.2560-2564 เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคน 20 ปี ของกระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ด้วย

การสัมมนาในครั้งนี้ เพื่อให้การทำงานของ กพร.ปจ. มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนรองรับไทยแลนด์ 4.0 โดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ แรงงานมีมาตรฐานมากกว่าปริมาณ หรือการฝึกเพราะหน้าที่ ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ต้องมีทิศทางการพัฒนากำลังคนที่ชัดเจน และมีข้อมูลในพื้นที่รองรับ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย แรงงานมีทักษะฝีมือตามมาตรฐานและรายได้สูงขึ้น ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศในอุตสาหกรรมที่ทันสมัย ส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและภูมิภาค และสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน


นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ทั้งนี้ ภารกิจต่างๆ จะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนและสถานศึกษา เน้นการฝึกอบรมตามความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่ แบบบูรณาการและทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งนี้แผนพัฒนากำลังคนนี้ ได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะนำเสนอคณะกรรมการการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพแห่งชาติ (กพร.ปช.) ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ ต่อไป

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวอีกว่า การสร้างการรับรู้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องนำมาถ่ายทอดให้กับบุคลากรใต้บังคับบัญชา เพื่อให้รับทราบทิศทางการทำงาน และปฏิบัติได้ตรงตามความต้องการและนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ด้วย

 

พณ. แจง พลังงานขอซื้อข้าวเสื่อมทำเอทานอล ต้องผ่านตามกระบวนการประมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 15:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804486

 

พาณิชย์ แจงเหตุกระทรวงพลังงาน ขอซื้อข้าวเสื่อมสต๊อกรัฐ 4 ล้านตัน ผลิตเอทานอล ต้องรอหารืออย่างชัดเจน เผย ต้องผ่านกระบวนการประมูล พร้อมรายงาน นบข. ก่อน …

วันที่ 7 ธ.ค.59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงพลังงานจะขอซื้อข้าวในสต๊อกของรัฐบาล เพื่อนำไปผลิตเอทานอลว่า ขณะนี้ ข้าวในสต๊อกมีเหลืออยู่ประมาณ 8 ล้านตัน ซึ่งมีทั้งข้าวเกรดพี, เอ, บี ที่ผ่านมาตรฐาน รวมทั้งข้าวเกรดซี ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน และข้าวเสื่อมสภาพเป็นฝุ่นผง ซึ่งกรณีที่กระทรวงพลังงานจะขอซื้อไปผลิตเอทานอลนั้น ยังไม่ได้รับการติดต่อ หรือรายงานเข้ามา แต่หากจะซื้อไปผลิตเอทานอลจริง จะต้องผ่านขั้นตอนตามกระบวนการเปิดประมูลข้าว และต้องเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ก่อน

“ประเด็นที่กระทรวงพลังงาน จะขอซื้อข้าวในสต๊อกรัฐ 4 ล้านตัน ต้องรอหารืออย่างชัดเจนก่อน ซึ่งมีกระบวนการในการระบายข้าวอยู่แล้ว และคงต้องรอหารือในที่ประชุม นบข.ด้วย ที่ผ่านมา ก็ได้ระบายข้าวเสื่อมสภาพบางส่วนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมไปแล้ว” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าว.

 

‘สมคิด’ ถก ‘แจ็ค หม่า’ ดันสินค้าไทย 100 แบรนด์ขึ้นเว็บไซต์อาลีบาบา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 15:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804456

 

‘สมคิด’ ถก ‘แจ็ค หม่า’ ดันสินค้าไทย 100 แบรนด์ขึ้นเว็บไซต์ alibaba.com โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม 1 ปีแรก พร้อมปั้นเอสเอ็มอี 3 หมื่นราย ทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ  และช่วยไทยเป็นฮับดิจิตอลในอาเซียน

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.59 น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 7-11 ธ.ค.นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าคณะภาครัฐและเอกชนไทยเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือ วันที่ 8 ธ.ค.นี้ จะเดินทางไปเยือนสำนักงานใหญ่อาลีบาบา กรุ๊ป ณ เมืองหางโจว ตามคำเชิญของนายแจ็ค หม่า ประธานบริหารอาลีบาบา กรุ๊ป โดยจะหารือถึงความร่วมมือด้านการค้าและการพัฒนาช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ)

ทั้งนี้อาลีบาบาจะให้พื้นที่สำหรับสินค้าไทย 100 แบรนด์ชั้นนำ ในการขายผ่านเว็บไซต์ alibaba.com โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม 12 เดือน ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการคัดเลือกสินค้าไทย 100 แบรนด์ ซึ่งจะมีทั้งกลุ่มอาหาร กลุ่มของใช้ของที่ระลึก ที่เป็นที่นิยมของลูกค้าชาวจีนและนักท่องเที่ยว คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาสแรก ปี 60 โดยจะไม่เสียค่าธรรมเนียมในปีแรก

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ร่วมกับอาลีบาบา ครอบคลุมความร่วมมือ 4 ด้าน ระยะเวลาดำเนินงานในปี 60 ได้แก่ 1.การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอีไทย และพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทย ตั้งเป้าหมาย 30,000 ราย คาดว่าภายใน 1 ปี เอสเอ็มอีเหล่านี้จะได้รับการพัฒนาศักยภาพให้ทำการค้าออนไลน์ได้ไม่น้อยกว่า 10,000 ราย

2.อาลีบาบา กรุ๊ป จะให้การสนับสนุนอบรมบุคลากรไทย 10,000 ราย ในด้านดิจิตอล เทคโนโลยี และให้การอบรมแก่ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิตอลอีก 1,000 ราย รวมถึงผลักดันแอพพลิเคชั่นที่ผลิตโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิตอลนี้สู่ตลาดจีนผ่านอาลีบาบา คลาวด์ มาร์เก็ต เพลส (Alibaba Cloud Market Place)

3.การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ โดยอาลีบาบา กรุ๊ป และลาซาด้ากรุ๊ป พร้อมที่จะให้คำแนะนำกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย ในการขยายระบบเตรียมการฝากสินค้าในประเทศผ่านแอพพลิเคชั่น “พร้อม โพสต์” (Prompt Post) ให้ใช้งานครอบคลุมทุกจังหวัด และจะศึกษาระบบการจัดการคลังสินค้าและการให้บริการ และ 4.การดึงอาลีบาบา กรุ๊ป มาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก และพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านดิจิตอลของอาเซียน.

 

‘หมอเสริฐ’ คว้าแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 59 รวย 6.7 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804467

 

“นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ถือหุ้นมูลค่ารวม 6.7 หมื่นล้าน ขณะที่ตระกูลปราสาททองโอสถ รั้งแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย พร้อมสร้างสถิติใหม่ เป็นตระกูลแรกที่มีความมั่งคั่ง แตะระดับแสนล้านบาท…

วันที่ 7 ธ.ค.59 มีรายงานว่า วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ฉบับเดือนธันวาคม 2559 ปรากฏว่า นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ “หมอเสริฐ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 โดยเป็นแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยในปี 2559 หมอเสริฐ ถือครองหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 67,244.71 ล้านบาท รวยขึ้น 4,879.52 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.82


นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ

หุ้นที่ นพ.ปราเสริฐ ถือครองมี 3 บริษัท ได้แก่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) หรือ โรงพยาบาลกรุงเทพ, บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และ บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) ร้อยละ 0.79 มูลค่า 61.64 ล้านบาท ทั้งนี้หุ้นที่ นพ.ปราเสริฐถือครอง ล้วนแล้วแต่ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2558 ทำให้ความมั่งคั่งของ นพ.ปราเสริฐ เพิ่มขึ้นอีกในปีนี้


นายคีรี กาญจนพาสน์

เศรษฐีหุ้นอันดับ 2 ได้แก่ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ถือครองรวมมูลค่าทั้งสิ้น 29,348.60 ล้านบาท ลดลง 2,860.52 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.88 เศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ได้แก่ นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 29,281.40 ล้านบาท ลดลง 5,998.69 ล้านบาท หรือร้อยละ 17 เศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ได้แก่ นายนิติ โอสถานุเคราะห์ ทายาทอาณาจักรโอสถสภา มูลค่ารวม 27,147.25 ล้านบาท รวยขึ้น 7,275.60 ล้านบาท หรือร้อยละ 36.61


นายอนันต์ อัศวโภคิน

เศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ได้แก่ นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 25,600.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,573.80 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.18 เศรษฐีหุ้นอันดับ 6 ได้แก่ นายสมโภชน์ อาหุนัย เจ้าของ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 22,407.91 ล้านบาท ลดลง 10,087.83 ล้านบาท หรือร้อยละ 31.04


นายพิชญ์ โพธารามิก

เศรษฐีหุ้นอันดับ 7 ได้แก่ นายพิชญ์ โพธารามิก ทายาทคนเดียวของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดิศัย โพธารามิก ผู้ก่อตั้ง บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ถือหุ้นมูลค่ารวม 19,886.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,395.17 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.54 เศรษฐีหุ้นอันดับ 8 ได้แก่ นางยุพิน ธีระโกเมน เจ้าของอาณาจักรธุรกิจแบรนด์สุกี้ MK ถือหุ้น บมจ.เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) เป็นอันดับ 1 ในสัดส่วนร้อยละ 39.90 รวมมูลค่า 18,886.40 ล้านบาท ลดลง 2,083.70 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.94

เศรษฐีหุ้นอันดับ 9 ได้แก่ นางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ทายาทของหมอเสริฐ  ที่รับผิดชอบดูแลกิจการโรงพยาบาลของตระกูล ถือครองหุ้นรวมมูลค่าทั้งสิ้น 15,609.44 ล้านบาท รวยขึ้น 1,763.30 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.73 เศรษฐีหุ้นอันดับ 10 ได้แก่ นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการ บมจ.เมืองไทยลิสซิ่ง (MTLS) ถือหุ้น MTLS มูลค่า 14,661.25 ล้านบาท รวยขึ้น 2,377.50 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.35

สำหรับแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 ได้แก่ ตระกูลปราสาททองโอสถ โดยยังคงรักษาแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยไว้ได้อีกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 แล้ว ตระกูลปราสาททองโอสถ ยังสร้างสถิติใหม่ โดยเป็นตระกูลแรกที่มีความมั่งคั่งแตะระดับแสนล้านบาท จาก 5 เครือญาติในตระกูลที่ถือครองหุ้นรวมกันเป็นมูลค่าสูงถึง 107,918.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 19,831.76 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.51

ส่วนตระกูลอื่นๆ มูลค่าหุ้นที่ถือครองปรับตัวลดลงจากปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความมั่งคั่งลดลงไป โดย ตระกูลจิราธิวัฒน์ ปีนี้ยังอยู่ในอันดับ 2 ถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 58,142.15 ล้านบาท ลดลง 406.77 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.69 ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 3 ได้แก่ ตระกูลกาญจนพาสน์ ถือครองหุ้น รวมมูลค่า 42,210.54 ล้านบาท ลดลง 2,842.36 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.31

อันดับ 4 ตระกูลวิจิตรพงศ์พันธุ์ ถือครองหุ้นรวมมูลค่าทั้งสิ้น 35,401.40 ล้านบาท ลดลง 7,209.94 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.92 และ ตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ได้แก่ ตระกูลทองแตง ถือครองหุ้น รวมมูลค่าทั้งสิ้น 31,612.86 ล้านบาท ลดลง 10,040.74 ล้านบาท หรือร้อยละ 24.11

 

ขนส่ง จับมือภาคีเครือข่ายเอกชน ให้บริการตรวจสภาพรถรับปีใหม่ฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 13:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804356

 

ขนส่ง มอบความปลอดภัยเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ให้บริการตรวจสภาพรถก่อนการเดินทางโดยไม่คิดค่าบริการ พร้อมเชิญชวนนำรถเข้าตรวจสภาพฟรี ณ สถานประกอบการที่มีป้าย “ตรวจรถ ‘ฟรี’ ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.59 – 31 ม.ค.60 …

วันที่ 7 ธ.ค.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า สาเหตุหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุ คือสภาพรถและอุปกรณ์ ส่วนควบที่ไม่มั่นคงแข็งแรง ดังนั้น การตรวจสภาพรถก่อนเดินทางไกล จึงเป็นการเช็กความพร้อมของรถเบื้องต้น และผู้ขับขี่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ 2559 ที่ผ่านมา มีประชาชนนำรถเข้ารับบริการความพร้อมเบื้องต้นมากกว่า 500,000 คัน ส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ประมาณ 41% รองลงมาคือ รถปิกอัพ 32% และรถยนต์ 24% ตามลำดับ คาดว่า ปีใหม่ 2560 ก็ยังคงมีประชาชนตระหนักและให้ความสำคัญกับการตรวจสภาพความพร้อมของรถ นำรถเข้ารับบริการเป็นจำนวนมากเช่นเดิม

กรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ บริษัทผู้ผลิต/ศูนย์บริการ/ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์/รถจักรยานยนต์ สมาคมผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์ไทย สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) บริษัทประกันภัย บริษัทติดตั้งแก๊ส NGV/LPG ในรถยนต์ และหน่วยงานอื่นๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ จึงร่วมกันจัดกิจกรรม “ตรวจรถ ‘ฟรี’ ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” และขยายระยะเวลาดำเนินการรวม 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 – 31 มกราคม 2560 เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน


ทั้งนี้ ประชาชนสามารถนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ไม่ว่าจะยี่ห้อใดเข้ารับบริการได้ ณ สถานประกอบการที่มีป้ายข้อความ “ตรวจรถ ‘ฟรี’ ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” โดยจะได้รับบริการตรวจเช็กสภาพรถและอุปกรณ์ส่วนควบจำนวน 20 รายการ โดยไม่คิดค่าบริการ เช่น การตรวจระบบเบรก สภาพยาง อุปกรณ์ปัดน้ำฝน ระดับน้ำมันเครื่องและความสกปรกของน้ำมันเครื่อง ระดับน้ำมันเบรกและน้ำมันคลัตช์ ความตึงของสายพานพร้อมปรับตั้ง แบตเตอรี่ และการทำงานของไฟส่องสว่าง/ไฟสัญญาณต่างๆ เป็นต้น และผู้เข้ารับบริการยังจะได้รับความรู้ในเรื่องการดูแลบำรุงรักษารถจากช่างผู้ชำนาญงาน รวมถึงประโยชน์ของการหมั่นบำรุงรักษาสภาพรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ภาคีบางแห่งยังมอบส่วนลดค่าอะไหล่บางรายการ ของที่ระลึก และบริการอื่นๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมของรถก่อนการเดินทาง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 โดยการตรวจเช็กสภาพรถด้วยตนเองก่อนการเดินทางทุกครั้ง หรือนำรถเข้ารับบริการตรวจเช็กความพร้อมฟรี ณ สถานประกอบการที่มีป้ายประชาสัมพันธ์ “ตรวจรถ “ฟรี” ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัยในการเดินทางให้เกิดขึ้นบนท้องถนน นับเป็นการร่วมทำความดีถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกทางหนึ่ง