เมนูฝรั่งเศส โดยเชฟมิชลินสตาร์ ณ คาเฟ่ แคลร์ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/457560

เมนูฝรั่งเศส โดยเชฟมิชลินสตาร์ ณ คาเฟ่ แคลร์ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ

โดย…คาเอรุ

เก็บตกจากกาล่าดินเนอร์สุดหรู กับ เชฟเฌรารด์ ซัลเล เชฟมิชลินสตาร์ จากประเทศฝรั่งเศส ณ คาเฟ่ แคลร์โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน กับชุดอาหาร 5 คอร์สสุดหรู รังสรรค์อย่างประณีตโดยเชฟเฌรารด์ซัลเล เชฟมิชลินสตาร์ ผู้โด่งดังแห่งกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และร่วมงานปรุงอาหารในงานสำคัญต่างๆ มากมาย

ในค่ำคืนสุดพิเศษ เชฟเฌรารด์ ปรุงอาหารสุดพิถีพิถันในแบบตะวันตก ซึ่งเป็นอาหารฝรั่งเศสที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบ้านเกิด อบอวลไปด้วยบรรยากาศแบบบูติก

Soupe Bouillabaisse aux Raviolis

 

เริ่มที่คอร์สออร์เดิร์ฟ (Hors d’Oeuvres) ที่เชฟปรุง Gambas a la Mangue (Prawns with Mango Sauce) กุ้งราดซอสมะม่วง กุ้งเนื้อหวานๆ ตัดกับรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ของซอสมะม่วง พร้อมเนื้อมะม่วงสุกได้อย่างลงตัว เป็นการเริ่มต้นแบบสดชื่นๆ

ตามด้วยจานซุป Soupe Bouillabaisse aux Raviolis (Bouillabaisse Soup with Raviolis) ซุปบุยยาเบส ซุปทะเลเมนูคลาสสิกของฝรั่งเศส ที่ต้องอาศัยรสมือการปรุงที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนาน จานนี้มาพร้อมเนื้อปลาทะเลสุดหรูในน้ำซุปทะเลรสชาติเข้มข้น

Magret de Canard Roti, Sauce Cerise et Aubergines Cuisinees

ต่อด้วยคอร์ส Entree — Magret de Canard Roti, Sauce Cerise et Aubergines Cuisinees (Roasted Duck Breast with Cherry Sauce and Cooked Eggplants) อกเป็ดราดซอสเชอร์รี่-กรอบนอกนุ่มใน เป็นจานที่มีมิติทั้งเทกซ์เจอร์ที่แน่นนุ่มตัดกับหนังกรอบๆ ของเป็ดอบ ที่รสชาติเข้ากันได้ดีกับซอสเชอร์รี่เปรี้ยวๆ หวานๆ กลมกล่อมกับผักย่างที่มีกลิ่นสโมกจางๆ เข้ากันกับกลิ่นสโมกที่เนื้อเป็ดด้วย

ปิดท้ายจานคาวด้วย Boueuf Bouguignon a la Parisienne (Parisian Beef Bourguignon) สตูเนื้อสไตล์บูร์กอญ แต่ปรุงในแบบปารีเซียง เชฟแฮงก์ ซาเวลเบิร์ก แห่งร้านซาเลเบิร์ก เจ้าของมิชลินสตาร์ 1 ดาวจากเนเธอร์แลนด์ ที่ร่วมมื้อดินเนอร์ด้วย บอกว่า จานนี้แสดงความเป็นฝรั่งเศสระดับสูง เป็นจานที่หารับประทานได้ยากในร้านอาหารยุโรปทั่วๆ ไป นอกจากจะอาศัยเวลาในการปรุงแล้ว ยังต้องมีความพิถีพิถันอย่างสูงในการสร้างสรรค์จานนี้ออกมาให้อร่อยลงตัว

Saumon Roti aux Legumes

สำหรับคนไม่รับประทานเนื้อ มีทางเลือกเป็น Saumon Roti aux Legumes (Roasted Salmon with Vegetables) แซลมอนอบเสิร์ฟพร้อมผักเคียง ปิดท้ายจริงๆ กับของหวาน Ananas Caramelise a la Vanille par Gerard Salle (Caramelised Pineapple with Vanilla by Gerard Salle) สับปะรดคาราเมลกับน้ำเชื่อมวานิลลา สไตล์เชฟเฌรารด์ ซัลเล เป็นการปิดท้ายค่ำคืนแบบไม่หวานจัด แถมสุขภาพดีด้วยชิ้นผลไม้อีกด้วย

แถมท้ายจริงๆ ด้วยขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อย Financier ฟินองซิเยร์ พร้อมเสิร์ฟกับชา/กาแฟ เป็นอันครบถ้วนกระบวนค่ำคืนอันแสนประทับใจ

Ananas Caramelise a la Vanille par Gerard Salle

 

สำหรับใครที่ได้พลาดค่ำคืนสุดอลังการ ก็ไม่ถือว่าได้พลาดมากอะไร เพราะค่ำคืนดังกล่าว คือการแนะนำเมนูใหม่บางส่วน ที่เชฟเฌรารด์ ซัลเล ได้มาออกแบบสร้างสรรค์ให้กับคาเฟ่ แคลร์ ซึ่งทุกท่านสามารถมาลองลิ้มชิมรสได้ตลอดเวลา ที่ห้องอาหาร คาเฟ่ แคลร์ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ จะลองตามเมนู 5 คอร์สนี้ หรือเลือกลิ้มลองอะลาคาร์ตเมนูก็มีให้เลือกมากมาย ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ

คาเฟ่ แคลร์ ต้อนรับด้วยบรรยากาศของห้องอาหารที่โอบล้อมด้วยทิวทัศน์ของสวนสวย เขียว โปร่งโล่งสบาย ร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ที่ดึงดูดใจให้ผู้ที่ชอบสรรหาแหล่งที่กิน ต้องแวะมาลิ้มลอง ตกแต่งแนว
คลาสสิกทันสมัย เรียบง่าย ให้บริการอาหารฝรั่งเศส เน้นสะดวก รวดเร็ว

เชฟเฌรารด์ ซัลเล

 

เชฟใหญ่ ณัฐกิจ กัลยาณมิตร ได้สรรหาวัตถุดิบชั้นเยี่ยม นำเสนอแต่ละเมนูด้วยความประณีตพิถีพิถัน โดยผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชายามบ่าย คาเฟ่ แคลร์ น่าเสนอ “อาฟเตอร์นูนที” ที่เลือกสรรชาชั้นดี แบรนด์ ทีดับเบิลยู จี (TWG) เสิร์ฟพร้อมขนมหวานหลากสไตล์ เพิ่มความอร่อยให้มื้ออาหารด้วยไวน์ชั้นเยี่ยมหรือค็อกเทลสูตรต่างๆ

สำรองที่นั่ง โทร. 02-125-9000 หรือ lalita.p@oriental-residence.com

 

ขนมหวักโบราณ ของดังเมืองตรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/457559

ขนมหวักโบราณ ของดังเมืองตรัง

โดย…เมธี เมืองแก้ว

ตลาดเทศบาลนครตรัง นับเป็นตลาดแห่งหนึ่งที่มีบรรยากาศการซื้อขายสินค้าคึกคักตั้งแต่เช้ามืด เนื่องจากเป็นตลาดเก่าแก่ที่สุดของจังหวัด และมีความใหญ่โตอยู่ในระดับต้นๆ ในภาคใต้ โดยพ่อค้าแม่ค้าจะเริ่มมาทยอยวางแผงขายของกันนับตั้งแต่ตอนตี 2 และจะมีผู้คนเดินทางมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดวัน

สินค้าที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขายที่ตลาดแห่งนี้มีครบถ้วนทุกชนิด ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง หรือของกินของใช้ โดยเฉพาะด้านหลังตลาดสดจะขายขนมพื้นบ้านสูตรจีนโบราณนานาชนิด สำหรับซื้อนำไป
รับประทานคู่กับน้ำชา กาแฟ โดยขายในราคาย่อมเยาตั้งแต่ชิ้นละ 3-5 บาท

 

ขณะที่บริเวณหลังตลาดเทศบาลนครตรัง ทางฝั่งทิศเหนือ จะมีขนมพื้นบ้านโบราณคู่เมืองตรังอยู่ชนิดหนึ่งที่นำมาวางขายทุกวัน นั้นก็คือ “ขนมหวัก” ผู้คนที่นี่จะนิยมซื้อไปกินคู่กับกาแฟ หรือนำไปกินเป็นอาหารว่าง

คุณป้าลักขณา เจียรนันท์ วัย 56 ปี เจ้าของขนมอร่อยชนิดนี้ บอกว่า ครอบครัวสามีได้สืบทอดทำขนมหวัก มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษชาวจีนโพ้นทะเลอพยพมาอยู่เมืองตรัง ก่อนจะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานกว่า 100 ปีแล้ว กระทั่งเมื่อเข้ามาเป็นลูกสะใภ้ได้เริ่มหัดทำขนมโบราณดังกล่าว ก่อนที่จะยึดเป็นอาชีพมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งปรากฏว่าขนมหวักยังคงเป็นที่นิยมของชาวตรังมาอย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนผสมของ “ขนมหวัก” จะประกอบไปด้วย หมูเนื้อแดงบด แป้งถั่วเหลือง ถั่วงอก กุยช่าย พริกไทย และเครื่องปรุงรส ซึ่งขั้นตอนการทำก็ไม่ยาก หลังจากขายขนมเสร็จในแต่ละวัน ก็จะไปเริ่มต้นทำหมูเนื้อแดงบด ก่อนหมักให้เข้ากับเครื่องปรุง เมื่อได้รสชาติที่อร่อยแล้ว ก็นำไปเก็บไว้ในตู้เย็นจนถึงรุ่งเช้า จากนั้นเมื่อถึงเวลาตี 2 จะนำมาจัดเตรียมแป้งถั่วเหลืองแล้วนำไปทอดในน้ำมันขาย

คุณป้าลักขณา บอกต่อว่า จะเริ่มขายขนมตั้งแต่ประมาณตี 4 ของทุกวัน เพียงลูกละ 5 บาท ไปจนถึงเวลาประมาณ 09.30 น. ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าท้องถิ่นที่นิยมกินขนมโบราณ ปัจจุบันขนมหวักหากินยากมากเพราะไม่ค่อยมีคนทำขาย หากอยากรับประทานมีที่ จ.ตรัง แห่งเดียว คือที่ตลาดเทศบาลนครตรัง ตลาด อ.กันตัง และ อ.ห้วยยอด

 

มื้อเด็ดเห็ดสด ซุบเห็ดสไตล์บ้านนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/457552

มื้อเด็ดเห็ดสด ซุบเห็ดสไตล์บ้านนา

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

หน้าฝนแบบนี้ซุ้มเห็ดเพาะที่บ้านของสไตลิสต์ประจำ Cookool ออกน้อยลงกว่าเดิมจากความชื้นในโรงเพาะเห็ดมือสมัครเล่นที่โดนหน้าฝนเล่นงานไว้ รอฝนซาอีกสักนิดเมื่ออากาศแห้งขึ้นเห็ดจะทยอยแตกแย่งกันออกจากถุงเพาะ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เราหยุดยั้งสูตรเด็ดจากเห็ดสดในตอนนี้ของเรา

สำหรับสูตรในฉบับนี้ได้ไอเดียมาจาก “ซุบเห็ด” แบบอีสานในวันที่ฝนพรำแบบนี้ ติดเตาที่ถ่านชื้นๆ ค่อยๆ รมควันหอม กระเทียม พริก ให้ระอุจนแตกเป๊าะๆ ส่วนผสมไม่ได้มากมายอะไร มีอยู่ในบ้านแล้วทั้งนั้น เพียงแค่หาเห็ดที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นเห็ดนางฟ้าภูฏานแบบที่ผู้เขียนได้รับเห็ดสดๆ มาจากบ้านของน้อง หรือจะเป็นเห็ดหอมสด เห็ดเข็มทอง หรือจะเป็นเห็ดฟางก็อร่อย

ความอร่อยจะมากขึ้นอีกโขหากได้ใช้เตาถ่านแบบต้นตำรับพื้นบ้าน แต่ถ้าอยู่ตามบ้านแนวราบหรือคอนโดมิเนียมแนวสูงก็มิได้เป็นปัญหา เพราะสามารถคั่วพริก หอม และกระเทียมให้พอจามจนหายคัดจมูกในกระทะที่มีอยู่แล้วในครัวได้ไม่ยาก ขออย่างเดียวต้องมี “ครก” ติดครัวไว้โขลกส่วนผสมทุกอย่างให้แหลก อยากเผ็ดมากก็เพิ่มพริกให้สะใจแล้วโขลกให้ละเอียด แต่ถ้าลิ้นไม่รับรสเผ็ดแนะนำให้โขลกทุกอย่างให้ละเอียดจึงบุบพริกให้พอแตกจะได้ไม่เผ็ดจนเกินไป

 

ซุบเห็ดสูตรนี้ปรุงรสด้วยส่วนผสมมาตรฐานอย่างน้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะนาว ยังสามารถปรับเป็นอาหารคลีน หรือแม้แต่เป็นอาหารมังสวิรัติได้ไม่ยาก เพียงตัดน้ำปลาออกแล้วใช้เป็นซีอิ๊วหรือเกลือป่นแทน โดยอาศัยสัดส่วนปรุงไปปรับไปตามรสชาติที่ชอบ

หรือถ้าเป็นสูตรที่บ้านของผู้เขียนเอง ซึ่งชอบเนื้อๆ หนังๆ ต้องปิ้งปลาทูตัวเล็กๆ แล้วแกะเนื้อลงไปโขลกกับพริก หอม กระเทียม โขลกแบบขยันๆ จะได้เนื้อปลาทูที่ฟู หรือจะปรับเป็นปลาทูน่ากระป๋องเพื่อให้ง่ายขึ้น

ซุบเห็ดแบบนี้ต้องเสิร์ฟกับผักต้มและผักลวกนานาชนิดๆ หรือจะทำให้กลายเป็นอาหารจานเดียวประเภทสลัดได้ แค่ปรับเปลี่ยนผักจากผักพื้นบ้านให้เป็นผักสลัดรับประทานคู่กันเป็นมื้อเบาแคลอรีน้อยได้เลย

ซุบเห็ดสไตล์บ้านนา

ส่วนผสม

เห็ดชนิดที่ชอบ 1 ขีด

หอมแดงปอกเปลือก 6 หัว

กระเทียมไทยปอกเปลือก 10 กลีบ

พริกกะเหรี่ยง 3-5 เม็ด

น้ำมันพืช 1 ช้อนชา

น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 1 ส่วน 2 ช้อนชา

ผักชีซอย 1 ต้น

ต้นหอมซอย 1 ต้น

ถ้าชอบเนื้อสัตว์แนะนำให้แกะเนื้อปลาทูย่างลงไปด้วย 1 ตัว

วิธีทำ

คั่วหรือย่างหอมแดง กระเทียมไทยและพริกกะเหรี่ยงจนสุกนุ่มเกรียมได้บ้างเล็กน้อยเพื่อให้หอมหวนมากขึ้นในกระทะหรือเตาย่างใบเดิมย่างหรือคั่วเห็ดกับน้ำมันเล็กน้อยจนเห็ดพอสลด สับเห็ดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโขลกส่วนผสมพริกหอม กระเทียมให้แหลกพร้อมกับเห็ดปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลและน้ำมะนาว โรยต้นหอมผักชีที่ซอยไว้

 

เหตุเกิดที่นครปูเน่ …อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466250

เหตุเกิดที่นครปูเน่ ...อินเดีย

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระศาสนา ได้รับนิมนต์มานครมุมไบและเมืองปูเน่ รัฐมหาราษฎร์ อินเดียในระหว่างวันที่ ๑๔-๑๘ พ.ย. ๒๕๕๙ จากการได้มีโอกาสไปเยี่ยมวัดของศาสนาเชนหรือไชนะของนิคันถนาฏบุตร หรือศาสนามหาวีระที่เมืองปูเน่ นครไอทีที่รุ่งเรืองในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นเมืองที่มีอากาศดี มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียว จึงได้มีโอกาสสนทนากับศรัทธาคนสำคัญของศาสนาเชน

ก่อนจะวิสัชนาในเรื่องดังกล่าว ให้นึกถึงเรื่องในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงโต้ตอบกับสาวกพวกนิคันถนาฏบุตรศาสนาของนิครนถ์ทั้งหลาย ในครั้งที่ทรงเห็นนิครนถ์หมู่ใหญ่ บำเพ็ญตบะด้วยการยืนเป็นวัตรอยู่ข้างภูเขาอิสิคิลิในเขตพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ ทรงตรัสถามบรรดานิครนถ์เหล่านั้นว่า ทำไมมายืนทนทุกข์ทรมานกันอยู่อย่างนี้ ดูเป็นความลำบากอย่างยิ่ง?

พวกนิครนถ์เหล่านั้นกราบทูลพระองค์ว่า “นิคันถนาฏบุตร ศาสดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย ผู้รู้ …ผู้เห็นสิ่งทั้งปวง ผู้มีญาณทัสนะในทุกอิริยาบถ ท่านได้สอนพวกเราว่า พวกเรามีบาปกรรมติดตัวมาแต่ปางก่อน พวกเราจะต้องสลัดบาปกรรมนี้เสีย ด้วยการบำเพ็ญตบะเช่นนี้ ไม่เป็นการทำกรรมเพิ่มขึ้นมาใหม่ กรรมเก่าชำระให้สิ้นไปด้วยการบำเพ็ญตบะ เมื่อทำได้อย่างนี้ก็จะมีอนวัสสวธรรมคือความที่ไม่มีอำนาจอะไรๆ มาบีบคั้น ไม่มีสิ่งใดมามีอำนาจเหนือพวกเราอีกต่อไป เมื่อไม่มีอะไรมามีอำนาจเหนือพวกเราอีกต่อไป เราก็มีกัมมักขยะ (ความสิ้นกรรม) เมื่อสิ้นกรรมก็ถึงความสิ้นทุกข์ (ทุกขักขยะ) เมื่อสิ้นทุกข์ก็ถึงความสิ้นเวทนา (เวทนากขยะ) ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง จึงเป็นอันว่า เสื่อมสลายไปไม่มีเหลือ…”

พระพุทธเจ้าของเราได้ตรัสถามนิครนถ์เหล่านั้นว่า “ท่านทั้งหลายทราบหรือว่า เคยอยู่ในภพก่อน ท่านเคยทำบาปกรรมไว้ในภพก่อนหรือเคยทำกรรมอย่างนั้นอย่างนี้กี่อย่างในภพก่อนหรือทุกข์ของท่านทั้งหลายสลัดออกไปแล้วได้เท่าไหร่ เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายทราบวิธีการละหรือวิธีละบาปอกุศล หรือทราบวิธีทำกุศลให้ถึงพร้อมในบัดนี้หรือ”  พวกนิครนถ์ก็ได้แต่ตอบทุกคำถามว่า ไม่ทราบ ไม่ทราบ ไม่ทราบ ฯลฯ

 

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสรุปลงในประโยคสุดท้ายว่า น่าประหลาดใจอยู่ว่าถามอะไรๆ ท่านก็ไม่ทราบไปทั้งหมดดังนี้แล้ว มันก็จะมีแต่คนชั้นเลวที่มีมือเปื้อนเลือด เกิดในตระกูลต่ำเท่านั้นแหละที่จะมาบวชในสำนักนิครนถ์/ศาสนาเชน ฯลฯ

จริงๆ ในเรื่องดังกล่าวยังมีสาระยาวกว่านี้ แต่ก็จบตรงนี้ด้วยเพียงแค่ยกขึ้นมาเป็นธัมมานุสติ เป็นแนวทางในการตอบปัญหากับบุคคลที่มีศรัทธามั่นคงในไชนะ

หลายปัญหาได้ตอบไปแบบพุทธศาสตร์ หรือ Buddhist Science จนถึงปัญหาสำคัญข้อหนึ่งที่เป็นไปตามแนวความเชื่อของศาสนาเชนคือ เรื่องที่ผู้ถามกังขาว่าตนเองมีกรรมที่ไม่ดีอันต้องชดใช้ แต่กลับไม่ชดใช้ ด้วยการไปรับบุญกุศลและละสิ้นกรรมอกุศลนั้นเสีย เรื่องดังกล่าวมันไม่ใช่เป็นการปฏิเสธความจริงไปละหรือ จริงๆ แล้ว เราควรเปลื้องกรรมนั้นด้วยการรับผลแห่งกรรมนั้นๆ โดยตรง ไม่ควรหาวิธีการใดๆ มาใช้เพื่อการออกไปจากกรรมนั้นๆ

จึงใช้หลักที่ว่า เหนือบุญคือกรรม แต่เหนือกรรมคือวิปัสสนาญาณ เป็นแนวทางวิสัชนาจนจบข้อสงสัย นำมาสู่ความศรัทธาด้วยตัวอย่างที่ยกขึ้นประกอบการอธิบายธรรม

หลายปัญหาถูกวิสัชนาในค่ำคืนนั้นต่อเนื่องเป็นคืนที่ ๒ ณ เมืองปูเน่ ที่สุดแห่งปัญหาคือการให้ความเคารพในธรรมที่วิสัชนา นำมาสู่การปวารณาสร้างวัดพุทธศาสนาถวายเพื่อเป็นศูนย์วิปัสสนากรรมฐาน บนที่ดินในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในกลางเมืองปูเน่ ท่ามกลางความดีใจของชาวพุทธในอินเดีย ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในวันนี้ (๑๘ พ.ย. ๒๕๕๙)

 

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) สังฆโสภณของราชอาณาจักรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466249

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) สังฆโสภณของราชอาณาจักรไทย

โดย…สมาน สุดโต

ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ที่เคยพบและเข้าใกล้พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ไม่ว่าจะในช่วงไหน สมัยใด ตั้งแต่ยังเป็นพระมหาประยุทธ์ จนกระทั่งเป็นพระมหา เถระชั้นเจ้าคณะรอง จะพบว่าท่านมีความเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิสันถาร ต้อนรับอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยน แปลง ผู้ที่กราบและใกล้ชิดจึงกราบด้วยความสนิทใจ และฟูใจ เพราะท่านคือสังฆโสภณของคณะสงฆ์และของชาติไทย

อ่านหนังสือกว่าจะพบหลวงลุงฉายแล้วพากันไปวัดญาณเวศก์ (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2) 12 ต.ค. 2558 จะเห็นภาพพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ตั้งแต่เป็นสามเณรน้อยจากวัดบ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี บ้านเกิด เข้ามาเรียนธรรมบาลีในกรุงเทพฯ โดยพำนัก ณ วัดพระพิเรนทร์ ถนนวรจักร เมื่อ พ.ศ. 2494 ที่เป็นคนเก่งเรียนจบทุกชั้นทุกประโยคตั้งแต่เป็นสามเณร คือสอบบาลีได้ ป.ธ.9  เมื่อ พ.ศ. 2504 เป็นรูปที่ 2 ในรัชกาลที่ 9 และรูปที่ 4 ในสมัยรัตนโกสินทร์ และจบพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) ในปีเดียวกัน ยังไม่รวมวุฒิที่สมัครสอบจากกระทรวงศึกษาธิการ เช่น วุฒิครูมัธยม ศึกษา (พ.ม.) เป็นต้น

เมื่อจบชั้นสูงสุด รวมทั้งเป็นนาคหลวงเมื่ออุปสมบทเดือน ก.ค. 2504 ท่านกลายเป็นพระนักศึกษาที่ทรงความรู้ เป็นที่ต้องการของสถาบันต่างๆ ไม่รวมมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่จองตัวให้เป็นอาจารย์สอน รวมทั้งทำหลักสูตรโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ การเขียนแบบเรียนภาษาอังกฤษ โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการของคณะสงฆ์ รวมทั้งทำงานที่ชอบคือการเขียนพจนานุกรมท่านเล่าว่า เมื่อเดือน มิ.ย. 2504 สมเด็จพระสังฆราช กิตติโสภณมหาเถระ วัดเบญจมบพิตร เสด็จสหรัฐอเมริกา และยุโรป เยี่ยมเยียนสถาบันการศึกษาที่สอนวิชาพระพทธศาสนา โดยมี ฟุ้ง ศรีวิจารณ์ อธิบดีกรมการศาสนาเดินทางด้วย จึงเกิด ความคิดหลายอย่างเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าในด้านวิชาการทางพระพุทธศาสนา กลับมาจึงตั้งหน่วยวิจัยทางพระพุทธศาสนาขึ้นวันที่ 1 พ.ย. 2504 มี พระราชาคณะ รวมทั้งพระมหาเปรียญ 9 รวมทั้งตัวท่านเจ้าคุณ ซึ่งเพิ่งบวชใหม่ก็ถูกเรียกไปร่วมงาน ได้รับมอบหมายให้อยู่ในคณะทำงานพจนานุกรมบาลี-ไทย-อังกฤษ เป็นการริเริ่มที่สำคัญ แต่ท่านว่าจะให้กว้างยิ่งขึ้นต้องมีพจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา ท่านจึงเริ่มเขียนพจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา บาลี-ไทย-อังกฤษ เดือน ต.ค. 2506 ซึ่งต่อมาคือพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ กับพจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรม งานพจนานุกรมดังกล่าวมาทำที่วัดตอนค่ำ แต่ทำได้ไม่เท่าไรต้องไปทำงานบริหาร เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการ มจร เมื่อ พ.ศ. 2507 คราวนี้งานท่วมท้นทั้งบริหาร และวิชาการ ที่จำวัดของท่านแทนที่จะเป็นวัดพระพิเรนทร์ กลายเป็น มจร วัดมหาธาตุไปเสียแล้ว

อ่านถึงตอนที่ท่านทำงานหลายอย่าง แต่เชื่อหรือไม่ท่านไม่เคยขอให้ใครช่วยเหลือในงานส่วนตัว เช่น ซักสบง-จีวร เช็ดถูพื้นกุฏิ ทำความสะอาด ล้างบาตร ล้างจานที่ฉันอาหาร ท่านทำได้เองได้อย่างง่ายดายเคยชินตั้งแต่เป็นสามเณร เมื่อเป็นพระก็ทำต่อมาจนชรา ท่านว่าการที่ทำอย่างนี้เป็นความสะดวก โปร่ง โล่ง เบาตัว ท่านนั้นใช้ผ้าเพียง 3 ผืน กลางคืนซัก ตากในกุฏิ รุ่งขึ้นนำมาห่มได้เลย ส่วนที่นอนชอบที่สุดคือนอนบนพื้นกระดาน แต่เมื่อมานอนที่ มจร ใช้เสื่อปู 1 ผืน เพราะคนเข้าออกบ่อย หรือถ้านอนบนโต๊ะที่มีกระจกก็ใช้เสื่อปูทับกันเหนอะหนะ

เมื่อรับนิมนต์ไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกา ปี 2515, 2519 หรือ 2524 ท่านไม่ได้ครองผ้าอื่นนอกเหนือจากจีวรที่พระธรรมวินัยอนุญาต แม้จะมีโยมฝรั่งหวังดีหาผ้าหนาตัดเย็บอย่างดีมาถวายให้ห่มช่วงฤดูหนาว แต่ก็สนองศรัทธาได้ระยะเวลาสั้นเท่านั้นที่น่าตื่นเต้นในการไปปสอนที่ Swartmore สหรัฐอเมริกา เริ่มเดินทาง 23 ม.ค. 2519 โดยมี บุญเลิศ โพธินี เป็นไวยาวัจกร บุญเลิศนำแคนติดตัวไปด้วย ถึงสนามบินฮาวาย ต้องเป่าแคนโชว์ เพราะ ตม. ฝรั่งสงสัยว่ามันคืออะไร อีกครั้งหนึ่งเป่าแคนนำขบวนฝรั่งนักศึกษามาถวายอาหารที่พักของท่านเจ้าคุณ ในช่วงสงกรานต์ผ่านบ้านฝรั่ง ที่ไม่ยอมให้ใครละเมิด ความเป็นส่วนตัว (Privacy) อาจมีอารมณ์ไม่ชอบ หลังจากนั้นทำให้เกิดกรณีเหมือนขู่คือเอาสุนัขดุ ตัวใหญ่มาผูกไว้เมื่อท่านเดินไปมหาวิทยาลัย สุนัขตัวใหญ่ เห่าเสียงดัง ทำให้ตกใจ เมื่อเห็นว่าผูกไว้ ไม่ออกมาทำร้าย วันต่อมาก็เดินห่างออกไป

ท่านย้อนเล่าเรื่องเมื่อ พ.ศ. 2515 ที่ไปบรรยายที่เพนซิลเวเนีย ครั้งนั้นมีพระเถระผู้ใหญ่อีก 2 รูป ไปด้วยคือพระธรรมคุณาภรณ์ (หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ เกี่ยว) พระเทพวรเวที (สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ช่วง) ทั้ง 3 รูป เดินที่ฟุตปาทในนครวอชิงตัน ดี.ซี. เด็กฝรั่งนั่งรถผ่านตะโกนเรียกว่า หริกฤษณะ เพราะเห็นห่มเหลืองเหมือน หริกฤษณะ นักบวชฮินดู ท่านบอกว่าเรื่อง Intolerance ระหว่างศาสนาต้องยันต้องข่มด้วยกฎหมายเท่านั้น

ขณะที่อยู่สหรัฐอเมริกาก็สร้างผลงานมาก เช่น ธรรมนูญชีวิต ที่ได้รับการพิมพ์ซ้ำนับครั้งไม่ถ้วนในปัจจุบัน และเป็นผู้ร่วมการก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา (21 ต.ค. 2519) ซึ่งเป็นศูนย์รวมคณะสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ถึงทุกวันนี้

อ่านหนังสือนี้นอกจากรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวท่าน ยังรู้การเกิดของหนังสือ อีกหลายเล่ม เช่น พุทธธรรม และยังรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การปกครองของประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว อีกด้วย เพราะท่านคือนักบันทึกเหตุการณ์ในสมุดบันทึกประจำวัน

ตามประวัตินั้น ศาสตราจารย์พิเศษ พระพรหมคุณาภรณ์ นามเดิม ประยุทธ์ อารยางกูร ฉายา ปยุตฺโต หรือที่รู้จักกันดีทั่วไปในนามปากกา “ป.อ. ปยุตฺโต” เกิดเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2481 ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 12 ปี เมื่อ ปี พ.ศ. 2494 และเข้ามาจำพรรษาที่วัดพระพิเรนทร์ กรุงเทพ มหานคร จนสอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม 9 ประโยค ขณะยังเป็นสามเณร นับเป็นรูปที่สองในรัชกาลที่ 9 และเป็นรูปที่สี่ในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยได้รับการอุปสมบทโดยเป็นนาคหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2504 ณ พัทธสีมาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) เป็นพระอุปัชฌาย์

ท่านได้รับการยกย่องจากทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก ด้วยผลงานของท่านทำให้ท่านได้รับรางวัลและดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายสถาบัน ทั้งในและนอกประเทศ รวมมากกว่า 20 สถาบัน ซึ่งนับว่าท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ไทยที่ได้รับการยกย่องให้ได้รับ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มากที่สุดในปัจจุบัน

นอกจากนั้น ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ จากองค์การยูเนสโก (UNESCO Prize for Peace Education)

ในปี พ.ศ. 2549 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ปัจจุบันพระพรหมคุณาภรณ์ ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์พิเศษ ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และจำพรรษาอยู่ที่วัดญาณ เวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม (เป็นข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)ส่วนเรื่องที่ต้องออกจากวัดพระพิเรนทร์ ไปหาที่สัปปายะ เหมาะแก่สภาพสังขาร ตามที่เล่าไว้ในหนังสือก็เพราะสภาพในวัดพระพิเรนทร์ ที่อยู่กลางกรุงแวดล้อมด้วยตึกรามบ้านช่องด้านนอกแม้จะมีกำแพงกั้น แต่มลพิษไม่มีอะไรขวางกั้น เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส วัดพระพิเรนทร์มรณภาพก่อนวัยอันควรก็เพราะโรคที่มีปัจจัยภายนอกมาเบียดเบียน คือโรคทางเดินหายใจและวัณโรค ตัวท่านเจ้าคุณเองก็ไม่เว้น เริ่มจากเป็นวัณโรค ต่อมารักษาหายแต่ปอดชำรุดแล้ว หลอดลมพิการ หายใจยาก พูดลำบาก ตามมาด้วยเจ็บหน้าอก เสมหะติดคอ เหนื่อย อึดอัดสารพัด

ก่อนจะมาสร้างวัดญาณเวศกวัน ญาติโยมพาไปพักศาลากลางน้ำที่ อ.ลำลูกกา อยู่ 3 พรรษา โดยคณะที่ติดตามได้แก่ พระครูปลัด (อินศร) และพระครูสังฆรักษ์ (ฉาย) รวมทั้งท่านเจ้าคุณ จึงเป็น 3 รูป และทั้ง 3 รูปนี้คือพระสงฆ์คณะแรกที่จำพรรษา ณ วัดญาณเวศกวัน เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2532 แม้จะอยู่วัดญาณเวศกวัน สิ่งแวดล้อมดี แต่พูดนานไม่ได้ จึงต้องไปหาที่ที่ไม่ต้องพูดและใช้เสียง จึงจรหาที่สัปปายะที่จะฟื้นกำลังปอดให้พอแก่งาน เช่น 7 เดือน ใน พ.ศ. 2557 อยู่ถึง 5 จังหวัด เพื่อรักษาปอด

ความสามารถและผลงานไม่สามารถถ่ายทอดได้หมด เพราะมากมายเหลือคณานับจริง แม้จะเป็นพระนักวิชาการ มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพของชนทุกชั้นทั้งในและนอกประเทศ เป็นพระสุปฏิปันโน เป็นสังฆโสภณ แต่ปฏิปทาคงเส้นคงวา กราบไหว้ได้สนิทใจจริงๆ จึงไม่แปลกใจที่ได้ยินเสียงสาธุกึกก้อง เมื่อทราบข่าว ที่เป็นมงคล แต่ยังไม่เป็นทางการว่าท่านจะได้รับการสถาปนาอีกครั้ง

 

รู้อย่างไม่รู้ แต่รู้อย่างผู้รู้ กับ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466248

รู้อย่างไม่รู้ แต่รู้อย่างผู้รู้ กับ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

โดย…ราช รามัญ

หลายคนเข้าถึงการหมดซึ่งความทุกข์ว่า จะต้องเป็นบุคคลที่มีความเป็นพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไป อาทิ เหาะได้   ได้อภิญญามีฤทธิ์ทางใจรู้ใจผู้อื่น ย่อย่นระยะทางได้ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าผู้นั้นเข้าถึงซึ่งความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์เป็นพระอรหันต์อย่างที่เข้าใจเสมอไป

พระอรหันต์บางรูปอาจจะไม่มีความโดดเด่นในเรื่องเหล่านี้เลยก็มี แต่เป็นผู้หมดแล้วซึ่งความทุกข์ทั้งปวง การหมดทุกข์หาใช่จำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตอย่างเหนือคนธรรมดา กลับกันอาจจะใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและธรรมดามากถึงมากที่สุดก็เป็นได้

การปฏิบัติธรรมในแนวทางของหลวงพ่อเทียนนั้น เน้นเทคนิคการปฏิบัติแบบความเคลื่อนไหวที่มือ เคลื่อนไหวด้วยการเดินจงกรม ไม่เน้นการนิ่งๆ ในสมาธิ เพราะการเคลื่อนไหวนี้จะทำให้เรามีสมาธิที่ไม่จมกับอารมณ์ ไม่ดับดิ่งนิ่ง ไม่เหม่อลอยโดยไม่รู้ว่าเหม่อลอย

เก็บอารมณ์ จึงเป็นหลักสูตรหนึ่งของการปฏิบัติในแนวทางนี้ ผมปฏิบัติได้ระดับหนึ่งแต่ก็ยังบกพร่องอีกมากในช่วงแรก ได้รับแนะนำว่า ให้เก็บอารมณ์สัก 10 วัน แต่เมื่อทราบถึงข้อปฏิบัติแล้วอยากจะขอคืนคำสัญญากันเลยทีเดียว

เพราะการเก็บอารมณ์นี้จะต้องงดการสื่อสารทุกชนิด งดพูด งดสื่อสารภาษาเขียน และภาษากาย ห้ามอ่านหนังสือ ห้ามเขียนบันทึก อาหารการกินมีคนคอยดูแลเต็มที่ ฉัน (ทานข้าว) แล้วปฏิบัติอย่างเดียว เดินไปไหนมาไหนใครทักก็ห้ามคุยด้วย ที่คอจะแขวนป้ายเขียนไว้ว่า “เก็บอารมณ์” ถือได้ว่าเป็นอันเข้าใจซึ่งกันและกัน

1-3 วันแรก อึดอัด อยากจะถอนสัจจะ ไม่ไหว ฝืนธรรมชาติ ไม่ได้พูด ได้คุย แต่พอพ้นรอดไปได้ ใจเริ่มสบายเริ่มชิน เริ่มมีกำลังใจจากการปฏิบัติมากขึ้น เมื่อเริ่มเห็นความชัดเจนทางด้านภาวะอารมณ์ ที่คิดนั่น คิดนี่ เดี๋ยวอยากไปทางโน้น เดี๋ยวอยากไปทางนี้ เดี๋ยวอันนั้น อันนี้ สารพัดอย่าง

ตอนที่เห็นอารมณ์นี่นะ เท่ากับเห็นความคิดควบคู่กันไปด้วยเลย มันแจ่มชัด พอเห็นแล้วเข้าใจแล้ว นี่เองตัวที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ตัวที่ทำให้เราปรุงแต่ง มันเห็นชัดๆ แบบนี้เลยทีเดียว พอเห็นแล้วเรามีสติรู้ทันอารมณ์ที่ปรากฏ ความทุกข์มันก็คลายจางแบบนี้ ความทุกข์มันไม่ได้หายไปไหน แต่เราอาศัยอยู่กับความทุกข์ได้โดยที่มีสติและความรู้สึกตัวอย่างทันท่วงทีเท่านั้นเอง

การฝึกเคลื่อนไหวทางกายและการเดินจงกรม มีประสิทธิภาพกว่าการนั่งสมาธิตรงที่ทำให้เกิดสติและสัมปชัญญะ หรือความรู้สึกตัวได้อย่างต่อเนื่องและเป็นลูกโซ่ดีแท้ การเห็นแบบนี้ คือ การบรรลุธรรมหรือไม่ …ไม่ได้สนใจชื่อหรือภาษาหรือความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้นว่า บรรลุธรรมหรือไม่ สนใจเพียงอย่างเดียว คือ ทุกข์มันน้อยลง แม้จะไม่ได้ปฏิบัติธรรมเคลื่อนไหวต่อไปอีก ก็ยังพอเห็นอย่างเท่าทัน

จึงอาจกล่าวได้ว่า “รู้อย่างไม่รู้” คือ รู้แบบนี้ ส่วนคำว่าและที่กล่าวว่า “รู้อย่างผู้รู้” คือ ผู้รู้ รู้แล้วความทุกข์น้อยลงนั่นเอง

จึงได้มาเข้าใจในเรื่องของ อวิชชา คือ ความไม่รู้ตามความจริง เป็นรากฐานของการปรุงแต่งจริงๆ…

หลายคนที่สนใจแนวทางการปฏิบัติเคลื่อนไหวแบบของหลวงพ่อเทียน มักจะมาตั้งคำถามเสมอว่า จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้จริงๆ หรือ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแบบนี้นะ ต้องขอเกริ่นกล่าวว่า สิ่งที่หลวงพ่อเทียนสอนนั้นเป็นสิ่งเดียวกับที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ให้มีสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา เพียงแต่อาศัยเทคนิคในการปฏิบัติด้วยการเคลื่อนไหว

เพราะชีวิตของเราทั้งหลายอยู่กับความเคลื่อนไหว และ ถ้าเราเคลื่อนไหวอยู่เสมอพร้อมกับมีสติมีความรู้สึกตัวนั้นเท่ากับว่าเราได้ปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวเพราะการขับรถ ถูบ้าน ทำกับข้าว ล้างจาน ทุกอย่างเราจะเห็นชัดด้วยตัวของเราเองเลย และก็เข้ากับหลักในการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า

สติปัฏฐานสี่ ผู้ที่มาใหม่ในสายทางธรรม มักมีคตินิยมว่า การนั่งนิ่งในสมาธินานๆ คือ ผู้เข้าฌานและบรรลุธรรม หรือการทำแบบนั้นอย่างนั้นต่างหากที่เรียกว่าการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติแบบอื่นไม่อาจที่จะเรียกได้ว่าเป็นการปฏิบัติธรรม

ขึ้นชื่อว่า การปฏิบัติธรรม คติของผมมองว่าทุกวัดทุกอาจารย์สอนไปในทางกุศลทั้งหมด เพียงแต่เทคนิคอาจจะแตกต่างกัน แต่ผลของการปฏิบัตินั่นต่างหากที่สำคัญ ถ้าผลของการปฏิบัติออกมาแล้ว ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งทุกข์ หรือไม่สามารถปล่อยวางอะไรได้เลยนั้น มันก็จะทำให้การปฏิบัตินั้นสูญเปล่า การปฏิบัติแบบการเคลื่อนไหวจะทำให้เราเห็นความคิด เห็นจิตใจ เมื่อเห็นแล้วจะรู้ตามความเป็นจริงแบบที่เราจะไม่ทุกข์อีกต่อไป เพราะความคิดนี่เอง คือต้นเหตุสืบสายไปจนถึงการปรุงแต่งทางจิตวิญญาณต่อไป

อ่านต่อฉบับหน้า

 

สมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466247

สมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ หลังจากผ่านพ้น 1 เดือนแห่งการสูญเสียในหลวงอันเป็นที่รักยิ่ง ทั่วทั้งแผ่นดินล้วนเศร้าโศก ขอน้อมนำพระราชดำรัสที่พระองค์ได้ชี้แนะทางสว่างให้เป็นหนทางในการดำรงชีวิตตลอดไป

องค์แรก พระกำลังแผ่นดิน หรือสมเด็จจิตรลดา ที่พระองค์ได้สร้างเพื่อพระราชทานแก่ทหาร ตำรวจและข้าราชการ กล่าวได้ว่าเป็นพระเครื่ององค์เดียวที่พระเจ้าแผ่นดินสร้างและไม่ได้มีพิธีพุทธาภิเษกเหมือนพระเครื่องทั่วไป โดยสร้างและพระราชทานระหว่างปี 2508-2513 พระองค์จะพระราชทานโดยตรงทุกองค์และจะมีใบกำกับพระว่าพระราชทานให้กับผู้ใด พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระเครื่องทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ขอบองค์พระด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน เฉียงป้านออกสู่ด้านหลังเล็กน้อย มี 2 ขนาดพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ กว้าง 2 เซนติเมตร สูง 3 เซนติเมตร พิมพ์เล็ก กว้าง 1.2 เซนติเมตร สูง 1.9 เซนติเมตร มวลสารที่ใช้ในการสร้างพระสมเด็จจิตรลดามาจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทุกจังหวัดของประเทศไทย มารวมกับเรซิน ผงพระพิมพ์ ดอกไม้ที่บูชาพระแก้วมรกตและที่ประชาชนมาถวาย รวมถึงผงสีจากภาพฝีพระหัตถ์และชันยาเรือใบพระที่นั่ง เป็นต้น โดยทรงนำมาบดเป็นผง รวมกับเส้นพระเจ้า คลุกกับกาวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วกดเป็นองค์พระด้วยพระหัตถ์ องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพระดูง่าย เนื้อฉ่ำ อยู่ระหว่างปี 2511-2512 ราคาเช่าหาปัจจุบันหลักล้านต้น เป็นของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

 

องค์ที่สอง ล็อกเกตทรงผนวช ปี 2508 วัดบวรนิเวศฯ ฉากสีองค์นี้ รับฟังมาว่าเลี่ยมนากเท่านั้นเพื่อแจกข้าราชบริพาร ด้านหลังอุดด้วยมวลสารเดียวกับพระจิตรลดาผสมด้วยเส้นพระเจ้าและจีวร ตอกเลข ๙ และปีที่สร้างบนแผ่นเงินปิดด้วยแผ่นทอง สร้างจำนวนไม่มาก องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็นของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนได้เคยขอชมครั้งแรกเมื่อปี 2534 ซึ่งผู้ใหญ่ท่านนี้ได้รับพระราชทานมาจากในหลวง ปัจจุบันมีของเลียนแบบออกมามากมายครับ

องค์ที่สาม สุดยอดพระเมฆสิทธิ์จากหลวงปู่ทับ วัดอนงค์ ยอดเกจิอาจารย์การเล่นแร่แปรธาตุ หลวงปู่ใช้การเพ่งกสิณไฟ ในการหลอมเนื้อพระเมฆสิทธิ์ ซึ่งทำให้ความร้อนในการหลอมพระเนื้อเมฆสิทธิ์นั้นคงที่ และสุดท้ายจะซัดด้วยผงตะไบทองแดงทำให้วรรณะของพระจะปรากฏสีแดงและมีจุดแดงในองค์พระเป็นจุดในการพิจารณา แม้แต่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ยังมาขอแลกเปลี่ยนวิชาจากท่าน และนอกจากนี้ยังมีคำกล่าวว่าหากบูชาพระเมฆสิทธิ์คู่กับพระราหู กะลาตาเดียวของหลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง จะเป็นการเสริมดวงและแก้เคล็ดสำหรับคนดวงตกด้วย พระเมฆสิทธิ์ยังบอกถึงดวงผู้ที่บูชาได้ หากดวงตกสีของเมฆสิทธิ์จะเปลี่ยนเป็นสีดำ โบราณว่าให้นำพระเมฆสิทธิ์ไปแช่ในน้ำสะอาดแล้วนำมาพรมเพื่อเปลี่ยนดวง ความอัศจรรย์ของพระเมฆสิทธิ์เมื่อเราถูพระจนวรรณะออกขาว แล้วนำไปแช่น้ำร้อนผิวจะกลับมาเป็นดั่งเดิม นำมาให้ชมทั้งพิมพ์หลวงปู่ศุขแบบพิเศษซึ่งหาชมได้ยากและพิมพ์ปิดตา เนื้อหาดูง่ายเพื่อเป็นแนวทางในการสะสม ราคาเช่าหาในปัจจุบันตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนครับ

องค์สุดท้าย เหรียญหลวงปู่ดูลย์ วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ เนื้อทองคำ ปี 2526

จัดสร้างโดยพระครูสถิตสารคุณ สร้างพร้อมกับเหรียญเเซยิด เเต่รุ่นนี้สร้างเพื่อที่จะใช้เเจกในคราวหลวงปู่มีอายุครบ 97 ปี เเต่หลวงปู่ท่านได้ละสังขารเสียก่อน จำนวนการสร้างไม่ทราบจำนวนเเน่ชัด เข้าใจว่าน้อยมาก มีสองเนื้อ คือ เนื้อทองคำเเละเนื้อเงินลงยา เหรียญรุ่นนี้ถึงเเม้จะไม่ทันเเจกตามกำหนด เเต่ทันหลวงปู่อธิษฐานจิตครับ

จากกันด้วยพระบรมราโชวาทจากในหลวงในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25 ก.ค. 2506 ครับ “การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้”

 

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466246

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

สมณศักดิ์

คณะสงฆ์และผู้ที่อยู่ในวงการได้ยินเรื่องที่พูดกันปากต่อปากว่า พระเถระรูปใดจะได้รับการสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ใหม่ หลังจากมหาเถรสมาคม (มส.) มีการประชุมเป็นกรณีพิเศษ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2559 โดยมี สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นประธาน ซึ่งการประชุมเป็นกรณีพิเศษนี้มีขึ้นเนื่องจากสำนักราชเลขาธิการ ขอให้คณะสงฆ์ดำเนินการตามปกติในเรื่องพิจารณาพระเถรานุเถระที่สมควรจะได้รับการสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ประจำปี แม้ว่าจะเป็นช่วงที่ประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมถึงคณะสงฆ์ แสดงความอาลัย บำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ตาม

เมื่อพระเถระประชุมเรื่องนี้เสร็จแล้ว ก็แถลงไม่ได้ จะเปิดเผยได้ก็ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการลงมาก่อนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันตลอดมา แต่ถึงกระนั้นก็พูดกันว่าพระเถระรูปนั้นๆ จะได้รับการสถาปนาและเลื่อนสมณศักดิ์

สมณศักดิ์ที่จะสถาปนา ได้แก่ ตำแหน่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ที่ว่าง หลังจากเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม มรณภาพ ส่วนตำแหน่งที่จะเลื่อน ได้แก่ เจ้าคณะรอง ที่ว่าง 3 ตำแหน่ง เป็นฝ่ายมหานิกาย 2 และธรรมยุต 1 และตำแหน่งอื่นๆ อีก รวมแล้วประมาณ 90 รูป ขอกระซิบ

การสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ เป็นราชประเพณีมาแต่โบราณกาล เป็นราชสักการะที่พระมหากษัตริย์องค์เอกอัครศาสนูปถัมภก พระราชทานแด่พระมหาเถรานุเถระ ผู้ทรงคุณความดี บำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์ แก่สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

วันเกิดสมเด็จสนิท

วันที่ 16 พ.ย. 2559 เวลา 10.00 น. พนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของ พศ.มุทิตาถวายสักการะ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) กรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 74 ปี พรรษา 53 ในวันพฤหัสบดีที่ 17 พ.ย. 2559

พระธรรมโพธิมงคล ตรวจงานพุทธมณฑล

 

ปรับภูมิทัศน์พุทธมณฑล

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2559 ณ บริเวณด้านหลังอาคาร พศ.หลังใหม่ พุทธมณฑล จ.นครปฐม พระธรรมโพธิมงคล (สมควร ปิยสีโล) เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี เจ้าคณะภาค 14 พร้อมด้วย ประดับ โพธิกาญจนวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธมณฑล และโฆษก พศ. ตรวจเยี่ยมการดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่พุทธมณฑล ทั้งนี้ ประดับ กล่าวว่า การดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์พุทธมณฑลนั้น เป็นการดำเนินการตามแผนอนุรักษ์และพัฒนาพุทธมณฑล ระยะ 20 ปี เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก ตามดำริของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งแผนดังกล่าวขณะนี้ได้ร่างเสร็จแล้ว และได้รับความร่วมมือจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งผู้เชี่ยวชาญมาตรวจพิจารณาแผน

พระธรรมโพธิมงคล กล่าวว่า สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ มอบหมายให้เป็นผู้ดูแลการก่อสร้างอาคารปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ในพุทธมณฑล โดยกำหนดจะสร้างเป็นอาคาร 2 ชั้น สามารถรองรับผู้ปฏิบัติธรรมได้ 5,000 คน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 7 เดือน

 

ชนะเป็นมาร หรือมารชนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/465014

ชนะเป็นมาร หรือมารชนะ

โดย…ส.คนจริง

แรกทีเดียวพาดหัวบทความว่า แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร เพื่อจะบอกผู้อ่านว่าผู้ชนะตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกันคนนี้กลายเป็นมาร สมกับสุภาษิตไทยว่าแพ้เป็นพระชนะเป็นมาร เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาคนที่ไม่ชอบที่มีอยู่ทั้งในอเมริกา และบางส่วนในโลก แต่พออ่านพาดหัวข่าวหนังสือ พิมพ์ทั่วโลก จึงตัดใจเปลี่ยนหัวข่าวว่า ชนะเป็นมาร หรือมารชนะ เพราะอารมณ์พาดหัวข่าว นสพ.ทั่วโลก ล้วนแต่บอกว่าชัยชนะของทรัมป์ เหมือนมารมีชัย ก่อให้เกิดความหวาดกลัว เช่น นสพ.ของสหรัฐ New York Daily News พาดหัวข่าวว่า House of Horrors ทำเนียบแห่งขนหัวลุก โดยมีธงชาติอเมริกากางเต็มผืนตรงกลางหน้าหนังสือพิมพ์ ขณะที่หนังสือ พิมพ์ Le Journal de Montreal แห่ง Canada พาดหัวว่า Oh My God พร้อมทั้งรูปทรัมป์ The Times แห่งอังกฤษ พาดหัวว่า Trump Surge พายุทรัมป์ถล่ม The New Zealand Herald พาดหัวข่าวว่าอเมริกาที่รัก ไม่ คุณทำไม่ได้

The Daily Mail พาดหัวว่า TRUMPQUAKE (ทรัมป์ทำให้ไหว เหมือนแผ่นดินไหว) The guardian ว่า ทรัมป์ ชนะ ตอนนี้โลกคอยอยู่ Daily Mirror พาดหัวว่า ประธานาธิบดี ทรัมป์ ข้อความต่อมาว่า พวกเขาทำอะไรกัน? พร้อมกับมีภาพเทพีเสรีภาพยก 2 มือ ปิดหน้า (ด้วยความอาย) The Sun ว่า ซิมสันส์ คนเขียนการ์ตูนตลกเมื่อ 16 ปี ทำนายว่า Donald จะเป็นประธานาธิบดีปรากฏว่าทางโซเชียลมีเดียทั่วโลกพูดถึงคำทำนายตลกๆ นี้ เพราะวันนี้ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีจริงๆ (ทายตลกๆ แต่จริง ไทยว่าถ้าเป็นหมอดูก็แม่นแท้ๆ) หนังสือพิมพ์ USA Today พาดหัวว่า President Trump พร้อมกับขยายความว่าเป็นชัยชนะที่หัวเสียและงงงวย

ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ Donald Trump วัย 70 ปี นายทุน หรือเศรษฐีด้านอสังหาริมทรัพย์จากแมนฮัตตัน สร้างความสะเทือนไปทั่วโลก เหมือนแผ่นดินไหวใหญ่ สะเทือนทั้งสองฝั่งแอตแลนติกทีเดียว ทั้งนี้เขาไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่นักเลือกตั้ง แต่เป็นนักธุรกิจ เป็นเจ้าพ่อสื่อมวลชน รวมทั้งเคยล้มละลายมาแล้วด้วย ส่วนพาดหัว นสพ.ไทย ก็ไม่ต่างจาก นสพ.ต่างประเทศ ล้วนแต่บอกอารมณ์ช็อกโลก ที่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เหนือความคาดหมายทั้งสิ้น ทั้งนี้ ก่อนลงคะแนนมีการคาดการณ์ว่าฮิลลารี คลินตัน จะชนะแน่นอน เพราะสื่อต่างๆ และโพลทำนายไปในทิศทางเดียวกัน โดยคาดว่าคนอเมริกันไม่เอาคนอย่างทรัมป์ ที่มีพฤติกรรมและคำพูดไม่เหมาะสม แต่ผลออกมาทรัมป์มีชัย พลิกล็อกทั้งโลก คนไม่ชอบหรือผิดหวังจึงชุมนุมประท้วงหลายรัฐหลายเมืองเป็นปรากฏการณ์ที่นานๆ เห็นกันสักครั้งในประเทศที่อวดอ้างเป็นประชาธิปไตยขนาดใหญ่ของโลก

คนที่ประท้วง ทำด้วยความโกรธ จึงไม่สนคำมั่นสัญญาในทางบวก ที่ทรัมป์พูดหลังจากได้รับชัยชนะว่าจะเริ่มงานทันที เพื่อประชาชนชาวอเมริกันและจะทำงานด้วยความหวัง พร้อมทั้งอธิบายถึงแผนงานว่าจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งใน 100 วัน ซึ่งเป็นสัญญาที่ให้กับผู้ลงคะแนนชาวอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปโลกจะเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีอะไรพลาดพลั้งดังพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ Daily Telegraph ของออสเตรเลีย ว่า W.T.F. Will Trump Flourish…or fail ทรัมป์ จะรุ่ง หรือร่วง

 

เหตุเกิด… ที่คีรีวง นครศรีฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/465013

เหตุเกิด... ที่คีรีวง นครศรีฯ

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนที่มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… ขณะนี้อยู่ในห้วงเวลาแห่งการแสดงความไว้อาลัยแด่การเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์… พ่อหลวงของชาวไทย จากการจัดงานปฏิบัติธรรมเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล เมื่อ ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๙ ณ พระอุโบสถหลวง วัดระฆังโฆสิตาราม …เป็นที่ปีติยินดียิ่งของศาสนิกชนที่มาร่วมงานจำนวนหลายพันคน คณะกรรมการจัดงานจึงได้มีมติให้จัดงานสมาทานรับวิปัสสนากรรมฐาน ครั้งที่ ๒ โดยจะกำหนดจัดให้มีงานปฏิบัติธรรม พลีบุญอุทิศน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช …ในวันเสาร์ที่ ๒๑ ม.ค. ๒๕๖๐ณ พระอุโบสถหลวง วัดระฆังโฆสิตาราม ตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐-๑๐.๓๐ น. ขอสาธุชนได้ติดตามข่าวสารเรื่องดังกล่าวต่อไป

กลับมาติดตามเรื่อง… เหตุเกิด…ที่คีรีวง นครศรีฯ …จริงๆ แล้วต้องตัดสินใจหลายครั้งว่าจะเขียนดีหรือไม่เขียนดี ด้วยเป็นเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความสลดใจของชาวบ้านที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง

จากการที่มีคนร้ายเข้าไปทำลายและวางเพลิงเผาเสนาสนะวัดอย่างจงใจกระทำ ซึ่งมันไม่เคยเกิดปรากฏเรื่องแบบนี้ในเขตแดนบ้านเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นนครแห่งพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ในอดีต แม้ในปัจจุบันชาวบ้านชาวเมืองนครศรีธรรมราช ก็ยังภาคภูมิใจ ดังคำขวัญที่ว่า… เราชาวนคร อยู่เมืองพระ มั่นอยู่ในสัจจะ ศีลธรรม กอปรกรรมดี…

หลังจากชาวบ้านที่เป็นคณะศรัทธาของวัดได้ไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลานสกา นครศรีฯ …การสืบสวนทั้งทางปิดและเปิดจึงเกิดขึ้น ด้วยความรับผิดชอบของผู้กำกับตำรวจภูธรอำเภอลานสกา นครศรีฯ …จึงนำไปสู่การออกหมายเรียกบุคคลผู้ต้องสงสัยไปสอบสวน… ประกอบการสอบข้อเท็จจริงจากทั้งพระภิกษุและสิ่งแวดล้อมในสังคมหมู่บ้าน… โดยเฉพาะชาวคีรีวง หมู่ ๑๐ ท้องที่ตั้งวัดป่าเขาขุนน้ำฯ ในเบื้องต้นไม่พบเหตุความขัดแย้งใดๆ ระหว่างพระภิกษุ-วัด และชาวบ้านในพื้นที่… ในทางตรงข้ามกลับพบความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อวัดแห่งนี้ ที่ก่อตั้งวัดมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐… บนที่ดินมีเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก.ถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการจัดซื้อที่ดินถวายของคณะศรัทธาใน จ.นครศรีธรรมราช ที่ปรารถนาให้มีวัดพระป่ากรรมฐาน ในจังหวัดแห่งนี้

 

แต่จากการสอบทางลึก กลับพบสาเหตุที่ไม่ควรเป็นสาเหตุถึงขั้นให้คิดวางแผนเผาทำลายวัด …โดยทราบจากผู้ชี้เบาะแสว่า… มีบุคคลในพื้นที่บางคนไม่พอใจที่พระภิกษุท่านห้ามตัดไม้ในเขตติดต่อกับวัด…ที่เป็นเขตอภัยทาน…

จึงได้มีการอายัดตัวผู้ต้องสงสัย ภายหลังการสอบปากคำเบื้องต้นแล้ว เพื่อทำการสอบสวนขยายผลต่อไป เพราะผู้ใหญ่หลายท่านไม่เชื่อว่า… เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นด้วยเพียงแค่สาเหตุตามที่กล่าว ทั้งนี้เพราะพื้นที่ อ.ลานสกา …มีข่าวออกมาเป็นระยะในเรื่องยาเสพติดที่ซุกซ่อนตามภูมิประเทศที่เป็นภูเขา อาวุธสงคราม …กลุ่มอิทธิพลตัดไม้ทำลายป่าบนภูเขาหลวงฯ… เรื่องดังกล่าวปรากฏเป็นข่าวสารทางสื่อมาโดยตลอดในห้วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ที่ทลายแก๊งยาเสพติดมีอาวุธสงครามบนภูเขาย่านนี้… และอีกข่าวที่แพร่อยู่ในโลกโซเชียล คือ อิทธิพลนักการเมืองท้องถิ่นกับการขุดภูเขา ตัดไม้ทำลายป่า จนถึงการเปิดบ่อนการพนันของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ที่เขียนเผยแพร่โดยอดีตนายอำเภอลานสกา ปัจจุบันย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดแถวภาคกลาง… จึงได้นำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อสอบขยายผลต่อไปในทุกประเด็นที่อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์บุกทำลายและลอบวางเพลิงเผาเสนาสนะของวัดป่ากรรมฐาน ที่ตั้งอยู่บนขุนเขาต้นน้ำ เหนือหมู่บ้านคีรีวงแห่งนี้… (ติดตามต่อไป)

เจริญพร