รักษาศีล 5 ได้ เป็นเศรษฐี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/465011

รักษาศีล 5 ได้ เป็นเศรษฐี

โดย…สมาน สุดโต

รักษาศีล 5 ได้อานิสงส์แน่ๆ คือความเป็นเศรษฐีเป็นคำพูดที่พระอาจารย์จาจอย กิตฺติปาโล เจ้าอาวาสวัดไทยวัฒนาราม ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เทศน์โปรดญาติโยมทุกวันพระ ตามนโยบายคณะสงฆ์ที่ประกาศส่งเสริมหมู่บ้านรักษาศีล 5 ทั่วประเทศ ผู้คนรอบๆ วัด ที่เป็นทั้งชาวไทย ชาวกะเหรี่ยง ชาวมอญ และไทยใหญ่ จึงหันหน้าเข้าวัดและช่วยวัดสม่ำเสมอ

พระอาจารย์จาจอย ซึ่งเป็นพระไทย แต่สำเนียงการพูดหนักไปทางไทยใหญ่ ทำให้ฟังยาก เช่นเมื่อถามชื่อพระอาจารย์ก็บอกตามสำเนียงท้องถิ่น ผมก็เขียนไม่ถูก ท่านก็สะกดให้ฟังเป็นภาษาไทยว่า จ.จาไม้อี (เสียงตามเครื่องอัดเสียง) ฟังแล้วก็เขียนไม่ได้ ท่านจึงเขียนให้ว่า จาจอย กิตฺติปาโล คือ ชื่อพระอาจารย์ เจ้าอาวาส

วันที่ผมไปที่วัดคือวันที่ 23 ต.ค. 2559 วันโกนตอนเช้าได้ยินเสียงจากเครื่องขยายเสียง น่าจะเป็นภาษากะเหรี่ยง หรือไทยใหญ่ โดยมีผู้ชายชุดขาว หลายคน ใส่ทีเชิ้ต สกรีนคำว่าอุปะตะก่า วัดไทยวัฒนาราม แบ่งเป็น 3 คณะ อยู่เป็นกลุ่ม เพื่อเดินชักชวนคนทำบุญ โดยตีกังสดาลนำ เขาบอกว่าเป็นกิจกรรมทุกวันโกน

พระพุทธรูปหินอ่อนในศาลา ศิลปะเมียนมา

 

พระอาจารย์จาจอย อายุ 66 ปี เจ้าอาวาสองค์ที่ 4 ของวัด บอกว่า ทุกวันโกนจะมีอุปะตะก่ามาช่วยงาน รวมทั้งหาเงิน หาปัจจัยมาช่วยวัด รุ่งขึ้นวันพระจะมีอุบาสกอุบาสิกาเต็มวัด เพื่อทำบุญและทำสมาธิบนศาลาใหญ่ แต่ละคนมาเอาศีล 5 ซึ่งพระอาจารย์จะเทศน์ให้ฟังว่าเอาศีล 5 แล้วเป็นเศรษฐีทุกคน

ถ้าใครไม่เชื่อก็ให้เอาศีล 5 ไปปฏิบัติ จะรู้เองว่าทำคนให้เป็นเศรษฐีได้ ศีล 5 ประกอบด้วย ปาณาติปาตา เวรมณี ห้ามเบียดเบียนและฆ่าสัตว์ทุกชนิด อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากลัก ขโมย และทุจริต ฉ้อโกง กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดผัวเมียคนอื่น มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดจาโกหก หรือวจีทุจริต และสุราเมรยมัชชปมา ทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากดื่มสุราเมรัย ยาเสพติด ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

พระอาจารย์ยังคุยให้ฟังว่าทั้งวัดมีพระภิกษุ 23 รูป สามเณร 23 รูป รวม 46 มีหน้าที่เรียนหนังสือ ทำสมาธิ บำเพ็ญภาวนา และช่วยงานวัดทุกอย่าง

ถาวรวัตถุทางศาสนาพุทธแบบเมียนมาที่วัดไทยวัฒนาราม แม่สอด

 

ส่วนประวัติของวัดนั้น เว็บเพจแนะนำว่า วัดไทยวัฒนาราม แห่งนี้ เป็นวัดในพระพุทธศาสนานิกายมหายานของชาวไทยใหญ่ ศิลปะต่างๆ ที่ตกแต่งประดับประดาทั้งหลายแหล่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเมียนมาสร้างเมื่อปี 2400 โดย ม้ง เป็นชาวเมียนมารัฐฉาน ที่อพยพ ครอบครัวมาอาศัยอยู่ที่ อ.แม่สอด และได้เป็นผู้ใหญ่คนแรกของหมู่บ้านแม่ตาว ต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า หมื่นอาจกำแห่งหาญ

ในปี 2500 ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้เป็นวัดพระพุทธศาสนาในสังกัดกรมศาสนา (ในขณะนั้น)

ที่สะดุดตาอันดับแรกที่เข้าวัดคือซุ้มประตูแบบเมียนมาที่มียอดเป็นชั้นๆ เหมือนปราสาท หรือวังของเมียนมาเข้าไปในวัดจะพบศาลาใหญ่ อุโบสถแบบเมียนมา สิงห์โตขนาดใหญ่ 1 คู่ แบบวัดในเมียนมาที่สร้างจากทองเหลืองงามสง่า ไม่ใช่แต่เท่านั้นยังมีหงส์คู่ ที่เห็นเป็นสัญลักษณ์เมืองหงสาวดีด้วย

บนศาลาที่ประชาชนมาทำบุญแน่นทุกวันพระ มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์หลายองค์ล้วนแต่เป็นพระพุทธรูปหินอ่อนแบบเมียนมาทั้งสิ้น ศาลาเป็นอาคาร 2 ชั้น ด้านหน้าประดับด้วยปูนบั้นลายจำหลักไม้เสาของศาลาทุกต้นเป็นเสากลมประดับด้วยกระจกมีโลหะปิดทองลายก้านขดฝังด้วยเม็ดหยกภายในเป็นที่เก็บเครื่องโต๊ะบูชา ตู้พระธรรม เครื่องดนตรีที่เป็นศิลปะแบบเมียนมา

คณะอุปะตะก่า ที่ช่วยวัดหาปัจจัยทุกวันโกน

 

ในวัดมีพระพุทธมหามัยมุนี ซึ่งเป็นองค์ที่จำลองมาจากมัณฑะเลย์ สหภาพเมียนมา เป็นพระพุทธรูปที่ประชาชนศรัทธาเลื่อมใสกันมากประดิษฐานในวิหาร ที่มีลักษณะคล้ายพระราชวังของกษัตริย์เมียนมา คือมีหลังคาเรียงซ้อนลดหลั่นกันลงมา 7 ชั้น ชั้นสุดประดับด้วยฉัตรสีทอง สวยงามยิ่ง พระพุทธรูปปางไสยาสน์ (พระนอน)

ถัดจากพระอุโบสถเป็นศาลาเปิดโล่ง ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ (พระนอน) ขนาดใหญ่มีความยาว 93 ศอก สร้างด้วยปูนปั้นเป็นลักษณะของศิลปะเมียนมาใหญ่ที่สุดใน จ.ตาก และใหญ่เป็นที่ 2 ของประเทศรองจากพระนอนวัดพระนอนจักรสีห์ สิงห์บุรี

นอกจากนั้น ยังมีศาลาใหญ่เป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ของวัด ผู้เขียนดูแต่ด้านนอก เพราะไม่มีเวลา เกรงว่าคณะที่ไปเมียนมาด้วยกัน ในนามชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 ยังพักผ่อนที่โรงแรม
เซ็นทารา แม่สอด จะตามหา จึงไปสมทบ เพื่อเดินหน้าตามรายการของการสำรวจเส้นทางธรรมยาตรา วันสุดท้ายก่อนกลับ กทม.

 

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/465010

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

โดย…ราช รามัญ

ปี 2524 ผมจะต้องบรรพชาในวันที่ 1 เม.ย. แต่ปรากฏว่าเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น เลยต้องเลื่อนออกไปในวันที่ 3 เม.ย. 2524 หลังจากสถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ โดนยิงเสาอากาศวิทยุหัก บรรพชาที่วัดเบญจมบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพฯ โดยมี สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (มหานิกาย) เป็นพระอุปัชฌาย์ แม้ในส่วนความชอบจะใฝ่ในธรรมยุติกนิกายมาแต่เล็กแต่น้อยก็ตาม เพราะเป็นพระสายปฏิบัติ ก็ไม่อยากขัดใจผู้เป็นมารดา

การบิณฑบาตเป็นไปอย่างสบายมาก เพียงแค่ข้ามธรณีประตูวัดทางฝั่งตรงข้ามกับคลองก็มีรถยนต์มากมายมาจอดรอใส่บาตร เมื่อได้เต็มบาตรก็ต้องกลับเข้าวัดทันที บางวันโชคไม่ดีนกพิราบบินแล้วถ่ายมูลใส่หัวสามเณรก็มีบ่อยครั้ง

ผ่านไป 5 วัน มารดามารับไปบ้านที่ ส.ภาณุรังษี บางกรวย เพื่อไปหาหลวงพ่อรูปหนึ่งที่แม่เคารพมาก ท่านมีนามว่า หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ วัดสนามใน บางกรวย นนทบุรี หลวงพ่อท่านพูดไทยไม่ชัด ฟังไม่ค่อยสะดวกแต่พยายามฟัง ในวันนั้นท่านถามผมว่า

“เณรมาอยู่ที่วัดนี้ไหม”

ผมบอกไปตามประสา ว่า

“ไม่อยู่…วัดมีแต่ต้นไม้กับท้องร่อง (แบบสำหรับทำสวน)

วัดผมวัดหลวงใหญ่กว่า พระอาจารย์ผมเป็นพระมียศนะ เป็นสมเด็จด้วย”

หลวงพ่อเทียนรูปนี้ได้แต่จ้องมองตาเขม็งมองมาที่ผม แต่สอดด้วยนัยแห่งรอยยิ้มแห่งความเมตตา แล้วท่านเดินมาจับแขนบีบเบาๆ พร้อมกับถามว่า

“รู้สึกตัวไหม ลูกเณร”

นึกในใจ…นี่สามเณรไม่ใช่คนตาย จะไม่รู้สึกได้อย่างไร จากนั้นเดินไปที่พื้นกลางวัด มีคนนั่งหลบอยู่ใต้ผ้าใบกันแดดด้วยการนั่งยกมือไปมา แปลกๆ ไม่เคยเห็น มารดาบอกนี่คือการปฏิบัติธรรม ชอบไหม ผมบอกว่า ยกมือแบบนี้เหาะไม่ได้ ไม่ชอบ ชอบแบบมีปาฏิหาริย์ สุดท้ายกลับออกมาจากวัดสนามใน ร่นไปดุสิตถิ่นเดิม นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่ได้พบกับหลวงพ่อเทียน

ครั้นในวัยต่อมามีโอกาสอุปสมบทอีกคราว ครานี้เลือกธรรมยุติกนิกายได้ตามที่ใจปรารถนา การปฏิบัติธรรมด้วยรูปแบบสมาธินั่งตรงตัวแข็งฝึกมานานแล้ว แต่ไม่เห็นได้อะไรเสียทีนอกจากอาการนิ่ง ราวกับผี เดินแข็งทื่อ โยมแม่จึงบอกว่าควรไปฝึกกับหลวงพ่อเทียน เพื่อให้เกิดภาวะแห่งปัจจุบันขณะ ด้วยการเจริญสติ

แต่วันนั้นที่ไป ไม่มีแล้วหลวงพ่อเทียน มีแต่หลวงพ่อทอง และหลวงพ่อสมบูรณ์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเทียน ทั้งสองท่านมีเมตตามาก แนะนำในแนวการปฏิบัติของหลวงพ่อเทียนให้อย่างละเอียด แนวทางการปฏิบัติเจริญสติของหลวงพ่อเทียนบอกได้เลยว่า เป็นการปฏิบัติที่สามารถทำให้ใจตื่นรู้ได้อย่างแท้จริง เป็นการปฏิบัติลดความทุกข์ให้น้อยลงจริง

คำว่า รูปนาม ที่เราคุ้นเคยจากการท่องจำมาจากตำราคัมภีร์ เมื่อมาเจอสภาพสภาวะจริงๆ แล้วเป็นอย่างนี้เองจากการท่องจำ กายนั้นเป็นรูป นามนั้นเป็นใจ หรือจิต แต่เมื่อปฏิบัติจึงทำให้เราทราบอย่างชัดเจน ขณะที่มือของเราเคลื่อนไหวนั้นมันเป็นเพียงกายหรือรูปเคลื่อนไหว ใจก็นิ่งสงบแบบใจของเขาไป จึงทำให้เขียนโศลกธรรมได้ขึ้นมาว่า

“กายไหว ใจสงบ”

กายที่เคลื่อนไหวก็ไหวไป ใจก็คือใจ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องติดพันกันและกัน ไม่มีอะไรที่จะต้องมาร้อยรัดกัน เป็นอิสระจากกัน แต่ทำงานร่วมกัน

“พยายามเอาความรู้สึกตัวให้ชัด เอาสติมารู้ แต่รู้แล้วอย่ายึดว่ามันเที่ยงแท้ รู้แล้วปล่อยนะ รู้แล้วปล่อย”

เป็นคำของหลวงพ่อสมบูรณ์ ท่านสอนไว้ เชื่อแล้วจริงๆ ว่า ความคิดก็ส่วนความคิด และเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวงล้วนมาจากความคิดทั้งสิ้น หลวงพ่อเทียนท่านจึงพูดเสมอว่า เมื่อแมวเห็นหนู ก็จะจับทันที หลายคนอาจสับสนว่า ไม่ให้คิดแล้วจะทำการงานได้อย่างไร คำตอบ คือ ความคิดที่มีความรู้สึกตัว มีสติกำกับ จะคิดทีละเรื่องไม่ใช่คิดไปทีละหลายเรื่องในเวลาไม่ถึง 5 นาที จะคิดแต่สิ่งที่อยู่ตรงเฉพาะหน้าตรงนี้เท่านั้นจริงๆ เมื่อเข้าใจชัดแล้วว่า กายใจตัดขาดจากกัน แต่ทำงานร่วมกันเพื่อการดำรงอยู่ สิ่งที่เราจะเบาลงเองโดยอัตโนมัติ คือ ความทุกข์ จากการปรุงแต่งทางความคิดและความคิดที่ทำให้เราเป็นทุกข์เพราะการรับรู้ในบางสิ่ง โดยที่เราไม่ต้องไปพยายามที่จะทำให้ใจคิดบวก แต่มันจะไม่ลบไม่บวกด้วยของตัวจิตใจเองอย่างนั้นจริงๆ

อ่านต่อฉบับหน้า

 

‘เหรียญทรงผนวชพลังแผ่นดิน’ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/465009

‘เหรียญทรงผนวชพลังแผ่นดิน’ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดย…เอกชัย จั่นทอง

สำหรับพระเครื่องที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต้องยกให้ พระสมเด็จจิตรลดา หรือ “พระกำลังแผ่นดิน” ถ้าไม่ผิด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะเป็นผู้ขนานพระนามตามพระนามของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คำว่า “ภูมิ” แปลว่า “แผ่นดิน” ส่วนคำว่า “พล” แปลว่า “กำลัง” จึงเป็นที่มาของพระนาม “พระสมเด็จจิตรลดา” ว่า “พระกำลังแผ่นดิน”

นอกจากนี้ ยังมีเหรียญที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง อันเป็นที่นิยมสูงสุด คือ “เหรียญทรงผนวช” มีค่านิยมไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้วัดบวรนิเวศวิหารสร้างเหรียญทรงผนวชเป็นที่ระลึก เมื่อ พ.ศ. 2508 โดยมีข้อความด้านหลังเหรียญว่า “เสด็จฯ สมโภชพระเจดีย์ทองบวรนิเวศ 29 สิงห์ 2508 ในมงคลสมัยพระชนมายุเสมอสมเด็จพระราชบิดา” แต่เชื่อว่าเหรียญดังกล่าวคงหายากและราคาสูงอยากจะเช่าหามาบูชาได้

ด้วยความศรัทธาของประชาชน มูลนิธิรวมพลังคนรักแผ่นดิน ซึ่งมี พล.อ.วันชัย นิลเขียว อดีตเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก และอดีตนายสนามมวยเวทีลุมพินี เป็นประธานมูลนิธิ ได้จัดสร้าง “เหรียญที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงผนวช พลังแผ่นดิน” เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในอภิลักขิตสมัยมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2557 เป็นมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 87 พรรษา เพื่อเป็นสิริมงคลของปวงชนชาวไทย

โดย พล.อ.วันชัย บอกว่า ในอดีตที่ผ่านมา เหรียญในหลวงทรงผนวช ปัจจุบันมีค่าราคาสูงมาก รวมทั้งหายาก มูลนิธิจัดทำเหรียญดังกล่าวเพื่อเป็นที่บูชาสักการะ ในครั้งนี้เป็นอีกวาระหนึ่งในโอกาสอันดีที่มูลนิธิจัดสร้างเหรียญที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงผนวช พลังแผ่นดิน ขึ้นบูชาอีกครั้ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อบริจาคแด่โรงพยาบาลสงฆ์

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2508 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พระชนมายุเสมอ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โดยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการกุศล 4 อย่าง อันเรียกว่า “จาตุรงคมงคล”

“อนึ่ง วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ขอพระบรมราชานุญาตสร้างเหรียญพระบรมรูปทรงผนวช ซึ่งมีพระเจดีย์อยู่อีกด้านหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานจาตุรงค มงคลครั้งนี้ เหรียญที่สร้างชิ้นนี้มีรูปกลมขนาดเหรียญบาท ด้านที่มีพระบรมรูปทรงผนวชมีพระปรมาภิไธย ซึ่งเป็นลายพระราชหัตถเลขาทรงไว้ในสมุดทะเบียนวัดว่า ‘ภูมิพลอดุลยเดช ภ.ป.ร. ภูมิพโล’ อยู่ภายใต้พระบรมรูป เบื้องบนมีอักษรว่า ‘ทรงผนวช 2494’

ข้อความด้านบนเป็นบันทึกที่ทางวัดบวรนิเวศวิหารได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดสร้าง ‘เหรียญพระบรมรูปทรงผนวช’ และนำเข้าพิธีพุทธาภิเษกพร้อมกับ ‘พระพุทธรูป ภปร.’ เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2508 ซึ่งเป็นไปตามบันทึกของวัดบวรนิเวศ ที่ระบุรายละเอียดการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างเหรียญพระบรมรูปทรงผนวชอย่างชัดเจน

ส่วนอีกด้านหนึ่งมีรูปพระเจดีย์วัดบวรนิเวศ มีอักษรเป็นวงกลมล้อมรอบเหรียญว่า ‘เสด็จฯ สมโภชพระเจดีย์ทองบวรนิเวศ ในมงคลสมัยพระชนมายุเสมอสมเด็จพระราชบิดา 29 สิงห์ 2508’ และเหรียญทั้งหมดก็ได้นำเข้าในพิธีพุทธา ภิเษกใน วันที่ 27 ส.ค. 2508

ตามที่วัดบวรนิเวศขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดสร้างเหรียญพระบรมรูปทรงผนวช ดังได้ยกบันทึกของวัดบวรฯ มาอ้างอิง มีกำหนดการประกอบพิธีเป็นเวลา 3  วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 27-29 ส.ค. 2508

ในพระราชพิธีพุทธาภิเษกหล่อพระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. และพระกริ่ง ภปร. ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างวันที่ 27-29 ส.ค. 2508 ดังกล่าว คือ การพุทธาภิเษกวัตถุมงคลดังกล่าว คือ พระพุทธรูปปางประทานพร ภปร.และพระกริ่ง ภปร.ทั้งหมด ด้วยวิธีการหล่อนำฤกษ์ชนวนโลหะแล้วนำไปสร้างด้วยกรรมวิธีปั๊ม พร้อมสร้างเหรียญพระบรมรูปทรงผนวช และนำมาเข้าพิธีดังกล่าวครบทั้ง 3 วัน

ยิ่งศักดิ์สิทธิ์กว่านั้น เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธี ในวันที่ 27-29 ส.ค. 2508 ทำให้เหรียญพระบรมรูปทรงผนวชรุ่นแรกนี้ได้รับความนิยมสูงมาก ส่วนจำนวนสร้างนั้นไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากวัดบวรนิเวศไม่ได้มีการบันทึกไว้ เข้าใจแต่เพียงว่ามีหลายขนาด ที่ได้รับความนิยม เช่น ขนาดเล็ก ส่วนเนื้อเหรียญที่จัดสร้างมีทั้งทองคำ เงิน อัลปากา ทองแดง และทองเหลือง

สำหรับเนื้อทองแดงและทองเหลืองมีทั้งชนิดกะไหล่ทอง กะไหล่เงิน และกะไหล่นาก แต่มีน้อย พบเห็นได้ยากมาก เป็นเหรียญที่นับวันจะยิ่งทรงคุณค่ายิ่งขึ้น กอปรกับพุทธลักษณะแม่พิมพ์อันสวยงาม ถึงแม้ในสมัยนั้นจำนวนการสร้างค่อนข้างมาก แต่ก็เป็นที่นิยมแสวงหาอย่างสูงตลอดมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

ทั้งนี้ แม้ผู้มีจิตศรัทธาจะไม่สามารถเช่าหาเหรียญทรงผนวช ปี 2508 ได้ด้วยเพราะปัจจัยหลายอย่าง แต่ประชาชนผู้ศรัทธาสามารถร่วมทำบุญกับมูลนิธิรวมพลังคนรักแผ่นดิน เช่าซื้อเหรียญที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงผนวช พลังแผ่นดิน” เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในอภิลักขิตสมัยมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2557 มาเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้เช่นกัน

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/465007

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

ประชุมมหาวิทยาลัยเถรวาทที่อินโดฯ

คณะอาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) นำโดย พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว) ไปประชุมสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธเถรวาท ที่ Smaratungga Buddhist College JI Semarang-Solo Central Java Indonesia วันที่ 10-14 พ.ย. 2559

สมหมาย สุภาษิต ที่ติดตามไปด้วย แจ้งว่า การประชุมสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธเถรวาท ที่อินโดนีเซีย ประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม มีผู้ร่วมประชุมประมาณ 300 รูป/คน จากมหาวิทยาลัยพุทธเถรวาท 20 มหาวิทยาลัย จาก 18 ประเทศ วันแรกเปิดประชุมโดยสุนทรพจน์ต้อนรับ โดย พระคุณเจ้าพระศรีปัญญาวโรมหาเถระ ผู้แทนพระสงฆ์เถรวาท แห่งอินโดนีเซีย พระคุณเจ้าญาณสุรยะนที มหาเถระ ผู้แทนมหาสังฆ์แห่งอินโดนีเซีย พระคุณเจ้าภิกษุธุตวีระมหาสถาวีระ ผู้แทนมหายานแห่งอินโดนีเซีย โดยมีท่านญาณิสระ ซึ่งเป็นประธาน IATBU เป็นประธาน จากนั้นจะประชุมในหลากหลายหัวข้อ เช่น พระพุทธศาสนากับความหลากหลายทางวัฒนธรรม พระพุทธศาสนากับการทำงานเพื่อสังคม การศึกษาพระพุทธศาสนากับในฐานะการเรียนที่เปลี่ยนถ่าย โบราณสถานทางพระพุทธศาสนา การนำเสนอของอินโดนีเซีย และการนำเสนอภาษาบาลี วันที่ 13 พ.ย. ไปสวดมนต์ที่โบโรพุทโธ ชมวัดเมนดุต งานนี้ทั้งวัน กลับกรุงเทพฯ วันที่ 14 พ.ย. 2559

ในการนี้ พระโสภณวชิราภรณ์ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ด้วย

 

หลวงพ่อแคล้ว วัดดอนเมือง มรณภาพ

รายงานจากวัดดอนเมือง ว่า พระราชวิสุทธิมงคล (หลวงพ่อแคล้ว สุธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดดอนเมือง พระอารามหลวง และที่ปรึกษาเจ้าคณะเขตดอนเมือง มรณภาพแล้วด้วยโรคชรา เมื่อคืนวันที่ 11 พ.ย. 2559 สิริอายุ 92 ปี 4 เดือน 15 วัน คณะสงฆ์วัดดอนเมืองตั้งศพสวดพระอภิธรรมทุกคืนจนถึง 100 วัน ที่ศาลาการเปรียญของวัด ที่พิเศษคือ 7 วันแรกจะสวดทำนองหลวงถวาย จากนั้นจะสวดพระอภิธรรมตามปกติ

ท่านมีนามเดิมว่า แคล้ว ทับแถม เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มิ.ย. 2467 ที่บ้านเลขที่ 6 บ้านเมืองทองนิเวศน์ ต.สีกัน อ.ดอนเมือง กรุงเทพฯ

บรรพชาเมื่ออายุ 13 ปี วันจันทร์ที่ 24 พ.ค. 2480 ณ วัดช่องลม ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีพระอธิการแจ่ม วัดช่องลม จ.นนทบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ ศึกษาพระปริยัติธรรม จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ

อายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท วันอาทิตย์ที่ 19 มี.ค. 2487 ที่วัดดอนเมือง มีพระครูพิศาลวิริยกิจ วัดเทวสุนทร เขตบางเขน เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังอุปสมบท ท่านช่วยงานศาสนกิจคณะสงฆ์ในวัดดอนเมือง รวมทั้งยังร่ำเรียนวิทยาคมจากบรรดาพระอาจารย์ที่เป็นศิษย์สืบสายหลวงพ่อพร พุทฺธสโร อดีตเจ้าอาวาสและพระเกจิชื่อดัง ในด้านการสร้างวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลัง ตลอดจนการฝึกปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนา จนได้รับการยอมรับว่าท่านเป็นเกจิชั้นครูรูปหนึ่งในแวดวงพระเกจิเมืองไทย

 

เซเว่นฯ เปิดสนามสอบ “ธรรมศึกษา”

ธานินทร์ บูรณมานิต กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ เดินหน้าส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม-จริยธรรม จัดโครงการ ซีพี ออลล์ เปิดสอบ “ธรรมศึกษา” ประจำปี 2559 ให้กับพนักงานและประชาชนทั่วไป โดยนิมนต์ พระครูพุทธมนต์ปรีชา ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ตัวแทนแม่กองธรรมสนามหลวง อ่านโอวาทแม่กองธรรมสนามหลวง วันจันทร์ที่ 21 พ.ย. 2559 เวลา 08.00-16.00 น. ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ

ซีพี ออลล์ เป็นบริษัทเอกชนรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตจากแม่กองธรรมสนามหลวงจัดสอบธรรมศึกษา โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 มีพนักงานบริษัทสอบผ่านธรรมศึกษาระดับชั้นตรี, โท, เอก รวมแล้วกว่า 10,424 คน

 

ภูฏาน ประเทศเล็กๆ ที่มีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463817

ภูฏาน ประเทศเล็กๆ ที่มีความสุข

โดย…ส.คนจริง

พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบุรณะ (วัดเลียบ) เคยเดินทางไปกับคณะมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เพื่อร่วมประชุม เรื่อง ความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) ที่ประเทศภูฏาน เมื่อปีที่แล้วแต่ยังประทับใจ บอกว่า การที่ประชาชนของประเทศนี้มีความสุข จนกระทั่งองค์การสหประชาชาติประกาศยกย่อง เพราะพระมหากษัตริย์ กับประชาชนทำงานร่วมกัน ประชาชนเชื่อผู้นำ เมื่อพระมหากษัตริย์ต้องการให้ประชาชนทำอะไร รักษาอะไร เขาก็ยินดีปฏิบัติและร่วมมือ ตัวอย่างเช่น การดูแลรักษาป่าไม้ และวัฒนธรรมที่มีพระพุทธศาสนาเป็นแกนหลัก เป็นต้น

นอกจากนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย รู้จักแบ่งเวลาเหมือนประชาชนชาวเมียนมา คือ ใช้เวลาไปวัดกี่เปอร์เซ็นต์ อยู่กับครอบครัวกี่เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะวันหยุด ต้องหยุดอยู่กับครอบครัวจริงๆ

การที่ประเทศนี้ใช้ความสุขมวลรวมประชาชนเป็นตัวชี้วัดความเจริญนั้น พระศรีธวัชเมธี กล่าวว่า เท่าที่ทราบสถาบันวางแผนพัฒนาประเทศ หรือ Think Tank ของประเทศนี้เคร่งครัดกับแผนสร้าง GNH อย่างจริงจัง โดยอ้างพระพุทธดำรัสมาเป็นบรรทัดฐานว่า พระพุทธองค์ตรัสเรื่องนี้ว่าอย่างไร ก็นำมาประยุกต์ใช้และปฏิบัติ

ตอนหนึ่งของบทความ เรื่อง Happiness is Real เขียนโดย Eric Weiner ในหนังสือ Bhutan 2009 ที่ไปสัมภาษณ์เจ้าของโรงแรมในภูฏานถึงความหมายของ GNH เขาได้คำตอบมาสั้นๆ ว่า การรู้จักข้อจำกัดของตนเอง และรู้จักพอ

GNH ถูกชี้นำว่าเป็นนโยบายการพัฒนาโดยพระมหากษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งภูฏาน พระราชาธิบดี จิกมี ซิงจี วังชุก เมื่อปี 2515 (ค.ศ. 1972) เมื่อพระองค์ทรงประกาศว่าความสุขมวลรวมประชาชาติสำคัญกว่าผลผลิตมวลรวมของชาติ

เดือน ก.ค. 2554 องค์การสหประชาชาติ ผ่านมติ 65/309 เอกฉันท์ ให้บรรจุคำว่า “Happiness” ในวาระการพัฒนาของโลก

ข้อมูลจากบริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่ง ระบุว่า GNH มีหลักการสำคัญ 4 ประการ หรือเสาหลักแห่งความสุขทั้งสี่ (Four Pillars of Happiness) คือ

• ประการที่ 1 การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน (Sustainable Economic Development)

• ประการที่ 2 การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Conservation of Environment) การพัฒนาใดๆ จะต้องไม่ทำลายความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

• ประการที่ 3 การส่งเสริมและสงวนรักษาวัฒนธรรมประเพณี (Preservation and Promotion of Culture) รัฐบาลก็จะส่งเสริมและให้ชาวภูฏานยึดถือและปฏิบัติตามแบบแผนดั้งเดิมที่เคยทำกันมา เช่น วัฒนธรรมการแต่งกาย การสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ความเชื่อและการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

• ประการที่ 4 การส่งเสริมการพัฒนาธรรมาภิบาล (Good Governance) คือ เน้นให้ชาวภูฏานดำรงชีวิตบนพื้นฐานที่จะช่วยพัฒนาสังคมทั้งระบบให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพโดยยึดถือหลัก 6 ประการ เช่น ความซื่อสัตย์ สุจริต ความมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นต้น

นี่คือคำตอบว่า ประเทศเล็กๆ หรือภูฏาน ในหุบเขาหิมาลัย กลายเป็นประเทศที่ประชาชนมีความสุขที่สุดในโลก

 

ระลึกคุณ…บูชาคุณ…พลังแผ่นดิน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463816

ระลึกคุณ...บูชาคุณ...พลังแผ่นดิน!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา พุทธศาสนิกชนจำนวนหลายพันคนที่ล้วนเป็นนักปฏิบัติธรรมได้พร้อมใจกันไปปฏิบัติธรรม เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของชาวไทย…รัชกาลที่ ๙ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยมี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นประธานนำพสกนิกรชาวไทยร่วมประกอบศาสนกิจดังกล่าว ณ พระอุโบสถหลวง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร…

จาก ความกตัญญูกตเวทิตา ที่ชาวไทยได้แสดงออกมาอย่างประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก ที่มีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช… นับได้ว่าเป็นพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่ควรแก่การอนุโมทนา… โดยเฉพาะการกล่าวพลีบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลของทุกคนที่มาร่วมปฏิบัติธรรมว่า “…บัดนี้ ด้วยจิตคารวะคุณอันยิ่งในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช… ข้าพเจ้าทั้งหลาย จึงขอน้อมพลีบุญอุทิศถวายแด่พระองค์ท่าน ขอทรงมีพระปีติจิตโสมนัสยินดี ได้ทรงกระทำอนุโมทนาในส่วนบุญกุศลที่สำเร็จด้วยดีแล้วนี้…อันจะนำไปสู่ความไพบูลย์ในทศบารมีของพระองค์ท่าน เพื่อบรรลุความปรารถนาตามพระประสงค์.. เพื่อการตรัสรู้ในพระธรรมคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ดีแล้ว… เทอญ”

จากความสำเร็จอันสูงสุดในการจัดงานปฏิบัติธรรมครั้งประวัติศาสตร์ของศาสนิกชนในครั้งนี้ จึงได้มีมติตามเสียงของสาธุชนว่าควรจะจัดงานปฏิบัติธรรมเพื่อพลีบุญอุทิศแบบนี้อีก โดยน่าจะจัดอีกให้ครบ ๓ ครั้ง ให้ตรงกับวาระ ๕๐ วัน และ ๑๐๐ วัน ของการบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ… ส่วนสถานที่จะเป็นวัดระฆังโฆสิตารามเหมือนเดิมหรือไม่ ก็คงปรึกษาหารือกันอีกครั้ง

การปฏิบัติธรรม การเคารพธรรม การประพฤติธรรมนั้น แท้จริงเป็นการเข้าสู่การศึกษาปฏิบัติ… เพื่อพัฒนาสุขภาพกาย-จิต… เพื่อเสริมสร้างสติปัญญาให้มั่นคงสมบูรณ์พร้อมที่จะรู้เท่ารู้ทันโลก… จะได้เป็นผู้อยู่อย่างไม่มีตัณหาทิฏฐิอิงอาศัย หากจะมีก็สามารถควบคุมได้ แต่ที่สำคัญ เพื่อละจากอุปาทานการยึดถือในโลกหรืออุปาทานขันธ์ ๕… เพื่อดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง…

 

การปฏิบัติธรรม… เพื่อลำดับจิตด้วยสติปัญญาไปตามธรรม จนสัมปยุตกับองค์ธรรมที่มีอุปการคุณในแต่ละหมวดไปจนครบอริยมรรค องค์ธรรม ๘ ประการ ทำให้ชาวไทย… เข้าใจเข้าถึงคุณค่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น และจะเข้าใจ… เข้าถึงการปกครองแผ่นดินโดยธรรมของพระองค์ท่านมาโดยตลอด ๗๐ ปี ที่ทรงทำหน้าที่ “พระเจ้าแผ่นดิน”

ขุมทรัพย์ทางปัญญา ของพระองค์ท่านจะไม่สูญหายไปอย่างแน่นอน… จิตวิญญาณของพระองค์ท่านก็จักมีลูกหลานไทยสืบต่อไป ด้วยการรู้คุณ… การสำนึกในพระคุณ และความต้องการประกาศคุณของพระองค์ท่าน ด้วยการถือปฏิบัติตามแนวพระราโชบาย… หรือตามแนวพระราชดำริ เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง… อันเป็นไปตามหลักทางสายกลางในพระพุทธศาสนา หากสาธุชนชาวไทยเข้าสู่การเคารพธรรมอย่างถูกธรรมวิธี… ในวิถีพุทธศาสนา

หลายปีที่ผ่านมา ชาวไทยได้แสดงพลังความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง… ดังการปฏิบัติธรรมที่จะจัดขึ้นมาในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ในชื่อ สวดพระปริตรอธิษฐานจิตเพื่อแผ่นดินไทย …ตั้งแต่ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง… สวนสราญรมย์… พระอุโบสถหลวง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ฯลฯ ที่ประชาชนจำนวนมากติดตามมาร่วมปฏิบัติธรรม สวดมนต์ไหว้พระ และอบรมจิตตภาวนาโดยตลอด… จนถึงพระเนตรพระกรรณ ดังที่ได้ทรงแสดงความชื่นชม… ทรงอนุโมทนา ผ่านทางสำนักราชเลขาธิการมาถึงอาตมา ที่ได้น้อมถวายน้ำพระพุทธมนต์ พระเครื่อง หนังสือแผ่นซีดี ถึงพระองค์ท่าน อันเนื่องมาจากการจัดงานการปฏิบัติธรรมของมหาชนชาวไทยที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ถึงปัจจุบัน… อันควรแก่การสืบสานปฏิบัติกันต่อไป เพื่อบูชาคุณของพระองค์ท่าน…

เจริญพร

 

ชมรมโพธิคยาฯ จัดธรรมยาตรา 14 วัน 5 ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463815

ชมรมโพธิคยาฯ จัดธรรมยาตรา 14 วัน 5 ประเทศ

โดย…สมาน สุดโต

คณะกรรมการชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดทัวร์ธรรมะครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รวดเดียว 13 คืน 14 วัน 5 ประเทศ วันที่ 10-23 มี.ค. 2560 ตามโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา

คณะกรรมการชมรมโพธิคยาฯ ที่มี ชัช ชลวร เป็นประธาน และสุภชัย วีระภุชงค์ เป็นเลขาธิการ พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษา ประชุมที่ห้องประชุมชั้น 8 บริษัท ไทยนครพัฒนา ถนนงามวงศ์วาน วันที่ 1 พ.ย. 2559 เพื่อฟังข้อมูลจากผู้แทนประเทศต่างๆ ที่มาประชุม ได้แก่ ผู้แทนสมเด็จพระสังฆราช สปป.ลาว ผู้แทนสมเด็จพระสังฆราช กัมพูชา ผู้แทนสงฆ์ (เถรวาท) เวียดนาม ผู้แทน จากเมียนมา ทั้งนี้โดยมี สมบัติ อยู่เมือง จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลและรายละเอียดแผนที่ลุ่มน้ำโขงที่โยงกับ 5 ประเทศ รวมถึงเส้นทางที่คณะธรรมยาตราจะเดินทางเข้าไปในแต่ละจุด ว่าอยู่ห่างกันแค่ไหน แต่ละจุดใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์นานเท่าไร

จุดประสงค์ของโครงการ คือ สร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศลุ่มน้ำโขงโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นตัวเชื่อม เนื่องจากแต่ละประเทศล้วนแต่รู้จักพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น แม้ว่าการปกครองบางประเทศจะเปลี่ยนไป แต่พระพุทธศาสนายังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของประชาชนในประเทศนั้นๆ

หลวงพ่อนาคทีปะ สยาดอว์ กับประชาชนชาวมอญที่มารอรับตามสถานที่ต่างๆ

 

เพื่อให้เห็นความสำคัญแห่งธรรมยาตรา สุภชัย บอกว่า เมื่อเดินทางถึงสถานที่กำหนดไว้ในแต่ละประเทศ ต้องมีกิจกรรมที่เนื่องด้วยพุทธธรรมและศาสนพิธี เช่น พระสงฆ์ในคณะธรรมยาตราและญาติโยมต้องไหว้พระสวดมนต์ร่วมกับพระสงฆ์และญาติโยมในประเทศนั้นๆ ในขณะเดียวกันก็จะมีการศึกษาประวัติพระอริยสงฆ์ที่ยอมรับในแต่ละประเทศ พร้อมทั้งจัดเสวนาธรรมเป็นการสร้างความคุ้นเคย รุ่งเช้าพระสงฆ์ออกบิณฑบาต ทำกิจอย่างนี้ต่อเนื่องทุกวัน ทุกคืนตลอดเส้นทาง

ตามโครงการนั้น คณะธรรมยาตรา 120 ชีวิต ประกอบด้วย พระสงฆ์ 40 รูป ซึ่งจะเป็นพระสงฆ์ สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา ประเทศละ 5 รูป ที่เหลือเป็นคณะสงฆ์จากประเทศไทย จะเปิดโครงการที่วัดบุรีรัฐ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านและวัดที่ ดร.พระมหาผ่อง สมาเลิก อดีตประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว (อพส.) ถือกำเนิด และบรรพชาอุปสมบท เสร็จแล้วเดินทางตามรอยพระอริยสงฆ์ไปประเทศ สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จากนั้นเดินทางสู่เมียนมา ผ่านแม่สอด เมียวดี สุดทางวัดเจดีย์เซา (Kyaik Htee Saung) และพระธาตุอินทร์แขวน รัฐมอญ กลับมาปิดโครงการที่วัดสุวรรณภูมิ พุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ วันที่ 23 มี.ค. 2560 โดย พระเทพโพธิวิเทศ หัวหน้าพระธรรมทูต สายอินเดีย-เนปาล

ผู้แทนสังฆราช สปป.ลาว และกัมพูชา เสนอแนะให้ชมรมโพธิคยาฯ ทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว พร้อมทั้งแจ้งวัตถุประสงค์และให้บอกไปว่า ชมรมโพธิคยาฯ ต้องการให้ประเทศที่ไปพักทำอะไรบ้าง ผู้แทนจากสังฆราช สปป.ลาว กล่าวว่า งานนี้สามารถเปิดตัวชมรมโพธิคยาฯ ให้รัฐบาล คณะสงฆ์ และประชาชนชาวลาว ได้รู้จักมากยิ่งขึ้น เมื่อทำครั้งแรกสำเร็จ ครั้งต่อไปทุกอย่างก็ง่ายแล้ว

ในขณะที่ผู้แทนพระสงฆ์จากเวียดนาม ให้ความเห็นว่า กิจกรรมที่ระบุนั้นทำได้หลายอย่าง เว้นแต่บิณฑบาตห้ามทำ ใครบิณฑบาตจะถูกจับ เพราะเจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นพระปลอม ส่วนผู้แทนจาก
เมียนมาขอทราบเพียงข้อมูลว่า พระแต่ละประเทศจะร่วมโครงการจำกัดไว้กี่รูป ส่วนการประสานงานที่เมียนมาไม่น่าจะมีปัญหา เพราะพระเถระชั้นนำในประเทศรู้จักชมรมโพธิคยาฯ ดีอยู่แล้ว

สมบัติ อยู่เมือง (ซ้าย) และสุภชัย วีระภุชงค์ (ขวา) อธิบายแผนธรรมยาตรา

 

เรื่องตื่นตาในเมียนมา

เนื่องจากผู้เขียนร่วมคณะไปสำรวจเส้นทางในสหภาพเมียนมา จึงขอเล่าย่อๆ ดังนี้

ตามโครงการนั้น คณะธรรมยาตราไปเมียนมา ผ่านแม่สอด เมียวดี ปลายทางที่ไจโท ที่ตั้งพระธาตุอินทร์แขวน โดยผ่านเมืองพะอัน เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง จากเมืองนี้ใช้เวลาชั่วโมงเศษถึงเจดีย์โสณุตระ หรือโสณะอุตตระ พระเถระที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สุวรรณภูมิ ตั้งที่รัฐมอญ ที่นั่นเราพบหลวงพ่อพระอาจารย์นาคทีปะ สยาดอว์ วัดเจดีย์ซอง (Kyaik Htee Saung )

หลวงพ่อพาขึ้นภูเขาไหว้พระธาตุบนยอดเขา วิหารประดิษฐานหลวงพ่อมหามัยมุนี (จำลอง) ใช้เวลาที่นี่ประมาณ 30 นาที ก็ลงมาที่รับรองที่อยู่ถัดไปมีเจดีย์บรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้า สวดมนต์บูชาแล้วก็เดินทางต่อไปยังวัดเจดีย์ซอง (Kyaik Htee Saung) หรือเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า เส้นทางระหว่าง 2 เจดีย์สำคัญห่างกันประมาณ 30-40 กิโลเมตร นั่งรถยนต์ประมาณ 50 นาที

สถานที่ตั้งวัดเจดีย์ซอง ที่บรรจุพระเกศาธาตุนี้ ชาวเมืองให้การยอมรับนับถือว่าเป็นสถานที่ตั้งสุวรรณภูมิ โดยหลวงพ่อกล่าวว่าเจดีย์ทองที่เห็นงามอยู่นี้สร้างทับเจดีย์เก่าโบราณ โดยหลวงพ่อญาณทีปะ ที่มรณภาพไปแล้ว บูรณะขึ้นใหม่

หลวงพ่อนาคทีปะพาพวกเราชมสิ่งสำคัญในวัด รวมทั้งกราบศพหลวงพ่อญาณทีปะ ที่เก็บในโลงเย็น สภาพศพอยู่ในลักษณะเหมือนหลวงพ่อนอนจำวัด เส้นผมและหนวดยังงอกยาว คนพื้นเมืองและคนไทยไปกราบกันมาก

จากนั้นพาดูต้นมะพร้าวโทน สูงประมาณ 4-5 เมตร อายุประมาณ 20 ปี มีรั้วล้อมรอบ มะพร้าวต้นนี้มี 3 ยอดครับ น่าจะเป็นต้นเดียวในเมียนมา อัศจรรย์ยิ่ง หลวงพ่อกล่าวว่า เมื่อธรรมยาตรามาเดือน มี.ค. 2560 ก็จะทำกิจกรรมที่วัดนี้ก่อน

รุ่งขึ้นวันที่ 22 ต.ค. 2559 ไปบูชาพระธาตุอินทร์แขวน พวกเราในนามชมรมโพธิคยาฯ นิมนต์หลวงพ่อนาคทีปะเป็นประธานสวดมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระธาตุอินทร์แขวน น่าจะเป็นชาวไทยกลุ่มแรกที่ทำณ ที่ศักดิ์สิทธิ์นอกประเทศ ผู้ที่พบเห็นทั้งไทยและเมียนมา ต่างร่วมถวายสักการะและแสดงความไว้อาลัย ด้วยความรำลึกถึงอย่างหาที่สุดมิได้

 

เทพเทวดา พรหม มีไหมในสกลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463814

 

โดย…ราช รามัญ

สิ่งที่อยู่ไกลตัวมนุษย์ หรือมนุษย์เข้าไปสัมผัสไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยหลักตรรกะทางฐานวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์หรืออะไรก็ตามเถอะ ด้วยความรู้ที่มีเพียงแค่หัวคั่วหัวเข่าเราก็ต่างไปเหมาเอาเองว่าไม่มีเสียฉิบ แบบนั้นก็คงไม่เป็นธรรมเสียเท่าไหร่

หลายคนที่ไหว้ทั้งพระไหว้ทั้งเทพเทวดาพรหม เขาต่างหลงชื่นชมยินดีและมีคติด้วยว่า อยากได้บุญไปไหว้พระเพื่อให้ได้บุญ ได้ใจสงบพบนิพพาน แต่ถ้าอยากได้ตามที่ใจเราปรารถนานอกจากการลงมือทำเองแล้วเทพเทวดาพรหมอาจช่วยดลบันดาลได้ เป็นเหมือนทางด่วนทางลัด

ด้วยความไม่ประสาของผม เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าเทพเทวดาพรหมมีจริงหรือไม่ ก็ต้องหาอ่านจากพระไตรปิฎก เพราะใคร่รู้ใคร่เห็น ถ้ามีก็ขอสักครั้งในชีวิตได้เห็นตัวเป็นๆ แต่จนป่านนี้ก็ไม่เคยเห็นสักครั้ง อาจจะเฉลียวเกี่ยวกับบุญเราคงไม่พอ

องค์พุทธะพระบรมไตรโลกนาถศาสดา ได้สอนเอาไว้ชัดในคาถาบทหนึ่งว่า มนุษย์ทั้งหลายมาแต่พรหม เรียกชื่อชั้นพรหมนั้นว่า อาภัสสรพรหม แล้วล่องหนปนแสงมาตามกลิ่นหอมของพื้นดินที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำเอานิ้วจิ้มดูดดินจนสิ้นแสงแล้วบินกลับไปไม่ได้ ใช้ชีวิตกองรวมอยู่ตรงนั้นกระทั่งพัฒนามาเป็นเผ่าพันธุ์มากมายถึงปัจจุบัน บางเผ่าพันธุ์เรียกมารดาตัวเองว่า แม่  มาม่า มามี้ มาตา มาตู มัม มาเทอร์

ล้วนขึ้นด้วยอักษรไทยเป็นตัว ม.ม้า อักษรฝรั่งด้วย ตัว M เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

ในชาดกอีกมากมายคาถาที่มีเรื่องของเทพเทวดามาข้องเกี่ยว ดูอย่างสุทัตตะ อนาถบิณฑิกเศรษฐีนั้นอย่างไร บริจาคทานจนเงินเริ่มหมด เทวดาใต้ซุ้มประตูมาเตือนว่า ไม่ควรทำแล้ว ควรหยุดเสีย แต่ท่านไม่หยุด แถมดุตำหนิเทพเทวดาตนนั้นด้วยว่ามาห้ามทำไม แถมไล่ออกไปจากซุ้มประตูบ้าน

เทพเทวดายังแพ้ความดีแห่งจิตใจของผู้ใจบุญ กลายเป็นเทพเทวดาแบบสัมภเวสีไม่มีที่สถิต จึงนำความไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ให้เทพเทวดานั้นไปขอโทษเศรษฐีเสีย เมื่อทำตามจึงได้เข้าไปอยู่ที่เดิม

นี่หมายถึงให้เห็นว่า ถ้าเราเป็นคนดี ไม่ต้องเกรงอำนาจดินฟ้า เทพเทวดาที่ไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ยังมีเรื่องของเทพเทวดาอีกเรื่องหนึ่ง คือ วันที่พระสารีบุตรจะนิพพานสังขารธาตุ กลับไปบ้านที่นาลันทา ส่วนแม่ของพระสารีบุตรไม่นับถือพระพุทธศาสนาแต่นับถือองค์เทพ

ครั้นวันหนึ่งเทพเทวดาลงมาฟังธรรมโดยเหาะมาแล้วเข้ามาในห้อง แม่พระสารีบุตรเหลือบมองเห็นแสงก็แปลกใจจึงแอบไปดู กลายเป็นเทพบุตรสุดงามมานั่งพนมมือฟังธรรม ไม่นานแล้วก็เหาะออกไป มีเทพเทวดามาหลายองค์เลยทีเดียว แม่จึงคิดได้ว่าพระสารีบุตรคงจะต้องมีของดี ขนาดเทพเทวดายังมาฟังธรรม ในที่สุดแม่ก็เข้าไปฟังธรรมด้วยจนเข้าถึงธรรมในเบื้องต้น พระสารีบุตรก็นึกได้ว่า การที่ทำให้บุพการีเข้าหาธรรมได้นั้นเป็นการตอบแทนบุญคุณอย่างแท้จริงยิ่งกว่าการให้ข้าว ให้ยา ให้น้ำ

เรื่องนี้ผมมองแค่ว่าเทพเทวดามีจริง…

ยังมีอีกเรื่องที่คล้ายคลึง พราหมณีผู้หนึ่ง ลูกบวชเป็นพระภิกษุกระทั่งอยู่จบพรหมจรรย์เป็นพระอรหันต์ เดินมาบิณฑบาตที่หน้าบ้านทุกวัน แต่แม่พราหมณีไม่เคยใส่บาตรใดๆ เลย แต่ทุกเช้าแม่พราหมณีลุกหุงข้าวทำกับข้าว แล้วนำเอาอาหารนั้นไปวางเซ่นไหว้พระพรหมแทนทุกวัน

นานไปร้อนถึงองค์พรหมธาดา องค์เป็นๆ เสด็จมาให้เห็นจะจะจากสวรรค์ แล้วบอกแก่แม่พราหมณี ว่า

“ขอบใจมากที่ทำอาหารมาสักการะเราทุกวัน แต่เราทานไม่ได้ ได้แต่รับรู้และขอบใจ ขอเจ้าจงนำเอาอาหารนี้ไปถวายใส่บาตรพระลูกชายของเจ้าดีกว่า เพราะเนื่องจากว่าท่านเป็นพระอรหันต์ถวายแล้วจะได้บุญกุศลยิ่งกว่านำมาให้เรา”

แม่พราหมณี จึงทำตามคำแนะนำขององค์พรหมธาดา

ทั้งหมดที่เล่ามานี่ เพื่อให้มองเห็นว่า องค์เทพเทวดาพรหมมีอยู่จริง แต่ท่านทั้งหลายไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมหรือมีบทบาทอะไรกับชีวิตของมนุษย์เลยตามที่เราเข้าใจกันเอาเองตลอดมาว่า เมื่อไหว้แล้วจะได้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ แต่นั่นเป็นเพียงพิธีกรรมที่แสดงออกถึงความเคารพอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง

ที่สุดแล้วอย่างไรเสียมนุษย์ก็ต้องพึ่งตนเองเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้และแน่นอนที่สุด ส่วนเรื่องที่อยู่เหตุเหนือผล ก็คงจะต้องปล่อยเอาไว้ให้เป็นเช่นนั้นต่อไป อย่าไปค้านหรือไปปฏิเสธว่าไม่มีจริงนั้นก็มิได้ การที่เรามีใจสงบนิ่ง มีสติ มีสัมปชัญญะ และมีธรรมในพรหมวิหารทั้งสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นั่นแลที่จะทำให้เรามีหัวใจเดียวกับองค์เทพเทวดาและพรหมทั้งปวงในสกลโลกนี้

เรื่องบางเรื่องที่เป็นสิ่งนอกเหตุเหนือผล จนกรอบวิทยาศาสตร์ก้าวไม่ถึง เราก็ควรจะต้องทำใจกลางๆ มาศึกษาให้โดยรอบ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ต่างก็มีเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันไป ต้นไม้หนึ่งต้นประกอบไปด้วยกิ่งก้าน ใบ ดอก ผล ตลอดทั้ง แก่น เปลือก กระพี้ เพราะถ้ามีแต่แก่นเพียงอย่างเดียวต้นไม้นั้นก็คงจะอยู่ยืนยงไม่ได้เช่นเดียวกัน

(จตุรภาคี) สมเด็จวัดระฆัง พระรอด ผงสุพรรณ นางพญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463813

(จตุรภาคี) สมเด็จวัดระฆัง พระรอด ผงสุพรรณ นางพญา

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามพระวันนี้ มาชมชุดพระเบญจภาคี แต่มี 4 จึงตั้งหัวให้สอดคล้องว่า จตุรภาคี ที่แฟนทางบ้านแบ่งมาให้ศึกษาเพื่อเป็นแนวทางสะสม ทั้งพิมพ์ทรงถูกต้อง วรรณะเนื้อหาจัด ถ้าได้มองบ่อยๆ ก็จะจำติดตา แยกแยะได้ สามารถเข้าไปชมภาพชัดได้ที่เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ หัวข้อ ธรรมะ-จิตใจ ขอขอบคุณ คุณจิตต์ปราณี สกุลก้องเกียรติ ที่แบ่งพระเครื่องทั้ง 4 องค์ มาให้ศึกษาครับ

องค์แรก ชมพระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตาราม สร้างโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี เป็นพระเครื่องที่มีผู้นิยมสูงสุดในประเทศไทย ได้รับการยกย่องให้เป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง มวลสารของพระสมเด็จฯ ส่วนใหญ่เป็นปูนขาว ผสมผงวิเศษ เช่น ผงมหาราช อิทธิเจ ปถมัง ตรีนิสิงเห โดยสมเด็จฯ เป็นผู้ทำผงกรรมวิธีแบบโบราณ คือ เขียนบนกระดานชนวน เขียนแล้วลบ นำผงมาผสมกับมวลสารอื่นๆ เช่น ดอกไม้แห้ง ใบลานเผา อิฐแดงจากกำแพงเพชร มาสร้างพระ โดยมีน้ำมันตังอิ้ว ทำให้เนื้อพระแตกหักง่าย องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพระพิมพ์ใหญ่ เนื้อหาจัด ดูง่าย ราคาอยู่ที่ใจครับ

 

องค์ที่สอง ชมพระรอด พิมพ์ใหญ่ กรุวัดมหาวัน ลำพูน สร้างโดยฤๅษีวาสุเทพในสมัยพระนางจามเทวีได้ปกครองเป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญไชย พระรอด แบ่งแยกเป็น 5 พิมพ์ มีพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อ และพิมพ์ตื้น ในแต่ละพิมพ์ก็ยังมีอีกหลายแม่พิมพ์ โดยอาจจะมีส่วนผสมของเนื้อที่ต่างกัน เพราะได้รับการเผาในอุณหภูมิที่ต่างกัน ตลอดจนน้ำหนักการกดพิมพ์ในแต่ละครั้งด้วย จึงทำให้พระรอดแต่ละองค์จึงมีลักษณะของสี ขนาด หรือรายละเอียดของพิมพ์ทรงดูต่างกัน

องค์ที่สาม ชมผงสุพรรณ หน้าแก่พิมพ์ใหญ่ กรุวัดพระศรีมหาธาตุ สุพรรณบุรี หนึ่งในเบญจภาคีเช่นกัน

 

การแตกกรุเพราะชาวจีนอาชีพปลูกผักอยู่ในเขตวัดพระศรีรัตนมหาธาตุได้ปีนขึ้นไปบนองค์พระปรางค์ ได้ไต่ลงไปในองค์พระปรางค์ พบสมบัติมากมาย แล้วขนสมบัติกลับเมืองจีนโดยไม่แตะต้องพระเครื่อง ต่อมาเจ้าเมืองได้ตั้งกรรมการไปเปิดกรุที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุได้พบพระบูชาและพระเครื่องมากมายและพระผงสุพรรณ และยังพบแผ่นลานเงินและลานทองบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่

จากการแปลออกมา ได้ความว่า มีฤๅษี 11 ตน มีพระฤๅษีพิมพิลาไลย พระฤๅษีตาไฟ พระฤๅษีตาวัว ได้สร้างพระพิมพ์โดยนำเอาว่านยาที่มีฤทธิ์กับเกสรดอกไม้และแร่ต่างๆ แล้วทำเป็นพระพิมพ์ สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ และพิมพ์ลายมือของท่านมหาเถระปิยะทัสสี ศรีสารีบุตร ผู้เป็นประธาน และยังได้นำแร่ธาตุต่างๆ หล่อเป็นพระพิมพ์ พระผงสุพรรณ แบ่งออกเป็น 3 พิมพ์ คือ พิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม องค์ที่นำมาให้ชม เนื้อหาจัด ดูง่าย เป็นแนวทางสะสมได้ครับ

 

ปิดท้ายด้วย พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก พระนางพญาที่สร้างขึ้นมี 6 พิมพ์ด้วยกัน คือ พิมพ์เข่าตรง พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์เทวดา พิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์อกนูนเล็ก ว่ากันว่า ผู้สร้างพระนางพญา คือ พระวิสุทธิกษัตรีย์ พระมเหสีของพระมหาธรรมราชา และทรงเป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงสร้างพระนางพญาขึ้นในคราวบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะ ราว พ.ศ. 2090-2100 พุทธคุณเน้นเรื่องแคล้วคลาด โชคลาภ และเมตตามหานิยม องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์เข่าโค้ง เนื้อหาจัด ดูง่าย

จากกันด้วยธรรมะ “คนเราจะสุขหรือทุกข์อยู่ที่มุมมอง ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญทำให้ใจเราเปิดกว้าง หรือใจแคบ”

อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463812

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

คณะสงฆ์ภาค 14 ร่วมด้วยช่วยกัน

พระธรรมโพธิมงคล เจ้าคณะภาค 14 มั่นใจอาหารในพุทธมณฑลรองรับประชาชนได้ยาวนาน

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในพื้นที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีประชาชนจาก จ.พังงา จำนวน 15 คันรถบัส 170 คน และประชาชนจาก จ.ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร อีกจำนวนหนึ่งได้ทยอยเข้ามาใช้บริการ ตั้งแต่เวลา 04.30 น. โดยมี ประดับ โพธิกาญจนวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธมณฑล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พิรุณโรจน์ นาคดนตรี ป้องกันจังหวัดนครปฐม อังกูร สุ่นกุล นายอำเภอพุทธมณฑล พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร คอยให้การต้อนรับอำนวยความสะดวก และต่อมาในเวลา 06.40 น. พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ พระเทพศาสนาภิบาล (เจ้าคุณแย้ม) เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง และพระธรรมโพธิมงคล เจ้าคณะภาค 14 เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี ได้เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมโรงอาหารพุทธมณฑล

พระธรรมโพธิมงคล กล่าวว่า การให้บริการด้านอาหารและเครื่องดื่มแก่ประชาชนที่เดินทางมาพักคอยที่พุทธมณฑล เจ้าคณะในเขตหนกลางได้ถือปฏิบัติตามดำริของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีหลายวัดที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาตั้งโรงทาน ทุกวันที่ผ่านมายังไม่พบว่ามีสิ่งใดขาดแคลน เนื่องจากเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน รวมทั้งประชาชนจากชุมชนต่างๆ ที่มีจิตใจเสียสละให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี ในส่วนของทางวัดนิมมานรดีนั้นได้จัดเตรียมข้าวสารหอมมะลิสำรองไว้แล้ว จำนวน 70 กระสอบ จัดส่งเข้ามาวันละ 4 กระสอบ และน้ำดื่มอีก 1,100 ลัง อาตมาได้ทราบมาว่า วันพรุ่งนี้ หลวงพ่อแย้ม วัดไร่ขิง จะนำซาลาเปาเข้ามาเสริมให้ และก๋วยเตี๋ยวหมูสับอีก 1,000 ชาม

“งานศาสนสงเคราะห์เป็นงานปกติของพระ เมื่อเราเป็นพระของพระราชา เราก็ต้องทำงานเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระองค์ท่าน เราทุกข์เพียงหนึ่งคน ต้องนึกถึงคนที่ทุกข์อีกนับร้อยนับพันคนที่รอความช่วยเหลือ ดังนั้นความทุกข์ของเราเพื่อความพ้นทุกข์ของคนอื่น จึงไม่เรียกว่าทุกข์สำหรับเรา อาตมาไม่ห่วงเรื่องอาหารและเครื่องดื่มในจุดพักคอยแห่งนี้ แม้จะยาวนานสักเท่าไรก็สามารถจัดหามารับรองได้ไม่มีปัญหา” เจ้าคณะภาค 14 กล่าว

คณะสงฆ์มาฟังพระสวดและเจริญจิตภาวนา

 

ศูนย์ประสานงานพระภิกษุสามเณรและแม่ชี

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เตรียมจัดอุปสมบทพระ 99 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 2-11 ธ.ค. 2559 ณ มจร วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

ในขณะเดียวกัน สมหมาย สุภาษิต รายงานว่า ศูนย์ประสานงานพระภิกษุสามเณรและแม่ชี จัดตั้งโดยรัฐบาลร่วมกับมหาเถรสมาคม (มส.) มจร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนา สมาคมศิษย์เก่า มจร และกองทัพเรือ จัดตั้งศูนย์ประสานงานพระภิกษุสามเณรและแม่ชี ที่ท่าราชวรดิฐ เพื่อรับรองและอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ตั้งแต่ที่นั่งพัก เครื่องดื่ม ภัตตาหาร และทีมแพทย์ โดยทีมนิสิต มจร คอยประสานงานพร้อมลงทะเบียนพระสงฆ์ที่จะเข้าฟังสวดพระอภิธรรม ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท (โทร.08-7585-3794) วันแรก (วันที่ 1 พ.ย.) พระภิกษุสามเณรแม่ชีมาใช้บริการ 42 รูป แม่ชี 4 คน จาก 14 จังหวัด วันที่ 2 พ.ย.มาใช้บริการมากถึง 159 รูป แม่ชี 118 คน จาก 25 จังหวัด วันที่ 3 พ.ย.
มีพระภิกษุสามเณรมาใช้บริการ 26 รูป สามเณร 10 รูป จาก 13 จังหวัด

มหากฐิน 5,000 กอง

คณะกรรมการจัดมหากฐิน เชิญประชาชนร่วมเป็นเจ้าภาพ “มหากฐิน 5,000 กอง” กองละ 1 หมื่นบาท หรือตามศรัทธา เพื่อสมทบทุนสร้างพระมหาเจดีย์พุทธคยา ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี 989 (ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ) โดยจะจัดทอดวันที่ 13 พ.ย. 2559 เวลา 14.00 น.ติดต่อจองกฐิน หรือขอข้อมูลได้ที่ 09-0519-7989, 09-6956-9235 มูลนิธิวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี