เข้าใจ…ไม่ดูถูก…คนไทยรับได้เสมอ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/459269

เข้าใจ...ไม่ดูถูก...คนไทยรับได้เสมอ!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… พุทธภาษิตที่ว่า “เรือล่มเพราะรูรั่วภายในเรือนั่นเอง…พุทธศาสนาจะเสื่อมหรือเจริญ ก็เพราะพุทธบริษัท ๔ มิใช่จากภายนอก…”

สัจธรรมดังกล่าวสามารถนำมาใช้ได้ในบริบทแห่งชีวิต… สังคมของมนุษยชาติ… ซึ่งจะต้องเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา ดังจะเห็นได้จากในยุคสมัยของเรื่องราวแห่งความล่มสลายเสื่อมสูญของบุคคล… องค์กรหรือสังคมนั้นๆ

รัฐนาวา… ที่มั่นคงจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยความสามัคคีธรรม หรือรู้รักสามัคคี บนพื้นฐานแห่งศีลธรรม จริยธรรม และคุณธรรม

อะไรทำให้ชีวิตคนเราต่างค่าคุณความหมาย… สิ่งนั้นคือ กิเลสที่ห่อหุ้มจิต ปรุงแต่งจิต จนสูญเสียอิสรภาพ กลับผูกพันยึดติดอยู่กับความคิดนั้น… คำว่า คิดมาก ทุกข์มาก… คิดน้อย ทุกข์น้อย ความคิดสงบได้ สิ้นทุกข์… ดังภาษิตที่ว่า เตสัง วูปะสะโม สุโข… ความสงบสังขาร (ความคิดนึกปรุงแต่งด้วยอำนาจกิเลส) เป็นสุขอย่างยิ่ง

การดำเนินชีวิตของสังคม จึงต้องมีทำนองคลองธรรม เพื่อมุ่งสู่ความเป็นอิสรภาพ ๓ ขั้น ได้แก่ สามารถกำหนดแนวทางชีวิตของตนเองด้วยตนเองได้… ไม่ต้องพันธนาการ แสวงหาทางเดินให้ตนเองได้… ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ความเกรงกลัวอำนาจใดๆ มากดขี่ข่มเหง… และการสามารถสลัดอำนาจกิเลสที่ควบคุมจิตให้สิ้นไป เพื่อความเป็นอิสรภาพจากความยึดมั่นถือมั่นความเป็นตัวตน… อันเป็นยอดแห่งอิสรภาพของชีวิตอย่างแท้จริง ที่จะสำเร็จได้ด้วยการศึกษาปฏิบัติตามทางสายกลาง เพื่อนำชีวิตไปบนหนทางที่มุ่งสู่ความเป็นอิสรภาพ มีชีวิตอยู่เหนือดี-ชั่ว… บาปไม่ทำ บุญกุศลไม่ติด ที่เรียกว่า อตัมยตา!

 

ความเป็นไทย… แสดงถึงเจตจำนงที่มุ่งหวังชีวิตที่เป็นอิสรภาพ… การพึ่งพาหลวงพ่อธรรมชาติ ที่ประกาศศาสนธรรมชาติว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงเป็นธรรมลักษณะตรงจิตวิญญาณคนไทย ที่สืบเนื่องความเป็นไทยๆ มายาวนาน… คนไทยจึงมีจิตสันดานที่ไม่ชอบการกดขี่ข่มเหง… ไม่ชอบการหลอกลวง… และไม่ชอบดูหมิ่นใคร หรือให้ใครดูหมิ่น และไม่ชอบปรารถนาทุกข์ให้กันและกัน มีจิตเมตตากรุณา รู้จักเอื้ออาทรต่อเพื่อนในสังคม… จึงมีสถาบันสังคมที่เข้มแข็งมั่นคง โยงใยจิตวิญญาณภาคสังคมเป็นระบบเครือญาติ… ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดในโลก

สังคมของคนไทย จึงนิยมการปกครองแบบมีเมตตากรุณา… ดังเช่น ระบบพ่อปกครองลูก ที่สถาบันการปกครองแผ่นดินในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ใช้มาตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแรกของคนไทย แม้สืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน คนไทยก็ยังยึดหลักธรรมดังกล่าว ดังปรากฏหลักทศพิธราชธรรม เพื่อการปกครองแผ่นดินโดยธรรม

นี่คือ จิตวิญญาณแท้จริงของชาวไทย ที่ต้องเข้าใจ… ซึ่งแม้ในความเป็นไทยปัจจุบันก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง… จึงเห็นความล้มเหลวของฝ่ายปกครอง… การเมือง ที่คิดดูถูกคนไทยและคาดว่า… คนไทยง่ายๆ อะไรก็ได้… ข่มขู่สักหน่อย ตบหัวสักที… ลูบหลังสักนิด เดี๋ยวก็ยอม…

นั่นเป็นความคิดที่ผิด อย่างไม่น่าสงสารเลย… จึงพึงควรตระหนักว่า ถ้าคนไทยไม่เคารพธรรม… ไม่มีนิสัยรักอิสรเสรี… มุ่งหาสันติ ก็คงไม่เป็นชาติที่รักษาสืบทอดพระพุทธศาสนามายาวนาน… มีประชากรมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แสดงตนเป็นชาวพุทธ…

จึงเห็นปรากฏการณ์ในทุกเรื่องราวของสังคม… ที่คนไทยพร้อมเข้าใจให้อภัยและในทำนองเดียวกัน พร้อมลุกขึ้นมาต่อสู้… ถ้าจำเป็น!

ผู้มีหน้าที่ปกครองบริหารราชการแผ่นดิน… จึงพึงควรเข้าใจในธรรมชาติของความเป็นคนไทยให้มาก… และควรศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยให้แจ่มแจ้งรู้จริง… อย่าได้ประมาทคนไทยเป็นอันขาด… เพราะเพียงแค่ชั่วข้ามคืน ก็เปลี่ยนแปลงความรู้สึกได้ ด้วยอิสรภาพแห่งความคิดที่เป็นวิสัยจิตของคนไทยแท้จริง!

เจริญพร

 

ประชุม พ.ส.ล.ช่วยชาวพุทธตื่นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/459268

ประชุม พ.ส.ล.ช่วยชาวพุทธตื่นตัว

โดย…สมาน สุดโต

การประชุมใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ที่พุทธศาสนานิกายจินกัก (Jin Gak) เป็นเจ้าภาพ ที่กรุงโซล วันที่ 25-29 ก.ย. 2559 ปลุกชาวพุทธให้ตื่นตัวดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และให้โลกเกิดสันติเพราะหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์

พัลลภ ไทยอารี เลขาธิการ พ.ส.ล. กล่าวสรุปว่า พ.ส.ล.ซึ่งเป็นองค์กรชาวพุทธนานาชาติ ที่รวมตัวจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2493 ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ทุก 2 ปี และปีนี้ที่ประะชุมได้เลือก แผน วรรณเมธี อายุ 93 ปี ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปโดยปราศจากคู่แข่ง

ความคิดเห็นและข้อเสนอต่างๆ นั้น เห็นว่าชาวพทธตื่นตัวกันมากในเรื่องการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ พร้อมกับเรียกร้องให้ประเทศที่มีชาวพุทธเป็นส่วนใหญ่ ต้องมีหลักและแสดงจุดยืนในเอกลักษณ์ของความเป็นพุทธให้มากขึ้น มิเช่นนั้นจะถูกศาสนาอื่นเข้าแทรกแซง

ผมคิดว่าประเทศที่เป็นหลักหรือศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งโลก ไม่ว่าประเทศไทย หรือประเทศศรีลังกา ก็พยายามทำเช่นนี้อยู่เสมอ เช่น นำหลักธรรมคำสอนออกเผยแผ่ตามสื่อสมัยใหม่ให้เป็นที่สนใจของประชาชนทุกเพศทุกวัย รวมทั้งรณรงค์เรื่องรักษาสิ่งแวดล้อม และการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เมื่อเกิดภัยพิบัติโดยไม่เลือกเชื้อชาติและศาสนา

สำนักงานใหญ่จินกักที่เกาหลีใต้ ที่ประชุม พ.ส.ล.ครั้งที่ 28

 

ส่วนที่ผู้เข้าประชุมนำเสนอการที่ชาวพุทธในโลกลดลง น่าจะมีสาเหตุจากการยึดติดกับประเพณี และพิธีกรรมมากเกินไป ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสนใจ จะแก้ไขเรื่องนี้ได้ต้องพัฒนาเรื่องข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งวิธีการด้านเผยแผ่ด้วย

เรื่องพัฒนาใช้ไฮเทคในการเผยแผ่นั้น มีทุกศาสนา รวมทั้งศาสนาอิสลามที่เติบโตรวดเร็วก็ใช้เทคโนโลยีใหม่มาช่วยเผยแผ่คำสอนศาสนาของเขา ส่วนศาสนาคริสต์ก็พันฒาการใช้ไฮเทคเพื่อเผยแผ่เช่นกัน แต่ไปเงียบๆ

เมื่อพระพุทธศาสนานำเทคโนโลยีมาช่วยเผยแผ่บ้าง คงไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องที่จำนวนประชากรชาวพุทธลดลง

พ.ศ.ล.ก็ตระหนักในเรื่องนี้ พยายามพัฒนาทุกรูปแบบ รวมทั้งเว็บไซต์ด้วย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอะไร หลังจากการประชุมครั้งนี้ พัลลภ กล่าวว่า อันดับแรกคือปรับเปลี่ยนโครงสร้าง โดยกระจายภาระหน้าที่ให้กับผู้ที่มีความสามารถ มอบตำแหน่งหน้าที่ที่รับผิดชอบไปยังประเทศอื่นๆ รวมทั้งการเปลี่ยนตัวบุคคลด้วย เพราะบางคนอยู่มานาน อายุมาก จึงควรเอาคนใหม่เข้ามา

ที่สำคัญยิ่ง ก็คือ การต้องปรับปรุงข้อมูลข่าวสาร และนำเทคโนโลยีมาเผยแผ่ โดยต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมใน 4 ปี

เจ้าภาพพาคณะผู้บริหาร พ.ส.ล.ทัวร์ชายแดนเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ ที่ปัมมุนจองถ่ายภาพที่สัญลักษณ์ให้รวมเกาหลีเป็นหนึ่งประเทศ

 

เมื่อถามถึงประเทศที่เข้าประชุม พัลลภ กล่าวว่ามี 52 ประเทศ หากนับจริงๆ แล้วอาจมากถึง 70-80 ประเทศก็ได้ เพราะหนึ่งองค์กรมีหลายประเทศซ่อนอยู่ เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งมีสมาชิกถึง 20 ประเทศ แต่ พ.ส.ล.นับ 1 เท่านั้น หรือโฝกงซาน องค์การชาวพุทธใหญ่ในไต้หวัน มีสาขากระจายในทวีปต่างๆ และประเทศต่างๆ ทั่วโลก เราก็นับเขาเพียง 1 เท่านั้น

สิ่งที่เขาเรียกร้องจาก พ.ส.ล.มีไหม พัลลภ กล่าวว่า เรามีองค์กรใหญ่และเล็ก องค์กรใหญ่ช่วยทุกอย่าง ส่วนองค์กรเล็กก็ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลด้านการเงินให้เขา

พัลลภ กล่าวว่า ในอดีตการทำกิจกรรมของ พ.ส.ล.อาจติดขัดบ้าง เพราะเมื่อกลับบ้านก็ไปทำกิจอย่างอื่น จึงแก้ไขด้วยการตั้ง สแตนดิ่ง คอมมิตตี ขึ้นมา จาก 9 คณะ เป็น 11 คณะ แต่ละคณะต้องทำให้ได้ เพราะเรามีความสะดวกด้านการสื่อสาร

ส่วนจำนวนรองประธานได้เพิ่มจาก 15 เป็น 16 คน รวมทั้งส่งคณะกรรมการ พ.ส.ล.เข้าไปช่วยมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาโลกด้วย

ในเรื่องมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาโลกนั้น พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (ดร.อนิลมาน ศากิยะ) ในฐานะที่ปรึกษา พ.ส.ล. เสนอให้รื้อข้อบังคับในธรรมนูญของมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาโลก

(The World Buddhist University) เพราะก่อตั้งกว่า 10 ปีแล้ว มหาวิทยาลัยนี้ก่อตั้งโดย พ.ส.ล.อย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ปี 2543 ในโอกาสที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ครบรอบ 84 พรรษา เพื่อถวายพระเกียรติพระองค์ในฐานะที่ทรงส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง รูปแบบการก่อตั้งจะเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีอาคารเรียน ไม่มีอาจารย์สอน และไม่มีนักศึกษา จึงดูไม่เป็นรูปธรรม ดังนั้นจึงมีข้อถกเถียงกันถึงความชัดเจนในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยดังกล่าวมาโดยตลอด เนื่องจากก่อตั้งในนามมหาวิทยาลัย ในที่ประชุมกรรมการมหาวิทยาลัยที่เกาหลี เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2559 มีผู้เสนอให้เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยไปใช้เป็นสถาบันเพื่อไม่ให้สับสน แต่ข้อเสนอนี้ตกไป เพราะกรรมการฝ่ายไทยว่าชื่อมหาวิทยาลัยพุทธโลกซึ่งมีสำนักงานที่ พ.ส.ล. กรุงเทพมหานครนั้น ได้เป็นที่รับรู้ของรัฐบาลไทย และเหตุผลที่ตั้งก็เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระญาณสังวร สมด็จพระสังฆราช

พระ ดร.อนิลมาน เสนอให้มีผู้บริหารจัดการ เพื่อประสานงานกับมหาวิทยาลัยพุทธทั่วโลก เพื่อนำข้อมูลมาสร้างเครือข่ายให้เป็นมหาวิทยาลัยเชิงการวิจัย โดยไม่ต้องมีโครงสร้างเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป ซึ่งมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาโลก จะเป็นมหาวิทยาลัยกลางที่มีข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยพุทธมากที่สุด

ขณะที่ นรนิติ เศรษฐบุตร รักษาการอธิการบดี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีงบอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปีละ 5 ล้านบาท ใช้เพื่อดำเนินการสำนักงานเท่านั้น ส่วนผลงานก็พิมพ์ผลงานวิจัยทางพระพุทธศาสนาที่องค์การเครือข่ายค้นคว้า เป็นภาษาอังกฤษออกเผยแพร่ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาโลก มีนักศึกษาทั่วโลก

 

‘อย่าเอาความทุกข์ มาเป็นภาระให้หัวใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/459267

‘อย่าเอาความทุกข์ มาเป็นภาระให้หัวใจ’

โดย…ราช รามัญ

การเกิดเป็นมนุษย์ นอกจากการได้ซึ่งอัตภาพแห่งความเป็นมนุษย์ที่ได้มายากแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ ความสมบูรณ์ทางด้านจิตใจ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ใจ เป็นประธานของทั้งหมด การมีลมหายใจ ถ้าใจเราเสียเพียงอย่างเดียว สิ่งที่เรียกได้ว่า ความสำเร็จ ก็คงจะห่างไกลเราออกไปอยู่มาก

คนทุกคนย่อมจะเคยท้อ ย่อมเคยจะเหนื่อยหน่ายจนกระทั่งเป็นทุกข์เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่แปลก แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะทำให้เรามีแนวคิดและมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้นได้ ก็คือ การเรียนรู้ธรรมะ แต่ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อการท่องจำ แต่รู้เพื่อนำเอามาปฏิบัติ

ได้มีโอกาสพบนักร้องดัง สร่างศัลย์ เรืองศรี พอพูดถึงชื่อนี้หลายคนอาจจะงงๆ ว่าใคร แต่ถ้าบอกว่า “หนู มิเตอร์” คนทั้งประเทศร้องอ๋อนักร้องคนนี้เหล้า เบียร์ ไวน์ บุหรี่ และยาเสพติดทุกประเภทไม่แตะต้องเลย เรียกได้ว่าเป็นนักร้องที่ควบคุมคุณภาพของตัวเอง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เยาวชนได้เป็นเลิศ รางวัลชีวิตที่ได้รับจากการสร้างสรรค์ผลงานเพลงมีมากมาย เคยเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีให้กับศิลปินดังมานับไม่ถ้วน

เมื่อได้พูดคุยถึงเรื่องของการใช้ชีวิต หนู มิเตอร์ พูดเสมอว่า เขาใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ได้หรูหราอะไร ไม่ได้แปลกแยกไปจากคนธรรมดาทั่วไป กินง่าย อยู่ง่าย วันๆ ก็คิดแต่สร้างงานตามจินตนาการที่ต้องการ เบื่อบางครั้งก็ไปเดินเล่นบ้างในบางโอกาส แต่โดยมากจะอยู่กับบ้านทำงานเสียส่วนใหญ่

เพราะความธรรมดาๆ นี่แหละ จะทำให้เรามีความสุขมากที่สุดในการใช้ชีวิต เพราะทุกชีวิตเกิดมาตามที่พระท่านสอนก็เพราะกรรมเก่าเป็นแรงผลักดัน คือ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เมื่อถามว่าคุ้นเคยกับธรรมะและพระศาสนามากน้อยเพียงไหน หนู มิเตอร์ เล่าว่า…

ครอบครัวผมสนิทกับพระศาสนามาก ทุกคนจะทำตามที่คุณพ่อสอนหมด เราพี่น้องสามคนปฏิบัติตามคำสอนเลย เพราะว่าคุณพ่อครูแล้วก็เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อพุทธวรญาณ จ.ลพบุรี เมื่อพ่อแม่ไปวัดเราก็ตามไปด้วย ไปทำบุญ ไปช่วยงานวัดต่างๆ เท่าที่ทำได้ ชื่อผมนี่ท่านก็ตั้งให้ สร่างศัลย์ แปลว่า ผู้ที่คลายความทุกข์โศก แต่มีคนทักนะว่า กาลกิณี เพียบเลยชื่อนี้ แต่ท่านก็บอกว่า ไม่เกี่ยว ทุกตัวอักษรพ่อขุนรามท่านสร้างมาให้ใช้ทั้งหมดจะมีตัวไม่ดีได้อย่างไร อีกอย่างผู้ทรงศีลทรงธรรมตั้งให้ ไม่น่าที่จะมีอะไรกระทบ ก็เลยไม่เคยคิดเปลี่ยนเลย ก็เห็นว่าดีมาโดยลำดับ

เวลาที่ผมทำงาน บางทีก็ต้องเข้าใจนะว่า งานศิลปะ ทำตามความรู้สึกเป็นเสียส่วนใหญ่ มันไม่ใช่งานพาณิชย์ศิลป์ที่ต้องทำตามตลาดที่สนใจ แต่กว่าจะมาให้คนเข้าถึงความรู้สึกได้ก็ต้องใช้เวลาและประสบการณ์อย่างมาก

บางครั้งคิดไม่ออก ก็ต้องปล่อยไป ไม่ไปเค้นความคิด แต่เอาความคิดนั้นแหละมาพิจารณา มาขบคิดดู แต่ที่สำคัญไม่ไปจมกับความรู้สึก ไปจมกับอารมณ์ เพราะมันจะทำให้เราไม่สามารถทำงานได้ต่อไป ปกติมนุษย์นี่มันก็มีสารพัดเรื่องอยู่แล้ว และถ้าบางทีเรายังไปจดๆ จ่อๆ จมกับอารมณ์ความรู้สึกทำให้เราทุกข์เพิ่มขึ้นผมมองว่าไม่ดีนะ มันเป็นภาระให้หัวใจของเราเปล่าๆ

ต่อมาเมื่ออะไรที่ทำแล้วเป็นทุกข์ผมจะวางก่อนนะ ไม่รีบร้อน ปล่อยวางให้มันจนเย็นและตกผลึกเสียก่อนจึงค่อยมาคิดทบทวนกันใหม่อีกครั้งว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ไม่ใช่เฉพาะเรื่องงานนะ เรื่องการใช้ชีวิตทุกอย่างใช้หลักการเดียวกันหมดเลย

แม้แต่เรื่องอัตตาในการทำงานนี่เหมือนกัน…อย่าลืมว่าศิลปินต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกสูงมากในการสร้างงาน แล้วถ้าเรามีอัตตา อีโก้ มากๆ มันเป็นทุกข์นะ งานก็เดินต่อไปไม่ได้อีก เหมือนตอนเด็กๆ เราเล่นกีตาร์เราฝึกเล่นเพลงแจ๊ซ เพลงฟิวชั่น เพลงบลู จนเก่งและคล่องกว่าคนอื่นมาก แล้วมองว่าคนอื่นยังไม่ได้เรื่อง นี่เป็นอัตตาแล้ว แต่พอโตมาเรามีสมาธิมากขึ้น มีสติมากขึ้น สิ่งเหล่านั้นมันก็หายไป เหมือนโดนหลอมละลายไปด้วยหัวใจที่เข้าใจธรรมะมากขึ้นนั่นเอง

ผมยังเชื่อเสมอว่า มนุษย์ทุกคนทุกอาชีพ สามารถเข้ามาใกล้ธรรมะได้ แม้จะอยู่บ้าน อยู่คอนโด จะนุ่งกางเกงยีนส์ หรืออะไรก็ตามถ้าหัวใจพร้อมไม่เอาความทุกข์มาเป็นภาระให้หัวใจ ชีวิตนี้ก็มีความสุขได้เหมือนกันทุกคนอย่างแท้จริง แต่หลายคนที่ยังทุกข์อยู่ เพราะว่าไม่เข้าใจในคำว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม พยายามที่จะฝืนกรรม อีกทั้งไม่ทำความเข้าใจในเรื่องของอัตตา เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีแต่ความทุกข์ทั้งนั้นเลย พอเข้าใจแบบนี้สบาย ทำงานอะไร ที่ไหน ก็มีแต่ความสุข ไม่มีความทุกข์อะไรเลย

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ หนู มิเตอร์ สุดยอดนักร้องเพลงรักที่ร้องเองแต่งเองและทำดนตรีเองซึ่งในยุคนี้มีน้อยคนที่จะทำแบบนี้ได้แล้ว…เพราะว่าวันนี้ตลาดเพลงไทยเปลี่ยนไป ทุกอย่างเปลี่ยนไป เพราะชีวิตของคนเราล้วนอยู่กับการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน ก็ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงเสมอ เมื่อรู้แบบนี้แล้วคงไม่ต้องนำเอาความทุกข์ให้มาเป็นภาระของหัวใจอีกต่อไป

 

อมตะเหรียญหล่อ และพระชัยวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/459266

อมตะเหรียญหล่อ และพระชัยวัฒน์

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ด้วยธรรมะสะกิดใจ “กิเลสทำให้เกิดทุกข์ ความอยากทำให้ลำบาก ปัญญาทำให้พบทางออก ปล่อยวางทำให้พบความสุข” ขอบคุณแฟนทางบ้านที่ส่งพระเครื่องมาให้ชมกันและสามารถชมภาพพระสวยงามชัดเจน ผ่านทางเว็บไซต์์ของโพสต์ทูเดย์ หัวข้อ ธรรมะ-จิตใจ อีกช่องทางหนึ่งครับ

องค์แรก ชมวัตถุมงคลของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว วัตถุมงคลของท่าน เช่น พระเนื้อผง พระเนื้อดิน พระเนื้อโลหะ พระเนื้อชิน และเครื่องราง เช่น เบี้ยแก้ เม็ดยาวาสนาจินดามณี ผ้ายันต์ ตะกรุด และงาแกะ ที่นำมาให้ชมวันนี้คือเหรียญเจ้าสัว เดิมทีไม่ได้เรียกเหรียญเจ้าสัว สมัยเริ่มสร้างชื่อว่า เหรียญหล่อซุ้มกระจัง เหรียญรุ่นนี้สร้างปี 2477 เพื่อแจกในงานทำบุญฉลองอายุครบ 7 รอบของหลวงปู่บุญ พระที่เหลือจากการแจกได้บรรจุไว้บนเพดานมณฑปพระพุทธบาทจำลองภายในวัด ต่อมาเมื่อปี 2516 วัดเปิดกรุนำเหรียญหล่อออกมาให้บูชา เพื่อนำปัจจัยบูรณะวัด บางเหรียญมีรอยเหล็กจาร ในเรื่องของพุทธคุณ เด่นทางด้านโชคลาภ ทำมาค้าขาย และทางด้านแคล้วคลาดอีกด้วย เชื่อกันว่าผู้ที่ห้อยบูชาเหรียญนี้จะร่ำรวยทุกคน จึงได้รับสมญานามว่าเหรียญเจ้าสัว อย่างในสมัยก่อนนั้นผู้ที่บูชาเหรียญเจ้าสัวทุกท่านล้วนแต่มีฐานะร่ำรวย เทียบเคียงคำว่า เจ้าสัว เป็นภาษาจีน มีความหมายถึงคหบดีผู้มีฐานะความร่ำรวย เหรียญที่นำมาให้ชมนี้สวยแชมป์ครับ ราคาซื้อขายหลักล้านต้นๆ เป็นของคุณเจียระไน สกุลก้องเกียรติ

 

องค์ที่สอง ชมพระชัยวัฒน์เนื้อโลหะผสม พิมพ์บัวฟันปลา ท่านเจ้ามา วัดสามปลื้มองค์พระนั่งสมาธิและแบบมารวิชัย องค์พระนั่งแบบบัวคว่ำ บัวหงาย หรืออีกชื่อคือบัวฟันปลา เป็นพิมพ์หายากไม่แพ้พิมพ์ล้มลุก ท่านได้เริ่มสร้างพระชัยวัฒน์ หรือพระกริ่งแต่ไม่มีกริ่งบรรจุในองค์พระ ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็น “พระปลัด” ที่วัดสามปลื้ม พุทธคุณเน้นด้านเมตตามหานิยมและด้านคงกระพัน กระทั่งท่านเจ้าคุณนรฯ เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า บิดาของท่านสมัยที่เป็นนายอำเภอที่บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี มีพระท่านเจ้ามาติดตัวองค์เดียว ถูกเสือร้ายชื่อดังยิงด้วยปืน แต่ปืนไม่ลั่น เสียงดังแชะๆ เรื่องนี้ ท่านเจ้าคุณนรฯ เป็นผู้เล่าให้บรรดาศิษย์ฟังครับ ราคาเช่าหาว่ากันหลักแสน องค์นี้เป็นของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

องค์ที่สาม ชมพระชัยวัฒน์ พิมพ์เขื่อนใหญ่ ก้นอุดชันโรง ของหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง สร้างในโอกาสสร้างเขื่อนที่หน้าวัดในปี 2463 เพื่อกันน้ำเซาะ จึงได้สร้างพระชัยวัฒน์เพื่อหาเงินสมทบทุนสร้างเขื่อน จึงเป็นที่มาของพระชัยวัฒน์รุ่นสร้างเขื่อนใหญ่ จะมีทั้งเนื้อเหลืองและเนื้อดำมีลักษณะการหล่อเป็นช่ออุดชันโรงที่ก้นพระเนื้อดำทุกองค์และจะมีรอยการแต่งด้วยตะไบที่ฐานพระและบัว ส่วนพระเนื้อเหลืองจะไม่มีรอยแต่งตะไบเลย ด้านพุทธคุณแคล้วคลาด มหานิยม ครบเครื่อง องค์นำที่มาให้ชมเนื้อจัด สวย ดูง่าย ราคาว่ากันหลักแสนปลาย เป็นของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ นักสะสมพระสวยเช่นกัน

 

องค์ที่สี่ ชมพระกริ่งที่พิธีดี และยิ่งใหญ่ คือ พระกริ่งดำรงราชานุภาพ ของกระทรวงมหาดไทย สร้างในโอกาสที่กระทรวงมหาดไทยครบ 100 ปี ในปี 2535 พระกริ่งดำรงราชานุภาพ ได้ถอดแบบจากพระกริ่งองค์ที่เสด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงใช้ประจำพระองค์ คือ พระกริ่งบาเก็ง พระกริ่งดำรงราชานุภาพ ค่อนข้างหายากเพราะผู้ที่มีไว้ต่างหวงแหน ว่ากันว่าผู้ใดอยากขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดให้หามาบูชาและอธิษฐานมักจะพบความสำเร็จเสมอ เนื้อทองคำ สร้างเพียง 100 องค์ ปัจจุบันราคาเป็นล้าน เนื้อนวโลหะสร้างจำนวน 2535 องค์ ปัจจุบันว่ากันหลักหมื่นกลาง องค์นี้แฟนทางบ้านแบ่งมาให้ชม

จากกันด้วยธรรมะ “ระงับความโกรธ ด้วยสติ ระงับความมีทิฐิ ด้วยปัญญา ระงับความอยาก ด้วยความพอเพียงบนความจริง”

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/459264

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

ผู้นับถือศาสนาพุทธทั่วโลกติดลบ ร้อยละ 0.3

เสียงสะท้อนจากเสวนาความเสื่อมพุทธบริษัทและแนวทางแก้ไข ที่ ตึกไทยนครพัฒนา ถนนงามวงศ์วาน จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2559 จัดโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 มีทั้งชอบและชัง เพราะความเห็นวิทยากรที่แสดงออกมีหลายแบบทั้งแรงและกลางๆ แต่ก็มาจากใจที่รักพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 บอกว่า ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนามาอย่างน้อย 9 ปี ได้พบได้เห็นทั้งเรื่องที่ศรัทธาเพิ่ม และศรัทธาถอย จึงจัดเสวนาเพื่อหาแนวทางแก้ไข และต้องการให้สื่อมวลชนทราบสมณสารูปของสงฆ์ ถ้าพุทธบริษัทตั้งมั่นในพระธรรมวินัย พระพุทธศาสนาจะยั่งยืนอีก 2,500 ปีแน่นอน

พระเมธีวรญาณ (สายเพชร ป.ธ.9) ผู้ช่วยอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กล่าวว่า ความเสื่อมพุทธบริษัทนั้น มาจากความเชื่อไม่ถูกต้อง แล้วนำไปขยายความกันผิดๆ ยิ่งในยุคสื่อไร้พรมแดน การกระจายข่าวไปรวดเร็วแบบไม่มีเหตุผล แต่่ถ้าเชื่อในพระพุทธศาสนาต้องหาเหตุและผล ก่อน ท่านพูดตามอนิจจลักษณะว่า ความเสื่อมมันเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ดังที่ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตร เพราะหลักพระพุทธศาสนาว่า เกิดมา ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา เราต้องหาวิธีการชะลอความเสื่อม โดยใช้หลักอปริหานิยธรรม เช่น ประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เป็นต้น ดังที่สถาบันโพธิคยาจัดประชุมวันนี้

พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดด่านใน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา รองผู้อำนวยการหลักสูตร สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวว่า จากการทำงานในหน้าที่ของพระสงฆ์อาตมามองว่าศาสนาในไทยไม่ได้เสื่อมจนน่าตกใจ ดังนั้นจึงขอฝากพุทธษริษัทให้อยู่กับความเป็นจริง มองทุกสิ่งเป็นบวก หูหนวกบางโอกาส ฉลาดเลือกสรร แบ่งปันสังคม ส่วนแนวทางแก้ไขความเสื่อมนั้น ท่านเสนอให้แก้ไที่ตัวเราก่อน และช่วยอธิบายให้คนในครอบครัว ขยายไปสู่ญาติและบุคคลรอบข้าง ถ้าทำได้ ศาสนาไปรอดแน่นอน

ผู้เขียนได้ยกตัวเลขจากสำนักวิจัย PEW Research Center ที่วิจัยเมื่อปี 2015 ในหัวข้อ The Future of the World Religions : Population Growth Project 2010-2050 : ที่ผู้เข้าประชุม พ.ส.ล. เสนอที่กรุงโซล เกาหลีใต้วันที่ 28 ก.ย. 2559 มาเสนอเพื่อให้มองเห็นภาพความเป็นไปของประชากรโลกที่นับถือศาสนา ดังนี้

 

การประมาณการเติบโตประชากรของโลก ระหว่างปี 2010-2050 พบว่า ประชากรที่เป็นมุสลิมเติบโตรวดเร็วมากกว่าการเพิ่มของประชากรของโลกโดยรวม ที่ทั้งโลกเติบโตประมาณร้อยละ 35

มุสลิมเติบโตร้้อยละ 73 คริสเตียนร้อยละ 35 ฮินดูร้อยละ 34 ยิวร้อยละ 16 ศาสนาประจำถิ่นร้อยละ 11 ผู้ที่ไม่นับถือศาสนาร้อยละ 9 ศาสนาย่อยๆ อื่นๆ ร้อยละ 6

ผู้นับถือศาสนาพุทธติดลบร้อยละ 0.3

นอกจากนั้น เพื่อนชาวพุทธในมาเลยเซียส่งข้อมูลมาให้ศึกษา ดังนี้

เมื่อปี 1970 ชาวจีนในมาเลเซียที่เป็นชาวพุทธมีมากถึงร้อยละ 92 เป็นคริสเตียนร้อยละ 4 เมื่อมาถึงปี 2000 ชาวจีนที่เป็นชาวพุทธเหลือร้อยละ 86 ชาวจีนคริสเตียนเพิ่มเป็นร้อยละ 10

หนังสือพิมพ์มาเลเซียรายงาน โดยอ้างนักวิจัยคนหนึ่งในสิงคโปร์ว่าผู้มีอาชีพเป็นครูในสิงคโปร์นับถือศาสนาคริสต์ร้อยละ 40 โดยบอกว่าจำนวนชาวจีนสิงคโปร์นับถือคริสต์ร้อยละ 2.4 ในปี 1920 ผ่านมา 80 ปี หรือปี 2000 จำนวนชาวจีนนับถือคริสต์เพิ่มร้อยละ 17

สำหรับประเทศไทย องค์กรคริสเตียน ชื่อ OMF รายงานว่าเมื่อปี 1952 ประเทศไทยมีประชากรชาวคริสต์ 1.4 แสนคน  ณ วันนี้ ประชากรชาวคริสต์เพิ่มเป็น 4.08 แสนคน ผู้ที่เพิ่มเป็นคนที่เปลี่ยนศาสนาหรือเข้ารีตทั้งสิ้น จึงคาดว่าอีก 60 ปี ประเทศไทยจะมีประชากรชาวคริสต์ร้อยละ 10

PEW Research รายงานว่า ประชากรชาวพุทธทั่วโลกจะมีประมาณ 490 ล้านคน ในปี 2010 เมื่อถึง 2050 ตัวเลขไม่เปลี่ยน แต่จะลดจากร้อยละ 7.1 เหลือร้อยละ 5.9 ประชากรคริสเตียนจะเพิ่มจาก 2,170 ล้านคน เป็น 2,920 ล้านคน หรือเติบโตร้อยละ 31.4

ประชากรมุสลิมจะเพิ่มจาก 1,600 ล้านคน เป็น 2,760 ล้านคน หรือเติบโตจากร้อยละ 23.2 เป็น 29.7

 

หยุดก่อน วัดราษฎร์ที่จะเป็นวัดหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457917

หยุดก่อน วัดราษฎร์ที่จะเป็นวัดหลวง

โดย…ส.คนจริง

จากการที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอโครงการ/กิจกรรมร่วมงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 ส.ค. 2559 จำนวน 9 โครงการ/กิจกรรม คณะกรรมการฝ่ายกลั่นกรองโครงการและกิจกรรม งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เห็นว่าโครงการ/กิจกรรม ข้อ 1 และข้อ 3 ถึงข้อ 7 สอดคล้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

สำหรับโครงการข้อ 2 เห็นว่าข้อมูลรายละเอียดของโครงการตามที่เสนอยังไม่สอดคล้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีลักษณะเป็นงานประจำที่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานและให้อยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานที่จะดำเนินการในหน่วยงานเอง

ทั้งนี้ การยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุจำพรรษาควรพิจารณาและตรวจสอบว่าวัดร้างดังกล่าวเป็นโบราณสถานหรือไม่ โดยคำนึงถึงคุณค่าและความสำคัญของโบราณสถาน รวมทั้งพิจารณาความเหมาะสมและความต้องการของประชาชนในพื้นที่และภิกษุที่จะอยู่ประจำที่วัดดังกล่าวด้วย

(ข้อ 2 โครงการขอพระราชทานยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงเพื่อถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา 12 ส.ค. 2559 และโครงการข้อ 3 ยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสมหามงคลดังกล่าว)

ลงนามโดย น.ส.ปภัสมน อัมราลิขิต ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ และเลขานุการ

ดังนั้น ข้อเสนอยกวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง 21 วัด ตามที่กรรมการเห็นชอบโดยลำดับจึงต้องหยุดไว้ก่อน

การพิจารณายกวัดเป็นพระอารามหลวง คณะกรรมการดำเนินการตามลำดับ ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 ดังนี้

ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณายกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2557 ที่ประชุมลงมติเห็นชอบ จำนวน 12 วัด และครั้งที่ 2/2557 เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2557 ที่ประชุมลงมติเห็นชอบ จำนวน 9 วัน รวมเป็น 21 วัด ดังนี้

1.วัดร่ำเปิง ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

2.วัดกระทุ่มแพ้ว ต.กระทุ่มแพ้ว อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี

3.วัดใหญ่ชัยมงคล ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

4.วัดพะโคะ ต.ชุมพล อ.สทิงพระ จ.สงขลา

5.วัดพระพุทธฉาย ต.หนองปลาไหล อ.เมืองสระบุรี จ.สระบุรี

6.วัดศรีบุญเรือง ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย จ.เลย

7.วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ต.แพงพวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

8.วัดสัตหีบ ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

9.วัดอมรินทราราม (ธ) ต.โคกหม้อ อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี

10.วัดวชิรธรรมาราม (ธ) ต.หันสัง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา

11.วัดโบสถ์ (ธ) ต.บางกระบือ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

12.วัดราชบูรณะ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก

13.วัดแสนสุข แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

14.วัดไผ่เงินโชตนาราม แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร

15.วัดบ่อชะเนง ต.หนองแก้ว อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ

16.วัดดอนเจดีย์ ต.ดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี

17.วัดศรีเอี่ยม แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร

18.วัดสารนารถธรรมาราม (ธ) ต.ทางเกวียน อ.แกลง จ.ระยอง

19.วัดป่าแสงอรุณ (ธ) ต.พระลับ อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น

20.วัดอนาลโยทิพยาราม (ธ) ต.สันป่าม่วง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา

21.วัดสนามพราหมณ์ (ธ) ต.ท่าราบ อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นควรนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณา

ที่ประชุมพิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบ และให้ดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม

(นายกนก แสนประเสริฐ)

รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่แทน

เลขาธิการมหาเถรสมาคม

ตามข้อมูล ที่ มส.รับทราบวันที่ 9 ก.ย.นั้น จึงไม่มีการประกาศยกวัดราษฎร์ เป็นพระอารามหลวง ดังนั้น ทั้ง 21 วัดจึงยังคงสภาพเป็นวัดราษฎร์ ตามเดิม จนกระทั่งจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อไร แม้แต่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) ที่มหาเถรสมาคม มอบหมายให้เป็นประธานพิจารณายกวัดราษฎร์ เป็นพระอารามหลวง ยังงง ไม่สามารถหาคำตอบได้

 

บทธรรม จากหริภุญไชย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457916

บทธรรม จากหริภุญไชย

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา … เข้าสู่ช่วงปลายพรรษา ฝนฟ้าค่อยๆ สงบลง … หลังเทศกาลเดือนสิบ สาธุชนมีความสุขใจยิ่งขึ้น เมื่อไปร่วมงานพลีบุญใหญ่ให้บรรพชนที่ล่วงลับไปแล้ว…

ดังที่ จ.ลำพูน … อาณาจักรหริภุญไชยที่เคยยิ่งใหญ่ในทางศาสนธรรม… ภายใต้การปกครองของปฐมกษัตริย์ พระนางเจ้าจามเทวี ที่ได้มีการจัดงานสารทเดือนสิบสองเหนือขึ้น เมื่อวันที่ ๒๔ ก.ย. ๒๕๕๙ มีสาธุชนมาร่วมงานมากมายภายใต้การสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการของ จ.ลำพูน และองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน… ที่อำนวยการจัดงานโดยคณะศิษย์ศรัทธาวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย…

จิตศรัทธายังมากล้นบนแผ่นดินศาสนา โรงทานครบสมบูรณ์ทุกประเภท… ทั้งภัตตาหาร ไทยทาน จนต้องขนด้วยรถบรรทุกเพื่อไปแจกจ่าย… ถวายตามวัดต่างๆ

การได้ร่วมปฏิบัติบูชา… การได้เคารพธรรม ด้วยความสำรวมกาย วาจา ใจ อย่างพรั่งพร้อมกัน นับว่าเป็นพุทธปฏิบัติที่ควรสรรเสริญและควรอนุรักษ์ไว้ เพื่อเป็นมรดกธรรมให้ลูกหลานได้บูชาสืบทอดทางจิตวิญญาณความเป็นชาวพุทธที่มีพระพุทธธรรมเป็นสมบัติอันล้ำค่า…

การดำเนินชีวิตอย่างมีพรหมวิหารคุ้มครองรักษาจิต… การดำเนินชีวิตสัมพันธ์กับสังคมทุกด้านด้วยหลักสังคหวัตถุธรรม… การดำเนินชีวิตไปอย่างมีกำลังด้วยอิทธิบาทธรรม… จึงเป็นธรรมเพื่อชีวิตของศาสนิกชนที่ถือปฏิบัติอย่างเคารพ… ซื่อตรง… มั่นคง… ไม่หวั่นไหว เพื่อการก้าวไปสู่…ชีวิตสันติสุข

พระพุทธศาสนามีหลักคำสั่งสอนที่เรียกว่า พระธรรมวินัย อันเป็นอริยสัจอันล้ำเลิศ… พระพุทธศาสนาจึงดำเนินมาผ่านพ้นอุปสรรคปัญหานานัปการได้อย่างมีคุณค่า สง่างาม สมฐานะพุทธะ.. ที่แปลว่า รู้… ตื่น… เบิกบาน!

สามคำจากพุทธะ… รู้… ตื่น… เบิกบาน… เป็นปรัชญาชีวิตอันล้ำเลิศประเสริฐที่สุด หากชาวเรารู้จักน้อมนำเข้ามาพิจารณาจนเกิดความรู้เข้าใจในองค์ธรรม… ก็จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ชีวิต สังคม ประเทศชาติ ให้มีสันติสุขได้จริง

 

คำว่า “รู้จักพอ”… “ตื่นจากความมืดมน”… และ “เบิกบานด้วยธรรม” คือ พลังชีวิตที่สร้างสรรค์บันดาลโชคลาภ วาสนา มงคลชีวิต ให้กับตนเองได้อย่างอัศจรรย์ยิ่ง ด้วยการพัฒนาตนเองให้เข้าถึงพุทธะ เพื่อการเข้าใจในธรรมะที่แท้จริงด้วยการปฏิบัติ…

อะไรจะยิ่งใหญ่กว่าการได้บูชาธรรมนั้นย่อมไม่มี ไม่ว่าดินฟ้าอากาศ พืชพรรณธัญญาหาร… จิตวิญญาณแห่งสัตว์ที่สืบสานไปตามแรงกรรมในโลกใบนี้ ย่อมอยู่ภายใต้อำนาจแห่งธรรม ดังกล่าวกันว่า เหนือบุญคือกรรม… เหนือกรรมคือธรรมะนั่นเอง

หากถามว่า… พระพุทธศาสนามีวิธีกำจัดปัญหา…. ความวิตกกังวล… อันเป็นอุปนิสัยของสัตว์โลกได้อย่างไร… วิสัชนาตามวิถีพุทธได้ว่า… การพัฒนาจิตให้รู้ ตื่น เบิกบาน นั่นแหละ คือ ธรรมโอสถที่ขจัดความกลัว วิตกกังวล ปัญหาอุปสรรคได้อย่างแท้จริง ด้วยอำนาจคุณธรรมจากพุทธะ… คุณธรรมจึงเป็นยอดแห่งโอสถธรรมอันควรแก่การแสวงหา…!

ความวุ่นวายในสังคม… อุปสรรคปัญหาในชีวิต… ความทุกข์ใจที่เกิดจากความไม่สมปรารถนาในโลกธรรม… เรื่องราวเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เพื่อตื่นขึ้นมาสู่ความจริงที่ปรากฏมีอยู่ในโลกธรรมว่า “สิ่งทั้งหลายมีความเกิดขึ้น ก็ย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา”

…เมื่อรู้จริงตามสัจธรรมดังกล่าว ก็จะตื่นขึ้นมาจากความโง่งมที่ไปยึดติดยึดถือ… สุดท้าย จิตใจก็จะเบิกบาน สบายคลายทุกข์สิ้น… เพราะสาธุชนรู้จักคำว่า “พุทธะ” แท้จริงด้วยปัญญาประจักษ์แล้ว… ฤดูกาลนี้มีทั้งผู้สมหวัง ดีใจ… ผู้ผิดหวัง ทุกข์ใจ… อันเนื่องมาจากสมมติบัญญัติของโลก… จึงควรดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาทด้วยธรรมโอสถตามที่กล่าวมา… ก็จะพบกับคำว่า “พุทธะ” แท้จริง

เจริญพร

 

เสวนาความเสื่อมพุทธบริษัทกับแนวทางแก้ไข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457915

เสวนาความเสื่อมพุทธบริษัทกับแนวทางแก้ไข

โดย…สมาน สุดโต

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดเสวนาเรื่อง ความเสื่อมของพุทธบริษัท : แนวทางที่ต้องแก้ไข วันที่ 5 ต.ค.  2559 โดยเชิญสื่อมวลชนเข้าฟังและนำผลเสนอผู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัดทั้งมหานิกาย และธรรมยุต รวมทั้งภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วย

สุภชัย วีระภุชงค์ ซึ่งเป็นนักธุรกิจระดับนานาชาติ แต่ทุ่มเทชีวิตและศรัทธายิ่งในพระพุทธศาสนา และเป็นเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ได้กล่าวถึงเหตุผลในการจัดเสวนา ครั้งนี้ว่าเพราะเป็นห่วงพระพุทธศาสนา ที่มีภัยทั้งภายนอกและภายใน ถ้าชาวพุทธไม่แสดงพลังทางด้านความคิด เพื่อรักษาศรัทธาในพระพุทธศาสนาในวันนี้แล้ว  ต่อไปจะแก้ไขยาก

ปัญหาภายในที่พอสรุปได้โดยมากมาจากพระภิกษุ ที่มีความเป็นอยู่สะดวกสบาย ไม่เอื้อต่อพระธรรมวินัย เคยเกิดมาแล้ว จนศาสนาพุทธสูญหายไปจากชมพูทวีป ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ จึงเป็นที่มาของหัวข้อเสวนา ว่า ความเสื่อมพุทธบริษัท : แนวทางที่ต้องแก้ไข

ตามโปรแกรมเสวนานั้น ในช่วงเช้า พระธรรมวรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา จะเป็นผู้กล่าวเปิด ในช่วงปิดเสวนาตอนบ่าย  พระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทธ์) หัวหน้าธรรมทูตไทย สายอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย จะกล่าวปิดเสวนา พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็น

ส่วนช่วงเสวนา วิทยากรแต่ละท่านจะบรรยายให้ทราบว่า ในอดีตนั้นปัญหาพุทธบริษัทนั้นมีมาแต่เมื่อไร เกี่ยวกับเรื่องอะไร ปัญหาในปัจจุบันคืออะไร เพราะปัญหาแต่ละยุค แต่ละสมัย แตกต่างกัน ซึ่งสามารถฟังได้จากวิทยากรโดยในช่วงเช้า ได้นิมนต์และเชิญพระเมธีวรญาณ ป.ธ.9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ สมาน สุดโต คอลัมนิสต์ นสพ.โพสต์ทูเดย์  เด่นชัย เด่นชัยประดิษฐ์  (ไว เด่นชัย) ประธานผู้สื่อข่าวไทยรัฐ หัวหน้าศูนย์ข่าวไทยรัฐ จ.สุพรรณบุรี และสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย จะเป็นผู้บรรยาย ดำเนินการเสวนาโดย ตวงพร อัศววิไล

ช่วงบ่ายซึ่งเป็นช่วงสำคัญไม่แพ้ช่วงเช้า จะเป็นการเสนอแนวทางที่ควรแก้ไข นำเสนอโดยพระเมธีวรญาณ พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดด่านใน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ประกิต หลิมสกุล หรือ กิเลน ประลองเชิง แห่ง นสพ.ไทยรัฐ และดำเนินการเสวนาโดย สุภชัย วีระภุชงค์

ส่วนผู้ฟังนั้น สถาบันฯ โฟกัสไปที่สื่อมวลชน ที่ทำหน้าที่เหมือนสุนัขเฝ้าบ้าน จะได้มีความรู้เพิ่มเติมว่าปัญหาความเสื่อมในศาสนาที่เราพูดๆ กันนั้น มีมูลเหตุจากอะไร วิธีแก้ไข และป้องกันนั้น  ควรมีมาตรการอะไร โดยวงเสวนาต้องการฟังเสียงสะท้อนจากผู้ร่วมเสวนาด้วยว่ามีความคิดเห็น และเสนอแนะต่อที่ประชุม เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์ และความมั่นคงในพระพุทธศาสนาต่อไปอย่างไร

สุภชัย ถวายรูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ แด่ ดร.พระมหางอน สังฆราชสงฆ์ลาว ที่นครหลวงเวียงจันทน์

 

สุภชัย กล่าวย้ำว่า การเสวนาไม่ใช่ซ้ำเติม แต่เพื่อช่วยพยุงพระศาสนา  เพราะได้ยินว่าพระสงฆ์บางรูป บางท่าน ไม่ค่อยให้ความสนใจในพระธรรมวินัย อ้างว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว แต่ในฝ่ายโยมเห็นว่าพระธรรมวินัยสำคัญมากแม้กาลสมัยจะเปลี่ยนแปลง

เสวนาครั้งนี้ อาจไม่จบแล้วจบเลย ที่ปรึกษาทางกฎหมายระดับปรมาจารย์ เสนอว่าควรต่อยอด โดยให้จัดเสวนาในแง่มุมมองของกฎหมาย ว่ากฎหมายควรเข้ามาช่วยแก้ปัญหา และจรรโลงพระพุทธศาสนาได้อย่างไร

พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ เห็นด้วยกับการจัดเสวนาครั้งนี้ พร้อมทั้งอนุโมทนากล่าวเพิ่มเติมว่าพุทธบริษัทเสื่อม หรืออะไรนั้น ควรดูที่ 5 จุด

1.ศาสนสถาน อย่าปล่อยให้พระสร้างอะไรตามใจขาดการวบคุมโดย กม. หรือมีแต่เจ้าหน้าที่ไม่อยากยุ่ง ขอชื่นชมที่มืองหนือใชกฏสังคมคม ห้ามสร้างนอกเหนือศิลปะเมืองเหนือ จึงเสนอว่า ต้องมีกรอบและมีการควบคุม เพื่อให้เกิดระเบียบ

2.ศาสนวัตถุ ไม่มีผลกระทบ และเสียหาย ทำกันพอดีในขณะนี้

3.ศาสนบุคคล เห็นว่าชาวพุทธปฏิบัติตามความเชื่อของตนมากเกินไป

4.ศาสนธรรม ไม่มีอะไรต้องแก้ ที่ต้องแก้คือวิธีเผยแผ่ เคยเห็นหลักเกณฑ์ในเมียนมาว่าจะพิมพ์หนังสือเผยแผ่ไม่ได้ ถ้าไม่อ้างที่มาของหนังสือ  ถ้าพูดถึงหลักธรรมต้องอ้างพระไตรปิฎกได้ว่ามาจากเล่มไหน ส่วนประเทศไทยบกพร่อง หนังสือไม่มีบรรณาธิการก็สามารถพิมพ์เผยแพร่ได้  เช่น ตำรายาผีบอกที่พิมพ์แจกจ่ายกันทั่วไป เป็นตัวกระทบศาสนาอย่างแรง  จึงเสนอว่า การเผยแพร่โดยวิธีใไ ดก็ตามต้องมีการอ้างอิง อย่าพูดลอยๆ มิเช่นนั้นจะเกิดความเสื่อมได้

5.ศาสนพิธี แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ปรากฏว่าทำโดยไม่มีบรรทัดฐาน อำเภอเดียวกัน ยังปฏิบัติแตกต่างกัน

ผู้ที่ทำให้เกิดความลักลั่น คือทายกที่ไม่ได้ผ่านการบวชเรียน  แต่เป็นคนนำพิธี  จึงควรแก้ไขให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบ ทำให้ 5 จุดนี้ มีกฎหมายกำกับ ให้คุณ ให้โทษ การแก้ปัญหาความเสื่อมในศาสนาย่อมทำได้แน่นอน

ประกิต หลิมสกุล แสดงความคิดเห็นว่า ที่จัดเสวนาที่จะมีขึ้น สามารถกำหนดหลักได้ 3 ประเด็น คือที่มา ที่อยู่ และที่ไป

การพูดถึงที่มาก็คือพูดถึงปัญหา และสาเหตุที่เกิดแล้วในอดีต ปัญหาในปัจจุบันคือที่อยู่  ส่วนแนวทางแก้ไขที่เสนอคือ ที่ไป

เมื่อทำที่อยู่ หรือปัจจุบันให้เห็นชัด ก็จะเห็นที่ไปได้ชัดเช่นกัน

แต่ตราบใดที่เราไม่สามารถลงลึกของรากเหง้าของปัญหา จะแก้ปัญหาไม่ได้ จึงเสนอให้ใช้หลักอริสัจ 4 มา พิจารณาว่าอะไรคือ ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ และมรรค อาจแก้ปัญหาต่างๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชมความกล้าหาญที่สถาบันโพธิคยาหรือคุณสุภชัย ทำเรื่องนี้ขึ้นมา

ส่วนผู้เขียนได้แสดงความคิดเห็นเช่นกัน โดยสรุปว่าแม้เราไม่สามารถลงลึกของปัญหาได้ แต่ที่ทำก็เป็นแนวทางให้คนรู้ว่าศาสนามีปัญหาอะไร โดยมีกลุ่มคนคณะหนึ่งที่รักศาสนา มีความกล้าเข้ามาหยิบยกปัญหา แล้วเสนอทางแก้ไข เสวนาหนนี้เหมือนติดอาวุธทางปัญญา ใครที่รู้แล้วก็จะรู้มากขึ้น หากยังไม่รู้ก็จะมองเห็นปัญหา

จึงขอเตือนว่าไม่ควรพลาด เข้าร่วมเสวนา เพราะมีโอกาสไม่บ่อยนัก ที่วิทยากรที่มีชื่อดังกล่าว จะมาพูดให้ฟังได้ง่ายๆ ใครที่ได้รับหนังสือเชิญอย่ารีรอ ตอบรับ และขอรายละเอียดจาก ดร.อัจฉราวดี แมนชาติ โทรศัพท์  08-7 513-3318 ได้ครับ

 

‘พระพุทธเจ้า ก็เป็นไอดอล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457913

‘พระพุทธเจ้า ก็เป็นไอดอล’

โดย…ราช รามัญ

วันคืนผ่านไปใกล้สิ้นปี คนที่มีสุขจะรำพึงว่า เวลาผ่านรวดเร็ว ส่วนคนที่มีทุกข์คิดว่า ทำไมยาวนานนัก

ไม่ต่างจากครั้งที่พระพุทธเจ้าของเราที่พระองค์ยังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงมากไปด้วยความทุกข์ทางความคิดและจิตใจ เพราะไม่ได้ทำในสิ่งที่พระองค์ปรารถนา โดนพระบิดาและวงศาคณาญาติจะให้ขึ้นเป็นผู้ปกครองแคว้น คนที่ต้องเป็นอะไรที่ไม่อยากจะเป็น ย่อมจะต้องมีความทุกข์อย่างแน่แท้

ในที่สุดก็ตัดสินพระทัย ขอเดินทางตามของพระองค์ที่จิตวิญญาณพึงปรารถนา ฝ่าฟันสิ่งต่างๆ นานัปการกว่าที่จะถึงวันปราบมารในหัวใจของพระองค์ได้สำเร็จอย่างราบคาบ กระทั่งเป็นผู้มีจิตใจอันบริสุทธิ์ตลอดกาล มีคนเคยถามผมว่า พอทราบไหม เจ้าชายสิทธัตถะ มีใครเป็นไอดอล จึงได้เลือกทางเดินให้ชีวิตมาทางนี้จนบรรลุธรรม

ตอบแบบเอาตัวรอดในเชิงวรรณคดี คงจะต้องบอกว่า เกิดจากการตั้งเป้าหมายตั้งแต่สมัยเป็นสุเมธดาบสที่เอาตัวเองนอนขนานพื้นแล้วให้พระพุทธเจ้าองค์ก่อนเดินเหยียบข้ามไป แล้วก็ตั้งเป้าหมายอธิษฐานจิตขอเป็นพระพุทธเจ้าบ้างในอนาคตกาล เจ้าชายสิทธัตถะไม่ได้มีใครเป็นไอดอล แต่มีพันธสัญญากับจิตใต้สำนึกที่ผ่านข้ามภพชาติที่คอยเตือนสะกิดจิตใจตัวเองมากกว่า

วันก่อนผมได้มีโอกาสได้พบกับ คุณวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า พอลตี 10 เพราะเคยออกรายการตี 10 ผู้ชายคนนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาก วันนี้เขาอายุเพียงแค่ 33 ปี แต่สามารถสร้างฐานะของตนเองเข้มแข็งเป็นปรึกแผ่นอย่างได้น่าอัศจรรย์ ขับรถราคาหลายสิบล้านบาทจากการซื้อด้วยเงินของตัวเองที่ทำธุรกิจ บ้านราคาหลังละหลายสิบล้าน บ้านริมถนนใหญ่ คำแรกที่ได้คุยก็ทำเอาตะลึงไปพอควร เมื่อถามว่า เดินทางแห่งลมหายใจมาถึงวันนี้มีใครเป็นไอดอลแบบอย่าง คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด

“ผมมีพระพุทธเจ้าเป็นไอดอลครับ”

เป็นคำพูดที่ชวนกระตุกคิดอย่างมาก เพราะตามเนื้อผ้าแล้วพระพุทธเจ้ามักจะสอนเรื่องของการพ้นทุกข์เป็นเสียส่วนมาก จากความคิดของคนทั่วไป แต่สำหรับคุณพอล กล่าวว่า

“พระพุทธเจ้าสอนหลายเรื่องแม้แต่การใช้ชีวิตทางโลกก็ทรงสอน และสามารถนำเอามาใช้ได้กับชีวิตจริงๆ ด้วย แต่เดิมผมเป็นคนที่ยากจน จนมากๆ ผมทำงานแรกๆ เงินเดือนไม่เท่าไหร่ ได้มีโอกาสตามเจ้านายไปวัด เห็นทำบุญทีละพัน เราก็คิดว่า บุญมันดีอย่างไร ทำไมทำเยอะจัง เราก็ทำบ้างตามกำลังของเรา เราทำไป 20 บาท จากนั้นก็ค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้เรื่องธรรมะทีละเล็กทีละน้อย

กระทั่งได้รู้จักหลวงพี่รูปหนึ่ง วัดในกรุงเทพฯ นี่แหละ ท่านก็คอยสอนผมในเรื่องธรรมะและเรื่องจิตใจ ท่านสอนทุกอย่างไม่ว่าเรื่องของการสร้างทานบารมี เรื่องของการปฏิบัติภาวนาสมาธิ ซึ่งผมเริ่มมีความเชื่อมั่นและมีศรัทธาในคำสอนมากขึ้นเป็นลำดับ

ผมสวดมนต์ทุกวัน เช้าตื่นมาก็เปิดฟังธรรมะในมือถือฟัง เพื่อทำให้จิตใจไม่แกว่ง ไม่ออกนอกเส้นทาง การภาวนาของผม มีจุดประสงค์เพื่อนำเอามาใช้กับชีวิต ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้ได้ฌาน หรืออะไรพิเศษ ภาวนาให้จิตตั้งมั่น แล้วก็เน้นสติกับสัมปชัญญะอย่างมาก

แน่ล่ะผมมักจะต้องพบอะไรที่เป็นทุกข์เป็นอุปสรรค ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะค่อนข้างทุกข์ แต่พอศึกษาธรรมะแล้วเราวางได้ เราปล่อยได้ เราไม่มีความเครียดใดๆ เลย มองปัญหาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เพราะถ้าเราปรารถนาเป็นคนสำเร็จ เราต้องเจอคำว่าปัญหา”

ทราบว่าชอบทำบุญมาก พอลได้เล่าให้ฟังว่า

“ผมเคยอ่านพบในคัมภีร์ว่า การให้เป็นพื้นฐานแห่งการขัดเกลาจิตใจ พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ว่า แม่น้ำใหญ่แต่น้ำนิ่งและไม่ไหล กุ้งหอยปูปลาในน้ำนั้นไม่นานก็ย่อมจะต้องตาย แม่น้ำเล็กแต่น้ำไม่นิ่ง น้ำไหลตลอดเวลา กุ้งหอยปูปลาย่อมได้อาศัย ฉันใดฉันนั้น คนที่มีทรัพย์แต่ไม่คิดบริจาคทรัพย์ ไม่นานทรัพย์นั้นก็จะหมดลง คนที่แม้แต่มีทรัพย์น้อย แต่บริจาคทรัพย์อยู่เสมอ ทรัพย์นั้นย่อมไม่หมด ไม่หาย ไม่ละลายไป

ผมจดจำมาใช้กับชีวิต และเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ โดยทำบุญไปเรื่อยๆ ทำเพื่อพระศาสนา เพราะอานิสงส์ในการทำบุญนั้นมีมาก และที่สำคัญเป็นกำลังหนุนนำในการเผยแพร่ธรรมของพระสงฆ์สาวกอีกทางหนึ่งด้วย”

นับได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตตามที่พระพุทธเจ้าสอนสำหรับการครองเรือนแบบฆราวาสได้อย่างสมบูรณ์ คุณพอลนี้หลายคนอยากทราบทำธุรกิจอะไร ทำหลายอย่างมาก อาทิ ธุรกิจเสริมความงาม เพราะแนวคิดของเขาที่มีเป้าหมายชัดเจน มีคุณธรรมในใจ ที่ได้จากคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้เขาจึงสำเร็จอย่างงดงามเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคมได้…แต่วลีเด็ด กระตุกต่อมมากที่สุด ที่พอลพูดเสมอ

“ขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย”

 

‘ถ้าดวงเราดับเราก็ดับ’ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457912

‘ถ้าดวงเราดับเราก็ดับ’ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นายตำรวจใหญ่ รูปร่างสูงสง่า พูดจาฉะฉานเสียงดัง ไม่ใช่ใครอื่น พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เกษียณอายุราชการตำรวจได้เพียง 2 วัน เป็นนายตำรวจมือปราบจอมบู๊เติบโตมาในพื้นที่ บช.ภ.7 ทำคดีสำคัญมานับไม่ถ้วน จนได้รับสมญานามว่า “มือปราบขุนดง” หรือ “มือปราบศยามล” ซึ่งเป็นคดีดังซับซ้อนซ่อนเงื่อนกระทั่งถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ เรื่อง ศยามล

ย้อนกางบันทึกมือปราบ “รุ่นเก่า” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชื่อของ พล.ต.ท.เรวัช ถือเป็นมือปราบ “รุ่นเก๋า” แนวหน้า จากผลงานที่โดดเด่นโลดแล่นในยุทธจักร
สีกากีมานาน จับปืนวิสามัญคนร้าย อภิบาลคนดี ช่วยสังคมมามากมาย หลายคดีถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว คลี่คลายความซับซ้อนลึกลับในทุกมิติทางคดี โจรผู้ร้ายต่างเกรงกลัวในชั้นเชิงฝีมือสังหารที่ฉกาจฉกรรจ์ จนได้สมญานามเป็นตำนานมือปราบที่โจรต้องสยบให้

 

ในทุกคดี พล.ต.ท.เรวัช จะลงมาทำคดีด้วยตัวเอง กลายเป็นต้นแบบตำรวจที่เคียงข้างลูกน้อง ไม่เกรงกลัวอิทธิพล เติบโตจากผลงาน หลายเหตุการณ์ผ่านความเป็นความตายมาสารพัด ลุยป่าฝ่าดงจับคนร้ายทั่วทุกสารทิศ แต่รอดชีวิตกลับมาอย่างปลอดภัยทุกครั้ง นั่นแสดงว่าต้องมีเคล็ดลับหรือรูปแบบการทำงานที่แปลกแตกต่างอย่างแน่นอน

พล.ต.ท.เรวัช เล่าบอกเคล็ดไม่ลับ สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทุกครั้งเวลาล่าวายร้ายว่า จะแขวนพระเป็นเหรียญ 25 พุทธศตวรรษ ปี 2499 ส่วนด้านหลังเหรียญพระเป็นล็อกเกตรูปพ่อแม่ นอกจากพระเครื่องแล้วยังมีมีดพกฝั่งติดเหรียญ 25 พุทธศตวรรษ ปี 2499 เช่นกัน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้จะแขวนพกติดตัวทำงานและเดินทางเป็นประจำ จนบางครั้งเคยพกมีดขึ้นเครื่อง (หัวเราะ) ถามว่าองค์เท่าไหร่ 200 บาทเอง ห้อยมาหลายสิบปีแล้ว ส่วนพระเครื่องชื่อดังอื่นๆ ก็เก็บสะสมเป็นพุทธศิลป์ไว้

“เรานับถือพระก็ไหว้แค่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และไหว้พระคุณพ่อ พระคุณแม่ เวลากราบจะกราบ 5 ครั้ง ขออำนาจพุทธคุณให้ลูกแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตราย และพระคุณพ่อ พระคุณแม่ปกป้องลูกด้วย เมื่อพุทธคุณเราพร้อมแล้วให้นึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไปนึกถึงหลวงพ่อนั้นหลวงพ่อนี้ไม่ดี เพราะพระพุทธเจ้าใหญ่กว่าหลวงพ่อทุกองค์”

 

เมื่อมีพระดียึดเหนี่ยวใจมือปราบจอมบู๊ เลยยิงคำถามว่าแล้วมีคาถาป้องกันตัวไหมนอกจากพระเครื่องและมีดพก ในฐานะมือปราบรุ่นเก๋า วงสนทนาเงียบชะงักสัก 10 วินาที ก่อนที่ พล.ต.ท.เรวัช จะสวนตอบว่า มี พร้อมยกสิบนิ้วพนมท่องคาถาว่า “นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระคุณพ่อ พระคุณแม่ นะอุต โมอะ พุธยะ ทายัน ยะกันเข้าไว้ แคล้วคลาดปลอดภัย นะโม พุทธายะ ลุย”

“เวลาทำงานลงสนามเคียงบ่าเคียงไหล่กับลูกน้องพี่ลุยบุกเดี่ยวเข้าไปเอง ดวลกับโจรเป็นประจำ ถ้ากูตายลูกกูโตแล้ว เมียพอมีฐานะ แต่ลูกเมียมึงยังเดือดร้อน กูยิงเอง บุกเดี่ยวไปยิงไม่เคยโดนยิงสักครั้ง เสียงกระสุนปืนผ่านหูนับไม่ถ้วน”

พล.ต.ท.เรวัช หยิบยกเหตุการณ์ดวลปืน อย่างออกรสออกชาติว่า ในสมัยครองยศ “พันตำรวจเอก” เป็น รอง ผบก.เป็นหัวหน้าศูนย์สืบสวน ภ.7 นำกำลังตำรวจเข้าจับกุมตัวนายจารุวัฒน์ บุหลาด 1 ในกลุ่มมือปืนรายสำคัญ ในบังกะโลแห่งหนึ่ง จ.กระบี่ ก่อนจะมาขยายผลจนทราบว่า ส.ต.อ.ชัยวัฒน์ กำไล ซึ่งเป็นมือปืนลำดับ 5 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการตัวมากที่สุด ได้หนีมากบดานในพื้นที่ อ.เหนือคลอง เลยนำกำลังอาวุธครบมือล้อมบ้านไว้ หมาดันเห่าลูกน้องของ ส.ต.อ.ชัยวัฒน์ 3 คน เลยกระโดดหนีออกไปทางหน้าต่าง

จากนั้นเลยขึ้นไปบนบ้านพร้อมเปรยบ่นว่า “ไอ้…มันหนีไปหมดแล้ว” ก่อนจะตรวจค้นดูเผื่อคนร้ายทิ้งปืนทิ้งหลักฐานไว้เวลาผ่านไปทุกอย่างเคลียร์ แต่เหลือเพี

ยงกองผ้าห่มบริเวณระเบียงบ้าน ก็เอะใจเล็กน้อย เลยค่อยๆ ย่องเดินไปดู ทันใดนั้นปรากฏว่า ส.ต.อ.ชัววัฒน์ ยิงปืนสวนออกมา 6 นัด โชคดีเหลียวตัวหลบทัน เลยยิงสวนไป 1 นัด ส.ต.อ.ชัยวัฒน์ เสียชีวิตคาที่ นับเป็นเหตุการณ์ฉิวเฉียดที่ต้องจดจำไว้เป็นตำนาน

“ดวงเรายังไม่ตาย ให้มีพระดียังไง ถ้าดวงเราดับเราก็ดับ มันอยู่ที่คุณงามความดี และบุญเก่ากับบุญใหม่ที่เราสร้าง พี่ก็ไม่ใช่ตำรวจดี” พล.ต.ท.เรวัช บอกทิ้งท้าย