ตลาดนัดกลางคืนราชประสงค์เดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790957

 

นายชาญชัย พันธุ์โสภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยอดขายของร้านค้าปลีกค้าส่งของศูนย์การค้าเดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ เพราะส่วนใหญ่เป็นลูกค้าชาวไทย แม้แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาดูสินค้ากว่า 40-50% ของลูกค้าทั้งหมด แต่กลุ่มลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รองลงมาคือกัมพูชาและเวียดนาม ปัจจุบันศูนย์การค้าเดอะ แพลทินัมมีผู้เข้ามาใช้บริการเฉลี่ยวันละ 45,000-60,000 คนต่อวัน และช่วงที่มีความต้องการซื้อเสื้อดำมีผู้เข้ามาใช้บริการทำสถิติสูงสุดถึง 85,000 คนต่อวัน ขณะที่พื้นที่ของศูนย์การค้ามีอัตราการเช่าพื้นที่อยู่ที่ 99% และวันที่ 1 ธ.ค.นี้ จะเปิดโครงการ “ตลาดนีออน-ดาวน์ทาวน์ ไนท์มาร์เก็ต” ซึ่งเป็นตลาดนัดกลางคืนย่านราชประสงค์ บนพื้นที่ 10 ไร่ มีร้านค้า กว่า 900 ร้านค้า เปิดทุกวันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่ 16.00-24.00 น. คาดว่าจะมีคนเข้ามาใช้บริการหลักหมื่นคนต่อวัน กลุ่มเป้าหมายคือนักท่องเที่ยว คนทำงาน นักศึกษา ที่ชอบช็อปปิ้งกลางคืน โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เช่น สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง ยุโรป และอาเซียนที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คิดค่าเช่า 350 บาทต่อเต็นท์ต่อวัน คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุน 80 ล้านบาทได้ภายใน 1 ปี

น.ส.อนุตตรา พร้อมทวีสิทธิ์ ผู้จัดการบริษัท โอเวอร์ซี คอนสตรัคชั่น ผู้บริหารโครงการศูนย์การค้า “วอเตอร์เกท พาวิลเลี่ยน” ประตูน้ำ กล่าวว่า การแข่งขันที่รุนแรงของตลาดค้าปลีก-ค้าส่ง ย่านประตูน้ำ ส่งผลให้บริษัทต้องปรับแผนการทำธุรกิจใหม่ โดยเปิดพื้นที่ 3,000 ตร.ม. ชั้นใต้ดิน เป็น “ไนท์มาร์เก็ต วอเตอร์เกท พาวิลเลี่ยน” ขายสินค้าแฟชั่น ของที่ระลึก และร้านอาหาร โดยเปิดตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพราะมองเห็นโอกาสธุรกิจ เนื่องจากย่านการค้านี้มีคนพลุกพล่านตลอดทั้งวัน ทั้งขาช็อปพ่อค้าแม่ค้าคนไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติและพ่อค้าต่างชาติที่มาซื้อสินค้าไปขาย.

 

รัฐเพิ่มจำนำข้าวเหนียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790942

 

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวนาปี ปีการผลิต 2559/2560 รวมเป็นเงินที่เกษตรกรจะได้รับตันละ 13,000 บาท มาจากสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตันละ 9,500 บาท คิดจากไม่เกิน 90% ของราคาตลาดซึ่งอยู่ที่ตันละ 10,560 บาท รวมวงเงินสินเชื่อ 23,734 ล้านบาท โดยมีค่านำข้าวเก็บในยุ้งฉางตันละ 1,500 บาท และเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและค่าปรับสภาพข้าวตันละ 2,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 12,000 บาท วงเงินรวม 12,471 ล้านบาท กรอบเป้าหมายรวมกับข้าวหอมมะลิที่ 2 ล้านตัน ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ 1 พ.ย.2559-28 ก.พ. 2560 ส่วนภาคใต้สิ้นสุดโครงการ 31 ก.ค.2560

ทั้งนี้ เมื่อรวมวงเงินสำหรับโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ทั้งในส่วนของข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกเหนียว จะใช้สินเชื่อรวมทั้งสิ้น 30,830 ล้านบาท และงบประมาณจ่ายขาดเป็นค่าเก็บข้าวขึ้นยุ้งฉางรวม 5,679 ล้านบาท ขณะที่เงินช่วยเหลือสำหรับค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวรวม 41,090 ล้านบาท นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติกรอบวงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท สำหรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ ปี 2559/2560 ระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ ธ.ค.2559-ธ.ค.2564 พร้อมงบประมาณสำหรับค่าชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. 3,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเกษตรแปลงใหญ่ 2,000 แปลง สนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตรวงเงินไม่เกินแปลงละ 10 ล้านบาท สามารถนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาปัจจัยการผลิตเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรวบรวมผลผลิต จัดหาและพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในแปลง จัดหาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จัดหาเครื่องมือ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ทางการเกษตร.

 

อึ้ง! ถ่ายทอดสดขายของปลอมเกลื่อน โชว์หวิว-บริการทางเพศออกจอสลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790937

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า จากการติดตามสถานการณ์การค้าขายออนไลน์ขณะนี้ พบพฤติกรรมของผู้ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ว่า ได้หันไปใช้ช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านโปรแกรมวีดิโอถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก (Facebook Live) กันอย่างแพร่หลาย เพื่อหลีกเลี่ยงการขายสินค้าตามแผงลอยริมถนน ตลาดนัด หรือร้านค้าในห้างสรรพสินค้าเหมือนที่ผ่านมา เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าของลิขสิทธิ์มีการตรวจจับอย่างเข้มงวดมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังถูกกดดันจากเจ้าของสถานที่ที่ให้เช่าขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย ส่งผลให้การวางขายสินค้าละเมิดอย่างโจ่งแจ้งทำได้ยากขึ้น

สำหรับรูปแบบการขายสินค้าปลอมทางวีดิโอถ่ายทอดสดนั้น พ่อค้าแม่ค้าจะใช้โปรแกรมถ่ายทอดสดของเฟซบุ๊ก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้กันในบรรดาแฟนเพจว่า เป็นเพจจำหน่ายสินค้าปลอมโดยเฉพาะ และมีสมาชิกติดตามเพจจำนวนหนึ่ง โดยเมื่อจะเปิดขายสินค้า ผู้ค้าจะถ่ายทอดสดจะนำสินค้ามาโชว์ จากนั้นแฟนเพจแชร์วีดิโอถ่ายทอดสด และใช้ของรางวัลมาล่อเพื่อให้คนแชร์มากๆ เช่น ตั้งคำถามง่ายๆ ให้ทาย และแจกรางวัลให้ผู้ทายถูกแบบฟรีๆ แต่มีเงื่อนไข คือ ต้องแชร์วีดิโอที่กำลังถ่ายทอดสดด้วย

ทั้งนี้ เมื่อได้จำนวนยอดผู้เข้าชมระดับหนึ่งแล้ว พ่อค้าแม่ค้าจะเริ่มนำสินค้ามาขาย โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายและได้รับความนิยมส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมต่างๆ เช่น หลุยส์ วิตตอง, ชาแนล, ปราด้า หรือผ้าพันคอของหลุยส์ วิตตอง, กุชชี่, เบอร์เบอรี่ หรือแว่นตา ของกุชชี่ ปราด้า เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสินค้าปลอม แต่พ่อค้าแม่ค้าจะใช้เทคนิคการขายโดยระบุว่าเป็นสินค้าเกรดมิเรอร์ (Mirror) คือ เหมือนของแท้ แต่ราคาถูกกว่า

ยกตัวอย่างเช่น โชว์กระเป๋าชาแนล ซึ่งหากเป็นของแท้ใบละแสนกว่าบาท แต่จะโฆษณาว่า หากขายในร้านทั่วไป ราคาใบละ 7,000-8,000 บาท แต่ถ้าซื้อตอนนี้จะเหลือเพียงใบละ 3,000 บาทเท่านั้น และมีส่วนลดให้อีกทันที 1,000 บาท ทำให้คงเหลือต้องจ่ายจริงเพียง 2,000 บาทเท่านั้น หรือผ้าพันคอยี่ห้อดัง ของแท้ราคาหลักพันถึงหลักหมื่นบาท แต่จะขายเพียงหลัก 100 บาทเท่านั้น นอกจากนั้น ยังมีแว่นตาแบรนด์เนมยี่ห้อต่างๆ ของแท้ราคาหลักพันถึงหลักหมื่นบาท จะเหลือเพียง 500 บาท เป็นต้น โดยสินค้าที่จำหน่ายจะมีกล่องใส่ มีใบรับประกัน และมีใบเสร็จที่พ่อค้าแม่ค้าระบุว่า ออกโดยตัวแทนจำหน่าย (shop) สินค้าแบรนด์ดังจริงๆ ทั้งที่จริงๆเป็นใบเสร็จที่ทำเลียนแบบขึ้นมา โดยที่ผ่านมานั้น มียอดคนเข้าชม และซื้อสินค้าในแต่ละครั้งมากพอสมควร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และอยู่ระหว่างการตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทั้งผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เป็นต้น รวมทั้งอยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อวางแนวทางการจัดการ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่าแนวทางการจับกุมวีดิโอขายสินค้าปลอมดังกล่าวนี้คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไม่ทราบว่าคนขายอยู่ที่ใด แต่สิ่งที่ทำได้คือ ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเสนอไปยังผู้ให้บริการต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต กรณีเป็นเว็บไซต์ เพื่อให้ช่วยปิดกั้นการเข้าถึงเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ดังกล่าวไม่ให้มีการใช้ช่องทางวีดิโอสดในการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว รูปแบบการเผยแพร่วีดิโอสดดังกล่าวยังเป็นช่องทางของการโชว์ลามกอนาจาร หรือการขายบริการทางเพศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกรณีนี้มองว่าเป็นอีกกรณีที่ภาครัฐควรจะเข้ามาดูแล.

 

ธอส.เจ๋งลุยใช้ฟินเทคปล่อยกู้ พร้อมพึ่งเทคโนโลยีลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790982

 

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า ธนาคารได้เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ รองรับการเข้ามาของฟินเทค เช่น โมบายแอพพลิเคชั่น GH Bank Smart Receipt บริการใบเสร็จรับชำระเงินกู้แบบอิเล็กทรอนิกส์แทนใบเสร็จรูปแบบเดิมที่จัดพิมพ์เป็นกระดาษตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ตอบสนองไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล เพราะลูกค้าสามารถใช้งานได้ผ่านมือถือหรือแท็บเล็ตได้ สามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง App Store และ Play Store ตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังจะนำฟินเทคมาช่วยในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ซึ่งจะทำให้อนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 48 ชั่วโมง หากเอกสารครบถ้วน จากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 5 วัน ซึ่งการพิจารณาสินเชื่อที่เร็วขึ้น และชั่วโมงการทำงานของพนักงานที่ลดลง ทำให้ต้นทุนของธนาคารลดลง 0.25-0.75% โดยต้นทุนที่ลดลงนั้น ธนาคารก็จะนำมาลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ค้า ซึ่งโครงการนี้จะเริ่มต้นปีหน้า โดยตั้งวงเงินปล่อยกู้ไว้ 10,000 ล้านบาท

ส่วนการแก้ไขกฎหมายของ ธอส.กรณีที่จะเพิ่มธุรกรรมการออกสลาก เหมือนกับสลากของธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลังเห็นชอบแล้ว และอยู่ระหว่างนำเข้าสู่ ครม.เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป.

 

ไม่ปลื้มมาตรการแจกเงินคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790931

 

เพิ่มใช้จ่ายน้อย-ซ้ำประชานิยม-หนุนจีดีพีเทียม

คลังแจงมาตรการแจกเงินเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย เงินจะเทออกพร้อมกันในวันที่ 1 ธ.ค.เป็นของขวัญปีใหม่คนจน ด้าน ธปท.ชมออกตรงเวลา–ตรงกลุ่มเป้าหมาย เหตุไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะโตต่ำสุดในรอบปี ขณะที่เอกชนคาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก หวั่นซ้ำรอยประชานิยม–สร้างจีดีพีปลอม

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมาจากที่เคยอนุมัติให้เกษตรกรไปแล้วก่อนหน้า ว่ามาตรการดังกล่าวมีเงื่อนไขว่าประชาชนที่ให้ลงทะเบียนจะเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี ซึ่งมียอดลงทะเบียนทั้งสิ้นประมาณ 8.3 ล้านคน จะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวทั้งหมด โดยกระทรวงการคลังจะใช้เงินงบประมาณ 10,000 ล้านบาทเพื่อดำเนินโครงการนี้ และจะเริ่มแจกเงินได้ในวันที่ 1 ธ.ค.59 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน

“หลังจากที่รัฐบาลปิดลงทะเบียนผู้ที่มีรายได้น้อย เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังมีการเสนอให้ ครม.ช่วยเหลือเกษตรกรก่อนเป็นอันดับแรก เพราะในขณะนั้นเกษตรกรมีความเดือดร้อนมากที่สุด โดยเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีจะได้รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท และหากมีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่ถึง 100,000 บาท ได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเบิกจ่ายเงินดังกล่าวให้ถึงมือเกษตรกรได้ เพราะการตรวจสอบรายชื่อและการยืนยันความถูกต้องยังไม่เสร็จเรียบร้อย”

ต่อจากนั้นในช่วงต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อผลการตรวจสอบรายชื่อและการเช็กความถูกเสร็จเรียบร้อย คลังจึงเสนอให้ ครม.พิจารณาเพิ่มความช่วยเหลือคนจนที่ไม่ใช่เกษตรกรในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 5 ล้านคน เช่น วินมอเตอร์ไซค์ หาบเห่แผงลอย คนที่ไม่มีงานทำ หรือคนเกษียณ โดยคนกลุ่มนี้จะได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับเกษตรกร กล่าวคือ รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีจะได้รับเงิน 3,000 บาท และหากมีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่ถึง 100,000 บาท ได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท

ขณะที่ในช่วงเวลาที่เหลือจนถึงสิ้นปีนี้ กระทรวงการคลังก็พยายามคิดที่จะหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่จะเป็นมาตรการใดยังไม่สามารถบอกได้ เพราะต้องรอผลจากมาตรการเดิมๆที่ออกไปก่อนหน้านี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เช่น การเพิ่มหักค่าลดหย่อนได้ 2 เท่าจากการลงทุนเครื่องจักร คอมพิวเตอร์และการก่อสร้างโรงงาน การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มหักค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 15,000 บาท ในโครงการช็อปช่วยชาติ เป็นต้น โดยจะมีการพิจารณาว่าควรต่ออายุโครงการต่างๆเหล่านี้ หรือยุติไปเลย เป็นต้น

ด้านนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงมาตรการดังกล่าวว่า เป็นมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาตรงกลุ่มเป้าหมายและอยู่ในจังหวะที่เหมาะสม เพราะผู้มีรายได้น้อยที่ได้ช่วยเหลือเพิ่มเติมในครั้งนี้ และเกษตรกรซึ่งได้ออกมาตรการช่วยเหลือมาแล้วก่อนหน้า เป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า เพราะไตรมาสที่ 4 ของปีนี้นั้นมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในอัตราที่ต่ำที่สุดของปีเทียบกับ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

ขณะที่การดำเนินการให้เงินช่วยเหลือดังกล่าวเป็นการให้ครั้งเดียว ซึ่งไม่ทำให้เสียวินัยทาง การเงิน และในทางปฏิบัติการที่ให้ลงทะเบียนไว้แล้ว ทำให้จ่ายออกได้เร็วและตรวจสอบได้ อย่างไรก็ดี เงินที่ออกมาจากมาตรการดังกล่าวไม่แน่ใจว่าจะนำไปสู่การใช้จ่ายในระบบเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แม้คนกลุ่มนี้จะมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเงินเป็นสัดส่วนของรายได้มากกว่าคนรวย แต่ช่วงที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้มีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นพอสมควรในช่วงที่ผลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังลงไปไม่ถึงพวกเขา ดังนั้น เงินที่ได้จากรัฐบาลส่วนนี้อาจจะต้องตัดไปใช้หนี้ส่วนหนึ่ง

ส่วนภาคเอกชนนั้น นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า การแจกเงินคนจน 5.4 ล้านคนทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.59 เป็นต้นไป เพื่อหวังกระตุ้นการใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปีนี้นั้น ถือว่าดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยไปหน่อย คือเพิ่มการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ได้ประมาณ 0.5-2% เท่านั้น เพราะการแจกเงิน 3,000 บาทให้กับผู้มีรายได้น้อย 5.4 ล้านคน จะคิดเป็นเงินที่ออกมา 16,200 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดรวมค้าปลีกมีอยู่ 3 ล้านล้านบาท

“จำนวนเงิน 16,200 ล้านบาท ถ้ารัฐทำให้หมุนเวียนอยู่ในระบบได้ 4 รอบ รอบละกว่า 64,800 ล้านบาท เมื่อหารด้วย 3 ล้านล้านบาท เท่ากับช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 2% แต่ถ้าเม็ดเงินจำนวนดังกล่าวหมุนเวียนอยู่ในระบบได้แค่รอบเดียว ก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเติบโตได้แค่ 0.5% ซึ่งหมวด สินค้าที่ได้รับอานิสงส์กับเม็ดเงินก้อนนี้ คือ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าไม่คงทนถาวร แต่อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเป็นมาตรการที่เหมาะสม และเป็นการใช้เงินกระตุ้นได้ตรงจุดกับกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อน้อยหรือคนจน เพราะจะทำให้อารมณ์การใช้จ่ายดีขึ้น

ด้านนายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จากมาตรการดังกล่าวที่ออกมา ในส่วนตัวมองว่าการแจกเงินคนจน 1,500-3,000 บาท เพื่อหวังกระตุ้นการใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ไม่มี ประโยชน์ต่อส่วนรวมมากนัก และจะหวังให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจยั่งยืนไม่ใช่แน่ๆ เพราะเราจะเห็นเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาในระบบช่วงสั้นๆ แล้วก็หายไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเหมือนเป็นประชานิยมแจกเงิน และเป็นการสร้างตัวเลขจีดีพีปลอมขึ้นมา

“ยอมรับว่าจากมาตรการดังกล่าวภาคค้าปลีกจะได้รับอานิสงส์กับเรื่องนี้ แต่ค้าปลีกมีหลากหลายประเภท ทั้งร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์สโตร์ ห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้า ซึ่งคนกลุ่มนี้จะใช้จ่ายเงินแค่ร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์สโตร์ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นของใช้จำเป็นเท่านั้น เช่น ยาสีฟัน ข้าวสาร แต่เมื่อเงินจำนวนนี้เข้ามาในระบบแต่แป๊บเดียวก็หายไป ขณะที่กรณีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 5-10 บาทนั้น ผมเห็นด้วยมากกว่าการแจกเงินคนจน เพราะจะได้การเพิ่มรายได้ในภาพรวมและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายระดับหนึ่ง”.

 

เข้มงวด รัฐกำหนดแบงก์ ต้องรายงานธุรกรรมการเงินต่อปปง.ตามข้อกำหนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 00:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790906

 

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวง ย้ำสถาบันการเงินต้องแจ้งต่อปปง.หากมีการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะเงินสดตั้งแต่ 2 ล้านขึ้นไป

เมื่อวันที่ 21 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ กฎกระทรวง กําหนดจํานวนเงินสดและมูลค่าทรัพย์สินในการทําธุรกรรมที่สถาบันการเงินต้องรายงานต่อสํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ศ. 2559 ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปว่า กำหนดให้สถาบันการเงินต้องการรายการทำธุรกรรม ที่มีจำนวนเงินสดตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ต่อ ปปง. เว้นแต่ธุรกรรมที่เป็นการโอนเงิน หรือ ชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงธุรกรรมที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ให้รายงานเมื่อมีจํานวนเงินสดตั้งแต่ 1 แสนบาท ขึ้นไป รวมถึงกรณีการมีมูลค่าทรัพย์สินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป และการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้รายงานเมื่อมีเงินสดตั้งแต่ 5 แสนบาทขึ้นไป.

 

คาด ‘ทรัมป์’ ถอนตัวจาก ‘ทีพีพี’ ชี้ประเทศไทยได้ประโยชน์แน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 00:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790916

 

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ชี้ “ทรัมป์” ประกาศถอนตัวจากทีพีพี ช่วยดันให้ อาร์เซพจบเร็วขึ้นแน่ ขณะที่เอกชน คาด ทีพีพีล้มจริง ไทยได้ประโยชน์มากกว่า

เมื่อวันที่ 22 พ.น.59 นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ว่า จะมีผลดีกับไทยในแง่การลดแรงกดดัน ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมการเป็นสมาชิกทีพีพีหรือไม่ และจะทำให้ไทยมีเวลาปรับตัวมากขึ้น รวมทั้งลดความได้เปรียบของประเทศในอาเซียน ที่เป็นสมาชิกทีพีพีไปแล้ว ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย

นอกจากนี้จะทำให้ประเทศต่างๆ หันกลับมาสนใจเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในระดับภูมิภาค (อาร์เซพ) ที่อาเซียน อยู่ระหว่างการเจรจากับ 6 ประเทศคู่เจรจา คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มากขึ้น ซึ่งหากไม่มีทีพีพีแล้ว น่าจะส่งผลให้มีการเร่งสรุปความตกลงอาร์เซพได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะจีน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าข้อตกลงทีพีพีจะเกิดขึ้นหรือไม่ ผู้ประกอบการไทยคงหนีไม่พ้นการปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ทันกับแนวโน้มการค้าของโลก ที่มุ่งไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานในด้านต่างๆ ที่สูงขึ้น ส่วนการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะกลับมาปกป้องการค้าและ เน้นการเจรจาทวิภาคีมากขึ้น นั้น มองว่านายทรัมป์มาจากนักธุรกิจ น่าจะมีมุมมองในการเจรจาว่าหากอะไรที่สหรัฐฯได้ประโยชน์มากกว่า ก็จะเปิดเจรจา แต่หากสหรัฐเสียประโยชน์ก็จะยกเลิก เช่นที่เกิดกับกรณีของทีพีพี

ด้านนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การที่สหรัฐฯมีท่าทีชัดจนที่จะยกเลิกข้อตกลงทีพีพี มีทั้งข้อดีข้อเสีย โดยข้อดีคือ หากยกเลิกจริง ถือว่าไทยได้ประโยชน์ เพราะการที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมทีพีพี ทำให้ไทยเสียประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในอาเซียน ที่เป็นสมาชิกทีพีพีไปแล้ว อย่างไรก็ตาม น่าจะเห็นจีน จะพยายามเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแทนที่สหรัฐฯ

ส่วนข้อเสียคือ อาจทำให้ผู้ประกอบการ เพิกเฉย หรือขาดแรงกระตุ้นในการปรับมาตรฐานด้านการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้น ตามเงื่อนไขในทีพีพี และในระยะสั้น คิดว่า นายทรัมป์คงจะเลือกเจรจาแบบทวิภาคีมากขึ้นกับประเทศที่สหรัฐฯเสียดุลการค้าอย่างเข้มข้น ทั้งจีน และไทย เพื่อให้เกิดความสมดุลทางการค้ามากขึ้น

“อยากให้รัฐบาลมีท่าทีที่ชัดเจนจะเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่ และเตรียมพร้อมรับกับการเจรจา หากทีพีพีไม่ล้ม ไม่ควรรอจนไม่มีจุดยืน เพราะจะทำให้เราช้า และเสียเปรียบ ตอนนี้เอกชนยังได้เปรียบเข้าตลาดสหรัฐฯได้ แต่หากไม่ปรับตัวในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้าอาจเสียตลาดสหรัฐฯไป แต่ไทยยังมีเวลาเตรียมตัว และต้องแสดงความเป็นผู้นำในอาเซียน และเราควรต้องให้ความสำคัญกับทุกประเทศ อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศก็ควรทำเป็น Fair Trade Area ไม่ใช้ Free Trade Area อย่างเดียว เพราะทุกคนอยากปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง คณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ ก็ยังไม่นัดหารือกันเลย น่าห่วงมากยุทธศาสตร์การค้าของไทย ที่ยังไม่มีชัดเจนเลย เป็นห่วงเราจะตามเกมสหรัฐทันหรือไม่”

 

พณ. จับมือผู้ผลิตเอทานอล ช่วยรับซื้อหัวมันเกษตรกรมากขึ้น หวังดันราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 22:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790796

 

พาณิชย์ เตรียมจับมือผู้ผลิตเอทานอล เซ็นเอ็มโอยูกับกลุ่มเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง-สหกรณ์ รับซื้อหัวมันสดผลิตเอทานอลให้มากขึ้น หวังดันราคาขึ้น ส่วนตรวจสอบตาชั่ง เครื่องวัดความชื้น พิจิตร-พิษณุโลก พบผิดหลายกระทง ปรับแล้วรายละ 2-8 หมื่นบาท

วันที่ 22 พ.ย.59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย และสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อพิจารณาแนวทางส่งเสริมการใช้มันสำปะหลังในการผลิตเอทานอลว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตเอทานอลให้ช่วยรับซื้อมันสำปะหลังสดในประเทศให้มากขึ้น เพื่อนำไปผลิตเป็นเอทานอล จากปัจจุบันยังใช้มันสำปะหลังผลิตน้อยมากเพียง 28% ของการผลิตเอทานอลทั้งหมด ส่วนใหญ่ประมาณ 66% จะผลิตจากกากน้ำตาล ที่เหลืออีก 6% เป็นวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง และยกระดับราคามันสำปะหลังให้สูงขึ้นได้

“กระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตเอทานอล รับซื้อมันสำปะหลังให้มากขึ้น ซึ่งในเร็วๆ นี้จะมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกัน (เอ็มโอยู) ระหว่างกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ และสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย สมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อช่วยเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในด้านการผลิตเข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอล”

สำหรับสถานการณ์ราคามันสำปะหลังสด ปีการผลิต 59/60 ที่จะออกมากในเดือนธ.ค.59-มี.ค.60 นั้น วันที่ 21 พ.ย.59 โรงแป้งจังหวัดนครราชสีมา รับซื้อเชื้อแป้ง 25% ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 1.60-2.00 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.ที่รับซื้อที่ กก.ละ 1.48-1.70 บาท แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รับซื้อ กก.ละ 2.30-2.55 บาท อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันให้มีการใช้มันสำปะหลังให้มากขึ้น  และส่งเสริมให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ให้มีความหลากหลายมากขึ้น

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือกับทหารในพื้นที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของสายตรวจชั่งตวงวัด ในการออกตรวจสอบ เครื่องชั่งรถยนต์ เครื่องวัดความชื้นของผู้ประกอบการโรงสี ท่าข้าว ลานรับซื้อมันสำปะหลัง และลานรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 – 10 พ.ย.59 ได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 นำกำลังออกตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตโดยได้รับความเป็นธรรม พบโรงสีและท่าข้าวหลายแห่งใช้เครื่องใช้รถยนต์ที่มีซอฟต์แวร์ผิดกฎกระทรวงฯ เช่น มีรหัสลับเข้าไปแก้ไขน้ำหนัก และใช้โปรแกรม Excel เข้าไปพิมพ์ใบชั่ง ซึ่งได้ผูกบัตรห้ามใช้ และเปรียบเทียบปรับ รวมถึงยังพบเครื่องวัดความชื้นหมดอายุคำรับรอง จึงได้เปรียบเทียบปรับรายละ 20,000 – 80,000 บาท.

 

บขส. เยียวยาเหยื่อรถทัวร์ตกเหว ผู้เสียชีวิตได้ 8 แสน สาหัส 3.5 แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 21:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790877

 

บขส. เยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต เหตุรถทัวร์ตกเหว รายละ 8 แสน เจ็บสาหัส 3.5 แสน ตั้งศูนย์ช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ ขณะที่ผู้บริหาร กสท เตรียมรวบรวมข้อมูลช่วยเหลือเหยื่อ ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง…

จากอุบัติเหตุรถโดยสาร บขส.999 ทะเบียน 32-4188 กรุงเทพมหานคร ซึ่งชมรมผู้เกษียณอายุ กสท หรือบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เช่าเดินทางมาเที่ยวที่ จ.แพร่ และ จ.น่าน ประสบอุบัติเหตุขณะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตกเหวลึกข้างทางบริเวณเขาพลึง ต.ด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ มีผู้เสียชีวิต 18 ราย บาดเจ็บ 20 คน รถทัวร์ ‘ผู้เกษียณอายุ กสท’ ตกเขาพลึงที่อุตรดิตถ์ สรุปดับ 18 เจ็บ 20

พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสั่งการให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้บาดเจ็บ และญาติผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ และได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง เพื่อดูแลและให้การช่วยเหลือแล้ว และสั่งการให้ตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยติดต่อได้ที่ 0-2936-2996, 08-1638-1118, 08-1344-6839 พร้อมทั้งประสาน บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด ให้เข้าช่วยเหลือดูแลในเรื่องค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

สำหรับกรณีผู้เสียชีวิต จะได้รับค่าสินไหมทดแทน รายละ 800,000 บาท และผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จะได้รับรายละ 350,000 บาท อย่างไรก็ดี นายสถานีเดินรถของ บขส.ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ ได้เข้าช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ แล้ว

ด้าน พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถบัสโดยสารประสบอุบัติเหตุเสียหลักตกเหว จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกชมรมผู้เกษียณอายุ แคท แล้ว โดยเบื้องต้นอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลการช่วยเหลือ ซึ่งต้องพิจารณาเรื่องระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย

นายมณี ธรรมเทียร รองประธานชมรมผู้เกษียณอายุ กสท กล่าวว่า เบื้องต้นชมรมฯ มีมาตรการช่วยเหลือผู้เสียชีวิตเป็นพวงหรีด ร่วมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมศพ และเงินที่ร่วมเป็นเจ้าภาพ ส่วนผู้บาดเจ็บ จะได้รับกระเช้าเยี่ยม หากใครเป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ กสท จะได้รับเงินเยียวยา 2 แสนบาท และสามีหรือภรรยาได้รับเงินเยียวยาอีก 1 แสนบาท โดยทายาทของผู้เสียชีวิต สามารถนำใบมรณบัตร และเอกสารทางราชการที่เกี่ยวข้อง แสดงเจตจำนงเพื่อมาขอรับเช็คเงินสดได้ที่สหกรณ์ฯ อย่างน้อย 7 วัน.

 

แผงลอยชิดซ้าย!! แห่ไลฟ์สด ขายของเก๊เกลื่อนเฟซฯ กระเป๋าชาแนล แค่ 2 พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 20:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790782

 

Live ขายของปลอมเกลื่อนเฟซบุ๊ก พ่อค้าแม่ค้าเลิกเปิดแผงขาย หันขายออนไลน์แทน เผยกลยุทธ์ถ่ายทอดสด จูงใจลูกค้าเข้าชมด้วยการแจกรางวัลให้กับคนแชร์ จนได้ยอดผู้เข้าชมระดับหนึ่ง จึงเปิดขายของ ระบุ กระเป๋า แว่นตา ผ้าพันคอ สุดฮิต อึ้ง! กระเป๋าชาแนลแท้หลักแสน เหลือแค่ 2 พัน แนะผู้ใช้บริการเฟซบุ๊ก ช่วยปิดกั้นการเข้าถึง…

วันที่ 22 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ผู้ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ได้หันไปใช้ช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านโปรแกรมวีดิโอถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก (Facebook Live) กันอย่างแพร่หลาย เพื่อหลีกเลี่ยงการขายสินค้าตามแผงลอยริมถนน ตลาดนัด หรือร้านค้าในห้างสรรพสินค้าเหมือนที่ผ่านมา เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าของลิขสิทธิ์ตรวจจับอย่างเข้มงวดมากขึ้น ขณะเดียวกันยังถูกกดดันจากเจ้าของสถานที่ที่ให้เช่าขายสินค้าละเมิดด้วย ส่งผลให้การวางขายสินค้าละเมิดอย่างโจ่งแจ้งทำได้ยากขึ้น

สำหรับรูปแบบการขายสินค้าปลอมทางวีดิโอถ่ายทอดสดนั้น พ่อค้าแม่ค้าจะใช้โปรแกรมถ่ายทอดสดของเฟซบุ๊ก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้กันในบรรดาแฟนเพจว่า เป็นเพจจำหน่ายสินค้าปลอม และมีสมาชิกติดตามเพจจำนวนหนึ่ง โดยเมื่อจะเปิดขายสินค้า ผู้ค้าจะถ่ายทอดสด นำสินค้ามาโชว์ จากนั้นแฟนเพจแชร์วีดิโอถ่ายทอดสด และใช้ของรางวัลมาล่อเพื่อให้คนแชร์มากๆ เช่น ตั้งคำถามง่ายๆ ให้ทาย และแจกรางวัลให้ผู้ทายถูกแบบฟรีๆ แต่มีเงื่อนไขคือ ต้องแชร์วีดิโอที่กำลังถ่ายทอดสดด้วย

ทั้งนี้ เมื่อได้จำนวนยอดผู้เข้าชมระดับหนึ่งแล้ว พ่อค้าแม่ค้าจะเริ่มนำสินค้ามาขาย โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายและได้รับความนิยม ส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมต่างๆ  เช่น หลุยส์ วิตตอง, ชาแนล, ปราด้า หรือผ้าพันคอของหลุยส์ วิตตอง, กุชชี่, เบอร์เบอรี่ หรือแว่นตาของกุชชี่ ปราด้า เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสินค้าปลอม แต่พ่อค้าแม่ค้าจะใช้เทคนิคการขาย โดยระบุว่าเป็นสินค้าเกรดมิเรอร์ (Mirror) คือ เหมือนของแท้ แต่ราคาถูกกว่า

ยกตัวอย่าง เช่น กระเป๋าชาแนล ของแท้ใบละแสนกว่าบาท แต่จะโฆษณาว่า หากขายในร้านทั่วไป ราคาใบละ 7,000-8,000 บาท แต่ถ้าซื้อตอนนี้ จะเหลือเพียงใบละ 3,000 บาทเท่านั้น และมีส่วนลดให้อีกทันที 1,000 บาท คงเหลือต้องจ่ายจริงเพียง 2,000 บาทเท่านั้น หรือผ้าพันคอยี่ห้อดัง ของแท้ราคาหลักพันถึงหลักหมื่นบาท แต่จะขายเพียงหลัก 100 บาทเท่านั้น หรือแว่นตา ของแท้ราคาหลักพันถึงหลักหมื่นบาท จะเหลือเพียง 500 บาท เป็นต้น โดยสินค้าที่จำหน่าย จะมีกล่องใส่ มีใบรับประกัน และมีใบเสร็จที่พ่อค้าแม่ค้าระบุว่า ออกโดยตัวแทนจำหน่าย (shop) สินค้าแบรนด์ดังจริงๆ  ทั้งที่เป็นใบเสร็จที่ทำเลียนแบบขึ้นมา

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ระหว่างการตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เป็นต้น และอยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อวางแนวทางการจัดการ เพราะการจับกุม คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไม่ทราบว่าคนขายอยู่ที่ใด แต่สิ่งที่ทำได้ คือ จะเสนอไปยังผู้ให้บริการเฟซบุ๊ก หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต กรณีเป็นเว็บไซต์ เพื่อให้ช่วยปิดกั้นการเข้าถึงเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ดังกล่าว.