ค่ายรถยกระดับนัดเช็กระยะผ่านออนไลน์ การันตีเสร็จใน 60 นาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791497

 

“ฟอร์ด ประเทศไทย” ยกระดับบริการหลังการขายเปิดตัวระบบนัดหมายเข้ารับบริการตรวจเช็กผ่านระบบออนไลน์แบบเรียลไทม์ โดยการันตีการให้บริการแล้วเสร็จภายในเวลา 60 นาที…

นายณรงค์ สีตลายน รองกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ฟอร์ดประเทศไทยยกระดับบริการลูกค้าผ่านกลยุทธ์หลัก 4 ประการ ได้แก่ การให้ความสะดวกในการเข้ารับบริการ การเข้าถึงศูนย์บริการ การสร้างความมั่นใจในคุณภาพของการให้บริการ และการมอบความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของรถฟอร์ด เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากโชว์รูมและศูนย์บริการของฟอร์ดให้กับลูกค้า

ล่าสุด เปิดตัวบริการใหม่ “60 Minutes Express Service Guaranteed Online Booking” เป็นครั้งแรกในไทย ให้ลูกค้านัดหมายเข้ารับบริการตรวจเช็กตามระยะผ่านระบบออนไลน์บุ๊กกิ้งแบบเรียลไทม์และการันตีการให้บริการแล้วเสร็จภายในเวลา 60 นาที หากไม่สามารถให้บริการเสร็จตามกำหนด ลูกค้าจะได้รับบริการฟรี โดยลูกค้าสามารถนัดเข้ารับบริการตลอด 7 วัน ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ 30 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ทั้งนี้ แต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ฟอร์ดได้เริ่มเปิดให้ทดลองบริการดังกล่าว ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ 30 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ครอบคลุม จ.นนทบุรี ปทุมธานีและสมุทรปราการ รองรับรถได้กว่า 8,000 คันต่อเดือน ปัจจุบันมีลูกค้าเข้ามานัดหมายเข้ารับบริการแล้วกว่า 2,300 ราย

ด้านนายวิชิต ว่องวัฒนาการ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า บริการที่เปิดตัวครั้งนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการให้บริการรวดเร็ว ทันใจและได้คุณภาพจากฟอร์ด ลูกค้าสามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการของฟอร์ดตามสาขาที่ลูกค้าสะดวกผ่านระบบออนไลน์บุ๊กกิ้งที่เว็บไซต์ https://onlinebooking.ford.co.th/ ได้ทุกวันเว้นวันหยุดตามประเพณีและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งระบบดังกล่าว จะมีฐานข้อมูลเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ระหว่างโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศของฟอร์ด เมื่อนัดหมายผ่านระบบแล้ว ลูกค้าจะได้รับการยืนยันทาง SMS ทันทีหลังจากทำการนัดหมายสมบูรณ์ และยังสามารถแก้ไขการนัดหมายได้ 2 วันล่วงหน้าหรือยกเลิกการนัดหมายได้ด้วยตนเองเช่นกัน

 

‘วิริยะ’ จ่ายสินไหม เหยื่อรถทัวร์ตกเหวเขาพลึง เสียชีวิตได้ชดเชย 8 แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 13:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791476

 

วิริยะประกันภัย แสดงความเสียใจครอบครัวผู้สูญเสีย อุบัติเหตุรถตกเขาพลึง พร้อมจ่ายสินไหมทดแทน กรณีเสียชีวิต ได้ชดเชยรายละ 8 แสน ส่งเจ้าหน้าที่เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ ดูแลค่ารักษาพยาบาล…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายประสิทธิ์ สุนะชูแสง ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 1 (ภาคเหนือ) บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีเกิดอุบัติเหตุรถทัวร์นำเที่ยว บริษัท ขนส่ง จำกัด สาย 999 
สีชมพู-ส้ม ตกในเขาพลึง บนถนนสายที่ 11 เด่นชัย-พิษณุโลก หลักกิโลเมตรที่ 350 หมู่ 7 ต.ด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 18 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 23 พ.ย. 2559) และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น บริษัทฯ รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง และขอแสดงความเสียใจมายังครอบครัวผู้สูญเสีย จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า รถคันดังกล่าวได้ทำประกันภัยรถยนต์ ประเภท 3 และประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (พ.ร.บ.) ไว้กับบริษัทฯ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทฯ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปประสานงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และพร้อมที่จะจ่ายสินไหมทดแทนแก่ทายาทตามกฎหมายของผู้เสียชีวิตในทันที ตามสิทธิประโยชน์ที่ระบุไว้ในเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ ทั้งนี้กรณีผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชยสูงสุด รายละ 800,000 บาท โดยแบ่งเป็นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) 300,000 บาท และความคุ้มครองตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจ ประเภท 3 ในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (กรณีความเสียหายต่อชีวิตร่างกายหรืออนามัย) 300,000 บาท และความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย (การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล) อีก 200,000 บาท

ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้เข้าดูแล เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงประสานงานกับโรงพยาบาลเพื่อดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล และอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ในช่วงเวลาที่ทุกคนจะส่งมอบความสุขให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง อยากให้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขกาย สุขใจอย่างแท้จริง ขอฝากถึงผู้ใช้รถใช้ถนน ให้มีน้ำใจ มีรอยยิ้ม แบ่งปัน และเอื้ออาทรต่อเพื่อนร่วมทาง เพื่อเราจะได้ร่วมฉลองเทศกาลแห่งความสุขไปด้วยกัน” นายประสิทธิ์ กล่าว

รถทัวร์ ‘ผู้เกษียณอายุ กสท’ ตกเขาพลึงที่อุตรดิตถ์ สรุปดับ 18 เจ็บ 20

 

ค้าปลีกเดินหน้าขยายสาขา ปักหมุดหัวเมืองรอง “บ้านไผ่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 12:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791462

 

ห้างค้าปลีกยังแข่งขันขยายสาขาไม่หยุด ล่าสุด “บิ๊กซี” เปิดใหม่สาขาบ้านไผ่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตสาขาที่ 129 พร้อมจ้างงานประชาชนในท้องถิ่น…

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท บิ๊กซีฯ เปิดให้บริการบิ๊กซีสาขาบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น นับเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตสาขาที่ 129 ของบิ๊กซี มีพื้นที่รวม 11,846 ตารางเมตร จัดสรรเป็นพื้นที่ขายจำนวน 3,842 ตารางเมตร พร้อมด้วยสินค้าหลากหลายในราคาประหยัดกว่า 21,192 รายการ ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง เครื่องใช้ภายในบ้าน ซึ่งได้จัดเตรียมทั้งในด้านความหลากหลายของสินค้าที่มีคุณภาพในราคาประหยัด การให้บริการตามมาตรฐานระดับประเทศ รวมถึงพื้นที่จอดรถยนต์และจักรยานอีกจำนวน 760 คัน

นอกจากนี้ บิ๊กซียังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายพิเศษต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างสีสันในการช็อปปิ้งให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การจับจ่ายที่บิ๊กซีคือ ผลตอบแทนกลับสู่ชุมชนในรูปแบบภาษีท้องถิ่นด้วย ซึ่งเรามีนโยบายในการชำระภาษีคืนกลับสู่ท้องถิ่นในทุกพื้นที่เปิดให้บริการ เพื่อช่วยพัฒนาความเจริญให้กับ อ.บ้านไผ่ สามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนและสนับสนุนรายได้ของท้องถิ่นอีกด้วย

นายอัศวิน กล่าวต่อว่า การเปิดสาขาครั้งนี้ ยังเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่นกว่า 117 คน โดยเป็นการจ้างงานในท้องถิ่นถึง 81 คน และมีพนักงานโอนย้ายกลับภูมิลำเนาจำนวน 37 คน นับเป็นการช่วยให้พนักงานได้มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว ช่วยพัฒนาด้านสังคมในภาพรวมด้วย.

 

เปิดบิ๊กซี สาขาบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตสาขาที่ 129

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 23 พ.ย. 2559 12:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791367

 

บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างค้าปลีกในกลุ่มบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) เปิดบิ๊กซี สาขาบ้านไผ่ เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตสาขาที่ 129 เดินหน้าในฐานะ “ห้างคนไทย หัวใจคือลูกค้า” เพื่อเป็นศูนย์กลางช้อปปิ้งจุดยุทธศาสตร์ของภาคอีสาน รองรับความต้องการของคนในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง โดยมุ่งลดค่าครองชีพ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าและชุมชนทั่วประเทศอย่างตรงจุด

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ฯ ได้เปิดให้บริการ บิ๊กซี สาขาบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งนับเป็นเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตสาขาที่ 129 ของบิ๊กซี มีพื้นที่รวม 11,846 ตารางเมตร โดยจัดสรรเป็นพื้นที่ขายจำนวน 3,842 ตารางเมตร พร้อมด้วยสินค้าหลากหลายในราคาประหยัดกว่า 21,192 รายการ ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง เครื่องใช้ภายในบ้าน ซึ่งบิ๊กซีได้จัดเตรียมทั้งในด้านความหลากหลายของสินค้าที่มีคุณภาพในราคาประหยัด พร้อมการให้บริการตามมาตรฐานระดับประเทศ รวมถึงพื้นที่จอดรถยนต์และจักรยานอีกจำนวน 760 คัน เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าที่บิ๊กซี บ้านไผ่ ให้กับพี่น้องชาวบ้านไผ่ และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ บิ๊กซียังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายพิเศษต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างสีสันในการช็อปปิ้งให้กับลูกค้าของเราอย่างต่อเนื่อง


“ทั้งนี้ การจับจ่ายของทุกท่านที่บิ๊กซี คือผลตอบแทนกลับสู่ชุมชนในรูปแบบภาษีท้องถิ่นด้วย บิ๊กซีมีนโยบายในการชำระภาษีคืนกลับสู่ท้องถิ่น ในทุกพื้นที่ที่เราไปเปิดให้บริการ เพื่อช่วยพัฒนาความเจริญให้กับอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น สามารถกระจายรายได้สู่ชุมชน และสนับสนุนรายได้ของท้องถิ่นอีกด้วย” นายอัศวิน กล่าว

นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่นกว่า 117 คน โดยเป็นการจ้างงานในท้องถิ่นถึง 81 คน และมีพนักงานโอนย้ายกลับภูมิลำเนาจำนวน 37 คน นับเป็นการช่วยให้พนักงานได้มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว ช่วยพัฒนาด้านสังคมในภาพรวมของจังหวัดขอนแก่น

การเปิดบิ๊กซี สาขาบ้านไผ่ เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต คืออีกหนึ่งข้อพิสูจน์ของบิ๊กซี ในการนำสินค้าคุณภาพราคาถูกไปยังผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ สนับสนุนกิจกรรมชุมชนที่เป็นประโยชน์อย่างเต็มกำลัง เพื่อตอกย้ำตำแหน่งของบิ๊กซี ในฐานะห้างคนไทย หัวใจคือลูกค้า ของคนทั่วประเทศ

 

ราคาทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 09:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791211

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 23 พ.ย. 59 ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท …

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350.00 บาท ขายออกบาทละ 20,450.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 บาท ขายออกบาทละ 20,950.00 บาท

 

เว้นค่าวีซ่าดูดนักท่องเที่ยวเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 06:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790987

 

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทย 1,000 บาทต่อคนเป็นการชั่วคราว และปรับลดค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (VOA) ให้แก่ชาวต่างชาติ โดยปรับค่าธรรมเนียม การตรวจลงตราที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองใช้ได้ครั้งเดียว จำนวน 19 ประเทศ จากปกติเก็บในอัตรา 2,000 บาท เหลือ 1,000 บาทต่อคนเป็นการชั่วคราว โดยเริ่มตั้งแต่ 1 ธ.ค.59 ถึง 28 ก.พ.60 ครอบคลุมเวลา 3 เดือน โดย 19 ประเทศ เช่น บัลแกเรีย ภูฏาน จีน ไซปรัส เอธิโอเปีย อินเดีย คาซัคสถาน มัลดีฟส์ มอลตา โรมาเนีย ซาอุดีอาระเบีย ไต้หวัน ยูเครน เป็นต้น

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาไทยอีก 357,362 คน ในช่วงเวลา 3 เดือน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มอีก 28,703 ล้านบาท และนำไปสู่การจ้างงานเพิ่มขึ้น 62,429 คน และมีรายได้ภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มขึ้นอีก 1,247 ล้านบาท อย่างไรก็ตามมาตรการนี้ยังส่งผลให้มีรายได้จากค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (VOA) 1,920 ล้านบาท

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอการขยายระยะเวลาพำนักในราชอาณาจักรไทยสำหรับกลุ่มพำนักระยะยาว หรือลองสเตย์ วีซ่า จากเดิม 1 ปีเป็น 10 ปี โดยให้ดำเนินการใน 14 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ อิตาลี เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น และแคนาดา โดยต้องมีเงินฝากในบัญชี 3 ล้านบาทขึ้นไปหรือมีรายได้ต่อเดือน 100,000 บาทขึ้นไป.

 

กสิกรไทยแจงตรวจเข้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790976

 

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้สั่งลงโทษพนักงานและผู้จัดการสาขาของธนาคารกสิกรไทยฐานทุจริตต่อลูกค้าที่ซื้อหน่วยลงทุนว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการปรับเปลี่ยนระบบการตรวจสอบภายใน เพื่อให้ทันต่อการกระทำทุจริตของพนักงาน และจากการตรวจสอบพบว่าระหว่างปี 51-58 มีลูกค้าคุ้นเคยและไว้ใจพนักงาน ได้ฝากสมุดบัญชีเงินฝาก พร้อมให้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับกองทุนรวมแทน จนเป็นช่องโหว่ให้พนักงานทุจริต มีทั้งการนำเงินไปลงทุนในกองทุนจริงๆ หรือกระทำทุจริตด้วยการออกใบทำธุรกรรมเหมือนกับการนำเงินไปลงทุนในกองทุน แต่เงินดังกล่าวไม่ได้ไปลงทุน และเมื่อพบการกระทำความผิด จึงได้มีการตรวจสอบข้อมูลลูกค้าทั้งหมด พบว่ามีพนักงานธนาคารกระทำความผิดในรูปแบบคล้ายๆกันรวม 8 ราย จึงได้กล่าวโทษทางอาญา พร้อมแจ้งให้ ก.ล.ต.ทราบ “เมื่อพบมีช่องโหว่ในการทุจริต ธนาคารจึงป้องกัน เช่น ห้ามไม่ให้พนักงานธนาคารรับฝากสมุดบัญชีของลูกค้า และติดประกาศที่สาขาระบุว่าธนาคารไม่รับฝากสมุดบัญชีเงินฝาก พร้อมปรับขั้นตอนการซื้อขายกองทุนรวม และมีการแจ้งลูกค้าที่ซื้อกองทุนหากมีการทำธุรกรรมผ่านธนาคาร”

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าที่ถูกพนักงานของธนาคารกระทำทุจริต ธนาคารได้จ่ายเงินที่ลูกค้าเสียหายไปแล้ว ขณะเดียวกันธนาคารได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่กว่า 10 ล้านรายที่ลงทุนในกองทุนรวม และประกันชีวิต พบว่าข้อมูลปัจจุบันไม่พบการกระทำทุจริต “กระบวนการตรวจสอบของธนาคารเป็นสิ่งสำคัญ ต้องปรับเปลี่ยนการตรวจสอบอยู่เสมอ เพื่อให้ทันกับสถานการณ์เหมือนไล่จับโจรและเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้การตรวจสอบทุจริตทำได้เร็วขึ้น

ด้านนางดวงมน จึงเสถียรทรัพย์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวถึงการตรวจสอบพนักงานแบงก์ ที่เป็นเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนขายกองทุนรวมว่า ก.ล.ต.มีการตรวจสอบหลายทาง นอกจากดูจากรายงานการตรวจสอบของธนาคาร ยังดูข้อร้องเรียนของธนาคารและข้อร้องเรียนที่มีเข้ามายัง ก.ล.ต. รวมทั้งการตรวจระบบงานของธนาคาร และการสุ่มตรวจหรือการทำ mystery shopping คือการส่งเจ้าหน้าที่ทำทีเป็นลูกค้าไปทดสอบการทำธุรกรรมของสาขา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ลูกค้าก็ต้องหมั่นตรวจสอบผลประโยชน์ของตนเอง อย่าหลงเชื่อคำเชิญชวนที่ฟังดูเกินจริง.

 

สายการเดินเรือทั่วโลกระส่ำ! เศรษฐกิจฟุบ “ล้มละลาย-ควบรวม” หนีตาย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790967

 

สายการเดินเรือทะเลทั่วโลกระส่ำ หลังตลาดส่งออก-ค้าระหว่างประเทศทั่วโลกซบเซา ยังผลให้สายการเดินเรือยักษ์ทั่วโลกหืดจับ ทยอยปิดกิจการ-ล้มละลาย ที่เหลือต้องดิ้นหนีตาย ควบกิจการขนานใหญ่ ล่าสุดไชน่าชิปปิ้งไลน์ ปิดสำนักงานในไทยหลังรวมกิจการ “คอสโก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง อันเป็นผลพวงจากวิกฤติราคาน้ำมันที่ตกต่ำ ภัยก่อการร้าย ทำให้การส่งออกและการค้าระหว่างประเทศซบเซาลงไปนั้น ได้ส่งผลต่อสายการเดินเรือทะเลทั่วโลกอย่างรุนแรง จากการที่มีการขยายกองเรืออย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ล่าสุด ทุกสายการเดินเรือกำลังเผชิญปัญหาค่าระวางเรือที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ หลายรายประสบกับการขาดทุนจนล้มละลาย ที่เหลือต้องควบรวมกิจการเพื่อความอยู่รอด

โดยเมื่อต้นเดือน ก.ย.59 สายการเดินเรือ “ฮันจิน ชิปปิ้ง (Hanjin)” ธุรกิจชิปปิ้งขนาดใหญ่ที่สุดของเกาหลีและอันดับ 7 ของโลก ประสบภาวะล้มละลายจนต้องยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาล จากที่ขาดทุนอย่างหนักตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา โดยผลประกอบการล่าสุดในครึ่งปีของปี 59 ขาดทุนถึง 473,000 ล้านวอน หรือกว่า 423 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ธนาคารเจ้าหนี้ระงับการปล่อยกู้เพิ่ม ทำให้เรือขนส่งสินค้าของบริษัท 79 ลำ จาก 150 ลำ ไม่สามารถเข้าเทียบท่ายังเมืองท่าใหญ่ๆ ทั่วโลกได้ ถือเป็นการจุดพลุการล้มละลายของอุตสาหกรรมเดินเรือใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลต่อสินค้าส่งออกไทยล่าช้าไปด้วยกว่า 3,000 ตู้

ถัดมาช่วงกลางเดือน ก.ค.59 ที่ผ่านมา สายการเดินเรือฮาปัก ลอยด์ (Hapag-Lloyd AG) ของเยอรมัน ที่ถือเป็นอีกสายการเดินเรือใหญ่ของโลก ก็ดำเนินแผนควบรวมกิจการกับสายการเดินเรือยูไนเต็ด อาหรับชิปปิ้ง (UASC) ทะยานสู่สายการเดินเรือ ที่คาดว่าน่าจะใหญ่เป็นอันดับ 4- 5 ของโลกด้วยจำนวนเรือขนส่งกว่า 237 ลำ ระวางขนส่งตู้สินค้ากว่า 1.6 ล้านตันทีอียู (TEU)

ไล่เลี่ยกันสายการเดินเรือ Neptune Orient Lines หรือ NOL และบริษัทลูก APL ที่มีกลุ่มทุนเทมาเสกของสิงคโปร์ถือหุ้นใหญ่ และมีเส้นทางการเดินเรือครอบคลุม 80 ประเทศทั่วโลก ก็ถูกสายการเดินเรือยักษ์ CMA CGM จากฝรั่งเศส เข้าฮุบกิจการหรือเทกโอเวอร์ด้วยมูลค่ากว่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจาก NOL ขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี ซึ่งภายหลังการเข้าเทกโอเวอร์กลุ่ม CMA CGM กรุ๊ปได้นำกิจการ NOL ออกจากตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ไปเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พร้อมลดขนาดสำนักงาน NOL-APL ในประเทศไทย และผลจากการควบรวมกิจการดังกล่าวได้ทำให้ CMA กลายเป็นธุรกิจชิปปิ้งขนาดใหญ่สุดของโลก

ขณะที่ปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา สายการเดินเรือคอสโก (COSCO Shipping) ของจีน ซึ่งเป็นสายการเดินเรืออันดับ 4 ของโลก มีฟลีทขนส่งกว่า 160 ลำครอบคลุม 49 ประเทศทั่วโลก มีระวางขนส่งมากกว่า 750,000 ตัน TEU ก็ดำเนินการเจรจาควบรวมกิจการกับสายการเดินเรือไชน่า ชิปปิ้ง (China Shipping Container Lines) ของจีนด้วยกัน ซึ่งล่าสุดบริษัทไชน่าชิปปิ้ง (กรุงเทพ) จำกัด ที่เป็นตัวแทนผู้ให้บริการขนส่งของไชน่าชิปปิ้งในไทยได้ส่งหนังสือแจ้งถึงพนักงานเตรียมปิดกิจการที่กรุงเทพฯตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.นี้ โดยบริษัทจะจ่ายชดเชยให้แก่พนักงานตามกฎหมายต่อไป

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา 3 สายเดินเรือยักษ์ของญี่ปุ่น ที่ประกอบด้วย Mitsui O.S.K. Lines (MOL) Nippon Yusen K.K. (NYK) และ Kawasaki Kisen Kaisha หรือ K-Line ได้ประกาศผลสำเร็จของการควบรวมกิจการ 3 สายการเดินเรือของญี่ปุ่น โดยบริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้นใหม่มี NYK ถือหุ้นใหญ่ 38% ส่วน K-Line และ MOL จะถือหุ้นรายละ 31% ผลจากการควบรวมกิจการดังกล่าวจะทำให้ 3 สายการเดินเรือมีขีดความสามารถในการขนส่งกว่า 1.4 ล้านตัน TEU ครองส่วนแบ่งการขนส่งระหว่างประเทศมากกว่า 7% ทะยานสู่อันดับ 6 ของโลก

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมทางทะเลตกต่ำจากผลพวงของเศรษฐกิจโลก สายการเดินเรือต่างๆ ที่ก่อนหน้ามีการลงทุนมหาศาลจึงมีการตัดราคาแย่งลูกค้า บางเส้นทางมีการตัดราคาลงมาเกือบ 50% แต่ในระยะยาวหากสายการเดินเรือมีการควบรวมกิจการและมีปริมาณผู้ให้บริการน้อยรายลง สายการเดินเรือย่อมมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ภาครัฐผู้ส่งออกและผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและเตรียมการรับมือ เช่นที่เวียดนามนั้น รัฐบาลเวียดนามประกาศให้สายการเดินเรือที่เข้าไปให้บริการที่เวียดนาม ต้องแจ้งรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่สายเรือจะเรียกเก็บต่อทางการเวียดนามก่อน บ้านเราเองก็จำเป็นต้องเตรียมการรับมือเช่นกัน.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก ดาวโจนส์ทะลุ 19,000 จุด ครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791136

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร โดยดาวโจนส์ปิดเกิน 19,000 จุด เป็นครั้งแรก อันเป็นผลจากความคาดหวังในนโยบายหนุนการเติบโตของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างเหนือความคาดหมาย…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 22 พ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 67.18 จุด หรือ 0.35% ปิดที่ 19023.87 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 4.76 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 2202.94 จุด ขณะที่ ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 17.49 จุด หรือ 0.33% ปิดที่ 5386.35 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดสหรัฐฯ ยังได้รับแรงกระตุ้นจากชัยชนะในการเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างเหนือความคาดหมายของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกันที่ยังคงครองสภาคองเกรสสหรัฐฯ ซึ่งนักลงทุนเดิมพันว่ารัฐบาลใหม่จะออกนโยบายกระตุ้นการเติบโต รวมทั้งการลดภาษี เพิ่มการลงทุนในระบบพื้นฐาน และลดข้อจำกัดต่างๆ.

 

ไทยเบฟมั่นใจปีหน้าทุ่มหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790996

 

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจเครื่องดื่มปี 2560 ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเติบโตสูงสุด ยังส่งผลต่อการบริโภคในประเทศนั้นๆด้วย ทำให้ยังมั่นใจเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีนี้ โดยไทยเบฟพร้อมเดินหน้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามวิชั่น 2020 หรือปี 2563 ที่ต้องการให้ยอดขายและผลกำไรของกลุ่มบริษัทเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก และรายได้จากกลุ่มธุรกิจแอลกอฮอล์ นอน-แอลกอฮอล์อยู่ในสัดส่วน 50:50 “ในปีหน้าเราเตรียมเงินลงทุนไว้ 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่ใช้เงินลงทุนไปกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานผลิตเครื่องดื่ม เช่น น้ำดื่มคริสตัล ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังเปิดโรงงานที่จังหวัดขอนแก่น และสร้างโรงงานผลิตสุรา ที่จังหวัดกำแพงเพชร รวมถึงสร้างศูนย์กระจายสินค้าบางส่วน เพื่อให้มีครบ 19 แห่งทั่วประเทศ โดยหลังเปิดแผนวิชั่น วันนี้ผ่านมา 1 ปี 9 เดือนแล้ว ธุรกิจยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งยอดขายและผลกำไร”

สำหรับแผนการทำตลาดในอาเซียน จะให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ไทยสู่ตลาดเพื่อนบ้าน ล่าสุดได้จดทะเบียนตั้งบริษัทจำหน่ายและกระจายสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวียดนาม นอกจากนี้ บริษัทได้เริ่มจำหน่ายสุราแม่โขงในมาเลเซียและสุราสีเมอริเดียนในเมียนมา ขณะเดียวกันยังนำแบรนด์สุราสีในเครืออินเวอร์เฮาส์ จากสกอตแลนด์ เช่น Old Pulteney และ AnCnoc เข้ามาบุกตลาดสุราพรีเมียมในไทย รวมทั้งทำตลาดในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ด้วย.