‘วุฒิชาติ’ ไล่บี้ก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง มั่นใจเปิดทัน ปี 63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 20:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791922

 

ผู้ว่าการรถไฟฯ ลงพื้นที่เร่งรัดก่อสร้างรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต มั่นใจพร้อมเปิดให้บริการ มิ.ย.ปี 63 ขณะที่การก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ คืบหน้า 50% ตามแผน…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำคณะผู้บริหารการรถไฟฯ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้า การแก้ไขปัญหา และอุปสรรคการดำเนินงานในพื้นที่ก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ช่วงสัญญาที่ 1 สัญญาที่ 2 และสัญญาที่ 3

นายวุฒิชาติ เปิดเผยว่าหลังลงพื้นที่ ว่า การรถไฟฯ ได้มีการประชุมติดตามความคืบหน้า และมีการเร่งรัดการก่อสร้างโครงการกับผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการทั้ง 3 สัญญา ซึ่งพบว่าในภาพรวมสัญญาที่ 1 งานโยธาสำหรับสถานีรถไฟบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง และสัญญาที่ 2 งานโยธาสำหรับทางรถไฟช่วงบางซื่อ-รังสิต มีความก้าวหน้าไปแล้ว 60% ขณะที่สัญญาที่ 3 งานระบบรถไฟฟ้าและเครื่องกล รวมงานจัดซื้อตู้รถไฟฟ้า คืบหน้าแล้วประมาณ 10% ซึ่งการรถไฟฯ ได้ให้นโยบายเร่งรัดการก่อสร้างโครงการทั้งหมด เพื่อเปิดให้บริการเดินรถได้ทันตามแผนในเดือน มิ.ย. 2563

อย่างไรก็ตามในส่วนผู้รับเหมาโครงการในสัญญาที่ 1 คือกลุ่มเอสยูจอยเวนเจอร์ (ชิโยชิโนไทย-ยูนิค) และผู้รับเหมาโครงการในสัญญาที่ 2 คือบริษัท อิตาเลียนไทย ดิเวลอปเม้นต์ จำกัด ได้ขอขยายระยะเวลาในสัญญาออกไปจากกำหนดเดิม หลังพบปัญหาการส่งมอบพื้นที่ล่าช้าจากปัญหาข้อพิพาทในพื้นที่ และการบุกรุกเข้ามาอาศัยในพื้นที่เขตทาง ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาจัดทำความเห็นประกอบการพิจารณา เบื้องต้นเห็นว่ามีเหตุผลอันสมควรต่อการขยายระยะเวลาของสัญญา แต่ทั้งนี้การขยายเวลาในสัญญาดังกล่าวจะไม่กระทบต่อแผนการเปิดให้บริการในเดือน มิ.ย. 2563 อย่างแน่นอน

“การรถไฟฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ในการติดตามความก้าวหน้าการลงทุนโครงการรถไฟชานเมือง สายสีแดง อย่างใกล้ชิด โดยได้ติดตามผลการลงทุนในส่วนของผู้รับเหมาโครงการทุกสัปดาห์ และมีการรายงานความคืบหน้าเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้รับทราบข้อมูลการก่อสร้าง ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เพื่อนำมาแก้ไขได้อย่างทันท่วงที จึงมั่นใจจะเสร็จทันตามกำหนดในปี 2563 อย่างแน่นอน” นายวุฒิชาติกล่าว

ส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการสถานีกลางบางซื่อ เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อและรองรับการให้บริการของทั้งรถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รถไฟเชื่อมท่าอากาศยาน (แอร์พอร์ตลิงค์) และรถไฟความเร็วสูง ขณะนี้มีความคืบหน้าการก่อสร้างประมาณ 50% เป็นไปตามแผนที่กำหนด และมั่นใจว่าเมื่อสร้างเสร็จโครงการสถานีกลางบางซื่อ จะเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางระบบรางที่ทันสมัย สามารถอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทย

สำหรับโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต มีจุดเริ่มต้นโครงการที่สถานีบางซื่อ ไปตามแนวเขตทางรถไฟในเส้นทางรถไฟสายเหนือ ผ่านเขตจตุจักร บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง และไปสิ้นสุดที่สถานีรังสิต จังหวัดปทุมธานี ระยะทางรวมประมาณ 26.3 กิโลเมตร ประกอบด้วย 10 สถานี และมีแผนจะต่อขยายไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในอนาคตอันใกล้.

 

บขส.-กสท ย้ำจ่ายเยียวยาเหยื่อรถทัวร์ตกเหว พบถนนเขาพลึงลาดชัน-คดเคี้ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 20:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791781

 

บขส.-กสท ตั้งโต๊ะแถลง จ่ายเยียวยาเหยื่อรถทัวร์ตกเหวเขาพลึง พบถนนมีความลาดชัน คดเคี้ยว แต่ยังไม่รู้สาเหตุเกิดอุบัติเหตุ รอ ตร.สรุป…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และ พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท. จำกัด (มหาชน) กล่าวภายหลังจากลงพื้นที่เกิดเหตุรถตกเหวเขาพลึง หมู่ 7 ต.ด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ว่า รถคันที่เกิดเหตุเป็นรถที่จัดกิจกรรมทัศนศึกษายัง จ.น่านและแพร่ โดยมีผู้โดยสารและคนขับรถทั้งหมด 38 คน ซึ่งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมีจำนวน 20 คน ขณะนี้ได้นำส่งโรงพยาบาลทั้งหมดแล้ว ส่วนผู้เสียชีวิตจำนวน 18 คน ญาติผู้เสียชีวิตได้เคลื่อนศพกลับสู่ภูมิลำเนาทั้งหมดแล้ว โดย บขส.ได้มีวงเงินสินไหมจากการทำประกันการเดินทางเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต รายละ 800,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลไม่เกินรายละ 280,000 บาท และทางบริษัท กสท. พนักงานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ของบริษัทจะได้รับเงิน 200,000 บาท และได้ค่าฌาปนกิจสงเคราะห์ 135,000 บาท

ขณะที่การตรวจสอบสภาพรถโดยสารไม่ประจำทางพบว่า มีการตรวจสอบสภาพรถตามมาตรฐาน และมีอายุการใช้งานรถเพียง 6 ปีจาก 30 ปี และพนักงานขับรถมีอายุการทำงานมาประมาณ 20 ปี และไม่เคยมีประวัติการขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุ และมีการผลัดเปลี่ยนพนักงานขับรถทุก 4 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด จึงมั่นใจว่า สาเหตุที่เกิดขึ้นน่าจะไม่ได้มาจากส่วนนี้ แต่ต้องรอผลสรุปการเกิดอุบัติเหตุจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง แต่สภาพถนนที่ใช้ในการสัญจรครั้งนี้ ถนนเป็นไปตามมาตรฐานและมี 4 เลน แต่มีความลาดชันและมีความคดเคี้ยว จึงไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากทางกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทพบว่า มีเส้นทางใดที่สำรวจแล้วยังไม่ปลอดภัย จะมีการประสานงานร่วมกันให้มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง เพื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างแผงกั้นและจุดพักรถต่อไป โดยปัจจุบันรถของ บขส.มีการดำเนินการใน 3 ส่วน ได้แก่ รถประจำเส้นทาง รถเช่าเหมา และรถขนส่งพัสดุภัณฑ์ โดยมีรถเช่าเหมาจำนวน 40 คัน.

สุดเศร้า ญาติรับ 18 ศพบัสตกเขาพลึง แม่ฝันฟันหักหมดปาก ก่อนเสียลูกชาย

 

รมว.พาณิชย์ สั่งเข้มราคาสินค้า หวั่นฉวยโอกาสขึ้นตามค่าแรงขั้นต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 18:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791532

 

รมว.พาณิชย์ สั่งการ พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตรวจสอบเข้มราคาสินค้า-ค่าครองชีพทั่วประเทศ ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า พร้อมระบุโทษ หากพบร้านค้าไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือจำหน่ายสินค้าควบคุมสูงกว่าราคาควบคุม …

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 59 ตามที่ ครม. มีมติรับทราบ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-10 บาท เพื่อเป็นการปรับรายได้ ให้คนงานดำรงชีพได้ดีขึ้น โดยจะมีผล 1 ม.ค. 2560 ใน 69 จังหวัด นั้น เพื่อเป็นการดูแลและป้องกันการฉกฉวยโอกาสในการปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งอาหารปรุงสำเร็จ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ออกสำรวจตรวจสอบเข้ม ดูราคาสินค้า ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑลและทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีการประกาศ ค่าแรงเพิ่ม รวมทั้งขอความร่วมมือร้านค้าอย่าถือโอกาสนี้ขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากกระทบต้นทุนน้อยมาก กล่าวคือ จากการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวโดยรวมจะมีผลต่อต้นทุนเพียงร้อยละ 0.01-1.02 ยกตัวอย่างค่าอาหารและเครื่องดื่ม ปรับค่าแรงแล้วมีผลต่อต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น 0.02-0.3 หมวดของใช้ประจำวัน มีผลต่อต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.05-0.44 ดังนั้น จึงขอให้ผู้ประกอบการอย่าใช้โอกาสนี้ขึ้นราคาสินค้าเกินจริง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะให้มีการตรวจเข้มทั่วประเทศ

นางอภิรดี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดสายตรวจออกตรวจกำกับราคาสินค้าค่าครองชีพนั้น กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างมาก มีการออกตรวจเป็นประจำ โดยมีระดับผู้บริหารกรมและกระทรวงเป็นหัวหน้าสายออกตรวจ ที่ผ่านมาตั้งแต่ ม.ค.-ต.ค. 2559 มีการร้องเรียนสถิติการจับกุมดำเนินคดีเรื่องราคาสินค้าแล้ว จำนวน 260 ราย ปรับเป็นเงิน 456,400 บาท ปรับเรื่องเครื่องชั่งไม่ตรง ไม่มีใบรับรองแล้ว 342 ราย เป็นเงิน 5 ล้านบาท

ทั้งนี้ บทลงโทษเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หากพบร้านค้าไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หากจำหน่ายสินค้าควบคุมสูงกว่าราคาควบคุม โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท จำหน่ายสินค้าสูงเกินควร จงใจทำให้เกิดความปั่นปวนของราคาสินค้าหรือกักตุนสินค้า จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ. มาตราชั่ง ตวง วัด ที่มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้เพิ่มระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลเรื่องค่าครองชีพ และขอให้ประชาชนที่พบเห็นร้านค้าที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา รวมทั้งที่ฉกฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเกินความเป็นจริง แจ้งข้อมูลมาที่สายด่วนหมายเลข 1569 ซึ่งกรมการค้าภายในจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบและดำเนินการทันที

 

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 50 สต. เว้นอี 85 ขยับ 30 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 17:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791772

 

รีบเติมกันซะวันนี้!! ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 50 สต. เว้นอี 85 ขยับ 30 สต. มีผลตี 5 พรุ่งนี้…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 50 สตางค์/ลิตร เว้น E85 เพิ่มขึ้น 30 สตางค์/ลิตร มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 24 พ.ย. 59

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 32.86 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 25.75 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 25.48 บาท/ลิตร E20 ราคา 23.24 บาท/ลิตร E85 ราคา 18.69 บาท/ลิตร และดีเซล ราคา 22.49 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

สภาอุตฯ ชี้แจกเงินคนจน กระตุ้นจับจ่าย เชื่อนายจ้างรับได้ปรับค่าแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 17:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791692

 

ปธ.สภาอุตฯ ชี้มาตรการรัฐช่วยผู้มีรายได้น้อย ไม่ส่งผลต่อจีดีพี แต่ช่วยกระตุ้นจับจ่าย ส่วนการปรับขึ้นค่าแรง เชื่อผู้ประกอบการรับได้ โล่ง “ทรัมป์” ยกเลิกทีพีพี ขณะที่ ภาพรวมปรับค่าจ้าง-โบนัสปีนี้ พบลดลงจากปี 58…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล ว่า คงไม่ส่งผลต่ออัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) มากนัก เพราะมีมูลค่าแค่หมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต แต่น่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงต้นปี เพราะคนกลุ่มนี้จะเร่งการใช้จ่ายเงิน ไม่ได้เก็บออมไว้

ส่วนกรณีที่ ครม.มีมติให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้น คิดว่าเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการน่าจะรับได้ เพราะไม่ได้ปรับมา 3 ปีแล้ว เป็นการพิจารณาที่มีเหตุผล และผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการไตรภาคีมาแล้ว และคงไม่ส่งผลกระทบในเรื่องต้นทุนการผลิต จนทำให้ต้องมีการปรับราคาสินค้า

สำหรับข้อเสนอให้รัฐปรับลดการหักภาษี ณ ที่จ่าย (3%) นั้น มีนานแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลปรับลดลงจาก 30% มาอยู่ที่ 20% ซึ่งจะเป็นการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น และเป็นแรงกระตุ้นให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่าปีละหลายหมื่นล้านบาท ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนให้กับผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวอาจส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนของภาครัฐลดลง แต่เป็นเรื่องที่มีเหตุผลและเป็นธรรม เพราะเป็นเงินของผู้ประกอบการเอง

ส่วนกรณีว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีนโยบายจะยกเลิก TPP นั้น รู้สึกโล่งใจมากขึ้นจากความกังวลว่าจะเสียเปรียบทางการค้ามาเลเซีย และเวียดนาม ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีเวลาปรับตัวและพิจารณาข้อดี-ข้อเสียมากขึ้น และคงต้องรอดูนโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ชัดเจนอีกที ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินอะไรได้มากนัก เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่เคยหาเสียงไว้จะนำไปสู่ภาคปฏิบัติหรือไม่

ด้าน นายถาวร ชลัษเฐียร รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ กล่าวถึงภาพรวมนโยบายการปรับค่าจ้างและโบนัสปี 2559 โดยสำรวจความคิดเห็นจากสถานประกอบการ 535 แห่ง ในภาคอุตสาหกรรม 12 คลัสเตอร์ ระบุว่า จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างเฉลี่ย 4.17% ลดลงจาก 5.04% ในปีก่อน และจ่ายโบนัส 1.87 เดือน ลดลงจากปีก่อนที่จ่าย 2.34 เดือน โดยสถานประกอบการขนาดใหญ่จะมีเกณฑ์การปรับขึ้นค่าจ้าง และจ่ายโบนัสสูงกว่าสถานประกอบการขนาดเล็ก

สำหรับข้อมูลกระทรวงอุตสาหกรรมในปี 2558 รายงานว่า ประเทศไทยมีกำลังแรงงานในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 6,184,926 คน จำแนกเป็น แรงงานวิชาชีพ 1,102,464 คน และแรงงานฝ่ายผลิต 5,082,462 คน และเมื่อคิดจากความต้องการกำลังคนเพิ่มขึ้น 4.48% พบว่า ประเทศไทยมีความต้องการกำลังคนในปี 2560 เพิ่มขึ้น และทดแทนคนเกษียณประมาณ 277,085 คน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แรงงานเฮ! ครม.ไฟเขียวปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 69 จังหวัด มีผล 1 ม.ค.60

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 10.68 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,496.36 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 17:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791752

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 10.68 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,496.36 จุด มูลค่าการซื้อขาย 50,686.61 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 23 พ.ย. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 10.68 จุด เปลี่ยนแปลง 0.72% ดัชนีอยู่ที่ 1,496.36 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 50,686.61 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน).

 

ไตรมาส 3 สินเชื่อ ธอส. ทะลุแสนล้าน พุ่ง 2.79% หนี้เน่าลด 5.60%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 16:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791602

 

ธอส. เผยผลงานไตรมาส 3/59 สินเชื่อใหม่ทะยาน 111,420 ล้าน เพิ่มขึ้น 2.79% ดันยอดสินเชื่อคงค้างรวม 906,039 ล้าน เพิ่มขึ้น 5.01% จากสิ้นปี 58 ส่วนหนี้เน่า ลดเหลือ 5.60% ผุดผลิตภัณฑ์หลากหลาย หวังดันยอดสินเชื่อปี 59 ตามเป้าหมาย 170,043 ล้าน

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2559 ณ วันที่ 30 ก.ย. 2559 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนว่า ธนาคารเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 สามารถปล่อยสินเชื่อปล่อยใหม่ ได้ทั้งสิ้น 111,420 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.79% คิดเป็น 96,319 ราย ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3/2559 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2558 ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 906,039 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.01% สินทรัพย์รวม 988,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.77% เงินฝากรวม 791,047 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.89% มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 50,702 ล้านบาท คิดเป็น 5.60% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลงจากไตรมาสที่ 2 จำนวน 0.16%

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากธนาคารได้จัดทำมาตรการใหม่สำหรับลูกค้าที่เคยมีปัญหาการผ่อนชำระเพื่อช่วยให้กลับมามีสถานะปกติได้ ส่งผลให้ธนาคารยังคงมีกำไรสุทธิ 7,450 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ยังอยู่ที่ระดับแข็งแกร่งมากที่ 16.21% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 8.50% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย


อย่างไรก็ตาม ปีนี้ธนาคารได้จัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ส่งผลให้สินเชื่อใหม่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านประชารัฐ สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ให้กู้ วงเงินไม่เกิน 1.5 ล้านบาท โครงการบ้าน ธอส.เพื่อข้าราชการ  โครงการบ้าน ธอส.เพื่อผู้สูงอายุ โครงการบ้าน ธอส.เพื่อสานรัก วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท ล่าสุดโครงการสินเชื่อบ้าน 63 ปี ธอส. อัตราดอกเบี้ย 0.63% ต่อปี นาน 5 เดือน พ่วงแคมเปญ 4 ฟรี เปิดให้ยื่นคำขอกู้ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ลูกค้าประชาชนให้การตอบรับมากที่สุดและธนาคารได้ขยายกรอบวงเงินรวมกันกว่า 37,500 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลดีไปถึงตัวเลขสินเชื่อปล่อยใหม่ไตรมาสสุดท้าย ให้เป็นไปตามเป้าหมาย 170,043 ล้านบาท

สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี ธนาคารจะยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสทำให้คนไทยมีบ้านผ่านโครงการสินเชื่อนโยบายรัฐ และผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการสินเชื่อบ้านกตัญญูเลี้ยงดูบุพการี อัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่นาน 4 ปีแรก และยังให้ส่วนลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกกตัญญูที่ผ่อนชำระดี 4 ปี พร้อมปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กรให้เป็น SMART Organization เพื่อรองรับการเข้ามาของบริการทางเงินรูปแบบใหม่ในอนาคต.

 

นายใหญ่ยันลงทุนค้าปลีกไทยต่อ ปัดขายหุ้น “เทสโก้ โลตัส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 16:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791672

 

ซีอีโอกลุ่ม “เทสโก้” ยักษ์ค้าปลีกจากสหราชอาณาจักรบินเข้าพบ “รองนายกฯ สมคิด” ยืนยันเดินหน้าลงทุนในไทยต่อทั้งเปิดสาขาและขยายช่องทางออนไลน์ ปฏิเสธขายหุ้นให้กลุ่มใด…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเดฟ ลูอิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเทสโก้ เดินทางจากสหราชอาณาจักรเพื่อเยี่ยมธุรกิจของ เทสโก้ โลตัส ในไทย และในโอกาสนี้ได้เข้าพบ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เพื่อหารือแผนการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และเจตนารมณ์ของกลุ่มเทสโก้ในการยกระดับสินค้าเกษตรในประเทศไทยตลอดห่วงโซ่อาหาร รวมถึงโครงการประชารัฐที่เทสโก้ โลตัส ได้ช่วยสร้างรายได้และการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย

นายเดฟ กล่าวว่า กลุ่มเทสโก้ เชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจไทย มีความมุ่งมั่นที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดสาขาเพิ่มและขยายช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าได้เข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพสูงในราคาต่ำ นอกจากนี้ ยังจะลงทุนอย่างต่อเนื่องในการปรับลดราคากลุ่มสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพเพื่อช่วยลูกค้าประหยัด

ทั้งนี้ กลุ่มเทสโก้มีเจตนารมณ์จำหน่ายอาหารสดคุณภาพสูงแก่ลูกค้า จึงวางแผนที่จะลงทุนในการยกระดับสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผ่านการทำงานร่วมกับเกษตรกรไทยในการร่วมกันวางแผนการเพาะปลูก โดยใช้ความต้องการของตลาดเป็นที่ตั้งเพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ตลอดจนการพัฒนาการขนส่งให้สามารถคงความสดของสินค้า ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียอาหาร ซึ่งการยกระดับอาหารสดทั้งห่วงโซ่นี้ จะนำไปสู่ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและต้นทุนที่ต่ำลงสำหรับเกษตรกรและเทสโก้ โดยมีคุณภาพอาหารที่สูงขึ้นและราคาที่ดีขึ้นสำหรับลูกค้า นับได้ว่าก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ลูกค้า และเทสโก้เอง

นายเดฟ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญมากสำหรับกลุ่มเทสโก้ โดยเทสโก้โลตัส เป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มเทสโก้ภายนอกสหราชอาณาจักร ให้บริการลูกค้ามากกว่า 15 ล้านคนต่อสัปดาห์และจ้างงานพนักงานประจำกว่า 60,000 คน กลุ่มเทสโก้ มุ่งมั่นที่จะลงทุนในประเทศไทยต่อไป และไม่มีแผนในการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นในกิจการเทสโก้ โลตัส.

 

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯต.ค. ขยับเดือนที่ 2 ยอดสั่งซื้อเพิ่มรับเทศกาลสิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 15:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791492

 

ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมต.ค. ขยับที่ระดับ 86.5 ปรับเพิ่มต่อเนื่องเดือนที่ 2 จากคำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศ ช่วงเทศกาลสิ้นปี แต่ยังกังวลต้นทุนผลิต สภาพคล่องเอสเอ็มอี จากความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน-ศก.โลก…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ต.ค.59 อยู่ที่ระดับ 86.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 84.8 ในเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 จากช่วงฤดูกาลที่มีคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับเทศกาลในช่วงสิ้นปี ทั้งจากผู้บริโภคภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะคู่ค้าสำคัญจากประเทศจีน ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐฯ ทำให้การผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงปลายปีทำให้มียอดขายโดยรวมเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อต้นทุนการผลิต การแข่งขันด้านราคา ปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ตลอดจนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และสภาวะเศรษฐกิจโลก

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 102.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 102.4 ในเดือน ก.ย. ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่อง และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น มีการสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประกอบการเพื่อนำสินค้าไปแสดงในต่างประเทศ เร่งรัดการจัดทำมาตรฐานสินค้าให้ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม รวมถึงเสนอแนะให้ภาครัฐมีการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์และสินค้าที่ผลิตในประเทศเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย.

 

ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญได้ผล ท่องเที่ยวไทยโตตามเป้ารายได้แตะ 2.4 ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 14:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791512

 

รมว.ท่องเที่ยว ยัน ท่องเที่ยวโตตามเป้าปี 59 เชื่อมีรายได้แตะ 2.4 ล้านล้านบาท ในสิ้นปี หลังปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ คาดใน 3 เดือนนี้ นักท่องเที่ยวถึง 9.1 ล้านคน

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีนักท่องเที่ยวเติบโตตามเป้าหมายของปี 59 โดยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยว 2.4 ล้านล้านบาท ภายในสิ้นปี จากตัวเลขชัดเจนว่าการปราบทัวร์ผิดกฎหมายส่งผลดีต่อการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ไทยตั้งเป้าหมายไว้

นอกจากนี้ จากของขวัญพิเศษให้นักท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ เช่น มาตรการวีซ่าและกิจกรรมหลากหลาย คาดว่าในช่วง 3 เดือนนี้จะได้ยอดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากปกติ 8.8 ล้านคน เป็น 9.1 ล้านคน คิดเป็น 4% และมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 454,982 ล้านบาท เป็น 483,685 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% โดยจะมีการจ้างงาน กระจายรายได้ไปตามเมืองรอง และรัฐจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นเกินจากเป้าที่ตั้งไว้ ทำให้ฤดูการท่องเที่ยวคึกคัก โดยได้อานิสงส์บวกกับมาตรการดังกล่าว.