หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ดาวโจนส์-S&P ยังทำนิวไฮ ก่อนวันขอบคุณพระเจ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792192

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันพุธ โดยดาวโจนส์และเอสแอนด์พี 500 ยังทำนิวไฮอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีฉุดแนสแด็ก…

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 23 พ.ย. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 59.31 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 19083.18 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 1.78 จุด หรือ 0.08% ปิดที่ 2204.72 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 5.67 จุด หรือ 0.11% ปิดที่ 5380.68 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า การซื้อขายของตลาดซบเซาก่อนจะถึงวันหยุดวันขอบคุณพระเจ้าในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งตลาดจะไม่เปิดทำการซื้อขาย โดยหุ้นบริษัทกลุ่มการเงินและอุตสาหกรรมยังช่วยหนุนดาวโจนส์และเอสแอนด์พีปิดบวก ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอย่าง แอปเปิล หรือ ไมโครซอฟท์ ลดลง ฉุดแนสแด็กร่วงเล็กน้อย

 

นายกฯสั่ง 10 กระทรวงทบทวนแผนน้ำ รื้องบ 7 หมื่นล้านปรับยุทธศาสตร์ใหม่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792092

 

นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำเปิดเผยว่า คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กบช.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวานนี้ (23 พ.ย.) มีการหารือเพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำกับหน่วยงานที่ต้องดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำที่มีทั้งหมด 30 หน่วยงาน 10 กระทรวงให้ทบทวนการดำเนินโครงการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำประจำปี 2560 ที่มีการใช้งบประมาณรวมใกล้เคียงกับปีอื่นๆที่ 50,000-70,000 ล้านบาท โดยให้เน้นการลงทุนที่สามารถกระจายน้ำเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรน้ำมากที่สุด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมองว่าขณะนี้ประเทศไทยได้มีการลงทุนในโครงการน้ำไปมาก แต่จากการได้ลงพื้นที่พบปัญหาว่ายังมีการกระจายน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนไปยังประชาชนไม่ดีพอ ดังนั้น หลังจากนี้ตัวชี้วัดความสำเร็จของการดำเนินการในแต่ละโครงการจะไปได้พิจารณาเพียงเชิงวิศวกรรม เช่น พื้นที่รองรับน้ำเพิ่มขึ้น แต่จะประเมินจากการกระจายน้ำไปถึงประชาชนเป็นหลัก

นายวรศาสน์กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้รายงานผลการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งในปีนี้สถานการณ์น้ำในภาพรวมจะดีกว่าปี 2558 ประมาณ 20% ซึ่งเป็นหลักประกันว่าจะมีน้ำเพียงพอรองรับการเพาะปลูกในปี 2560 แต่แม้จะมีน้ำเพียงพอก็ยังไม่ได้วางใจจะต้องมีการบริหารจัดการในส่วนอื่นควบคู่ไปด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เสนอ 5 มาตรการสำหรับรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง ที่ปี 2559-2560 และที่ประชุม กบช.อนุมัติให้ดำเนินการต่อไป ได้แก่

1.มาตรการส่งเสริมความรู้เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง

2.มาตรการจัดทำแผนชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง

3.มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ

4.มาตรการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน

5.มาตรการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เกษตรกรประสบภัย

นอกจากนี้ กบช.ยังได้เห็นชอบให้ 30 หน่วยงานปรับแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 12 ปีให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการของบประมาณในอนาคต.

 

ค่ายรถยนต์ใจป้ำมากที่สุด ส.อ.ท.ชี้เอกชนยังขึ้นเงินเดือน-จ่ายโบนัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792087

 

“ส.อ.ท.” กางผลสำรวจสถานประกอบการ 535 แห่ง พบส่วนใหญ่ยังขึ้นเงินเดือนและจ่ายโบนัส แต่ลดลงจากปีก่อนโดยขึ้นเงินเดือนเฉลี่ย 4.17% โบนัสจ่าย 1.87 เดือน โดยรถยนต์และชิ้นส่วนจ่ายสูงสุด 3.37 เดือน ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นเดือน ต.ค.สูงสุดรอบ 7 เดือน ส่วน ครม.มีมติขึ้นค่าแรงกระทบไม่มากจนต้องปรับราคาสินค้า

นายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ ส.อ.ท. ได้จัดทำโครงการสำรวจนโยบายและการปรับค่าจ้าง และโบนัสปี 2559 โดยเก็บข้อมูลจากนายจ้างที่เป็นสมาชิกของ ส.อ.ท. รวม 535 รายครอบคลุม 12 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม คลัสเตอร์การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม ยานยนต์และชิ้นส่วนวัสดุก่อสร้างอาหาร โดยพบว่าสถานประกอบการหรือนายจ้าง ยืนยันว่าจะปรับขึ้นเงินเดือนใหม่ในปี 2560 และจ่ายโบนัสให้พนักงานเป็นส่วนใหญ่ หรือคิดเป็น 84% หรือ 450 ราย จาก 535 ราย โดยมีอัตราที่จะปรับขึ้นเฉลี่ย 4.17% จากเงินเดือน โดยอัตราที่ปรับขึ้นลดลงจากปีก่อนที่มีการปรับขึ้นเงินเดือนเฉลี่ย 5.04%

ขณะที่การพิจารณาจ่ายโบนัสในเดือน ธ.ค.นี้ ในภาพรวมนายจ้าง 88% หรือจากจำนวน 473 รายพร้อมที่จะจ่ายโบนัสให้ มีเพียง 12% หรือจำนวน 62 ราย ที่ไม่พร้อมจ่ายโบนัสให้พนักงาน เพราะผลประกอบการไม่ดี โดยการจ่ายโบนัสเฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 1.87 เดือน ลดลงจากปีที่ผ่านมา ที่พนักงานได้รับโบนัสเฉลี่ย 2.34 เดือน

นายถาวรกล่าวว่า การปรับขึ้นเงินเดือนและโบนัส ในภาพรวมมีการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 นับตั้งแต่ปี 2556 เนื่องจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ไม่ปรับเพิ่มขึ้นและผลประกอบการของภาคเอกชน ไม่ดีนักในภาพรวม จากยอดขายในประเทศและการส่งออกที่ชะลอตัว โดยพบว่าการปรับขึ้นเงินเดือนครั้งนี้พบว่าคลัสเตอร์พลังงาน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการปรับขึ้นให้สูงสุดโดยขึ้น 5% ขณะที่คลัสเตอร์ยานยนต์จ่ายโบนัสสูงสุดเฉลี่ย 3.37 เดือน

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแนวทางการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 เฉลี่ยขึ้น 5-10 บาทต่อวัน ในแง่ต้นทุนการผลิตไม่มีผลกระทบมาก จนนำไปสู่การปรับราคาสินค้าในภาคอุตสาหกรรมแต่อย่างใด และที่ผ่านมาเมื่อมีการขึ้นค่าจ้างก็มักจะมีการขึ้นราคาอาหารและอื่นๆ จึงต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลส่วนนี้ เพราะหากประชาชนมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น การขึ้นค่าแรงก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไร

สำหรับการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (TISI) เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นฯอยู่ที่ระดับ 86.5 ปรับเพิ่มขึ้นจาก84.8 ในเดือน ก.ย.ซึ่งเป็นดัชนีความเชื่อมั่นฯสูงสุดในรอบ 7 เดือน และยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยมีปัจจัยมาจากเป็นช่วงฤดูกาลที่มีคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับเทศกาลปีใหม่และคริสต์มาส

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ต.ค. มีจำนวนรวม 60,634 คันลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 10.7% เนื่องจากช่วงเดียวกันนี้ของปีที่ผ่านมา ประชาชนมีการเร่งซื้อรถยนต์ เพราะกลัวราคารถยนต์ปรับตัวแพงขึ้น จากมาตรการภาษีสรรพสามิตที่ปรับขึ้น เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2559 ขณะที่ยอดขาย 10 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.) มีจำนวนอยู่ที่ 1,476,273 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.7% ส่วนการส่งออก 10 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวน 1,003,918 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 1.25% ขณะที่การผลิตรถยนต์ 10 เดือนแรกของปีนี้ อยู่ที่ 1,637,841 คันเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.55%.

 

เอกชนขอลดค่าต๋งเบอร์ฮัลโหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792082

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมได้มาหารือ สำนักงาน กสทช.เพื่อขอปรับลดค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรคมนาคมจากปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 2 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน โดย กสทช.มีรายได้จากค่าธรรมเนียมเลขหมายปีละเกือบ 4,000 ล้านบาท จากเลขหมายที่จัดสรรให้ผู้รับใบอนุญาตทั้งหมด 170 ล้านเลขหมาย

นอกจากนี้ยังเสนอขอให้ปรับลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีทั้งในส่วนที่เป็นรายได้ของสำนักงาน กสทช.ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 1.25% ของรายได้ และค่าธรรมเนียมที่นำส่งเป็นรายได้ของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 3.75% ของรายได้ เพื่อผู้รับใบอนุญาตจะได้นำไปปรับลดค่าบริการให้กับผู้บริโภค

“หากจะมีการปรับลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมเลขหมายลงแล้ว เอกชนการันตีว่าจะลดราคาค่าบริการให้ ก็เป็นหลักการที่น่าสนใจ แต่ทั้งนี้ก็ต้องเสนอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) พิจารณาเห็นชอบ อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บรายได้จำนวนมากแล้วนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ก็ไม่ได้ตรงวัตถุประสงค์ของ กสทช. แต่ กสทช.ควรจะกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมให้ประชาชนได้ใช้บริการอย่างทั่วถึงและราคายุติธรรม”.

 

เปิดแผนตลาดหลักทรัพย์ปี 60 หนุนไทยแลนด์4.0ดึงอุตสาหกรรมเป้าหมายระดมทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792077

 

นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวถึงแผนกลยุทธ์ปี 60 ว่า ตลาดทุนไทยถือเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงกำหนดวิสัยทัศน์ในการมุ่งพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน สร้างรากฐานการเติบโตไปพร้อมกันทั้งตลาดทุน เศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ พร้อมสนับสนุนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ กล่าวว่า ปี 60 ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าตลาด (มาร์เกตแคป) 550,000 ล้านบาท มาจากบริษัทเข้าใหม่ 280,000 ล้านบาท และบริษัทเดิมที่ระดมทุนเพิ่ม 270,000 ล้านบาท ยังไม่รวมกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย โดยตั้งเป้าดึงอุตสาหกรรมและคลัสเตอร์เป้าหมายที่เป็นจุดแข็งของประเทศ เช่น กลุ่มอาหารและพลังงานที่มีศักยภาพเข้ามาระดมทุน พร้อมส่งเสริมให้ภาครัฐใช้ตลาดทุนลดภาระหนี้สาธารณะ รวมทั้งขยายฐานความรู้ด้านการระดมทุนไปยังกลุ่ม High growth potential SMEs และธุรกิจ Startups นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนใช้เครื่องมือในตลาดทุนเพื่อระดมทุนขยายกิจการ นอกจากนี้จะมีการหารือร่วมกับตลาดหุ้น ภูมิภาคให้มีการซื้อขายหุ้นระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมุ่งสนับสนุน social enterprise และการใช้ SET Social Impact Platform เพื่อความยั่งยืน พร้อมสร้างการรับรู้ในวงกว้างโดยส่งเสริมให้บริษัทเข้าร่วมคำนวณในดัชนีระดับโลก (DJSI & MSCI) และจัดทำ CLMV Index ดัชนีหุ้นของบริษัทไทยที่มีรายได้จากการลงทุนใน CLMV และวันที่ 1 ม.ค.นี้ จะออกดัชนี SETs ซึ่งจะเป็นหุ้นขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องดี เป็นการโปรโมตหุ้นขนาดเล็กสภาพคล่องดีด้วย

นางเกศรากล่าวต่อว่า คาดว่ามูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ปี 60 จะอยู่ที่ 57,000 ล้านบาทต่อวัน จากปีนี้อยู่ที่ 52,000 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มผู้ลงทุนหน้าใหม่ในตลาดหุ้นและตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) 110,000 คน และส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงส่งเสริมให้นายจ้างจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ employee’s choice และยังมีแผนพัฒนาการเป็นนายทะเบียนสมาชิกเพื่อรองรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับรองรับสังคมผู้สูงอายุ.

 

น้ำมันโลกปี 60 แตะ 55เหรียญ ใช้เพิ่ม 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792072

 

นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานสัมมนา The Annual Petroleum Outlook Forum 2016 ซึ่งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันจัดขึ้นว่าแนวโน้มราคาน้ำมันโลก ปี 2560 จะอยู่ในระดับ 50-55 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากปีนี้อยู่ที่ระดับ 40-42 เหรียญสหรัฐฯ คาดว่าความต้องการน้ำมันดิบในตลาดโลกปีหน้า จะเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันจากขณะนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลก เริ่มฟื้นตัว และราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับต่ำ ส่งผลให้มีการใช้น้ำมันมากขึ้น และกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันส่งออกรายใหญ่ (โอเปก) มีแนวโน้มลดกำลังการผลิต และกำลังการผลิตจากผู้ผลิตนอกโอเปก ที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ก็ยังอยู่ในปริมาณจำกัด สภาวะล้นตลาดของน้ำมันดิบ จึงเริ่มลดลง คาดว่าจะเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลในครึ่งปีหลังของปี 2560

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า ก๊าซธรรมชาติเหลวจะมีบทบาทสำคัญต่อการใช้พลังงานของไทย เพราะการผลิตก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง.

 

ธปท.เร่งสอบพนักงานแบงก์ ขายข้อมูลลูกค้ากว่าล้านบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792061

 

นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายกำกับสถาบันการเงิน เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้มีร้องเรียนต่อ ธปท.เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า มีกระบวนการขายข้อมูลส่วนตัว เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน และบัญชีธนาคารของลูกค้าธนาคารพาณิชย์ โดยมีพนักงานในธนาคารเป็นผู้ขายให้กับเว็บไซต์ต่างๆ 3 เว็บไซต์ และหากมีคนต้องการทราบข้อมูลก็สามารถซื้อข้อมูลส่วนตัว และเลขที่บัญชีเหล่านี้จากเว็บไซต์เหล่านี้ โดยมีบัญชีที่เกี่ยวข้องมากกว่าล้านบัญชี และวงเงินหมุนเวียนเป็นหลักพันล้านบาท ขณะเดียวกัน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการละเมิดเหล่านี้ โดยจะได้รับการเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ประกันภัย ประกันชีวิตตลอดเวลา โดยขอให้ ธปท.ดำเนินการแก้ไขในเรื่องดังกล่าว

“เรื่องนี้ ธปท.ได้รับข้อมูลจากกลุ่มผู้ร้องเรียนดังกล่าวแล้ว ซึ่งครั้งนี้เป็นการมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากครั้งก่อนหน้าที่เคยมาร้องเรียนแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่ง ธปท.คงต้องตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวก่อนว่าเป็นข้อเท็จจริงอย่างไรมีการทำโดยใคร และทำเป็นกระบวนการหรือไม่ เพราะหากมีกรณีที่มีพนักงานคนหนึ่งคนใดนำข้อมูลของลูกค้าที่ควรปกปิดเป็นความลับมาขายต่อให้กับบุคคลอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรับรู้ ส่วนนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ซึ่ง ธปท.จะต้องกำชับธนาคารพาณิชย์ให้มีการดำเนินการแก้ไขเรื่องดังกล่าว”

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า ในขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่ามีกระบวน การการขายข้อมูลความลับต่อลูกค้าใหญ่โตอย่างที่ผู้ร้องเรียนระบุมาหรือไม่ เรื่องนี้ ธปท.จะเร่งดำเนินการตรวจสอบ หากพบมีการขายข้อมูลจริง ธปท.ก็สามารถที่จะสั่งการเรื่องนี้ไปยังธนาคารพาณิชย์ที่ตรวจพบได้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับประชาชน.

 

มูฟวี่ฯสตาร์ตอัพ ตามรอย“แดจังกึม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791337

 

“กองทุน Movie Fund Start Up” ภายใต้คณะ

ทำงานโครงการสานพลังประชารัฐ หนึ่งในแรงสนับสนุนสำคัญจากภาครัฐ ส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ดี สร้างแรงกระเพื่อมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ นำพาประเทศไทยไปสู่ “ประเทศดิจิทัล”

“ดิจิทัลไทยแลนด์” จะก้าวเดินไปถึงฝั่งฝัน กระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจแฟชั่น ความงาม ดนตรี ฯลฯ ด้วยการนำ “วัฒนธรรมไทย” มาสร้างสรรค์ผ่านทางภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ต่างๆ เฉกเช่นเดียวกับ “ประเทศเกาหลีใต้” ที่สร้างปรากฏการณ์สะท้านโลก “Korean Culture Model” มาแล้ว

ด้วยความสำเร็จทั้งในด้าน…การท่องเที่ยว อาหาร เพลง ภาพยนตร์

เกาหลีนำเอาศิลปวัฒนธรรม การแสดงมาเป็นตัวชูโรงสร้างสรรค์ เศรษฐกิจจนเกิดกระแสเกาหลีฟีเว่อร์ไปทั่วโลก โดยเฉพาะคนไทยติดกันงอมแงม ไม่ว่าสินค้าเกาหลีที่ในอดีตจะเคยถูกมองแบบเหยียดๆ ว่าคุณภาพต่ำ ขายไม่ค่อยออก แต่พอเจอกระแสเกาหลีฟีเว่อร์เมื่อหลายปีก่อน โดย เฉพาะช่วงอิทธิฤทธิ์ซีรีส์ดัง “แดจังกึม” เข้าไปเท่านั้น สินค้าเกาหลีก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แถมด้วยทัวร์ตามรอยซีรีส์ดังก็ฮอตฮิตไม่แพ้กัน

เรียกว่า อะไรๆที่เป็นเกาหลีก็ขายดิบขายดี ผู้คนให้ความสนใจไปหมด…

ทว่า…ความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้มาง่ายๆ หากแต่ประเทศเกาหลีใต้วางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์มานานแล้ว และคำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่บนโลกนี้ เกิดขึ้นและมีมานานกว่า 50 ปีแล้วเช่นกัน

ประเทศไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) กำหนดทิศทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศบนฐานความรู้ที่เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างนวัตกรรม

เพื่อสร้างสรรค์ “สินค้า” และ “บริการ” รวมถึงการพัฒนาปัจจัย แวดล้อมต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจให้มีเอกลักษณ์…

กุญแจสำคัญมีอยู่ว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ที่ว่านี้สามารถสะท้อนถึงตัวตนของพื้นที่ดังกล่าวให้ดึงดูดการลงทุนเข้ามายังพื้นที่ หรือเพิ่ม ช่องทางการแสดงออกของผู้สร้างสรรค์ในสาขาต่างๆ

นี่คือคำจำกัดความคร่าวๆ เข้าใจง่ายๆของคำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” หรือ “Creative Economy”

วันนี้…ความท้าทายสำคัญ คือ “รัฐบาลต้องกล้าลงทุน” เพราะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่ “ประเทศดิจิทัล”

หนึ่ง…ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ สอง…เพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง…ฮับแห่งการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัล

สาม…พัฒนาคอนเทนต์ แอพพลิเคชั่น สี่…ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ และ ห้า…ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการประกอบธุรกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีเป็นหลัก

ประเด็นพิจารณาที่สำคัญ ข้อมูลจาก “กองทุน Movie Fund Start Up” พุ่งเป้าไปที่…การสร้างรายได้ประเทศจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพเสนอเพิ่มเติมกลุ่ม “Cultural Economy”

ด้วยเหตุผลสำคัญ…“ประเทศไทย” มีสถานที่และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และน่าชื่นชม สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ

จะก้าวเดินไปสู่จุดหมายที่ว่านี้ ต้องใช้สื่อ “บันเทิง” เป็นตัวนำทำให้เกิดความนิยมในสิ่งที่กล่าวถึง พร้อมกันนั้นต้องทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อยอดไปยังกิจกรรมที่สร้าง “รายได้” อื่นๆ เช่น สถานที่ท่องเที่ยว อาหาร วัฒนธรรม แฟชั่น ความงาม สินค้าและบริการ สปา นวดไทย มวยไทย ฯลฯ

ภายใน 10 ปี (2559–2569)…อาจแยกย่อยเป็นเฟส 1 ระยะ 3 ปี กับเฟส 2 ระยะ 7 ปี เพื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์ให้ทันยุคสมัย โดยหัวเรือ ใหญ่ก็คือ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงวัฒนธรรม หอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการสร้างภาพยนตร์และสื่อบันเทิง

การพัฒนาธุรกิจ “ท่องเที่ยว”…“วัฒนธรรม” ในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แยกย่อยออกได้หลายแขนง

การท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหาร งานหัตถกรรม มวยไทย แพทย์แผนไทย เป็นต้น ศิลปะ…การแสดง…จิตรกรรม…ประติมากรรม สื่อภาพยนตร์…ดนตรี…การพิมพ์ งานสร้างสรรค์ออกแบบ…แฟชั่น…ความงาม…สถาปัตยกรรม…มัณฑนศิลป์…วิจิตรศิลป์

“รักจัง”…กับ “เมืองปาย” ปรากฏการณ์ภาพยนตร์ปี 2549 ที่ประสบ ความสำเร็จและตามติดมาด้วย “ปาย อิน เลิฟ”…ในปี 2552 สร้างธุรกิจต่อยอด “ทัวร์ตามรอยรักจัง เที่ยวเมืองปาย”

….เกิดห่วงโซ่ต่อเนื่องไปถึงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร กระทั่งร้านขายของที่ระลึก ฮอตฮิตติดลมบนจนสายการบินต้องเปิดเที่ยวบิน “กรุงเทพฯ–ปาย” กับ “เชียงใหม่–ปาย”แถมพ่วงท้ายมาด้วยการตั้งชื่อน้ำตก ตามชื่อหนัง…จากน้ำตก “ผาดอกเสี้ยว” เป็น “น้ำตกรักจัง” ที่ดอยอินทนนท์

ภาพสะท้อนชัดเจนคือตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยว “แม่ฮ่องสอน” สำนักงานสถิติจังหวัดแม่ฮ่องสอนระบุว่า ปี 2549 อยู่ที่ 367,869 คน หลังภาพยนตร์ “รักจัง” ฉาย…ปี 2550 ตัวเลขขยับเพิ่มขึ้นเป็น 829,560 คน…ปี 2551 ขยับพุ่งสูงไปถึง 1,536,456 คน และในปี 2552 ขยับลดลงมาเป็น 1,115,748 คน

ส่องไปที่ตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวดูบ้าง นับว่าน่าสนใจทีเดียว …ปี 2549 อยู่ที่ 1,629.8 ล้านบาท หลังภาพยนตร์ “รักจัง” ฉาย…ปี 2550 ตัวเลขอยู่ที่ 3,794.38 ล้านบาท…ปี 2551 ตัวเลขอยู่ที่ 4,207.94 ล้านบาท

และในปี 2552 ตัวเลขก็ยิ่งสูงขึ้นอยู่ที่ 4,870.38 ล้านบาท

อีกตัวอย่างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อยอดสถานที่ วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ดึงรายได้ให้กับประเทศ นั่นก็คือ “ภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในไทย” อาทิ Mechanic Resurrection (2016)…เกาะ
หลีเป๊ะ จ.สตูล, Lost in Thailand (2012) จ.เชียงใหม่ ทำให้ช่วงปี 2005-2015 ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นไปถึง 921 เปอร์เซ็นต์

The Beach (2000)…อ่าวมาหยา เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ และ James Bond Golden Gun (1974) เขาตะปู จังหวัดพังงา

จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆข้างต้นนี้จะนำไปสู่การขับเคลื่อน “แนวคิด”… “ยุทธศาสตร์” เพื่อการเดินหน้าไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงยั่งยืนได้ ควรที่จะต้องจัดตั้งหน่วยงานรูปแบบพิเศษร่วมภาครัฐ…เอกชน, ศึกษาสตาร์ตอัพ โมเดล เสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมทั้งระบบ, สรรหาบุคลากรที่มีทักษะ ประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรม

ครบด้านบูรณาการด้วยการพัฒนา “ตลาดงานสร้างสรรค์” ของ ไทยทั้งระบบ ควบคู่ไปกับส่งเสริม “ธุรกิจการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ” ในประเทศไทย ฯลฯ

ความท้าทายสำคัญ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ต้องใช้สมองสรรค์สร้าง เพิ่มมูลค่า…ในแบบพึ่งพาตนเอง จะเข้มแข็งยั่งยืนได้ต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ค่อยๆสร้าง…ค่อยๆก่อด้วยมือตัวเอง.

 

กรมการค้าภายใน เปิดเว็บขายข้าว เชื่อมโยงชาวนากับผู้ซื้อโดยตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 22:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791896

 

กรมการค้าภายใน เปิดหน้าเว็บ เชื่อมโยงขายข้าวให้ชาวนาและผู้ประกอบการ ซื้อขายกันโดยตรง จัดหาสถานที่หน้ากระทรวงพาณิชย์ ให้ชาวนาขายข้าว นาน 3 เดือน เริ่ม ธ.ค.59-ก.พ.60…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการส่งเสริมชาวนาให้มีช่องทางการจำหน่ายข้าวเพิ่มขึ้น และพัฒนาเป็นผู้ประกอบการ กรมการค้าภายใน จึงได้เปิดหน้าในเว็บไซต์ www.dit.go.th ของกรมการค้าภายใน เพื่อเชื่อมโยงจัดหาตลาดผู้บริโภคที่มีความต้องการซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง ซึ่งหน้าเว็บไซต์ดังกล่าวจะปรากฏข้อมูลให้ผู้ต้องการซื้อและผู้ต้องการขายข้าว กรอกรายละเอียดต่างๆ เพื่อกรมฯจะได้ดำเนินการการเชื่อมโยงให้กับผู้ซื้อผู้ขายได้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน

นอกจากนี้ยังได้เชื่อมโยงผู้ซื้อที่เป็นหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมพัฒนาธุรกิจ บริษัท อิสเทิร์น โพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด บริษัท คาวาซากิ มอร์เตอร์ เอนเตอร์ไพรซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ซื้อข้าวสารจากกลุ่มเกษตรกรโดยตรง และจัดหาสถานที่ให้เกษตรกรนำข้าวสารไปจำหน่ายด้วยตนเอง เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น รวมถึงจะจัดสถานที่หน้ากระทรวงพาณิชย์ให้เกษตรกรนำข้าวสารมาจำหน่ายโดยตรงด้วย ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือน ธ.ค.59-ก.พ.60

“หากเกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิตข้าว และผู้บริโภค หรือบริษัทต่างๆ ต้องการซื้อ-ขายข้าวโดยตรง สามารถแจ้งความต้องการ โดยการกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มในเว็บไซต์ www.dit.go.th คลิกเข้าไปที่หัวข้อ “ldquo;กรมการค้าภายในเชื่อมโยงขายข้าว ช่วยเหลือชาวนา” หรือติดต่อได้ที่กองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 1 หมายเลขโทรศัพท์ 0-2507-5722, 0-2547-5395 หรือสายด่วน 1569 ส่วนประชาชนที่สนใจซื้อข้าวจากชาวนา สามารถติดตามวัน เวลา สถานที่ที่จะไปจำหน่ายข้าวได้ในเว็บไซต์ได้เช่นกัน”

 

ส่งมอบงานไม่ครบถ้วน ทอท. แจงเหตุไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้ UAS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 22:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791906

 

ทอท. แจงเหตุไม่จ่ายเงินค่าจ้าง 146 ล้าน ให้ UAS เนื่องจากส่งมอบงานไม่ครบถ้วน ตามเงื่อนไขในสัญญาจ้าง จึงไม่สามารถตรวจรับและเบิกจ่ายเงินให้ได้ พร้อมร่วมหารือให้ได้ข้อยุติ…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ทอท. ในฐานะผู้ดำเนินกิจการท่าอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้รับอนุญาตจากกรมศุลกากรให้เป็นผู้จัดตั้งเขตปลอดอากร ทสภ. ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. 2547 เป็นต้นมา โดย ทอท. ได้ว่าจ้างกิจการร่วมค้า ยูนิเวอร์แซล เอวีเอชั่น เซอร์วิสเซส (UAS) เป็นผู้บริหารจัดการด้านการขนส่งสินค้าภายในเขตปลอดอากร ทสภ. โดยมีกำหนดระยะเวลาว่าจ้าง 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค. 2553 – 8 ต.ค. 2563

ส่วนกรณีที่ UAS ร้องเรียนว่า ทอท. ค้างจ่ายเงินค่าจ้างเป็นเงิน 146 ล้านบาทเศษนั้น ทอท. ขอเรียนชี้แจงว่า ทอท.ไม่มีเจตนาที่จะหน่วงเหนี่ยวหรือไม่จ่ายเงินค่าจ้างงานให้ UAS แต่ที่ยังไม่สามารถดำเนินการจ่ายได้ เนื่องจาก UAS ส่งมอบงานไม่ถูกต้องและครบถ้วน อาทิ ค่าจ้างงานจ้างช่วงประมาณ 45 ล้านบาท ที่ UAS ไปจ้างผู้รับจ้างช่วงระยะสั้นคราวละ 3 เดือน โดย ทอท.มีหนังสือแจ้งให้ UAS ปรับแก้ไขให้จ้างช่วงแบบระยะยาวมีกำหนด 2 ปี และให้จัดส่งขอบเขตรายละเอียดงานจ้าง (TOR) พร้อมประมาณการราคาให้ ทอท.พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน ซึ่งเป็นเงื่อนไขในสัญญาจ้างระหว่าง ทอท. กับ UAS แต่ UAS เพิกเฉยและมิได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด และยังคงยืนยันใช้ TOR เดิมที่ใช้จัดจ้างตั้งแต่ปี 2553 มาใช้ ซึ่งปัจจุบันขอบเขตงานจ้างช่วง ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ราคาค่าจ้างก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามขอบเขตงาน เช่น งานจ้างดูแลภูมิทัศน์พื้นที่ที่ดูแลลดลงประมาณ 6,000 ตารางเมตร และงานจ้างดูแลระบบปรับอากาศ ซึ่ง UAS ไม่ซ่อมแซม ทำให้ Chiller ชำรุด ไม่สามารถใช้งานได้ ผู้รับจ้างงานจ้างช่วงก็ไม่ต้องบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เงินค่าจ้างก็จะต้องลดลง

นอกจากนี้ UAS ยังยืนยันที่จะเรียกเก็บเงินค่าจ้างงานจ้างช่วงเท่าเดิม ทอท.จึงไม่สามารถจ่ายเงินค่าจ้างให้ได้ ซึ่ง ทอท.ได้มีหนังสือเชิญ UAS มาประชุมหารือเรื่องนี้ แต่ UAS ก็ไม่มาร่วมประชุม รวมทั้ง ทอท.ได้ประสานและขอให้ UAS เป็นผู้นัดประชุมตามเวลาที่ UAS สะดวก แต่ UAS ก็ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด

สำหรับเงินค่าจ้างบางส่วนที่ UAS ดำเนินการถูกต้องตามสัญญา ทอท.อยู่ระหว่างดำเนินการเบิกจ่ายให้ประมาณ 40 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ ทอท.ได้แจ้งให้ UAS แก้ไขเอกสารใบแจ้งหนี้ เพื่อเบิกจ่ายเงินให้ตามขั้นตอน แต่ UAS ไม่ดำเนินการ จึงยังไม่สามารถเบิกจ่ายเงินให้ได้ ทอท.ถือว่าได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้ว่าจ้างอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ UAS ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง ทอท.จึงไม่สามารถจ่ายเงินให้ UAS ได้ อย่างไรก็ตาม ทอท.ยินดีจะประชุมร่วมกับ UAS เพื่อพิจารณาและหารือเพื่อให้ได้ข้อยุติร่วมกัน และเบิกจ่ายเงินให้กับ UAS ต่อไป.