เลือกแว่นกันแดดอย่างไรให้เหมาะกับใบหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 19 มิ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/636230

 

ไม่ว่าจะหน้าหนาว หน้าฝน หรือหน้า (โคตร) ร้อน ดวงอาทิตย์ก็ยังสาดแสงแรงกล้ามาที่ประเทศไทยทุกฤดู แว่นกันแดดจึงเป็นไอเท็มติดตัวที่จะช่วยปกป้องดวงตาจากแสงแดดและยังช่วยเพิ่มความเท่ให้คุณดูมีสไตล์อีกด้วย แต่แว่นกันแดดมีให้เลือกมากมายหลายทรง เราจะมาบอกเคล็ดลับคุณว่าจะเลือกแว่นกันแดดอย่างไรให้เหมาะสมกับใบหน้า

ก่อนอื่นมารู้จัก 2 หลักการในการเลือกแว่นกันแดดกันก่อน

• คุณต้องจำไว้ว่าต้องเลือกทรงแว่นกันแดดให้แตกต่างจากทรงของใบหน้าเพื่อที่จะช่วยบาลานซ์ใบหน้าของคุณ เช่น ถ้าเป็นคนลักษณะหน้ากลมก็ต้องใช้แว่นทรงเหลี่ยมเพื่อช่วยลดความมนของหน้า

• อีกข้อที่สำคัญคือ กรอบของแว่นกันแดดจะต้องมีขนาดพอดีกับขนาดของใบหน้า เพราะถ้าใส่แว่นที่ใหญ่หรือเล็กกว่าหน้าอาจจะทำให้คุณดูเหมือนตัวตลกแบบที่มักเห็นในหนังได้

เลือกแว่นกันแดดอย่างไรให้เหมาะกับใบหน้า

ใบหน้าทรงกลม

ใบหน้าที่มีสัดส่วนเท่ากันทั้งความกว้างความยาวจึงทำให้ไม่มีมุมหน้า


ทรงแว่นที่เหมาะ – แว่นกันแดดทรงสี่เหลี่ยมทั้งผืนผ้าและจัตุรัส แต่ต้องเป็นแว่นที่กว้างกว่าใบหน้าเล็กน้อยเพื่อจะช่วยทำให้หน้าดูบางและยาวขึ้น

ทรงแว่นที่ควรเลี่ยง – แว่นไร้กรอบหรือแว่นทรงกลมเล็ก เพราะจะทำให้ใบหน้ายิ่งมนกลมมากยิ่งขึ้น

ใบหน้ารูปไข่

หน้ารูปไข่เป็นใบหน้าในอุดมคติ เพราะสัดส่วนของใบหน้าได้สมดุลทั้งหน้าผาก ช่วงตา จมูก โหนกแก้ม และกราม


ทรงแว่นที่เหมาะ – เพื่อรักษาสัดส่วนที่สมดุลนี้ ควรเลือกแว่นกันแดดทรงเรขาคณิตที่กว้างกว่าบริเวณที่กว้างที่สุดของใบหน้า

ทรงแว่นที่ควรเลี่ยง – แว่นขนาดใหญ่หรือเล็กที่ไม่พอดีกับใบหน้า เพราะแว่นที่ใหญ่เกินไปจะทำให้หน้าดูที่ได้รูปดีอยู่แล้วผิดสัดส่วนได้

ใบหน้าทรงสี่เหลี่ยม

มีลักษณะกรามชัด ช่วงหน้าผากกว้าง และยังมีสัดส่วนเท่ากันทั้งแนวกว้างและแนวยาว


ทรงแว่นที่เหมาะ – แว่นกันแดดทรงยาวกรอบแคบหรือแว่นรูปไข่เพื่อช่วยทำให้กรามและใบหน้าดูซอฟต์ลง
ทรงแว่นที่ควรเลี่ยง – แว่นที่มีลักษณะเป็นเหลี่ยม เพราะจะยิ่งทำให้กรามเด่นและใบหน้าดูแข็ง

ใบหน้ารูปหัวใจ (สามเหลี่ยมคว่ำ)

ช่วงหน้าผากจะมีลักษณะกว้างกว่าส่วนอื่นๆ ของใบหน้า และช่วงคางจะเล็กมากจนมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมคว่ำหรือรูปหัวใจ


ทรงแว่นที่เหมาะ – เพื่อบาลานซ์ส่วนบนที่กว้างกับส่วนล่างที่เล็ก ควรเลือกแว่นที่มีฐานกว้างหรือแว่นไร้กรอบไปเลยเพื่อลดความเด่นของด้านบน

ทรงแว่นที่ควรเลี่ยง – แว่นที่มีดีเทลหรือมีการประดับเยอะๆ ควรเลี่ยงเพราะจะยิ่งดึงความสนใจไปที่บริเวณหน้าผาก

ใบหน้ารูปเพชร

เป็นรูปหน้าที่มีเอกลักษณ์ เพราะมีลักษณะโหนกแก้มสูง ช่วงตาและช่วงกรามจะเล็ก ทำให้สัดส่วนบนหน้ามีความแตกต่างกันมาก


ทรงแว่นที่เหมาะ – เพื่อลดทอนโหนกแก้มลงและเน้นบริเวณตามากขึ้น จึงควรใช้แว่นกันแดดที่ไม่มีกรอบหรือแว่นกรอบไข่ที่จะช่วยเน้นบริเวณคิ้วให้เด่น

ทรงแว่นที่ควรเลี่ยง – แว่นที่มีกรอบแคบหรือมีขนาดเล็กเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้โหนกแก้มดูใหญ่และเด่นกว่าบริเวณอื่นๆ


ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

‘SPCG’ เติบโตแข็งแกร่ง คาดปี 60 โกยกำไรทะลุ 6 พันล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 13:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790321

 

“เอสพีซีจี” คาดปี 60 โกยกำไรทะลุ 6,000 ล้านบาท จากเพิ่ม 2 โครงการใหม่ที่ญี่ปุ่นกำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ ลั่นเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าปีละ 100 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าปี 60 มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 500 เมกะวัตต์ ดันรายได้เติบโตถึง 8,000-10,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.59 ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานวันบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน (Opportunity Day)

โดย ดร.วันดี กล่าวว่า บริษัทฯ คาดรายได้ในปี 2560 จะทำได้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 5,500 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) เพิ่มขึ้น 2 โครงการ คือ โครงการโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ในไตรมาส 1/60 และฟิลิปปินส์ กำลังการผลิต 37 เมกะวัตต์ คาดว่าจะรับรู้รายได้ประมาณไตรมาส 2-3/60 รวมถึงการรับรู้รายได้จากธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟ)

“บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นขยายฐานรายได้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ มีการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% หรือ 5,000-5,500 ล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย นอกจากนี้ ยังคาดหวังว่ากำลังการผลิตของบริษัทฯ จะเพิ่มขึ้นปีละ 100 เมกะวัตต์ โดยจะมาจากต่างประเทศเป็นหลัก” ดร.วันดี กล่าว

ทั้งนี้ในปี 2563 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 500 เมกะวัตต์ ซึ่งหากเป็นไปตามแผนบริษัทฯ จะมีรายได้ถึง 8,000-10,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตรวม 260 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 36 โครงการ กระจายอยู่ใน 10 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้เงินลงทุนกว่า 25,000 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจติดตั้งโซลาร์รูฟบนหลังคา ภายใต้บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPR ที่มีบริษัท โฮม โปรดักซ์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนจำหน่ายระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในตลาดที่อยู่อาศัย ล่าสุดบริษัทฯ ได้บุกตลาดที่อยู่อาศัยในภาคเหนือ โดยมีลูกค้าให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทฯ คาดว่าในปีนี้จะสามารถทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่าปีก่อน

นอกจากนี้ ดร.วันดี ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่น 500 เมกะวัตต์ โดยหวังว่าจะสามารถลงทุนได้อีกประมาณ 200 เมกะวัตต์ และโครงการศึกษาที่ฟิลิปปินส์ 200 เมกะวัตต์ โดยเฟสแรกจะลงทุนก่อน 37 เมกะวัตต์ ซึ่งมีโอกาสที่จะทำได้ประมาณ 100 เมกะวัตต์ ทั้งนี้บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ระดับเดียวกับ 9 เดือนแรกที่มี Net margin 45-44% จากการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่องและบริษัทฯ พยายามควบคุมต้นทุนให้ต่ำลง

สำหรับงบการเงินงวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.59 บริษัทฯ มีรายได้จำนวน 3,655.51 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันในปีก่อนที่มีรายได้ 3,713.35 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่รวม 1,684.69 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 1,702.35 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าในช่วงไตรมาส 4/59 จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศมีความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานที่ผ่านมาบริษัทฯ สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 210,000 ตันต่อปี และยังร่วมสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้านอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมต่อไป

 

เซ็นทารา เปิดรีสอร์ตแห่งที่ 3 ในกระบี่ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 13:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790382

 

เซ็นทารา เปิดรีสอร์ตแห่งที่ 3 ในกระบี่ “เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ภูพาโน รีสอร์ต กระบี่” ตอบโจทย์ความต้องการนักท่องเที่ยวในทุกสไตล์ ชูความเป็นไทย ออกแบบจากตำนานเกี่ยวกับหนุมาน ตัวละครเอกรามเกียรติ์ …

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. นายธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า ได้เปิดตัวรีสอร์ตแห่งที่ 3 ทำเลใกล้หาดอ่าวนางในจังหวัดกระบี่ “เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ภูพาโน รีสอร์ต กระบี่” โดดเด่นด้วยที่พักระดับคุณภาพที่ให้ความสบาย พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอันครบครัน ให้นักท่องเที่ยวสามารถประหยัดงบประมาณและได้รับความคุ้มค่าอย่างสูงสุด โดยการเปิดตัวรีสอร์ตแห่งใหม่นี้ ถือเป็นการเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์โรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่สำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในภูมิภาคนี้ ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการในทุกสไตล์ของการเดินทางทั้งเพื่อการพักผ่อนและธุรกิจ

“กระบี่ได้เข้าสู่สถานะการเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก พื้นที่แห่งนี้จึงมีศักยภาพสูงในการดึงดูดผู้เดินทาง ให้เข้ามาเที่ยวชมสถานที่อันสวยงามในจังหวัดกระบี่มากขึ้นในอนาคต ด้วยการเปิดตัวรีสอร์ตแห่งใหม่ ซึ่งถือเป็นแห่งที่ 3 ภายใต้แบรนด์ของเซ็นทารา เราช่วยเพิ่มทางเลือกที่น่าสนใจให้กับนักเดินทางที่กำลังมองหาที่พัก ที่จะเป็นฐานสำหรับการพักผ่อนในวันหยุด เพื่อสำรวจธรรมชาติอันงดงามที่มีความหลากหลายในจังหวัดกระบี่ โดยแขกผู้เข้าพักจะยังคงได้รับประสบการณ์อันน่าประทับใจกับการต้อนรับที่อบอุ่นในแบบไทยๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ภายในงบประมาณที่ให้ความคุ้มค่าอย่างคาดไม่ถึง”


สำหรับรีสอร์ตแห่งแรกในจังหวัดกระบี่ภายใต้เครือเซ็นทารา “เซ็นทารา แกรนด์ บีชรีสอร์ตและวิลลา กระบี่ เป็นรีสอร์ตระดับห้าดาว เปิดให้บริการเมื่อปี 2549 ตามด้วยรีสอร์ตแห่งที่สองคือ “เซ็นทารา อันดาเทวี รีสอร์ตและสปา กระบี่” เปิดบริการเมื่อปี 2555

ขณะที่ รีสอร์ตแห่งที่ 3 “เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ภูพาโน รีสอร์ต กระบี่” ได้รับการออกแบบด้วยแรงบันดาลใจจากตำนานเกี่ยวกับหนุมาน แม่ทัพวานรผู้ภักดีแห่งกองทัพของพระราม หนึ่งในตัวละครเอกของวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ โดยชื่อของหนุมานที่คนไทยเรียกขานกันมานั้น มีที่มาจากชื่อของชายฝั่งทะเลอันเป็นที่ตั้งของจังหวัดกระบี่ “อันดามัน” การตกแต่งภายในรีสอร์ตด้วยภาพและรูปปั้นของหนุมาน จึงแสดงถึงความเชื่อมโยงอย่างกลมกลืนของสถานที่และวัฒนธรรมท้องถิ่นอันมีมนต์เสน่ห์


นอกจากนี้ ยังเป็นการตอกย้ำการเข้าถึงทุกความต้องการของลูกค้าในทุกสไตล์การท่องเที่ยว จากการนำเสนอที่พักระดับคุณภาพถึง 3 แบรนด์ ที่ให้ความโดดเด่นในด้านต่างๆ อย่างครอบคลุม ทั้งแบรนด์เซ็นทารา แกรนด์ ซึ่งเป็นโรงแรมและรีสอร์ตระดับห้าดาวของเซ็นทาราบน ทำเลหน้าหาดที่ให้ความหรูหราสะดวกสบายสูงสุด แบรนด์เซ็นทารา ซึ่งเป็นโรงแรมและรีสอร์ตระดับสี่ดาว ที่เน้นความเป็นเลิศด้านการบริการ รวมถึงแบรนด์เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ซึ่งเป็นโรงแรมและรีสอร์ตระดับสามดาว ที่โดดเด่นด้านความคุ้มค่า และทำเลที่ตั้งที่ให้ความสะดวกต่อการเดินทาง

 

กฟผ.ยืนยัน ยึดมั่นสัญญาที่ให้ต่อคณะกรรมการไตรภาคีและการประมูลโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ยังไม่มีผลผูกพันใดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 22 พ.ย. 2559 10:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790161

 

กฟผ. เคารพ และยึดมั่นสัญญาที่ให้ต่อคณะกรรมการไตรภาคี ยืนยันกระบวนการประมูลโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่
ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ จนกว่าจะได้รับอนุมัติจาก ครม.

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะ โฆษก กฟผ. ชี้แจงกรณีที่เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินร้องเรียนให้ยุติประมูลโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว กฟผ. เคยชี้แจงไปแล้วเมื่อครั้งที่ท่านที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเชิญทุกฝ่ายมาประชุม เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 เพื่อหารือกันก่อนตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งตัวแทนเครือข่ายฯ ที่ร่วมประชุมอยู่ด้วย ได้กล่าวยอมรับว่า ถ้ากระบวนการประมูลที่กำลังดำเนินการอยู่ตอนนั้น กฟผ. ยืนยันว่าไม่มีผลผูกพันก็สามารถยอมรับและเป็นข้อยุติได้

ดังนั้นจากคำประกาศของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 การทำกิจกรรมนั่งภาวนาหน้าทำเนียบ โดยให้เหตุผลว่า กฟผ. ฉีกสัญญาด้วยการประกาศผู้ชนะราคาการประมูลจึงไม่เป็นความจริง เพราะ กฟผ. ได้ยืนยันต่อสาธารณชนมาโดยตลอดว่า การประมูลโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่จะไม่มีผลทางกฎหมาย และจะมีผลต่อเมื่อโครงการฯ ผ่านการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และรัฐบาลอนุมัติโครงการเท่านั้น
โฆษก กฟผ. กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้จัดตั้งกรรมการไตรภาคี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ ในการรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย โดยในการประชุมครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา คณะกรรมการไตรภาคีได้รับรายงานความคืบหน้าของอนุกรรมการฯ ทั้ง 3 ชุด และกรรมการทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง แต่เนื่องจากกรรมการแต่ละฝ่ายยังมีจุดยืนที่แตกต่างกัน พลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานคณะกรรมการไตรภาคี จึงให้กรรมการแต่ละท่าน สรุปความคิดเห็นและเหตุผลที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย พร้อมข้อเสนอ เพื่อนำรายงานและความเห็นของคณะกรรมการชุดใหญ่ทั้งหมด เสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

“การระบุว่า กฟผ. ไม่รอผลการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคีจึงไม่เป็นความเป็นจริง กฟผ. เชื่อมั่นว่า ทุกฝ่ายจะเคารพการดำเนินงานของคณะกรรมการไตรภาคี อันจะนำมาซึ่งข้อยุติที่ได้รับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างเป็นเหตุเป็นผล รวมทั้งที่สำคัญคือ เพื่อให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมโดยรวม” โฆษก กฟผ. กล่าวย้ำในตอนท้าย

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 09:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790137

 

ราคาทองวันที่ 22 พ.ย. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท…

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400.00 บาท ขายออกบาทละ 20,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท

 

นโยบาย“ทรัมป์”ประเทศอื่นทีหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789856

 

“ปานปรีย์” ชี้อาเซียนหันพึ่งพากันเองยั่งยืนกว่า

“ปานปรีย์” อดีตผู้แทนการค้าไทย แนะไทยนำเสนออาเซียนหาแนวทางปรับตัวรับมือนโยบาย “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ หันพึ่งพากันเองมากกว่าพึ่งมหาอำนาจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาค ดันไทยชูนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ดูดเงินลงทุนต่างประเทศ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย (TTR) เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังกังวลกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศตนเอง และเศรษฐกิจโลก จากนโยบายหาเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา โดยประเด็นที่ทั่วโลกกังวลจะมีผลกระทบต่อโลก ได้แก่ นโยบายด้านการค้าการลงทุน ที่นายทรัมป์ประกาศจะทบทวน หรือยกเลิกข้อ ตกลงทางการค้า ทั้งที่ลงนามแล้วและอยู่ระหว่างการเจรจา

“อย่างเช่น ข้อตกลงความตกลงการค้าเสรี อเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement-NAFTA) ที่มีผลในทางปฏิบัติไปแล้วถึง 22 ปี หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement-TPP) ที่สหรัฐอเมริการ่วมเจรจากับประเทศสมาชิกมากกว่า 10 ปีจนใกล้สำเร็จ ขณะนี้รอเพียงกระบวนการทางกฎหมายของแต่ละประเทศเท่านั้น หรือแม้กระทั่งข้อตกลงภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (World Trade Organization-WTO) ก็อาจถูกทบทวนเช่นกัน ทำให้หลายประเทศที่มีข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกาไปแล้วและกำลังเจรจาอยู่ ต่างรอความชัดเจน”

นอกจากนี้ มาตรการกีดกันทางการค้าอาจถูกนำมาใช้ในหลายรูปแบบ โดยนโยบายที่นายทรัมป์ประกาศไปแล้วคือ จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้า ในเบื้องต้น มีเป้าหมายตรงไปที่จีนและเม็กซิโก โดยจะเพิ่มภาษีเป็น 35-45% ซึ่งกรณีนี้อาจเกิดขึ้นกับประเทศอื่นได้เช่นกัน อีกทั้งยังประกาศจัดการกับประเทศจีน เรื่องการแทรกแซงเงินหยวนทันทีที่รับตำแหน่ง เพราะมองว่าการลดค่าเงินหยวนของจีนที่ผ่านมา เป็นการแบ่งความรวยและตำแหน่งงานไปจากสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน นายทรัมป์ยังไม่สนใจเรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งคาดกันว่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจพลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทนที่พัฒนามาไกลแล้ว เพราะนายทรัมป์สนับสนุนให้มีการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น รวมทั้งนำถ่านหินกลับมาใช้เป็นพลังงาน รวมถึงยังประกาศอีกว่า จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง “Make America Great Again” และอเมริกาต้องมาก่อน “America First”

“ผมมองว่า การประกาศทั้ง 2 เรื่องนี้ มีความหมายในตัวที่ชัดเจนว่า จากนี้ไปจะมีนโยบาย “มองเข้าหา”สหรัฐอเมริกามากขึ้น (Inward Looking) ทั้งทางเศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ แต่ไม่ใช่นโยบายโดดเดี่ยว (Isolationism) ซึ่งผมถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในเชิงนโยบายครั้งใหญ่สุดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา”

ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นกับแนว ทางปฏิบัติของนายทรัมป์คือ 1.สหรัฐอเมริกาอาจหวนกลับไปใช้นโยบายผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import-Substitution Policy) ที่เคยใช้มาแล้วตั้งแต่ปี 2503 แต่ต่อมาผลักดันการค้าเสรี โดยสนับสนุนนโยบายการส่งออก ซึ่งทำให้หลายประเทศร่ำรวย มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน แต่นโยบายการส่งออกที่ผ่านมา ทำให้สหรัฐอเมริกาสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และขาดดุลการค้าสูงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม หากจะนำนโยบายผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ามาใช้จริง เท่ากับกลับไปนับหนึ่งกันใหม่ โดยเฉพาะหากต้องใช้แรงงานภายในประเทศ ซึ่งมีอัตราค่าจ้างที่สูงด้วยแล้วยิ่งมองไม่ออกว่าจะทำสำเร็จ และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภคอเมริกันได้อย่างไร

2. รูปแบบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนไปจากเดิม โดยจะเน้นที่ “กำไร-ขาดทุน” เป็นหลัก ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทางการเมืองจะเป็นรอง ซึ่งในกรณี “Pivot Asia” (นโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐฯต่อเอเชีย-แปซิฟิก) ของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนปัจจุบัน ที่มีเป้าหมายสร้างพันธมิตรที่เป็นกลุ่มการค้า จะถูกลดความสำคัญลงเช่นเดียวกับ TPP แต่จะเกิดข้อตกลงแบบสองฝ่าย หรือทวิภาคี ระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้า โดยที่การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จากผู้แทนการค้าไทย (TTR) ที่จะแต่งตั้งใหม่ จะเข้มข้นขึ้น

3. สินค้านำเข้าสหรัฐอเมริกาจากประเทศอื่นอาจถูกทบทวน โดยตั้งกำแพงภาษีหรือระบบโควตา โดยเฉพาะกับสินค้าที่สหรัฐอเมริกาผลิตได้เอง หรือจะผลิตต่อไปในอนาคต และ 4. เปิดตลาดการค้ากับประเทศรัสเซียให้กว้างขวางขึ้น โดยสหรัฐอเมริกาอาจผ่อนคลายการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่มีต่อรัสเซีย ซึ่งจะทำให้ภูมิศาสตร์ทางการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนไปจากเดิมมาก

สำหรับไทยควรเตรียมตัวรองรับนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา อย่างไรนั้น นายปานปรีย์กล่าวว่า ณ วันนี้ นโยบายของนายทรัมป์มีความชัดเจนในระดับหนึ่งที่ไทยสามารถเตรียมปรับทิศทางการค้าให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงต่อไทยในชั้นนี้คงมีไม่มาก แต่ในทางอ้อมเกิดขึ้นแน่ๆ เพราะหากคู่ค้าไทย อย่าง จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน ได้รับผลกระทบจากนโยบาย ไทยก็ไม่พ้นที่จะถูกกระทบไปด้วย

“ในกรณีของ TPP ที่ไทยไม่ได้ร่วมเข้าเจรจาตั้งแต่แรก ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศบางส่วนได้ตัดสินใจไปลงทุนในกลุ่มประเทศสมาชิก TPP และคงไม่กลับมาไทยแล้ว ท่ามกลางความสับสนกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ผมมองว่า ไทยควรใช้โอกาสนี้ทำ 2 เรื่อง คือ เป็นผู้นำเสนอต่ออาเซียนในแนวทางปรับตัวรับมือกับนโยบายของนายทรัมป์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคให้พึ่งพากันเองได้มากขึ้น ซึ่งไทยอาจชูเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่เน้นอุตสาหกรรม 4.0”

นายปานปรีย์กล่าวอีกว่า แม้ว่านโยบายของนายทรัมป์จะสร้างความหวั่นไหวไปทั่วโลก เพราะฟังดูจริงจังมาก (Uncompromised) และไม่ว่านายทรัมป์จะทำตามคำพูดทั้งหมด หรือทำแค่บางส่วน ก็ต้องถือว่านโยบายที่ประกาศออกมามีความชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะคำว่า “America First” ซึ่งแปลความกลับด้านว่า “ประเทศอื่นทีหลัง” ดังนั้น ประเทศต่างๆทั่วโลกต้องไม่สับสน ต้องเตรียมปรับนโยบายเศรษฐกิจของตัวเองใหม่ อยู่อย่างพอเพียง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือซึ่งกัน และกันให้มากขึ้น ย่อมเป็นเรื่องที่ยั่งยืนกว่าการหวังพึ่งพามหาอำนาจ.

 

ลงทุนรถไฟฟ้าดันหนี้สาธารณะพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789852

 

นายธีรัชย์ อัตนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า หนี้สาธารณะคงค้างสิ้นเดือน ก.ย.59 มีมูลค่า 5.988 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42.73% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 200,000 ล้านบาท หรือ 3.5% ส่วนใหญ่มาจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ การกู้เงินเพื่อลงทุน เช่น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กู้เงินเพื่อลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีเขียว และสายสีม่วง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กู้เงินเพื่อปรับปรุงทางรถไฟที่ไม่ปลอดภัยต่อการเดินรถ โครงการก่อสร้างทางคู่เส้นทางรถไฟสายตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย โครงการรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และโครงการก่อสร้างทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น โดยแบ่งเป็นหนี้รัฐบาล 4.471 ล้านล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 994,794 ล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 500,054 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานของรัฐ 22,317 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในส่วนหนี้รัฐบาล 4.471 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 48,731 ล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 994,794 ล้านบาท ลดลง 1,138 ล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินแต่รัฐบาลค้ำประกัน 500,054 ล้านบาท ลดลง 7,579 ล้านบาท เป็นผลจากการชำระคืนต้นเงินกู้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 3,580 ล้านบาท และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 3,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้หน่วยงานของรัฐ 22,317 ล้านบาท ลดลง 958 ล้านบาท เป็นผลจากการชำระคืนต้นเงินกู้ของสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย 1,101 ล้านบาท

“หนี้สาธารณะในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ภายใต้กรอบ วินัยทางการคลัง และยังมีช่องว่างทางการคลังเหลือเพียงพอที่จะจัดทำงบประมาณรายจ่าย รวมถึงทำให้รัฐบาลสามารถกู้เงินลงทุนในโครงการลงทุนสำคัญที่รัฐบาลกำลังมีแผนดำเนินการในปีหน้า โดย สบน. ประเมินว่าภายในสิ้นปีงบประมาณ 60 หนี้สาธารณะของประเทศจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 45.5% ของมูลค่าจีดีพี 14.6 ล้านล้านบาท มีการเบิกจ่ายเงินลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานราว 220,000 ล้านบาท.

 

ชงเพิ่มวงเงินกู้นาแปลงใหญ่ 2 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789847

 

ปรับเงื่อนไขชาวนากู้สูงสุด10ล.ผ่อน5ปี

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 22 พ.ย.นี้ กระทรวงจะเสนอให้พิจารณาการปรับปรุงเงื่อนไขอายุสินเชื่อตามโครงการแปลงใหญ่ของรัฐบาล ผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยจะปรับปรุงวงเงินสินเชื่อสูงสุดจากเดิมไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็น 10 ล้านบาท และอายุสินเชื่อจากเดิมระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 3 ปี เป็น 5 ปี ดอกเบี้ยที่เกษตรกรต้องชำระอัตรา 0.01% เพื่อจูงใจให้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น และเพื่อให้โครงการแปลงใหญ่ขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมาย

ด้านนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงจะเสนอ ครม.อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินสินเชื่อโครงการเกษตรแปลงใหญ่ทั้งหมด 20,000 ล้านบาท เพราะเดิมตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรเข้าร่วมเพียง 600 แปลง แต่ปัจจุบันเกษตรกรเข้าร่วมถึง 2,000 แปลงแล้ว ซึ่งเมื่อ ครม. เห็นชอบแล้วกลุ่มเกษตรกรจะสามารถกู้เงินได้ทันฤดูการเพาะปลูกนี้ “การขยายวงเงินจาก 5 ล้านบาท เป็น 10 ล้านบาทเพื่อจูงใจเกษตรกรให้เข้าร่วมมากขึ้น เพราะสินเชื่อเดิมระยะเวลาให้กู้สั้นไป และไม่สะดวกในการหาซื้อเครื่องจักร ใช้ลดต้นทุนการผลิตยังไม่เท่าไร ก็ต้องรีบคืนเงินกู้แล้ว”.

 

“เกษตร” คลอดแผนจัดการภัยแล้ง สั่ง 5 เขื่อนงดจ่ายน้ำเพื่อเกษตรกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789836

 

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรภัยแล้ง 59/60 ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานว่าที่ประชุมเห็นชอบแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 59/60 ในเขตพื้นที่ชลประทาน โดยเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และแหล่งน้ำอื่นๆ รวมกันมีปริมาณน้ำทุนเพื่อใช้บริหารจัดการ 31,245 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แบ่งเป็นจัดสรรน้ำเพื่อใช้ฤดูแล้ง 17,673 ล้าน ลบ.ม. และสำรองน้ำไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนเดือน พ.ค.-ก.ค.ปี 60 จำนวน 13,205 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่จัดสรรไว้ในฤดูแล้งปี 60 จำนวน 17,673 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น เพื่ออุปโภคและบริโภค 2,339 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศ 5,440 ล้าน ลบ.ม. การเกษตร 9,579 ล้าน ลบ.ม. และอุตสาหกรรม 315 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติให้ 5 เขื่อนยกเลิกการส่งน้ำเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ทั้งการปลูกข้าวและปลูกพืชไร่ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคเท่านั้น ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ และเขื่อนปราณบุรี ส่วนอีก 5 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนลำนางรอง เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนบางลาง นอกจากเพื่ออุปโภคและบริโภคแล้วยังสามารถใช้ในการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยเท่านั้น

น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า พล.อ.ฉัตรชัย ได้สั่งการในที่ประชุมด้วยว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น กลับไปสรุปข้อมูลพื้นที่ประสบภัยแล้งใหม่เพราะข้อมูลยังไม่ตรงกัน โดยให้กลับนำมาเสนอในการประชุมครั้งหน้า.

 

ที่ดินแพงรับมอเตอร์เวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789832

 

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 109 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 63,998 ล้านบาทว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการออก พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดิน ซึ่ง ทล.จะเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (พีพีพี) ในรูปแบบการให้เอกชนจัดหาเงินทุน ก่อสร้างโยธาและงานระบบ ซ่อมบำรุงเส้นทาง รวมทั้งการก่อสร้างและบริหารจัดการที่พักริมทางทั้งหมด มั่นใจว่าการเวนคืนที่ดินจะไม่มีปัญหา เพราะ พ.ร.บ.กรมทางหลวงเปิดทางให้ดำเนินการได้ แต่ต้องพิจารณาในรายละเอียดต่างๆให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ที่ดินตามแนวเส้นทางก่อสร้างสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ต้องใช้งบประมาณเวนคืนไม่ถึงหมื่นล้านบาท ขณะนี้ทะลุหมื่นกว่าล้านบาทแล้ว แต่อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อให้เป็นไปตามกรอบงบประมาณที่กำหนด มั่นใจจะดำเนินโครงการได้ตามกำหนดในปีงบประมาณ 60 แน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการนี้ศึกษาความเป็นไปได้ และจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว ล่าสุดได้จัดประเมินความสนใจของภาคเอกชน (มาร์เก็ต ซาวน์ดิ้ง) โดยมีหลายราย สนใจ เช่น บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือดอนเมืองโทลล์เวย์ ซึ่งเบื้องต้นจะให้เอกชนลงทุนแบบพีพีพี เน็ตคอสต์ โดยเอกชนเก็บค่าผ่านทางและแบ่งผลประโยชน์ให้รัฐ.