กลางตอนล่าง-ตอ.-ใต้ฝนตกหนัก ‘กทม.ปริมณฑล’ฟ้าคะนอง80%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239696

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 08.01 น.

12 ต.ค.59 ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณฝนน้อย ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมในระยะนี้ไว้ด้วย สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนมากกว่าเมื่อวานและมีฝนตกหนักบางแห่ง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออกเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศกัมพูชาและเวียดนามตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักได้ในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ปิดปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ ได้น้ำเข้าเขื่อนกว่า6พันล้านลบ.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245747

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 19.18 น.

21 พ.ย.59 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ได้ปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงปี 59 ทุกหน่วยทั่วประเทศที่ปฏิบัติฝนหลวง ระหว่างวันที่ 15 ก.พ. – 15 พ.ย.ซึ่งมีหน่วยฝนหลวงเชียงใหม่ ตาก บุรีรัมย์ ขอนแก่น โคราช หัวหิน สุราษฎร์ธานี และสงขลา เนื่องจากสภาพอากาศไม่เหมาะสม และเพื่อดำเนินการซ่อมบำรุงเครื่องบินฝนหลวง จากการปฏิบัติการในปีนี้มีปริมาณน้ำเข้าเขื่อน 34 ทั่วประเทศ สะสมรวม 6,056.70 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะเติมน้ำเขื่อนภูมิพล ได้ปริมาณน้ำระดับกักเก็บเพิ่ม 51% ถือว่าน้ำอยู่เกณฑ์ดี เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ซึ่งได้เติมน้ำเขื่อนจนบรรลุเป้าหมายเป็นที่น่าพอใจ ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในฤดูแล้ง โดยเฉพาะอุปโภคบริโภค แต่ในบางพื้นที่มีน้ำในเขื่อนน้อย จึงลดน้ำด้านการเกษตร อาจจะปรับเปลี่ยนใช้น้ำน้อย เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง

ทั้งนี้ ได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนเร็วไว้ 2 หน่วย ที่ จ.นครสวรรค์ โดยสามารถปฏิบัติทำฝนหลวงได้ทั่วประเทศ ในสภาพพื้นที่และอากาศเหมาะสม อย่างกรณีเขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี จะไปปฏิบัติการเติมน้ำสองแห่งนี้ เพราะยังมีน้ำน้อย และอยู่ในช่วงสภาพอากาศเอื้อในการขึ้นปฏิบัติการเติมน้ำระหว่างวันที่ 23 – 27 พ.ย.นี้

ประกบผู้ส่งออกข้าว-แปรรูปข้าว ติวเข้มมาตรการสกัดวืดขาย‘จีน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245687

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรค ของจีน (AQSIQ) ได้กำหนดมาตรการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตและแปรรูปข้าวส่งออกไปจีน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศผู้ส่งออกข้าวมาจีนทุกประเทศทำการตรวจประเมิน เพื่อคัดเลือกผู้ผลิตและแปรรูปข้าวที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยสำหรับผู้ผลิตต่างชาติของข้าวนำเข้า ของ AQSIQ

กรมวิชาการเกษตร จึงร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมการข้าว ดำเนินการตามข้อกำหนดดังกล่าว และเสนอรายชื่อผู้ผลิตและแปรรูปข้าว 134 ราย ให้ AQSIQ พิจารณาขึ้นทะเบียน ซึ่ง AQSIQ ได้ทยอยดำเนินการตรวจประเมิน เริ่มจากผู้ที่เคยส่งออกข้าวไปจีน มีกำลังการผลิตสูง และมีคุณสมบัติตามมาตรฐาน โดยเมื่อเร็วๆนี้ AQSIQ แจ้งว่ามีผู้ผลิตและแปรรูปข้าวชุดแรกได้รับการขึ้นทะเบียนจาก AQSIQ แล้วกว่า 80% แต่หลังจากวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป ผู้ที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนจะไม่สามารถส่งออกข้าวไปจีนได้

ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร จึงจะจัดประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ผลิตและแปรรูปข้าวที่จะรับการตรวจประเมินในครั้งต่อไป และจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปให้คำแนะนำในการปรับปรุงโรงงาน ปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะเร่งประสานกับ AQSIQ ให้จัดส่งคณะผู้แทนเดินทางมาตรวจประเมินโดยเร็วที่สุด เพื่อรับประกันว่าการส่งออกข้าวไทยไปจีนจะเป็นไปอย่างราบรื่น

ช่างเกษตรกรท้องถิ่นช่วยลดต้นทุน l สศก.เปิดผลประเมินการส่งเสริมใช้เครื่องจักรกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245693

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ประเมินผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงานเกษตร พบว่า ในปีงบประมาณ 2558 ที่ผ่านมา สามารถสร้างช่างเกษตรท้องถิ่นได้ 3,305 ราย และพัฒนาความรู้ผู้ประกอบธุรกิจบริการเครื่องจักรกลการเกษตรในชุมชน 107 ราย สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 104.09 และ 107 ตามลำดับ

สำหรับกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง 12 จังหวัด ซึ่งเป็นเกษตรกรในกิจกรรมสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น 285 ราย และผู้ประกอบการในกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตรชุมชน 49 ราย พบว่า ก่อนร่วมโครงการ เกษตรกรที่ผ่านการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นร้อยละ 78 มีความรู้พื้นฐานการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการชำรุดเสียหายของเครื่องจักรกลการเกษตร ยังต้องใช้วิธีจ้างช่างทั้งในและนอกชุมชนซ่อม ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยช่างท้องถิ่นระดับ 1 มีค่าใช้จ่ายในการจ้างซ่อมเฉลี่ย 2,129.13 บาท/เครื่อง/ปี

อย่างไรก็ตาม หลังอบรมเกษตรกรร้อยละ 94 นำความรู้ไปปฏิบัติใช้ ทั้งการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรของตนเอง มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,373.04 บาท/เครื่อง/ปี หรือสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการจ้างซ่อมลงได้ 756 บาท/เครื่อง/ปี ส่วนช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 และ 3 สามารถให้บริการซ่อมแซมเครื่องจักรกลการเกษตรให้เกษตรกรข้างเคียง ทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายจากการนำเครื่องยนต์ไปซ่อมนอกพื้นที่ได้เฉลี่ย 1,477 บาท/ราย/ปี

สำหรับกิจกรรมพัฒนาศักยภาพธุรกิจฯ ผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมใน 3 หลักสูตร ได้แก่ การเพาะกล้า/ดำนาข้าว การเก็บเกี่ยวข้าว และการสีข้าว มีศักยภาพในการให้บริการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20 ราย/ปี มีผลประกอบการ (กำไร) เพิ่มขึ้น 35,917 บาท/ปี และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ลดลง 36,209 บาท/ปี

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานในระยะต่อไปมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควรเน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีความพร้อมด้านเครื่องจักรและมีความสนใจเรียนรู้ทางด้านช่าง ในการฝึกปฏิบัติจริงควรใช้เครื่องจักรที่ชำรุดมาเป็นเครื่องมือในการฝึก นอกจากนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน ควรดำเนินการลักษณะศูนย์บริการซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลการเกษตรในหมู่บ้าน ให้เกษตรกรที่มีศักยภาพเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการ รวมทั้งผลักดันให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเป็นการสร้างงานให้คนในชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย

รักษ์เกษตร : เกษตรทฤษฎีใหม่ ตามรอยพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245694

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ผมขอความรู้เรื่องการเกษตรทฤษฎีใหม่
เพื่อความเข้าใจ นะครับ

องอาจ ประมวลศิลป์

อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

คำตอบ เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตั้งอยู่บนกรอบแนวคิดของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วย 3 หลักการ คือ หลักความพอประมาณ หลักความมีเหตุผล และหลักการมีภูมิคุ้มกัน และ 2เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ และเงื่อนไขคุณธรรม

ขั้นตอนของการพัฒนา แบ่งออกได้ 3 ขั้น คือ

ขั้นที่ 1 ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น เริ่มต้นจากการมุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกร ที่มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเกษตร โดยการใช้แนวทางการจัดทำแหล่งน้ำขนาดเล็กในฟาร์ม เช่น การขุดบ่อขุดสระ ซึ่งจะทำให้ลดความเสี่ยงในเรื่องน้ำ ส่วนที่ดินการเกษตรอื่น จะใช้ในการผลิต เพื่อใช้ในครอบครัว และขายผลผลิตส่วนเกินเพื่อเป็นรายได้ จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับครอบครัว ในขั้นตอนนี้ เกษตรกรไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ รัฐจะต้องจัดความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนเกษตรกร โดยจัดสรรที่ดินการเกษตรและที่อยู่อาศัย แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 คือ

1) พื้นที่ขุดสระ 30% ให้เก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำ และพืชน้ำต่างๆ

2) พื้นที่นา 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันในครัวเรือน ให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่าย และสามารถพึ่งตนเองได้

3) พื้นที่ปลูกพืชไร่นานาพันธุ์ 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภค ก็นำไปจำหน่าย

4) พื้นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่นๆ 10%

ขั้นที่ 2 ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง เมื่อเกษตรกรได้เริ่มต้นปฏิบัติตามเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นต้นแล้ว มีความพอเพียง และความมั่นคงในขั้นพื้นฐานระดับหนึ่งแล้ว ในขั้นตอนต่อมา จึงเป็นเรื่องของการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือวิสาหกิจ ซึ่งการร่วมมือกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับกลุ่มโดยรวม บนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือกันตามกำลัง และความสามารถของตน ซึ่งจะทำให้ชุมชนโดยรวมเกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติด้วย ในขั้นนี้ เกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้น ฐานะมั่นคงขึ้น

ในขั้นนี้ เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรเอง ต้องพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่ม หรือสหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการ ในด้านต่างๆ คือ ในด้านการผลิต เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิตเป็นแปลงขนาดใหญ่ โดยเริ่มตั้งแต่ ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การหาน้ำ และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก ในด้านการตลาด เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย ในการศึกษา มีโรงเรียนและชุมชนที่มีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง ในด้านความเป็นอยู่ ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ ที่พอเพียง ในด้านสวัสดิการ ในแต่ละชุมชน ควรมีสวัสดิการและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัย มีกองทุนไว้ให้กู้ยืม เพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ และในด้านสังคมและศาสนา ชุมชนควรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว

ขั้นที่ 3 ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เมื่อกลุ่มเกษตรกร ได้ดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ในขั้นกลาง จนประสบความสำเร็จเบื้องต้น
นำก้าวเข้าสู่ขั้นก้าวหน้า โดยการประสานความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ในระดับประเทศ เพื่อยกระดับการทำธุรกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เช่น การทำความร่วมมือกับธนาคาร เพื่อนำเงินมาลงทุนในธุรกิจ หรือการทำข้อตกลงกับบริษัท เพื่อขายผลผลิตในประเทศ มีการติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชน มาช่วยในการทำธุรกิจ การลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน เกษตรกรก็จะขายข้าวได้ในราคาสูง ไม่ถูกกดราคา ธนาคารกับบริษัทสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ โดยซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง เกษตรกรสามารถซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นร้านสหกรณ์ ซื้อในราคาขายส่ง และธนาคารกับบริษัท จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น

ปัจจุบันมีโครงการ มากมายหลายตัวอย่าง ที่ประสบผลสำเร็จและเป็นต้นแบบให้เกษตรกร ได้เข้าไปศึกษา เรียนรู้ เพี่อนำมาเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งก็มีผู้นำแนวทางตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ไปพัฒนาต่อยอดมากมาย และประสบผลสำเร็จจนเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ

 

นาย รัตวิ

เข้มระดับส่งออกยาง วงประชุมไตรภาคี3ชาติเร่งทบทวนป้องกันล้นตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245690

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า การประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็นการพยากรณ์อุปสงค์ อุปทาน ยางพาราของโลก ในการนำหลักสถิติและวิชาการเข้ามาใช้ในการประเมินความต้องการการใช้ยางของโลก ซึ่งโลกยังมีความต้องการใช้ยางพาราอยู่เป็นจำนวนมาก แม้จะไม่ได้เติบโตในอัตราที่สูงมากแต่ก็มีความใกล้เคียงกันของอุปสงค์ อุปทาน ที่เกิดขึ้นในแต่ละปีประมาน 3-5% ต่อปี แต่สิ่งที่แตกต่างกันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือ จะมีประเทศผู้ส่งออกที่มีความหลากหลายทำให้เกิดแข่งขันเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการแข่งขันในเชิงประเทศผู้ปลูกยาง ดังนั้นการแก้ปัญหาจำเป็นต้องทำการพัฒนาคุณภาพยางพาราให้ตรงความต้องการของผู้ใช้ในโลก

ในส่วนของผลการดำเนินการตามมาตรการกำหนดปริมาณการส่งออก (AETS) ขณะนี้ได้ดำเนินการเป็นครั้งที่ 3 ตั้งแต่มีการ
ร่วมมือกันของไตรภาคียางพาราระหว่างประเทศ โดยสาเหตุที่ต้องมีการวิเคราะห์กำหนดปริมาณการส่งออกที่เหมาะสม อันเนื่องมาจากหลักสถิติจะแสดงให้เห็นว่าหากแต่ละประเทศทำการส่งออกโดยที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จะทำให้ปริมาณสินค้าเกินความต้องการของตลาด ส่งผลกระทบต่อราคายางและส่งผลต่อเกษตรกรของโลก จำเป็นต้องหาจุดสมดุลของราคาและปริมาณ โดยการกำกับปริมาณให้เป็นไปตามข้อตกลงของ 3 ประเทศสมาชิก ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เนื่องจากการส่งออกยางพารารวมทั้ง 3 ประเทศ มีปริมาณมากกว่า 50% ของโลก ดังนั้นจะต้องมีการประเมินความเหมาะสมของปริมาณที่ชัดเจน ซึ่งในรอบปีนี้มาเลเซียเป็นประเทศเดียวที่สามารถปฏิบัติได้ตามข้อกำหนดที่เป็นพันธะสัญญาร่วมกันของสภาไตรภาคี เพราะฉะนั้นประเทศไทยและอินโดนีเซีย ต้องทบทวนแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้สามารถรักษาระดับปริมาณการส่งออกของแต่ละประเทศที่เหมาะสมเพื่อให้ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสมในอนาคตต่อไป

วาง3โรดแมปขยายผลเครือข่ายศพก. กองสลากฯหนุน132ล.สร้างศาลาเรียนรู้882แห่งทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245691

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มอบทิศทางการทำงานของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่าย ในที่ประชุมคณะกรรมการเครือข่าย ศพก.ระดับประเทศ ครั้งที่ 1 ที่ จ.ศรีสะเกษ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเน้นว่าเกษตรกรของ ศพก.จะต้องเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Smart Farmer มีกระบวนการคิดและผลิตสินค้าเกษตรรูปแบบใหม่ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพัฒนา และเน้นการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ มีการวางกฎกติกาการทำงานแบบเกษตรสมัยใหม่ ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการน้ำกับการทำเกษตร ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องกลไกตลาด และน้อมนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง/เกษตรทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตเพื่อสร้างรายได้ให้พออยู่พอกินอย่างยั่งยืนให้ได้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมได้เร่งขยายผลการดำเนินงานเครือข่าย ศพก. โดยจะบูรณาการการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนงานการปฏิรูปภาคการเกษตรระดับพื้นที่ ภายใต้การกำกับดูแลในภาพรวมระดับจังหวัดโดย Single Command ซึ่งในปี 2560 จะมุ่งสู่ความสำเร็จโดยเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเครือข่าย และเพิ่มศักยภาพการพัฒนา ศพก. และเครือข่าย ให้มีประสิทธิภาพในการผลิต ขณะเดียวกันยังมุ่งสร้างองค์กรเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
การบริหารจัดการ ศพก. และเครือข่ายแบบมีส่วนร่วม ทั้งนี้จะมีการประเมินผล ศพก. ทุก 3 เดือน และ 6 เดือน มีการวาง Road Map การดำเนินงานโดยกำหนดวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.ให้ ศพก.เป็นต้นแบบขับเคลื่อนการทำการเกษตรในพื้นที่ อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ และมีเครือข่าย ศพก.77 จังหวัด 9 เขต และระดับประเทศ 2.ให้ ศพก.เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตของอำเภอ เกษตรกรในพื้นที่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้จาก ศพก.ในการผลิตสินค้าเกษตรและปรับเปลี่ยนระบบการผลิตให้เหมาะสม 3.มีการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ เป็นกลไกในการมุ่งสู่เป้าหมายลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรหลักของอำเภอ

นายสมชายกล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ยังได้จัดทำโครงการศาลาเรียนรู้ ให้ศพก. โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อให้ ศพก. ก่อสร้างศาลาเรียนรู้หรือต่อเติมปรับปรุงซ่อมแซมอาคารที่มีอยู่แล้ว หรือใช้ในรายการอื่น เช่น จัดหาโต๊ะ เก้าอี้ กระดาน White board หรือชุดเครื่องเสียง เพื่อให้มีความพร้อมด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดกระบวนการถ่ายทอดความรู้/การเรียนรู้แก่เกษตรกรในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 132 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศาลาเรียนรู้ ศพก. โดยมีการรับมอบเงินบริจาคเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งกรมได้จัดทำคู่มือโครงการ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานสร้างศาลาเรียนรู้ให้ ศพก.แต่ละแห่ง พร้อมทั้งโอนเงินให้ ศพก.ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และแจ้งให้จังหวัดเร่งดำเนินการก่อสร้างแล้วเฉลี่ย ศพก.ละ 150,000 บาท สำหรับปัญหาอุปสรรคที่ได้รับแจ้งรายงานขณะนี้ พบว่า บางพื้นที่เป็นพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ หรือเป็นพื้นที่เช่า ซึ่งไม่ตรงกับเงื่อนไขในคู่มือ ดังนั้น จึงได้แจ้งให้ ศพก.ดังกล่าวทำความตกลงกับกรม เป็นรายกรณี หรือบางพื้นที่ค่าวัสดุมีราคาแพงกว่างบประมาณที่ได้รับ ก็ได้มีข้อเสนอให้ปรับลดขนาดของศาลาเรียนรู้ให้เพียงพอกับงบประมาณ หรือขอความร่วมมือให้เกษตรกรช่วยสมทบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ขนาดตามแบบมาตรฐาน เป็นต้น

‘บิ๊กฉัตร’ชงครม.อนุมัติเพิ่มวงเงินสินเชื่อเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245695

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 16.09 น.

21 พ.ย.59 นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมเสนอ ครม.วันที่ 22 พ.ย.นี้ อนุมัติเพิ่มวงเงินสินเชื่อโครงการเกษตรแปลงใหญ่ 20,000 ล้านบาท ตั้งเป้า 2 พันแปลง ปรับเปลี่ยนเป็นโครงการ 5 ปี โดยเพิ่มเงินกู้ให้กลุ่มเกษตรกรแปลงละ 10 ล้านบาท จากโครงการเดิมที่ ครม.อนุมัติไว้แปลงละ 5 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงเดิมให้เกษตรกรจ่าย ร้อยละ 0.01 และรัฐบาลชดเชยร้อยละ 3 ซึ่งในวันนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งลงแผนขยายสินเชื่อให้กับเลขาฯ ครม.แล้ว เมื่อผ่าน ครม.กลุ่มเกษตรกรกู้ได้ทันฤดูกาลเพาะปลูกนี้ จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) โดยพิจารณาจากศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรที่ยื่นแผนกู้เงิน ทั้งนี้ได้นำสองโครงการเดิมมารวมกันเป็นการจูงใจเกษตรกร ให้เกิดการร่วมกลุ่มกันลดต้นทุนผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน นำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลมาใช้พัฒนาแปลง และดูตลาด แก้ปัญหาความผันผวนด้านราคา
นายสมชาย กล่าวว่าในปีที่ผ่านมาโครงการเกษตรแปลงใหญ่ มีปัญหาล่าช้าในปี 59/60 ไม่ได้ตามเป้า โดยมีกลุ่มเกษตรกร ยื่นกู้ไปเพียง 133 ล้านบาท โดยจะเป็นกลุ่มนาข้าวแปลงใหญ่ 53 แปลง จากทั้งหมด ตั้งเป้าเกษตรแปลงใหญ่ทั่วประเทศ 650 แปลงๆ ละ 5 ล้านบาท วงเงินกู้ 3,250 ล้านบาท เป็นนาข้าวแปลงใหญ่ 381 แปลง และที่เหลือเป็นพืชอื่นๆ เนื่องจากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาอยู่ระหว่างกลุ่มเกษตรกร กำลังทำโครงการ และแผนการทำธุรกิจเสนอธกส.ถึงศักยภาพการใช้คืน
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่าเมื่อตนเข้ามารับตำแหน่ง จึงมารื้อโครงการดูทั้งหมดติดขัดอะไร โดยเฉพาะการร่วมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน รวมถึงมาตรการไม่จูงใจ ระยะเวลากู้สั้นไป วงเงินกู้น้อย จึงเปลี่ยนเป็นโครงการให้กู้ยาว 5 ปี เดิมมีปัญหาโครงการนาข้าว 5 ล้านบาท บางแปลงได้ 2-3 ล้านบาท ให้กู้เพียง 1 ปี ต่อมาเริ่มขยายมาเป็นโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพิ่มเป็น 3 ปี ในพืช 32 ชนิด
“ผมนำ 2 โครงการเดิมมารวมกันและขยาย วงเงิน 10 ล้านบาทเพื่อจูงใจ เดิมเกษตรกรไม่กู้ ระยะเวลาให้กู้สั้นไปไม่สะดวกหาซื้อเครื่องจักร ใช้ลดต้นทุนการผลิตยังไม่เท่าไร ก็ต้องรีบคืนเงินกู้แล้ว จึงมาปรับระยะเวลาและวงเงินเพิ่มจูงใจกลุ่มเกษตรกรมากขึ้น” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวอีกว่ามาตรการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรับ รอบ 2 ไปปลูกพืชอื่น 2.532 ล้านไร่ ซึ่งภายในสิ้นเดือน 30 พ.ย.นี้จะทราบชัดเจนว่ามีจำนวนเกษตรกรสมัครใจกี่ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ ขณะนี้กำลังทำประชาคมในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ชี้แจงให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพด 2 ล้านไร่ และพืชหลังนา เพื่อลดรอบการทำนา เป็นมาตราการที่ภาครัฐเข้าไปดำเนินการสนับสนุน ในพื้นที่เป้าหมายไปไร่ละ2 พันกว่าบาท รายละไม่เกิน 10 ไร่

‘ม.จ.เฉลิมศึก’ทรงเป็นปธ.บำเพ็ญพระกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245651

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 11.51 น.

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 21 พฤศจิกายน ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินเป็นวันที่ 39  พล.ท. ม.จ.เฉลิมศึก ยุคล ทรงเป็นประธานบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย หน้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช ทรงกราบหน้าพระโกศพระบรมศพ หลังจากนั้นทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร จากนั้นถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดอนงคารามวรวิหาร และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 20 พ.ย.59

รายงานพิเศษ : เปิดตลาดข้าวสารในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล กระจายข้าวสารสหกรณ์ช่วยเหลือชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245570

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากการที่ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งขยายตลาดข้าวสารของสหกรณ์ให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัญหาสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรที่ เป็นชาวนาส่วนใหญ่ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ มีถึงประมาณ 1.8 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 50% ของเกษตรกรที่ทำนาทั้งประเทศ 3.6 ล้านคน) ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น การช่วยดึงชัพพลายข้าวเปลือกเพื่อการแปรรูปเป็นข้าวสาร การกระจายข้าวสารออกสู่ตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกที่ทำนามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ขบวนการสหกรณ์เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเหลือกันตามหลักและอุดมการณ์สหกรณ์

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ประสานกับขบวนการสหกรณ์ไทย รวมทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานภายนอก จัดทำโครงการข้าวสารสหกรณ์ช่วยชาวนา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกที่ทำนาให้ได้รับราคาและรายได้ที่เป็นธรรมจากการผลิตสินค้าข้าว โดยการเปิดพื้นที่เพื่อเป็นจุดจำหน่ายข้าวหอมมะลิของสหกรณ์ ในการช่วยระบายผลผลิตออกสู่ตลาด ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรที่มีโรงสีข้าว จำนวน 133 แห่ง มีกำลังการผลิตข้าวสารรวมวันละ 5,464 ตัน โดยเป็นโรงสีที่ผ่านการรับรองระบบมาตรฐาน GMP แล้ว 35 แห่ง และสหกรณ์มีความพร้อมสามารถผลิตข้าวสารบรรจุลงถุงพร้อมจำหน่ายได้ จำนวน 47 แห่งกำลังการผลิตข้าวสารพร้อมจำหน่ายได้วันละ 2,170 ตัน ดังนั้นสหกรณ์จึงมีศักยภาพและความพร้อมในการดำเนินธุรกิจแปรรูปและจำหน่ายข้าวสารออกสู่ตลาด ซึ่งหากมีการขยายช่องทางการจำหน่ายข้าวสารได้เพิ่มมากขึ้น ขบวนการสหกรณ์ก็จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตข้าวสารได้เต็มที่ เพื่อรองรับปริมาณความต้องการของผู้บริโภค

ทั้งนี้ เบื้องต้นกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้วางแผนการกระจายผลผลิตข้าวสารสหกรณ์ โดยแจ้งไปยังสหกรณ์การเกษตร 8 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำข้าวสารมาจำหน่ายสู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ 100%คุณภาพดี เกรดพรีเมียม ผลิตจากโรงสีสหกรณ์ที่ได้มาตรฐาน GMP ซึ่งขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุนเปิดพื้นที่เป็นจุดจำหน่ายข้าวสารของสหกรณ์ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภายนอก ซึ่งวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ได้เริ่มเปิดจำหน่ายที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ กรมชลประทาน สามเสน และเปิดจำหน่ายที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรและสหกรณ์ (อ.ต.ก.) ระหว่างวันที่ 5-24 พฤศจิกายน 2559 ส่วนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมหม่อนไหม กรมพัฒนาที่ดิน และกรมประมง ได้วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละจุดจะจำหน่ายข้าวสารประมาณ 10 ตัน

สำหรับหน่วยงานภายนอกกระทรวงเกษตรฯ ขณะนี้ได้ประสานกับหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรม “ข้าวสารสหกรณ์ ช่วยชาวนา” พร้อมปล่อยคาราวานรถบรรทุกข้าวสารจากจังหวัดร้อยเอ็ด นครราชสีมา สุรินทร์ ยโสธร บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และอุบลราชธานี วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ณ กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข บริษัททิพยประกันภัย จำกัด ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ถนนพหลโยธิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ถนนวิภาวดีรังสิต สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งปริมาณข้าวสารที่จะไปวางจำหน่ายแต่ละจุดไม่น้อยกว่า 3 ตัน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสบริโภคข้าวของสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนที่ซื้อข้าวสารจากสหกรณ์ เป็นข้าวสาร ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม เท่ากับสามารถช่วยซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรสมาชิกที่ทำนาถึง 15 กิโลกรัม หรือเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มจากราคาข้าวเปลือกจากสหกรณ์ 165 บาท/15 กิโลกรัม (ณ ความชื้น 15 %) หรือราคาข้าวเปลือก 11 บาท/กิโลกรัมข้าวเปลือก หรือ 11,000 บาท/ตันข้าวเปลือก) เป็นการช่วยขยายโอกาสให้ข้าวสารของสหกรณ์ได้เข้าถึงผู้บริโภคในกรุงเทพฯให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และคาดหวังว่าจะส่งผลต่อการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถขายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรมได้อีกทางหนึ่งด้วย