วิบากกรรมบิ๊กตู่ พิษคนใกล้ตัวทำให้เสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/238561

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ขณะที่เรตติ้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังเป็น
ที่ศรัทธาของมหาชนส่วนใหญ่อย่างคงเส้นคงวาซึ่งสะท้อนจากผลสำรวจของโพลล์สำนักต่างๆ ทำให้เส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯคนนอกมีแนวโน้มสดใส ในทางกลับกันแกนนำคนสำคัญของขบวนการเพื่อแม้วกำลังเข้าตาจนทยอยใช้กรรมจากคดีสำคัญกันเป็นทิวแถวโดยเฉพาะคดีโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตอย่างมโหฬารและสร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ที่งวดเข้ามาทุกขณะโดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดและพวกเป็นจำเลยคนสำคัญแต่แล้วกลับมีการปูดข้อมูลลับอื้อฉาวเกี่ยวกับคนใกล้ตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ออกมามากขึ้นเรื่อยๆ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจหลังจากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม กำลังถูกโจมตีอย่างหนักในเรื่องถลุงงบประมาณแผ่นดินเกือบ 21 ล้านบาท ในการเหมาเครื่องการบินไทยพาคณะไปร่วมประชุมรมว.กลาโหมอาเซียนและรมว.กลาโหมสหรัฐ ที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกาก่อนหน้านี้ โดยชี้ว่า เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับคนใกล้ตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ ในทำนองเดียวกันหลุดออกมาอย่างต่อเนื่องทั้งปมกรณีภรรยาและลูกชายของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ และตามมาติดๆ ด้วยเรื่องอื้อฉาวกรณีของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งข้อมูลที่หลุดออกมาคนนอกไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้แน่ แสดงว่าต้องมีเกลือเป็นหนอนชี้เบาะแสเพื่อให้คนนอกและสื่อนำไปขยายผลจนบานปลาย

นายนิพิฏฐ์ ยังให้ความเห็นว่าหากรัฏฐาธิปัตย์ยังปล่อยให้ข่าวในทำนองนี้ออกมาเรื่อยๆก็จะทำให้ประชาชนมองว่า คณะรัฐประหารไม่ได้ต่างจากนักการเมือง ซ้ำนักการเมืองยังมีข้อดีมากกว่าเพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

แต่ไม่ว่าจะมีขบวนการหนอนบ่อนไส้ในกองทัพหรือในรัฐบาลที่วางแผนเจาะยางบ่อนทำลายคสช.ที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปประเทศหวังเปิดทางให้ขบวนการเพื่อแม้วกลับมามีอำนาจอีกครั้งหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือหากเป็นเรื่องจริงและยังเกิดอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเกิดเรื่องอื้อฉาวร้ายแรงอาจกลายเป็นระเบิดเวลาก่อวิกฤติศรัทธาต่อตัว พล.อ.ประยุทธ์ และเป็นอุปสรรคต่อภารกิจสำคัญในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

จากเรื่องไม่ดีไม่งามที่เกิดขึ้นเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังพอเข้าใจ แยกแยะได้ว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่กระนั้นก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ หรือคนในรัฐบาลต้องไม่ออกมาแสดงท่าทีเชิงปกป้อง ขณะเดียวกันต้องเร่งกำจัดจุดอ่อนปราม
ทั้งคณะรัฐมนตรีและเครือญาติใกล้ชิดไม่ให้ก่อเรื่องที่ไม่ดีไม่งามอีก ซึ่งการอารมณ์เสียอ้างว่าถูกสื่อจ้องจับผิดคงไม่ช่วยแก้ปัญหา เพราะหากคนใกล้ตัวไม่ประพฤติเสื่อมเสียจริงก็คงไม่เกิดเรื่องจนถูกจ้องจับผิดได้

แม้ประชาชนยังศรัทธาในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและตั้งใจแก้ปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง แต่หากยังขืนปล่อยให้คนใกล้ชิดประพฤติไม่เหมาะสมตกเป็นข่าวอื้อฉาวซ้ำซากย่อมสั่นคลอนศรัทธาของมหาชนที่มี พล.อ.ประยุทธ์ คสช. และรัฐบาล ซึ่งประชาชนจะแสดงออกผ่านการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า

ทีมข่าวการเมือง

วัดใจปชป.จับมือเพื่อแม้ว สกัดบิ๊กตู่นั่งนายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/238382

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ขณะที่พรรคเพื่อแม้ว โดยนายสามารถ แก้วมีชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จะออกมาแบไต๋พร้อมจับมือพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลหวังสกัดนายกฯคนนอก แต่ระดับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังกั๊กสงวนท่าทีจะมีก็แต่นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.ออกมาย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อแม้วเด็ดขาด

แต่การเมืองเป็นเรื่องที่เปลี่ยนได้ตลอดเวลาและในอดีตบางเรื่องเปลี่ยนอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ก็เคยมีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว ซึ่งจุดยืนท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ก็เช่นกันต้องจับตาดูจนถึงวินาทีสุดท้ายว่าจะจูบปากกับพรรคเพื่อแม้ว ซึ่งเป็นศัตรูทางการเมืองเพื่อร่วมกันสกัดนายกฯคนนอกหรือไม่

ทั้งนี้ เกิดคำถามว่า หนึ่งในอุดมการณ์หลักของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ซึ่งที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านได้เปิดโปงการทุจริตของรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณมาตลอด ซึ่งที่สำคัญคือเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลโครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มีการโกงชาติปล้นแผ่นดินมโหฬารและสร้างความพินาศล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

ยังไม่ต้องพูดถึงขบวนการเพื่อแม้วเคยก่อจลาจลทั่วกทม. โดยม็อบเสื้อแดงที่บ้าคลั่งกลุ่มหนึ่งถึงกับบุกกระทรวงมหาดไทย หมายสังหาร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่พัทยา เมื่อปี 2552 ตามด้วยการสร้างสถานการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองปี 2553 จนนายอภิสิทธิ์ ต้องยุบสภา

เมื่อเป็นอย่างนี้ทำให้เกิดคำถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะจับมือเพื่อสนองประโยชน์ทางการเมืองของพรรคเพื่อแม้วในการสกัดนายกฯคนนอกที่กำลังจะเดินหน้าปฏิรูปประเทศเพื่อขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอย่างนั้นหรือ และถ้าจะว่าไปแล้วช่องทางที่จะมีนายกฯคนนอกก็เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งที่เตือนสติพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ หากประชาธิปัตย์กับเพื่อแม้วจับมือกันตั้งรัฐบาลไม่ว่าหัวหน้าพรรคไหนจะเป็นนายกฯก็แล้วแต่ แน่นอนว่าฝ่ายพรรคเพื่อแม้วจะต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อใช้อำนาจรัฐแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญในคดีโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งเหล่าบริวารขบวนการเพื่อแม้วที่เป็นจำเลยคดีทุจริตและคดีความมั่นคงอีกมากมาย อีกทั้งขบวนการเพื่อแม้วจะไม่มีทางเลิกธาตุแท้อันชั่วร้ายเหมือนในอดีต จึงเกิดคำถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะจับมือกับพรรคเพื่อแม้วหรือไม่

เพราะฉะนั้นต้องจับตาต่อไปและจะเป็นการวัดใจพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะยอมเปลี่ยนจุดยืนหันจับมือกับพรรคเพื่อแม้วที่เป็นธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมเพื่อร่วมกันสกัดนายกฯคนนอกที่จะเข้ามาปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่

ทีมข่าวการเมือง

ธาตุแท้เพื่อแม้วแบะท่าจับมือปชป. ทำทุกทางต้านบิ๊กตู่เดินหน้าปฏิรูปปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/238189

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ขณะที่เส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯคนนอกของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นับวันจะชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากผลพวงของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปและผลการตีความร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สามารถร่วมกับสส.ในการเข้าชื่อขอยกเว้นนายกฯจากบัญชีพรรคการเมือง เพื่อเปิดทางให้มีนายกฯคนนอก ทำให้แกนนำขบวนการเพื่อแม้วดาหน้าออกมาทำทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านนายกฯคนนอก

ล่าสุด นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรและอดีตสส.พรรคเพื่อแม้ว ถึงกับออกมาส่งสัญญาณแบะท่าพร้อมจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาลของพรรคเพื่อแม้ว หวังร่วมกันตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าเพื่อสกัดนายกฯคนนอก

ทั้งนี้แม้สว.จะมีสิทธิร่วมเข้าชื่อเพื่อขอยกเว้นการเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคการเมือง แต่ก็จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคการเมืองได้แล้วเท่านั้น ซึ่งหากบรรดาพรรคการเมือง โดยเฉพาะสองพรรคใหญ่ คือ เพื่อแม้ว กับประชาธิปัตย์ รวมหัวจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล โดยหัวหน้าพรรคที่ได้เสียงมากกว่าขึ้นเป็นนายกฯ หรืออาจถึงขั้นพรรคเพื่อแม้วยอมเปิดทางให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นนายกฯแม้พรรคเพื่อแม้วจะได้จำนวนสส.มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีเป้าหมายที่มุ่งสกัดนายกฯคนนอก

แต่เกมโยนหินถามทางของ นายสามารถถูกตอบโต้ทันทีจาก นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ชี้ว่า นายสามารถ เป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือเพราะยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ไม่เคารพข้อบังคับการประชุมสภาและรัฐธรรมนูญด้วยการหักดิบผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย และทำตัวเป็นหุ่นยนต์พูดได้ แล้วยังมีหน้ามาเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคที่เคยโกงชาติปล้นแผ่นดิน

“ข้อเสนอดังกล่าวเป็นแค่ฝันในฤดูน้ำหลากเท่านั้น ผมขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องฟังคำสั่งทางโทรศัพท์จากคนบงการจากต่างประเทศเหมือนที่พรรคเพื่อไทยเป็นอยู่”

การออกมาแบะท่าโยนหินถามทางของแกนนำพรรคเพื่อแม้วที่จะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ จึงสะท้อนถึงความพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด โดยพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางแม้แต่การยอมจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคู่ปรับที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยหวังอย่างเดียวมุ่งสกัดเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯคนนอกของ “บิ๊กตู่” ที่มุ่งมั่นเดินหน้าวางรากฐานปฏิรูปประเทศให้พ้นจากวงจรอุบาทว์ของธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม อันชั่วร้ายซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

ทีมข่าวการเมือง

ปู-เพื่อแม้วดับเครื่องชน เลือดเข้าตาพิษคดีจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/238067

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

คดีโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตโกงชาติปล้นแผ่นดินอย่างมโหฬารและสร้างความเสียหายล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์คาดว่าเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 7 แสนล้าน และยังส่งผลกระทบมาจนปัจจุบันและอนาคตคืบหน้ามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ได้ลงนามในคำสั่งปกครองเพื่อฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ และพวกรวม 6 คน กรณีทุจริตการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจีเก๊ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อรัฐเป็นมูลค่าราว 2 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่งที่มี นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน สรุปตัวเลขเพื่อฟ้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯชดใช้ความเสียหายแก่รัฐเป็นมูลค่า 3.57 หมื่นล้านบาท ฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหาย

คดีโครงการรับจำนำข้าวนั้นแยกเป็นสองส่วนคือ คดีทางอาญาซึ่งมีโทษจำคุกและคดีทางแพ่งฟ้องเรียกค่าเสียหายแก่แผ่นดิน โดยคดีทางอาญาขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายบุญทรง และพวกเป็นจำเลย โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกดำเนินคดีในข้อหากระทำผิดต่อหน้าที่ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตและสร้างความเสียหายแก่รัฐมูลค่ามหาศาล ส่วน นายบุญทรง และพวกถูกตั้งข้อหาร่วมกันทุจริตการซื้อขายข้าวจีทูจีเก๊ ซึ่งโทษทางอาญาสูงสุดคือจำคุก 10 ปี และเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม กว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำตัดสินคาดว่าคงจะเป็นราวกลางปีหน้าก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป

ส่วนทางแพ่งเพื่อฟ้องให้จำเลยชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินแยกเป็นสองคดีคือการฟ้องทางปกครองต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐซึ่งขณะนี้กำลังรอการสรุปตัวเลขการชดใช้โดยคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่ง โดยมีข่าวว่าตัวเลขล่าสุดที่คณะกรรมการเคาะออกมาก็คือ ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ความเสียหายมูลค่าเพียง 35,717 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่สำนักนายกฯตั้งขึ้นก่อนหน้านี้เคยสรุปตัวเลขความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวมีมูลค่าสูงถึง 286,639 ล้านบาท

ส่วนการฟ้องทางแพ่งอีกคดีหนึ่งก็คือ กรณีซื้อขายข้าวจีทูจีเก๊ที่มีการลงนามในคำสั่งปกครองให้ นายบุญทรง และพวกชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐเป็นมูลค่ารวม 2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย นายบุญทรง ต้องชดใช้ราว 1.7 พันล้านบาท นายภูมิ 2.2 พันล้านบาท และอีก 4 คน รายละ 4 พันล้านบาท คือ พ.ต.น.พ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการรมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ

คดีฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายคืนแก่รัฐเริ่มเดินหน้าด้วยมาตรา 44 ที่เปิดทางให้กรมบังคับคดีซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการยึดทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการ ประกอบกับคำสั่งตามมาตรา 44 ที่ให้การคุ้มครองสร้างความมั่นใจแก่ข้าราชการว่าจะไม่ถูกเช็คบิลในภายหลังทำให้การเดินหน้าคดีทางแพ่งเป็นไปอย่างราบรื่นไม่เกิดการสะดุดเกียร์ว่างจากข้าราชการที่เกี่ยวข้อง

สำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ นายบุญทรง ตลอดจนบรรดาบริวารระบอบทักษิณทั้งหลายพยายามดิ้นรนหนีโทษความผิดสุดฤทธิ์โดยพยายามตะแบงอ้างว่าคดีโครงการรับจำนำข้าวเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองและตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ก็ข่มขู่บรรดาข้าราชการว่าให้ระวังจะถูกเอาคืนหากระบอบทักษิณกลับมามีอำนาจอีกครั้ง หรือแม้แต่ขู่จะฟ้องกลับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)

อาการดังกล่าวสะท้อนถึงความหวาดหวั่นและดิ้นรนหวังเอาตัวรอดในยามใกล้เข้าตาจน และที่สำคัญกว่าคดีทางแพ่งก็คือคดีทางอาญาที่มีโทษถึงขั้นจำคุก ซึ่งหากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวกผิดจริงและให้รับโทษโดยไม่รอลงอาญาเท่ากับต้องเดินเข้าคุกทันที และที่สำคัญคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ นายบุญทรง ต้องปิดฉากหมดอนาคตทางการเมืองเนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหมดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับตลอดชีวิตซึ่งนี่คือสิ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ นายบุญทรง หวาดผวาที่สุด

ทั้งนี้คดีโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตอย่างมโหฬารและสร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นข่าวใหญ่อื้อฉาวที่ถูกจับตาจากสังคมว่าจะมีจุดจบอย่างไร โดยคนที่โกงชาติปล้นแผ่นดินสร้างความล่มจมให้ชาติบ้านเมืองจะลอยนวลหรือไม่ หรือจะเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สร้างบรรทัดฐานให้เห็นว่า ใครก็ตามที่ทำร้ายแผ่นดินแม้จะเป็นถึงอดีตนายกฯหรือยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตามต้องชดใช้กรรมที่ก่ออย่างสาสมเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ทีมข่าวการเมือง

ผลตีความศาลรธน.เพิ่มโอกาส เปิดทางบิ๊กตู่นั่งนายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/237971

วันเสาร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ผลพวงจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ออกมาถือเป็นการเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีโอกาสนั่งนายกฯคนนอกอีก 8 ปีหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า

ทั้งนี้ สาระสำคัญตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข มาตรา 272ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็น คือ ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในการประชุมวาระแรกให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมาจากการสรรหาโดยคสช. มีสิทธิที่จะร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการเข้าชื่อเสนอขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯจากบัญชีซึ่งบรรดาพรรคการเมืองเสนอ 3 รายชื่อ ซึ่งก็คือสามารถเสนอชื่อนายกฯคนนอกได้ โดยการเข้าชื่อขอยกเว้นให้ใช้เสียงของ สส.และสว. (สส.มี 500 คน-สว.มี 250 คน) รวมกันต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งหรือมากกว่า 376 เสียงขึ้นไป จากเดิมที่กำหนดให้ใช้เฉพาะเสียงของสส.มากกว่ากึ่งหนึ่งหรือมากกว่า 251 เสียงเท่านั้น

ผลพวงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเท่ากับเพิ่มโอกาสให้มีนายกฯคนนอก จากการเปิดโอกาสให้สว.ร่วมเข้าชื่อขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯจากบัญชีพรรคการเมือง ซึ่งเฉพาะสว.ที่สรรหาโดยคสช.ก็ปาเข้าไป 250 เสียงแล้ว หากมีพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กรวมตัวกันร่วมเข้าชื่อกับสว. ขอให้ยกเว้นการเสนอนายกฯตามบัญชีพรรคการเมืองเท่ากับโอกาสที่จะมีนายกฯคนนอกเป็นไปได้สูงมาก

พรรคใหญ่ซึ่งมีจุดยืนแสดงตัวเป็นศัตรูของคสช.ตลอดกาลและต่อต้านนายกฯคนนอกหัวชนฝาอย่างชัดเจนก็คือพรรคเพื่อแม้ว ส่วนพรรคใหญ่อันดับสอง อย่างพรรคประชาธิปัตย์นั้น มีจุดยืนและเป็นคู่แข่งตลอดกาลของพรรคเพื่อแม้ว ดังนั้นไม่แน่หากสถานการณ์จำเป็นบังคับ หรือถึงทางตันมีความเป็นไปได้ที่ประชาธิปัตย์อาจร่วมเข้าชื่อเพื่อเปิดทางให้มีนายกฯคนนอก

อย่างไรก็ตาม แม้กติกาใหม่จะเปิดทางให้สว.ร่วมกับสส.เข้าชื่อขอให้ยกเว้นการตั้งนายกฯจากบัญชีพรรคการเมือง แต่การลงมติเพื่อขอยกเว้นดังกล่าวต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภาหรือมากกว่า 500 เสียง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน โดยเฉพาะหาก 2 พรรคใหญ่ คือ เพื่อแม้วจับมือกับประชาธิปัตย์ เว้นแต่พรรคเพื่อแม้วจะได้จำนวน สส. หลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าลดฮวบลงอย่างมาก ขณะที่สว. 250 เสียง รวมทั้งพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก และอาจรวมถึงประชาธิปัตย์จับมือกันเปิดทางให้มีนายกฯคนนอก

นอกจากนี้อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับการมีนายกฯคนนอกก็คือ รัฐธรรมนูญกำหนดให้วาระแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นที่มีสิทธิเลือกนายกฯจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งหากบรรดาพรรคการเมืองพร้อมใจกันโดยตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ลงตัวในการจัดตั้งรัฐบาลผสมโดยเฉพาะสองพรรคใหญ่ คือ เพื่อแม้ว กับประชาธิปัตย์ หนทางสู่นายกฯคนนอกก็คงไม่เกิด เว้นแต่บรรดาพรรคการเมืองจะตกลงกันไม่ได้จึงเปิดช่องเข้าสู่ขั้นตอนการมีนายกฯคนนอกตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็คือวาระการดำรงตำแหน่งของสว.ที่กำหนดไว้ 5 ปี ให้เริ่มนับเมื่อมีทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้ว ซึ่งการที่สว.มีวาระอยู่ในตำแหน่ง 5 ปี เท่ากับเปิดทางให้สว.มีสิทธิในการร่วมขบวนการสรรหานายกฯได้ตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย หรือ 8 ปีเพราะสภาผู้แทนราษฎรมีวาระเพียง 4 ปี ก็ต้องเลือกตั้งและมีการสรรหานายกฯคนใหม่ แต่สว.มีอายุ 5 ปี มากกว่าสภาผู้แทนราษฎร

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ถึงบอกเป็นนัยว่ามีความเป็นไปได้ที่นายกฯคนนอกอาจอยู่ในตำแหน่งได้นาน 8 ปี
แต่นั่นหมายถึงต้องเป็นบุคคลที่มีบารมีเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริงเท่านั้นถึงจะอยู่ได้อึด

จากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เพิ่มโอกาสให้มีนายกฯคนนอกจึงไม่แปลกที่ นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อแม้ว ซึ่งเป็นศัตรูกับคสช. จะออกมาดักทางต่อต้านนายกฯคนนอก ด้วยการให้ความเห็นอ้างว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงการลงมติขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯจากบัญชีของพรรคการเมืองที่เดิมกำหนดให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา แต่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้เสียงเหลือเพียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภาเท่านั้นเท่ากับเปิดโอกาสที่จะได้นายกฯคนนอกสูงขึ้น

นอกจากนี้การกำหนดให้สว.อยู่ในอำนาจต่อเนื่อง 5 ปี แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงหรือต้องยุบสภาก็ตามเท่ากับเปิดช่องให้นายกฯคนนอกมีโอกาสอยู่ได้ยาวถึง 2 สมัย ของสภาผู้แทนราษฎร หรือ 8 ปี และหากนับรวมช่วงเตรียมการเลือกตั้งด้วยเท่ากับนายกฯคนนอกอยู่ในอำนาจยาวนานถึง 10 ปี

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบให้ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด เชื่อว่าพรรคใหญ่สองพรรคในปัจจุบันจะไม่สามารถจับมือกันตั้งรัฐบาล ดังนั้นโอกาสที่จะมีนายกฯคนนอกจึงเป็นไปได้สูง และเป็นไปได้ที่พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีสายสัมพันธ์กับทหารจะจับมือกันตั้งรัฐบาลโดยมีนายกฯคนนอก”

นายชัยเกษม ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีการผลักดันให้มีนายกฯคนนอกได้สำเร็จ แต่การบริหารประเทศก็คงไม่ราบรื่นเพราะการออกกฎหมายหรือการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องอาศัยเสียงของ สส. เท่านั้น

ทั้งนี้ นายกฯคนนอกจะเกิดขึ้นหรือไม่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญคือพลังมหาชนผู้เป็นเสียงสวรรค์ และผลการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า จะออกมาอย่างไร ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดอนาคตของประเทศว่าจะเดินไปข้างหน้าเพื่อปฏิรูปประเทศหรือจะย่ำอยู่กับวงจรอุบาทว์ธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมแบบเดิมๆ

ทีมข่าวการเมือง

“เบส-อรพิมพ์”น้ำตาคลอเปิดใจขอโทษคนอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249440

สาน, อีก, เบสขอโทษคนอิสาน, เบอน้ำตาคลอขอโทษคนอิสาน, เบสยอมขอโทษคนอิสาน, เบส, อรพิมพ์, น้ำตา, คลอ, เปิดใจ, ขอโทษ, อีสาน, เบส-อรพิมพ์

การเมือง  : 18 พ.ย. 2559

“เบส-อรพิมพ์”น้ำตาคลอเปิดใจขอโทษคนอีสาน

‘เบส-อรพิมพ์’ เปิดใจขอโทษคนอีสาน เผยคลิปที่เห็นเป็นเพียงบางส่วนที่ถูกตัดเป็นก้อน ๆ ยืนยันมีเจตนาพูดเพื่อปลุกใจให้คนกลับมาคิดถึงสิ่งที่ลืมไป

     เมื่อเวลา 18.30น. วันที่ 18 พฤศจิกายน  น.ส.อรพิมพ์ รักษาผล หรือ เบส นักพูดสาวให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ถามตรงๆ ทางช่องไทยรัฐ ระบุถึงคลิปที่พาดพิงคนภาคอีสานว่า คลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่จังหวัดมหาสารคาม เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2559 ตอนนั้นได้รับความไว้วางใจพูดเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจ และปิดท้ายด้วยเรื่องของพระงอค์ท่าน ผู้ใหญ่เห็นว่าน่าจะพูดเรื่องการสร้างจิตสำนึกพลเมืองได้ จึงได้ไปงานของกองรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งไม่ใช่แค่ที่เดียว ไปหลายจังหวัด หลายภาค แล้ววิธีการสื่อสารของแต่ละภาคก็จะเป็นแบบนั้น จะเรียกคนภาคนั้นเป็นแบบนั้น เช่นคนภาคอีสาน คนภาคใต้ คนภาคเหนือ คนกรุงเทพฯ แต่กลุ่มก้อนของการพูดทั้งหมดจะเป็นกลุ่มก้อนของการรู้หน้าที่พลเมืองและการพูดเรื่องรักสถาบัน ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ซึ่งต้องยอมรับว่าในพื้นที่ที่เราไปอาจจะมีการเข้าใจผิดบ้าง หรือน้องๆ ไม่ได้รับข้อมูล หรือไม่ไดด้รู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจบ้าง

น.ส.อรพิพม์ กล่าวว่า วิธีการสื่อสารขอถ้าเป็นผู้ใหญ่จะสื่อสารอีกแบบ แต่วิธีการสื่อสารกับเด็กจะใช้ภาษาเป็นกันเอง ภาษาแบบวัยรุ่นแบบเด็ก ถ้าผู้ใหญ่ฟังอาจจะสงสัยว่าทำไมเป็นภาษาง่ายๆ แต่จะพยายามสื่อสารกับเด็ก ซึ่งวันนั้นคนฟังเป็นเยาวชนระดับมหาวิทยาลัย ที่รับฟังเกี่ยวกับหน้าที่พลเมือง เป้าหมายของงานอยากให้น้องๆ รู้หน้าที่ของการเป็นพลเมือง รักชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์เพื่อให้เดินหน้าประเทศไทยต่อไป

นักพูดสาว กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องการสื่อ ถ้าฟังทั้งหมด 1 ชั่วโมง 30 นาทีของการบรรยายจะเข้าใจ แต่ถ้าตัดออกเป็นก้อนๆ ตอนๆ ส่วนๆ ท่านจะไม่เข้าใจบริบทก่อนหน้าและหลังจากนั้นคืออะไร ก่อนหน้านี้โยงเรื่องพลเมือง จากนั้นโยงให้ทุกคนรักชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ กลุ่มก้อนตรงกลางเป็นการปลุกใจในภาษาของตน ให้ฮึกเหิมให้หวนกลับมาคิดถึงสิ่งที่ลืมไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการล่วงเกินหรือหยามหมิ่นเพราะถ้าเป็นภาคอื่นจะพูดแบบนี้

อย่างไรก็ตามถ้าดูทั้งหมดจะเข้าใจมากขึ้น แต่ถ้าดูแค่กลุ่มก้อนนั้น ส่วนตัวเองฟังแล้วก็เข้าใจว่ามันดูดุร้าย ดูเข้าใจยากได้จริง จึงอยากให้ทุกคนฟังทั้งหมดแล้วจะเข้าใจเจตนาที่จะให้ทุกคนหันกลับมามองสิ่งที่เราละเลยโดยเฉพาะเด็กๆ

“เบสอยากจะบอกว่าทุกที่ที่ไปเน้นแบบนี้หมดไม่ใช่แค่ภาคใดแต่ทุกที่มีคนที่เข้าใจถูกเข้าใจผิดหมด เพราะฉะนั้นทุกที่ที่มีการบรรยาย ถ้าจะบรรยายราบเรียบจะไม่ครอบคลุมบางส่วนที่อาจจะได้รับข้อมูลคลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้นทุกที่ที่ไปจะหาข้อมูลก่อนว่าเราสมควรจะพูดอย่างไรให้กลุ่มคนตรงนั้น จึงมีการหาข้อมูลแล้วว่าภาคต่างๆทีไปจะเน้นเรื่องอะไรอย่างไร  เพราะทุกๆที่ที่ไปเบสก็พูดอย่างนี้ แต่คลิปที่ออกมาเป็นของภาคอีสานก็แค่นั้นเอง แต่เบสยืนยันว่าไม่ได้มีความหมายที่จะล่วงเกินแม้แต่นิดเดียว”

น.ส.อรพิมพ์ กล่าวอีกว่า ประโยควันนั้นต้องการสื่อว่า วันนี้น่าจะหันกลับมาศึกษาเรียนรู้ มองภาพรวมของประเทศชาติบ้านเมือง อยากให้หันกลับมามองความเหน็ดเหนื่อยของสถาบันกษัตริย์ อยากให้หันกลับมามองการเดินหน้าของประเทศไทยที่จะเดินต่อไปได้ถ้าทุกคนหันมามองสิ่งที่มีความหมายร่วมกัน สิ่งที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิดตใจ  ถึงเวลาที่เราจะมามองสิ่งเดียวกันและรักสามัคคีกัน ไม่แตกแยก

“เบสอยากขอโทษ ไม่ได้ขอโทษเพื่อให้เรื่องจบ แต่ขอโทษจากหัวใจจริงๆ เบสทำงานด้านนี้มา 10 กว่าปี เพราะอย่างเดียวคือวันหนึ่งเบสอยากจะมีส่วนในการใช้เสียงของเบสในการช่วยสร้างสิ่งดีๆ ในประเทศชาติ วันนี้คำพูดตอนหนึ่งที่ถูกตัดออกมามันกลายเป็นการจุดชนวนบางอย่างของความแตกแยก จึงอยากขอโทษที่คำพูดของเบสไปทำให้พี่น้องชาวอีสานรู้สึกไม่ดี  เบสไม่มีทางที่จะคิดกับพี่น้องคนอีสานไม่ดี อยากขอโทษด้วยใจจริง ให้อภัยหรือไม่ให้อภัยก็ไม่เป็นไร แต่เบสไม่อยากให้สิ่งที่พูดออกมาจากความตั้งใจในการทำงานจุดชนวนให้เราไม่รักกันหรือแตกแยกกัน หรือมาทะเลาะกันในประเด็นที่เปราะบางมาก เบสไม่โทษใครเลยมันเป็นเพราะสิ่งที่เบสพูดไป ถ้าท่านได้ฟังทั้งหมดจะเข้าใจ ว่าเบสไม่มีเจตนาที่ไม่ดีเลยกับพี่น้องคนอีสาน” เบส กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

 

จนท.ไม่มีสิทธิ์ให้แซงคิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249435

ข่าวการเมือง คมชัดลึก, จนท, ไม่, มีสิทธิ์, ให้, แซงคิว, อำนวย, รวมพลังแห่งความภักดี

การเมือง  : 18 พ.ย. 2559

จนท.ไม่มีสิทธิ์ให้แซงคิว

กอร.รส.”ย้ำจนท.ไม่มีสิทธิ์ให้แซงคิวสักการะพระบรมศพ แนะปชช.ทยอยเดินทางมาสนามหลวง ยกเหตุจะได้ไม่ต้องรอนาน ด้าน“อำนวย”เผยกทม.พร้อมส่งมอบพื้นที่สนามหลวง 10 ม.ค.0

          18 พ.ย. 59 – ที่กองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่1 ในฐานะรองผู้อำนวยการกอร.รส. กล่าวภายหลังการประชุมร่วม กอร.รส.ว่า ตามที่นายกฯได้มีแนวคิดให้จัดงกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี” ในวันที่ 22 พ.ย. นี้ ซึงทางศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ได้ให้ทาง กอร.รส. ร่วมกิจกรรมด้วย โดยเราจะร่วมกิจกรรมดังกล่าว แต่ยังคงอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเหมือนเดิม ซึ่งในเวลา 8.00 น. ของวันดังกล่าว จะหยุดแถวประชาชน แล้วให้ร่วมร้องเพลงชาติ กล่าวสัตย์ปฏิญาณ และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี โดยเราจะมอนิเตอร์ภาพจากทำเนียบรัฐบาลขึ้นจอโปรเจคเตอร์ด้วย ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวเราจะให้ประชาชนร่วมโดยไม่ต้องเคลื่อนย้าย ขณะนั้นยืนอยู่จุดไหน หรือเข้าคิวตรงไหนก็ให้ร่วมตรงนั้น

พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ในการอำนวยความสะดวกให้ปับประชาชนชนที่จะเดินทางมาในสนามหลวงสุดสัปดาห์นี้ ที่จะมาเป็นจำนวนมาก เราจะมีการเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกในจุดพักประชาชนฝั่งทิศเหนือ ซึ่งรองรับประชาชนได้ 12,000 คน ทั้งนี้ในช่วงเวลา 04.00 น. นั้น ซึ่งเป็นเวลาที่มีประชาชนบางส่วนเดินทางมาถึงแล้ว เราก็ได้เปิดให้เข้าสนามหลวง 4 จุดด้วยกัน ประกอบด้วย วงเวียนหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน, สะพานช้างโรงสี, สะพานข้ามคลองโรมแรมรัตนโกสินทร์ และหน้าแยกพระจันทร์ สาเหตุที่เปิดเพียง 4 จุด เพราะอาสาสมัครมีไม่เพียงพอ จากนั้นเวลา 5.00 จะเปิดให้เข้าได้ทั้ง 8 จุด ตามปกติ

นอกจากนี้ พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ในแต่ละวันมีประชาชนมารอเข้าคิวประมาณ 20,000 คน ต่อวัน ในขณะที่จุดรอคอยจุดคนได้เพียง 12,000 เท่านั้น ทำให้เกิดความล่าช้าในการรอสักการะพระบรมศพ ทำให้ต้องยืนรอถึง 10 ชม. จึงขอความร่วมมือให้ประชาชนทยอยกันเดินทางเข้ามา เพราะหากมาเยอะกันช่วงเช้าทีเดียวก็จะทำให้ยืนรอนาน ทั้งนี่อยากให้ประชาชนที่มาได้สร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างใกล้ๆ บอกข้อมมูลว่าเรามีโรคประจำตัวอะไรบ้าง หากเกิดเหตุฉุกเฉินเจ้าหน้าที่จะได้ช่วยได้เร็วขึ้น นอกจากนี้เราจะทดลองแจกใบลาแถวชั่วคราวในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ประชาชนในแถวสามารถทำธุระส่วนตัวได้ โดยไม่เสียคิว โดยจะมีการประเมินต่อไปว่ามาตรการดังกล่าวมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่มีประชาชนร้องเรียนการแซงคิวของวีไอพี หรือคนที่มีความสนิทกับเจ้าหน้าที่ พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ กล่าวว่า ต้องดูที่เจตนาว่าจงใจ หรือทำไปเพราะสับสน แต่ตนว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถอนุญาตให้ใครแซงคิวได้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหาร ซึ่งอาจจะมีเหตุการณ์แบบนี้บ้าง แต่ไม่มาก เราพยายามปิดจุดอ่อนเรื่องของการควบคุม ทำแนวแถวให้เป็นรูปธรรมที่สุด แต่ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไ่ม่มีสิทธิทำเช่นนั้น อย่าลืมว่าเราต้องบริหารคิวเป็นหมื่นๆคนต่อวัน บริหารความพอใจของคนอีกเป็นล้าน เราทำด้วยความภูมิใจ คาดหวังให้ประชาชนที่มีความจงรักภักดีได้เข้าไปสักการะพระบรมศพ

พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ในการสร้างพระเมรุมาศ ก็เป็นไปตามที่ผู้ว่าฯกทม. ได้เคยกล่าวเอาไว้ โดยจะมีการล้อมพื้นที่สำหรับสร้างพระเมรุมาศในสนามหลวงฝั่งทิศใต้ ซึ่งจะกินพื้นที่ทางทิศเหนือขึ้นมาอีก 80 เมตร โดยทางผู้ว่าฯได้มีการพูดคุยกับกรมศิลปากร เพื่อส่งมอบคืนพื้นที่ในวันที่ 10 ม.ค. 60 หลังจากนั้นเริ่มสร้างพระเมรุมาศ 1 ก.พ. 60 ทั้งนี้ในวันที่ 24 พ.ย. จะมีการย้ายศูนย์บริการอาหารมายังสนามหลวงทิศเหนือให้หมด แต่จะยังคงมีเต้นท์ตรงจุดต่อคิวของประชาชนเหมือนเดิม

นอกจากนี้พล.ต.ท.อำนวย กล่าวอีกว่า สำหรับพี่น้องประชาชนชาวมุสลิม ที่เดินทางมาถวายอาลัย แและต้องการประกอบศาสนกิจ ทางกทม.ได้อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน 3 แห่งด้วยกัน ชมรมมุสลิม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มัสยิดตึกดิน ที่ไปรษณีย์ราชดำเนิน , มัสยิดจักรพงษ์ แถวพระนคร

ด้านพล.ต.ต.วิชาญญ์ วัชร์บริรักษ์กุล ผบก.น.1 กล่าวว่า ในวันเสาร์ – อาทิตย์นี้ ทางเจ้าหน้าที่จะไม่ปิดการจราจร วงนอก 19 เส้นทาง เหมือนเมื่อก่อน แต่จะยังคงเป็น 8 เส้นเหมือนวันธรรมดา แต่ขอความร่วมมือไม่จอดรถบริเวณ 19 เส้นทาง เพราะต้องใช้เป็นจุดรับส่งประชาชนที่ใช้บริการ ชัทเทิลบัส

 

“กิมเอ็ง”อ่วมเจอคุก 150 ปี..!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249432


คดีหมิ่่นเบื้องสูง, เบื้องสูง, คดีหมิ่่น, จำคุก, สั่ง, ศาล, ศาลสั่งจำคุกกิมเอ็ง, ศาลอาญาฯ สั่งจำคุก กิมเอ็ง, ข่าวการเมือง คมชัดลึก, กิมเอ็ง, อ่วม, เจอ, คุก, 150, กิมเอ็งอ่วมเจอคุก

การเมือง  : 18 พ.ย. 2559

“กิมเอ็ง”อ่วมเจอคุก 150 ปี..!!

ศาลอาญาจำคุก 150 ปี“กิมเอ็ง”พี่สาวหญิงไก่หมิ่นเบื้องสูง หลังรับสารภาพคดีปลอมเอกสารราชการ – ม.112 – ฉ้อโกงเงินเหยื่อ 4 ราย อ้างทำบุญร่วมเบื้องสูง

          18 พ.ย. 59 – ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยคดีดำ อ.3766/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางกมนทรรศน์ หรือกิมเอ็ง ธนธรณ์โฆษิตจิร อายุ 62 ปี ซึ่งเป็นพี่สาวนางมณตา หยกรัตนกาญ หรือหญิงไก่จำเลยคดีค้ามนุษย์และหมิ่นเบื้องสูง,พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ ธนธรณ์โฆษิตจิร อายุ 68 ปี,นายถาวร พวงประทุม อายุ 66 ปี และนายศักดิ์ สิริยาคม อายุ 50 ปี เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐาน ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ,ร่วมกันฉ้อโกง,ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสาราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา 112 , 265 , 268 , 341

โดยอัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 17 พ.ย.59 ระบุพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า ระหว่างวันที่ 1 พ.ย.53-16 มี.ค.57 จำเลยทั้งสี่ ร่วมกันหลอกลวงบริษัท ฮุ่ยเหลียง สกรีน พริ้นติ้ง จำกัด ที่มีน.ส.นิธิกุล ทวีโชติธนกุล กรรมการผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 1,นางอรวรรณ กงกุล ผู้เสียหายที่ 2,นายธีระ ตัณฑรังสี ผู้เสียหายที่3 และน.ส.ขวัญเรือน อินทร์เขียว ผู้เสียหายที่ 4หลายครั้ง หลายหน ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จอ้างว่าหากทำบุญกับเบื้องสูงจะได้บุญมากกว่าการทำบุญด้วยวิธีการอื่นๆ โดยเฉพาะผลไม้เมื่อเอาผลไม้เข้าไปถวายแล้วจะนำผลไม้ส่วนหนึ่งไปทำบุญกับพระสมเด็จ (พระราชาคณะชั้นสมเด็จขึ้นไป) ตามวัดต่างๆและอีกส่วนหนึ่งจะนำไปแจกให้กับเบื้องสูง ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเบื้องสูงทรงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำบุญด้วยการนำผลไม้ไปถวายอันเป็นความเท็จในประการที่จะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา

นอกจากนี้จำเลยกับพวก ยังหลอกลวงว่า จะช่วยวิ่งเต้นให้เพื่อนของน.ส.นิธิกุล ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับงบประมาณขุดลอกคลอง ภาคอีสานจากหน่วยงานราชการ และอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรมของคุณหญิงท่านหนึ่ง โดยให้ น.ส.นิธิกุล ผู้เสียหายที่ 1 เอาเงินไปซื้อแหวนเพชรและเอาเงินสดไปดูแลรับรองคุณหญิงคนดังกล่าว รวมทั้งยังได้หลอกลวงน.ส.นิธิกุล ผู้เสียหายที่ 1 กับผู้เสียหายอื่นอีกหลายครั้ง เช่น การจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดให้แก่นางกมนทรรศน์ หรือกิมเอ็ง จำเลยที่ 1 ที่โรงแรมแห่งหนึ่งแล้วอ้างประกาศต่อหน้าผู้มาร่วมงานว่า เจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง นำของขวัญมามอบให้

รวมทั้งพวกจำเลยยังได้ หลอกลวงให้ร่วมทำบุญทอดกฐินพระราชทาน และให้ตัดเสื้อผ้าจำนวนหลายชุด อ้างว่าจะนำไปสวมใส่ในงานกฐินพระราชทานที่วัดในจังหวัดสมุทรสาคร โดยนางกมนทรรศน์ หรือกิมเอ็ง จำเลยที่1ยังได้ปลอมหนังสือของสำนักราชเลขาธิการด้วย ซึ่งรวมเงินที่พวกจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายไปทั้งสิ้น 5,140,880 บาท โดยโจทก์ขอให้ศาลสั่งพวกจำเลย คืนเงินหรือชดใช้เงิน แก่ผู้เสียหายจำนวนดังกล่าวด้วย

ซึ่งศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้งสี่ มาจากเรือนจำเพื่อสอบคำให้การ โดยอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ฟังแล้ว ปรากฏว่านางกมนทรรศน์ หรือกิมเอ็ง จำเลยที่1และนายศักดิ์ จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ

ศาลจึงได้มีคำพิพากษาว่า จำเลยที่1และ 4 กระทำผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดูหมิ่นเบื้องสูง ให้จำคุกจำเลยทั้งสอง 33 กระทง รวมจำคุกคนละ 130 ปีและ ฐานฉ้อโกงคนละ 2 กระทงๆ ละ 7 ปีรวม 14 ปี โดยเมื่อรวมโทษทุกกรรมแล้ว จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 144 ปี นอกจากนี้นางกมนทรรศน์ หรือกิมเอ็ง จำเลยที่ 1 ยังมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมให้จำคุกอีก 2 กระทงๆ ละ 3 ปี รวม 6 ปี จึงจำคุกนางกมนทรรศน์ หรือกิมเอ็ง จำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 150 ปี

โดยคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกนางกมนทรรศน์ หรือกิมเอ็ง จำเลยที่ 1 ไว้ทั้งสิ้น 75 ปี ส่วนนายศักดิ์ จำเลยที่ 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 72 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อลงโทษจำคุกทุกกระทงความผิดแล้วให้จำคุกได้ไม่เกิน 50 ปี จึงให้จำคุกนางกมนทรรศน์ หรือกิมเอ็ง จำเลยที่ 1 และนายศักดิ์ จำเลยที่ 4 ไว้คนละ 50 ปี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายตามฟ้องด้วย

ส่วน พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ ธนธรณ์โฆษิตจิร จำเลยที่ 2 และนายถาวร พวงประทุม จำเลยที่3แถลงให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี ศาลจึงให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 – 3 ใหม่ภายใน 7 วันตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลอาญา มีคำตัดสินแล้ว นางกมนทรรศน์ หรือกิมเอ็ง จำเลยที่ 1 และนายศักดิ์ จำเลยที่ 4 ถูกควบคุมตัวไปคุมขังยังทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป

ส่วน พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ จำเลยที่ 2 และนายถาวร จำเลยที่ 3 ซึ่งต้องรออัยการยื่นฟ้องเป็นสำนวนใหม่เพราะให้การปฏิเสธต่อสู้คดีนั้น ก็ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำเช่นกัน เนื่องจากไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณา

 

“นายกฯ”ครวญ”เห็นใจกันบ้าง”..!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249420


ข่าวการเมือง คมชัดลึก, นายกฯ, ครวญ, เห็นใจ, กัน, บ้าง, เห็นใจกันบ้าง, นบข, จำนำยุ้งฉาง

การเมือง  : 18 พ.ย. 2559

“นายกฯ”ครวญ”เห็นใจกันบ้าง”..!!

“นายกฯ” เผย “นบข.” มีมติ ให้สินเชื่อรับซื้อ “ข้าวเหนียว” 1.3 หมื่นต่อตัน วอนอย่าเรียก“จำนำยุ้งฉาง” อ้างเหตุมันเวียนหัว กลัวเหมือนของเก่า

          18 พ.ย. 59 – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) ถึงผลการประชุม ว่า เอาเกณฑ์ราคาข้าวเหนียวในช่วงที่ผ่านมา สรุปคือ ธกส.ให้สินเชื่อรับซื้อตันละ9,500บาท และจะมีเพิ่มเติมช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ ให้อีกตันละ 2,000 บาท ค่าขึ้นยุ้งฉางเก็บรักษาตันละ 1,500 บาท รวมเป็น 13,000 บาท รัฐบาลหวังว่า ราคาจะไม่ตกไปกว่านี้ วิธีนี้เรียกว่าการดูดทรัพย์ออกมาข้างนอก โดยที่รัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งจะมีการเก็บในยุ้งฉางตัวเอง ถ้าไม่มีทางธกส.จะดำเนินการจัดเก็บตามกลไกที่มีอยู่ ไม่ต้องไปจ้างเก็บหรือรับซื้อแบบคราวที่แล้ว ถือเป็นมาตรการชะลอการขาย โดยเก็บไว้ในยุ้งฉาง

“อย่าไปเรียกว่า จำนำยุ้งฉาง เพราะเดี๋ยวจะเหมือนกันอีก มันเหมือนที่ไหน อย่าไปเรียกให้เหมือนกัน มันเวียนหัว เพราะรัฐบาลไม่ได้ซื้อมาเก็บไว้เองทุกเมล็ด โดย 3 เดือนให้มาถ่ายถอน ถ้าไม่มาถ่ายถอนธกส.ก็ขาย ปัญหาวันนี้ข้าวยังขายไม่ได้หมด ข้าวใหม่มาอีกแล้ว เห็นใจรัฐบาลบ้าง” นายกฯ กล่าว

 

“ศรีสุวรรณ”ร้อง“บิ๊กตู่”ขอคุ้มครองหวั่นถูกปองร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249416

นายกฯ, จ่อ, ยื่น, ติดตาม, ชาย, นิรนาม, หน่วยงานรัฐ, ศาลปกครองกลาง, เพิกถอน, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, ศรีสุวรรณ, ร้อง, บิ๊ก, ตู่, คุ้มครอง, หวั่น, ถูก, ปองร้าย, บิ๊กตู่, ประยุทธ์, หน่วยงานภาครัฐ

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 18 พ.ย. 2559

“ศรีสุวรรณ”ร้อง“บิ๊กตู่”ขอคุ้มครองหวั่นถูกปองร้าย

“ศรีสุวรรณ” จ่อยื่นเรื่อง “ประยุทธ์” จันทร์นี้ ขอคุ้มครอง ถูกชายนิรนามติดตาม หลังยื่นฟ้อง “หน่วยงานภาครัฐ” ต่อ ศาลปกครองกลาง เพื่อเพิกถอน แผน PDP 2015

 

18 พ.ย. 59 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่ถูกคุกคาม ปองร้ายจากการทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ โดยระบุว่า ตามที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพลเมืองที่ดีในการติดตาม ตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ การบริหารราชการแผ่นดินของผู้มีอำนาจ ที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทุกรัฐบาล อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอาจจะเป็นการขัดขวางอำนาจและผลประโยชน์ ของผู้ประสงค์ร้ายต่อบ้านเมืองก็เป็นไปได้นั้น

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ทั้งนี้เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมาระหว่างขึ้นรถส่วนตัว เพื่อจะเดินทางกลับ หลังจากยื่นฟ้องหน่วยงานภาครัฐต่อศาลปกครองกลาง เพื่อเพิกถอนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP2015 ได้มีชายนิรนามเดินเข้ามาถ่ายรูปของตน และยังมีรถยนต์ 2 คัน ขับติดตามอย่างมีพิรุธ ทำให้คนขับรถเปลี่ยนเส้นทางรถ เพื่อสังเกตว่าจะยังคงถูกติดตามจริงหรือไม่ แต่ปรากฏว่ารถยนต์ทั้ง 2 คันดังกล่าวยังขับวนเปลี่ยนเส้นทางตาม จึงตัดสินใจขับรถวกเข้า สน.บางเขน โดยทีมงานของสมาคมฯได้ถ่ายภาพรถคันที่ตามดังกล่าว ผู้ที่ขับรถตาม จึงขับหนีออกจากสน.บางเขน

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ขณะที่ตนได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ไว้เป็นหลักฐาน เพราะกรณีดังกล่าวถือว่าเป็นภัยคุกคามสิทธิ เสรีภาพ และสวัสดิภาพ และการทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองดีตามนโยบายของหัวหน้า คสช.โดยตรง และสะท้อนให้เห็นว่ายังคงมีพฤติการณ์ของการใช้อำนาจเถื่อน ข่มขู่ คุกคามประชาชน และตนจะเดินทางเข้ายื่นเรื่องที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ในวันจันทร์ที่ 21 พ.ย.นี้ เวลา 11.00 น.เพื่อขอความคุ้มครอง ว่าหากถูกปองร้าย ลักพาตัว เสียชีวิต เชื่อได้ว่ามีผลมาจากการตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจที่ตนได้ยื่นตรวจสอบไว้ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ผู้ตรวจการแผ่นดิน และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)