อสส.ขอเวลาดูผลสอบอัยการโพสต์เฟซพาดพิง“ประยุทธ์-วิษณุ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248711


วิษณุ เครืองาม, อสส, ขอเวลา, ผลสอบ, อัยการ, โพสต์, พาดพิง, ประยุทธ์, วิษณุ, ประยุทธ์-วิษณุ, อัยการสูงสุด

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 12 พ.ย. 2559

อสส.ขอเวลาดูผลสอบอัยการโพสต์เฟซพาดพิง“ประยุทธ์-วิษณุ”

“อัยการสูงสุด”ขอเวลาดูผลสอบข้อเท็จจริงอัยการโพสต์เฟซวิจารณ์ร้องสอบน้องบิ๊กตู่ พาดพิงนายกฯ-รองวิษณุ ก่อนมีคำสั่ง หลังผู้ตรวจอัยการ สอบเสร็จเสนอผลตามขั้นตอน

          12 พ.ย. — ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด กล่าวถึงความคืบหน้า การตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อดีตรองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา วิจารณ์การที่มีผู้ยื่นตรวจสอบน้องชายพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งพาดพิงนายกรัฐมนตรี และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีว่า ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังส่งมาไม่ถึงตนจึงยังไม่ทราบรายละเอียด ขั้นตอนต่อไปจะสั่งการอย่างไรนั้นต้องขอเวลาดูผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

“เรื่องนี้ต้องดูว่ามีการเสนอมาอย่างไรบ้างและผมอาจจะพิจารณาอีกที อาจจะส่งไปให้สำนักงานคณะกรรมการอัยการ (กอ.) พิจารณาประกอบ หรือถ้าผลสอบแล้วมีความชัดเจนสามารถมีคำสั่งได้เลย ก็จะสั่งการเลย แต่ถ้าผลออกมาจะต้องมีการพิจารณาเพิ่มเติมตรงไหนหรือไม่ ก็ต้องว่ากันอีกครั้งหนึ่ง” ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ อัยการสูงสุด กล่าว

ขณะที่นายประนต ผ่องแผ้ว ผู้ตรวจการอัยการ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวเสร็จตามคำสั่งอัยการสูงสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนจะครบกำหนด 30 วันตามระเบียบ ซึ่งตนได้ส่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปตามขั้นตอนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นตนไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นผลสอบภายใน ซึ่งขั้นตอนต่อไปขึ้นอยู่กับอัยการสูงสุด จะเป็นผู้พิจารณาสั่งการ

“ผมแค่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่าการกระทำลักษณะแบบนี้เป็นความผิดหรือไม่และถ้าผิด ความผิดมีแค่ไหนสมควรดำเนินการอย่างไร แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับอัยการสูงสุดว่าจะมีความเห็นอย่างไร”ผู้ตรวจการอัยการ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีดังกล่าว ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งวันที่ 4 ต.ค.แต่งตั้งนายประนต ผ่องแผ้ว ผู้ตรวจการอัยการ เป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ โดยระหว่างนั้น อัยการสูงสุด ก็ได้มีคำสั่งย้ายนายปรเมศวร์ รองอธธิบดีอัยการคดีอาญา ไปปฏิบัติหน้าที่ รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุดเป็นการชั่วคราวด้วย ตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา

 

“ไก่อู”ปัด“บิ๊กตู่”แก้ทางขรก.ตรวจงานไม่แจ้งล่วงหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248705


พล.อ.ประยุทธ์, สรรเสริญ แก้วกำเนิด, ไก่อู, ปัด, บิ๊ก, ตู่, แก้, ทาง, ขรก, ตรวจงาน, ไม่, แจ้ง, ล่วงหน้า, บิ๊กตู่, โฆษกรัฐบาล, นายกฯ, กระทรวงฯ, ผักชีโรยหน้า

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 12 พ.ย. 2559

“ไก่อู”ปัด“บิ๊กตู่”แก้ทางขรก.ตรวจงานไม่แจ้งล่วงหน้า

“โฆษกรัฐบาล”เผย”นายกฯ” ลงตรวจงาน”กระทรวงฯ”แบบกะทันหันเพื่อตามงานปกติ แจ้งกันภายในไม่เป็นทางการแล้ว ปัดแก้ทาง ขรก. เตรียมการแบบ “ผักชีโรยหน้า” เชื่อไม่กดดัน

       12 พ.ย. — พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เดินทางตรวจเยี่ยม ติดตามความคืบหน้างานของกระทรวงต่าง ๆ เป็นการด่วนโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าว่า ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับการทำงานซึ่งต้องมีการตรวจ และติดตามความคืบหน้า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางตรวจกระทรวงต่างๆ นั้น คล้ายการตรวจราชการทั่วไป เพื่อติดตามความคืบหน้าหลังจากที่ได้ให้แนวทางการทำงานและนโยบายไปแล้ว ทั้งนี้ เพื่อดูว่าแต่ละหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม ได้นำไปดำเนินการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาได้มากน้อยเพียงใด หากยังมีปัญหาใดที่ยังคงค้างคา ติดขัด ก็สามารถเสนอแนะมายังนายกฯ ได้เพื่อหาวิธีการแก้ไขต่อไปได้

         “การตรวจงานส่วนใหญ่มีการแจ้งกันก่อนอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ทุกคนรู้สึกระส่ำระสาย ก่อนหน้านี้ซึ่งได้ไปกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง คงไม่ถึงกับไม่บอกกล่าวหรือแจ้งล่วงหน้า เพราะมีการแจ้งกันเป็นการภายใน เช่น แจ้งรัฐมนตรี ขณะเดียวกันนายกฯ เองไม่ต้องการให้มีการจัดการต้อนรับ เพราะอยากไปเพื่อตรวจงานจริงๆ ไปฟังปัญหาข้อขัดข้องที่เกิดขึ้น เพื่อรับทราบและแก้ไข ไม่ใช่ว่าไปโดยไม่บอก เพียงแต่บอกอย่างไม่เป็นทางการ โดยพล.อ.ประยุทธ์ มีความไว้วางใจทุกคนที่ทำงาน เชื่อว่าจะไม่ทำให้ข้าราชการกดดัน เพราะเป็นเรื่องของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงที่จะต้องบริการจัดการกันเอง และการไปตรวจงานแต่ละกระทรวง นายกฯ เองก็ไม่ได้คิดว่าป้องกันการเตรียมการแบบผักชีโรยหน้า เพียงแต่ต้องการไปดูปัญหาต่าง ๆ ของแต่ละกระทรวงก็เท่านั้น” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

 

อนุมัติไต่สวนคดีจำนำข้าว 515 สำนวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248697

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, การเกษตร, พืชผล, ทุจริต, อนุกรรมการ, บอร์ด, จำนำข้่าว, ป.ป.ท., อนุมัติ, ไต่สวน, คดี, จำนำ, ข้าว, 515, สำนวน

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 12 พ.ย. 2559

อนุมัติไต่สวนคดีจำนำข้าว 515 สำนวน

บอร์ดป.ป.ท.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนความผิดคดีจำนำข้าว 515 สำนวน จ่อคลอดคู่มือแนวทางสอบสวนคดีทุจริตจำนำพืชผลเกษตร คาดจบภายใน 6 เดือน

 

12 พ.ย.59 – นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการป.ป.ท.มีมติให้ตั้งอนุกรรมการไต่สวนความผิดทางอาญากับเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการรับจำนำข้าวในขั้นตอนต่างๆแล้ว 515 สำนวน จากจำนวนสำนวนคดีทั้งหมด 986 สำนวน ทั้งนี้เพื่อให้การไต่สวนในทุกสำนวนเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเสร็จสมบูรณ์อย่างรวดเร็วภายในกรอบเวลา 6 เดือน ซึ่งภายในสัปดาห์หน้าตนจะเรียกเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนของป.ป.ท.จากทุกเขตพื้นที่มาประชุมซักซ้อมแนวทางปฏิบัติ และอาจพิจารณาออกคู่มือการสอบสวนคดีทุจริตรับจำนำพืชผลเกษตร เพื่อใช้เป็นกรอบในการสอบปากคำและเก็บรวบรวมหลักฐาน

นายประยงค์ กล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจสอบความรับผิดทางละเมิดจากความเสียหาย 80% ในโครงการรับจำนำข้าวนั้น ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ( ศอตช.) ได้รับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกือบครบถ้วนแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการประมวลข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อรายงานภาพรวมต่อพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานศอตช. ในวันที่ 15 พ.ย.นี้ โดยข้อมูลที่พบเป็นเพียงรายละเอียดว่า คณะกรรมการชุดต่างๆและบุคคลใดเข้ามาเกี่ยวข้องในขั้นตอนใดบ้าง เพื่อนำไปขยายผลตรวจสอบลงลึกไปในการกระทำของแต่ละบุคคลที่เข้าข่ายต้องรับผิดทางละเมิดต่อไป.

 

“หมอวรงค์” อัด “ปู” ใจร้ายขายข้าวตัดราคาชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248692

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, ราคา, ตัด, หมอ, วรงค์, อัด, ใจร้าย, ขาย, ข้าว, ตัดราคา, ชาวนา, หมอวรงค์, ยิ่งลักษณ์, Warong Dechgitvigrom

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 12 พ.ย. 2559

“หมอวรงค์” อัด “ปู” ใจร้ายขายข้าวตัดราคาชาวนา

“วรงค์” โพสต์อัด “ยิ่งลักษณ์” ใจร้าย ขายข้าวตัดราคา “ชาวนา” ระบุนโยบาย รบ.ประยุทธ์ จำนำยุ้งฉาง หวังช่วยบรรเทาเดือนร้อนชาวนา ต่างกับ จำนำข้าว รบ.ปู สิ้นเชิง

 

12 พ.ย.59 – นพ.วรงค์ เดชกิจสิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสเฟซบุ๊กส่วนตัว “Warong Dechgitvigrom” ว่า “มีคนไทยที่เป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น โทรศัพท์มาคุยกับผม 2 ประเด็นคือ 1.เขาบอกว่าได้รับภาพที่มีการส่งมาให้สื่อ กรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปขายข้าวสารหอมมะลิที่ห้างสำโรง เพื่อช่วยชาวนา กิโลละ 20 บาท ผมแสดงความเห็นผ่านสื่อญี่ปุ่นไปว่า คนเป็นอดีตนายกฯ ขยับอะไรที มีผลต่อกระแสสังคมมาก ในเมื่อตอนนี้ข้าวเปลือกราคาตกต่ำ สังคมต้องการช่วยชาวนา แทนที่ชาวนาจะขายข้าวเปลือก ก็ให้สีเป็นข้าวสารมาขายจะได้ราคาดีขึ้น ชาวนาก็มีการสีเป็นข้าวสารหอมมะลิ ปกติก็ชาวนาขายกันกิโลละ 30-35 บาท ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์อยากช่วยชาวนาจริง ควรจะช่วยขายราคาที่ชาวนาเขาขายกัน ไม่ใช่ไปขายตัดราคา เพราะระดับอดีตนายกฯขยับที สื่อเต็มไปหมด ในทางจิตวิทยาย่อมมีผลต่อเสถียรภาพราคา ในเมื่อข้าวราคาตก แต่เล่นมาขายต่ำกว่าราคาที่ชาวนาขายแล้วมาบอกว่าช่วยชาวนา ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เขาควรจะขายราคานี้ในช่วงข้าวมีราคาแพงมาก เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน แต่ก็ยังดื้อดึง ผมถือว่าเคยเตือนกันไปแล้วยังอยากทำอีกก็ช่วยไม่ได้ ผมยังบอกผ่านสื่อญี่ปุ่นว่าเขาช่างใจร้ายจริงๆ”

นพ.วรงค์ โพสต์ต่อว่า “2.สื่อถามผมว่าจำนำยุ้งฉางของรัฐบาลประยุทธ์ ต่างกับจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างไร และพรรคเพื่อไทยบอกว่าทำตามเขา ผมตอบว่าต่างกันโดยสิ้นเชิง การรับจำนำยุ้งฉางรัฐบาลให้ราคารับจำนำที่ 90% ของราคาตลาด เช่น ข้าวหอมมะลิ 36 กรัม ความชื้น 15% ราคาเฉลี่ยที่ 11,000 บาท รัฐบาลรับจำนำ 9,500 บาท ในปริมาณจำกัด แต่มีเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวตันละ 2,000 บาท และค่าเช่ายุ้งฉางของชาวนาตันละ 1,500 บาท สองรายการหลังถือว่ารัฐบาลช่วย ถ้ารอเมื่อข้าวราคาสูงขึ้น เช่นตันละ 14,000 บาท ชาวบ้านก็ไถ่ถอนไปขาย เอาเงิน 9,500 บาทคืนรัฐบาล ชาวบ้านยังได้เงินส่วนที่เพิ่มขึ้นอีก 4,500 บาท หรือชาวบ้านจะเลือกเอาข้าวไปสีก็ได้ สิทธิในข้าวยังเป็นของชาวบ้านที่จะไถ่ถอนไปขายหรือนำไปสีเป็นข้าวสาร”

นพ.วรงค์ โพสต์อีกว่า “ส่วนจำนำข้าวสมัยยิ่งลักษณ์นั้น ไม่ใช่การรับจำนำ แต่เป็นการรับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดมาก เช่น ข้าวเปลือกเจ้าราคาตลาด 9,000-10,000 บาทต่อตัน รับซื้อที่ 15,000 บาทต่อตัน สิทธิในข้าวเปลือกจึงเป็นของรัฐบาล เพราะไม่มีใครมาไถ่ถอน รัฐบาลจึงนำไปสีเป็นข้าวสาร นำไปเก็บโกดัง และเมื่อไปขายก็ขายยากเพราะราคาสูงมาก ส่วนใหญ่จึงขายแบบจีทูจี ที่สำคัญรับซื้อทุกเมล็ดด้วย จึงนำไปสู่การทุจริตอย่างมโหฬารในทุกขั้นตอน นักข่าวถามผมต่อว่า ในเมื่อของยิ่งลักษณ์ไม่ใช่จำนำข้าว ทำไมยอมให้เขาเรียกว่ารับจำนำ ผมตอบว่าก็เขาอยากจะเรียกของเขาแบบนี้ เขามีอำนาจ มีสื่ออยู่ในมือ ผมจึงต้องช่วยอธิบายว่าไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง ท้ายนี้ขอขอบคุณคนไทย ที่เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น ที่มีการตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อจะได้เผยแพร่ข้อเท็จจริง ให้ชาวโลกและชาวญี่ปุ่นเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง.”

 

จวกสมาพันธ์ถอนทนายอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248687


ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม, จวก, สมาพันธ์, ถอน, ทนาย, อาสา

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 12 พ.ย. 2559

จวกสมาพันธ์ถอนทนายอาสา

โฆษกยธ.ฉะสมาพันธ์ทนายความฯ กรณีร่อนจม.รณรงค์ให้ทนายถอนตัวจากทนายอาสาในหน่วยงานรัฐ ระบุส่งผลกระทบต่อประชาชน-ส่อขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

       12 พ.ย. — นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีสมาพันธ์ทนายความแห่งประเทศไทยออกจดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงยุติธรรม ยุติธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม คลินิคยุติธรรม และสภาทนายความ โดยรณรงค์ให้ทนายที่ไปร่วมงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ให้ถอนตัวออกจากการเป็นทนายอาสาประจำหน่วยงานของรัฐ เพราะถือเป็นการแย่งหน้าที่ทนายว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาในการสอบสวนคดีอาญา โดยให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง และให้ทนายความที่รัฐจัดหาให้ได้รับเงินรางวัลตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด ซึ่งจะเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดให้รัฐเป็นผู้จัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหา พร้อมระบุให้จ่ายเงินแก่ทนายความเป็นรายบุคคลที่รัฐจัดหา ขณะที่สภาทนายความมิใช่หน่วยงานรัฐตาม พ.ร.บ.งบประมาณ. รัฐจึงไม่สามารถนำเงินค่าตอบแทนอยู่หมวดรายจ่ายอื่นไปวางที่สภาทนายความได้

        รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวด้วยว่า กฎหมายไม่ได้มอบให้สภาทนายความเป็นผู้จัดหาทนายความ โดยหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขก็ให้กำหนดเป็นกฎกระทรวง  เช่น  ทนายที่นั่งประจำคลินิกยุติธรรมก็เป็นทนายที่ผ่านการอบรมและเป็นทนายอาสาตามระเบียบของสภาทนายความ รวมไปถึงทนายความที่นั่งประจำที่สำนักงานอัยการจังหวัด ทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายขอแรงชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นศาลในคดีเยาวชน หากไม่มีทนายอาสาไปนั่งประจำ ประชาชนในจังหวัดต่าง ต้องไปไปหาทนายอาสาที่สำนักงานทนายความ หรือที่ทำการสภาทนายความจังหวัด

รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวต่อว่า การที่ประชาชนสามารถมาพบทนายความอาสาที่ผ่านการอบรมจากสภาทนายความฟรี ในหน่วยงานของรัฐ จึงทำให้ประชาชนมั่นใจในมาตรฐานบริการและคุณภาพ เสมือนการช่วยกันรักษามาตรฐานและคุณภาพองค์กรสภาทนายความทางอ้อม ดีกว่าไปปล่อยให้ไปพบกันโดยอิสระ โดยที่รัฐเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าตอบแทนรายวันให้สมควรและเพียงพอแก่ศักดิ์ศรีและฐานะของทนายความ แม้ค่าตอบแทนอาจไม่มากนัก คือ 600 บาทต่อวัน แต่ถือเป็นงานอาสาช่วยคนจนตามเจตนารมณ์ของทั้งทนายความและสภาทนายความ โดยที่สภาทนายความก็ยังทรงไว้ซึ่งการเป็นองค์กรควบคุมมาตรฐานทนายอาสาไว้อย่างเต็มที่

       “ดังนั้น จึงยังมองไม่เห็นถึงเหตุผลความจำเป็นที่หน่วยงานของรัฐจะไปแย่งทำหน้าที่แทนทนายความหรือสภาทนายความ แต่กฎหมายบัญญัติให้รัฐจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย รัฐก็ต้องเป็นผู้จัดหา จะคิดหรือทำให้เป็นอย่างไม่ได้ การที่สมาพันธ์ทนายความฯ ออกมารณรงค์ให้ทนายที่ไปร่วมงานหน่วยงานอื่น ๆ ให้ถอนตัวออกจากการเป็นทนายอาสาประจำหน่วยงานของรัฐ เป็นการคิดแบบแยกส่วน นอกจากส่งผลกระทบต่อประชาชนให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการที่ดีและยังอาจเข้าข่ายขัดขวางกระบวนการยุติธรรมด้วย”รองปลัดกระทรวงยุติธรรมระบุ

 

“ประยุทธ์ ชื่นชม“ดาบวิชัย” ปลูกป่า ด้วย 2 มือได้ 3 ล้านต้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248654

คมชัดลึก, ประยุทธ์, ชื่นชม, ดาบ, วิชัย, ปลูกป่า, ด้วย, มือ, ได้, ล้าน, ต้น, มือได้, ล้านต้น, ดาบวิชัย, ในหลวง, 2 มือ, ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน, การปลูกป่า, ปลูกป่าในใจคน, ต้นไม้ 3 ล้านต้น, คนไทย, ฉ้อราษฎร์บังหลวง, ทรัพยากรมนุษย์, ปฏิรูปการศึกษา, ต้นตอ, ไทยแลนด์ 40, กุญแจสำคัญ, ประชารัฐ

การเมือง  : 11 พ.ย. 2559

“ประยุทธ์ ชื่นชม“ดาบวิชัย” ปลูกป่า ด้วย 2 มือได้ 3 ล้านต้น

“ประยุทธ์” ชื่นชม “ดาบวิชัย” มุ่งมั่นน้อมนำแนวทางพระราชดำริ “ปลูกป่า” ของ “ในหลวง” ด้วย “2 มือ” “ได้” 3 ล้านต้น

 

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน” ว่า  ในเรื่อง “การปลูกป่า” นั้นตนขอชื่นชม ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ หรือ ที่คนไทยรู้จักในนาม “ดาบวิชัย” ซึ่งน้อมนำแนวทางพระราชดำริ “ปลูกป่าในใจคน” ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว  จาก “โครงการแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง” แล้วเริ่มปลูกป่า ด้วย “2 มือ” ของเขาเอง มากว่า 30 ปี  โดยไม่สนว่าใครจะคิด หรือจะเข้าใจเพียงใดหรือไม่ อย่างไร  แต่ “ต้นไม้ 3 ล้านต้น” ที่เขาปลูกขึ้นมาแล้ว ได้เป็นแรงบันดาลใจ ของเยาวชน และ “คนไทย” จำนวนมาก ในการ “ทำดีเพื่อพ่อ” ถวายในหลวง และเป็นประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติโดยรวม กลุ่มอื่นๆที่ร่วมอนุรักษ์ร่วมกันปลูกป่าก็ขอชื่นชมไปด้วย

ยัน จำเป็นต้องจัดระเบียบรถ-ที่จอด-เส้นทางจราจร-การรับส่ง  ขอทุกฝ่ายร่วมมือ อย่าอ้างมีรายได้น้อย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า   สำหรับเรื่อง “การจัดระเบียบรถ  ที่จอดรถ  เส้นทางจราจร การรับส่ง”  รวมทั้ง การขายของบนทางเท้า ริมถนน ก็เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย  จริงๆแล้วไม่ใช่วิถีชีวิต หรือวัฒนธรรมอันดีงามของไทยอย่างแท้จริง มันมาเริ่มตั้งแต่ที่มีการปล่อยปละ ละเลย ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลายปี จนเกิดเป็นความเคยชิน นอกจากจะก่อให้เกิดความไม่เป็นระเบียบของสังคมแล้ว ยังเป็นช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ เกิดการ“ฉ้อราษฎร์บังหลวง” และความไม่เท่าเทียมในสังคมกับประชาชนกลุ่มอื่น ผู้ใช้เส้นทางสัญจร ที่เขาไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย ต้องได้รับความสะดวก กลับถูกละเมิดสิทธิ โดยการกระทำที่ผิดกฎหมาย  แบบนี้ ถือว่า “ไม่เป็นธรรม” ครับ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ขอความร่วมมือด้วย  ไม่อยากให้อ้างว่าเป็นผู้มีรายได้น้อย แล้วเราไปขับไล่เขา แต่เราจะละเมิดกฎหมายได้  ทุกคนต่างต้องเข้าใจและเห็นใจ รัฐบาลเองก็มีมาตรการรองรับ เช่น การจัดสรรพื้นที่ใหม่ ที่ถูกกฎหมาย มีระเบียบ มีที่จอดรถ สะดวกทั้งผู้ซื้อ – ผู้ขาย ช่วงแรกก็อาจต้องปรับตัว ไม่สะดวกสบายมากนัก ยังขายไม่คล่อง เพราะยังไม่คุ้นชินกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ แต่ตนคิดว่าจะสร้างความสบายใจกว่าเดิมกับทุกฝ่าย  ขอให้เห็นใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วย รัฐบาลก็พร้อมจะทำทุกอย่างให้มันก้าวหน้าไปโดยให้มีความเดือดร้อนน้อยที่สุด ร่วมมือกันไม่ว่าจะรายได้น้อย รายได้สูงหรืออย่างไรก็ตามก็ต้องแก้ไขกันด้วยกฎหมายนะครับ และก็รักษากฎกติกาที่ชัดเจนต่อไป

“รบ.” ให้ความสำคัญ การพัฒนา “ทรัพยากรมนุษย์”  ชี  จำเป็นต้องมีการ “ปฏิรูปการศึกษา” อย่างเป็นระบบ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า   เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายปัญหาของประเทศ มี “ต้นตอ” ของปัญหามาจากระบบการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงของประเทศ รวมความไปถึงการพัฒนาประเทศ ไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ตามนโยบายรัฐบาล  ดังนั้น เราต้องให้ความสำคัญอย่างมาก กับการพัฒนา “ทรัพยากรมนุษย์” ของประเทศ จำเป็นต้องมีการ “ปฏิรูปการศึกษา” อย่างเป็นระบบ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยก็มีปัญหาหนึ่งก็คือ ปัญหา “โรงเรียนขนาดเล็ก” ที่มีอยู่จำนวนมากกว่า 15,000 โรงเรียน  กว่า 900 โรงเรียนมีนักเรียน น้อยกว่า 20 คน บางโรงเรียนมีนักเรียนเพียง15คน แต่มีครู 3 คน  แต่รัฐบาลยังคงต้องสนับสนุนงบประมาณ เพื่อการศึกษาและจัดหาสื่อการเรียนการสอน ให้กับทุกโรงเรียนที่ผ่านมา นับว่าเป็น “รากเหง้า” ของปัญหาครูไม่ครบชั้น – นักเรียนได้รับการศึกษาคุณภาพต่ำ – การบริหารงบประมาณ ไม่คุ้มค่า ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น  เหล่านี้เป็นปัญหาสะสมกันมายาวนานปัญหาหนึ่ง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านเศษรฐกิจ การเมือง และสังคม ของประเทศ แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไข อย่างจริงจัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  รัฐบาลนี้ ได้ดำเนินแก้ไขปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการ “โรงเรียนขนาดเล็ก”โดยให้ชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ได้มีการปรึกษาหารือกัน เพื่อกำหนด“โรงเรียนดีใกล้บ้าน” หรือ “โรงเรียนแม่เหล็ก”  สำหรับเป็นโรงเรียนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้มีคุณภาพการศึกษา  ที่ดีและได้มาตรฐาน, มีสัดส่วนครูที่เหมาะสม, มีสื่อการเรียนรู้ ห้องเรียน สนามกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ความสมบูรณ์  สำหรับโรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนแล้ว จะให้ชุมชนตัดสินใจในการใช้ประโยชน์ต่อไป อาจเป็นศูนย์การเรียนรู้, ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก, หรือศูนย์ฝึกวิชาชีพสำหรับชุมชนต่อไปได้  รัฐบาลก็พร้อมจะให้การสนับสนุน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ในห้วงที่ผ่านมานั้น มีผลการดำเนินการดังนี้ ขณะนี้มีการยุบโรงเรียนขนาดเล็กไปแล้ว 286 โรงเรียน และจะดำเนินการในปีการศึกษาหน้าอีก 309 โรงเรียน ส่งผลให้มีจำนวนครู เกือบ 2,000 คน จากโรงเรียนที่ถูกยุบ  ย้ายไปสอนใน “โรงเรียนดีใกล้บ้าน” 310 โรงเรียน  ทำให้ “โรงเรียนดีใกล้บ้าน” มีครู “เพิ่ม” เฉลี่ย 6 nbsp;คนต่อโรงเรียน  ทั้งนี้ จากผลการประเมิน ทราบว่า เด็กนักเรียนผู้ปกครองมีความสุขมากขึ้น ผู้ปกครองมีความพึงพอใจ  ขอขอบคุณผู้ปกครอง ชุมชนที่เข้าใจ และให้ความร่วมมือ  โดยรัฐบาลจะดูแลลูกหลานของท่านให้ดีที่สุด ให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเช่นเดียวกับเด็กที่เรียนอยู่ในเมือง หรือในโรงเรียนขนาดใหญ่  ให้มีความเท่าเทียมกันในอนาคต  ครับ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  สำหรับในการพัฒนาการศึกษาพื้นฐานนั้นถือว่าเป็น “กุญแจสำคัญ” ในความสำเร็จของการพัฒนาการศึกษา รัฐบาล โดยคณะทำงาน “โครงการสานพลังประชารัฐ  ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ” ได้ดำเนินงาน โดยอาศัยหลักการสำคัญ ก็คือ การเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้  เด็กต้องสามารถวิเคราะห์และปฏิบัติได้ ด้วยตนเอง เน้นความรับผิดชอบต่อสังคม มีคุณธรรมและจริยธรรม  รวมทั้ง นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบ ICT  เข้ามาสนับสนุน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  โดยน้อมนำแนวทางพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีจิตใจ ที่ว่าจะอบรมโดยใช้สื่อที่ก้าวหน้าที่มีเทคโนโลยีสูงแต่เพียงอย่างเดียวนั้นเป็นเรื่องยากที่สุด  ไม่มีอะไรทดแทนคนสอนคนและการอ่านจากหนังสือได้แสดงให้เห็นว่า “ครู– อาจารย์” มีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะสอนคนให้เป็นคน คือ มีความรู้คู่คุณธรรม  นอกจากการพัฒนาครูแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญ กับผู้อำนวยการโรงเรียน– ผู้บริหารการศึกษาระดับต่างๆ/ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชนในการที่จะร่วมกันพัฒนาการศึกษา ในแต่ละท้องถิ่น ของตนเอง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับกลไก “ประชารัฐ” นั้น ที่มีผลกับการพัฒนาด้านการศึกษาพื้นฐาน ปัจจุบันมีความคืบหน้าไปมาก  ภายใต้โครงการ “คอน-เน็ต-อี-ดี” (CONNEXT-ED) เพื่อจะดูแลโรงเรียนในช่วงแรก จำนวน 3,342 โรงเรียน  และขยายผลให้ครบ 7,424 โรงเรียนในปี 2560  ให้เป็น “โรงเรียนต้นแบบประชารัฐ” ในทุกตำบลทั่วประเทศ โดยการทำงานร่วมกันของ “ผู้นำรุ่นใหม่” กับผู้อำนวยการโรงเรียน  ทั้งแผนการพัฒนาการศึกษาตามบริบทของแต่ละโรงเรียน และแผนการพัฒนาโรงเรียน โดย 12 องค์กรเอกชน ที่ร่วมโครงการ จะพิจารณาสนับสนุนงบประมาณ โรงเรียนละ 500,000-1,000,000  บาท

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ทั้งนี้เพื่อยกระดับการศึกษาพื้นฐานสู่มาตรฐานสากล  ซึ่งในอนาคต จะจัดตั้ง “กองทุนการศึกษาวิจัย” ในการเพิ่มศักยภาพการส่งเสริมและพัฒนาความเป็นเลิศ  ในด้านการศึกษา การค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีแห่งอนาคตใน  4  ด้าน คือBio, Nano, Robotic และ Digital โดยที่มุ่งเน้นสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมของผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการศึกษาและวิจัยในระดับภูมิภาค  ให้สอดคล้องกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ในการผลิต “แรงงานมีทักษะฝีมือ” เพื่อป้อน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย  รวมทั้งการขับเคลื่อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยนวัตกรรมของประเทศไทยเอง

“ผมย้ำว่า “ทุกความสำเร็จ” ในการพัฒนาประเทศนั้น  ต้องอาศัยความร่วมมือกัน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ อย่างจริงจัง  เพื่อสร้างอนาคตของประเทศ ด้วยการพัฒนาคุณภาพ “คนไทย” ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา และมีความเท่าเทียมกัน  ผมขอความร่วมมือจากครู นักเรียนและผู้ปกครอง ตลอดจนผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดด้วย” นายกรัฐมนตรี กล่าว

“14 พ.ย.ครบ 30 วัน การสวรรคต “ในหลวง” ยัน “รบ.” น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ควบคู่ไปกับการเดินหน้า “ปท.” ย้ำ ผ่อนผันให้ทุกภาคส่วน ดำเนินกิจกรรมต่างๆได้  ขอ “ลอยกระทง” สร้างสรรค์ ใช้วัสดุธรรมชาติ อย่าหวัง รื่นเริงอย่างเดียว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  ท้ายนี้ขอชื่นชม “จิตอาสา” และทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันถวายพระเกียรติ และร่วมกัน “ทำดีเพื่อพ่อ” ในการดูแลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพ ของพี่น้องประชาชนจากทั่วภูมิภาคของประเทศ ณ พื้นที่ท้องสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง  การรวมพลัง เพื่อเอาชนะความเสียใจ ความเศร้าโศก เปลี่ยนให้เป็นพลังในทางสร้างสรรค์และความร่วมมือนี้ ผมถือว่าเป็น “กุศล” อันยิ่งใหญ่ ที่คนไทยร่วมกันทำถวายในหลวงฯ ของเรา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  แม้ว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้น เราอาจจะขาดพลังขับเคลื่อน ขาดการเรียนรู้ ขาดสมาธิ ขาดแรงกระตุ้นในทางที่ดีเพราะมีความไม่สามัคคีกัน ทะเลาขัดแย้ง ติดกับดักตัวเองความคิดตัวเองนะครับ จนทำให้ประชาชนไม่ได้รับโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขาดการสร้างความเข้มแข็งอย่างเป็นระบบระเบียบ เป็นเหตุให้เราย้ำอยู่กับที่หรือดีขึ้นช้ากว่าที่ควรจะเป็น  และอาจจะ “ก้าวไม่ทันโลก– ไม่ทันเพื่อน”  ถ้าเราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ อีกต่อไปไม่ได้ เราปล่อยไม่ได้แล้ว  หากเรายังติดอยู่กับความคิดเดิมๆ นิสัยเดิมๆ ที่เป็น “สะดวกนิยม” จนมองข้ามความถูกต้อง กฎหมาย ความมีวินัย และความเสียสละ  ตนเชื่อว่าทุกคนรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรถูก อะไรผิด  ขอให้ทุกคนได้ใช้โอกาสนี้ ในการเปลี่ยนแปลงตนเอง หันหน้าเข้าหากัน  “รู้ รัก สามัคคี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล “ร่วมกัน” ด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  ในวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายนนี้ ครบ 30 วัน การสวรรคต ของ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  รัฐบาลคำนึงถึงการแสดงความอาลัย และ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างเหมาะสม  ควบคู่ไปกับการเดินหน้าประเทศ ได้อย่างราบรื่น ต่อเนื่อง ได้ผ่อนผันให้ทุกภาคส่วน ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ ที่ผ่านมาก็ขอให้คำถึงความรู้สึกของประชาชน และ บรรยากาศของสังคมด้วย

พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า   สำหรับเทศกาล “วันลอยกระทง” นั้นขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามขนบธรรมเนียมอันงดงามของไทย เพื่อดำรงสืบสาน ความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ  ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีความปลอดภัย  ทั้งเรื่องการเดินทางสัญจร และการร่วมกิจกรรม ระมัดระวังอุบัติเหตุต่างๆนะครับ  ขอให้หน่วยงานราชการได้ดูแล อำนวยความสะดวก แก่พี่น้องประชาชนเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา  โดยเฉพาะในเรื่องเรือโดยสาร ท่าเรือ ท่าน้ำ โป๊ะ และแหล่งน้ำ ในการลอยกระทง  รวมทั้งขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ให้ร่วมกันใช้วัสดุจากธรรมชาติ ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อทำกระทงในการนำมาขายหรือมาลอยกันในครั้งนี้  อีกทั้ง ให้ความรู้แก่ลูกหลาน ให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของเทศกาลนี้ อย่างถูกต้อง วัตถุประสงค์ก็เพื่อการขอขมาต่อพระแม่คงคา  คงไม่ใช่เพียงเพื่อการสนุกสนานรื่นเริงแต่เพียงอย่างเดียว

 

“ประยุทธ์”ลั่น“รบ.”ต้องจัดระเบียบการใช้น้ำ ไม่ให้เหลื่อมล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248650

คลอ, คมชัดลึก, นายกo, จัดระเบียบการใช้น้ำ, ประยุทธ์, ลั่น, ต้อง, จัด, ระเบียบการ, ใช้, น้ำ, ไม่, ให้, เหลื่อมล้ำ, ไม่ให้เหลื่อมล้ำ, น้ำท่วม, ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน, ลดหลั่น, ปฏิทิน, ตอนบน, ตอนล่าง, ทั้งหมด, ศาสตร์พระราชา, มากขึ้น, การบริหารจัดการน้ำ, โครงการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ

การเมือง  : 11 พ.ย. 2559

“ประยุทธ์”ลั่น“รบ.”ต้องจัดระเบียบการใช้น้ำ ไม่ให้เหลื่อมล้ำ

ชี้ หากไม่มีระบบที่ดี เสี่ยง “น้ำท่วม”

 

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน” ว่า ถ้าเราเก็บกักน้ำไม่ได้ ประชาชนมีการขัดขวางในเรื่องของการขุด การสร้างเขื่อนที่จำเป็น หรือการทำแก้มลิง หรือการทำทางระบายน้ำ  เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ปริมาณน้ำมากขึ้น เราจะบริหารจัดการได้อย่างไรไม่ให้ท่วม ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ไม่ให้เกษตรกรเดือดร้อน และเราจำเป็นต้องมีน้ำเหลือไว้ใช้ในยามแล้งอีกด้วย  เพราะฉะนั้นไม่ว่าน้ำมาก หรือน้ำน้อยก็ตาม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปจัดระเบียบการใช้น้ำเป็นพื้นที่ ไม่ให้เหลื่อมล้ำกัน เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข มันก็จะพอบรรเทาความเสียหายทั้งหมดได้  ต้องปลูกพืชให้ “ลดหลั่น” ลงมาตามน้ำที่มีอยู่  หรือทำเป็น “ปฏิทิน” การทำเกษตรกรรมของประเทศ ที่สอดคล้องกันทั้งมิติของ “ประเภทพืช – พื้นที่ – ฤดูกาล – ปริมาณน้ำ – และตลาด”  โดยใช้ Agri Map (แผนที่ทางการเกษตร)เป็นเครื่องมือด้วย ร่วมกับคำแนะนำของทางราชการ  ก็จะทำให้แก้ปัญหาทุกอย่างได้รวดเร็วนะครับ

“รัฐบาลยืนยันว่าเราจะต้องทำไปควบคู่ ทั้งในเรื่องของการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อคนทุกคน และไว้ให้ใช้ได้นานที่สุดในประเทศไทย โดยเราต้องรักษาสมดุลกับด้านการพัฒนาอีกด้วย ในการที่จะดูแลคนไทยทุกกลุ่มทุกอาชีพ เราไม่ได้มีเกษตรกรอย่างเดียว   แต่เกษตรกร เลี้ยงคนทั้งประเทศ จึงจำเป็นต้องมีหลายอาชีพที่ เราต้องดูแลด้วยสำหรับเรื่องการเก็บกักน้ำ ลองช่วยกันคิดดูว่า “เส้นทางน้ำ” จากภาคเหนือ ไหลลงมาสู่ภาคกลาง แล้วลงสู่อ่าวไทย  โดยภาคเหนือ “ตอนบน” มีแม่น้ำปิง – วัง – ยม – น่าน เป็นระบบระบายน้ำ และมีเขื่อนภูมิพล – เขื่อนสิริกิติ์เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่  ภาคเหนือ “ตอนล่าง” และภาคกลาง ก็มีเพียงแม่น้ำเจ้าพระยา และก็เราไม่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เพื่อจะรองรับปริมาณน้ำจากภาคเหนือ “ทั้งหมด” ได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ดังนั้นหากเราไม่มีระบบระบายที่ดีแล้ว ก็เสี่ยงต่อสถานการณ์น้ำท่วม อยู่ตลอดเวลา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่ผ่านมานั้น ก็เกิดเหตุการณ์ น้ำล้นตลิ่งอยู่เสมอ หากไม่สามารถน้อมนำแนวทางพระราชดำริ “ศาสตร์พระราชา” เรื่องแก้มลิง มาประยุกต์ใช้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หาพื้นที่ทำแก้มลิงไม่ได้ สร้างที่เก็บน้ำหรือเขื่อนอะไรไม่ได้เลย เราจะระบายน้ำไปที่ไหนครับ  เราจะเก็บกักน้ำไว้ได้ที่ไหนในหน้าแล้ง เพราะฉะนั้น ก็ยังมีปัญหาอยู่บ้างที่ประชาชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของการ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ  วันนี้ก็เป็นปัญหาหลักของเรา   เราก็เลยต้องอยู่กับธรรมชาติตลอดมา คือ น้ำมากก็ท่วม น้ำน้อยก็แล้ง  เราจะต้องคิดบริหารจัดการให้ได้ ก็ต้องอยู่กับธรรมชาติให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็ต้องเดือดร้อนเหมือนเดิม หากเราไม่ได้สร้างความยั่งยืน  และหากว่าเราปล่อยลงทะเลจนหมด หน้าแล้งมันก็ไม่มีน้ำเก็บไว้ใช้  แล้วถ้าหากว่ามวลน้ำ ไหลจากภาคเหนือตอนล่าง – ภาคกลางตอนบน ผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ลงสู่กรุงเทพฯ เกินว่าปริมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเราระบายลงทะเลไม่ทัน ก็จะเกิดน้ำท่วม  ทั้งกรุงเทพฯ ทั้งภาคกลาง เพราะเป็นพื้นที่ต่ำ  กักไว้รอเวลาเก็บเกี่ยวก็ท่วมแปลงเกษตร ปล่อยไปก็ไปไม่ได้ กักไว้นานก็เสี่ยงนะครับ  เราต้องคำนวณให้สัมพันธ์กันกับภาวะน้ำทะเลหนุนด้วย เพราะว่าระบายไม่ออก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ดังนั้นรัฐบาลก็มองว่า ถ้าเราปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป พื้นที่น้ำท่วม ก็จะ “เพิ่มขึ้น” ในอนาคต จากจำนวน 1.66ล้านไร่ เป็น 4.12 ล้านไร่ ซึ่งจะสร้างความเสียหาย “มากขึ้น” จากประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี เป็น 150,000 ล้านบาทต่อปีสิ่งเหล่านี้ คือ ความเสียหายจากน้ำท่วม – น้ำแล้ง ที่จะต้องเกิดขึ้นทุกปี  เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะบริหารอย่างไรก็แก้ไม่ได้ หากว่าประชาชนไม่ร่วมมือ ไม่เข้าใจ  น้ำมากก็ไม่ให้ผ่าน น้ำน้อยก็เก็บกักไว้ ไม่ปล่อยไปที่อื่น ทุกคนก็เลยเดือดร้อนกันไปหมด  บานปลาย ใช้งบประมาณมากมาย ทั้งการช่วยเหลือ ทั้งการฟื้นฟู

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากขอร้องให้ช่วยกันคิดด้วย เพราะรัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้อยู่แล้ว แต่การแก้ไขอย่างยั่งยืน ต้องทำทั้งระบบ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ขอร้อง NGO นักอนุรักษ์  ต้องพยายามมองในมุมนี้ด้วย เพราะฉะนั้น ผลงานด้านสิทธิมนุษยชน ด้านอนุรักษ์ อาจออกมาดีในสายตาของโลกภายนอก  แต่ประชาชนของเรายากจน เกษตรกรเดือดร้อน พัฒนาไปด้วยไม่ได้เพราะฉะนั้นก็จะติเตือนให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ อันนี้ไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไหร่  เพราะเราทำอยู่แล้ว  แต่เราควบคุมธรรมชาติ ให้สามารถที่จะมีน้ำมาก มีฝนตกมาก หรือมีฝนตกน้อย  เมื่อมันมากเกินไปก็ไม่ได้อีก   ป่าไม้ก็ถูกทำลายไปมากในอดีตที่ผ่านมา  พื้นที่ที่ฝนตกเลื่อนลงมาใต้เขื่อน จากปรากฏการณ์ต่างๆของอากาศเปลี่ยนแปลงนะครับ เราก็เก็บน้ำไม่ได้ ในเขื่อนเดิมที่เรามีอยู่น้ำก็จะสะสมในพื้นที่นอกเขื่อน หรือใต้เขื่อนเดิม แล้วก็เอ่อล้น ไหลต่อลงมาภาคกลาง จนเกิดผลเสียตามที่ผมกล่าวไว้ในข้างต้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  เพราะฉะนั้น ประเทศเรามีความเสี่ยงสูงจากฝนตกน้อย หรือฝนมากเกินความต้องการ ทั้งนี้เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก ในปัจจุบัน ก็มีผลกระทบกับทุกประเทศในโลกนี้ในเรื่อง “การบริหารจัดการน้ำ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางไว้แล้วทั้งหมด เราได้ทำสำเร็จไปแล้วบ้าง ในบางพื้นที่ ขณะที่บางพื้นที่ทำไม่ได้  ประชาชนยังไม่เข้าใจ  และด้วยปัญหาหนี้สินที่มีมายาวนานของเกษตรกร การมีการต่อต้านจาก NGO และก็ร้องเรียนในโครงการที่มันน่าจะทำได้ แล้วก็แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ก็ทำไม่ได้ทั้งหมด  เพราะฉะนั้นเมื่อเดือดร้อน แล้วก็เรียกร้องจากรัฐบาล   เราก็ไดแต่เพียง ใช้เงินเยียวยา แล้วก็หมดไปอย่างสิ้นเปลือง แก้ปลายเหตุ เฉพาะหน้า ไร้อนาคต ไม่ยั่งยืน

“หากทุกท่านเห็นว่ามีวิธีการแก้ปัญหาที่ดีกว่าผมกล่าวมา  ก็ให้เสนอมาได้ เพราะต้องให้ทุกคนมีความร่วมมือด้วย   ไม่เช่นนั้นเสนอมา แล้วรัฐบาลก็ทำไม่ได้อีกเพราะว่าไปเจอปัญหาเดิม    รัฐบาลพร้อมจะรับฟังทุกอย่าง  ไม่เคยไปต่อว่าใครทั้งสิ้น  ก็ขอให้ฟังกันก็แล้วกัน  ขออย่างเดียวคือความร่วมมือ  อาจจะไม่ร่วมมือเท่าที่ควรที่ผ่านมา   วันนี้ต้องขอแล้ว ถ้าไม่เข้าใจนโยบายที่เราสร้างความเข้มแข็ง – แก้ปัญหาแบบยั่งยืน  รัฐบาลต้องรับผิดชอบอย่างเดียว  หาน้ำ หาตลาด รวมทั้งให้มีการรับซื้อผลผลิตในราคาสูง  มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องทำในการบรรเทาความเดือดร้อน  แต่เป็นอันตรายต่อการใช้นโยบายทางการเมือง ในการแก้ปัญหาที่ปลายทาง โดยไม่ได้ย้อนกลับไปแก้ที่ต้นเหตุ ซึ่งเรารู้ดีอยู่แล้วทุกปัญหา   เราต้องแก้ระยะยาว ครบวงจร  ไม่เช่นนั้น ปัญหาเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ตลอดไปตราบลูกหลาน”   พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  ตนยืนยันว่า ถ้าเราคิดมองปัญหาผิวเผิน แก้ปัญหาขอไปที วันหน้ามาใหม่ ไม่มีใครจะแก้ได้ ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตามรัฐบาลนี้ พยายามแก้ปัญหาให้ได้มากกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนเข้าใจ ไม่มีแรงต้านมากนักได้รับความร่วมมือ  แต่มันก็ไม่ต่อเนื่อง เชื่อมโยงกัน  เพราะมันทำไม่ได้ทุกพื้นที่   เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหา ต้องเข้าใจคำว่า ต้องทำทั้งระบบ ครบวงจร  ไม่ว่าจะวงจรการเกษตร  วงจรน้ำของประเทศ  การปล่อยน้ำ  การระบายน้ำ พื้นที่หนึ่ง ไปสู่พื้นที่อื่น ด้วยระบบชลประทาน – แก้มลิง กระจายไปในพื้นที่ที่เตรียมไว้รองรับ แต่หลายพื้นที่ทำไม่ได้นะครับ  แล้วเราจะแก้ปัญหากันได้อย่างไร

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า   ตนขอขอบคุณผู้ที่เสียสละ ช่วยให้บางพื้นที่แก้ปัญหาได้สำเร็จ  ในการให้เป็นพื้นที่แก้มลิงบ้าง หรือเป็นที่เก็บน้ำชั่วคราวได้บ้าง  แต่ต้องเห็นใจที่ต้องแบกภาระแทนพื้นที่อื่นๆ อยู่เสนอ ตลอดไป  ขอให้คนอื่นช่วยด้วยเพราะในปัจจุบันนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี “เห็นชอบ” ในหลักการ ตามแผนงานการบรรเทาอุทกภัย พื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง  และให้บรรจุไว้ใน “โครงการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ”ต่อไปนะครับ  จะแบ่งการปฏิบัติ  2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนี้

นายกฯกล่าวว่าคือ (1)การระบายน้ำฝั่งตะวันตก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ  แม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีทั้งหมด 23 คุ้งน้ำ, ปรับปรุงช่วงแคบ 105 กิโลเมตร และตัดช่องลัด 4 แห่ง สามารถย่นระยะทางน้ำ จาก 50 กิโลเมตร เหลือเพียง 10 กิโลเมตร เหมือนแนวทางพระราชดำริ “คลองลัดโพธิ์”    รวมทั้ง การปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานเดิม ตั้งแต่คลองมหาสวัสดิ์ ถึงชายทะเล(2) การระบายน้ำฝั่งตะวันออกอาทิ การปรับปรุง – ขยายระบบชลประทานเดิม เพิ่มศักยภาพการระบายน้ำขึ้น 2 เท่า (จาก 200 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตรวินาที)  การปรับปรุงคลองชัยนาท – ป่าสัก ให้ระบายน้ำได้ “มากขึ้น” 4 เท่า  รวมทั้ง การหาพื้นที่รับน้ำนอง และการขุดลอก – ปรับปรุงแม่น้ำเจ้าพระยาบางแห่ง เป็นต้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  แผนงานดังกล่าว จะช่วยตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระราม 6 ได้ 1,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที  จะช่วยให้แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน สามารถระบายน้ำได้ รวม 3,100 ลูกบาศก์เมตร/วินาที  จะมีพื้นที่เก็บกักน้ำหลาก ไว้ในคลองขุดใหม่ เพิ่มเติมประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร และช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมได้ ถึง 3.58 ล้านไร่ ใน 14 จังหวัด  ขอความร่วมมือ ความเข้าใจไม่เช่นนั้นทำไม่ได้อีก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  สำหรับความคืบหน้าของ “โครงการบริหารจัดการน้ำ แบบบูรณาการทั้งระบบ ของรัฐบาลนี้ มีความคืบหน้าไปมาก  เมื่อเทียบกับ 27 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2530 – 2557) ก่อนที่รัฐบาลนี้ จะเข้ามาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ของประเทศ ตามแนวทางพระราชดำริ  ยกตัวอย่างเช่น(1) การจัดหาแหล่งน้ำบาดาลช่วยภัยแล้ง  27 ปีที่ผ่านมา ไม่ปรากฏมีการดำเนินการเพิ่มเติม แต่นับจากปี 2557 ของรัฐบาลนี้ ได้ดำเนินขุดแหล่งน้ำบาดาลแล้วจำนวน 2,500 กว่าแห่ง ผลิตน้ำกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีพื้นที่รับน้ำกว่า 157,000 ไร่

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  (2) บาดาลเพื่อการเกษตร    27 ปีที่ผ่านมา ทำได้เพียง 1,300 กว่าแห่ง  รัฐบาลนี้ ทำได้ 2,300 กว่าแห่ง ใน 2 ปี โดยมีพื้นที่รับกว่า 122,000 ไร่  (3) ประปาหมู่บ้าน  27 ปีที่ผ่านมา ทำได้ 12,000 กว่าแห่ง 2 ปีรัฐบาลนี้ ทำได้ 5,700 กว่าแห่งและ (4) การป้องกันและลดการพังทลายหน้าดิน ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมที่ อาจจะ“ไม่เคย” ดำเนินการมาก่อน แต่ก็มีความสำคัญ ในวงจรน้ำและระบบการระบายน้ำ รัฐบาลนี้ ได้ดำเนินการไปแล้ว ครอบคลุมพื้นที่ กว่า 670,000 ไร่ ใน 2 ปีที่ผ่านมาอย่างไรก็ตามนะครับ  รัฐบาลนี้ จะพยายามทำต่อไปให้ได้มากที่สุด

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับเรื่อง “ป่าที่ถูกบุกรุก” เราต้องหยุดการแผ้วถางป่า ไม่ให้เกิดการบุกรุกใหม่โดยเด็ดขาดนะครับ มีการช่วยกัน “ปลูกป่า” ตามหลักวิชาการ พร้อมกับให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย มีที่ดินทำกินไปด้วย อยู่ร่วมกับป่า ปลูกป่า ดูแล “ป่าชุมชน” สร้างป่าเศรษฐกิจ จะต้องดำเนินการอย่างถูกกฎหมาย  รัฐบาลประกาศพื้นที่ที่มีการบุกรุกมาแล้ว   และเราจำเป็นต้องเอาคืน  ไม่ใช่ว่ายึดมาแล้ว ได้ที่กลับมาแล้วไม่สนใจประชาชน เราเข้าใจ   เราต้องหาหนทางในการช่วยเหลือเยียวยา ประชาชนให้ได้มากที่สุด เราจะไม่ช่วยเหลือใครก็ตามที่สนับสนุนการบุกรุกป่าอยู่เบื้องหลัง  ไม่ว่าจะเป็นนายทุน ผู้มีอิทธิพลอะไรต่างๆ ก็ตาม  ทุกคนต้องยอมรับกฎหมาย  ที่ผ่านมาหลายสิบปี ไม่สนใจละเลย  การบังคับใช้กฎหมายไม่ตรงไปตรงมา อย่างเช่นวันนี้ อาจทำให้ประชาชนเดือดร้อน ในปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เราก็จะพยายามให้เดือดร้อนกันน้อยที่สุด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ทั้งนี้มาตรการรองรับต้องใช้หลักนิติศาสตร์  รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ อย่างสมดุล   หากจะไม่ให้รัฐบาลทำอะไรเลย คงเป็นไปไม่ได้อีก    ภาพที่สังคมเห็นตามสื่อวันนี้ก็ คือ มีผู้เดือดร้อน เป็นผู้มีรายได้น้อย เป็นส่วนใหญ่ เราก็พยายามแก้ให้อยู่   ถ้าเรามองดูด้านนายทุนที่อาจจะไม่ดีอยู่บ้าง  ผู้มีอิทธิพลที่ยังหลงเหลืออยู่ อาจจะใช้ประชาชนบังหน้า เกษตรกรบังหน้า สร้างความเสียหายในวงกว้าง เพราะว่ามีศักยภาพสูงวันนี้ต้องปรับตัวทั้งหมด  ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้มีรายได้น้อย นายทุน              ผู้มีฐานะ ต่างก็ต้องเคารพกฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน วันนี้ รัฐบาลพยายามรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย กลับมาสู่ครรลองของกฎหมายที่ถูกต้อง  หากว่าเราปล่อยปละ หากละเลยคนหนึ่งคนใด คนอื่นก็จะร้องเรียน เป็นปัญหา รักษาความยุติธรรมไม่ได้  แก้ปัญหาไม่ได้ในที่สุด

 

“รบ.” แจง การเดินหน้าสู่ “4.0” เป็นการเพิ่มทางเลือก” ปชช.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248646

แจงการเดินหน้าสู่ 4.0, รบ., คมชัดลึก, สหก, แจง, การ, เดินหน้า, สู่, เป็นการ, เพิ่ม, ทางเลือก, ปชช, การเดินหน้าสู่, เป็นการเพิ่มทางเลือก, ปชช, ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน, ทุกระดับ, ศาสตร์พระราชา, Smart Farmer, ดีขึ้น, โครงการข้าวขวัญสุพรรณ, ห่วงโซ่, ทุกคน ในวงจรข้าว, ประชารัฐ, สินค้าข้าว

การเมือง  : 11 พ.ย. 2559

“รบ.” แจง การเดินหน้าสู่ “4.0” เป็นการเพิ่มทางเลือก” ปชช.”

“รบ.” แจง การเดินหน้าสู่ “4.0” ไม่ใช่ไม่สนใจผู้มีรายได้น้อย แต่เป็นการ เพิ่มทางเลือก ให้ “ปชช.”

          พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน” ว่า การเดินหน้าสู่ 4.0 ไม่ใช่ไม่สนใจผู้มีรายได้น้อย แต่เพื่อเป็นการขยายช่องทาง เปิดกว้าง เพิ่มทางเลือก ให้ประชาชน ได้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้โดยการใช้ระบบดิจิทัล การใช้โทรศัพท์ สมาร์ทโฟน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ใช้ประโยชน์ ค้าขายได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางมากนัก หรือใช้การผ่านพ่อค้าคนกลางแต่เพียงอย่างเดียว เราต้องมีผลประโยชน์ เกื้อกูลกัน ถ้วนหน้า สำหรับพี่น้องประชาชน“ทุกระดับ”ตั้งแต่ระดับบน กลาง และฐานรากระยะแรก ประชาชน เกษตรกรควรต้องมีการรวมกลุ่มอาชีพ ในพื้นที่เดียวกัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดช่องทางใหม่ มีผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นมวลรวม มีความสมบูรณ์ ควบคุมคุณภาพด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง ซึ่งเราคงไม่สามารถกดดัน หรือไปบังคับใครได้ ในระบบการค้าเสรีในปัจจุบัน แต่เราก็จะปล่อยให้ทุกคนมองเพียงไร่นาของตนเองแต่เพียงอย่างเดียว คงทำอย่างนั้นไม่ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ให้เกิดเป็น“เกษตรแปลงใหญ่” มีการกำหนดความต้องการน้ำ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามสภาพทรัพยากรน้ำที่เรามีอยู่ มีการคำนวณ ประมาณการ เพื่อให้สามารถจัดการปลูกพืชที่เหมาะสม เหลื่อมเวลา สอดคล้องกับตลาดรับซื้อ ทั้งบริโภคเองในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ผลผลิตทางการเกษตรของเรานั้น ไม่มีความชื้นมาก จนถูกตัดราคาโดยเฉพาะข้าว จะทำอย่างไร ให้เกษตรกรมีเครื่องมือเป็นของตนเอง ในชุมชน ในกลุ่ม ในสหกรณ์ หรือในวิสาหกิจชุมชน ทั้งนี้รัฐบาลจำเป็นต้องหา“กลุ่มพลังของเกษตรกร”เหล่านี้ให้เจอ ประชาชน เกษตรกร ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน น่าจะช่วยตน ช่วยรัฐบาลตรงนี้ในการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้ได้ก่อน มีการรวมตัวกัน“เป็นกลุ่มเป็นก้อน”มีการขึ้นบัญชี

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โดยจัดทำฐานข้อมูล เพื่อสนับสนุนการบริหารและการกำหนดนโยบายของรัฐบาลด้วย ในปัจจุบันนั้นสหกรณ์มีอยู่ กว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร กว่า 4,000 แห่ง จำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างความเข้มแข็ง โดยหากมีการรวมตัวกัน อย่างเป็นทางการ มีการลงทะเบียนที่ชัดเจน รัฐก็สามารถจัดสรรงบประมาณลงไปตรงจุดแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ตรงตามเป้าหมาย และความต้องการซึ่งรวมทั้งการลดต้นทุน การจัดหาเครื่องจักร เครื่องสี เครื่องอบ เราไม่สามารถแจกจ่ายทุกครัวเรือนได้ หรือจะแก้ปัญหาทุกอย่างรายหัวได้ เพราะฉะนั้นประชาชน เกษตรกร จะต้องสร้างความเข้มแข็งของตนเองด้วย ตามคำแนะนำของรัฐบาล หน่วยงานราชการ เราคงต้องเรียนรู้ ซึ่งกันและกัน อีกมาก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับหน่วยงานราชการของแต่ละกระทรวง ที่ได้น้อมนำ“ศาสตร์พระราชา”มาจัดตั้งเป็น“ศูนย์การเรียนรู้”กว่า 10,000 แห่ง ทั่วประเทศนั้น ทั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่,ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และศูนย์การเรียนรู้ICTชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อจะสร้าง“Smart Farmer”เกษตรกรยุคใหม่ ที่มีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน มีความรู้ เราต้องเฉลี่ยแบ่งปันกัน ถ้าเรามัวแต่แข่งขันกันเอง ลดราคา ตัดราคา แล้วก็ไม่ช่วยกันทำยุ้งฉางเหมือนในอดีตบ้าง ไม่เก็บผลผลิตไว้ได้เลย ไว้กิน ไว้ขายไว้ทำพันธ์ุอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็ไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ เราก็จะไม่มีพลังในการต่อรองกับใครได้เลย ลองดูคนอื่นที่เขาทำไปแล้วประสบความสำเร็จบ้าง หลายกลุ่ม หลายหมู่บ้านเขาทำได้แล้ว กระทรวงเกษตรคงจะชี้แจงต่อไป

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเข้าใจว่า หากว่าเราสามารถสร้างความเข้มแข็ง ในระดับฐานรากได้นั้น ตรงกลาง ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าคนกลาง ผู้รับซื้ออื่นๆ ก็ไม่อาจจะสามารถ“ผูกขาด”ราคาได้ทั้งหมด จริงๆแล้วในการทำธุรกิจนั้นก็ต้องเห็นใจกัน เขาก็จำเป็นต้องหาพืชผลภาคเกษตรกรรม ไปป้อนภาคอุตสาหกรรมให้ได้ ตลอดเวลา ในราคาถูกที่สุด เพื่อมีผลกำไรมากที่สุดโดยไม่ผิดกฎหมาย หากเราเข้มแข็ง พ่อค้าก็ต้องปรับตัว โรงงานโรงสีก็ต้องปรับตัวไปด้วย ช่วยกันมองประโยชน์ของประชาชน และ ประเทศชาติ อาจจะต้องลดกำไรลงในช่วงนี้ เพราะพวกเราก็ต่างเป็นคนไทยด้วยกัน มันก็จะครบวงจร

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การสร้างนวัตกรรม และการตลาด ราคาทั้งห่วงโซ่ ก็จะ“ดีขึ้น”โดยอัตโนมัติ และกลไกการตลาดก็ต้องปรับตัวไปพร้อมๆกันด้วยยกตัวอย่าง การรวมกลุ่มตาม“โครงการข้าวขวัญสุพรรณ”ซึ่งน้อมนำ“ศาสตร์พระราชา”ในเรื่อง“การระเบิดจากข้างใน”ของมูลนิธิขวัญข้าว,สมาคมโรงสีข้าวสุพรรณบุรี และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุพรรณบุรี ในการร่วมพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง คือ“ขาวตาเคลือบ”ซึ่งเป็นสินค้าเด่นประจำจังหวัด และผลิตในลักษณะข้าวปลอดปุ๋ยเคมีและสารเคมีฆ่าแมลง นับว่าเป็นผลดีต่อทั้งสุขภาพชาวนาและผู้บริโภค รวมทั้งสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ที่สำคัญก็คือ เกษตรกร ชาวนา ที่เข้าร่วมโครงการ สามารถเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในการเพิ่มบทบาทตนเองใน“ห่วงโซ่”จาก“ผู้ผลิต”เป็น“ผู้จำหน่าย”ได้อีกด้วย เป็นการปรับตัวเข้าหากันของ“ทุกคน ในวงจรข้าว”เพื่อจะช่วยพัฒนาตลาดข้าวไทยให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน ภาพรวมพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว ในปี2559ถึง 2560 เราคาดการณ์ว่าพื้นที่ปลูกข้าว ทั้งประเทศ57.86ล้านไร่ ในการเพาะปลูกข้าวนาปีนั้น รัฐบาลส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว ด้วยพืชและปศุสัตว์ทดแทน ทั้งสิ้นจำนวน570,000ไร่

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แบ่งเป็น เกษตรกรรมทางเลือกอื่น420,000ไร่ ส่งเสริมปศุสัตว์150,000ไร่ ผลการดำเนินงาน อันนี้ที่มีผลสำเร็จแล้วสามารถปรับเปลี่ยนไปได้แล้ว กว่า350,000ไร่ โดยได้ปรับเป็น เกษตรกรรมพืชอื่นๆ2แสนกว่าไร่ และปศุสัตว์ กว่า1แสนไร่ สำหรับข้าวนาปรัง ฤดูกาลเพาะปลูกรอบที่2คาดการณ์ว่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งหมด9.26ล้านไร่ รัฐบาลก็มีแผนจะส่งเสริมปลูกพืชอื่นทดแทน2.52ล้านไร่ และ คงพื้นที่ปลูกข้าวไว้6.74ล้านไร่ และ ในฤดูกาลเพาะปลูก รอบที่3คาดการณ์ว่าพื้นที่เพาะปลูก500,000ไร่ เราจะรณรงค์ให้ชาวนาพักแปลงเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งหมดของเรานั้น เราก็จะมีมาตรการส่งเสริมในเรื่องการลดต้นทุนการผลิต ลดและควบคุมราคาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ค่าเช่าที่นา เพิ่มคุณภาพ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม นาแปลงใหญ่ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการทำนาแบบปราณีต สนับสนุนการตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตที่ดี (GAP)และ บริหารจัดการน้ำชลประทาน รวมทั้ง เครื่องจักรกลการเกษตร สำหรับความก้าวหน้า หรือความสำเร็จ ตามนโยบาย“เกษตรแปลงใหญ่”ของรัฐบาลนั้น สามารถดำเนินการได้แล้ว จำนวน 600 แปลง ด้วยความร่วมมือของประชาชน เกษตรกร และกลไก“ประชารัฐ”โดยไม่ได้บังคับ มีเกษตรกรได้รับผลประโยชน์แล้ว ราว 97,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 1.5 ล้านไร่ ยังเหลืออีกประมาณหลายล้านไร่ ถ้าหากรวมเป็นกลุ่มกันได้ รัฐบาลพอจะจัดหางบประมาณ มาส่งเสริม เติมเต็มในส่วนที่ขาด ได้ตรงความต้องการ ตรงศักยภาพของแต่ละพื้นที่

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากต้องดู“ทั้งหมด ทุกกลุ่ม ทุกประเด็นปัญหา”งบประมาณเราไม่มีพอ กระจัดกระจายกันมากเกินไป เพราะฉะนั้น การรวมกลุ่มกันได้นั้น นอกจากจะช่วยสร้างความเข้มแข็งด้วยตัวเองแล้ว รัฐบาลก็ยังจะหาทางให้การสนับสนุนอย่างบูรณาการ เช่น กรณี“สินค้าข้าว”สามารถเพิ่มผลผลิตเฉลี่ย ร้อยละ 13 และลดต้นทุนการผลิตได้ ร้อยละ 19 นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยเหลือเกษตรกร ในเรื่ององค์ความรู้,การบริหารจัดการ,การเข้าถึงแหล่งเงินทุน,การแปรรูป,การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และการตลาด เป็นต้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า โดยแผนงานส่งเสริมการรวกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ในปี 2560 มีเป้าหมาย“เพิ่มเติม”อีก 400 แปลง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ ที่เป็นสากล ที่สำคัญคือ เป็นไปตามแนวทางพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมุ่งหวังให้เกิดการรวมกลุ่มประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาหลักของชุมชนชนบท ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะการรวมตัวกันเป็นรูปของ“สหกรณ์” ดังนั้นในทุกพื้นที่ที่เสด็จพระราชดำเนิน ได้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นมาไม่ว่าลักษณะใด จะทรงเน้นเสมอถึงความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้เกิดการรวมตัวกัน ในรูปแบบต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ชุมชนเผชิญอยู่ร่วมกัน หรือเพื่อให้การทำมาหากินของชุมชนโดยส่วนรวมนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด พอเพียง จนเห็นได้ว่ากลุ่มสหกรณ์ในโครงการพระราชดำริ ประสบความสำเร็จหลายโครงการนั้น ก็ได้พัฒนาขึ้นมาจากการรวมตัวกันของราษฎรกลุ่มเล็กๆ“ทั้งสิ้น”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับในเรื่องการใช้เทคโนโลยีทันสมัย ดิจิทัล ในตลาดออนไลน์ ไม่อยากให้คิดว่าเป็นการแย่งตลาด หรือเป็นการเกื้อกูลให้กับใคร หากแต่เป็นการเปิดช่องทาง สร้างเครือข่าย เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายใหม่ๆ เช่น กลุ่มผู้บริโภคเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น ดังนั้นเกษตรกรควรปรับตัว ต้องเข้มแข็ง รวมกลุ่มกันได้เราก็จะสามารถกำหนดราคาเองได้ สำหรับเพื่อเป็นการก้าวสู่“ไทยแลนด์ 4.0”เราก็จำเป็นต้องสร้างระบบและนวัตกรรมของเราเองบ้าง ควบคู่ไปกับการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยกตัวอย่างการรวมกลุ่มของเกษตรกรชาวอุตรดิตถ์ 24 ราย พื้นที่ 270 ไร่ มีผลผลิตรวมกว่า 150 ตันต่อปี ราคาขาย 50,000 บาทต่อตัน ภายใต้การสร้างแบรนด์“เพชร-คอ-รุม”ที่ดำเนินการ โดยน้อมนำ“ศาสตร์พระราชา”มาสู่การปฏิบัติ กว่า 14 ปี ใช้เวลายาวนานไหม เราต้องเร่งการพัฒนา ทั้งเรื่องของการรวมกลุ่มเป็น“ศูนย์ข้าวชุมชน”และการคิดครบวงจรอันได้แก่ การทำเกษตรอินทรีย์ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด,การผลิตเมล็ดพันธุ์และการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปลอดสารพิษ ใช้เองในกลุ่ม,การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับสมาชิก,การสร้างเครือข่าย การสร้างแบรนด์ และการตลาดเชิงรุก โดยส่งขายกลุ่มลูกค้าออนไลน์และกลุ่มที่นำไปขายต่อ สามารถขายส่งกิโลกรัมละ 50 บาท ขายปลีกกิโลกรัมละ 70 บาท เป็นต้น เช่น เกษตรอินทรีย์ในการปลูกพืชที่ต้องอาศัยน้ำ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราจำเป็นต้องเข้าใจข้อมูลพื้นฐาน ทั้งเรื่องน้ำ ระบบเก็บกักน้ำ ส่งน้ำ ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่ในเขตชลประทาน ร้อยละ 20 หรือเพียง30 ล้านไร่ ในขณะที่พื้นที่เกษตรกรรม“ส่วนใหญ่”อยู่นอกเขตชลประทาน ถึงร้อยละ 80 หรือราว 120 ล้านไร่ รัฐบาลไม่สามารถหาน้ำให้ได้สมบูรณ์ทั้งหมด แต่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบได้ ให้เพียงพอต่อความต้องการ ในการใช้สอยของประเทศได้ ทั้งน้ำกิน-น้ำใช้,น้ำป้อนภาคการผลิต น้ำให้ภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์

 

อัครราชทูต แนะ นักท่องเที่ยวไทยไปอินเดีย แลกแบงค์รูปีให้ถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248657


ข่าวการเมืองคมชัดลึก, อัครราชทูต แนะ นักท่องเที่ยวไทยไปอินเดีย แลกแบงค์รูปีให้ถูก, อัครราชทูต, แนะ, นักท่องเที่ยว, ไทย, อินเดีย, แลก, แบงค์, รูปี, ให้, ถูก

การเมือง  : 11 พ.ย. 2559

อัครราชทูต แนะ นักท่องเที่ยวไทยไปอินเดีย แลกแบงค์รูปีให้ถูก

อัครราชทูต แนะ นักท่องเที่ยวไทยไปอินเดีย แลกธนบัตรให้ถูก กำชับต้อง 100 รูปีหรือแบงค์เล็กกว่านั้น เลี่ยงมาตรการช็อกโลก หลังรบ.อินเดียประกาศเลิกใช้ 500-1000 รูปี

          11 พ.ย. 59 – นายอภิรัตน์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง อัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี รักษาการแทนเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลอินเดีย ประกาศยกเลิกการใช้ธนบัตร 500 และ 1000 รูปีอย่างกระทันหัน เมื่อคืนวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่าเป็นมาตรการช็อคแบบจงใจ เพื่อจัดการกับกลุ่มอาชญากร กลุ่มก่อการร้าย คอรัปชั่น และไม่เสียภาษี ที่ใช้เงินไม่มีที่มาที่ไป และทำธุรกรรมผิดกฎหมาย โดยรัฐบาลอินเดีย ประกาศว่าจะไม่กระทบต่อบุคคลทั่วไป ซึ่งมีช่องทางในการเปลี่ยนธนบัตรเป็นรุ่นใหม่ได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม หรือนำฝากเข้าบัญชีธนาคารของตนเองได้ เมื่อถอนเงินก็จะได้ธนบัตรรุ่นใหม่

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติอาจจะขลุกขลักบ้าง ตามที่นายกรัฐมนตรีอินเดียได้กล่าวไว้ จะไม่กระทบธุรกิจทางการเงินอื่นๆ ที่ไม่ใช่ธนบัตร อย่างบัตรเครดิตยังใช้ได้ปกติ หรือการโอนเงินผ่านทาระบบออนไลน์ สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่จะเดินทางไปอินเดีย จึงขอแนะนำให้แลกเงินโดยระบุว่า ขอธนบัตร 100 รูปี หรือธนบัตรราคาอื่น ที่ไม่ใช่ราคา 500 หรือ 1000 รูปี โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรอความชัดเจนจากรัฐบาลอินเดีย ที่อาจมีการผ่อนคลายมาตรการมาเป็นระยะ และขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวและคนไทยที่ต้องเดินทางไปประเทศอินเดีย สอบถามความชัดเจนจากสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย และจากเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังอินเดีย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการเดินทาง

 

ปิดจราจรเข้าสนามหลวง 27 เส้นทาง 12-14 พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248644

ข่าวการเมืองคมชัดลึก, ปิดจราจรเข้าสนามหลวง 27 เส้นทาง 12-14 พ.ย.นี้, ปิด, จราจร, เข้า, สนามหลวง, เส้นทาง, 1214, นี้, ปิดจราจรเข้าสนามหลวง, 12-14, พยนี้, ศตส

การเมือง  : 11 พ.ย. 2559

ปิดจราจรเข้าสนามหลวง 27 เส้นทาง 12-14 พ.ย.นี้

“ศตส.” แถลง 12-14 พ.ย. ปิดจราจรเข้าสนามหลวง 27 เส้นทาง เริ่มเปิดจองคิวถวายสักการะผ่านทางออนไลน์ 1 ธ.ค. เฉพาะจันทร์-ศุกร์ ยันจัดงานลอยกระทงได้ตามปกติ

           11 พ.ย.59 – นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการศูนย์บัญชาการสถานการณ์การ (ศตส.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมศตส.ว่า ศตส.ได้หารือเรื่องการเตรียมการปฏิบัติช่วงวันที่ 12-14 พฤศจิกายน ซึ่งคาดว่า จะมีประชาชนเข้ามาสู่พื้นที่ท้องสนามหลวงจำนวนมาก ทำให้การจราจรมีปัญหา ทำให้ต้องปิดการจราจร 27 เส้นทาง แต่ช่วงเย็นจะเปิดการจราจรบางจุด เพื่อให้การจราจรคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้จะปรับการให้บริการของขสมก. สำหรับประชาชนที่มาสักการะพระบรมศพ มอบหมายให้ขสมก. หมุนเวียนรถให้บริการจนถึงเวลา 23.00 น. หากประชาชนยังออกจากบริเวณไม่หมดก็จะรอให้บริการจนหมด

นายสุวพันธุ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการจองคิวถวายสักการะผ่านทางออนไลน์ คณะกรรมการได้นำโปรแกรมมาให้ตรวจสอบแล้ว ซึ่งระบบน่าจะเสร็จภายในสัปดาห์หน้า โดยในวันที่ 1 ธันวาคม น่าจะพร้อมดำเนินการได้ โดยจะให้ลงทะเบียนออนไลน์ได้เฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ ยืนยันว่า ระบบจองคิวออนไลน์ถือเป็นระบบเสริม ระบบหลักคือการเข้าคิวกลุ่มเหมือนเดิม ประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ก็ยังสามารถใช้บริการได้เหมือนเดิม ส่วนวันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันลอยกระทง สามารถจัดงานได้ตามปกติ แต่งานรื่นเริงต่างๆจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม

นายสุวพันธุ์ กล่าวต่อว่า ส่วนงานพระราชทานปริญญาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอแนะนำผู้ปกครองให้เดินทางเข้าสู่พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยถนนสามแสน ผ่านทางบางลำพู ก่อนวนรถออกถนนพระอาทิตย์ เพราะถือเป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุด โดยตำรวจจะจัดพื้นที่จอดรถไว้ 2 แห่ง ถนนเลียบทางรถไฟสถานีตลิ่งชัน แยกไฟฉาย ทั้งนี้แนะนำให้ใช้บริการขนส่งมวลชนจะมีความสะดวกมากกว่า