คดีจำนำข้าวอุทาหรณ์เตือนสติขรก. รับกรรมเพราะรับใช้นักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/237612

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

พิษคดีจำนำข้าวร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดชอบทางแพ่งของกระทรวงการคลังสรุปตัวเลขความเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอดีตนายกฯหุ่นเชิดต้องชดใช้แก่แผ่นดินเป็นมูลค่า 20% ของความเสียหายทั้งหมดของโครงการรับจำนำข้าวหรือราว 3.57 หมื่นล้านบาท ขณะที่ความเสียหายอีก 80% ที่เหลือหรือราว 1.42 แสนล้านบาท กำลังมีการไล่เบี้ยว่าใครจะต้องรับผิดชอบบ้าง ซึ่งล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) ที่มีพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมเป็นประธาน เป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบรวบเพื่อเคาะว่าใครจะต้องชดใช้ค่าเสียหายบ้าง

แต่เบื้องต้นมีรายงานข่าวว่า พวกที่จะเข้าข่ายต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย 80% ที่เหลือจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์จะครอบคลุมทั้ง ครม. คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ข้าราชการระดับสูงยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ พ่อค้าข้าวเจ้าของโรงสี เจ้าของโกดัง บริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าวเซอร์เวเยอร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งคงต้องร่วมชดใช้ความเสียหายแก่รัฐอ่วมอรทัยกันถ้วนหน้า

ขณะเดียวกันก็มีความเห็นของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่อภิปรายชำแหละโครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์มาตั้งแต่ต้นตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลในครม.ยิ่งลักษณ์ที่ควรต้องรับผิดชอบชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินในอันดับต้นๆ ประกอบด้วย นายกิตติรัตน์ณ ระนอง อดีตรองนายกฯและอดีตรมว.คลัง ที่เคยกล่าวว่า “ถ้ารัฐบาลทำโครงการจำนำข้าวแล้วทำให้รัฐเสียหายมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคงอยู่ไม่ได้ และไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่า ในฐานะรองนายกฯเศรษฐกิจผมจะรับผิดชอบอย่างไร”

คนต่อมาคือ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรมว.พาณิชย์ ที่เข้ามาบริหารหลัง นายบุญทรงเตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ลาออกจากพิษคดีจำนำข้าว ซึ่งมีพฤติกรรมปกป้องโครงการรับจำนำข้าวจนทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น นายยรรยง พวงราช อดีตรมช.พาณิชย์ ผู้ที่มีบทบาทสร้างภาพเดินสายตรวจโกดังข้าวและยืนยันว่าคุณภาพข้าวดีมาตลอด ทั้งๆ ที่ความจริงมีข้าวเสื่อมคุณภาพจำนวนมาก

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรมช.พาณิชย์ ที่ออกมาแก้ต่างแทน นายบุญทรงซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้นได้อภิปรายตีแผ่โครงการรับจำนำข้าวจนฉาวโฉ่ชัดเจน

และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงอดีตรองนายกฯในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบทุจริตจำนำข้าว แต่กลับไม่สามารถป้องกันและยับยั้งการทุจริตและการสร้างความเสียหายได้เลย

จากพิษคดีจำนำข้าวที่กำลังกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่จะมีการเรียกค่าเสียหายมูลค่ามหาศาลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องครั้งใหญ่จึงน่าจะเป็นอุทาหรณ์โดยเฉพาะกับบรรดาข้าราชการทั้งหลายที่ทำตัวเป็นทาสรับใช้นักการเมืองให้พึงสังวรณ์ว่าไม่เร็วก็ช้าหนีไม่พ้นต้องรับกรรมแทนนักการเมือง

ทีมข่าวการเมือง

คดีจำนำข้าวต้องทำเป็นบรรทัดฐาน พวกทำลายชาติต้องใช้กรรมสาสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/237443

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

สังคมต้องจับตาดูต่อไปหลังจากที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลังที่มีนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานเคาะตัวเลขความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดต้องชดใช้แก่แผ่นดินอยู่ที่เพียง3.57 หมื่นล้านบาท หรือ 20% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 1.78 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมายยืนยันว่า ความเสียหายอีก 80% หรือมูลค่าราว 1.42 แสนล้านบาทนอกเหนือจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้แล้วต้องมีผู้รับผิดชอบโดยก่อนหน้านี้ ดร.วิษณุ เผยเป็นนัยว่าอาจจะมีข้าราชการและพ่อค้าหลายสิบคนที่ต้องร่วมชดใช้ความเสียหาย ซึ่งล่าสุดนายมนัส เปิดเผยว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการชดใช้ความเสียหายในส่วนที่เหลืออีก 80% ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการสวมสิทธิ์โครงการรับจำนำข้าว การนำข้าวผิดประเภทเข้าโครงการ การเวียนเทียนข้าว และกรณีข้าวหายจากโกดังทั่วประเทศ ซึ่งจะต้องมีผู้รับผิดชอบทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าของยุ้งฉางและเจ้าของโรงสี รวมไปถึงรัฐมนตรีที่มีส่วนทำให้เกิดความเสียหาย

สำหรับปฏิกิริยาของประชาชนต่อคดีโครงการรับจำนำข้าวมีเสียงสะท้อนชัดเจนจากผลสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศของ 2 สำนักวิจัย คือ กรุงเทพโพลล์ศูนย์มหาวิทยาลัยกรุงเทพโดยประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 63.4 เห็นด้วยกับการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อเปิดทางให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์ผู้กระทำผิด นอกจากนี้ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 44.2 เห็นว่าควรเพิ่มบทลงโทษอื่นๆนอกเหนือจากการยึดทรัพย์

จากผลสำรวจยังสะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่กังวลต่อเหตุการณ์ปั่นป่วนที่จะตามมา และเชื่อว่าผลจากการดำเนินคดีจะเป็นสิ่งเตือนสติทำให้นักการเมืองตระหนักในการทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

ขณะที่ผลสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลล์สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 66.3 เห็นด้วยที่จะมีการยึดทรัพย์นักการเมืองที่กระทำผิดในคดีโครงการรับจำนำข้าว และร้อยละ 58.3 ไม่กังวลว่าจะเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองตามมาถ้าลงโทษยึดทรัพย์นักการเมือง อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 57.8 ยังเชื่อว่าแม้จะมีการยึดทรัพย์ในคดีโครงการรับจำนำข้าว แต่นักการเมืองก็คงจะทุจริตคอร์รัปชั่นเหมือนเดิม

ทั้งนี้ คดีโครงการรับจำนำข้าวถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงต้องสร้างแบบอย่างหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษทั้งทางอาญาและทางแพ่งขั้นเด็ดขาดทั้งขบวนการเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและเป็นบรรทัดฐานว่า พวกที่โกงชาติทำลายแผ่นดินจะต้องชดใช้ผลกรรมที่ก่ออย่างสะสมไม่ใช่ลอยนวลเหมือนที่ผ่านๆ มา

ทีมข่าวการเมือง

ปูเลือดเข้าตาดับเครื่องชนบิ๊กตู่ ตะแบงดิ้นเอาตัวรอดคดีจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/237253

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ขณะที่พิษคดีโครงการรับจำนำข้าวงวดเข้ามาทุกขณะ โดยล่าสุดคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลัง ที่มีนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธาน เคาะตัวเลขความเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดต้องชดใช้แก่แผ่นดินเป็นมูลค่า 3.57 หมื่นล้านบาท ทำให้ล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ชนิดที่เรียกได้ว่า เป็นการดับเครื่องชน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

โดยข้อความในเฟซบุ๊คของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีใจความว่า “ทุกอย่างที่นายกฯยืนยันออกมาจากปากท่านว่าการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับคดีดิฉันเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ได้กลั่นแกล้ง ก็อยากให้นายกฯใช้หลักคิดและให้ความเป็นธรรมกับดิฉันเหมือนกับที่ท่านให้ความเป็นธรรมและปกป้องน้องชายของท่าน รวมทั้งคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพวกเดียวกับท่าน เพราะกฎหมายมีไว้บังคับใช้กับทุกคน ไม่ใช่เลือกปฏิบัติกับฝั่งดิฉันเพียงฝ่ายเดียว”

การเดินเกมแบบดับเครื่องชนกับพล.อ.ประยุทธ์ แบบตรงๆ และรุนแรงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างกระแสอ้างว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้งจากพิษคดีจำนำข้าว ขณะเดียวกันก็ได้ทีฉวยโอกาสขณะที่ครอบครัว พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังตกเป็นข่าวอื้อฉาวจนถูกฟ้องร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยเฉพาะกรณีบุตรชาย พล.อ.ปรีชา ได้งานรับเหมาก่อสร้างในกองทัพหลายโครงการมูลค่ารวมเกือบ 100 ล้านบาท มาเป็นเครื่องมือผูกโยงทำลายความน่าเชื่อถือของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเลือกปฏิบัติ ถึงขนาดกล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ ปกป้องน้องชายตัวเอง

ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินเกมแบบดับเครื่องชน พรรคเพื่อแม้ว ก็ออกแถลงการณ์สอดรับด้วยการโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ อย่างหนักว่าลุแก่อำนาจด้วยการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เปิดทางให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์ในคดีรับจำนำข้าว ทั้งๆ ที่การยึดทรัพย์โดยกรมบังคับคดีเป็นเรื่องปกติตามกระบวนการยุติธรรมที่ปฏิบัติกันมาช้านาน

นอกจากนี้ขบวนการเพื่อแม้ว ยังพยายามบิดเบือนอ้างว่าการใช้อำนาจตาม มาตรา 44 เปิดทางให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์ เป็นการละเมิดชี้นำอำนาจศาล เพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้งๆ ที่เป็นคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในอดีตมีคดีสำคัญมากมายที่กรมบังคับคดีสั่งยึดทรัพย์ก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเพราะเป็นคนละส่วนกัน อาทิ คดีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิง หรือคดีทุจริตโครงการบ่อบัดน้ำเสียคลองด่าน

จากความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อแม้วสะท้อนอาการหวาดผวาใกล้เข้าตาจนจึงต้องทำทุกวิถีทางดิ้นรนเพื่อตัวเอง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตาเป็นอย่างยิ่งเพราะคนที่กำลังเลือดเข้าตาพร้อมทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด โดยไม่คำนึงถึงความหายนะที่จะเกิดกับชาติบ้านเมืองซึ่งมีบทเรียนในอดีตให้เห็นมาแล้ว

ทีมข่าวการเมือง

สังคมหนุนเอาจริงคดีจำนำข้าว กังขาคลังเคาะปูชดใช้เสียหายต่ำผิดปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/237080

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ผลสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศของกรุงเทพโพลล์ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพต่อการดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าวที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ กับพวกเป็นจำเลยปรากฏว่า
ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 63.4 เห็นด้วยกับการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อเปิดทางให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์ ผู้กระทำผิด และส่วนใหญ่ร้อยละ 44.2 เห็นว่า ควรเพิ่มบทลงโทษอื่นๆ นอกเหนือจากการยึดทรัพย์ และพอใจในความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการจำนำข้าวสร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

จากผลสำรวจยังสะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่กังวลต่อเหตุการณ์ปั่นป่วนที่จะตามมา และเชื่อว่าผลจากการดำเนินคดี จะเป็นสิ่งเตือนสติทำให้นักการเมืองตระหนักในการทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

ขณะที่ความคืบหน้าล่าสุดการฟ้องเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินจากโครงการรับจำนำข้าว นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลัง ประกาศผลงานทิ้งทวนก่อนเกษียณอายุราชการในปลายเดือนนี้โดยเคาะตัวเลขความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ในฤดูกาลผลิต 2555/2556 และ 2556/2557 จากทั้งหมด 4 โครงการอยู่ที่ 1.78 แสนล้านบาท โดยในส่วนของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นมูลค่า 20 % ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมดหรือคิดเป็นมูลค่า 3.57 หมื่นล้านบาทท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเคาะตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

การเคาะตัวเลขมูลค่าการชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ประกาศโดยนายมนัส เป็นไปตามที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตสส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยอภิปรายแฉโครงการรับจำนำข้าวในสภาอย่างเข้มข้นและยังเกาะติดข้อมูลแบบกัดไม่ปล่อยมาจนปัจจุบันออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ทุกประการ โดย นพ.วรงค์ ตั้งข้อสังเกตว่าการเคาะตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าความเป็นจริงมากเพราะเดิมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวที่มี นายจิรชัย มูลทองโร่ย อดีตรองปลัดสำนักนายกฯเป็นประธานเคยสรุปยอดความเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดชอบไว้ที่ 2.86 แสนล้านบาท

นพ.วรงค์ ชี้ให้เห็นว่า การที่ นายมนัส เคาะตัวเลขความเสียหายเหลือเพียง 1.78 แสนล้านบาท ซ้ำลดมูลค่าความเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้แก่แผ่นดินเหลือแค่ 20% ของยอดความเสียหายหรือราว 3.5 หมื่นล้านบาทไม่น่าจะถูกต้องเพราะคิดตัวเลขความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวเพียง 3 จาก 5 โครงการโดยตัดลดออกไป 2 โครงการของปีการผลิต 2554/2555 อ้างว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพิ่งได้รับหนังสือท้วงติงแจ้งเตือนความเสียหายจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในภายหลัง ซึ่ง นพ.วรงค์ ชี้ว่าเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น

เพราะในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านขณะนั้นได้ทักท้วงตั้งแต่การอภิปรายท้วงติงในวันที่มีการแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จนถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่สำคัญที่สุดคือคณะกรรมการรับผิดทางแพ่งไม่ได้อ้างอิงถึงหนังสือท้วงติงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ที่มีหนังสือเตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถึง 2 ฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 และวันที่ 30 เมษายน 2555 ดังนั้นจะอ้างว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่งรับทราบความเสียหายหลังจากผ่าน 2 โครงการแรกจึงยิ่งฟังไม่ขึ้น

ดังนั้นคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าจะมีการทบทวนตัวเลขของคณะกรรมการชุดนายมนัสหรือไม่ แต่สำหรับนายมนัสนั้นอีกไม่กี่วันคงสบายพ้นภาระหน้าที่แล้วจากการเกษียณอายุราชการ

บิ๊กตู่ยิ่งนานวันยิ่งสั่งสมบารมี ขณะที่ระบอบทักษิณอนาคตริบหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/236939

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

นับเป็นเรื่องไม่ธรรมดาสำหรับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาลอันเป็นผลพวงจากการรัฐประหารภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ยังคงได้รับความศรัทธาเชื่อมั่นจากมหาชนส่วนใหญ่ของประเทศหลังเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศมาเป็นปีที่ 3 และนับวัน พล.อ.ประยุทธ์จะสั่งสมบารมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากผลงานครบ 2 ปี ที่รัฐบาลเพิ่งแถลงเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา อีก 2 ผลงาน ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นและเสริมจุดแข็งให้กับรัฐบาลเป็นอย่างมากก็คือกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานและกล่าวปราศรัยในวันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ท้องสนามหลวงโดยมีตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้าร่วมจำนวนมากสะท้อนถึงความจริงจังและถือเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลในการมุ่งขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นมะเร็งร้ายและเป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้ายทั้งปวงอันเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติ รวมทั้งการที่ พล.อ.ประยุทธ์ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวยกเลิกคำสั่งคสช.เปิดทางให้จากนี้ไปผู้ถูกดำเนินคดีด้านความมั่นคงไม่ต้องขึ้นศาลทหารแต่ขึ้นศาลพลเรือนอันเป็นการผ่อนคลายบรรยากาศสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดองในชาติ รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตานานาชาติ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งสมบารมีได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนส่วนใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ถูกกลุ่มอำนาจเก่าใช้สารพัดวิชามารบ่อนทำลายโจมตีอยู่ตลอดเวลาสะท้อนให้เห็นถึงความเบื่อหน่ายเอือมระอาของประชาชนที่มีต่อนักการเมือง และอยากเห็นประเทศเดินหน้าปฏิรูปอย่างจริงจังโดยผู้นำที่เข้มแข็งและไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากวังวนของวงจรอุบาทว์อันเลวร้ายเสียที

ขณะที่บารมีของ พล.อ.ประยุทธ์ นับวันแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับขบวนการระบอบทักษิณนับวันกลับจะเสื่อมลงตามระดับจนอยู่ในภาวะหลังพิงฝาจากกรรมที่กำลังทยอยตามเช็คบิลบรรดาแกนนำระบอบทักษิณด้วยกฎหมายตามกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ที่เป็นจำเลยคนสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูงและพ่อค้าคนใกล้ชิดของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก กลุ่มหนึ่งที่เป็นจำเลยร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์

คนตระกูลชินนอกจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่กำลังเผชิญกรรมตามกฎหมายก็คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯหุ่นเชิด น้องเขยของนายทักษิณ ที่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีข้อหาสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อปี 2551 ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

แกนนำระบอบทักษิณหลายคนก่อนหน้านี้ทยอยใช้กรรมเข้าคุกไปแล้ว อาทิ นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีตรมว.เกษตรฯ และเจ้าพ่อแห่งจ.ปทุมธานี นายวิทยา เทียนทอง อดีต สส. ผู้กว้างขวางแห่งจ.สระแก้ว ตระกูล “บูรณุปกรณ์” แห่งจ.เชียงใหม่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)

ขณะที่หลายคนถูกถอดถอนหมดอนาคตทางการเมือง อาทิ นายประชา ประสพดี อดีตรมช.มหาดไทย และอดีตสส.สมุทรปราการหลายสมัยพรรคเพื่อไทย ส่วน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต สส.นนทบุรี และ นายนริศร ทองธิราช อดีต สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดซึ่งจะต้องเข้าสู่กระบวนการถอดถอนและฟ้องร้องดำเนินคดีทางอาญา

ส่วน นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พรรคเพื่อไทย ก็กำลังจะถูกเอาผิดจากคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

เช่นเดียวกับ 5 แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงนำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งเป็นจำเลยคดีก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองปี 2553 ล่าสุดอัยการเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ยกเลิกการปล่อยตัวชั่วคราวเนื่องจากละเมิดเงื่อนไขด้วยการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากศาลเห็นชอบตามคำร้องของอัยการ แกนนำคนเสื้อแดงทั้ง 5 จะสิ้นอิสรภาพถูกคุมขังทันที

และที่สำคัญต้องจับตาอย่างยิ่งก็คือชะตากรรมของอดีต สส.พรรคเพื่อไทย ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยที่มีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งลบล้างโทษความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยวิธีการอันฉ้อฉลผิดกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ช.กำลังรอการตัดสิน ซึ่งหากชี้มูลความผิดอาจทำให้อดีตสส.พรรคเพื่อไทยทั้งหมดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งนั่นหมายถึงพรรคเพื่อไทยล่มสลายสูญพันธุ์ทันที

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงชี้แนวโน้มที่ประเทศกำลังจะเดินหน้าไปสู่การปฏิรูป ขณะที่ธุรกิจการเมืองทุนสามานย์อันชั่วร้ายส่อแนวโน้มที่จะล่มสลายด้วยกฎหมายภายใต้กฎแห่งกรรม

ทีมข่าวการเมือง

ปู-บุญทรงสีข้างถูสู้เลือดเข้าตา อ้างถูกแกล้งเดินเกมดับเครื่องชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/236828

วันเสาร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด และนายบุญทรงเตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ในภาวะเลือดเข้าตาหลังพิงฝาจากพิษคดีโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายล่มจมให้ชาติบ้านเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์จึงพยายามเดินเกมทุกวิถีทางหวังเอาตัวรอดด้วยการสร้างภาพอ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง ขณะเดียวกันก็มีการข่มขู่เอาคืนหากพรรคเพื่อแม้วกลับมามีอำนาจยิ่งใหญ่อีกครั้ง

นับเป็นครั้งแรกที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกมาแสดงท่าทีชนิดดับเครื่องชนโดยอ้างว่า โดนอยู่คนเดียวโดยขณะนี้ตัวเองถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สอบสวนเอาผิดถึง 15 คดี โดยล่าสุดคือกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แจ้งข้อกล่าวหาว่าบริหารจัดการน้ำผิดพลาดจนนำไปสู่เหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2554 ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวนก็ต่อเมื่อมีผู้ยื่นข้อกล่าวหามา ซึ่งหากเห็นว่าเรื่องใดมีมูลจึงรับไว้พิจารณา แต่หากเห็นว่าไม่มีมูลก็จะยกคำร้อง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่าน้ำท่วมเกิดก่อนที่ตัวเองจะเข้ามาบริหารประเทศซึ่งเป็นการบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง เพราะหากยังจำกันได้ก่อนที่จะเกิดมหาอุทกภัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมทั้งรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ขณะนั้นโดยเฉพาะนายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯ ต่างออกมายืนยันว่า “เอาอยู่” จะไม่เกิดน้ำท่วมเมืองหลวงอย่างแน่นอนหลังจากที่กระแสน้ำเหนือไหลบ่าเข้าสู่ที่ราบลุ่มสองฟากแม่น้ำเจ้าพระยาอันสะท้อนให้เห็นถึงการประเมินสถานการณ์และบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด

การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โอดครวญว่าตัวเองถูกร้องต่อป.ป.ช.ให้สอบสวนความผิดถึง 15 คดี น่าจะถามตัวเองมากกว่าว่าเพราะอะไร ซึ่งในช่วงที่ตัวเองมีอำนาจบริหารประเทศได้ลุแก่อำนาจไปในทางที่มิชอบหรือไม่ ซึ่งหากมั่นใจว่าไม่เคยทำผิดก็ไม่เห็นจะต้องกลัวกฎแห่งกรรมเพราะถึงที่สุดแล้วทุกอย่างจบลงตามกระบวนการยุติธรรมปกติอยู่แล้ว

นอกจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังอ้างว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้กรมบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ตัวเองและพวกเหมือนเป็นการชี้นำคดีจึงถือเป็นความไม่ยุติธรรมที่ตัวเอง ได้รับ

ทั้งๆ ที่ความจริงการยึดทรัพย์เป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดีซึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและปฏิบัติมาช้านานแล้ว อีกทั้งฝ่ายผู้ถูกยึดทรัพย์ยังสามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลปกครอง

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ซึ่งเป็นมือกฎหมายของรัฐบาลจึงต้องออกมาตอบโต้ขบวนการที่พยายามสร้างข่าวบิดเบือนว่ามีการใช้มาตรา 44 เพื่อยึดทรัพย์หรือกลั่นแกล้งในคดีรับจำนำข้าวซึ่งไม่เป็นความจริง ส่วนการเปิดทางให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์นั้นความจริงในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็เคยคิดที่จะตั้งกองยึดทรัพย์บังคับคดีตามคำสั่งปกครองในสังกัดกรมบังคับคดีแต่ดำเนินการไม่สำเร็จ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ นอกจากออกมาดับเครื่องชนคดีจำนำข้าวแล้ว ยังเดินเกมให้ทนายความไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เป็นครั้งที่ 8 คัดค้านการแต่งตั้ง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึง 6 คดี

สำหรับ น.ส.สุภา นั้นเคยเป็นรองปลัดกระทรวงการคลังยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ และเป็นประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นข้าราชการจอมตงฉินซึ่งทำหน้าที่โดยยึดผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ต่อมา น.ส.สุภาก็ถูกปลดออกจากการเป็นประธานปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ น.ส.สุภา ตัดสินใจลาออกจากราชการและมาสมัครจนได้รับเลือกเป็นกรรมการป.ป.ช.จนปัจจุบัน

มาทางด้าน นายบุญทรง ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญกรณีทุจริตซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจีเก๊โดยถูกฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่แผ่นดินมูลค่าราว 1,700 ล้านบาท จากมูลค่าความเสียหายทั้งหมดรวม 20,000 ล้านบาท โดยไม่รวมถึงการถูกฟ้องดำเนินคดีทางอาญาโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งนายบุญทรง เดินเกมสู้แบบเลือดเข้าตาด้วยการขู่ฟ้องกลับทุกคนที่ดำเนินคดีกับตัวเอง ขณะเดียวกันประกาศแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อนว่าจะทำทุกวิถีทางลากพล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นศาลให้ได้

ขณะที่บรรดาสาวกขบวนการเพื่อแม้วหลายคนออกมาขู่รัฐมนตรีและบรรดาข้าราชการที่มีส่วนเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์และเหล่าคนของขบวนการเพื่อแม้ว โดยให้ระวังตัวให้ดี เพราะหากพรรคเพื่อแม้วกลับมามีอำนาจยิ่งใหญ่เมื่อไหร่จะมีการเช็คบิลเอาคืนแน่นอน

จากการออกมาดับเครื่องชนแบบเลือดเข้าตาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายบุญทรง และเหล่าสาวกขบวนการเพื่อแม้วสะท้อนการจำนนต่อความจริงที่ใกล้จนมุมเข้าไปทุกขณะจึงต้องสู้แบบหลังพิงกำแพง ซึ่งการออกมาโวยวายว่าถูกกลั่นแกล้งและไม่ได้รับความยุติธรรมนั้นเป็นข้ออ้างแบบกำปั้นทุบดิน และหากบริสุทธิ์ใจจริงไม่ควรที่จะหวาดผวาตีตนไปก่อนไข้ เนื่องจากถึงที่สุดแล้วผิดถูกชั่วดีทุกอย่างจะต้องไปจบที่ศาลสถิตยุติธรรม

ทีมข่าวการเมือง

จับตาคลังเคาะตัวเลขฟ้องปู ชดใช้ค่าเสียหายคดีจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/236673

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ในคดีฟ้องทางปกครองเพื่อให้จำเลยคดีโครงการรับจำนำข้าวชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินขณะนี้ก็เสร็จเรียบร้อยไปแล้วเปลาะหนึ่งหลังจากที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ โชว์ความกล้าหาญเพื่อชาติเซ็นคำสั่งฟ้องนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์และพวกรวม 6 คน ในกรณีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี เพื่อให้ชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินรวม 2 หมื่นล้านบาท แต่ยังเหลืออีกหนึ่งเปลาะที่สังคมเฝ้าจับตาและมีความสำคัญนั่นคือการเคาะตัวเลขมูลค่าความเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดต้องชดใช้แก่แผ่นดินฐานส่อเจตนาปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตอย่างมโหฬารและสร้างความล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

ทั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรมอดีตสส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยอภิปรายแฉโครงการรับจำนำข้าวในสภาอย่างเข้มข้นและยังเกาะติดข้อมูลแบบกัดไม่ปล่อยมาจนปัจจุบันออกมาเปิดเผยว่า การเรียกค่าเสียหายจากคดีโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่คณะกรรมการรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลังที่มี นายมนัส แจ่มเวลาอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานส่อทะแม่งเพราะเดิมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวของสำนักนายกฯเคยสรุปยอดความเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดชอบไว้ที่2.86 แสนล้านบาท แต่กลับมีข่าววงในว่า คณะกรรมการรับผิดทางแพ่งของ นายมนัส กลับเคาะตัวเลขเรียกความเสียหายเหลือ 1.78 แสนล้านบาท ซ้ำลดมูลค่าความเสียหาที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้แก่แผ่นดินเหลือแค่ 20% ของยอดความเสียหายหรือราว 3.5 หมื่นล้านบาท

โดยคิดความเสียหายเพียง 3 จาก 5 โครงการคือปีการผลิต 2555/2556 และ 2556/2557 ตัดลดออกไป 2 โครงการของปีการผลิต 2554/2555 อ้างว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพิ่งได้รับหนังสือท้วงติงจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวและการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านในอดีต จึงถือว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับทราบความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวหลังได้รับการแจ้งเตือน ซึ่ง นพ.วรงค์ ชี้ว่าเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น

เพราะในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านขณะนั้นได้ทักท้วงตั้งแต่การอภิปรายท้วงติงในวันที่มีการแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จนถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่สำคัญที่สุดคือคณะกรรมการรับผิดทางแพ่งไม่ได้อ้างอิงถึงหนังสือท้วงติงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ที่มีหนังสือเตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถึง 2 ฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 และวันที่ 30 เมษายน2555 ดังนั้นจะอ้างว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่งรับทราบความเสียหายหลังจากผ่าน 2 โครงการแรกจึงยิ่งฟังไม่ขึ้น

นายมนัสนั้นจะเกษียณอายุราชการในปลายเดือนนี้จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่อยากเอามือซุกหีบหาเรื่องใส่ตัว ซึ่งจะจริงหรือไม่คงต้องรอดูผลการสรุปตัวเลขของคณะกรรมการชุดนายมนัสในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ทีมข่าวการเมือง

ช่องโหว่ยึดทรัพย์คดีจำนำข้าว จับตาปูกับพวกยักย้ายสมบัติหนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/236505

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากผลกรรมพิษคดีโครงการรับจำนำข้าวที่นับถอยหลังไปสู่ประตูคุกและการชดใช้ค่าเสียหายคืนแก่แผ่นดินงวดเข้าไปทุกขณะทำเอา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญถึงกับดิ้นพล่านเพื่อเอาตัวรอดด้วยการอ้างสารพัดเหตุผลแบบน้ำขุ่นๆ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่เปิดทางให้กรมบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำเลยในคดีโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

ทั้งๆ ที่ความจริงแม้จะใช้มาตรา 44 แต่คดีโครงการรับจำนำข้าวก็ยังอยู่บนเส้นทางตามกระบวนการยุติธรรมปกติทุกประการ โดยกรมบังคับคดีเพียงมีหน้าที่ในการยึดทรัพย์เพราะมีความเชี่ยวชาญอีกทั้งเป็นคดีใหญ่ที่มีมูลค่าความเสียหายสูงมาก ขณะที่ฝ่ายจำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง และที่สำคัญถึงที่สุดแล้วถูกผิดอย่างไรทุกอย่างจะไปจบลงที่คำตัดสินของศาลสถิตยุติธรรม

คดีโครงการรับจำนำข้าวแยกเป็นสองส่วนคือ คดีทางอาญาซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งกว่าจะมีคำตัดสินว่าใครที่ต้องติดคุกบ้างก็คงจะเป็นราวกลางปีหน้า

ส่วนทางแพ่งการฟ้องทางปกครองให้จำเลยชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินแยกเป็นสองคดีคือการฟ้องทางปกครองให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐในกรณีซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจีเก๊เป็นมูลค่าราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมี นายบุญทรง และพวกรวม 6 คน เป็นจำเลย ซึ่งขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามแทนนายกรัฐมนตรีในคำสั่งฟ้องเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกคดีหนึ่งก็คือกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ขณะนี้กำลังรอการสรุปตัวเลขความเสียหายที่จะต้องชดใช้โดยคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่งซึ่งมี นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธาน โดยมีข่าวว่าตัวเลขที่คณะกรรมการเคาะล่าสุดคือให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ความเสียหายมูลค่าเพียง 35,717 ล้านบาท ทั้งๆ ที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่สำนักนายกฯตั้งขึ้นเคยสรุปตัวเลขความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวมีมูลค่าสูงถึง 286,639 ล้านบาท

แต่ประเด็นปัญหาที่สังคมกำลังเฝ้าจับตาสำหรับการตามยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายบุญทรง และพวกก็คือเมื่อมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้ยึดทรัพย์จะสามารถยึดทรัพย์ได้จริงมากน้อยแค่ไหน

เพราะคาดว่าจะต้องมีการยักย้ายถ่ายเทซุกซ่อนทรัพย์สินไปก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา และกรณีหากทรัพย์สินของจำเลยที่เหลืออยู่น้อยกว่ามูลค่าทรัพย์สินที่จะถูกยึดอย่างมากก็ถูกสั่งฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งนี่คือช่องโหว่ของกฎหมายที่น่าจะมีการอุดช่องโหว่แก้กฎหมายให้ทันเล่ห์ศรีธนญชัยของเหล่านักการเมืองโกงชาติปล้นแผ่นดินหรือสร้างความล่มจมให้ประเทศด้วยการกำหนดให้แปรมูลค่าทรัพย์สินที่จำเลยเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ชดใช้แก่แผ่นดินให้เป็นโทษจำคุกแทน

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วควรหยุดลวงโลก เลิกอ้างประชาธิปไตยบังหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/236303

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ในโอกาสครบรอบ 10 ปี การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 บรรดาแกนนำขบวนการเพื่อแม้วไม่ว่าจะเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ซึ่งเป็นจำเลยสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าว นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อแม้ว หรือนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดง ต่างออกมาโจมตีการรัฐประหารขณะเดียวกันพยายามสร้างภาพอ้างประชาธิปไตยบังหน้า ทั้งๆ ที่ธาตุแท้ของขบวนการเพื่อแม้วคือธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม

ถ้าแหล่าแกนนำขบวนการเพื่อแม้วสำนึกในสิ่งเลวร้ายที่ตัวเองทำไว้กับชาติบ้านเมืองก็ควรทบทวนพฤติกรรมด้วยการตั้งคำถามว่าทำไม 10 ปีที่ผ่านมาขบวนการเพื่อแม้วถึงถูกรัฐประหารถึง 2 ครั้ง ซึ่งคำตอบก็คือเพราะขบวนการเพื่อแม้วคือต้นเหตุแห่งวิกฤติชาติตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากการเป็นธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ทำสิ่งเลวร้ายหนักหนาสาหัสไว้กับแผ่นดินอย่างมากมาย

หากย้อนกลับไปทบทวนสาเหตุการรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณครั้งแรกเมื่อปี 2549 เกิดจากเหตุผล 4 ประการคือ มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมโหฬาร มีการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงอย่างเหิมเกริม มีการผูกขาดอำนาจแทรกแซงองค์กรอิสระอย่างย่ามใจ และสร้างความแตกแยกในชาติลึกซึ้งรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อนจนมวลมหาประชาชนออกมาแสดงพลังขับไล่

สำหรับพรรคเพื่อแม้วถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ต่างจากบริษัทการเมืองจำกัดที่สส.ไม่ได้มีสถานะเป็นผู้แทนปวงชนอย่างแท้จริง แต่เป็นแค่พนักงานบริษัทที่ฟังคำสั่งจากเจ้าของบริษัทคือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก เพียงคนเดียวเท่านั้น หรือแม้แต่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดที่บงการโดยอดีตนายกฯนักโทษหนีคุก

พรรคเพื่อแม้วยังเป็นธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ทุ่มทุนและใช้ผลประโยชน์รูปแบบต่างๆ ซื้อกลุ่ม สส. ซื้อเสียง ซื้ออำนาจรัฐซื้อประชาธิปไตย ซื้อประเทศ แล้วถอนทุนบวกกำไรมหาศาล จากนั้นใช้อำนาจรัฐแผ่ขยายอิทธิพลผลประโยชน์หวังผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและทะเยอทะยานถึงขนาดเคยคิดเปลี่ยนแปลงการปครองประเทศ

นอกจากนี้ขบวนการเพื่อแม้วยังจัดตั้งกองกำลังก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 และเหิมเกริมถึงกับบุกโรงพยาบาลจุฬาฯและสภากาชาดไทย จนต้องมีการอพยพผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่รักษาอาการพระประชวรอยู่อย่างอลหม่าน ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลและสภากาชาดไทย เป็นเขตปลอดภัยตามหลักสากล ซึ่งพฤติการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมดตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้นขบวนการเพื่อแม้วเลิกสร้างภาพลวงโลกอ้างประชาธิปไตยปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงอันอัปลักษณ์ของตัวเองได้แล้ว เพราะทุกวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่หูตาสว่างและรู้เท่าทันเล่ห์ลิ้นพวกประชาธิปไตยจอมปลอมโดยเฉพาะจากคดีโครงการรับจำนำข้าว

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วดิ้นป้องปูกับพวก ตะแบงฝืนกรรมยื้อคดีจำนำข้าว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/236134

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้อำนาจกรมบังคับคดีในการยึดทรัพย์จำเลยคดีทุจริตและสร้างความเสียงหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ในโครงการรับจำนำข้าวทำเอาขบวนการเพื่อแม้วถึงกับดิ้นพล่านดาหน้าออกมาคัดค้านสุดฤทธิ์ส่อเจตนายื้อเกมป้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดและพวกซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้

ขณะเดียวกันก็เป็นการเดินเกมส่อเจตนาที่จะบ่อนทำลายความชอบธรรมของคสช.และรัฐบาลเพื่อนำไปสู่ข้ออ้างที่ว่าการดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าวเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองทั้งๆ ที่จุดเริ่มต้นของคดีมีการร้องเรียนและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ก่อนที่คสช.จะเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

อย่างทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์พยายามอ้างว่า คำสั่งที่ให้กรมบังคับคดีเข้ามาจัดการเรื่องคดีรับจำนำข้าวไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมเพราะ กรมบังคับคดีต้องอยู่ภายใต้อำนาจสั่งการของศาลยุติธรรมไม่ใช่คำสั่งคสช.

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ประธานคนเสื้อแดง และ นายเรืองไกรลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อแม้วออกมาเคลื่อนไหวและพยายามสร้างข่าวประท้วงคำสั่งคสช.ที่ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจยึดทรัพย์คดีจำนำข้าว พร้อมทั้งขู่บรรดาข้าราชการที่ลงนามในคำสั่งทางปกครองฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากคดีโครงการรับจำนำข้าวให้ระวังตัวอาจจะถูกฟ้องกลับในภายหลัง

คนของขบวนการเพื่อแม้วพยายามบิดเบือนอ้างว่าคดีโครงการรับจำนำข้าวที่ถูกผลักดันให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็วยุคคสช.เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ทั้งๆ ที่ความจริงหากคสช.ต้องการกลั่นแกล้งสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44สั่งยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวกได้อยู่แล้ว หรืออาจใช้อำนาจตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตลักษณะเหมือนคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.) ในอดีตจะเห็นผลรวดเร็วทันใจกว่าที่จะเปิดทางให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์ตามกระบวนการยุติธรรมซึ่งมีขั้นตอนอีกมาก อีกทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวกยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้อยู่แล้วทำให้เกิดข้อสงสัยว่าที่ออกมาเคลื่อนไหวมีเป้าหมายอะไรกันแน่หรือต้องการสร้างเงื่อนไขปูทางไปสู่การสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย

ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิดโฆษกรัฐบาล ยืนยันว่าคสช.และรัฐบาลไม่เคยกลั่นแกล้งนักการเมืองไม่ว่าพรรคไหนซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุแห่งกรรมที่ได้กระทำขึ้นทั้งสิ้น รัฐบาลเพียงมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ควรจะเป็น ขณะที่ผู้สุจริตประพฤติชอบทั้งหลายจะไม่เดือดร้อนจากกระบวนการยุติธรรมอย่างแน่นอน

ดังนั้นว่าไปแล้วอาจจะมีก็แต่พวกสันหลังหวะที่ร้อนตัวผวากฎแห่งกรรมกลัวการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองทั้งๆ ที่ศาลคือผู้ที่จะชี้ขาดความยุติธรรมในขั้นตอนสุดท้ายอยู่แล้ว

ทีมข่าวการเมือง