เพื่อแม้วขู่ถ้ากลับมาใหญ่เอาคืน อดีตสส.จุดชนวนเดือดเปิดศึกปปช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/235964

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ปมกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนเอาผิดอดีตสส.พรรคเพื่อแม้วประมาณ 40 คน ที่เสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังจะกลายเป็นประเด็นเดือดเมื่อกลุ่มอดีตสส.เพื่อแม้วเตรียมบุก ป.ป.ช.เพื่อประท้วง

ล่าสุดบรรดาสส.พรรคเพื่อแม้วที่ร่วมเซ็นชื่อเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับที่ นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อแม้ว เป็นผู้เสนอต่างดาหน้าออกมาประท้วง ป.ป.ช. อาทิ นายวรชัย นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร นายสมคิด เชื้อคง อดีตสส.อุบลราชธานี

โดยเฉพาะ นายวรชัย ถึงกับขู่ว่า “หากป.ป.ช.ทำแบบนี้ประเทศก็มีแต่ความขัดแย้งไม่จบสิ้นและเมื่อมีรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยจะเกิดสถานการณ์ทวงคืนความยุติธรรมกันอีก เหตุการณ์ความวุ่นวายจะเกิดซ้ำซาก พวกท่านยอมหรือ”

ขณะที่ นายสามารถ และ นายสมคิด ยืนยันว่า ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ นายวรชัย เสนอ ไม่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยที่มีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งลบล้างโทษความผิดให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก จนเป็นชนวนให้มวลมหาประชาชนออกมาแสดงพลังคัดค้านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกือบ 10 ล้านคน

สำหรับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ นายวรชัย นั้นมุ่งที่จะนิรโทษกรรมความผิดทางการเมืองเฉพาะประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหลายครั้งที่ผ่านมา โดยไม่ครอบคลุมแกนนำและผู้บงการ

แต่หลังจากที่มีการเสนอร่างแล้วปรากฏว่า นายทักษิณ ไม่พอใจเนื่องจากตัวเองไม่ได้ประโยชน์จึงสั่งให้ นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีตสส.มหาสารคาม พรรคเพื่อแม้ว ซึ่งเป็นคนที่ตัวเองไว้วางใจบินไปพบที่ดูไบและแก้ไขร่างใหม่จนนำไปสู่การแปลงร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นฉบับสุดซอยและมีการใช้วิธีการที่มิชอบหักดิบผลักดันร่างจนผ่านสภาผู้แทนราษฎรตอนเช้ามืด
โดยที่กลุ่มสส.ที่ร่วมลงชื่อ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ นายวรชัย ส่วนใหญ่ก็ร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างพ.ร.บ.ฉบับสุดซอยด้วย

นอกจากปมเดือดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มอดีต สส.เพื่อแม้วที่ประท้วงป.ป.ช.แล้วก่อนหน้านี้ นายจตุพร
พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดง ก็พยายามจุดกระแสว่าบรรดาพลพรรคขบวนการเพื่อแม้วกำลังทยอยถูกกฎหมายเล่นงานมากขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มว่าอดีตสส.เพื่อแม้วเกือบ 300 คนจะประสบชะตากรรมตายยกก๊วนจากพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย พร้อมกับปลุกระดมให้ขบวนการเพื่อแม้วลุกขึ้นสู้ก่อนถูกประหารจนสูญพันธุ์

เพราะฉะนั้นต้องจับตาความเคลื่อนไหวของบรรดาสาวกขบวนการเพื่อแม้วที่เริ่มเห็นสัญญาณการเตรียมเปิดศึกแตกหักสู้แบบหลังพิงฝา พร้อม
คำขู่หากกลับมาใหญ่จะเอาคืน

ทีมข่าวการเมือง

กฎเหล็กคุมประพฤติ ปฏิรูปล้างธุรกิจการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/235804

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

หลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และคำถามพ่วงผ่านการทำประชามติและเข้าสู่ขั้นตอนการยกร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกสำคัญ 4 ฉบับ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้ยกร่างกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองและกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งสส.และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(สว.) รวมทั้งกฎหมายลูกว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของกกต.ไปยังคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)ก็เริ่มเสนอแนวคิดให้ใช้ยาแรงเพื่อขจัดธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สถานการณ์ที่ต้องจับตาต่อไปขณะที่กำลังมีการยกร่างกฎหมายลูกก็คือผลการวินิจฉัยชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะเห็นชอบตามร่างของกรธ.หรือจะมีมติให้แก้ไขอย่างไรหรือไม่ รวมทั้งประเด็นข้อเสนอของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ที่ยืนยันว่าเจตนารมณ์ที่เสนอแนวคิดไปยังกรธ.ในกรณีคำถามพ่วงนั้นก็เพื่อให้สว.มีสิทธิที่จะเสนอชื่อนายกฯคนนอกได้ด้วยนอกเหนือจากการร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรลงมติโหวตเลือกนายกฯ

ส่วนความเคลื่อนไหวในการยกร่างกฎหมายลูกนั้นที่น่าสนใจก็คือแนวคิดของ กกต.ที่เสนอให้พรรคการเมืองตั้งยาก อยู่ยาก ยุบยาก และต้องส่งร่างนโยบายของพรรคมาให้ กกต.พิจารณาก่อนที่จะมีการเผยแพร่สู่ประชาชน ขณะที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองของ สปท. เผยแนวคิดกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองโดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจคือ การกำหนดให้การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องแสดงแบบรายการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี แสดงตนประกาศให้สมาชิกและประชาชนรู้ล่วงหน้าก่อนลงเลือกตั้ง 1 ปี ขณะเดียวกันให้สมาชิกในเขตเลือกตั้งเป็นผู้คัดเลือกผู้สมัครเลือกตั้งด้วยวิธีการเลือกตั้งชั้นต้น(Primary Vote)เหมือนการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา

ส่วนเรื่องเงินสนับสนุนพรรคการเมืองห้ามผู้ใดหรือนิติบุคคลใดสนับสนุนเงินลงทุนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกกรณี เว้นแต่บริจาคตามที่กฎหมายกำหนด และห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งนำเงินของบุคคลหรือนิติบุคคลใดมาใช้จ่ายหรือสนับสนุนการเลือกตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และห้ามพรรคการเมือง หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคหรือตัวแทนรับเงินบริจาคที่ผิดกฎหมาย

ในกรณีพรรคการเมืองใดกระทำผิดอันเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและทำลายความมั่นคงของชาติ พรรคการเมืองนั้นต้องสิ้นสภาพ และในกรณีที่นายทุนกลุ่มทุน นำเงินมาลงทุนในพรรคเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงโดยจำคุก 5-10 ปี โดยไม่รอลงอาญา ปรับ 20 ล้านบาท หากเป็นนิติบุคคลกระทำผิดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ตรวจสอบกระแสเงินหมุนเวียนด้วย ส่วนผู้สมัคร สส.และสว.หากกระทำผิดให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับ 20 ล้านบาท พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

และในกรณีการกระทำผิดของผู้สมัคร สส.หรือสว.พิสูจน์ได้ว่าพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็นปล่อยปละละเลยหรือไม่ระงับยับยั้ง หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคถือว่ามีความผิดต้องถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

จากแนวคิดของ กกต.และ สปท.ที่เสนอให้ใช้ยาแรงคุมประพฤตินักการเมืองทำให้บรรดานักการเมืองโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยดาหน้าออกมาคัดค้านแบบหัวชนฝา ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะถึงอย่างไรเหล่านักเลือกตั้งโดยเฉพาะพรรคระบอบทักษิณต้องพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านขัดขวางการปฏิรูปประเทศและพยายามคงสถานภาพของตัวเองให้กลับไปสู่วังวนของวงจรอุบาทว์แบบเดิมๆ ให้จงได้

อย่างไรก็ตาม จากเสียงสะท้อนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกลับตรงกันข้ามกับเหล่านักเลือกตั้งซึ่งเป็นคนแค่หยิบมือเดียวและเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยผลสำรวจของซูเปอร์โพลล์พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 86.3 มองว่านักการเมืองคือต้นเหตุของความขัดแย้งและไม่เชื่อถือพรรคการเมืองใดเลยในการเสนอทางออกให้ประเทศขณะนี้ และร้อยละ 93.3 เรียกร้องให้นักการเมืองปฏิรูปตัวเองโดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชั่น อีกทั้งร้อยละ 77.6 เรียกร้องให้รีเซตพรรคการเมืองเพื่อไม่ให้การปฏิรูปประเทศต้องเสียของโดยเฉพาะการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น

ส่วนสวนดุสิตโพลสะท้อนความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เห็นด้วยหากนักการเมืองและแกนนำกลุ่มการเมืองที่ทำผิดกฎหมายต้องได้รับโทษ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้กระทรวงมหาดไทยช่วยดูแลการเลือกตั้งร่วมกับกกต.เพื่อป้องกันการซื้อเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ

จากเสียงสะท้อนของมหาชนส่วนใหญ่ของประเทศดังกล่าวทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการร่างกฎหมายลูกมีความชอบธรรมที่จะใช้ยาแรงในการขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมเพื่อปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งคงต้องรอดูโฉมหน้าบรรดากฎหมายลูกที่จะออกมาว่าจะไปเป็นตามเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่หรือไม่ แค่ไหน หรือจะปล่อยให้การยึดอำนาจเพื่อปฏิรูปประเทศต้องเสียของ

ทีมข่าวการเมือง

แกะรอยวิบากกรรมแก๊งเพื่อแม้ว กฎหมายทยอยเช็คบิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/235715

วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าไม่อยากถูกจับได้ว่าโกหกหรือกระทำผิดก็จงอย่าได้กระทำ” ดูเหมือนจะเป็นสัจธรรมที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันดังเช่นที่บรรดาแกนนำและเหล่าสาวกขบวนการเพื่อแม้วกำลังถูกกฎหมายและกฎแห่งกรรมทยอยตามเช็คบิลอยู่ในขณะนี้

กรรมที่ตามเช็คบิลในคดีสำคัญนอกเหนือจากนายทักษิณ ชินวัตร นายใหญ่อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก ที่ต้องกลายเป็นสัมภเวสีหลบหนีโทษความผิดคดีทุจริตตามคำพิพากษาของศาลต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ในต่างแดนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว นายทักษิณ ซึ่งมีคดีทุจริตและคดีเกี่ยวกับความมั่นคงติดตัวอีกหลายคดีมีแนวโน้มที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนไปตลอดชีวิตเพื่อหลบหนีกรรมที่ตัวเองก่อไว้

นอกเหนือจาก นายทักษิณ คนในตระกูลชินที่ถูกหมายมั่นปั้นมือให้เป็นทายาททางการเมืองสืบทอดอำนาจตระกูลชินต่างทยอยใช้กรรมกับถ้วนหน้า ซึ่งที่สำคัญคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดภายใต้สโลแกน “ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ” ที่เป็นจำเลยคนสำคัญในคดีโครงการรับจำนำข้าวซึ่งสร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี และคดีทางแพ่งที่มีแนวโน้มถูกยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินมูลค่ามหาศาล นอกจากนี้ยังมีรัฐมนตรียุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ร่วมชะตากรรมคือนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผลอดีตรมช.พาณิชย์ และข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์อีก 4 คน ในคดีซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจีเก๊ ที่ใกล้คุกเข้าไปทุกขณะ แต่ที่เข้าคุกล่วงหน้าไปแล้วก่อนหน้านี้ก็คือ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง”นักธุรกิจเศรษฐีค้าข้าวซึ่งเป็นคนใกล้ชิด นายทักษิณ พร้อมกับกำลังจะถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท

ส่วนคนตระกูลชินคนอื่นๆ นอกเหนือจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็กำลังถูกกรรมโดยกฎหมายตามเช็คบิลเช่นกันคือ นายสมชายวงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯไร้ทำเนียบ ที่ส่อถูกดำเนินคดีฐานใช้อำนาจสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อปี 2551 ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโตของนายทักษิณ จ่ออาจถูกดำเนินคดีกรณีทุจริตแบงก์กรุงไทยปล่อยกู้ให้กลุ่มบริษัทเครือกฤษดามหานครยุครัฐบาลทักษิณทำให้รัฐเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งคดีนี้มี นายทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1 และก่อนหน้านี้ศาลฎีกาพิพากษจำคุกผู้บริหารแบงก์กรุงไทยไปแล้วหลายคน

แกนนำและเป็นขุมกำลังฐานคะแนนเสียงสำคัญของขบวนการเพื่อแม้วหลายต่อหลายคนทยอยใช้กรรมเข้าคุกไปแล้วก่อนหน้านี้จากคดีทุจริตประพฤติมิชอบเช่นกัน อาทิ นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีตรมว.เกษตรฯและเจ้าพ่อแห่งจ.ปทุมธานี นายวิทยา เทียนทอง อดีต สส.ผู้กว้างขวางแห่งจ.สระแก้ว คนตระกูล “บูรณุปกรณ์” อันทรงอิทธิพลแห่งเมืองเชียงใหม่ ที่ถูกดำเนินคดีฐานเผยแพร่รัฐธรรมนูญปลอมช่วงก่อนทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง หรือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี อดีตรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ที่ขณะนี้นอนอยู่ในคุกฐานใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจตระกูลชิน

ขณะที่หลายคนถูกถอดถอนและกำลังจะถูกดำเนินคดีจนหมดอนาคตทางการเมือง อาทิ นายประชา ประสพดี อดีตรมช.มหาดไทย และอดีตสส.สมุทรปราการ หลายสมัย พรรคเพื่อแม้ว ส่วน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นายอุดมเดชรัตนเสถียร อดีต สส.นนทบุรี และ นายนริศร ทองธิราช อดีต สส.สกลนคร พรรคเพื่อแม้ว ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด ซึ่งนอกจากเข้าสู่กระบวนการถอดถอนยังต้องถูกดำเนินคดีอาญา

ขณะที่ นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ พรรคเพื่อแม้ว ก็กำลังจะใช้กรรมจากคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

ส่วน 5 แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงนำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งเป็นจำเลยคดีก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองปี 2553 ล่าสุดอัยการเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ยกเลิกการปล่อยตัวชั่วคราวเนื่องจากละเมิดเงื่อนไขด้วยการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากศาลเห็นชอบตามคำร้องของอัยการ แกนนำคนเสื้อแดงทั้ง 5 จะสิ้นอิสรภาพถูกคุมขังทันที

และที่สำคัญก็คือชะตากรรมของอดีต สส.พรรคเพื่อแม้วเกือบ 300 คน ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยที่มีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งลบล้างโทษความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยวิธีการอันมิชอบ ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ช.กำลังใกล้ชี้ชะตารอการตัดสิน ซึ่งหากชี้มูลความผิดจะนำไปสู่การทำให้สส.พรรคเพื่อไทย ทั้งหมดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งนั่นหมายถึงการล่มสลายสูญพันธุ์ของพรรคเพื่อแม้ว

ทั้งหมดคือวิบากกรรมของเหล่าแกนนำขบวนการเพื่อแม้วที่กำลังถูกกฎหมายตามเช็คบิลซึ่งที่ต้องจับตาอย่ากะพริบก็คือชะตากรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์และพวกในคดีโครงการรับจำนำข้าว

ทีมข่าวการเมือง

จับตาเพื่อแม้วจุดกระแสป้องปู ตะแบงอ้างคดีจำนำข้าวถูกกลั่นแกล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/235549

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

สังคมกำลังเฝ้าจับตาหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อให้อำนาจกรมบังคับคดีดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมในการยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตสำคัญที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ เป็นจำเลยคนสำคัญ เพราะคาดว่า การเดินหน้าเอาผิดกับคดีนี้ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจากฝ่ายที่สูญเสียผลประโยชน์ด้วยการก่อกระแสคัดค้านทำลายความชอบธรรมทั้งในและนอกประเทศ โดยอ้างว่าเป็นการใช้อำนาจจากการรัฐประหารกลั่นแกล้งทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อดักคอล่วงหน้าโดยกล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าการใช้มาตรา 44 จะเป็นการก้าวล่วงอำนาจศาลหรือไม่ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้น

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวทำนองว่า แกนนำขบวนการเพื่อแม้วกำลังจะถูกล้างบางทางการเมืองด้วยกฎหมาย ซึ่งรวมทั้งชะตากรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในคดีจำนำข้าว

ความจริงในกรณีใช้มาตรา 44 เปิดทางให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์ผู้ที่เป็นจำเลยในคดีจำนำข้าวนั้นก็เนื่องมาจากเกิดปัญหาช่องโหว่ของกฎหมายดังที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯมือกฎหมายของรัฐบาล อธิบายว่า เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจหน่วยงานไหนในการยึดทรัพย์หรือเอาผิดทางแพ่งต่อนักการเมืองโดยเฉพาะคดีที่เกิดความเสียหายต่อรัฐเป็นมูลค่าสูงมหาศาลอย่างคดีจำนำข้าว จึงจำเป็นต้องอาศัยมาตรา 44 เป็นเครื่องมือเบิกทางให้อำนาจแก่หน่วยงานตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ซึ่งก็คือกรมบังคับคดีเป็นผู้ดำเนินการ

เพราะฉะนั้นถ้าจะว่าไปแล้วมาตรา 44 จึงเป็นเพียงเครื่องมืออุดช่องโหว่ของกฎหมายเปิดทางมอบอำนาจให้กรมบังคับคดีดำเนินการโครงการจำนำข้าวตามหลักปฏิบัติขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมปกติทุกประการ

แต่ที่สำคัญก็คือ บรรดาผู้ที่ถูกดำเนินคดีทั้งหลายหากมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้โกงชาติปล้นแผ่นดินหรือกระทำผิดก็ไม่ควรจะกลัวและต้องกล้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ออกมาแสดงอาการเหมือนร้อนตัวใช้วิธีการบ่อนทำลายความชอบธรรมตามกระบวนการกฎหมายแล้วอ้างว่าเป็นเรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมือง

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วออกอาการหลังพิงฝา จตุพรปลุกสู้ก่อนตายยกแก๊ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/235374

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

นับวันสถานการณ์บรรดาคนใกล้ชิดนายใหญ่และแกนนำขบวนการเพื่อแม้วต่างทยอยใช้กรรมทั้งที่เข้าคุกไปแล้วก็หลายรายและกำลังถูกถูกเช็คบิลด้วยความผิดตามกฎหมายโดยกระบวนการยุติธรรมอีกจำนวนมาก แต่ที่ต้องจับตาอย่างยิ่งก็คือกรณีที่อดีต สส.พรรคเพื่อไทยเกือบ 300 คน ที่เคยร่วมลงชื่อเสนอพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อลบล้างโทษความผิดให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก โดยไม่ชอบจนเป็นชนวนสู่การออกมาแสดงพลังต่อต้านของมวลมหาประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จำนวนเกือบ 10ล้านคน ซึ่งขณะนี้ชะตากรรมของอดีต สส.เพื่อแม้วเกือบ 300 คนอยู่ระหว่างรอการชี้มูลความผิด โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในไม่ช้านี้ซึ่งกรณีนี้หากพบว่าผิดจริงอาจหมายถึงการสูญพันธุ์ของพรรคเพื่อแม้วแบบตายยกแก๊ง

จึงไม่แปลกที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดง ถึงกับพล่านออกมาปลุกระดมให้อดีตสส.และอดีตสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ใน
สังกัดขบวนการเพื่อแม้วรวมพลังกันสู้ก่อนที่จะถูกกวาดล้างจนสูญพันธุ์หลังจากที่อดีตสส.และแกนนำขบวนการเพื่อแม้วถูกเล่นงานด้วยกฎหมายไปแล้วกว่า 40 คน และอดีต สส.ที่เคยสนับสนุน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีแนวโน้มที่จะต้องมีอันเป็นไปโดยอาจถูกเพิกถอนสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง เช่นเดียวกับเหล่าอดีตสส.บ้านเลขที่ 111 และบ้านเลขที่ 109ยุคพรรคไทยรักไทยที่มีแนวโน้มเผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายไม่แพ้กันภายใต้โทษถูกเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง ภายใต้ยาแรงตามกติกาของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ฉบับใหม่

ที่ผ่านมา แกนนำขบวนการเพื่อแม้วที่ออกมาเคลื่อนไหวตีรวนบ่อนทำลายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และรัฐบาลล้วนวนเวียนอยู่แต่ตัวละครหน้าเดิมๆไม่กี่คน ขณะที่บรรดาอดีต สส.เพื่อแม้วทั่วประเทศแทบจะยุติบทบาทอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่หลังการยึดอำนาจของคสช.เมื่อวันที่22 พ.ค. 2557 ทำให้การเคลื่อนไหวไร้พลัง

การส่งสัญญาณของ นายจตุพรจึงเหมือนเป็นการปลุกเร้าและเตือนให้บรรดาสาวกขบวนการเพื่อแม้วทั้งหลายรู้ถึงสถานการณ์ที่คับขันหลังพิงฝาใกล้ล่มสลายใกล้เข้าไปทุกขณะ โดยโอกาสที่พรรคเพื่อแม้วจะเอาชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นเพื่อกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้งภายใต้กติกาเพื่อปฏิรูปประเทศแทบจะเป็นศูนย์

แต่ที่เลวร้ายกว่าก็คือคดีต่างๆซึ่งเป็นกรรมเก่าในอดีตที่ถูกกลบเกลื่อนแช่แข็งยุคระบอบแม้วครองอำนาจกำลังถูกรื้อฟื้นให้กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และโดยเฉพาะคดีทุจริตทั้งหลายกำลังเห็นผลทยอยไล่เช็คบิลบรรดาแกนนำและสาวกขบวนการเพื่อแม้วโดยกรณีล่าสุดก็คือคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรที่มี นายวัฒนา เมืองสุขอดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ เป็นหนึ่งในจำเลยคนสำคัญ

ทั้งนี้ต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของบรรดาอดีต สส.พรรคเพื่อแม้ว ว่าจะเชื่อคำปลุกระดมของนายจตุพรให้รวมตัวสู้เพื่อนายใหญ่หรือจะสละเรือผละจากขบวนการเพื่อแม้วไปอยู่พรรคใหม่เพื่อความอยู่รอด

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วกระอัก บิ๊กตู่รุกโกยแต้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/235161

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลอันเป็นผลพวงอำนาจนอกวิถีทางประชาธิปไตยที่ปกครองประเทศเป็นปีที่ 3 แล้ว แต่นับวันรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับยังสามารถรักษาความศรัทธาของมหาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างคงเส้นคงวาซ้ำจะมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ขบวนการเพื่อแม้ว ซึ่งพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจ้องจับผิดบ่อนทำลาย คสช.และรัฐบาลมาตลอดกลับอยู่ในภาวะเสื่อมส่อแนวโน้มที่จะล่มสลายชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

ผลงานเกมรุกล่าสุดของ “บิ๊กตู่” ก็คือการเป็นผู้นำความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนแสดงพลังครั้งประวัติศาสตร์ที่ท้องสนามหลวงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาในการผนึกกำลังคนทั้งแผ่นดินเพื่อต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง ขณะรัฐบาลทยอยผลักดันกฎหมายปราบโกงออกมาอย่างต่อเนื่องล่าสุดคือเตรียมออกกฎหมายว่าด้วยการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวมหรือที่เรียกกันว่า กฎหมายฟัน 4 ชั่วโคตร ซึ่งมีสาระสำคัญเอาผิดทั้งตัวผู้กระทำผิดและคนในครอบครัวทั้งพ่อแม่ลูกเมีย

ตามด้วยผลงานล่าสุดของ “บิ๊กตู่” ด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดให้คดีความมั่นคงต่างๆ จากนี้ไปไม่ต้องขึ้นศาลทหาร แต่ไปขึ้นศาลยุติธรรมตามปกติอันเป็นการผ่อนคลายบรรยากาศทางการเมืองและสอดรับกับโรดแมปที่กำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง

ทั้งสองผลงานขอเรียกเรตติ้งให้กับ “บิ๊กตู่” จนพุ่งกระฉูด ขณะที่เหล่าสาวกขาประจำขบวนการเพื่อแม้วทำได้แค่พยายามหาเรื่องตีรวนจ้องจับผิดรัฐบาลและคสช.แบบตะแบงเอาสีข้างเข้าถู อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดง อ้างการประกาศเจตนารมณ์ปราบโกงของ“บิ๊กตู่” ว่าเป็นแค่การสร้างภาพ ขณะที่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยังคงออกมาฉายหนังม้วนเก่าซ้ำซากโจมตีรัฐบาลในเรื่องความล้มเหลวแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะการส่งออกที่ติดลบ

นักสังเกตการณ์ทางการเมืองประเมินแนวโน้มอนาคตของขบวนการเพื่อแม้วอย่าว่าแต่การกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า แม้แต่การเอาตัวรอดให้พ้นจากการล่มสลายก็ยังเป็นปัญหา เพราะบรรดาแกนนำคนใกล้ชิดนายใหญ่ต่างทยอยใช้กรรมด้วยกระบวนการตามกฎหมายเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดน้องสาวนายใหญ่ และพวกซึ่งเป็นจำเลยคดีรับจำนำข้าวที่สร้างความหายนะให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯหุ่นเชิดน้องเขยนายใหญ่ อยู่ในสภาพลูกผีลูกคนในคดีเหตุการณ์นองเลือดสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนมีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บจำนวนมาก เหล่าแกนนำเสื้อแดงนำโดย นายจตุพร ก็นับถอยหลังสู่การชี้ชะตาคดีก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 ขณะที่ก่อนหน้านี้แกนนำเพื่อแม้วหลายต่อหลายคนถูกกฎหมายจัดการจนไปใช้กรรมอยู่ในคุก ส่วนอีกหลายคนกำลังจะมีชะตากรรมไม่ต่างกัน

ดังนั้นสถานการณ์จากนี้เป็นต้นไปมีแนวโน้มว่าบิ๊กตู่จะโกยคะแนนจากศรัทธามหาชนมากขึ้นเรื่อยๆ และคงอยู่ยาว ขณะที่ขบวนการเพื่อแม้วนับวันมีแต่จะทรุดหลังพิงฝารอถึงวันแตกสลาย

ทีมข่าวการเมือง

วันประวัติศาสตร์แห่งความหวัง ขจัดพวกโกงชาติปล้นแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/235017

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

นับเป็นภาพแห่งประวัติศาสตร์ที่ภาครัฐเอกชนและประชาชนจำนวนมากสวมเสื้อยืดข้อความ “กรรมสนองโกง” ได้มาร่วมแสดงพลังอย่างพร้อมเพรียงที่หน้าสนามหลวงต่อหน้าวัดพระแก้วในวันต่อต้านคอร์รัปชั่น 2559 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหนาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน และงานนี้ไม่แต่เฉพาะที่ท้องสนามหลวงแต่เป็นวาระแห่งชาติที่จัดพร้อมกันในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ แล้วบุคคลสำคัญที่ร่วมกล่าวเปิดงานครั้งนี้และมีบทบาทสำคัญยิ่งมาตั้งแต่ต้นในการปลุกพลังวางรากฐานในการขจัดทุจริตคอร์รัปชั่นให้เกิดขึ้นเป็นจริงในบ้านเมืองเสียทีก็คือ นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมในฐานะประธานคณะกรรมการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.)

ทั้งนี้ การทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกินถึงกระดูกและเป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้ายทั้งปวงที่บ่อนทำลายชาติแบบตายผ่อนส่ง ขณะที่ผู้มีอำนาจ พ่อค้าและข้าราชการเพียงหยิบมือเดียวรวยเสพสุขอย่างอิ่มหมีพีมันบนความล่มจมของประเทศ จนมีคำกล่าวว่าเงินจากการโกงชาติปล้นแผ่นดินหากนำมารวมกันสามารถสร้างถนนด้วยทองคำจากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ได้อย่างสบาย หรือนำมาพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองประชาชนมีความสุขถ้วนหน้าได้นานแล้ว

นับเป็นเรื่องน่าแปลกที่การรณรงค์เพื่อขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขี้นอย่างจริงจังล้วนในยุคผู้นำประเทศไม่ใช่นักการเมืองโดยยุคผู้นำปราบโกงซึ่งเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศและทั่วโลกในอดีตก็คือยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และเพิ่งจะมาเห็นในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่ผู้นำนอกจากเป็นแบบอย่างของความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ยังริเริ่มต่อยอดการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นไปสู่ความร่วมมือกับภาคเอกชนและประชาชนจนกลายเป็นพลังขจัดโกงทั่วแผ่นดินสำเร็จเป็นครั้งแรกอย่างน่าชื่นชม ซึ่งการเอาจริงกับการขจัดคอร์รัปชั่นเช่นนี้จะไม่มีทางได้เห็นในยุครัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

หากจะให้การขจัดคอร์รัปชั่นเป็นจริงในบ้านนี้เมืองนี้จำเป็นที่จะต้องมีผู้นำประเทศที่ซื่อสัตย์สุจริตและเด็ดเดี่ยวปฏิรูปประเทศนาน 10-20 ปีเพื่อวางรากฐานให้มั่นคงต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่หวั่นเกรงก็คือ หากรัฐบาลคสช.หมดอำนาจและมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยเฉพาะหากพรรคธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมได้เป็นรัฐบาล แน่นอนว่าการโกงชาติปล้นแผ่นดินอย่างย่ามใจจะฟื้นคืนชีพกลับมาหลอนทำลายชาติบ้านเมืองอีกอย่างไม่ต้องสงสัย

ขณะเดียวกันคงต้องฝากความหวังไว้กับกติกาต่างๆ ในกฎหมายเพื่อการปราบโกงที่จะต้องใช้ยาแรงเด็ดขาดในการป้องกันและลงโทษพวกที่โกงบ้านกินเมืองทั้งทางอาญา แพ่ง และทางการเมืองส่วนระยะยาวต้องปลูกฝังค่านิยมคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ระดับอนุบาลให้รังเกียจการโกงแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การไม่หยิบฉวยของคนอื่นมาเป็นของตน สำหรับบรรดาพวกโกงบ้านกินเมืองตัวใหญ่ต้องใช้กฎหมายตามเช็คบิลให้สิ้นซากเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้คนชั่วพวกนี้เข้ามามีอำนาจในบ้านเมืองอย่างเด็ดขาดตลอดไป

 

นักการเมืองดิ้นเพื่อตัวเอง ขวางเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/234833

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บรรดานักการเมืองโดยเฉพาะพรรคเพื่อแม้วยังคงตั้งหน้าตั้งตาขวางพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญสำคัญโดยเฉพาะประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส.ที่มีแนวคิดใช้ยาแรงในการป้องปรามและลงโทษพรรคการเมืองและนักธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมเพื่อให้การปฏิรูปประเทศไม่เสียของ

พรรคเพื่อแม้วและเครือข่ายนั้นประกาศจุดยืนและเคลื่อนไหวค้านร่างรัฐธรรมนูญรวมทั้งต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ในทุกเรื่องทุกประเด็นตั้งแต่หลังการยึดอำนาจของคสช.เมื่อ 22 พ.ค.2557 และค้านโดยที่ยังไม่ทันยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ และแม้ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงจะผ่านฉันทามติของมหาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศจากการทำประชามติ ขบวนการเพื่อแม้วก็ยังจ้องตามค้าน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่กำลังทยอยนำเสนอสู่คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งๆ ที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ

การคัดค้านรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกโดยขบวนการเพื่อแม้วรวมทั้งบรรดานักการเมืองบางพรรคส่อพฤติการณ์ค้านโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานเชิงสร้างสรรค์โดยยึดเป้าหมายเพื่อการปฏิรูปประเทศเป็นที่ตั้ง แต่เป็นการค้านเพื่อรักษาสถานภาพของตัวเองให้กลับไปประพฤติตัวเลวร้ายได้เหมือนเดิม

ขณะที่บรรดานักการเมืองพยายามดิ้นรนเพื่อตัวเอง ผลการสุ่มตัวอย่างสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศของโพลล์สำนักต่างๆ ในภาพสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเสื่อมศรัทธานักการเมืองและต้องการให้ปฏิรูปประเทศ โดยสำนักวิจัยซูเปอร์โพลพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 86.3 มองว่านักการเมืองคือต้นเหตุแห่งความขัดแย้งในหมู่ประชาชนมากที่สุด ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่าไม่ชอบพรรคการเมืองใดเลยในปัจจุบันที่เสนอทางออกให้ประเทศ

นอกจากนี้ประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 93.3 ระบุว่าพฤติกรรมของนักการเมืองที่ควรปรับปรุงปฏิรูปตัวเองมากที่สุดคือการทุจริตคอร์รัปชั่น รองลงมาคือหาผลประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้องเครือญาติ และพฤติกรรมที่ชอบยั่วยุ ก้าวร้าวปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้ง

ที่สำคัญประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 77.6 เห็นด้วยที่จะรีเซตพรรคการเมืองเพื่อไม่ให้การปฏิรูปประเทศเสียของ โดยเฉพาะการขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น จัดระเบียบนักการเมืองโดยต้องการนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีอุดมการณ์ทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะที่สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศล่าสุดสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยที่นักการเมืองและแกนนำกลุ่มการเมืองที่ทำผิดกฎหมายต้องได้รับโทษ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้กระทรวงมหาดไทยช่วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในการป้องกันการซื้อเสียงเพราะไม่มั่นใจในศักยภาพของกกต.

จากปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ขณะที่นักการเมืองซึ่งเป็นคนแค่หยิบมือเดียวของประเทศและเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติตลอดช่วงที่ผ่านมากลับยังพยายามดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่อขวางการเดินหน้าปฏิรูปประเทศเพื่อตัวเอง ซึ่งสวนทางกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่เอือมระอานักการเมืองและอยากเห็นการเดินหน้าปฏิรูปประเทศเพื่อให้พ้นวังวนของวงจรอุบาทว์อันเลวร้ายเสียทีไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

ทีมข่าวการเมือง

เส้นทางวิบากนายกฯคนนอก ไม่ง่ายแต่จำเป็นต้องไปให้ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/234700

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ด้วยความเข้มแข็งของรัฏฐาธิปัตย์ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ทั้งพลังสนับสนุนจากมหาชนส่วนใหญ่ของประเทศกองทัพที่เป็นเอกภาพ ตลอดจนแรงหนุนจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ รวมทั้งภายใต้กติกาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และคำถามพ่วงที่ผ่านการทำประชามติทำให้แนวโน้มที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะนั่งเก้าอี้นายกฯคนนอกหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้ามีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ด้วยความจำเป็นเพื่ออาศัยกลไกประชาธิปไตยครึ่งใบวางรากฐานปฏิรูปประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านให้สำเร็จไม่ย้อนกลับไปสู่วังวนวงจรอุบาทว์อันเลวร้ายที่ทำลายประเทศตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นักสังเกตการณ์ทางการเมืองมองว่านายกฯคนนอกถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกซึ่งสะท้อนจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่เปิดช่องให้มีนายกฯคนนอกและให้สมาชิกวุฒิสภา(สว.)มีสิทธิร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการโหวตเลือกนายกฯคนต่อไป รวมทั้งระบบเลือกตั้งแบบใหม่ที่คะแนนเลือกตั้งทุกคะแนนมีความหมาย ซึ่งจะทำให้พรรคขนาดใหญ่ได้จำนวน สส.ลดลง ขณะที่พรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กจะได้จำนวนสส.เพิ่มขึ้นทำให้การจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งมีแนวโน้มที่จะต้องเป็นรัฐบาลผสมซึ่งจะเปิดโอกาสมากขึ้นสำหรับนายกฯคนนอก

แนวคิดให้มีนายกฯคนนอกทำให้มีการเสนอสูตร “ป๋าเปรมโมเดล” ที่บรรดาพรรคการเมืองเคยสนับสนุน พล.อ.เปรม ให้เป็นผู้นำประเทศยาวนานถึง 8 ปี ในอดีต ทั้งๆ ที่ พล.อ.เปรม ไม่มีฐาน สส.ในสภาผู้แทนราษฎรแม้แต่คนเดียว แต่ด้วยบารมีและลักษณะพิเศษของ พล.อ.เปรม ที่มีสายสัมพันธ์กับคนในแวดวงต่างๆ อย่างกว้างขวางและบุคลิกที่ประนีประนอมแต่ซ่อนความเด็ดขาดจริงจังจนเป็นที่ยอมรับเกรงใจของบรรดาพรรคการเมือง ตลอดจนการรู้จักเลือกใช้คนเข้ามาช่วยงาน ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีบุคลิกที่แข็งกร้าวตรงไปตรงมาไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครจึงเกรงว่าอาจเป็นอุปสรรคต่อการก้าวสู่นายกฯคนนอกยกเว้นจะมีการปรับท่าทีให้สอดคล้องกับสถานการณ์

แต่จุดแข็งของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คือกล้าตัดสินใจทำงานรวดเร็วและได้รับพลังสนับสนุนจากมหาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังศรัทธาซึ่งสะท้อนจากผลการลงประชามติที่ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนกลไกประชาธิปไตยครึ่งใบเพื่อปฏิรูปประเทศรวมทั้งผลสำรวจของโพลล์สำนักต่างๆ ที่ชี้ว่า ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเสมอต้นเสมอปลายหลังการยึดอำนาจมานานถึง 3 ปีแล้ว และความเชื่อมั่นของประชาชนชัดเจนถึงขนาดไม่ขัดข้องหาก พล.อ.ประยุทธ์ จะนั่งเก้าอี้นายกฯคนนอก

นอกเหนือจาก “ป๋าเปรมโมเดล” อีกแนวคิดหนึ่งที่มีการโยนหินถามทางหวังปูทางไปสู่นายกฯคนนอกก็คือการตั้งพรรคทหาร อย่างไรก็ตามจากประวัติศาสตร์มีบทเรียนให้เห็นแล้วว่า พรรคทหารไม่เคยประสบความสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว ซ้ำพรรคร่างทรงทหารอย่างพรรคสามัคคีธรรม ยุครสช. ถูกโจมตีว่าสืบทอดอำนาจจนเป็นชนวนให้พลังประชาชนออกมาต่อต้านนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดพฤษภาทมิฬซึ่งทำลายภาพพจน์กองทัพจนย่อยยับ

แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันอาจแตกต่างจากอดีตอยู่บ้างหากมีการตั้งพรรคทหารเพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯคนนอกเพราะประชาชนส่วนใหญ่เอือมระอานักการเมือง และเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำในการปฏิรูปประเทศต่อไปหลังการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การมีนายกฯคนนอกอาจไม่ง่ายเหมือนโรยด้วยดอกกุหลาบเพราะถูกตั้งป้อมต่อต้านจาก 2 พรรคใหญ่ คือ เพื่อไทยและประชาธิปัตย์ อีกทั้งการเลือกนายกฯหลังการเลือกตั้งในขั้นตอนแรกเป็นสิทธิของสภาผู้แทนราษฎรที่จะเลือกจากผู้ที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคเสนอพรรคละ 3 รายชื่อ ซึ่งหากเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรหรือ 251 เสียงขึ้นไป เลือกนายกฯจาก 3 รายชื่อ ทุกอย่างก็จบเท่ากับปิดทางนายกฯคนนอก เว้นแต่พรรคการเมืองต่างๆ จะไม่สามารถตกลงประนีประนอมกันได้จึงเปิดช่องทางให้มีการเสนอยกเว้นการเลือกนายกฯจากบัญชี 3 รายชื่อของพรรคการเมืองแล้วเสนอนายกฯคนนอกได้โดยการเลือกนายกฯคนนอกในขั้นตอนที่สองนี้จะมีสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ร่วมลงมติคัดเลือกด้วย

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเส้นทางวิบาก แต่เมื่อสถานการณ์ของชาติบ้านเมืองบังคับและจำเป็นทำให้คาดว่าถึงอย่างไรต้องมีนายกฯคนนอกเพื่อปฏิรูปประเทศช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ด้วยวิธีการใดก็วิธีการหนึ่ง โดยแนวโน้มสถานการณ์ที่ต้องจับตาก็คือท่าทีของ 2 พรรคใหญ่ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีความยืดหยุ่นทางการเมืองและน่าจะมีโอกาสเข้ากับคสช.ได้ดีกว่าพรรคเพื่อไทยที่จุดยืนทางการเมืองต่างจากคสช.แทบจะสิ้นเชิง ดังนั้นน่าจับตาพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางนายกฯคนนอกภายใต้สถานการณ์หลังการเลือกตั้ง

ทีมข่าวการเมือง

ระบอบแม้วในคราบปชต.จอมปลอม หรือสังคมยังจะให้โอกาสกลับมาทำร้ายปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/234585

วันเสาร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ที่ลงดาบชี้มูลความผิดทางอาญา 3 ตัวการของพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภาฉายา “ขุนค้อน” และนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต สส.นนทบุรีฐานร่วมกันสับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ขณะที่ นายนริศร ทองธิราช อดีต สส.สกลนคร มีความผิดฐานโกงผลคะแนนการลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาสว.ด้วยการเสียบบัตรแทนเพื่อนสส.พรรคเพื่อไทยกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมถือเป็นการสะท้อนให้เห็นธาตุแท้ของขบวนการเพื่อแม้วที่หน้าฉากพยายามสร้างภาพต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่หลังฉากซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงกลับตรงกันข้างอย่างสิ้นเชิงเพราะเป็นธุรกิจการเมืองทุนสามานย์เผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม

รัฐบาลหุ่นเชิดระบอบแม้วภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นอกจากส่อพฤติการณ์ลุแก่อำนาจใช้ความเผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมกระทำสิ่งเลวร้ายตามใจชอบนอกเหนือจากความพยายามผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ สว.แล้ว ที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็คือหักดิบผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยตอนรุ่งสางโดยอ้างการสร้างความปรองดองบังหน้า แต่มีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งลบล้างโทษความผิดให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก จนเป็นชนวนให้มวลมหาประชาชนออกมาแสดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จำนวนหลายล้านคนเพื่อคัดค้านอำนาจเผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยและนำไปสู่การขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์

โครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความพินาศล่มจมให้ประเทศร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์คาดว่าเป็นมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท ซึ่งผลจากโครงการรับจำนำข้าวยุคยิ่งลักษณ์ได้ทำลายวงจรข้าวของประเทศทั้งระบบซึ่งยังส่งผลมาจนทุกวันนี้

ที่ผ่านมาระบอบทักษิณมักสร้างภาพต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอด แต่กลับส่อพฤติการณ์ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงโดยเป็นธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ใช้เงินกว้านซื้อ สส. ซื้อเสียง ซื้อประชาธิปไตย ซื้อประเทศเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ จากนั้นทุจริตคอร์รัปชั่นโกงชาติปล้นแผ่นดินถอนทุนบวกกำไรมหาศาล และใช้ทุนและอำนาจรัฐอันฉ้อฉลซื้อพวกซื้อข้าราชการและเอาชนะการเลือกตั้งเพื่อหวังผูกขาดอำนาจอย่างถาวรกลายเป็นวงจรอุบาทว์อันชั่วร้าย

สำหรับพรรคเพื่อแม้วนั้น ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่า โดยเนื้อแท้แล้วไม่ต่างจากการเป็นบริษัทการเมืองจำกัดโดยบรรดา สส.หาใช่ตัวแทนปวงชนอย่างแท้จริงไม่ แต่มีสถานะไม่ต่างจากลูกจ้างบริษัทที่รับท่อน้ำเลี้ยงและฟังคำสั่งจากเจ้าของบริษัทเพียงคนเดียว

ในยุครัฐบาลระบอบแม้วเรืองอำนาจสุดขีดยังเหิมเกริมถึงขนาดละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยการออกพระราชกำหนดเพื่อลดภาษีแก่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเอื้อประโยชน์ต่อตระกูลชินมูลค่ามหาศาล ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้การออกพระราชกำหนดจะกระทำได้ต่อเมื่อบ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤติร้ายแรงที่เป็นภัยต่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น

นอกจากนี้ระบอบแม้วด้วยการอาศัยมวลชนจัดตั้งคือม็อบเสื้อแดงและกองกำลังก่อการร้ายใต้ดินสร้างสถานการณ์รุนแรงหวังช่วงชิงอำนาจรัฐในเหตุการณ์ก่อจลาจลทั่วกทม.และบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่พัทยาเมื่อปี 2552 แต่ประสบความล้มเหลว จนในปีถัดมาขบวนการเพื่อแม้วสร้างสถานการณ์ลอบก่อวินาศกรรมตามสถานที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่องและจบลงด้วยม็อบเสื้อแดงเคลื่อนไหวคู่ขนานกับกองกำลังติดอาวุธใต้ดินสร้างสถานการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553

ในเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ม็อบเสื้อแดงยังยกกำลังบุกสภากาชาดไทยและโรงพยาบาลจุฬาฯจนต้องมีการอพยพผู้ป่วยกันอย่างอลหม่านซึ่งในจำนวนนี้หลายคนเป็นผู้ป่วยวิกฤติ และที่เลวร้ายคือต้องมีการอพยพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งรักษาอาการพระประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯไปยังโรงพยาบาลศิริราชเป็นการชั่วคราว ซึ่งพฤติการณ์ของม็อบเสื้อแดงถือเป็นการละเมิดกฎสากลที่กำหนดให้โรงพยาบาลถือเป็นสถานที่ปลอดภัยที่ต้องปลอดจากการคุกคามอย่างเด็ดขาดไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ แม้แต่ในยามสงคราม

ตัวอย่างพฤติการณ์ของขบวนการเพื่อแม้วทั้งหมดข้างต้นจึงสวนทางกับระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น กรณีป.ป.ช.มีมติลงดาบ 3 สาวกขบวนการเพื่อแม้วทั้ง 3 จึงเป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่สะท้อนความเป็นพวกประชาธิปไตยจอมปลอมของขบวนการเพื่อแม้ว ทั้งๆ ที่ธาตุแท้เป็นธุรกิจการเมืองเผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยลวงโลกที่กำลังทยอยชดใช้กรรมจากการเหลิงในอำนาจในอดีต ขณะเดียวกันคงต้องตั้งคำถามกับสังคมว่า ยังจะให้โอกาสขบวนการเพื่อแม้วกลับมามีอำนาจทำร้ายประเทศเหมือนที่ผ่านมาอีกหรือไม่ โดยเฉพาะในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า

ทีมข่าวการเมือง