พรบ.ประกอบรธน.ต้องชัดเจนเข้มข้น ไม่ทำให้ปฏิรูปปราบโกงต้องเสียของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/234435

วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ขณะนี้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มทยอยส่งแนวคิดร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญสำคัญ 4 ฉบับสำคัญอันจะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองประกอบด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองไปยัง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์เป็นประธาน เพื่อให้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแม่และคำถามพ่วง ที่ผ่านการทำประชามติมาแล้ว

ล่าสุดมีข้อเสนอจาก นายเสรี สุวรรณภานนท์ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจคือ การกำหนดให้การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องแสดงแบบรายการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี แสดงตนประกาศให้สมาชิกและประชาชนรู้ล่วงหน้าก่อนลงเลือกตั้ง 1 ปี ขณะเดียวกันให้สมาชิกในเขตเลือกตั้งเป็นผู้คัดเลือกผู้สมัครเลือกตั้งด้วยวิธีการเลือกตั้งชั้นต้น (Primary Vote) เหมือนการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา

ส่วนเรื่องเงินสนับสนุนพรรคการเมืองห้ามผู้ใดหรือนิติบุคคลใดสนับสนุนเงินลงทุนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกกรณี เว้นแต่บริจาคตามที่กฎหมายกำหนด และห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งนำเงินของบุคคลหรือนิติบุคคลใดมาใช้จ่ายหรือสนับสนุนการเลือกตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และห้ามพรรคการเมือง หัวหน้าพรรคกรรมการบริหารพรรคหรือตัวแทนรับเงินบริจาคที่ผิดกฎหมาย

ในกรณีพรรคการเมืองใดกระทำผิดอันเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและทำลายความมั่นคงของชาติ พรรคการเมืองนั้นต้องสิ้นสภาพ และในกรณีที่นายทุน กลุ่มทุน นำเงินมาลงทุนในพรรคเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงโดยจำคุก 5-10 ปี โดยไม่รอลงอาญา ปรับ 20 ล้านบาท หากเป็นนิติบุคคลกระทำผิดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบกระแสเงินหมุนเวียนด้วย ส่วนผู้สมัคร สส.และสว.หากกระทำผิดให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับ 20 ล้านบาทพร้อมเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งตลอดชีวิต

และในกรณีการกระทำผิดของผู้สมัคร สส.หรือสว.พิสูจน์ได้ว่าพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็นปล่อยปละละเลยหรือไม่ระงับยังยั้ง หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคถือว่ามีความผิดต้องถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

นี่แค่ตัวอย่างซึ่งผลสรุปจะออกมาอย่างไรคงต้องจับตาดู แต่ที่แน่ๆ คือสังคมไม่อยากเห็นการยึดอำนาจเสียของกลับไปสู่วังวนของวงจรอุบาทว์อันชั่วร้ายแบบเดิมๆ และอยากเห็นการปฏิรูปประเทศเดินหน้าอย่างจริงจังด้วยการใช้ยาแรงขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม ที่เต็มไปด้วยการทุจริตโกงชาติปล้นแผ่นดิน การซื้อ สส. ซื้อเสียง ซื้อประชาธิปไตย ซื้ออำนาจรัฐซื้อประเทศ ซึ่งเป็นต้นเหตุของความวิบัติหายนะของชาติตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทีมข่าวการเมือง

5แกนนำแดงพอใกล้คุก ตะแบงอ้าง2มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/234255

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ไม่น่าแปลกใจและเป็นไปตามคาดเมื่อนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานคนเสื้อแดงออกมาโวยวายตะแบงแบบแผ่นเสียงตกร่องอ้างว่า กระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐานเหมือนเคยหลังจากที่ฝ่ายอัยการได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญามีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว นายจตุพร และแกนนำเสื้อแดงอีก 4 คน ประกอบด้วย นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานคนเสื้อแดง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการคนเสื้อแดง นพ.เหวง โตจิราการ และนายนิสิต สินธุไพร โดยทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาในคดีก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองในเหตุการณ์เมื่อปี 2553

ทั้งนี้ ฝ่ายอัยการให้เหตุผลว่า เหล่าแกนนำทั้งหมดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวที่ห้ามไม่ให้มีการเคลื่อนไหวทาง
การเมือง แต่กลับปรากฏว่ายังมีการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกรณีที่ นายจตุพร และพวกไปออกรายการ “มองไกล” ทางช่องพีซทีวี ซึ่งเป็นทีวีเสื้อแดง โดยมีการพูดในลักษณะที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมือง

หากศาลอนุมัติให้เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวนั่นหมายความว่าเหล่าแกนนำเสื้อแดงทั้ง 5 คนต้องถูกคุมตัวเข้าห้องขังทันที

ขณะที่ นายจตุพร พยายามตะแบงอ้างว่าฝ่ายตัวเองถูกปฏิบัติแบบ 2 มาตรฐานโดยเปรียบเทียบกับคดีการชุมนุมของมวลมหาประชาชนกลุ่ม กปปส. กลับไม่มีความคืบหน้า

ทั้งๆ ที่ความจริงคดีก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองที่เหล่าแกนนำคนเสื้อแดงตกเป็นจำเลยเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่การชุมนุมของกลุ่มกปปส.เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2557 ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์นี่เอง อีกทั้งบริบทพฤติการณ์ของรูปคดีก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ที่ผ่านมาขณะที่คนของขบวนการเพื่อแม้วบ่อนทำลายศาลและองค์กรอิสระต่างๆ มาตลอดอ้างว่า 2 มาตรฐาน แต่พฤติการณ์ที่เป็นจริงกลับส่อเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว โดยเวลาที่ศาลหรือองค์กรอิสระตัดสินเป็นคุณให้กับฝ่ายตัวเองก็จะยอมรับชื่นชม แต่พอศาลหรือองค์กรอิสระตัดสินลงโทษฝ่ายตัวเองก็จะโจมตีบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของศาลหรือองค์กรอิสระอ้างว่า 2 มาตรฐาน

ถ้าจะว่าไปแล้วการที่ฝ่ายอัยการขออำนาจศาลสั่งเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำเสื้อแดงทั้ง 5 คนถือว่าช้าไปด้วยซ้ำทั้งๆที่ควรทำมานานแล้ว เพราะที่ผ่านมาหลังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เหล่าแกนนำเสื้อแดงมีพฤติกรรมละเมิดเงื่อนไขของอัยการด้วยการออกมาเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนทางการเมืองอย่างต่อเนื่องมาตลอด และนับวันมีแนวโน้มที่ดุเดือดร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ข้ออ้างของนายจตุพรจึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นแค่การตะแบงหาข้ออ้างบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

ทีมข่าวการเมือง

สัญญาณใช้ทางสายกลาง เปิดทางมท.ช่วยกกต.ดูแลเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/234085

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ปมข้อเสนอแนวคิดที่จะให้ยุบเลิกคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประจำจังหวัดและให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาทำหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งแทน กกต.กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงจนกลายเป็นการเปิดศึกน้ำลายอย่างดุเดือดระหว่าง 2 คู่หู ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)คือ นายวันชัย สอนศิริ กับ นายเสรี สุวรรณภานนท์ กับเหล่านักการเมืองจน ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมายต้องออกมาปรามให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการตอบโต้ไปมาจนทำให้เกิดความขัดแย้ง และควรพูดในเชิงสร้างสรรค์และด้วยเหตุผล

แนวคิดที่จะให้ยุบกกต.จังหวัดและให้กระทรวงมหาดไทย มาดูแลการเลือกตั้งกลายเป็นประเด็นร้อนที่มีทั้งฝ่ายคัดค้านและสนับสนุน ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกหากข้อถกเถียงเป็นการระดมความเห็นที่หลากหลายและอยู่บนพื้นที่ของการสร้างสรรค์ แต่ที่เป็นปัญหาเพราะมีการใช้
วาทกรรมด้วยอารมณ์อยู่เหนือเหตุผลจนเกิดปัญหา

ตัวอย่างการเสนอความเห็นด้วยเหตุและผลอาทิ นายศุภชัย สมเจริญประธานกกต. มองว่าหากให้กระทรวงมหาดไทย มาช่วยดูแลการเลือกตั้งและยุบกกต.จังหวัดถือเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เพราะการตั้งกกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระขึ้นมาก็เพื่อให้ทำหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งทั้งหมด

ขณะที่ นางสดศรีสัตยธรรม อดีตกกต. กลับเห็นตรงกันข้ามโดยให้เหตุผลว่าที่ผ่านมา กกต.ล้มเหลวทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมาแล้วถึง 2 ครั้ง ดังนั้นจึงควรให้กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีศักยภาพมากกว่าเข้ามาดูแลการเลือกตั้งจะดีกว่า

ก่อนหน้านี้นายราเมศ รัตนะเชวงรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาค้านข้อเสนอให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาคุมการเลือกตั้งแทนกกต.โดยย้ำว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ที่กำหนดให้กกต.มีอำนาจหรือดำเนินการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ดร.วิษณุ ให้ความเห็นประเด็นการยุบกกต.จังหวัดอย่างน่าสนใจว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติในเรื่องกกต.จังหวัดอยู่แล้ว ดังนั้นการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต.ฉบับใหม่จึงต้องนับหนึ่งใหม่โดยถือว่าโครงสร้างกกต.ที่มีอยู่เดิมเป็นศูนย์ ส่วนบทบาทอำนาจหน้าที่หลังมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ผู้ร่างจะกำหนด แต่ทั้งนี้กกต.ยังต้องมีอยู่ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้กกต.เป็นทั้งผู้วางระเบียบและผู้ปฏิบัติการจัดและควบคุมการเลือกตั้ง ส่วนหากจะให้หน่วยงานไหน อาทิ กระทรวงมหาดไทยมาช่วยในระดับปฏิบัติไม่ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ

เพราะฉะนั้นความเห็นของดร.วิษณุ น่าจะเป็นการส่งสัญญาณว่า คงจะต้องมีการทบทวนบทบาทของกกต.ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเหมาะสมตามสถานการณ์โดยใช้ทางสายกลางนั่นคือมีกระทรวงมหาดไทยเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ช่วยในการดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยกกต.จะเป็นผู้กำกับดูแลนโยบายในภาพกว้างและมีอำนาจในการให้คุณให้โทษผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ทีมข่าวการเมือง

จับตา5เสือกกต.ร้าวระอุ เปิดศึกชิงเก้าอี้ประธาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/233885

วันอังคาร ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ปัญหารอยร้าวใน 5 เสือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งคุกรุ่นมานานแล้วนับวันจะร้อนแรงมากขึ้นทุกขณะถึงขนาดมีการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดโดยปมปัญหาอยู่ที่การชิงเก้าอี้ประธาน กกต.

สำหรับ 5 เสือกกต.ประกอบด้วย นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน และกรรมการ ได้แก่ นายประวิช รัตนเพียร, นายสมชัย ศรีสุทธิยากร, นายบุญส่ง น้อยโสภณ และ นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์

ข่าวงัดข้อปีนเกลียวใน 5 เสือกกต.อึมครึมมานานแล้วจนล่าสุดมีการระเบิดจนวงแตกในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อ กกต. 3 คน รวมหัวกันทวงถามเรียกร้องให้ นายศุภชัย ลาออกจากเก้าอี้ประธานกกต.ตามที่เคยให้คำมั่นสัญญาเพื่อผลัดเปลี่ยนให้กกต.คนอื่นขึ้นมาทำหน้าที่ประธานบ้างโดยเฉพาะ นายประวิช

อย่างไรก็ตาม นายศุภชัย ชี้แจงกับเพื่อนกกต.ว่า ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง แต่ที่ยังไม่ลาออกเพราะก่อนหน้านี้ต้องเตรียมการเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และคำถามพ่วง อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนในข้อกฎหมายว่า หากลาออกจากประธานกกต.แล้วจะทำให้พ้นสถานะ กกต.ด้วยหรือไม่ ทั้งนี้เนื่องจากคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 40/2559 ที่ให้งดการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ ทั้งหมดไว้ก่อน

แต่มีกกต.ฝ่ายที่ต้องการให้เปลี่ยนตัวประธานแย้งว่า การลาออกจากประธานกกต.ไม่ทำให้พ้นจากการเป็นกกต. โดยยกกรณีศาลรัฐธรรมนูญเมื่อครั้ง นายชัช ชลวร ลาออกจากประธานศาลรัฐธรรมนูญแต่ก็ยังทำหน้าที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จนปัจจุบัน ส่วนคำสั่งคสช.ที่ 40/2559 ก็เป็นเพียงการห้ามกรณีการสรรหากรรมการองค์กรอิสระใหม่ ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนตำแหน่งในองค์กรอิสระ

ข่าวแจ้งว่าการโต้เถียงระหว่าง 5 เสือกกต.ในการประชุมเป็นการภายในครั้งล่าสุดถึงกับวงแตกไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ขณะที่กกต. 3 คน สั่งให้พนักงานสำนักงานกกต.ทำหนังสือไปยังคสช.เพื่อขอความชัดเจนกรณีคำสั่งคสช.ที่ 40/2559 ว่ามีข้อห้ามเปลี่ยนตัวประธานกกต.หรือไม่

สถานการณ์รอยร้าวใน 5 เสือกกต.หากยังดำเนินต่อไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อการทำหน้าที่ของกกต.ในอนาคตและเป็นการสร้างความระส่ำระสายบั่นทอนขวัญกำลังใจของพนักงานทั้งหมดของสำนักงานกกต.

แนวโน้มที่ต้องจับตาต่อไปก็คือหาก 5 เสือกกต.ยังงัดข้อปีนเกลียวกันต่อไปจนบานปลายไม่แน่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคสช.อาจใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวโละ 5 เสือกกต.แล้วตั้งใหม่ยกชุดก็เป็นได้

ทีมข่าวการเมือง

ดีเอสไอต้องรีบฟื้นวิกฤติศรัทธา สาวลึกตรงไปตรงมาคดีที่ดินพังงาดับปริศนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/233703

วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ หลังจากที่ พล.ต.นพ.เหรียญทองแน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะออกมาฟันธงเชื่อว่าการตายอย่างปริศนาของนายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าหน้าที่ที่ดินจ.พังงา เพราะถูกฆาตกรรม และคาดว่าจะเป็นการจัดฉากอำพรางทำเป็นขบวนการโดยมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)บางคนเกลือเป็นหนอน โดยที่ผู้บริหารดีเอสไอไม่มีส่วนรู้เห็น แต่ถูกวางยาหวังดิสเครดิตองค์กรดีเอสไอที่ขณะนี้กำลังรับผิดชอบคดีสำคัญระดับชาติบางคดี

พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าวตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “นายธวัชชัยเป็นเพียงตัวละครที่บังเอิญมีความเหมาะสมที่จะนำไปสังหารเพื่อทำให้สังคมหลงทางว่า ผู้เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงโฉนดที่ดินที่เป็นคดีในอดีตเป็นผู้บงการโดยได้รับความร่วมมือจากดีเอสไอเพื่อทำให้ดีเอสไอกลายเป็นหน่วยงานชั่วร้ายกลายเป็นผู้ร้ายทางสังคม ซึ่งสังคมไม่ควรด่วนสรุปเพราะจะทำให้มีผู้ที่ได้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้นำไปขยายผลให้ลุกลามไปจนถึงกระทรวงยุติธรรม เพื่อหวังผลให้ตัวเองนำไปใช้เป็นข้ออ้างขอลี้ภัยในคดีสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่ดีเอสไอกำลังดำเนินการอยู่และตัวคนบงการกำลังใกล้จนมุมอยู่แล้ว”

ข้อสังเกตของ พล.ต.นพ.เหรียญทอง ทำให้ตั้งข้อสงสัยนึกถึงคดีใหญ่ระดับชาติที่อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอนั่นก็คือ การออกหมายจับ ธัมมชโย เจ้าสำนักจานบิน และพวกฐานฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น รวมไปถึงเรื่องอื้อฉาวอื่นๆ ของสำนักจานบินอีกจำนวนมาก

หากข้อสันนิษฐานของ พล.ต.นพ.เหรียญทอง เป็นจริงถือเป็นเรื่องชั่วร้ายและน่ากลัวมากเพราะเป็นการบ่อนทำลายกระบวนการยุติธรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและสะท้อนให้เห็นว่ามีเกลือเป็นหนอนในดีเอสไอ

ปมการตายปริศนาของ นายธวัชชัย ความสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องคดีทุจริตฉ้อฉลการออกที่ดินในหลายจังหวัดภาคใต้มูลค่านับหมื่นล้านบาท เพราะคดีนี้มีพยานหลักฐานชัดเจนมานานแล้ว และ นายธวัชชัย ก็เป็นเพียงหนึ่งในผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีจึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องฆ่าเพื่อปิดปากตัดตอนเพราะไม่มีผลต่อรูปคดี

แต่ปมปริศนาคดีนี้น่าจะซ่อนเบื้องหลังใหญ่กว่าที่คิดซึ่ง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมดีเอสไอ ต้องคลี่คลายปมปริศนาคดีนี้อย่างตรงไปตรงมาและสามารถอธิบายต่อสังคมได้อย่างกระจ่างชัด โดยเฉพาะหากมีเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีนี้ เพื่อฟื้นวิกฤติศรัทธาของดีเอสไอและกระทรวงยุติธรรมให้กลับมาโดยเร็ว

ทั้งนี้หากปล่อยให้คดีอึมครึมไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสังคม อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่และถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งจะเข้าทางขบวนการชั่วร้ายที่ขณะนี้จ้องหาโอกาสเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นโทษความผิดในคดีสำคัญ

ทีมข่าวการเมือง

เส้นทางสู่การปฏิรูปปท.สดใส ภายใต้พลังเอกภาพแห่งรัฏฐาธิปัตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/233546

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

การเข้าอวยพรวันเกิดครบรอบ 96 ปี ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ของบรรดาบุคคลสำคัญที่คุมรัฏฐาธิปัตย์ของประเทศนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พร้อมด้วย คณะรัฐมนตรี ตลอดจนผู้นำเหล่าทัพและตำรวจพร้อมหน้าสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของรัฏฐาธิปัตย์อย่างไม่เคยมีมาก่อนและบ่งชี้แนวโน้มเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯคนนอกของพล.อ.ประยุทธ์หลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า เพื่อเดินหน้าภารกิจปฏิรูปประเทศให้สำเร็จไม่ทำให้การยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ต้องเสียของมีความชัดเจนมากขึ้น

บรรยากาศงานวันเกิดที่คึกคักอย่างไม่เคยมีมาก่อนและเต็มไปด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสและพลังสะท้อนถึงความเป็นเอกภาพแห่งรัฏฐาธิปัตย์ และสยบข่าวลือต่างๆ นานา โดยเฉพาะความระหองระแหงกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ น้องสามของนายทหารสายบูรพาพยัคฆ์ กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเป็นพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ รวมทั้งข่าวร่ำลือการวัดรอยเท้า “ป๋าเปรม” ของ พล.อ.ประวิตร

ที่สำคัญคือ “ป๋าเปรม” ประกาศอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาว่า พร้อมที่จะทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านอันเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่เพื่อแผ่นดินและประชาชนให้สำเร็จ ซึ่งแม้จะไม่ใช่งานง่ายเพราะมีอุปสรรคมากมาย แต่ “ป๋าเปรม” ก็เชื่อในฝีมือของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าจะปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จโดยมีเหล่าทัพต่างๆ ตำรวจ ตลอดจนพลังประชาชนคอยให้การสนับสนุน

ในงานวันเกิดของ “ป๋าเปรม” ครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงเอกภาพในกองทัพที่เป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นเมื่อมีการสลายขั้ว“บูรพาพยัคฆ์” ในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีโดย พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก(ผู้ช่วยผบ.ทบ.) ซึ่งเป็นนายทหารที่เติบโตจากศูนย์สงครามพิเศษและอยู่นอกสาย “บูรพาพยัคฆ์” แซงโค้งสุดท้ายได้รับแต่งตั้งเป็นผบ.ทบ. หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสนาธิการทหารบกซึ่งเป็นนายทหารบูรพาพยัคฆ์คนสนิทของ พล.อ.ประวิตร จะได้ขึ้นเป็นผบ.ทบ.

ในช่วงราว 10 ปีที่ผ่านมา นายทหารสายบูรพาพยัคฆ์ผูกขาดเก้าอี้ผบ.ทบ.มาตลอดจนเกิดกระแสข่าวความอึมครึมในกองทัพ การกล้าและเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจสลายการผูกขาดเก้าอี้ผบ.ทบ.สายบูรพาพยัคฆ์ในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีโดยคำนึงถึงสถานการณ์ใหญ่ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะความเป็นผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เห็นความจำเป็นในการสร้างความเป็นปึกแผ่นในกองทัพซึ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภารกิจสำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านเพื่อการปฏิรูปประเทศ

เมื่อกองทัพเป็นเอกภาพอย่างแท้จริงทำให้เชื่อว่าจากนี้ไปภารกิจในงานด้านความมั่นคงจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในเรื่องการข่าว ภารกิจปฏิบัติการทางลับซึ่ง ผบ.ทบ.คนใหม่มีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งการเป็นหลักประกันในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ รวมทั้งเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯคนนอกของ พล.อ.ประยุทธ์

สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ มีแนวโน้มต้องนั่งเก้าอี้นายกฯคนนอกซึ่งสัญญาณบ่งชี้ก็คือ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ผ่านความเห็นชอบจากการทำประชามติของมหาชนเสียงส่วนใหญ่ด้วยการเปิดช่องให้มีนายกฯคนนอกและให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีสิทธิร่วมกับสภาผู้แทนราษฏรในการโหวตเลือกนายกฯคนต่อไป

นอกจากนี้ต้องจับตา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองซึ่งอาจจะกำหนดให้ทุกพรรคการเมืองต้องนับหนึ่งใหม่ในการรับสมาชิกพรรคซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

เปิดช่องให้บรรดาอดีตสส.ย้ายสังกัดพรรคได้ ขณะเดียวกันต้องจับตาพรรคการเมืองใหม่ที่จะรองรับนายกฯคนนอก ซึ่งก่อนหน้านี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสว.และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เปิดตัวตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป และประกาศจุดยืนชัดเจนหนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ

สำหรับพรรคประชาชนปฏิรูปเชื่อว่าเมื่อพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้จะเห็นโฉมหน้าบุคคลสำคัญเข้าร่วมพรรคนี้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะบุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคซึ่งคาดว่าจะต้องเป็นบุคคลสำคัญที่มีบารมีไม่ธรรมดาแน่นอนเพื่อดึงดูดอดีตสส.พรรคต่างๆ ให้มาร่วมสังกัด

เมื่อรวมกับสว. 250 คน ซึ่งมาจากการสรรหาของคสช.ที่จะกลายเป็นพรรคที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ยังไม่รวมพรรคขนาดกลางบางพรรคที่มีแนวโน้มว่าพร้อมจะร่วมหัวจมท้ายกับ คสช.ทำให้หนทางสู่เก้าอี้นายกฯคนนอกของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะไม่ง่าย แต่ก็เชื่อว่าในที่สุดต้องเกิดขี้นจนได้

ส่วนสองพรรคใหญ่คือเพื่อไทยและประชาธิปัตย์นั้นด้วยระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ รวมทั้งข้อกำหนดให้พรรคการเมืองรับจดทะเบียนสมาชิกใหม่คาดว่าจะทำให้พรรคใหญ่ทั้งสองมีจำนวน สส.ลดลงพอสมควร

แต่ที่สำคัญคือพลังมหาชนที่เอือมระอานักการเมืองและฝากความหวังเทใจสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ อย่างล้มหลามซึ่งสะท้อนจากผลการลงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง รวมทั้งผลสำรวจของโพลล์นำนักต่างๆ ล่าสุดที่ชี้ว่าประชาชนยังศรัทธาหัวหน้าคณะรัฐประหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ในอำนาจมานานถึง 3 ปีแล้ว ทั้งนี้ ประชาชนต้องการให้เดินหน้าปฏิรูปประเทศไม่ให้จมปลักอยู่ในวังวนของวงจรอุบาทว์ที่สร้างความบอบช้ำอย่าหนักให้ประเทศเหมือนที่ผ่านมา

เพราะฉะนั้นด้วยหลายปัจจัยที่เอื้อดังกล่าวข้างต้นทำให้คาดว่า ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ ไม่พ้นต้องเป็นนายกฯคนนอกภายใต้กลไกประชาธิปไตยแบบครึ่งใบเพื่อวางรากฐานประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านโดยอนาคตประเทศจะไม่มีที่ยืนสำหรับกลุ่มธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอีกต่อไป

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้ว-ปชป.พันธมิตรจำเป็น 2คู่ปรับที่หันมาจับมือต้านนายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/233451

วันเสาร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

สองพรรคใหญ่คือพรรคเพื่อแม้วกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งปกติเป็นพรรคคู่ปรับที่มีจุดยืนอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกันอย่างสิ้นเชิงชนิดไม่เผาผีและเป็นคู่แข่งตลอดกาล แต่ด้วยสถานการณ์บังคับจากการที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และคำถามพ่วงผ่านการทำประชามติจากมหาชนเสียงส่วนใหญ่อันเป็นการเปิดทางและสร้างความชอบธรรมให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะต่ออายุอำนาจเพื่อสานภารกิจปฏิรูปประเทศให้สำเร็จในฐานะนายกฯคนนอกหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า ทำให้สองพรรคใหญ่คู่ปรับต้องกลายมาเป็นพันธมิตรจำเป็นในการจับมือกันต่อต้านนายกฯคนนอก

ทั้งนี้โดยธาตุแท้และอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคเพื่อแม้วซึ่งเป็นธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม และถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นบริษัทการเมืองจำกัดที่การบริหารพรรคขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายทุนเจ้าของบริษัทการเมืองจำกัดเพียงคนเดียวนั่นคือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก โดยที่บรรดา สส.พรรคเพื่อแม้ว มีสถานะเป็นเพียงพนักงานบริษัทที่รับท่อน้ำเลี้ยงและฟังคำสั่งจากนายใหญ่มากกว่าจะทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนอย่างแท้จริง

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เก่าที่สุดของประเทศมีอุดมการณ์ทางการเมืองอันเป็นหัวใจของพรรคที่ยึดถือมาตลอด 70 ปี ก็คือเชิดชูประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ดังนั้นตลอดช่วงที่ผ่านมา นอกจากเป็นคู่แข่งทางการเมืองแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยามเป็นฝ่ายค้านได้แสดงบทบาทเปิดโปงการทุจริตของพรรคเพื่อแม้วอย่างดุเดือดเข้มข้นโดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว หรือแม้แต่การร่วมกับมวลมหาประชาชน กปปส.เพื่อต่อต้านรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด ที่ใช้เผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ใช้วิธีการฉ้อฉลหักดิบผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยที่มีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งลบล้างโทษความผิดคดีทุจริตให้กับ นายทักษิณ จนกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่มีมวลมหาประชาชนออกแสดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกือบ 10 ล้านคน

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เองในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยถูกขบวนการระบอบแม้วอันประกอบด้วยกลุ่มคนเสื้อแดงและกองกำลังก่อการร้ายใต้ดินสร้างสถานการณ์ความรุนแรงเพื่อโค่นล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์หวังช่วงชิงอำนาจรัฐ ทั้งการก่อจลาจลทั่วกทม.และบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่พัทยา เมื่อปี 2552 ตามด้วยการลอบก่อวินาศกรรมและก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองในปี 2553

แม้ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อแม้วจะพยายามเดินเกมหวังอาศัยพรรคการเมืองต่างๆ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์เป็นเครื่องมือในการต่อกรกับคสช. โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งมีข่าวว่า นายทักษิณ วางตัวให้เป็นทายาทผู้นำพรรคเพื่อแม้วคนต่อไปจะพยายามเสนอแนวคิดนัดหารือกับแกนนำพรรคต่างๆอ้างว่าเพื่อหาทางออกให้ประเทศ โดยมีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์บางคนมีท่าทีคล้อยตามโดยเฉพาะ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค แต่ในที่สุด นายนิพิฏฐ์ ก็ถูก นายอภิสิทธิ์ เบรก สะท้อนให้เห็นว่าแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่รู้ทันเกมและไม่คิดจะจับมือกับพรรคเพื่อแม้ว

สำหรับพรรคเพื่อแม้วทำตัวเป็นศัตรูกับกองทัพมาตลอดเพราะกองทัพคือปราการสำคัญด่านสุดท้ายของชาติที่สามารถยับยั้งทำลายแผนการใหญ่ที่คิดผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของขบวนการระบอบแม้ว อีกทั้งรัฐบาลระบอบแม้วก็ถูกกองทัพยึดอำนาจถึงสองครั้ง จึงเป็นแค้นฝังลึก และที่สำคัญในขณะนี้ก็คือการที่คสช.กำลังเดินหน้าปฏิรูปประเทศเพื่อขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอันชั่วร้ายซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติอันจะส่งผลต่อความเสื่อมสลายของขบวนการระบอบแม้วในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ไม่น่าแปลกใจที่ขบวนการเพื่อแม้วออกมาต่อต้านบ่อนทำลายคสช.อย่างหนักนับตั้งแต่การยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 รวมทั้งการที่บรรดาแกนนำทั้งพรรคเพื่อแม้วและกลุ่มคนเสื้อแดง นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานคนเสื้อแดง ดาหน้าออกมาต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีแนวโน้มจะก้าวขึ้นเป็นนายกฯคนนอกหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าแบบสุดฤทธิ์

โดย นายจตุพร ถึงกับใช้วาทกรรมดักคอทำลายภาพพจน์ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะลงจากอำนาจแบบไม่สวยในฐานะเผด็จการทรราชสืบทอดอำนาจ ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ อดีตสส.พรรคเพื่อแม้ว และแกนนำคนเสื้อแดง ขู่ว่าปมนายกฯคนนอกอาจเป็นชนวนนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬภาคสอง

แม้ภาพภายนอกพรรคเพื่อแม้วและพรรคประชาธิปัตย์เหมือนจะจับมือเป็นพันธมิตรกันเพื่อต้านนายกฯคนนอก แต่เชื่อว่าเมื่อถึงสถานการณ์สำคัญที่ต้องตัดสินใจ โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นสองพรรคใหญ่อาจต้องเดินคนละเส้นทาง

เพราะพรรคประชาธิปัตย์แม้จะยึดมั่นในอุดมการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ก็พร้อมจะยืดหยุ่นตามสถานการณ์เพื่อชาติบ้านเมือง และที่สำคัญส่วนลึกของพรรคประชาธิปัตย์ คงไม่สามารถทำลายอุดมการณ์จุดยืนทางการเมืองของตัวเองด้วยการจูบปากกับพรรคธุรกิจการเมืองทุนสามานย์เผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอันชั่วร้ายที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นฉ้อฉลและส่อพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อระบอบการปกครองของประเทศ

ถูกใจชาวนา ‘ทหาร-ตำรวจ’ช่วยเกี่ยวข้าว เปิดตลาดประชารัฐสนับสนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245502

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ว่า ที่บริเวณแปลงนาของราษฎรหมู่ที่ 1 บ้านโพนงาม ต.โพนงาม อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม นายเสน่ห์ นนทะโชติ ผวจ.มหาสารคาม นำมวลชนทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักเรียน อสม. และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยเหลือเกษตรกรเกี่ยวข้าวเพื่อเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตในพื้นที่นาข้าว 7 แปลง เนื้อที่จำนวน 31 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นพื้นที่ต้นๆ ที่จะได้รับผลกระทบหากเกิดน้ำล้นตลิ่งในลำน้ำชี หลังจากเขื่อนอุบลรัตน์เพิ่มการระบายน้ำจากเดิม 15 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล.ลบ.ม.) เป็น 21 ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา

ผวจ.มหาสารคาม กล่าวว่า เนื่องจากเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำเกินความจุที่กักเก็บได้ จึงกำหนดเพิ่มการระบายน้ำจนกว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติ คาดว่าจะส่งผลให้พื้นที่ อ.โกสุมพิสัย ประกอบด้วย ต.หนองบอน ต.ยางท่าแจ้ง ต.หัวขวาง ต.แห่ใต้ ต.เลิงใต้ ต.โพนงาม ต.หนองบัว และ ต.แก้งแก รวม 74 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่ปลูกข้าวที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 50,481 ไร่ จากพื้นที่ปลูกข้าวทั้งอำเภอ 275,247 ไร่

สำหรับพื้นที่อื่นๆ ซึ่งคาดว่าอาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ อ.เมืองมหาสารคาม ที่ ต.ท่าสองคอน ต.เกิ้ง ต.ลาดพัฒนา ต.ท่าตูม และ ต.ห้วยแอ่ง อ.เชียงยืน ที่ ต.เหล่าบัวบาน และ อ.กันทรวิชัย ที่ ต.เขวาใหญ่ ต.ขามเรียง ต.ท่าขอนยาง ต.ขามเฒ่าพัฒนา ต.มะค่า และ ต.กุดไส้จ่อ อย่างไรก็ตาม ต.โพนงาม ใน อ.โกสุมพิสัย ถือเป็นจุดเสี่ยงสูงสุด เพราะมีพนังกั้นน้ำต่ำและเป็นพื้นที่แอ่งกระทะ หากน้ำชีล้นตลิ่งจะทำให้พื้นที่ปลูกข้าวได้รับความเสียหายทั้ง 12 หมู่บ้าน พื้นที่ประมาณ 18,070 ไร่ โดยหลังจากนี้จะหมุนเวียนกันไปลงแขกช่วยชาวนาเกี่ยวข้าวให้ได้มากที่สุด

ในวันเดียวกัน นายเสน่ห์ ยังไปเป็นประธานเปิดงาน “ตลาดข้าวประชารัฐ” พร้อมทั้งจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างเรือนจำจังหวัดมหาสารคามกับกลุ่มเกษตรกร เพื่อรับซื้อข้าวสารจากกลุ่มเกษตรกรโดยตรง ที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองมหาสารคาม ซึ่ง ผวจ.มหาสารคาม เปิดเผยว่า ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดมหาสารคาม พื้นที่ปลูกข้าว 2,113,327 ไร่ ผลผลิต 816,000 ต้น เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 96,419 ครัวเรือน เมื่อเกิดปัญหาราคาข้าวตกต่ำ จึงได้กำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

ภายในงาน “ตลาดข้าวประชารัฐ” ประกอบด้วย 5 กิจกรรม ได้แก่ นิทรรศการข้าวของพ่อ ตลาดข้าวคนสารคามกินข้าวสารคาม ตลาดข้าวประชารัฐ ตลาดของดี มีคุณภาพและตลาดข้าวสุก มีผู้เข้าร่วมงานจากภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย ภาคราชการ เอกชน โรงสี กลุ่มเกษตรกร และเกษตรกรชาวนาในจังหวัด โดยสามารถเลือกซื้อข้าวสารราคาถูกจากชาวนาและกลุ่มเกษตรกรโดยตรง พร้อมทั้งซื้อ และรับประทานอาหารที่ทำมาจากข้าว เช่น ไอศกรีมข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวเหนียวดำสังขยา การสาธิตการหุงข้าวหอมมะลิตักสิลาพร้อมให้ชิมฟรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในประเด็นที่ตำรวจทหาร ฝ่ายปกครองลงช่วยชาวนาเกี่ยวข้าวนี้ ปรากฎว่าถูกใจชาวนาเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่ต้องไปจ้างรถเกี่ยวข้าวถือเป็นการลดต้นทุนการผลิตไปในตัว

ด้าน จ.กาฬสินธุ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ราคาข้าวยังอยู่ในช่วงตกต่ำ แต่ชาวนาจำนวนมากยังเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยหันมาฟื้นภูมิปัญญาการเก็บเกี่ยวผลผลิตแบบดั้งเดิมแทนการจ้างเครื่องจักรที่มีราคาสูงและต้องรอคิวนาน จึงได้มีการรวมตัวกันของชาวนาแลกเปลี่ยนแรงงานมัดและเก็บฟ่อนข้าว เพื่อตัดภาระค่าจ้างแรงงาน โดยข้าวที่จะมัดเป็นฟ่อนจะตากไว้ในนาข้าวเป็นเวลา 2-3 วันจึงเริ่มดำเนินการ

นายพิชัย ภูบุตรตะ อายุ 50 ปี ชาวนาบ้านตูม หมู่ 19 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า อาชีพทำนาในทุกวันนี้นิยมจ้างแรงงาน และใช้เครื่องจักรกลทุกขั้นตอน รวมทั้งต้องซื้อปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโต หรือแม้แต่ตอกที่ใช้มัดฟ่อนข้าวก็ยังต้องซื้อ ทำให้ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น ผลสุดท้ายขาดทุน เพราะผลผลิตตกต่ำ นำข้าวไปขายได้ราคาต่ำ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ชาวนาต่างประสบปัญหาเดียวกันคือขายข้าวราคาตก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ตนมีที่นา 10 ไร่ ถึงวันนี้รวมเงินลงทุนไปแล้วกว่า 2 หมื่นบาท ทำให้ต้องคิดหาวิธีการประหยัดทุน

โดยชักชวนเพื่อนชาวนาที่เก็บเกี่ยวในช่วงเดียวกันมาช่วยแรงงาน ทั้งจ้างวาน และแลกเปลี่ยนแรงงานกันตามความเหมาะสม ด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน ซึ่งข้าวที่ร่วมแรงกันมัดเป็นฟ่อนนี้ คือส่วนของฟางและรวงข้าวที่ได้จากใช้แรงงานคนเกี่ยว ผึ่งแดดให้แห้ง 3 แดดแล้วใช้ตอกมัดเป็นฟ่อน ในกลุ่มจะช่วยเจ้าหนึ่งเสร็จก็วนไปช่วยอีกเจ้าหนึ่ง ก่อนขนไปรวมกันเป็นกองที่ลาน เพื่อเตรียมสีเป็นข้าวเปลือก บรรจุใส่ถุงนำไปเก็บไว้ในยุ้งฉาง แบ่งข้าวเปลือกเป็น 2 ส่วน ทั้งแบ่งขายส่วนหนึ่งเก็บไว้กินเองอีกส่วนหนึ่ง

เลขาฯส.ป.ก.เยี่ยมเกษตรกร ในที่ดินพระราชทาน’ในหลวง ร.9′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245488

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 18.35 น.

19 พ.ย.59 นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมเกษตรกรทำกินในที่ดินพระราชทานในเขตปฏิรูป จำนวน 11,165 ไร่ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งมีที่ดินราชพัสดุ 1 พันกว่าไร่ ส.ป.ก.จัดซื้อเอกชนมาให้เกษตรกรเช่า 20,000 ไร่ และที่ดินบริจาค กว่า 300 ไร่ ซึ่งมีเกษตรกร 9 ราย ที่ดินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จำนวน 91 ไร่ เป็นโฉนดที่ดินหมายเลข 1 ของประเทศไทย มาร่วมต้อนรับด้วย

นายสมปอง กล่าวว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักมาต่อเนื่อง ได้เสด็จฯ ไปเห็นเกษตรกหลายพื้นที่ พบว่าการทำกินยากลำบาก ถูกเอารัดเอาเปรียบการเช่าที่ดินเป็นปัญหายาวนาน พระองค์ได้ออกแบบตั้งศูนย์ปฎิรูปที่ดิน 6 แห่ง เป็นต้นแบบ เพื่อบูรณาการใช้ประโยชน์บนที่ดินเหมาะสม เป็นไปตามเจตนารมย์การปฏิรูปที่ดิน ซึ่งพระองค์ได้ทำมาก่อน พอมาปี 2518 มีกฎหมายปฏิรูปที่ดิน ออกมาสานต่อที่พระองค์ทรงมองกาลไกลในการแก้ปัญหาขาดแคลนที่ดินเกษตร จึงทรงพระราชทานที่ดิน จำนวน 43,902 ไร่ ใน 5 จังหวัด เช่น พระนครศรีอยุธยา 11,165 ไร่ นครนายก 3,543 ไร่ ปทุมธานี 13,768 ไร่ ฉะเชิงเทรา 14,417 ไร่ และนครปฐม 1,009 ไร่ มาให้ ส.ป.ก.จัดดำเนินการให้เกษตรกรเช่าทำกินให้เกิดความยั่งยืน สุดท้ายพระองค์ทรงให้เกษตรกรใช้ที่ดินพระราชทานชั่วลูกชั่วหลาน อย่างมีความพอเพียง มีความสุข อาจไม่ร่ำรวย สร้างภูมิคุ้มกันได้ เป็นไปตามพระบรมราโชบาย เมื่อเกษตรกรรายย่อยอยู่ได้ ก็มาร่วมตัวกันเป็นกลุ่มตั้งสหกรณ์ ขอให้ยึดหลักสหกรณ์ตามเจตนารมย์ของพระองค์ ทำเพื่อการส่งเสริมสมาชิก อย่าไปยึดติดกับธุรกิจ และไปทำธุรกิจที่สมาชิกไม่รับรู้ นำไปสู่ความล้มสลายของสหกรณ์ ขอให้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เกิดประโยชน์สูงสุดในที่ดิน

นายสมปอง ได้กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกร เมื่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ได้เข้าเฝ้า เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2518 พระองค์ได้ทรงพระราชทานข้อวิจารณ์และคําแนะนําแนวทางการ ดําเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหลายประการ ที่เป็นประโยชน์กับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามแนวทางที่ได้ทรงพระราชทานตลอดมา ซึ่งพระองค์ทรงรับสั่งว่า

“ให้เกษตรกรผู้เช่าที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่เดิมได้ทํากินในที่นั้นต่อไปชั่วลูกหลาน ตราบที่ยังยึดถืออาชีพเกษตรกรรมอยู่ แต่จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น โดยรัฐจัดที่ดิน พัฒนาที่ดิน ให้สอดคล้องกับ สภาพเดิมของท้องถิ่น และรวมกลุ่มเกษตรกรจัดตั้งสหกรณ์” ซึ่งพระบรมราโชบายดังกล่าว แสดงให้เห็นชัดถึงพระราชประสงค์ที่จะคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เป็นสมบัติของลูกหลานที่สืบทอดอาชีพเกษตรกรตลอดไป โดยให้มีการจัดการให้ใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์เพื่อดําเนินประโยชน์ให้แก่สมาชิกได้กว้างขวาง พระราโชบายนี้เป็นเสมือนแสงสว่างนําทางการปฏิรูปที่ดิน โดยดําเนินการปฏิรูปที่ดินในผืนดินพระราชทานทั้ง 5 จังหวัด ส.ป.ก.ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาเส้นทางคมนาคม ชลประทาน และที่สําคัญคือ การพัฒนาเกษตรกรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ การเข้าถึงระบบตลาด และการเข้าถึงแหล่งทุน

เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน 3,264 ราย ส.ป.ก.ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรได้ดําเนินตามรอยพระยุคลบาท ได้จัดตั้งนิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดิน จัดตั้งศูนย์จัดการที่ดินพระราชทานขึ้น และที่เรากําลังจะเดินหน้าต่อไป คือการสร้างเครือข่ายเกษตรกร สร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน สร้างเครือข่ายสหกรณ์ในผืนดินพระราชทานให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกษตรกรได้มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้สมกับที่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

เลขาธิการส.ป.ก. กล่าวว่า พร้อมกับได้ขับเคลื่อนกิจกรรมสู่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน สืบสานพระราชปณิธานแผ่นดินพ่อ เพื่อการพัฒนาศักยภาพผืนดินทํากิน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ ให้ความ ช่วยเหลือด้านองค์ความรู้ และเข้าถึงโอกาสทางเลือกในการเปลี่ยนอาชีพควบคู่กับการสนับสนุนการตลาด และปัจจัยพื้นฐาน จะช่วยทําให้เกษตรกรในเขตที่ดินพระราชทาน มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะพึ่งตนเองตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้คงอยู่กับเกษตรกรตลอดไป ตามพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ่อผู้ให้ผืนดินทํากิน

ทันทีที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้บังคับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในพื้นที่ 8 จังหวัด จํานวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ให้กับสํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ต่อมาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้กันเนื้อที่บางส่วนออก เนื่องจากที่ดินไม่ได้ใช้เพื่อการเกษตรและมีภาระผูกพันกับหน่วยงานราชการอื่น จึงคงเหลือพื้นที่ให้ดําเนินการปฏิรูปที่ดินได้ 43,902 ไร่

ด้าน นายสนอง เทียรบูชา เกษตรกรในเขตที่ดินพระราชทาน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวทั้งน้ำตานองหน้าว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ทำกินในที่ดินของพ่อหลวง ที่ทรงพระราชทานให้กับครอบครัวตน 10 ไร่ เช่าทำกิน 900 บาทต่อปี ปัจจุบันนี้ยังทำนา และร่วมกลุ่มเกษตรกร ปลูกข้าวปลอดสารเคมีไว้กินด้วย ทำให้มีสุขภาพดี และตั้งโรงสีชุมชน สีข้าวใส่ถุงขายให้กับสถานที่ราชการต่างๆ ในจังหวัด มีรายได้กว่า 1 – 2 หมื่นบาทต่อเดือน ทำให้มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้อย่างดี ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง

 

ปลดล็อคส่งเนื้อไก่ให้โสมขาวรอบ12ปี ปศุสัตว์เฝ้าระวังยาปฎิชีวนะค้างในเนื้อสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245278

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 13.50 น.

18 พ.ย. 59 นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับผู้ประกอบการภาคปศุสัตว์ พัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการสร้างอาหารปลอดภัยตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม (GAP) ซึ่งเน้นการป้องกันโรคโดยใช้มาตรการระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ลดการใช้ยาหรือสารเคมีในฟาร์ม มีข้อกำหนดให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ต้องมีสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม เป็นผู้ดูแลด้านสุขภาพสัตว์และควบคุมการใช้ยาในสัตว์เท่าที่จำเป็นและต้องมีระยะหยุดการใช้ยาและสารเคมีต่างๆ ก่อนการส่งสัตว์เข้าโรงฆ่าสัตว์ตามมาตรฐานสากลเพื่อไม่ให้มีการตกค้างในเนื้อสัตว์ ส่วนในขั้นตอนการฆ่าชำแหละ ต้องฆ่าชำแหละในโรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมายและได้สุขอนามัยที่ดี มีพนักงานตรวจโรคสัตว์ทำหน้าที่ตรวจสอบสัตว์ก่อนการฆ่าและตรวจเนื้อสัตว์หลังการฆ่าชำแหละ จึงจะรับรองให้นำเนื้อสัตว์ออกจำหน่ายได้ ซึ่งการดูแลตลอดห่วงโซ่การผลิตของกรมปศุสัตว์อย่างจริงจังทำให้เนื้อสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อสัตว์ปีก มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับโลก สามารถส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไปจำหน่ายต่างประเทศ เช่น EU ญี่ปุ่น ฯลฯ โดยล่าสุดเกาหลีใต้อนุญาตนำเข้าเนื้อไก่ดิบจากไทยแล้ว จากที่โดนบล็อคการนำเข้าเนื้อไก่ดิบแช่แข็งจากไทยมา 12 ปีจากกรณีโรคไข้หวัดนก หลังจากเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมาหน่วยงานจากรัฐบาลเกาหลีใต้ เดินทางมาตรวจโรงงานเชือดและโรงแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจำนวน 12 โรงงาน เพื่อเป็นตัวแทนสำหรับ 53 โรงงานทั่วประเทศ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 8 ขั้นตอนสุดท้ายก่อนอนุมัตินำเข้า ซึ่งก่อนหน้านี้เกาหลีใต้นำเข้าไก่สดแช่เย็นแข็ง และแช่แข็งจากไทยเฉลี่ย 3-4 หมื่นตันต่อปี หากสามารถดึงลูกค้าเดิมที่เคยซื้อสินค้าไทยได้ คาดว่าประเทศไทยจะสามารถส่งเนื้อไก่สดแช่แข็งไปสาธารณรัฐเกาหลีได้ไม่น้อยกว่า 3-4 หมื่นตันต่อปี มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท

“กรมปศุสัตว์มุ่งพัฒนาการผลิตเนื้อสัตว์ที่มีมาตรฐานเพื่อยกระดับมาตรฐานให้สูงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการควบคุม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังยาหรือสารตกค้างในเนื้อสัตว์อย่างเข้มงวด มีมาตรการลงโทษตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหากมีการตรวจพบ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าได้บริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพมาตรฐาน ปลอดภัยจากสารตกค้างและสามารถสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้”อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวและกล่าวเพิ่มเติมว่า

“จากการดำเนินการอย่างเคร่งครัดและการบูรณาการดำเนินการร่วมกัน ที่เน้นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์ม ส่งผลให้การใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงสัตว์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ปัญหาและนโยบายของประเทศในการแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างเป็นระบบ และแสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการร่วมกันแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพกับนานาประเทศทั่วโลก ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ทั้งสุขภาพมนุษย์ สุขภาพสัตว์ และสุขภาพสิ่งแวดล้อม   เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ”

นายสัตวแพทย์อภัย กล่าวอีกว่า กรมปศุสัตว์ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าทำงานในเชิงบูรณาการ ด้วยการจัดทำ “แผนปฏิบัติการการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔” ตลอดจนแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อม “ป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔” ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อการป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยา และกำกับดูแลการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมในภาคอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง ขณะเดียวกัน ยังมีการดำเนินโครงการร่วมกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งประชาชาติ (FAO) ในการวิเคราะห์และจัดการความเสี่ยงของเชื้อดื้อยาในการผลิตสินค้าปศุสัตว์ และมีการจัดอบรม Regional Training Workshop on Antimicrobial Resistance (AMR) Responding to the Global Challenge of AMR Threats: Toward a One Health Approach ร่วมกับสหภาพยุโรป (EU) และ FAO ในประเทศไทยระหว่างวันที่15-18 พฤศจิกายน 2559 เพื่อควบคุมปัญหาเชื้อดื้อยาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวของโลก (One World, One Health)