อธิบดีปศุสัตว์จับรง.ผลิตอาหารสัตว์ เข้ายึด5.6พันกก.-ลุยตรวจปัสสาวะโคขุน3ฟาร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245276

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 13.45 น.

“อธิบดีปศุสัตว์ นำทีมเฉพาะกิจ ตรวจจับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ จ.นครปฐม ผสมสารเนื้อแดงในอาหารสัตว์ เข้ายึดทันที5.6 พันกก.ขยายผลสุ่มตรวจปัสสาวะฟาร์มเลี้ยงโคขุน3 ฟาร์ม อายัดแล้ว 1,804 ตัว”

18 พ.ย. 59 น.สพ.อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ตนได้นำทีมเฉพาะกิจปศุสัตว์ ร่วมกับ จนท.ทหาร เข้าตรวจค้นโรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐมพบว่ามีการลักลอบใช้สารต้องสงสัย เป็นสารเร่งเนื้อแดงผสมในการผลิตอาหารสัตว์ จึงได้อายัดอาหารสัตว์ไว้ จำนวน 5,600 กก. และต่อจากนั้นได้ขยายผลไปยังฟาร์มโคขุนที่นำอาหารสัตว์จากโรงงานดังกล่าวไปใช้เลี้ยงสัตว์ จำนวน 3 ฟาร์มโดยการเก็บตัวอย่างปัสสาวะตรวจด้วยชุดทดสอบเบื้องต้น (strip test) ให้ผลบวกทั้ง 3 ฟาร์ม จึงได้อายัดโคขุนทั้ง 3 ฟาร์มไว้ จำนวนรวม 1,804 ตัว เพื่อรอผลตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการและจะดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ผู้ผลิตหรือใช้อาหารสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงผสมอยู่ โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเตือนผู้บริโภคเลือกซื้อเนื้อสัตว์รับประทานให้เลือกร้านค้า ที่ติดป้ายตรารับรองอาหารปลอดภัย

‘หอมมะลิ’แปลงใหญ่บุรีรัมย์เฮ เอกชนทำเอ็มโอยูรับซื้อ6พันตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245188

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ข้าวชุมชนบ้านกะนัง ต.บ้านปรือ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายข้าวเปลือกหอมมะลิจากโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ปีการผลิต 2559/60 จำนวน 6,000 ตัน ในราคาที่สูงกว่าตลาดทั่วไป 300-500 บาทต่อตัน

ทั้งนี้ จ.บุรีรัมย์ มีพื้นที่การเพาะปลูกทั้งสิ้น 3.1 ล้านไร่ ชนิดพันธุ์ข้าวที่ปลูกแบ่งเป็นข้าวหอมมะลิ90% ข้าวเจ้าอื่น 6% และข้าวเหนียว 4% เฉพาะข้าวหอมมะลิมีพื้นที่ปลูกกว่า 2.8 ล้านไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 400 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นผลผลิตรวม 1 ล้านตัน มูลค่ากว่า 9 พันล้านบาท โดยได้คัดเลือก ต.บ้านปรือ เป็นจุดนำร่องดำเนินการโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ มีเกษตรกรเข้า 400 ราย พื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ซึ่งปีนี้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์และใช้น้ำหมักชีวภาพ สารชีวภัณฑ์ ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี สามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นจากเดิม 450 กิโลกรัมต่อไร่เป็น 576 กิโลกรัมต่อไร่หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 เกษตรกรสามารถผลิตข้าวหอมมะลิผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ 38 ราย พื้นที่กว่า 1,000 ไร่ผ่านมาตรฐาน GAP จำนวน 351 แปลงพื้นที่ 3,800 ไร่ รวมพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว 4,800 ไร่

รายงานพิเศษ : ประกวดภาพถ่าย‘รำลึก 55 ปีฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค’ สืบสานอาชีพพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245190

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การเลี้ยงโคนม 1 ในอาชีพพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระองค์ท่านพระราชทานให้กับเกษตรกรไทยได้มีอาชีพเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว ตลอดจนเพื่อให้คนไทยได้มีน้ำนมโคที่มีคุณภาพได้ดื่มเพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีแก่พสกนิกรของพระองค์

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงวางรากฐานและพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรไทย เพื่อให้เกษตรกรและพสกนิกรชาวไทย ได้มีความรู้ความสามารถมีอาชีพที่สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมให้คงอยู่คู่เกษตรกรไทยเสมอมา โดยจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ที่พระองค์ทรงมุ่งมั่นจะส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรให้มีรายได้ มีความมั่นคงและยั่งยืน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีแห่งประเทศเดนมาร์ก ได้เสด็จพระราชดำเนิน ประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ซึ่งต่อมารัฐบาลได้จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้ชื่อ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค.

นับตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ได้เติบโตเป็นองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 55 ที่ได้กระทำหน้าที่ในการถวายความจงรักภักดีและรักษาสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9ได้พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทย อ.ส.ค.จึงได้จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่าย ตามรอยพ่อแห่งแผ่นดิน ศึกษาอาชีพการเลี้ยงโคนม ภายใต้หัวข้อ “55 ปี อ.ส.ค. รำลึกความงามฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค” เพื่อเผยแพร่เรื่องราวและประวัติอาชีพพระราชทานผ่านทางภาพถ่าย ซึ่งจะนำภาพถ่ายเหล่านี้มาทำเป็นปฏิทิน อ.ส.ค.ประจำปี 2560 ด้วย

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมประกวดภาพถ่ายจะได้เข้ากิจกรรม workshop รับการถ่ายทอดเทคนิค ความรู้จากวิทยากรที่เป็นช่างภาพแนวหน้ามากประสบการณ์และมีชื่อเสียงของประเทศไทย ได้แก่ ช่างภาพที่ฉีกทุกกฎของการถ่ายภาพอย่างคุณจอร์จ-ธาดา วาริช, ช่างภาพอาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิทางการถ่ายภาพไทย และผู้ที่เคยถวายงานด้านการถ่ายภาพให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อาจารย์สงคราม โพธิ์วิไล และช่างภาพรุ่นใหม่ไฟแรงมากประสบการณ์ คุณต้อง-วราพงศ์ น้อยทับทิม

ด้าน อาจารย์สงคราม โพธิ์วิไล ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งที่ถวายงานด้านการถ่ายภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า จากที่ได้ถวายงานพระองค์ท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพในการถ่ายภาพมาก มีความเชี่ยวชาญในการใช้กล้องและพร้อมที่จะถ่ายภาพตลอดเวลา เรียกว่าครั้งใดที่ยกกล้องขึ้นมาแล้วถ่ายภาพได้ทันที เราเรียกว่า“เลี้ยงกล้องเชื่อง” นั่นก็คือพระปรีชาสามารถในการถ่ายภาพแบบอัตโมมัติ คือพร้อมถ่ายภาพทุกเมื่อและมีองค์ประกอบที่เหมาะสมในการถ่ายภาพต่างๆพระองค์ท่านจะรู้รายละเอียดในแต่ละครั้งที่จะมีการถ่ายภาพ และทรงล้างฟิล์มด้วยพระองค์เอง นอกจากประทับใจในฝีพระหัตถ์การถ่ายภาพของพระองค์อย่างมากแล้ว สิ่งที่ตนมีความปลาบปลื้มไม่รู้ลืมคือพระองค์ท่านได้ตรัสกับตนว่า “พวกเราให้ถ่ายภาพให้ดีๆ เพราะทำฟิล์มมาน้อย” ซึ่งตนได้ทูลถามว่าทำไมพระองค์ตรัสคำว่าพวกเรา พระองท่านตรัสกลับมาว่า “เราคนถ่ายภาพเราพวกเดียวกัน”

ส่วนโครงการประกวดภาพถ่าย 55 ปีอ.ส.ค.ในฐานะที่อาจารย์สงคราม เป็นทั้งวิทยากรในกิจกรรม workshop และผู้ตัดสินการประกวด ได้ให้แง่คิดไว้ว่า การถ่ายภาพรำลึกความงามในฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ถือเป็นการบันทึกเหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นความจริงในวันนี้ เมื่อถึงเวลาอีก 30-50 ปีข้างหน้าภาพที่พวกเขาได้บันทึกไว้ก็จะเป็นวิชาแห่งแผ่นดิน เพราะการกดชัตเตอร์กล้องแต่ละครั้งเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ ซึ่งภาพถ่ายที่ดีจะต้องประกอบไปด้วย “สวยด้วยแสง แรงด้วยสี ดีด้วยเรื่อง เฟื่องด้วยปัญญา แสวงหาและรอคอย”

สำหรับรางวัลภาพถ่ายมีเพียง 7 ภาพเท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือก ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 25,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 15,000 บาท รางวัลชมเชย 3 รางวัลรางวัลละ 5,000 บาท และรางวัล Popular Vote คือผลงานที่ได้ยอด Like สูงสุดจากแฟนเพจเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com /55yearssince1962 “โครงการประกวดภาพถ่ายหัวข้อ 55 ปี อ.ส.ค.” เงินรางวัล 5,000 บาทซึ่งจะประกาศผลที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 นี้

 

เลาะรั้วเกษตร : ข้าว…ยังไม่จบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245187

281225166

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บังเอิญเข้าไปในเฟซบุ๊คของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ไปพบภาพที่ท่านโพสต์ไว้ เป็นภาพอินโฟกราฟิกอย่างที่เขานิยมกันจำนวน 11 ภาพ พร้อมข้อความที่ท่านเขียนไว้ว่า “กระทรวงพาณิชย์ฝากคำแนะนำถึงเกษตรกร เตรียมการเข้าร่วมโครงการชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/60”

เห็นท่านรัฐมนตรีโพสต์เอง (หรือเปล่าไม่ทราบ) แถมเป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีตราสัญลักษณ์ของกระทรวงพาณิชย์ และ กรมการค้าภายในปรากฏอยู่ทุกภาพ ทำให้เข้าใจได้ว่ากรมการค้าภายในเป็นคนผลิตภาพกราฟิกดังกล่าวนี้ ครั้นจะผ่านเลยไปเฉยๆก็กระไรอยู่ ยอมเสียเวลาเปิดดูเสียหน่อย จะดูคนเดียวไม่แชร์ก็จะใจดำเกินไป นอกจากแชร์ในโซเชียลมีเดียแล้ว ก็จะขอนำมาถ่ายทอดไว้ ณ ที่นี้ด้วย

คำแนะนำดังกล่าวเริ่มจากการเกี่ยวข้าวข้าวที่มีสิทธิ์รับประโยชน์จากโครงการชะลอการขายข้าวในครั้งนี้ประกอบไปด้วย ข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ้า และข้าวปทุมธานี 1 จากนั้นตากข้าวให้แห้ง เพื่อให้ได้ราคาดี โดยข้าวเปลือกความชื้นต้องไม่เกิน 5% และสิ่งเจือปนไม่เกิน 2% เมื่อแห้งดีแล้วให้เก็บเข้ายุ้งฉาง ชาวนาจะต้องเตรียมยุ้งฉางให้ดีและให้พร้อม ยุ้งฉางจะต้องปิดให้มิดชิด ป้องกัน นก หนู และแมลงเข้าไปทำลาย เวลาเก็บข้าวเปลือกก็ต้องเกลี่ยกองข้าวให้เสมอกัน

ชาวนาจะต้องรวมกลุ่มกันในหมู่บ้านแล้วนัดหมายวัน เวลา กับเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ในจังหวัดให้เข้าไปตรวจสอบคุณภาพ และปริมาณข้าว ทำสัญญากู้เงิน โดยใช้ข้าวเป็นหลักประกัน และให้เพื่อนชาวนาด้วยกันค้ำประกันร่วมชาวนาเจ้าของข้าวจะได้รับเงินกู้ภายใน 3 วัน นับจากวันทำสัญญา โดย ธ.ก.ส. จะโอนเข้าบัญชีเงินฝากที่เปิดบัญชีไว้กับ ธ.ก.ส. ทั้งนี้ไม่มีการหักหนี้เก่าแต่อย่างใด ยกเว้นแต่ว่าชาวนาจะนำเงินกู้นั้นมาชำระหนี้เก่าเองตามความสมัครใจ

วงเงินกู้ตามโครงการนี้ ถ้าเป็นข้าวหอมมะลิ ตันละ 9,500 บาท ข้าวเจ้า ตันละ7,000 บาท และ ข้าวปทุมธานี 1 ตันละ 7,800บาท บวกค่าเก็บรักษาในยุ้งฉางอีกตันละ 1,500 บาท และค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวอีกตันละ 2,000 บาท เท่ากันหมดกับข้าวทุกชนิด รวมกับค่าต้นทุนการผลิต ข้าวหอมมะลิตันละ 2,500 บาท ข้าวเจ้าตันละ 2,000 บาท และ ข้าวปทุมธานี 1 ตันละ 1,600 บาท รวมแล้วเกษตรกรจะได้รับเงินกู้ข้าวหอมมะลิตันละ 15,500 บาท ข้าวเจ้าตันละ 12,500 บาท และ ข้าวปทุมธานี 1 ตันละ 12,900 บาท

เอาเงินกู้ไปใช้ให้สบายใจก่อน ภายใน 5เดือนนับจากวันที่ได้รับเงินกู้ ราคาข้าวดีเมื่อไรค่อยขายข้าว แล้วนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้ให้หมดภายใน 5 เดือนที่ว่านี้

สำหรับเกษตรกรชาวนาที่ไม่กู้เงิน และอยากจะขายข้าวเลย ณ เวลานี้ ซึ่งราคาข้าวยังตกต่ำอยู่ คือ ข้าวหอมมะลิ ตันละ 9,000- 9,800 บาท ข้าวเจ้า ตันละ 7,200-7,600 บาท ข้าวปทุมธานี 1 ตันละ 8,000-8,100 บาท รัฐบาลจะช่วยเหลือต้นทุนการผลิต ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว และ และด้านอื่นๆ รวมเป็นเงินช่วยเหลือ ข้าวหอมมะลิ ตันละ 5,500 บาท ข้าวเจ้าตันละ 5,000 บาท และข้าวปทุมธานี1 ตันละ 4,600 บาท ทั้งนี้ชาวนาที่จะได้รับความช่วยเหลือดังกล่าวต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามฐานข้อมูลโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิต ทั้งหลายทั้งมวลนี้สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ธ.ก.ส. หรือ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด หรือ สายด่วน 1569

อินโฟกราฟิกดังกล่าวยังมี คำขวัญว่า “พัฒนาเกษตรกรไทย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”พร้อมระบุชื่อ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)

นอกจากอินโฟกราฟิกแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้นำนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สุเทพ คงมาก พร้อมคณะ เข้าพบนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ได้ช่วยเหลือชาวนาด้วย ซึ่งนายกสมาคมฯ ยืนยันว่าไม่ได้จัดฉาก แต่ต้องการมาขอบคุณนายกรัฐมนตรีจริงๆ ก็ว่ากันไป

แต่จะว่ากันไปถึงไหนก็ต้องสะดุ้ง เมื่อมีข่าวว่า บิ๊กฉัตรพยายามเร่งเรื่องการปรับปรุงสินเชื่อตามโครงการแปลงใหญ่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ทันภายในสัปดาห์หน้า เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับลั่นวาจาว่าถ้าอธิบดีคนไหนไม่ทำงานจะปลด!!!

ในฐานะคนนอก ก็รู้สึกเห็นใจอธิบดีทั้งหลายอยู่เหมือนกัน เพราะนโยบายของกระทรวงเกษตรดูจะเน้นหลายด้านจนสับสน วันหนึ่งบอกว่าจะเร่งให้ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ และเศรษฐกิจพอเพียง มาอีกวันหนึ่งจะสนับสนุนให้เกษตรกรกู้หนี้ยืมสินกันเยอะๆ ….ก็ไม่รู้สินะ

แว่นขยาย

‘บิ๊กตู่’กำชับมุ่งมั่นดูแลเกษตรกร ย้ำก.เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนงานตอบสนองประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245189

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีได้แสดงความพึงพอใจการขับเคลื่อนการดำเนินงานและแผนยุทธศาสตร์ของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งได้เน้นย้ำใน 2 ด้านหลักๆ คือ

1.ขอให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกคน มีความทุ่มเท มุ่งมั่น และตั้งใจในการทำงานต่อไป เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น และ 2.ต้องให้ความสำคัญในการดำเนินงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น เพราะการดำเนินงานไม่สามารถขับเคลื่อนไปเพียงหน่วยงานเดียวได้อย่างสำเร็จ โดยมุ่งหวังที่เป้าหมายให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้ได้อย่างต่อเนื่องซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้วางแผนการดำเนินงานเป็นแผนยุทธศาสตร์ฯ 5 ปีแรก และแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่เชื่อมโยงกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล โดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรไทยมีรายได้เทียบเท่ากับอาชีพอื่นๆ โดยยึดศาสตร์ของพระราชา และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีสหกรณ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน รวมทั้งต้องดำเนินงานเชิงบูรณาการให้มากขึ้นทั้งนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวชื่นชมในแผนยุทธศาสตร์ฯ ของกระทรวงเกษตรฯ ด้วย

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า จากแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรฯในการขับเคลื่อนให้เกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั้น จะต้องยกระดับ Smart farmer และทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในระยะ 5 ปี ให้ได้ไม่น้อยกว่า 5,000 แปลงใหญ่ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีความปลอดภัยในระดับมาตรฐาน GAP ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะดำเนินงานเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าวนั้นให้ได้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินงานถวายพระราชวงศ์ทุกพระองค์ เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดเกษตรกรและประชาชน โดยพระราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงห่วงใยความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องข้าว น้ำ และสินค้าเกษตร จึงได้เน้นย้ำให้กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อประชาชนอย่างต่อเนื่องต่อไป

สศก.แจ้งกษ.เลื่อนสรุปปริมาณ’ข้าว’สัปดาห์หน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245227

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 19.34 น.

17 พ.ย.59 น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการสำรวจปริมาณผลผลิตข้าวหอมมะลิ ปี 59/60 ที่ปลูกในพื้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ 18 จังหวัด 200 กว่าอำเภอ ว่า ยังได้ข้อมูลตัวเลขไม่ครบทุกจังหวัด ขณะนี้ได้สำรวจไปบางส่วน เพราะมีหลายพื้นที่จะเก็บเกี่ยววันที่ 20 พ.ย.นี้ โดยข้าวหอมมะลิ มี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งจะสุกช้ากว่า 10 วัน และพันธุ์ข้าว กข.15 จะเป็นข้าวเบาสุกเร็วกว่าและบางพื้นที่เก็บเกี่ยวแล้วได้ก่อนข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยตนแจ้งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบแล้วว่า เสนอปริมาณผลผลิตข้าวหอมมะลิทั้งหมดไม่ทันภายในวันศุกร์ ที่ 18 พ.ย.โดยขอเลื่อนไปสัปดาห์หน้า

“ข้าวหอมมะลิส่วนใหญ่จะสุกพร้อมกัน วันที่ 20 พ.ย.จะส่งเจ้าหน้าที่ไปสัมภาษณ์เกษตรกร และตรวจวัดปริมาณผลผลิตรายแปลง ซึ่งบางจังหวัดปลูกทั้งสองสายพันธุ์ จำเป็นต้องแยกข้อมูลให้ชัดเจนว่าปริมาณผลผลิตแท้จริงของแต่ละสายพันธุ์มีเท่าไหร่ ที่ผ่านมาเป็นการสำรวจปริมาณรวม ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ไม่มีการแยกสายพันธุ์ชัดเจน ซึ่งปริมาณผลผลิตต่อปี ข้าวหอมมะลิ 8 – 9 ล้านตันข้าวเปลือก ความชื้น 15% ที่ผ่านมาไม่รู้ว่า เป็นข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าว กข.15 เท่าไหร่ เมื่อมาเกิดปัญหาราคาตกต่ำในรอบ 10 ปี เพราะฉะนั้นต้องลงพื้นที่ ตรวจสอบเป็นข้อมูลทำเชิงลึก

ทั้งนี้ พื้นที่อื่นที่ปลูกข้าวหอมปทุมธานี 1 หรือข้าวหอมจังหวัด ไม่ได้นำมารวมเป็นข้าวหอมมะลิ เพราะคุณลักษณะเด่นข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าว กข.15 มีความหอมกว่า เมล็ดข้าวมีความขาวเหมือนดอกมะลิ ซึ่งพ่อค้า ผู้ส่งออก ชาวนา โรงสี ผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะต้องรู้ชัดเจนถึงสายพันธุ์ข้าวด้วย โดยข้อมูลทั้งหมดนำมาทำแผนบริหารข้าวครบวงจร ใช้ตลาดเป็นตัวนำการผลิต ที่ต้องรู้ว่าตลาดต้องการข้าวแบบไหน และมาวางแผนการผลิตข้าวได้ตรงตามความต้องการลดปัญหาด้านราคาได้

กษ.จ่อระบายน้ำ’เขื่อนอุบลรัตน์’ ‘บิ๊กฉัตร’สั่งจนท.ดูแลเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245226

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 19.26 น.

17 พ.ย.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ดูแลเกษตรกรในพื้นที่ไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์น้ำ พร้อมขอให้พิจารณาเก็บน้ำในพื้นที่ที่เก็บได้ เช่น ทุ่งนาที่เก็บเกี่ยวแล้ว และหากเป็นไปได้ให้เก็บน้ำในเขื่อนให้มากที่สุด โดยเขื่อนอุบลรัตน์มีระดับน้ำเก็บกัก โดยไม่มีน้ำท่วมพื้นที่เหนือเขื่อนที่ 2,431 ล้าน ลบ.ม.และวันที่ 17 พ.ย.59 มีน้ำ 2,496 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 103 เป็นน้ำใช้การได้ 1,915 ล้าน ลบ.ม.ยังสามารถรับน้ำได้อีก 235 ล้าน ลบ.ม.และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขื่อนอุบลรัตน์จะระบายน้ำวันละ 21 ล้าน ลบ.ม.อีก 7 วัน หรือจนกว่าระดับน้ำลดลงไม่ท่วมพื้นที่เหนือเขื่อน และหากใน 7 วันนี้มีฝนเพิ่มเติมเข้ามาอีก จะพิจารณาระบายน้ำเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ทางด้านคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำขอนแก่น (JMC ขอนแก่น) ได้มีการประชุมหารือเมื่อวันที่ 14 พ.ย.59 เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดในส่วนของพื้นที่ปลูกข้าวที่รอการเก็บเกี่ยวอยู่ และไม่สามารถระบายน้ำได้มากกว่าวันละ 15 ล้าน ลบ.ม.เพราะหากมากกว่านี้ น้ำจะท่วมนาข้าว ซ้ำเติมทุกข์ให้ชาวนาอีก และในช่วง 2 วันที่ผ่าน ทางจังหวัดได้ขอรับการสนับสนุนกำลังพลทหารใน จ.ขอนแก่น ช่วยเกี่ยวข้าวในพื้นที่ใต้เขื่อน เก็บเกี่ยวเสร็จเมื่อวานนี้

แตกใบอ่อน : อย่าสักแต่พูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245012

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จำได้ว่าเมื่อสักประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เคยเขียนถึงเรื่องการขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรอินทรีย์” ของหน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีการวางนโยบายและแผนงานกันอย่างสวยหรูมาโดยตลอด แต่สุดท้ายก็เหมือนกับ “บัวแล้งน้ำ” เพราะนโยบายดังกล่าวไม่ถูกนำไปขับเคลื่อนในทางปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้อย่างจริงจัง

ที่ร้ายไปกว่านั้น ยังวิ่งสวนทางกับตัวเลขนำสารเคมีทางการเกษตร ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ที่พุ่งขึ้นพรวดๆๆ ต่อเนื่องกันทุกปี อ้างอิงได้จากข้อมูลของฝ่ายปุ๋ยเคมี สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ที่ระบุว่า ระหว่างปี 2552-2557 มีปริมาณนำเข้าปุ๋ยเคมีสูตรสำคัญๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2552 นำเข้าแม่ปุ๋ยและปุ๋ยสูตรสำคัญต่างๆ รวม 3.8 ล้านตัน มูลค่ารวม 4.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2557 เพิ่มเป็น 5.4 ล้านตัน มูลค่ารวม 6.6 หมื่นล้านบาท และยังไม่นับรวมสารเคมีทางการเกษตรจำพวกยาฆ่าหญ้า ยาปราบแมลงศัตรูพืช ซึ่งมีมูลค่านำเข้าอีกประมาณปีละ 2 หมื่นล้านบาท

รวมเบ็ดเสร็จประมาณปีละ 8 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ล่าสุดในการประชุมวิชาการเพื่อเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ปี 2559 ซึ่ง “เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช” (Thai-PAN) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ศูนย์ประชุม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ก็ได้มีการให้ข้อมูลที่น่าสนใจและน่าตกใจเกี่ยวกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง และได้ยื่นข้อเสนอให้จัดการกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง 3 ชนิด ได้แก่ 1.ยกเลิก “พาราควอต” ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืช 2.จำกัดการใช้ “ไกลโฟเสท” ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชอีกชนิดหนึ่ง ในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่สาธารณะโดยทันที และ 3.จำกัดการใช้ “คลอร์โพริฟอส” ยาฆ่าแมลง ในพืชอาหารทุกประเภท

โดย “ผศ.ดร.นพ.ปัตพงศ์ เกษสมบูรณ์” คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และประธานคณะทำงานศึกษาสารเคมีกำจัดศัตรูพืช กล่าวว่า ปัญหาของสารเคมีทั้ง 3 ตัว มีการพูดคุยมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ทราบดีว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพมนุษยรุนแรง โดยเฉพาะผลกระทบต่อพัฒนาการเด็ก สติปัญญา และความพิการตั้งแต่กำเนิด แต่ปัจจุบันก็ยังพบว่าสารเคมีทั้ง 3 ตัว ยังมีการใช้กันอยู่มากในกลุ่มเกษตรกร และมีการนำเข้าอยู่เป็นจำนวนมาก

ขณะที่ “ศรัณย์ วัธนธาดา” นักวิชาการ กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในแต่ละปีมีการนำเข้าวัถตุอันตรายรวมมากถึงประมาณปีละ 1.5 แสนตัน หรือ 150 ล้านลิตร มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการนำเข้า “ไกลโพเสท” ถึง 6 หมื่นตัน หรือ 60 ล้านลิตร ขณะที่ “พาราควอต” ถูกนำเข้าประมาณ 3 หมื่นตัน หรือ 30 ล้านลิตร และ “คลอร์โพริฟอส” จำนวน 2 พันตัน หรือ 2 ล้านลิตร

หรือคิดง่ายๆ ก็คือ ปริมาณวัตถุอันตรายที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเกือบทั้งหมด หรือมากกว่า 2 ใน 3 เป็นการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ตัว โดยไกลโฟเสทและพาราควอต ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในสวนปาล์มน้ำมัน ยางพารา และ ยูคาลิปตัส ขณะที่คลอร์โพริฟอสถูกนำไปใช้กำจัดแมลงประเภท “หนอนผีเสื้อ” ในแปลงเพาะปลูกทั่วไป

จากข้อมูลดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงอันตรายจากสารเคมีว่า อยู่ใกล้ตัวเรามากน้อยขนาดไหน และถึงเวลาแล้วหรือไม่กับการนำแผนการส่งเสริม “เกษตรอินทรีย์” ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจังมากกว่าที่ผ่านมา

นโยบายดีๆ ต้องหยิบมาทำมันให้เป็นจริงมันถึงจะดี

นโยบายดีๆ ถ้าเป็นแค่ลมปาก ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

มะลิลา

52ชาติเห็นชอบ‘ปฏิญญาเชียงใหม่’ ชูความมั่นคงด้านชลประทาน-อาหารขจัดความยากจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245013

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) เปิดเผยว่า การประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 2 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ มีผู้เข้าร่วมประชุมถึง 52 ประเทศ ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญในเรื่องการชลประทานและการเกษตร

โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า น้ำเพื่อการเกษตรในปัจจุบันยังไม่เพียงพอกับความต้องการ จำเป็นต้องนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดความสมดุล และต้องใช้น้ำอย่างประหยัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังเห็นว่า การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำยังมีความจำเป็น เพราะทำให้เกิดความยั่งยืนของภาคการเกษตร อาหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ประเทศจีน มีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาชลประทานถึง 20 ปี เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้จัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี โดยวางเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้เพิ่มขึ้นอีก 18.5 ล้านไร่ จากปัจจุปันที่มีอยู่แล้ว 31.8 ล้านไร่ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องการขยายพื้นที่ชลประทานเพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ

“ความสำเร็จในการประชุมชลประทานโลกในครั้งนี้ ทำให้เกิดเป็นปฏิญญาเชียงใหม่ ที่ทุกประเทศเห็นร่วมกันในการมุ่งขจัดความยากจนของโลก ด้วยการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและน้ำ โดยใช้ขบวนการบริหารจัดการน้ำทั้งน้ำบนผิวดินและน้ำใต้ดิน ตลอดจนการใช้เครื่องมือชลประทานและข้อมูลที่ทันสมัย ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและการบรรเทาภัยจากน้ำ รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนา แบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ แนวทางปฏิบัติ ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน” นายสมเกียรติ กล่าว

สารคามเตือน 4อำเภอเร่งเก็บเกี่ยว ก่อนพื้นที่เกษตรจม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245076

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สารคามเตือน

4อำเภอเร่งเก็บเกี่ยว

ก่อนพื้นที่เกษตรจม

‘อุบลรัตน์’พร่องน้ำ

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน นายภูสิต  สมจิตต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้แจ้งประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องเกษตรกรที่มีพื้นที่ติดริมฝั่งแม่น้ำชีใน 4 อำเภอ คือ อ.เชียงยืน อ.โกสุมพิสัย อ.กันทรวิชัย และ อ.เมืองมหาสารคาม ให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวในแปลงนา เนื่องจากทางเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ได้ปรับแผนเพิ่มการระบายน้ำจากเดิมวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เป็น 21 ลบ.ม. โดยเริ่มระบายน้ำลงสู่ลุ่มแม่น้ำชีวันที่ 17 พฤศจิกายน ซึ่งจะส่งผลกระทบกับพื้นที่ลุ่มต่ำ และริมตลิ่งแม่น้ำชีในเขต จ.มหาสารคาม

จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ เพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.เมืองมหาสารคาม เขต ต.ท่าสองคอน ต.เกิ้ง ต.ลาดพัฒนา ต.ท่าตูม และ ต.แอ่ง อ.โกสุมพิสัย ต.หนองบอน ต.ยางท่าแจ้ง ต.หัวขวาง ต.แห่ใต้ ต.เลิงใต้ ต.โพนงาม ต.หนองบัว และ ต.แก้งแก อ.กันทรวิชัย ได้แก่ ต.เขวาใหญ่ ต.ขามเรียง ต.ท่าขอนยาง ต.ขามเฒ่าพัฒนา ต.มะค่า และ ต.กุดไส้ อ.เชียงยืน ได้แก่ ต.เหล่าบัวบาน ทั้งนี้ หากเกิดสถานการณ์น้ำเอ่อล้นในพื้นที่ ให้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนโดยทันที พร้อมรีบแจ้งทางจังหวัดให้ทราบ เพื่อทางแนวทางการช่วยเหลือต่อไป

ส่วนกรณีที่มีน้ำป่าจาก จ.หนองบัวลำภูและ จ.อุดรธานีไหลมาตามลำห้วยโมงเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะนาข้าวในเขต ต.นาข่า อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ประมาณ 1,762 ไร่ มาเป็นเวลา 3 วันแล้ว ชาวนาไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ทัน ทำให้ข้าวในนาที่กำลังแก่ได้รับความเสียหาย และน้ำป่ายังได้ขยายวงกว้างเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรที่อยู่ถัดกันไปเพิ่มขึ้นอีก

ความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว นายชาญชัย บุญญานาม นายก อบต.นาข่า กล่าวว่า น้ำที่เข้ามาท่วมพื้นที่การเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนาข้าว ในเขต ต.นาข่า ครั้งนี้มาจาก จ.หนองบัวลำภู และ จ.อุดรธานี มาตามลำห้วยโมง โดยได้เริ่มเข้ามาท่วมตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน ท่วมในพื้นที่บ้านนาข่า หมู่ 5 และหมู่ 6 ก่อนที่จะไหลเข้าท่วมในพื้นที่บ้านกรวด บ้านโคกถาวร และบ้านโคกสว่าง ขณะนี้น้ำที่ท่วมตอนบนเริ่มลดลง แต่ได้ไหลไปท่วมในพื้นที่ตอนล่างมากขึ้น

ทั้งนี้ จากการสำรวจเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พบว่า พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมเสียหายเบื้องต้นมีประมาณ 1,762 ไร่ แต่ตอนนี้ได้ขยายวงกว้างท่วมมากขึ้น อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่สุดวิสัยไม่สามารถป้องกันได้ ขณะนี้หารือกับทางอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการช่วยเหลือ