คิดสูตรจุดพลุ“กำจัด”เชื้อร้าย : ลงดาบปราบโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665886

 

นับเป็นนักการเมืองอีกคนที่กล้าลุกขึ้นมาตรวจสอบการทุจริต ไม่เว้นแม้จะเป็นคนในพรรคการเมืองของตัวเอง ที่มาฉายามือปราบคอร์รัปชันจึงอยู่ติดตัว

วันนี้เห็นกลไกตรวจสอบการโกงของรัฐมีช่องโหว่ เชื้อร้ายจึงระบาดเกาะกินประเทศไทยโดยไม่มีวันหยุด

จะหยุดการคอร์รัปชันได้อย่างไร นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง โดยพยายามยกตัวอย่างประกอบให้เห็นภาพการโกงกิน การทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ

พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เจ้าตัวลงไปตรวจสอบและประสบเจอด้วยตัวเอง

ล่าสุดหลายโครงการใน กทม. เมื่อตรวจสอบส่วนใหญ่ปรากฏว่าพบการทุจริต ทั้งหมดเกิดจากผู้บริหารใน กทม. มอบหมายให้คนดูแลรับผิดชอบมีอำนาจเต็มที่ ไม่ต้องมารายงานผลคืบหน้า

ฉะนั้น พอเกิดเรื่องไม่โปร่งใสขึ้นมา ผู้บริหารใน กทม.ไม่อาจจะปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้

ขอให้เตรียมตัวรับมือกับคดีต่างๆในอนาคต เพราะโครงการที่ร้องไปยัง ป.ป.ช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 20 เรื่อง มั่นใจจากประสบการณ์ผ่านงานตรวจสอบการทุจริตมาเยอะ เห็นว่าเข้าข่ายกระทำความผิด

ล่าสุดคือโครงการจัดซื้อรถกะป๊อดับเพลิงเทวดาและเรือดับเพลิงที่กำลังตรวจสอบอยู่ในขณะนี้

ที่รัฐสภาก็เช่นเดียวกัน ขณะนี้มีกระแสว่าบางฝ่ายเริ่มขุดคุ้ยการขายที่ดินกว่า 5 แสนคิว จากการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ นายวิลาศ บอกว่า ปมขุดที่ดินเอาไปขายเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

หากจะตรวจสอบขอให้เริ่มจากการพิจารณาบริษัทที่เกี่ยวข้องและบริษัทที่ปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎรว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง มีตัวละครกี่คนที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ล่าช้า

วันนี้ นายพรเพชร พิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง

ทั้งตัวแทนของสภาฯ ทั้งฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะตัวแทนของผู้มีอำนาจบางคน เข้าไปเป็นกรรมการเร่งรัดและติดตามโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

ว่าการก่อสร้างล่าช้าเกินกำหนดเวลาเช่นนี้ เพราะใคร จากสาเหตุอะไร ที่ดินที่ขนไปขายมีการทุจริตหรือไม่ ดูแล้วข้าราชการประจำเป็นแค่ตัวหมากรุกให้เขาเดิน

สุดท้ายถ้าผู้ที่มีอำนาจยังขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ออกไปอีก ผมจะขอเปิดแถลงข่าวในเรื่องนี้แน่ว่ามีสาเหตุเกิดจากอะไร

ทั้งหมด นายวิลาศ กำลังจะบอกถึงต้นเหตุการแก้ไขปัญหาการทุจริต ที่ไม่ประสบความสำเร็จ

เมื่อกลั่นออกมาจากประสบการณ์พบปัญหาหลักๆคือ 1.ระบบอุปถัมภ์ พอตรวจสอบพบการทุจริตก็จะมีการขอละเว้นยกโทษ ไม่สอบสวนต่อให้ถึงต้นตอ มีการเอื้อประโยชน์ให้กัน ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบก็เกรงใจและขอกันได้ด้วย

2.คนดีที่บริสุทธิ์จริง พูดง่ายๆคือ ไม่มีแผล มีไม่มาก ไม่เคยรับผลประโยชน์ใดๆ หายาก

3.คนดี คนบริสุทธิ์พอมี แต่จะหาคนกล้าทำหน้าที่ตรวจสอบโดยไม่มีผลประโยชน์ หรือทำเพื่อส่วนรวมมีน้อย แม้แต่ผมยังมีคนเตือนว่าขอให้ระวัง ไปทำทำไมให้วุ่นวาย เสี่ยงเปล่าๆ ทำให้คนที่จะมาทำงานตรวจสอบท้อใจ

4.ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีคนกล้าเสี่ยงลงทุนทำทุจริต เพราะคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการทุจริตแต่ละครั้งสูงถึง 40-50 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้าง

แม้เสี่ยงถูกตรวจสอบและติดคุก สุดท้ายมีคนรับผิดติดคุกแค่คนเดียว ที่เหลือทั้งตระกูลสุขสบาย ดังนั้นต้องแก้ไข 4 จุดหลักนี้ก่อนถึงจะแก้ปัญหาการทุจริตได้

อย่าไปหวังพึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ขอบอกไว้ล่วงหน้าว่ามันปราบและแก้การโกงไม่ได้

หากต้องการปราบโกงจริงๆควรเขียนกติกาใหม่ให้รัดกุม ไม่ใช่เขียนห้ามเฉพาะนักการเมืองที่โกงเข้าสู่ตำแหน่งเท่านั้น เพราะยังมีปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการทุจริต คือ ข้าราชการประจำ ซึ่งจับไม่ได้มันมีอีกมาก

วันนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลับออกกฎหมายหลายฉบับเพิ่มอำนาจให้ข้าราชการประจำ ยิ่งเอื้อให้มีการทุจริตเพิ่มมากขึ้น

แม้รัฐบาลได้ออก พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ขอชมว่าเป็นกฎหมายที่ดี

ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ประชาชนยืนขออนุญาต แต่สุดท้ายประชาชนยังต้องเสียเงินให้หน่วยงานรัฐบางแห่งอยู่ดี

ฉะนั้น ปัญหาคอร์รัปชันต้องแก้ให้ตรงจุดและครอบคลุม คือ

1.เริ่มต้นที่ผู้มีอำนาจที่เข้าไปจัดการ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ซึ่งเข้ามาเพื่อปัดกวาดการทุจริต คอร์รัปชันและปราบปรามการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ บุกรุกที่ดิน

แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มั่นใจว่านโยบายนี้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะดูเหมือนมีการเลือกปฏิบัติ ชัดเจนที่สุดกรณีโครงการจัดซื้อยาปราบศัตรูพืช

มีผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) 22 คน มีระดับนายอำเภออีก 300 คน และข้าราชการที่เกี่ยวข้องอีกนับพันคน เข้าข่ายกระทำความผิดถึงขั้นต้องโดนไล่ออกจากราชการฐานร่วมทุจริตจัดซื้อราคาแพงเกินจริงและเกินความจำเป็น

แต่กลับมีสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการเฉพาะ ผวจ.บึงกาฬนายอำเภอ และข้าราชการ 47 คน รวมถึง ผวจ.ร้อยเอ็ด ในขณะนั้น

และในบรรดา ผวจ. 22 คน ในจำนวนนี้มี ผวจ.มุกดาหาร และ ผวจ.เลย ในขณะนั้น ซื้อยาปราบศัตรูพืชจากบริษัทเดียวกันราคาแพงกว่า 10 เท่าเหมือนกัน ส่วนเกินตกหล่นอยู่ในกระเป๋าใคร แต่ไม่มีการลงโทษใดๆ

ปมนี้เคยทวงถามไปถึงนายกรัฐมนตรี 6 ครั้ง และทวงถามผ่านสื่อมวลชนไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ครั้งแรกนายกรัฐมนตรีบอกว่า ขอตรวจสอบก่อน แต่สุดท้ายก็เงียบหาย

เรื่องนี้ตรวจสอบง่ายมาก แค่นายกรัฐมนตรีถามไปที่กรมบัญชีกลางว่ามีการใช้งบประมาณจริงหรือไม่ และไปถามกระทรวงมหาดไทยว่ามีการซื้อยาปราบศัตรูพืชจริงหรือไม่ แค่นี้ก็พบความจริงแล้ว

ฉะนั้น วันนี้ขอให้นายกรัฐมนตรีต้องแสดงความกล้าหาญและทำเป็นตัวอย่าง อย่าเห็นว่าเป็นพวกพ้องที่ยังเป็น สนช.อยู่ โดยปลด สนช.ทั้ง 2 คนออกจาก ผวจ. ถ้าไม่ไล่ออก ก็ต้องกลับไปคืนความเป็นธรรมให้กับ 2 ผวจ.ที่ถูกไล่ออกด้วย อย่าทำเพียงครึ่งๆกลางๆ เพราะทราบมาว่ากระทรวงมหาดไทยกั้นห้องเตรียมไว้รับ 22 ผวจ.นี้แล้ว
แต่วันนี้ยังเงียบฉี่ ในเมื่อผู้มีอำนาจไม่ปราบโกงจริง ปราบแต่ปากแล้วจะปราบโกงกันได้อย่างไร

2.ได้เสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ว่า ปัญหาการทุจริตส่วนหนึ่งมาจากองค์กรอิสระ ไม่มีความชัดเจนในการทำหน้าที่ โดยเฉพาะองค์กรอิสระไม่ออกระเบียบว่าด้วยวิธีการปฏิบัติงาน คดีฟ้องร้อง หรือเรื่องร้องเรียนต่างๆ ไม่มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานให้ชัดเจนว่าตั้งแต่เริ่มรับเรื่องจนเสร็จใช้เวลาเท่าไหร่ ทำให้พิจารณานานกันข้ามปีข้ามชาติ

แตกต่างกับองค์กรอิสระในต่างประเทศที่มีดัชนีความโปร่งใสสูง ระบุชัดเจนทุกเรื่อง ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต้องตรวจสอบให้เสร็จภายใน 6 เดือน บางคดียื่นเรื่องเช้า ตกเย็นองค์กรอิสระพิจารณาเสร็จแล้ว

ฉะนั้น ถ้า กรธ.จริงใจปราบปรามการทุจริต ต้องเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญ เรื่องระเบียบวิธีหรือกรอบการปฏิรูปขององค์กรอิสระ เอาให้ชัดเจนว่าต้องสอบสวนนักการเมืองและข้าราชการที่ทำผิดให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดตามกฎหมายปราบปรามการทุจริต

3.ได้เสนอ กรธ.ต้องเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญ เรื่องข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างจะต้องเปิดเผย ตรวจสอบได้ ถ้าละเว้น ไม่ดำเนินการจะมีความผิด ปรากฏว่าไม่เขียนสักตัว แบบนี้จะปราบโกงได้อย่างไร

4.ต้องแก้ไขการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการให้ได้ หน่วยงานไหนที่ออกมาโม้ว่าไม่มี หรือที่ขู่จะแจ้งเอาผิดกับคนที่พูดถึงเรื่องนี้ นั่นแหละตัวดีที่สุด เป็นหน่วยงานที่มีการซื้อขายตำแหน่งมากที่สุด

นายกรัฐมนตรีไม่ทราบหรือในเรื่องเหล่านี้ เมื่อทราบแล้วควรเร่งปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ตำรวจและการบริหารราชการแผ่นดินโดยเร็วที่สุด

ถึงจะปราบการทุจริตได้อยู่หมัด.

ทีมการเมือง

 

ควบแน่นอำนาจ ข้ามด่านประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665311

 

ภารกิจ คสช.“ฝ่าปัญหา”ในสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน

กระตุกขวัญ เขย่าโลกกันอีกรอบ

กับเหตุก่อการร้ายที่ยกระดับความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ คนร้ายขับรถบรรทุกอาวุธปืนและวัตถุระเบิดด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าใส่ประชาชนจำนวนมาก ขณะกำลังชมการแสดงพลุดอกไม้ไฟฉลองวันชาติ “บาสติล เดย์” ที่เมืองนีซ ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส

ลากบดขยี้ฝูงชนบนท้องถนน

เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 80 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีกนับร้อย

ที่น่าเศร้าสลดก็คือเหยื่อส่วนหนึ่งเป็นเด็กไม่รู้ประสีประสา

นับเป็นเหตุก่อการร้ายซ้ำต่อเนื่อง หลังจากกลุ่มไอซิสเปิดปฏิบัติการณ์สังหารหมู่ผู้คนกลางกรุงปารีส เมื่อช่วงสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมา

ฝรั่งเศสกลายเป็นดินแดนอันตราย

ยุโรปเจอภาวะสั่นสะเทือนซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและภัยก่อการร้าย

ตัดฉากกลับมาที่ประเทศไทยเมืองพุทธ ที่กำลังอยู่ในห้วงเทศกาลหยุดยาววันเข้าพรรษา ประชาชนบางส่วนเดินทางกลับต่างจังหวัด เพื่อทำบุญตักบาตรร่วมกับพ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหาย

ตอบสนองนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลที่อนุมัติวันหยุดเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ

ถือโอกาสพักชาร์จแบตได้หลายวัน

ในขณะที่บรรยากาศทางการเมืองโดยทั่วไปก็ยังอยู่ในโปรแกรมต่อเนื่องตามโรดแม็ป คสช. ภายใต้เงื่อนเวลาที่เหลืออีก 3 สัปดาห์จะถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่ 7 สิงหาคม

และดูเหมือนจะเริ่มเปิดปมสำคัญข้ามช็อตกันแล้ว

ตามอารมณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เล่นบท “พระเทศน์คาบลูกคาบดอก” เป็นนัยแบไต๋ล่วงหน้า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มีปัญหาไม่ผ่านประชามติ

“เดี๋ยวผมจะร่างให้เอง”

ก่อนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะออกมารับลูกชี้แจงต่อว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็ต้องมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่แบบที่รู้ผลประชามติปุ๊บก็ต้องรีบทำปั๊บเลย

แต่รอบนี้ไม่น่าจะมีการทำประชามติให้เสียเวลาสิ้นเปลืองงบประมาณ

นัยว่า รวบรัดขั้นตอนประกาศใช้ไปเลย

แน่นอน นี่คือคำตอบที่นักการเมืองอยากรู้และพยายามเค้นคอ พล.อ.ประยุทธ์ให้แสดงความชัดเจน ตามความจำเป็นของนักเลือกตั้งอาชีพที่ต้องเตรียมตัวลงสนาม

เอาเป็นว่า ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ

เส้นทางโรดแม็ปก็หนีไม่พ้นเหลี่ยมนี้

อาจจะมีแตกต่างกันบ้างก็แค่เงื่อนไขระยะเวลา คือในกรณีถ้าประชามติผ่าน การเดินหน้าตามโรดแม็ป คสช.ก็ทำได้ต่อเนื่องตามโปรแกรมที่วางไว้

การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ประมาณปลายปี 2560

แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องเสียเวลากับขั้นตอนยกร่างใหม่เพื่อปรับใช้ตามอำนาจของหัวหน้า คสช. ซึ่งนั่นก็น่าจะไม่ทันกับการประกาศ เลือกตั้งในปลายปีหน้า

ตามกระบวนการอาจล่าช้าออกไปถึงต้นปี 2561

นี่ว่ากันตามทฤษฎี ยึดเอาตามโรดแม็ปที่คสช.ประกาศเป็นพันธสัญญากับนานาชาติได้ยินกัน ทั่วโลก

และแน่นอน เป็นที่รู้กันนี่คือเงื่อนไขสำคัญที่เป็นตัวช่วยรัฐบาลทหารของไทยในการชะลอแรงกดดัน จากซีกโลกประชาธิปไตย

ประคองแรงเสียดทานจากมาตรการแซงก์ชั่น

ซึ่งก็อย่างที่เห็นรัฐบาล คสช.ได้แสดงความตั้งใจในการประคองสถานการณ์ประชามติ ยกระดับการ คุมเข้มให้พ้นจากเกมป่วนของฝ่ายต่อต้าน

ทหารออกแรงเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” เต็มที่

โดยท่าทีมุ่งเดินหน้าตามโรดแม็ปที่ล็อกปฏิทินไว้ นั่นก็ทำให้ต่างชาติไม่มีเหตุผลที่จะเพิ่มมาตรการกดดัน เร่งเกมคืนประชาธิปไตยเหมือนช่วงแรกของการรัฐประหาร

สถานการณ์อยู่ในวิสัยที่พอทำความเข้าใจกับฝรั่งได้

บนพื้นฐานตามวิถีประชาธิปไตยที่อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นการเลือกตั้งไม่ช้าก็เร็ว

อย่างไรก็ตาม มันก็มีสถานการณ์แบบที่นานาชาติอาจจะไม่เข้าใจกับสภาพประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ตามเงื่อนไขนอกเหนือจากทฤษฎี มันยังคงสภาพ ปัญหาที่แท้จริงของประเทศ

เรื่องของเรื่องแกะรอยตามสัญญาณล่าสุดที่เริ่มถูกส่งออกมา กับคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์ ปรารภในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อ้างถึงสิ่งที่ได้ยินมาจากหลายคนพูดกันถึงเหตุผลจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีมุมหนึ่งที่ออกในแนวพลิกผันย้อนศร

อยากให้ คสช.อยู่นานๆไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ดีกว่า

และไม่ใช่อารมณ์ประชดประชันหรืออำกันเล่นขำๆ เพราะถึงขั้นที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำมาแถลงออกอากาศต่อสื่อมวลชนและคนทั้งประเทศ

ขยายความกันอย่างเป็นการเป็นงาน

เหมือนต้องการให้สังคมร่วมรับรู้ไปด้วยกัน

โดยรูปการณ์ยกระดับ “ข้อมูลดิบ” ที่อ้างอิงอย่างเป็นทางการ ว่ากันถึงสาเหตุที่จะทำให้ คสช.จำเป็นต้องอยู่ต่อกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านด่านประชามติ

ค่อยๆแบไต๋ ตามปฏิบัติการจิตวิทยาสไตล์ทหาร

แน่นอนมันวิเคราะห์กันได้กับปฏิบัติการปูทาง สร้างถนนความชอบธรรมรองรับเกมลากยาว

ตามเค้าลาง คสช.มีโอกาสต่อเวลาพิเศษออกไป

นั่นก็เพราะสภาพปัญหาแท้จริงของประเทศที่ไม่ได้มีแค่ปมป่วนทางการเมือง ปัญหาความขัดแย้งของขั้วอำนาจหลากสี แต่มันยังมีปัจจัยที่อยู่นอกเหนือสถานการณ์ทางการเมือง

เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนเกินกว่าต่างชาติจะเข้าใจ

ถือเป็นไฟต์บังคับ ความจำเป็นของกองทัพในการลากยาวอำนาจ รับมือกับสภาพปัญหาปัจจุบัน

ซึ่งอันที่จริงมันก็มีร่องรอยให้เห็นกันแล้วตามแนวโน้มของ “พิมพ์เขียวอำนาจ” ที่ถูกออกแบบผ่านคำถามพ่วงประชามติของสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ (สนช.)

นำเข้ากระบวนการให้ประชาชนประทับความชอบธรรม

“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

แปลความตามนี้ก็หมายถึงการให้สมาชิกรัฐสภาทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน และสมาชิกวุฒิสภาอีก 250 คน ลงมติร่วมกันเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี

และตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มาตรา 269 กำหนดว่า ในวาระเริ่มแรกให้อำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการตัดสินใจเลือกสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 250 คน

ตามเงื่อนไขตัวเลขก็ชัดเจน ตัวแปรในการเลือกนายกรัฐมนตรีคือ “ส.ว.ลากตั้ง” ที่มาจาก คสช.

ต่อให้ค่ายเพื่อไทย ยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่ว่ากระแสได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง พรรคการเมืองเสียงข้างมากได้เสียง ส.ส.เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

ก็ยากที่จะฝ่าด่าน ไม่มีทางทลายกำแพงหิน คสช.ได้

ทหารล็อกโพย กำหนดสเปกรัฐบาลใหม่ไว้แล้วยังไม่นับเงื่อนไขที่ล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญ กำหนดชัดเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทุกรัฐบาลต้องดำเนินการตาม

คสช.ล็อกเส้นทางช่วงเปลี่ยนผ่าน นักการเมืองออกนอกลู่ไม่ได้

แน่นอน ประเมินกันตามเงื่อนไขที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจเดินหมาก “ข้ามช็อต” ไว้แล้ว

ฉะนั้นไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านด่านประชามติหรือไม่ ก็ไม่ได้มีผลต่อ คสช.สักเท่าไหร่

อย่างมากก็แค่ให้ความรู้สึกกับอารมณ์ของสังคม

ผ่านก็เพิ่มความชอบธรรม ไม่ผ่านก็ลดความ ชอบธรรมลงไป

แต่ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน คำตอบสุดท้าย คสช.ก็ต้องลากยาวเกมอำนาจพิเศษต่อเนื่อง

และก็เป็นอะไรที่ล้อไปกับปรากฏการณ์ พล.อ.ประยุทธ์งัดดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 กระชับอำนาจพิเศษในการคุมเกมบริหาร ลุยล้างปมปัญหาสะสมที่หมักหมมมานาน

ไม่ว่าจะเป็นการลุยปราบทุจริตคอร์รัปชัน การแก้ปัญหาระบบการศึกษา การทวงคืนพื้นที่ป่า หรือแม้แต่การงดสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ส่อเค้าล็อกสเปก “เด็กเส้น”

“รัฏฐาธิปัตย์” ควบแน่นอำนาจทุกเหลี่ยม

โดยจังหวะวางเกมข้ามด่านประชามติ

รอรับมือกับสภาพปัญหาแท้จริงของประเทศไทย.

“ทีมการเมือง”

 

โหมศึกนอก-หย่าศึกใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664899

 

ได้จังหวะสลับคิวเดินทางเยือนแดนเจงกิสข่าน เลี่ยงแรงปะทะชั่วขณะ

ตามตารางออนทัวร์เที่ยวล่าสุดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ที่ไปปรากฏตัวอยู่ที่เมืองอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย

ร่วมเวทีการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 11 กระทบไหล่ผู้นำหลายประเทศ โชว์กึ๋นแสดงวิสัยทัศน์ท่าทีความเชื่อมั่นและส่งเสริมบทบาทประเทศไทยในเวทีพหุภาคี

ท่ามกลางดีกรีตึงเครียดทางการเมืองในประเทศที่ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ เมื่อขยับเข้าใกล้เดดไลน์ประชามติ

ถึงเวลาท็อปบูตเล่นบทเฮี้ยบ ตรึงกฎเหล็ก รอรับแรงปะทะและแรงต้านเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่จะทวีความเข้มขึ้นทุกขณะ

ตามรูปการณ์ล่าสุดที่ “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ลงนามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 41/2559 เรื่องการกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ

เบิกทางให้ กสทช.มีอำนาจถอดปลั๊กสื่อทีวีที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และกระทบความมั่นคงของรัฐ โดยที่เจ้าหน้าที่ได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง อาญา และวินัย หากดำเนินการด้วยความสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ

ส่งสัญญาณแกมขู่ จอดำสถานีโทรทัศน์พีซทีวี กระบอกเสียงคนเสื้อแดง ที่เสนอข่าวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ คสช.ในช่วงที่ผ่านมา

อำนาจพิเศษยกระดับความเข้มข้นขึ้นอีกขั้น บล็อกช่องทางสื่อสารฝ่ายตรงข้าม

เตรียมพร้อมรับมือนักเลือกตั้งอาชีพที่เหยียบคันเร่งปลุกกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญอย่างหนักในช่วงนี้

และที่ขาดไม่ได้ในการร่วมปลุกเร้าอารมณ์กองเชียร์ ก็ฟาก “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เปรยออกมาดังๆระหว่างอดีต ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย บินไปพบที่เกาะฮ่องกง

ชำแหละเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นตามหลักสากล ทำให้อยู่ในเวทีโลกยาก ส่งผลให้ประเทศไทยตกยุค

ร่วมวงติติงการทำประชามติไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่

นายใหญ่ตีปี๊บส่งสัญญาณต้านร่างรัฐธรรมนูญ เพิ่มความระแวงให้ คสช.ช่วงใกล้ไคลแมกซ์

สารพัดสารพันปัญหาประดังเข้ามาติดๆ คอยยั่ว คอยแหย่ท็อปบูตให้ทำงานไม่ไหลลื่น ทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา การระบาดของร่างรัฐธรรมนูญปลอม

ยังไม่นับรวมปัญหาวัดพระธรรมกาย และการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ที่รอการสะกิดหัวเชื้อให้ลุกโชนได้ตลอด
อำนาจพิเศษเจอศึกปะทะรอบด้าน ต้องไล่ตามแก้ปัญหาไม่มีหยุดหย่อน

รวมถึงคิวแทรกล่าสุด ที่ฉายภาพศึกภายในล่อกันเอง จากปมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธาน สนช.

เดือดร้อนถึงเบอร์หนึ่ง คสช. ต้องงัดอำนาจมาตรา 44 สั่งระงับกระบวนการสรรหาทันที

เบรกความแตกแยกใน สนช.ที่แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย มีทั้งสนับสนุนและต่อต้าน นายเรวัต วิศรุตเวช ที่ได้รับแบ็กอัพจากผู้ยิ่งใหญ่ใน สนช. จับใส่ตะกร้าล้างน้ำ ส่งกลับมาให้ สนช.คัดเลือกอีกครั้ง

ไม่สนมติที่ประชุม สนช.ก่อนหน้านี้ที่เคยลงมติไม่เห็นชอบให้นายเรวัตมานั่งแท่นผู้ตรวจการแผ่นดิน

เรื่องของเรื่องก็หนีไม่พ้นแรงขับเคลื่อนของระดับบิ๊ก คสช.ที่ต้องการดันคนของตัวเองตีตั๋วยึดเก้าอี้องค์กรอิสระ แต่เที่ยวนี้ไม่ราบรื่นเหมือนเคย เจอแรงต้านหนักจากคนใน สนช. ไม่ปั๊มวีซ่าให้ผ่านง่ายๆ

ท้าทายถึงขั้นขอโหวตลงมติรับรองนายเรวัตแบบขานชื่อโดยเปิดเผย แทนการลงคะแนนลับเหมือนที่ผ่านมา

ขอเปิดหน้าลุย แยกขั้วให้เห็นชัดๆว่า ใครเป็นคนของฝ่ายใด กลุ่มไหน

บรรยากาศส่อเค้าคุกรุ่นหนัก ตามข้อวิตกที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุการยุติการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อระงับความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้น

“ถ้าไปที่สภาจะรู้ มันเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรให้เกิด”

ตรงตามสัญญาณที่ “บิ๊กตู่” ได้ยินมาตรงกัน เลยต้องใช้มาตรา 44 ล้มกระดานกระบวนการสรรหา

รีบตัดตอนสยบศึกภายใน ไม่ให้ขยายความรุนแรงไปกว่านี้ จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ คสช. และอาจกระทบชิ่งมีผลต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ถึงคราว “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจเด็ดขาด ยอมหักกับระดับบิ๊ก คสช.ด้วยกัน

แม้ห้ามเลือด กลบแผลภายในได้สำเร็จ แต่เสี่ยงเพิ่มแผลในใจให้คนกันเอง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ตบเกมให้กลับ ‘เข้าลู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664109

 

มีเม้ม ไม่มีกั๊ก ไม่มีคาบลูกคาบดอก

เรียกว่า ถ้าคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 “กระบองยักษ์” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. สำแดงเดช ฟาดลงมาเมื่อไหร่ก็ชัดเจนว่าเข้าเป้าทุกครั้ง

ออกอาวุธหนักถี่ยิบ ไล่ตั้งแต่ใช้แก้ปมบุกรุกที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศ หวดกระบองยักษ์เปิดทางไล่บี้ยึดที่ดินคืนจากนายทุน ผู้มีอิทธิพล หรือใช้มาตรา 44 แก้ปมสรรหาผู้บริหารมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ

ล่าสุดใช้มาตรา 44 มอบอำนาจให้ กสทช.คุมสื่อที่ละเมิดสถาบันและความมั่นคง

แต่ที่ต้องรีบจับโฟกัสกันเลย กับการใช้อำนาจครอบจักรวาล ม.44 ยกเลิกประกาศคสช.

เพื่องดเว้นการสรรหาและเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน

กรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้วยเหตุผล กำลังถึงคิวประชามติ รอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นั่นก็แปลความได้ว่า กรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ ชุดปัจจุบันยังอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ถึงแม้จะครบวาระ หรือมีกรรมการครบกำหนดอายุในการดำรงตำแหน่งก็ให้มีกรรมการเท่าที่เหลืออยู่

เพื่อรอกฎกติกาใหม่ ค่อยเริ่มกระบวนการสรรหา

ที่ว่าน่าสนใจ คือกรณีการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติในชั้น สนช. ผู้ได้รับการเสนอชื่อคือ นพ.เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์

ชื่อเดิมที่ไม่ผ่านมติ สนช.มาแล้ว แต่ได้รับการเสนออีกครั้ง

ท่ามกลางการจับตา อาจมีสัญญาณ “ใบสั่ง” แรงหนุนพิเศษดันให้เข้าวินให้ได้

แล้วเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็เริ่มดังกระหึ่ม กระทั่งมี สนช.ในคณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบประวัติฯ ของผู้ได้รับการเสนอชื่อทยอยลาออก

รวมทั้งสาวถึงสายสัมพันธ์ของนายเรวัต ในฐานะเคยเป็นที่ปรึกษานายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. สมัยนั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน

แถมข่าวลุกลามไปถึงขั้นได้สปอนเซอร์ยักษ์ใหญ่หนุน ดึงระดับบิ๊กอำนาจพิเศษมาแบ็กอัพ

ยังไม่รวมการขุดคอนเนกชั่นสมัย “หมอเรวัต” รับราชการในกระทรวงสาธารณสุข กับ “บิ๊กเนมการเมืองหญิง” ที่กำลังสร้างเครดิตบนกระดานการเมืองในเวลานี้ กระแสข่าวเล่าข่าวลือชักลาม “เข้าหู”

ก็เป็นจังหวะที่ “บิ๊กตู่” ออกมาติดเบรก ชะลอคิวตั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน

ส่วนเบื้องลึกกว่านั้น คิวนี้จะแค่เบรกกระแส หยุดเรื่องวุ่นๆ หรือถึงขั้น “หักกัน” ในเครือข่าย หรือน้องเบรกพี่ รูปใดแนวไหนก็ตาม ที่ชัดเจนคือ “บิ๊กตู่” ชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีกั๊ก ไม่มีเม้ม

ชัดเจนกับ “อำนาจพิเศษในมือ” ถือกระบองยักษ์แน่น

กระทั่งปมร้อนๆก่อนหน้านี้ที่แทรกเข้ามา ทั้งกรณีข้อเสนอ “เปิดฟลอร์นักการเมือง” สปท.ชงปลดล็อกคำสั่ง คสช.ให้ค่ายการเมืองทำกิจกรรมได้ “ผู้นำอำนาจพิเศษ” ปัดทิ้งทุกไอเดีย

แต่จะมีที่ไม่ถึงขั้นปิดประตูใส่ กับไอเดีย “นิรโทษ–ล้างผิด–เซ็ตซีโร่” เพื่อปรองดอง

เพียงแค่โยนลูก “เงื่อนเวลา” ไม่เหมาะ

เอาเป็นว่า น่าจะถึงจังหวะที่ผู้นำกระชับอำนาจในมือให้เห็นอีกครั้ง ในห้วงที่เริ่มมีกระแสข่าวออกมาแทรกคิวประชามติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “บิ๊กอำนาจพิเศษ” เปิดดีลนักการเมือง

เตรียมสูตรลับ ทางออกประเทศไทย

“บิ๊กตู่” เลยต้องเล่น “บทชัด” แต่ละช็อตแทบไม่ต้องตีความเบรกสารพัด “สูตร” หยุดรายการ “ดีลนอกเกม”

แต่กับการออกมาแพลมไต๋ “เตรียมร่างรัฐธรรมนูญเอง” กรณีไม่ผ่านประชามติ ที่ “บิ๊กตู่” ออกตัว

พูดสไตล์ “คาบลูกคาบดอก” เพราะยังมีเวลากั๊กแผน

แต่ทั้งหมดก็เห็นชัดว่า “บิ๊กตู่” กลับมากระชับอำนาจในมือ นอกจากเร่งการบริหารงาน ยังดับทุกชนวนเหตุป่วน เบรกทุกกระแสข่าวเสี่ยงลุกลาม หยุดทุกข่าวแว่ว–ข่าวลือ

ในโหมดมุ่งงานใหญ่ มีคิวประชามติร่างรัฐธรรมนูญรออยู่

โชว์อำนาจ ตบกระแส “ข่าวนอกลู่” ให้ตรงทิศทาง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ลุ้นจะรอดสันดอนมั้ย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 14 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663271

 

อยากให้ คสช.อยู่นานๆ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญดีกว่า

ไม่ใช่อารมณ์ประชดประชันหรืออำกันเล่นๆ แต่เป็นข้อมูลที่คนระดับเบอร์หนึ่งอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ปรารภในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อ้างถึงสิ่งที่ได้ยินมาจากหลายคนพูดกันถึงเหตุผลจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ก่อนที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะนำมาขยายความ แถลงออกอากาศต่อสื่อมวลชนและคนทั้งประเทศ

ยกระดับ “ข้อมูลดิบ” ที่อ้างอิงอย่างเป็นทางการ ว่ากันถึงสาเหตุที่จะทำให้ คสช.ต้องอยู่ต่อกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านด่านประชามติ

ค่อยๆแบไต๋ แพลมไพ่ในมือเป็นเชิงพูดทีเล่นแต่เอาจริง

ตามปฏิบัติการจิตวิทยาสไตล์ทหาร มันก็วิเคราะห์กันได้กับปฏิบัติการปูทาง สร้างถนนความชอบธรรมรองรับเกมลากยาว
เอาเป็นว่า ตามเค้าลาง คสช.มีโอกาสต่อเวลาพิเศษออกไป

แต่ที่ส่อแววว่าจะต้องม้วนเสื่อกลับบ้านก่อนใคร ก็คือรายของ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ตอนนี้เข้าขั้น “โคม่า” อาการไม่น่าไว้วางใจ

จากสถานการณ์ล่าสุดที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย รับลูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ตรวจพบการทุจริตโครงการค่าใช้จ่ายประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของ กทม.หรือ “อุโมงค์ไฟ” มูลค่า 39.5 ล้านบาท

ถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดีกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และสอบวินัยข้าราชการ กทม.

นับเป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่อง ตามท้องเรื่องที่ “คุณชายหมู” ต้องตกอยู่ท่ามกลางกระแสความแคลงใจของสังคม ไม่ว่าจะเป็นปมความไม่โปร่งใสในการบริหารและประสิทธิ-ภาพในการทำงาน

ตั้งแต่รายการที่โดนคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ด้วยกัน “สาวไส้”

โดยเฉพาะรายของนายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.ที่ตามกัดติดไม่ปล่อยมาตั้งแต่ต้น แฉสารพัดโครงการฉาวของ กทม. การใช้งบประมาณปรับปรุง ตกแต่งห้องทำงานหรูหรา จนมาถึงโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงขนาดเล็ก และเรือดับเพลิงผิวน้ำหรือแอร์โบ๊ต

เรียกว่า แตะไปตรงไหนก็เจอตรงนั้น

เหมาหมด ไม้จิ้มฟันยันเรือดับเพลิง

แล้วก็มา “ติดบ่วง” ที่โครงการทุจริตอุโมงค์ไฟ ที่ สตง.ชงลูกถึงต้นสังกัดคือกระทรวงมหาดไทย และมีการพูดถึงการปลด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.

ล็อกคอขึ้นเขียง จ่อจวนเจียนเต็มที

เป็นอะไรที่ตอกย้ำซ้ำสถานการณ์ “คุณชายหมู” ที่ง่อนแง่นอยู่แล้ว จากอาการหมดความอดทนของคนเมืองกรุงที่ต้องผจญ
กับภาวะฝนตกน้ำท่วม ถนนกลายเป็นคลอง รถติดวินาศสันตะโร

นั่นไม่เท่ากับกระแสหมั่นไส้ อารมณ์โมโหที่ต้องเจอมุกแสบๆ ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ประเภทไล่คน กทม. ไปอยู่บนดอยถ้าไม่อยากเจอน้ำท่วม หรือวาทกรรม “น้ำรอการระบาย” ไม่ใช่น้ำท่วมขัง

มันยิ่งกระตุกคำถามถึงระดับกึ๋น กังขาฝีมือบริหารของพ่อเมือง กทม.

และตั้งแต่นาทีแรกๆ ก็มีเสียงยุให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ออกจากตำแหน่ง

แต่แรงยุก็ตกไป เพราะผู้นำ คสช.ยังไม่รับมุก

ซึ่งมันก็น่าสนใจกับสถานการณ์ล่าสุดที่มาถึงจุดที่กระทรวงมหาดไทยรับลูก สตง.ลุยเช็กบิล ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ภายใต้เงื่อนไขที่มีการพูดถึงการปลดผู้ว่าฯ กทม.ออกจากตำแหน่ง

ฐานความผิดว่าด้วยปมทุจริตมันยกระดับความชัดเจนขึ้น

ที่แน่ๆว่ากันตามมาตรฐานการใช้ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ที่ผ่านมาก็เห็น พล.อ.ประยุทธ์ไล่ฟันดะ ทั้งบิ๊กข้าราชการ ผู้นำการเมืองระดับท้องถิ่น นายก อบจ. นายก อบต. ไปยันผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีหลายรายที่โดนเชือดเพราะอยู่ในข่ายต้องสงสัย

พฤติกรรมส่อทุจริตต่อหน้าที่หรือแค่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

รอบนี้จึงถึงจังหวะวัดใจ “คุณชายหมู” จะรอดสันดอนอีกหรือไม่

ถ้าไม่โดนก็คงต้องขอดู “ของขลัง” พกอะไรถึงได้เหนียวนัก.

ทีมข่าวการเมือง

 

ตรงเหลี่ยมลากยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662324

 

สลับฉาก เปลี่ยนอารมณ์กันวันต่อวัน

ล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เล่นบท “ลุงตู่ใจดี” ร่วมช็อตถ่ายรูปกับหนุ่มสาวนิสิตแพทย์จุฬาฯ โดยใช้โปรแกรมแอพพลิเคชั่นบูมเมอแรงที่ต้องส่ายหัวไปมาขณะถ่ายรูป กำลังนิยมในหมู่วัยรุ่น

พร้อมทั้งได้ทำมือสัญลักษณ์รูปหัวใจมินิฮาร์ทเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์วันอานันทมหิดล

มีอารมณ์ร่วมกับงานอีเวนต์เต็มที่ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี

เป็นอะไรที่หักมุมกับอาการก่อนหน้าที่ “บิ๊กตู่”ระเบิดอารมณ์เก็บกดจากช่วงวันเสาร์–อาทิตย์ หงุดหงิดกับกระแสวิจารณ์รัฐบาลทหาร เครียดกับสถานการณ์เคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จนต้องแหกสคริปต์พูดบนเวทีมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559

ฟาดงวงฟาดงา ด่าไปหมดอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจ

ในอารมณ์แบบที่เจ้าตัวต้องรีบ “ออกตัว” เคลียร์หลังลงจากเวที บอกว่าแค่พูดเอามัน กระตุกอารมณ์กันเฉยๆ เปรียบเทียบเหมือนพระ “เทศน์คาบลูกคาบดอก” ยังไงยังงั้น

แต่เรื่องของเรื่องมันดันมีจุดที่จับไต๋ได้ ในสถานการณ์ต่อเนื่องจากประโยคร้อนๆที่พล.อ.ประยุทธ์ออกลีลาทีเล่นแต่เอาจริงว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มีปัญหาไม่เรียบร้อย

“เดี๋ยวผมจะร่างให้เอง”

แล้วก็เป็นนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ออกมารับลูกเล่นต่อ เป็นเชิงพูดยาวๆให้นักข่าวงงเล่นๆ ก่อนตบท้ายสรุปประเด็นสั้นๆ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ไม่ผ่านด่านประชามติ ก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แบบที่รู้ผลปุ๊บรีบทำปั๊บเลย

อย่างที่รู้ๆกัน วงในฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช. “วางหมาก” รองรับไว้ทุกสถานการณ์แล้ว ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ คสช.ก็ยังกุมอำนาจชี้ขาดจะให้ไปในทิศทางใด

แถมล่าสุดยังได้ “ข้อมูลดิบ” เสริมน้ำหนักในการวางเกมยาว

กับมุมที่คณะกรรมการหรือบอร์ดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้สั่งปรับเป้าหมายรายได้การท่องเที่ยวตลาดในประเทศปีหน้า 2560 เหลือร้อยละ 9.5 จากที่นายยุทธศักดิ์ ศุภสร ผู้ว่าการ ททท. เสนอเป้ารายได้ 1 ล้านล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 16

เนื่องจากความกังวลต่อความไม่แน่นอนสถานการณ์ทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งตามโรดแม็ป คสช.ในปี 2560 จะกลับมาวุ่นวาย บวกความไม่มั่นใจสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศจะฟื้นตัวได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้

ข้อมูลดิบอ้างอิงได้ ภาคธุรกิจไม่มั่นใจ ถ้า คสช.ปล่อยมือให้เลือกตั้ง

และหนังตัวอย่างที่เห็นกันอยู่ตรงหน้า กับปม “สังฆราช” องค์ใหม่

ที่ชนวนร้อนขึ้นทันทีทันควันที่นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่ามติของมหาเถรสมาคมที่ชงให้นายกฯเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ไม่ขัดกับมาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2505

ดังนั้นมติมหาเถรสมาคมดังกล่าวยังมีผลอยู่

นั่นก็ทำให้ฝ่ายหนุน “สมเด็จช่วง” กดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำตามขั้นตอนต่อไป

แต่ในทางตรงกันข้าม นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ นพ.มโน เลาหวนิช อดีตศิษย์
วัดพระธรรมกาย ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อคัดค้านการนำนามชื่อ “สมเด็จช่วง” ขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

อ้างยังมีปัญหาเกี่ยวข้องกับคดีความเรื่องการครอบครองรถเบนซ์โบราณ และการให้ความช่วยเหลือปกป้องพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีการยืนยันจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วว่า นายกฯมีอำนาจในการพิจารณาก่อนฟันธงคำตอบสุดท้าย โดยที่เจ้าตัวยืนยันชัดถ้อยชัดคำ ถ้ายังมีปัญหาขัดแย้งไม่จบก็จะยังไม่ตั้งสังฆราชองค์ใหม่

แน่นอน เกมนี้ถ้าจะลากยาวจนตายกันไปข้างหนึ่ง ก็ไม่แปลกแต่อย่างใด

แต่นั่นหมายถึง “รัฏฐาธิปัตย์” อย่าง พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นที่ทำได้.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘มืองาน’ ต่อคิวใช้ดาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661277

 

“ถ้าทำกันแล้วมีปัญหากันมากๆ เดี๋ยวผมจะทำเองให้ทั้งหมด”

“ถ้าไม่เรียบร้อย ผมเขียนเองก็ได้”

มาเป็นชุดๆ ตามฟอร์มขู่ทีเล่นแต่เหมือนเอาจริง กับอาการที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ยอมรับเลยว่า ต้องพูดแหกสคริปต์บนเวทีมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559

เพราะอารมณ์เก็บกดจากช่วงเสาร์-อาทิตย์

อาการประจำของนายกฯ และหัวหน้า คสช.ที่หงุดหงิดกับสถานการณ์ไม่ได้ดั่งใจ ทั้งกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่เข้าใจความเสียสละของ คสช.

อุตส่าห์เสี่ยงยึดอำนาจมาวางรากฐานให้ประเทศไทยในอนาคต

ที่แน่ๆ ตามฟอร์มของ พล.อ.ประยุทธ์สะท้อนออกมา มันก็ค่อนข้างตรงกับคิวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฟันธงล่วงหน้า ผลประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาผ่านหรือไม่ผ่าน

สุดท้าย คสช.ก็ยังเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดอยู่ดีว่าจะให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางใด

เอาเป็นว่า โดยเงื่อนสถานการณ์ตามยุทธศาสตร์ที่รู้กันอยู่แก่ใจ และต่างฝ่ายต่างก็เหมือนจะยอมรับสภาพกันกรายๆ ว่ารัฐบาลทหาร คสช.ต้องลากยาวต่อไป

“รัฏฐาธิปัตย์” ไม่ปล่อยมือจากอำนาจง่ายๆ

แต่ในเครื่องหมายคำถามมันอยู่ตรงที่ ลากยาวแล้วจะเอาอะไรมาต่อตั๋วโปรโมชั่น

เพราะอย่างเดียวที่จะเอาอยู่นั่นก็คือผลงานรัฐบาล แต่อย่างที่เห็นจุดด้อยของรัฐบาลท็อปบูตชุดนี้ รัฐมนตรีเต็มไปด้วยทหารเกินครึ่งค่อน ครม.

เชิงบริหารอ่อนกว่ามืออาชีพของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

และนั่นก็สะท้อนได้จากล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ต้องสั่งออกอากาศดังๆอีกรอบ อะไรที่ติดกฎหมายให้มาบอก แล้วจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายอย่างไร หรือต้องใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า มันมีอยู่แค่นั้น ไม่อย่างนั้นไม่มี ประโยชน์
มาตรา 44 คือ “ดาบสารพัดนึก” ของรัฐบาลอำนาจพิเศษ

แต่ก็อีกนั่นแหละ มันก็เหมือนเล่นกับดาบสองคม โดยเฉพาะกับธรรมชาติผู้นำรัฐบาลทหารต้องระแวงโดนเช็กบิลย้อนหลังเมื่อตอนพ้นจากวิถีอำนาจ

สังเกตจาก “บิ๊กตู่” ที่มักจะออกตัวมาตลอดว่า อำนาจตามมาตรา 44 จะใช้พร่ำเพรื่อไม่ได้

สะท้อนอาการ “เกร็ง” ในการใช้ดาบมาตรา 44

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมามันก็ยังมีการใช้อำนาจมาตรา 44 ที่เกิดผลใน “เชิงบวก” เพิ่มความขลังให้คำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง

นั่นคือการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ทำให้ไทยหลุดบัญชี

“เทียร์ 3”

และอีกตัวอย่างที่เห็นได้ก็คือรายของ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ที่เป็นคนแรกๆที่ตัดสินใจขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44

ในการลุยรื้อระบบการบริหารการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้การทำงานในส่วนภูมิภาคและส่วนกลางมีประสิทธิภาพ มากขึ้น

หรือคิวของ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่ขอใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการไล่บี้ข้าราชการและนัก การเมืองท้องถิ่นที่ถูกขึ้นบัญชีโกง

สั่งพักงาน ไล่ออกกราวรูด ยกระดับผลงานโบแดงรัฐบาลทหารในการลุยล้างคอร์รัปชัน

ส่วนอีกด้านก็มีข่าวแว่วๆว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมฯ จ่อขอใช้อำนาจมาตรา 44 ในการเดินหน้าแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากร ยกเครื่องหน่วยงานในสังกัดอย่าง

การเคหะแห่งชาติที่หมักหมมปมเน่าๆของเครือข่ายอำนาจเก่ามานาน

น่าสังเกตทั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์ พล.อ.ไพบูลย์ รวมถึง พล.ต.อ.อดุลย์ ล้วนจัดอยู่ในทีม “มืองาน” สายตรง “บิ๊กตู่” ที่ต่อคิวกัน ขอใช้ “ดาบสารพัดนึก” ฟันฝ่าอุปสรรค ปั่นเนื้องาน

มาตรา 44 “ตัวช่วย” อุดปมด้อยรัฐบาลท็อปบูตอย่างแท้จริง.

ทีมข่าวการเมือง

 

เปิดโฉมกติกาใหม่คุมพรรคการเมือง : ลุ้นล้างไพ่เซ็ตซีโร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/659861

 

“กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มุ่งโค่นอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ขยายความร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบสมัยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

ในสมัยนั้น นายอมร เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบพรรคการเมือง ได้เชิญตัวแทนพรรคการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง เสนอแนะ เพื่อนำไปประกอบการยกร่างกฎหมายดังกล่าว

โดยมีวัตถุประสงค์พัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันการเมือง ยืนเคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตย เป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ถูกครอบงำใดๆจากนายทุน

หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค.59 นายอมร ได้เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับนี้ให้ กรธ.พิจารณาทันที

เพื่อนำไปประกอบพิจารณาร่วมกับข้อเสนอแนะของฝ่ายต่างๆ และผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เรื่องระบบพรรคการเมือง

โดย กรธ.จะต้องทำกฎหมายลูกที่สำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับให้เสร็จภายใน 240 วัน หรือใช้เวลาไม่เกิน 8 เดือนนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้

ในช่วงเวลาที่ทำกฎหมายลูก ทาง กรธ.จะขอให้หัวหน้า คสช.แต่งตั้ง กรธ.เพิ่มขึ้นได้ จากเดิมมีจำนวน 21 คน แต่รวมแล้วจะต้องไม่เกิน 30 คน

เมื่อกฎหมายทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้วให้ดำเนินการเลือกตั้ง ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายใน 150 วัน

สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง นายอมร ออกตัวตั้งแต่เริ่มแรกเลย โดยย้ำตลอดเป็นระยะระหว่างให้สัมภาษณ์ว่า กรธ.ไม่มีเจตนารมณ์ที่จะล้างไพ่ทางการเมือง ตามที่นักการเมืองคนไหนก็ตามที่ออกมาพูดในเรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นความเห็นของ กรธ.แน่นอน

และเนื้อหาในร่างกฎหมายที่ได้ศึกษาและเตรียมที่จะเสนอ กรธ.ก็ไม่มีความคิดล้างไพ่พรรคการเมืองใดๆ

เข้าใจว่าที่นักการเมืองออกมาพูดแบบนี้ อาจจะเกิดจากในสมัยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ออกมาพูดถึง และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ถือเป็นเรื่องในยุคนั้น

ไม่เกี่ยวข้องกับยุคนี้ ไปพลิกดูหัวใจของรายงานร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ตั้งเป็นตุ๊กตาเอาไว้ เพื่อต้องการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต อาทิ พรรคการเมืองขับเคลื่อนโดยนายทุน พรรคการเมืองไร้ความเป็นอิสระ ไร้เอกภาพ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับการชี้นำของทุนหรือกรรมการบริหารพรรค เป็นพรรคครอบครัว ไม่ได้เป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริง บางพรรคการเมืองมีแค่ 4 สาขาทั่วประเทศ

เราจึงมีแนวคิดต้องทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ไม่ได้ต้องการไปทำลายพรรคการเมือง แต่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและยกระดับให้เป็นสถาบันทางสังคม

การจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ต้องกำหนดให้มีคณะกรรมการใหญ่พรรคการเมือง ที่จะครอบคณะกรรมการบริหารพรรคอีกชั้นหนึ่ง ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยที่กำหนดให้มีองค์กรนี้เกิดขึ้นภายในพรรค

กรรมการใหญ่พรรคการเมืองดำรงตำแหน่งต้องไม่เกินคราวละ 4 ปี และต้องไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน พร้อมได้กำหนดให้ต้องมีสัดส่วนสตรีไม่น้อยกว่า 1 ใน 3

องค์ประกอบของคณะกรรมการใหญ่พรรค การเมือง มีจำนวนไม่น้อยกว่า 21 คน โดยคำนึงถึงความเป็นตัวแทนของสาขาพรรค สมาชิกพรรค

และผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ อย่างน้อยต้องประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เกษตร อุตสาหกรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีหัวหน้าพรรคการเมือง เป็นเลขานุการคณะกรรมการใหญ่พรรค

ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกพรรคในที่ประชุมใหญ่ ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้วางเอาไว้

มีอำนาจหน้าที่กำหนดอุดมการณ์และนโยบายของพรรคการเมือง กำหนดและควบคุมจริยธรรมของพรรค ร่างข้อบังคับพรรค ควบคุมวินัยของพรรค กำกับดูแลการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารพรรค ให้เป็นไปตามอุดมการณ์และนโยบาย พร้อมให้คำปรึกษาด้านต่างๆ

แต่หากเกิดข้อขัดแย้งหรือความเห็นต่างระหว่างคณะกรรมการใหญ่พรรคกับคณะกรรมการบริหารพรรค ให้ที่ประชุมใหญ่ของพรรคชี้ขาด

คำถามคือ ทำไมต้องมีคณะกรรมการใหญ่พรรค ประเด็นนี้ถามกันมากในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ บ้างก็คัดค้านที่มีรูปแบบคล้ายกับโปลิตบูโร ในพรรคคอมมิวนิสต์ สุดท้ายก็ผ่านที่ประชุมสปช.มาได้

เพราะเราได้ชี้แจงให้เห็นถึงข้อดีที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพรรคการเมืองและประเทศได้

ในอนาคต การยุบพรรคการเมืองตามผลการศึกษาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง กำหนดไว้ว่าอย่างไรบ้าง นายอมร บอกว่า ยังคงเป็นไปตามเจตนารมณ์เดิมตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง ปี 2550

โดยกำหนดว่าพรรคการเมืองใดกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ

หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือกระทำการตามที่รัฐธรรมนูญให้ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยวิธีการดังกล่าว

กระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐทั้งภายในและนอกราชอาณาจักร

อาจถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งยุบพรรคการเมือง

ทั้งนี้ ในร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองยังกำหนดให้พรรค การเมืองที่ถูกเลิกหรือถูกยุบก่อนวันที่ พ.ร.บ.พรรคการเมืองนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพ เลิก หรือถูกยุบตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองนี้ด้วย

คำถามมีอยู่ว่า หาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ถูกยุบในช่วงใกล้วันเลือกตั้งจะลงสมัคร ส.ส.ได้ทันได้อย่างไร ในเมื่อกฎหมายกำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหนึ่งแต่พรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันจนถึงวันเลือกตั้ง

นายอมร บอกว่า ผลการศึกษาที่ทำมาโดยไม่รู้ว่ามีคดียุบพรรค การเมืองอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ และขอยืนยัน กรธ.ไม่ได้มุ่งหวังล้างไพ่

แต่พรรคการเมืองเริ่มเกาะติดการยกร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เพราะกังวลจะมีการล้างไพ่พรรคการเมืองทั้งหมด นายอมร บอกย้ำอีกครั้งว่าขณะนี้ไม่มีแน่นอน และ กรธ.ไม่มีธงแบบนั้น ธงจากที่อื่นก็ไม่มี

เห็นได้จากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ที่ กรธ.ยกร่าง ทั้งหมดต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศ จึงยกร่างตามที่ กรธ.ได้ศึกษามา และนำข้อมูลที่ศึกษาจากทั่วโลกมาปรับแก้ตามหลักวิชาการ ไม่ได้นั่งเทียนเขียน

ขณะนี้ กรธ.หนักใจอย่างไรเมื่อเริ่มถูกกดดันอีกครั้งในการร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง หลังจากที่ฝ่ายการเมืองจับตาเรื่องการล้างไพ่พรรคการเมือง นายอมร บอกว่า กรธ.ไม่หนักใจ เพราะไม่มีธงในเรื่องนี้

และ กรธ.ยังไม่ได้มอบหมายให้ใครไปยกร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ส่วนใหญ่ที่ให้เตรียมไว้เป็นร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับองค์กรอิสระ โดยให้องค์กรอิสระเตรียมเอาไว้

ในชั้น กรธ.ไม่มีการกำหนดให้ล้างไพ่พรรคการเมือง แต่จะการันตีได้อย่างไรว่า เมื่อร่างพ.ร.บ.พรรคการเมืองเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะไม่มีการบัญญัติให้ล้างไพ่พรรคการเมือง นายอมร บอกว่า หาก สนช.จะบัญญัติอะไรที่อยู่ในกรอบหลักการและเหตุผลของกฎหมายก็ห้ามไม่ได้

เราไม่สามารถคาดเดาได้ ถือเป็นอำนาจโดยตรงของ สนช.

ทีมการเมือง

 

ระยะเวลาพิสูจน์ “พฤติกรรม”การใช้อำนาจพิเศษ : ลุ้นสุดทาง ความอดทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/659021

 

มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป “ยูโร 2016” เดินทางมาถึงวันสุดท้าย ลุ้นแมตช์ตัดสินแชมป์ระหว่างทีมชาติฝรั่งเศสกับทีมชาติโปรตุเกส

เทศกาลแห่งความมันกำลังสิ้นสุด กระแสฟุตบอลคงจะซาลงไป

คืนพื้นที่ข่าวให้ประเด็นร้อนๆทางการเมือง ปมวุ่นๆ ประเด็นป่วนๆ กลับมาเหมือนปกติ

ในสถานการณ์เครียดๆ บนหน้าข่าวเศรษฐกิจ กับปรากฏการณ์ที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง “โตโยต้า” เจอผลกระทบจากตลาดรถซึมยาว

ต้องเปิดโครงการสมัครใจลาออกสำหรับพนักงานที่เกินความจำเป็น

ต่อเนื่องกับข้อมูลของนายยงยุทธ แฉล้มวงศ์ ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่า น่าเป็นห่วงสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลัง

เพราะหลายบริษัทจะเริ่มได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอาจส่งผลต่อการบริโภคที่ลดลงจนทำให้ต้องลดอัตราการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ เครื่องหนัง พลาสติก

ถึงจุดเลิกจ้างงาน สัญญาณอันตรายที่เห็นกันตรงหน้า

ในภาวการณ์ที่สอดคล้องกับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิถุนายน 2559 พบว่า ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6

ต่ำสุดในรอบ 25 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2557

ผลจากภาวการณ์โลกซ้ำบรรยากาศภายในประเทศ วิกฤติเศรษฐกิจกำลังไหลมากดทับบรรยากาศเครียดๆ ทางการเมือง ชาวบ้านเดือดร้อนเรื่องปากท้อง

พาลเป็นอารมณ์หงุดหงิดรัฐบาลทหารได้ง่ายๆ

ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ยังดำเนินไปตามโรดแม็ป คสช. เข้าสู่เดือนสุดท้ายจะถึงกำหนดการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม

และยิ่งใกล้วันดีเดย์ก็เหมือนจะเร้าแรงต้านเข้มข้นขึ้นตามลำดับ

ตามภาพการปล่อยตัว 7 นักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ที่โดน “ตีตรวน” ข้อหาขัดคำสั่ง คสช.แจกใบปลิวรณรงค์โหวตโนในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ภายหลังถูกจองจำมานานเกือบ 2 สัปดาห์ โดยไม่มีการขอประกันตัว

ในอารมณ์ที่ผู้ถูกปล่อยตัวตะโกน “รณรงค์เป็นสิทธิไม่ผิดกฎหมาย” เดินกอดคอกันร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ออกมารับดอกไม้จากประชาชน ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม แกนนำขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ยืนยันจะเดินหน้าเรียกร้องสิทธิในการแสดงความเห็นและรณรงค์ประชามติต่อไปคนรุ่นใหม่ไม่สะทกสะท้านกับมาตรการเข้มของอำนาจพิเศษ

ท่ามกลางการจับตาของนานาชาติ ตัวแทนสถานทูตกว่า 25 ประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และกลุ่มสหภาพยุโรปเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีในศาลทหารก่อนมีการสั่งปล่อยตัวนักศึกษา

โดยจังหวะการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ล้อไปกับกระแสโลก

ตามรูปการณ์แบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้องเจอกับคำถามกรณีที่กลุ่มนักศึกษาเริ่มขยายตัวทำกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลทหาร คสช.ในมหาวิทยาลัยต่างๆมากขึ้น

ออกปากขอร้องให้นักศึกษาทำกิจกรรมอยู่แค่ภายในมหาวิทยาลัย

พร้อมกับฝากให้น้องๆหลานๆช่วยกันดูแลประเทศ คสช.จำเป็นต้องดูแลให้เกิดความสงบและให้ประเทศมีความมั่นคง ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งตีกัน เพื่อให้เยาวชนที่เติบโตขึ้นมาช่วยกันดูแลต่อไป

ปรับโทนเอาน้ำเย็นเข้าลูบ ไม่เติมหัวเชื้อเข้ากองไฟ

เบอร์หนึ่งด้านความมั่นคง ของ คสช.อย่าง พล.อ.ประวิตรยังไม่เสี่ยงยั่วแรงต้าน กระตุกแรงเสียดทานในอารมณ์ที่นักศึกษา คนรุ่นใหม่ ไม่กลัวข้อหาท้าทายทหาร

ขยับทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ขยายวงเพิ่มแนวร่วมลามไปเรื่อยๆ

คสช.ต้องไล่ตามประกบกันเหนื่อย ขณะเดียวกัน โดยยุทธศาสตร์การคุมเข้มเกมป่วน รัฐบาล คสช.ได้จัดตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ขึ้นในทุกจังหวัดและอำเภอทั่วประเทศ

ทำหน้าที่ 3 ภารกิจหลัก คือ ด้านการบริหารจัดการ เช่น จัดทำแผนเผชิญเหตุ ติดตามสถานการณ์ ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ด้านการข่าว เสาะหาข่าวที่บิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ การกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ หรือเหตุความไม่สงบเรียบร้อย และด้านการแก้ไขปัญหาการชุมนุมสาธารณะ ดำเนินการตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558

แทบจะเรียกได้ว่า ล็อกแรงกระเพื่อมกันทุกตารางนิ้ว

คสช.ออกแรงเข็นร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านด่านประชามติเต็มที่

แน่นอนว่า อีกมุมหนึ่งมันก็สะท้อนสถานการณ์เบื้องลึก ตามอาการของ คสช.ที่ดำเนินการทุกวิถีทาง นั่นแสดงถึงโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านด่านประชามติมันยังก้ำกึ่งเต็มที

เป็นเดิมพันสำคัญที่การันตีความชัวร์ไม่ได้

อะไรไม่เท่ากับว่า ในห้วงที่แรงเสียดทานการประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่พุ่งเข้าใส่ทุกทิศทุกทาง สถานการณ์ยังลูกผีลูกคน มันยังมีปัจจัยแทรกซ้อนเพิ่มเติมเข้ามา

ตามแรงกระเพื่อมจากนักการเมืองที่เริ่มขยับ

ชนวนต่อเนื่องจากคิวที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำกลุ่ม กทม.พรรคเพื่อไทย ได้จุดพลุเสนอแนวคิดให้นักการเมืองเก่าแก่ “จับเข่าคุย” เพื่อหาทางออกจากวิกฤติ

กระตุกกระแส เรียกทั้งเสียงโห่ฮาและเสียงขานรับเซ็งแซ่

และนั่นก็เป็นเหมือนสถานการณ์ “นำร่อง” ให้นัก การเมืองทุกป้อมค่าย ได้ยืดเส้นยืดสาย ส่งเสียงไปถึง คสช.ในการขอเปิดพื้นที่ขยับแข้งขยับขาหลังถูกล็อกอยู่นอกสนามมานานกว่า 2 ปี

ในจังหวะตรงล็อกพอดีกับที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ชง คสช.เปิดไฟเขียวให้พรรค การเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้หลังการทำประชามติวันที่ 7 สิงหาคม

ประเมินทิศทางลมแล้ว นักเลือกตั้งอาชีพกล้าขยับขอคืนพื้นที่จากทหาร

แต่จับอาการจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่บอกปัดข้อเสนอของ สปท.ทันทีทันควัน ยืนกรานเสียงแข็ง ยังไม่เปิดให้พรรคการเมืองหารือ หรือจัดประชุมพรรคอะไรทั้งสิ้น

สอดรับกับท่าทีของ พล.อ.ประวิตร ที่หงุดหงิด สปท.ทำเกินหน้าที่ ตามแรงกระแทกจาก สปท.เครือข่ายสายตรง “พี่ใหญ่” ที่ดาหน้ารุมถล่มนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.ที่เดินสายโรดโชว์ตามป้อมค่ายการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์

โดนแฉ “ยัดไส้” แผนรองรับตั้งพรรคการเมืองใหม่

สรุปได้ว่า ทีมงาน คสช.ไม่รับมุก ยังไม่ยอม “ปลดล็อก” นักการเมืองง่ายๆ

และนั่นก็หมายถึงการผลักให้ไหลรวมโดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขเฉพาะหน้า นักการเมืองทุกป้อมค่ายไม่ว่าจะเป็นค่ายประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยต้องแตะมือ ร่วมกันเดินหมากกดดันรัฐบาลทหาร

แนวโน้มตามรูปการณ์ “เงื่อนไขไหลรวม” กับจังหวะการขยับของนักการเมืองอาชีพขอคืนพื้นที่ การเคลื่อนไหวของนักศึกษาคนรุ่นใหม่ที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่มาถึงจุดการเลิกจ้างงาน ปัญหาเดือดร้อนปากท้องยกระดับจากชาวบ้านรากหญ้ามาถึงคนชั้นกลางสร้างความยากลำบากให้กับรัฐบาลทหาร

ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากวัน “รัฐประหารเงียบ” วันที่ 22 พฤษภาคม 2557

จากเริ่มต้นประชาชนส่วนใหญ่เต็มใจมอบฉันทามติให้กองทัพเข้ามารักษาความสงบเรียบร้อย กู้สถานการณ์ “ไทยฆ่าไทย” ไม่ให้ประเทศตกอยู่ภาวะรัฐล้มเหลว

แต่ผ่านไป 2 ปี เริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้าน ไม่ใช่เฉพาะแต่ ขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น แม้แต่แนวร่วมขั้วเดียวกันที่ถือหางสนับสนุนกันมาก็เริ่มมีปัญหา

ต่อต้านพฤติกรรมการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของฝ่ายคุมเกมอำนาจ

ตามหัวเชื้อสะสมจากปมร้อนๆ ไม่ว่าจะเป็นรายการทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ การซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่ฉาวกว่าทุกยุคทุกสมัย

มาถึงปมทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 ที่โดนแฉประจานไปทั่วโลก ศาลอังกฤษตัดสินสั่นสะเทือนมาถึงเมืองไทย เรื่องเน่าๆปิดไว้ไม่มิด

ไม่นับรวมถึงกระแสเคลือบแคลง โครงการก่อสร้างรถไฟ ความเร็วสูงที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมายังหาจุดจบไม่ได้ โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน การจัดซื้อรถถังของกองทัพ

สังคมปักใจไปแล้วว่า ต้องมีคนรับค่าต๋ง

หรือกรณีร้อนๆ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ่อถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ในปี พ.ศ.2553 ล้วนแต่กระตุกเครื่องหมายคำถามไปถึง 3 พี่น้อง

พล.อ.ประวิตร พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

เรื่องของเรื่อง มันก็ย้อนไปถึงสิ่งที่ก่นด่านักการเมือง กาหัวว่านักเลือกตั้งเป็นพวกเลว ชั่วร้าย เป็นเงื่อนไขให้อ้างในการยึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไล่ไปพักอยู่ข้างสนาม

มาถึงวันนี้ประเมินจากกระแสสังคม อารมณ์ของผู้คนที่มองสถานการณ์ภายใต้อำนาจพิเศษ

มันก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างกันแต่อย่างใด

ในเมื่อระยะเวลาผ่านการพิสูจน์พฤติกรรมการใช้อำนาจ พิเศษเพื่อประโยชน์ของใคร

ที่แน่ๆโดยวิถีตามครรลองประชาธิปไตย ถ้าฝ่ายบริหารพลาด กระแสสังคมไม่ไว้วางใจ ต้องปรับ ครม.หรือไม่ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน

แต่โดยวิถีของอำนาจพิเศษ ภายใต้ “รัฏฐาธิปัตย์” ที่ปราศจากอำนาจถ่วงดุล

ก็ต้องลุ้นขีดความอดทนของประชาชนจะสิ้นสุดเมื่อไหร่.

“ทีมการเมือง”

 

เพื่อแม้วแผ่นเสียงตกร่อง สีข้างถูถล่มบิ๊กตู่ตะแบงป้องปู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/237799

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ยิ่งพิษคดีโครงการรับจำนำข้าวใกล้ถึงเวลาชดใช้กรรมเข้าไปเท่าไหร่ เหล่าสมุนขบวนการเพื่อแม้วต่างดิ้นพล่านเหมือนผีกลัวผ้ายันต์ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดและพวกที่เป็นจำเลยคดีจำนำข้าวกันอย่างเอาเป็นเอาตายแบบรายวันด้วยการตะแบงอ้างเหตุผลเดิมๆ แบบเอาสีข้างเข้าถู

ล่าสุดพรรคเพื่อแม้วซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งออกแถลงการณ์ป้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปหยกๆ ครั้งนี้ออกแถลงการณ์จงใจมุ่งถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะหลายครั้งในลักษณะชี้นำการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคดีรับจำนำข้าว รวมทั้งเป็นการแทรกแซงอำนาจศาล โดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกมาตอบโต้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ที่ประกาศจะลาก พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นศาลให้ได้ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบโต้ด้วยคำพูดที่ว่า “ก็รอตอนที่ตัวเองออกจากคุกมาก่อนก็แล้วกัน ไปเอาคดีตัวเองให้จบก่อนมาฟ้องผม”

นอกจากนี้พรรคเพื่อแม้วยังอ้างเหตุผลเดิมๆ กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเปิดทางให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์และพวก และคุ้มครองความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องให้ชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดิน ซึ่งพรรคเพื่อแม้วอ้างว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนกระบวนการตามกฎหมายปกติ

ความจริงข้อกล่าวหาแบบแผ่นเสียงตกร่องทั้งหมด ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ หรือ ดร.วิษณุเครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงมาหลายครั้งแล้วว่า คดีรับจำนำข้าวที่มาถึงวันนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เป็นคดีที่มีการฟ้องร้องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์และคืบหน้ามาตามขั้นตอนจนถึงจุดนี้ และการใช้มาตรา 44 เป็นเพียงการแก้ปัญหาทางเทคนิคเพื่อให้กรมบังคับคดีซึ่งมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการยึดทรัพย์มานานเข้ามาทำหน้าที่แทนกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังซึ่งไม่มีความถนัดเรื่องการยึดทรัพย์ ซึ่งทุกอย่างยังเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติทุกประการ อีกทั้งจำเลยยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้

คดีจำนำข้าวนั้นจะผิดถูกชั่วดีอย่างไรทุกอย่างในที่สุดต้องไปพิสูจน์ความจริงและจบลงที่ศาลอยู่วันยังค่ำ เพราะฉะนั้นหากไม่ได้ทำผิดก็ไม่ควรร้อนตัว ซึ่งจากท่าทีของขบวนการเพื่อแม้วและทนายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ขู่จะฟ้องประชาคมโลกส่อพฤติการณ์ดิ้นตะแบงสู้แบบเอาสีข้างเข้าถูด้วยวาทกรรมและชักศึกเข้าบ้านโดยที่ไม่เคยแสดงข้อมูลเหตุผลให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า โครงการรับจำนำข้าวไม่มีมหกรรมโคตรโกงและสร้างความล่มจมให้ประเทศมูลค่ามหาศาล

ทีมข่าวการเมือง