ผ่านไม่ผ่านก็ปรับ ครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674878

 

ไม่โอละพ่อเหมือนเด็ก 8 ขวบ ไม่ฮาเหมือนลิงแสมฉีกบัญชีรายชื่อ

ตามฉากดุดัน ล่าสุดนายทหารพระธรรมนูญได้เข้าล็อกตัว “น้องกุ้ง” ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย คาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในจังหวะ ที่เจ้าตัวเดินทางมารอเข้าพบ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

เพื่อขอเคลียร์ความบริสุทธิ์ใจในกรณีถูกโยงกับการแจกเอกสารรัฐธรรมนูญปลอม

ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2556 ฐานยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 โดยนำตัวไปสอบปากคำที่ มทบ.11 เป็นเวลา 7 วัน ก่อนส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ในจังหวะไล่เลี่ยๆกับ พล.ต.โกศล ประทุมชาติ ผบ.มทบ.33 ได้เชิญตัวบุคคลที่ เกี่ยวข้องกับกรณีจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ เข้ารายงานตัวในค่ายที่จังหวัดเชียงใหม่ อาทิ นายคเชน เจียกขจร นายกเทศบาลตำบลช้างเผือก น.ส.ธารทิพย์ บูรณุปกรณ์ และพวกรวม 7 คน

โดนกันเป็นลูกระนาด ต่อเนื่องกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 44/2559 ให้นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ชั่วคราว ข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งจดหมายเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญปลอม

ตระกูล “บูรณุปกรณ์” โดน “ของแข็ง” เซ่นเกมป่วนประชามติ

จัดเป็นคิวของคนยี่ห้อเพื่อไทย เครือข่ายใกล้ชิดตระกูลชินวัตร เหตุเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ เมืองหลวงกลุ่มเสื้อแดง นปช.

แต่นั่นก็ยังแค่ส่อโยง ไม่ชัดว่ามี “บอสใหญ่” สั่งอยู่ข้างหลัง

ต่างกับคิวโจ่งแจ้งซึ่งๆหน้าที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงจุดยืนในนามส่วนตัว ประกาศ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

แถมโดยสถานะยี่ห้อ “อภิสิทธิ์” กระตุกแรงสะเทือนมากกว่าหลายเท่า

ถือว่าเข้าเหลี่ยมตรงเงื่อนไขการชี้นำประชามติ ต้องจับตางานนี้ คสช.จะจัด “ของแข็ง” ให้หัวหน้าค่ายประชาธิปัตย์หรือไม่ รุนแรงในระดับใด

ในขณะที่แนวโน้มก็เหมือนจะรู้คำตอบล่วงหน้า

จับอาการเครือข่าย “พี่ใหญ่” ที่นัดถกกันเมื่อค่ำคืนก่อน ประกอบกับทีมงานรัฐมนตรีท็อปบูตเบอร์ใหญ่ๆ ที่สะท้อนข่าวกรองกันวงใน ประเมินสถานการณ์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” อยู่ในภาวะก้ำกึ่ง

ณ ห้วงนี้แนวโน้มออกไปในทางโดนคว่ำมากกว่าผ่าน

นั่นก็กระตุกอาการเครียดของทีมงาน คสช. ในการเคลียร์โจทย์ปัญหาจะเดินหน้าต่อกันยังไง

ตามจังหวะเดินหมากข้ามช็อตไปถึงการประคองเกมรัฐบาลทหารที่ต้องลากยาวต่อไป ในสภาพที่รัฐมนตรีท็อปบูตต่างคนต่างเกิดอาการเหนื่อยล้า หลังแบกอำนาจพิเศษหลังแอ่นมา 2 ปีกว่า

ถึงเวลาเริ่มหมดสนุก อารมณ์เซ็งกับสถานะ ครม.จำเป็น ไม่ได้ใช้ชีวิตตามวิถีปกติของคนเกษียณที่ต้องหาความสุขในบั้นปลาย ตีกอล์ฟ เดินเที่ยวห้าง นั่งเล่นกับหลาน

นั่นไม่เท่ากับอันตราย เส้นทางวิบากที่เห็นกันข้างหน้า สารพัดปัญหาที่ดักรออยู่ไม่ว่าจะเป็นปมเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ ไหนจะการบริหารการเมืองอยู่บนวิกฤติความแตกแยก ที่หัวเชื้อความขัดแย้งยังกรุ่นระอุได้ตลอดเวลา สถานการณ์วนกลับมาที่เก่าไม่ได้ก้าวผ่านหลุมดำไปไหน

และถึงตรงนี้ไม่ใช่แค่ฝ่ายต่อต้าน แม้แต่ฝ่ายเดียวกันที่เคยร่วมกันโค่นระบอบ “ทักษิณ” ก็แตกคอกันไป เพราะไม่สมประโยชน์ ไม่พอใจในผลตอบแทนในเกมอำนาจและผลประโยชน์ที่ทหารแชร์มาให้ เลยหันปลายหอกปลายดาบมาล่อ คสช.

แต่ถึงจะล่อแหลม เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายยังไง โดยเงื่อนไขไฟต์บังคับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และทีมงาน คสช.ก็ถอยไม่ได้ ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ต้องรับผิดชอบกับ “สภาพปัญหาที่แท้จริงของประเทศ”

ปฏิเสธไม่ออก กระโดดลงหลังเสือไม่ได้

เมื่อเป็นเรื่องที่ต้องหาทางลากฝืนไปให้ได้ ก่อนอื่นใดก็ไม่พ้นต้องเดินตามแบบฟอร์มเดียวกับรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง ที่ถึงจังหวะต้องกระตุกชีพจร ต่อลมหายใจรัฐบาล

จับสัญญาณหลังประชามติ ต้องมีคิวปรับ ครม.แน่.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปล่อยตามธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673803

 

แก่ขึ้นอีกปี และก็เป็นอีกปีที่ต้องฉลองวันเกิดเงียบๆอยู่ต่างประเทศ

26 กรกฎาคม วันคล้ายวันเกิดของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ครบรอบ 67 ปี

แต่รอบนี้ไม่มีอะไรหวือหวา แบบที่ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เซอร์ไพรส์พี่ชายด้วยการร้องเพลงอวยพรและเปิดช่องทางให้แฟนคลับในเฟซบุ๊กร่วมกันเบิร์ธเดย์อดีตนายกฯทักษิณ

ขณะที่ “ลูกโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ก็โพสต์เฟซบุ๊กกระตุกอารมณ์ดราม่าเป็นนัย เป็นอีกปีที่พ่อต้องฉลองวันเกิดไกลบ้าน ครอบครัวทำได้แค่ส่ง “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร น้องสาวคนเล็กไปอยู่เป็นกำลังใจข้างกายพ่อในวันเกิดที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ก็แค่รักษาเรตติ้ง ประคองกระแสกันตามเหลี่ยมของโคตรเซียนการตลาด

เรื่องของเรื่อง ไฮไลต์มันก็อยู่ที่คิวของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ฝากสารถึงอดีตนายกฯทักษิณ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด

“อยากให้ท่านอยู่เฉยๆ ต้องปล่อยให้ คสช.ทำงานก่อน ทุกอย่าง คสช.เขาก็ทำให้มันเดินไป ถ้าไปไม่ได้ค่อยมาว่ากัน วันนี้ก็ยังทำอยู่ในโรดแม็ปอยู่แล้วก็ว่ากันไป”

จับใจความในสารน่าจะเป็นอะไรที่ตรงกันทั้งฉากหน้าและฉากหลัง

เพราะอย่างน้อยมันก็ล้อไปกับปรากฏการณ์ที่ “นายใหญ่” งดจัดงานใหญ่ฉลองวันเกิดที่ฮ่องกง ไม่เคลื่อนไหวยั่วอารมณ์หมั่นไส้ คสช.

ขณะเดียวกัน ก็วางหมากข้ามช็อตในการฉลองเบิร์ธเดย์ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน ตามข่าวที่อดีตนายกฯทักษิณ มอบธงให้ “ldquo;เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าเมืองกรุง ดูแลยุทธศาสตร์ด้านการเมืองของพรรคเพื่อไทย และ “เสี่ยแดง” นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ

ระหว่าง “ทักษิณ” กับฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช.น่าจะรู้ทางกัน

สถานการณ์อยู่ในจังหวะ “คุมเชิง” รอเปิดเจรจาดีลอำนาจใหม่

มองไปถึงการเลือกตั้งรอบหน้าแล้ว

นั่นก็ทำให้แนวโน้มการประจันหน้าแบบรุนแรงลดโทนลงไปตามเงื่อนไข ส่วนเกมประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่กำลังชุลมุนวุ่นวาย

เอาเข้าจริงต่างฝ่ายต่างก็ปล่อยให้ว่ากันไปตามธรรมชาติ

เพราะผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่มีผลต่อความเป็นอยู่ของรัฐบาลทหาร คสช.

ในอารมณ์ที่นักการเมืองทั้งค่ายเพื่อไทยและยี่ห้อประชาธิปัตย์ก็ขอแค่โหนกระแส แสดงจุดยืนเพื่อประคองเรตติ้งเผื่อไว้ในการเลือกตั้งรอบต่อไป

ตามวิสัยนักเลือกตั้งอาชีพไม่เสี่ยงท้าเป็นท้าตายแน่

จะมีก็แค่พวก “บ้องตื้น” ที่อยาก “ลองของ” อย่างที่ตำรวจไล่ตามจับเครือข่ายนักการเมืองในภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน โทษฐานเผยแพร่เอกสารร่างรัฐธรรมนูญปลอม

แต่เอาเข้าจริงก็มีการแก้ต่างว่า เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตตามสิทธิ์

ยืนกรานไม่ใช่รัฐธรรมนูญปลอม ไม่ผิดกฎหมาย

ซึ่งสุดท้ายเลยก็คงสู้คดีกันไปตามกระบวนการอีกนาน จนประชามติผ่านไปแล้ว

และถึงตรงนี้ ในมุมของทหารเองก็คงไม่กล้าปฏิเสธ

จุดที่เป็นชนวนอันตราย เป้าโฟกัสของ คสช.มันอยู่ที่การเคลื่อนไหวของชนชั้นปัญญาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ที่แสดงพลังในนาม 43 องค์กร

ประกาศ “โหวตโน” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ก็ถึงขั้นที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ในฐานะฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล คสช.ต้องส่งสัญญาณเตือนนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวขบวน 43 องค์กร มีพฤติการณ์สุ่มเสี่ยงทำผิดกฎหมาย

กับการแนะนำให้กาช่องขวามือในบัตรลงคะแนน

เข้าข่ายขัดมาตรา 61 พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ

ขู่ “ล็อกคอ” ด้วยกฎหมาย หยุดปฏิบัติการตีปี๊บกันทันทีทันควัน

เพราะมันคือการจุดชนวนแรงเสียดทานประชามติของจริง.

ทีมข่าวการเมือง

 

คิวจริงที่ธรรมศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672725

 

เจอฤทธิ์ไอ้โม่งตัวร้าย ไล่ตั้งแต่เด็ก 8 ขวบเล่นซุกซนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่กำแพงเพชร คนป่วยดาวน์ซินโดรมที่สมุทรสาคร วัยรุ่นมือบอนที่ขอนแก่น สตูล จนมาถึงฝูงลิงเมืองพิจิตร

หลักฐานคาหนังคาเขาว่าฉีกบัญชีรายชื่อ เผาทำลายเข้าข่ายผิดกฎหมาย ทำให้ทหาร ตำรวจ หน่วยความมั่นคงของ คสช.ต้องไล่ตามจับกันเหงื่อตก

ไล่ยึดดะไม่เว้นแม้แต่ธงโฆษณากาแฟยี่ห้อบาดใจ “กาโน”

ส่วนที่เป็นข่าวใหญ่โต “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ กระโดดรับลูกทีมงานตำรวจภูธรภาค 5 ที่ไล่ล่าขบวนการเผยแพร่เอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญที่จังหวัดเชียงใหม่ ฟันธงเป็นฝีมือของกลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลัง

โอละพ่อ อลหม่านไปหมด

นี่คือบรรยากาศโค้งสุดท้าย เหลืออีก 10 กว่าวันก่อนถึงดีเดย์วันหย่อนบัตรประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” 7 สิงหาคม

ในอารมณ์ตึงเครียด คสช.เฝ้าระแวงเกมป่วนเต็มอัตรา

จนดูเหมือนออกอาการผวา ท็อปบูตตั้งป้อมโซ้ยกับฝ่ายต่อต้านทุกกระบวนท่า

ตรงกันข้าม ตามจังหวะหักมุม กับลีลา “น้องปูคนสวย” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ลงโซเชียลฯชักชวนให้ประชาชนคนไทยออกมาใช้สิทธิลงประชามติให้มากๆเพื่อกำหนดอนาคตของชาติด้วยวิถีทางประชาธิปไตย

ไม่แสดงอาการต่อต้าน แถมยังช่วยรณรงค์ให้ คสช.อีกต่างหาก

แน่นอนแต้มนี้ของ “ยิ่งลักษณ์” ตีกินได้หลายเด้ง

เบื้องต้นเลยเป็นการเบรกกระแส หักล้างภาพของลูกข่าย “ทักษิณ” ที่กำลังตกเป็นเป้าจับตาป่วนเกมประชามติ

แทนที่จะด่า ท็อปบูตต้องกัดฟันแสดงความขอบคุณอดีตนายกฯหญิง

อีกมุมหนึ่งก็เป็นการชิงเหลี่ยมตัดหน้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีคิวนัดแถลงจุดยืน “ในนามส่วนตัว” รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ภายหลังเดินทางกลับจากนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 27 กรกฎาคม

“ยิ่งลักษณ์” เปิดไพ่ก่อนเลย ไม่ต้อง “กั๊ก” เหมือนใคร

และมุมสุดท้าย การรณรงค์ของ “ยิ่งลักษณ์” ยังแฝงเหลี่ยมลึกในการสู้กับคะแนน “จัดตั้ง” บี้กับพลัง “หัวเกรียน” ที่มีกระแสข่าวทางลึกว่าระดมกันเต็มที่

ปลุกพลังเงียบโหวตคว่ำประชามติ นี่เป็นโอกาสที่จะหักหน้า คสช.ได้

ซึ่งยี่ห้อ “ทักษิณ” ก็คงทำได้แค่นี้ อาศัยเกมชิงกระแส เร้าอารมณ์กองเชียร์เท่าที่จะทำได้ เพราะงานนี้ไม่มีการเปิดหัวจ่าย ควักเนื้อลงทุนกับเกมลุ้นประชามติแน่

เรื่องของเรื่องในมุมของเกมป่วนจากทีมงาน “ทักษิณ” มันก็คงจำกัดวงแค่นี้

แหย่กันพอให้ทหารออกแรงพอได้เหงื่อ

แต่สุดท้ายเลย ตามสภาพเงื่อนไขที่ย้อนแย้งกัน ด้านหนึ่งไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับล้างบางขุนศึกตระกูลชิน สกัดพรรคเพื่อไทย

แต่อีกด้านก็ต้องปล่อยให้สถานการณ์เดินหน้าตามโรดแม็ป เพื่อไปสู่สนามเลือกตั้ง หลังตกงานมานาน อดอยากปากแห้งไปตามๆกัน

อย่างดีก็แค่เลี้ยงกระแสเผื่อไว้สำหรับการลงสนามเลือกตั้งรอบหน้า

เช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์และทีมงานประชาธิปัตย์ที่อึดอัดกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ที่เปิดทางให้ “มือที่สาม” มาชุบมือเปิบ แต่ก็คงปล่อย “ฟรีโหวต” ไปตามเกมธรรมชาติ

เพราะบวกลบคูณหารแล้ว เสียหายน้อยกว่าฝ่าย “ทักษิณ” เยอะ

ทั้งหมดทั้งปวง โดยภาพรวมของนักเลือกตั้งอาชีพก็ไม่ได้ถึงกับจะเขย่ากันรุนแรงอะไร เผลอๆจะมองข้ามช็อตไปถึงดีลอำนาจภายใต้เงื่อนไขที่ คสช.ต้องลากยาวอำนาจพิเศษแล้ว

ที่ส่อแววงานหนักจริงๆ น่าจะอยู่ตรงฉากล่าสุดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายนักวิชาการ นิสิตนักศึกษาและประชาชน 43 องค์กร แถลงจุดยืน “โหวตโน” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” และคำถามพ่วง

โชว์กันซึ่งๆหน้า ไม่โอละพ่อเหมือนเด็กกับลิงซะด้วย.

ทีมข่าวการเมือง

 

เสนอโมเดลสุนทรียสนทนาสร้างสันติ : แก้รัฐธรรมนูญผ่าทางตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671329

 

เติบโตบนเส้นทางนักวิชาการด้านสาธารณสุข การศึกษา สนับสนุนงานค้นคว้าและวิจัยการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสังคม

เข้ามามีบทบาททางการเมือง โดยเฉพาะในจังหวะที่เข้ามาเป็นประธานคณะสมัชชาปฏิรูปประเทศ ได้รับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ นำไปสู่นโยบายการปฏิรูปประเทศไทย

แต่ผู้มีอำนาจรัฐไม่สนองตอบ ทำให้บ้านเมืองยังคงมีวิกฤติติดอยู่ในหลุมดำ และตามสถานการณ์การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ภาพของประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า ขณะนี้ภาพประเทศไทยเหมือนมีสองโลก

คือ โลกข้างบน ซึ่งเป็นชนชั้นนำ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ และสื่อมวลชน จะเห็นความขัดแย้ง ทะเลาะกันอยู่ ขณะที่โลกข้างล่างล้วนมีเรื่องดีๆเกิดขึ้น ทำกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท้องถิ่นที่สร้างสรรค์ ชุมชนทำเรื่องดีๆ ดูแลผู้สูงอายุ ธนาคารความดี ใช้ความดีเป็นเครดิตกู้เงินได้

โลกข้างบนมักไม่เข้าใจโลกข้างล้าง เพราะระบบการศึกษาสอนให้ท่องจำ ไม่ศึกษาจากความจริง ทำให้เราไม่เข้าใจโลกข้างล่าง ประเทศไทยเกิดปัญหา เนื่องจากเศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง ต่างทำจากข้างบนลงมา ย่อมไม่สำเร็จและพังครืนลงมา

ที่ผ่านมาได้ตอกย้ำมาตลอดว่า ประเทศไทยต้องสร้างจากฐานที่แข็งแรงเพื่อรองรับข้างบน เหมือนการสร้างเจดีย์

การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกัน วันนี้เท่าที่ฟังก็มีการทะเลาะกัน พวกหนึ่งรณรงค์ให้รับ อีกพวกหนึ่งรณรงค์ไม่รับ ฉะนั้นจะต้องถามว่าเมื่อรับหรือไม่รับแล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ประชาชนกังวล

ขอให้มองไปข้างหน้าจะทำอย่างไรให้ประเทศหลุดพ้นออกจากวิกฤติและนำไปสู่การพัฒนาที่ดีได้ แต่ที่เรายังออกจากปัญหาตรงนี้ไม่ได้ เพราะเอาอดีตและปัญหาเป็นตัวตั้ง อดีตและปัญหามันมีเรื่องราวยาวไกล มีผู้คนเกี่ยวข้องเยอะ

ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา มีทั้งคนบอกว่าดีและไม่ดี อย่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีคนบอกว่าดีและไม่ดี ทั้งๆที่มันมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันอยู่ทุกเรื่อง หากมัวทะเลาะกันไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ ก็จะมีพวกที่พยายามแยกเป็นขั้วเป็นข้าง ทะเลาะกันไม่มีที่สิ้นสุด ออกจากปัญหาวิกฤติไม่ได้ ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

แต่มันมีวิธีการอยู่ ตามหลักพระพุทธศาสนามองทุกอย่างล้วนอนิจจัง มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น รัฐธรรมนูญควรเปลี่ยนแปลงได้ หากเปลี่ยนแปลงไม่ได้จะขัดหลักของความเป็นจริง กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ทะเลาะตีกัน

แม้แต่รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาในช่วงนั้นก็เป็นสาเหตุของสงครามกลางเมือง มีประชาชนเสียชีวิตกว่า 6 แสนคน

ขอให้เราเข้าใจตรงนี้ อย่าเอารัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือให้คนฆ่าหรือทะเลาะกัน ต้องใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

หากเรายึดหลักทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง จะผ่านหรือไม่ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว เมื่อทุกคนรู้อย่างนั้นสถานการณ์ทุกอย่างจะเบาลง หากคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องถาวร เป็นกติกาที่มาบังคับ เมื่อเราทนไม่ไหวก็จะเกิดการต่อสู้ นำไปสู่ความรุนแรง

ฉะนั้นถ้าประชามติผ่านหรือไม่ผ่านย่อมมีการเลือกตั้ง ก็ร่วมกันปรับปรุงรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีอะไรที่วิเศษตายตัว ต้องปรับปรุงให้เหมาะกับสภาพสังคมที่มีความซับซ้อน เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก

ขณะที่การเรียนรู้ร่วมกันปฏิบัติการในสถานการณ์จริง จะเป็นทางออกให้ประเทศ แต่อย่านำเอาความรู้สำเร็จรูปมาใช้ จะเกิดความขัดแย้งตามมา เพราะสถานการณ์จริงมีความซับซ้อนและยาก ไม่มีความรู้สำเร็จรูปอะไรจะใช้ได้ทั้งหมด

เมื่อเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง อะไรที่ซับซ้อนเราต้องพยายามเข้าใจมัน จะเก่งคนเดียวไม่ได้ เนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องเยอะ ต้องเรียนรู้ร่วมกัน ในที่สุดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน

อย่างที่สถาบันพระปกเกล้าได้เปิดหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข นำกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ทำให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองสามารถสวมกอดกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยาก สามารถบอกต่อให้คนทำตามได้ทั้งประเทศ

ที่สำคัญการเรียนรู้ร่วมกันต้องเคารพความเป็นคนของคนอื่นอย่างเท่าเทียม เคารพความรู้ในตัวคนทุกคน ทุกคนล้วนมีความสำคัญ ไม่ใช่เคารพความรู้แค่จากใบปริญญา หากเคารพความรู้เฉพาะในตำรา คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีเกียรติ

หากเคารพความรู้ในตัวคน ทุกคนมีเกียรติหมด จะก่อให้เกิดความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เกิดปัญญาของส่วนรวม มีความคิดใหม่ๆเกิดขึ้น มีความจริงใจต่อกันอย่างเปิดเผย ที่สำคัญทุกคนเกิดความสุขหมด

ตรงนี้สังคมไทยยังไม่มี เพราะเป็นสังคมอำนาจที่เก็บซ้อนข้อมูล ไม่ได้รักกันจริง แทงข้างหลัง นินทาว่าร้าย

ฉะนั้นรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ ขอให้ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่จะต้องช่วยกันปรับปรุง นี่คือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เป็นประชาธิปไตยชุมชน ซึ่งเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

วันนี้ 8 หมื่นหมู่บ้านกำลังเกิดสภาผู้นำชุมชน พวกผู้นำ กลุ่มอาชีพต่างๆ กลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อสำรวจข้อมูลชุมชนทำแผนพัฒนาอย่างบูรณาการในด้านต่างๆ นำเสนอต่อสภาประชาชนที่เป็นที่ประชุมของทุกคนในหมู่บ้าน

หากทำได้ทั้ง 8 หมื่นหมู่บ้าน ถือว่าเป็นประชาธิปไตยทางตรงมีคุณภาพมาก ไม่มีการซื้อเสียงขายเสียง และจะได้ผู้นำชุมชนตามธรรมชาติ เป็นคนที่มีคุณภาพสูง เห็นแก่ส่วนรวม ฉลาด เป็นที่ยอมรับของคน ซึ่งคนเหล่านี้มีอยู่ในทุกชุมชน

ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำที่ฐาน ทำแต่ข้างบนลงมาทำให้มีปัญหาร้อยแปด ทั้งการซื้อเสียงขายเสียง การทุจริตต่างๆ และถ้ายังไปมุ่งที่รัฐธรรมนูญ มันย่อมตกลงกันไม่ได้ เพราะกลัวกันเรื่องอำนาจ ไปมองว่าใครเป็นผู้ได้อำนาจ ใครได้เปรียบเสียเปรียบ

ไม่ควรใช้ตรงนั้นเป็นตัวตั้ง ขอให้เอาการพัฒนาเป็นตัวตั้ง จะไม่ทำให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน จะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ทหาร นักวิชาการ หรือใครก็ได้ มาร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตยชุมชนให้ทั้ง 8 หมื่นหมู่บ้าน

ต่อไปจะได้ส่งประชาธิปไตยที่มีคุณภาพขึ้นข้างบน และจะมีความเห็นร่วมกันว่าควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรที่จะมาช่วยชุมชนให้ดีขึ้น เช่นหลักการการกระจายอำนาจ

เมื่อเห็นสิ่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน ต่อไปก็จะไม่ทะเลาะกันถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือดำเนินการตรงนี้ ไม่ใช่เอารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งตายตัวแล้วทะเลาะกัน

เมื่อทำตรงนี้เสร็จต่อไปจำเป็นต้องใช้สื่อทุกชนิดให้เป็นประโยชน์ในการถ่ายทอด “เวทีสุนทรียสนทนาพัฒนาประเทศไทย” ไปทั่วประเทศ เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านสถานการณ์จริง มีการพัฒนาไปพร้อมๆกัน

เวทีนี้ไม่ใช่การดีเบต แต่เป็นเวทีที่เน้นการฟังอย่างลึก ไม่พูดสวนกัน เมื่อฟังอย่างลึกซึ้งเท่ากับเราเคารพกัน ตั้งใจฟัง ผู้พูดจะรู้สึกดี ได้รู้มุมคิดของคนพูด เกิดสติปัญญาตามมา

การเรียนรู้ร่วมกันทำให้เกิดความเห็นใจซึ่งกันและกัน มันลึกซึ้งเกินกว่าการปรองดอง เพราะการปรองดองเหมือนถูกเรียกมาให้ปรองดองกันหน่อย เกี้ยเซี้ยกันหน่อย ยิ่งพูดว่าปรองดองจะยิ่งไม่ปรองดองกัน ทะเลาะกันกว่าจะปรองดองได้คุณต้องอย่างนั้นคุณต้องอย่างนี้ก่อน

แต่เวทีสุนทรียสนทนาพัฒนาประเทศไทย เป็นการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ซึ่งทำได้แต่พวกที่กำลังต่อสู้กันอยู่ไม่ค่อยฟัง

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ผู้ถืออำนาจอยู่อาจจะไม่ได้มอง เพราะไปมองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากคน 2 กลุ่ม และประชาชนถูกจับเป็นตัวประกัน คนที่เข้ามาเป็นตัวกลางก็ถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งอีก นพ.ประเวศ บอกว่า ทั้งหมดเหมือนการเล่นฟุตบอล มีกรอบ มีกติกา

ฟุตบอลโกงไม่ได้เพราะมีคนดูกำกับอยู่ หากไม่มีคนดูกรรมการก็ถูกซื้อ กีฬาฟุตบอลจึงนิยมเล่นกันทั่วโลก

แต่เราไม่ได้ดูเรื่องคนดู พอเกิดอะไรที่ไม่ดีก็ไปเน้นที่กติกาและกลไก ซึ่งโกงได้เสมอ

ฉะนั้นอย่าไปเน้นที่กลไกเกินไป ควรเน้นที่คนดูให้เป็นมากำกับ ซึ่งกระบวนการที่บอกมาทั้งหมดเป็นการสร้างคนดู เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าร่วมแล้วเข้ามากำกับ

กระบวนนี้หากเข้าใจตรงกันจะมีคนพร้อมที่จะเข้ามาทำอีกเยอะ เพราะมีการเรียนรู้มาพักใหญ่แล้ว และกระบวนการนี้จะเป็นทางลงให้กับรัฐบาล

เพราะรัฐบาลไม่รู้จะลงอย่างไร และขณะนี้มีความลำบากในการบริหารประเทศ การยึดอำนาจอาจจะไม่ลำบาก การบริหารประเทศมีความยากลำบากกว่า

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ผู้มีอำนาจพยายามควบคุมอำนาจการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ นพ.ประเวศ บอกว่า เมื่อคนข้างบนไม่เข้าใจคนข้างล่าง พยายามทำรัฐธรรมนูญที่อาจไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ

ถึงบอกให้เรียนรู้ร่วมกันจะเห็นว่าควรปรับรัฐธรรมนูญให้เป็นแบบไหนแล้วปรับตามนั้น ไม่ใช่โลกข้างบนปรับรัฐธรรมนูญแบบคิดเอาเอง.

กำหนดอะไรให้ตายตัวจะทำให้เกิดความรุนแรง.

ทีมการเมือง

 

สำรวจ“แรงจูงใจ”กาบัตรโหวตร่างรัฐธรรมนูญ : ประชามติคั่นเวลา วัดใจประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670506

 

โค้งสุดท้ายเข้าสู่ทางตรง

เหลือแค่อีก 2 สัปดาห์ก็จะถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 7 สิงหาคม

ในอารมณ์ที่ใกล้วันดีเดย์เข้าคูหากาบัตร แต่ดูเหมือนบรรยากาศจะไม่เร้าความสนใจสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไป

ซึ่งก็เป็นอะไรที่ต้องยอมรับว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้มีแรงจูงใจเหมือนกับการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ที่เป็นการแข่งขันเพื่อเป้าหมายผลประโยชน์ปลายทาง

สถานการณ์ทำให้ต้องลุ้นทั้งผู้แข่งขันและประชาชนผู้กาบัตร

มีบรรยากาศตื่นเต้นไปกับคืนวันหมาหอน การเร่งเครื่องเข้าโค้งสุดท้าย

นักเลือกตั้งอาชีพ “ปล่อยของ” ใส่กันทุกรูปแบบ

แต่อย่างที่เห็นการประชามติร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้ ก็มีแค่คำโฆษณาประชาสัมพันธ์ บ่งบอกความสำคัญในการลงประชามติที่มีผลต่อการปฏิรูป ตัดสินอนาคตของประเทศ

ที่ยังดูเป็นนามธรรมเกินไป

ประชาชนยังไม่รู้สึกสัมผัสได้กับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองโดยตรง

ตรงนี้ทำให้น่าหนักใจแทนไม่น้อย กับการที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศ ตั้งเป้าประชาชนมาใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติไว้ที่ร้อยละ 80

โดยหวังจะเหมือนกับการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศพม่าที่คนออกมาใช้สิทธิถล่มทลาย

ทั้งๆที่โดยแรงจูงใจมันต่างกัน ปรากฏการณ์ในพม่านั้นมาจากอารมณ์ร่วมโดยธรรมชาติของคนพม่าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายใต้ระบอบทหารมาเป็นการปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง

เป็นพลังร่วมที่ก่อตัวโดยอัตโนมัติ

แต่การประชามติร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย สำรวจแรงจูงใจในการชักจูงให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิกาบัตร ส่วนใหญ่มาจากการออกแรงของรัฐบาล คสช.กับทีมงานแม่น้ำ 5 สายเป็นหลัก

ในสภาพที่ต้องช่วยกันออกแรงผลักออกแรงดัน

ขอร้องให้ประชาชนคนไทยออกมาช่วยกันโหวตรับกติกาใหม่

โดยเจ้าภาพหลักก็คือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์ ที่ต้องร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะฝ่ายจัดกระบวนการประชามติ ถ่ายทอดร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปสู่ชาวบ้าน

ผ่านเครื่องมือคือวิทยาครู ก ครู ข ครู ค ลงพื้นที่ไปอธิบายขายตรง

ขณะที่ตัวช่วยสำคัญของรัฐบาลคือกระทรวงมหาดไทย ก็มีการระดมเครือข่ายสนับสนุนเต็มที่ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการในสังกัด

เครือข่ายกระจายทั่วประเทศ

แต่ที่พิเศษจริงๆก็คือกองทัพในฐานะเครื่องมือหลักของ คสช. ซึ่งงานนี้ถูกสั่งให้ออกแรงเต็มที่ในการเข็นร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ผ่านด่านประชามติ

เรียกว่าระดมกันเต็มอัตรา ตั้งแต่เริ่มแรกเลยที่มีการใช้ “รด.จิตอาสา” ในการช่วยรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชน ต่อเนื่องกับการรณรงค์ผ่านกำลังพลและครอบครัวให้ช่วยกันโปรโมตอีกทาง

ตามท่าทีของ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ที่ออกตัวเชียร์แบบไม่กั๊กเลยว่า ชอบใจร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เน้นการปราบคอร์รัปชัน

สถานการณ์เบื้องหน้า กองทัพออกแรงเข็นเต็มกำลัง

ยังไม่นับสถานการณ์เบื้องหลัง อย่างที่มีข่าวกระเส็นกระสายว่า มีการเรียกผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าค่ายทหารไปทำความเข้าใจ

เพื่อให้ผลโหวตประชามติได้คะแนนตามเป้า

มิเช่นนั้นอาจต้องมีคิวเคลียร์กันยาว

นี่ว่ากันด้วยแรงจูงใจของฝ่ายลุ้นให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติ

ในขณะที่อีกด้านก็เป็นแรงจูงใจของฝ่ายต่อต้านที่ต้องการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

โดยการเคลื่อนไหวเด่นชัดสุดก็คือแนวร่วมกลุ่มปัญญาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ในนามกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ที่เดินสายจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แสดงอาการคัดค้านแบบหัวชนฝา

ถึงขั้นยอมติดคุก ไม่สนถูกดำเนินคดีข้อหาขัด พ.ร.บ.ประชามติฯ

และตามจังหวะของคนรุ่นใหม่ที่ล้อกระแสไปกับปฏิกิริยานานาชาติที่กดดันรัฐบาลทหาร คสช.ให้จัดประชามติอย่างโปร่งใส เปิดให้แสดงความเห็นกันตามกติกาประชาธิปไตย เลิกจับ เลิกขังฝ่ายต่อต้าน

ขู่กันด้วยมาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ

ส่วนที่เกาะติดสถานการณ์มาทุกระยะ ตามท่าทีของนักเลือกตั้งอาชีพ ซึ่งไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทยที่ประกาศชัดว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

แต่ยังรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่แสดงอาการอึดอัด ไม่กล้าประกาศตรงๆว่ารับหรือไม่รับ ได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ข้อเสียมากกว่าข้อดี

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับ ภายใต้เงื่อนไขที่ย้อนแย้งของนักเลือกตั้งอาชีพ อย่างไรเสียก็อยากให้โรดแม็ปเดินหน้าไปสู่สนามเลือกตั้ง

เพราะตกงาน อดอยากปากแห้งมาหลายปีแล้ว

อ่านไต๋พรรคการเมืองก็คงปล่อยเกมประชามติไปตามธรรมชาติ อย่างมากก็ได้แค่แสดงจุดยืน รักษาภาพของนักประชาธิปไตย ประคองกระแสเผื่อไว้สำหรับการเลือกตั้ง

ที่แน่ๆไม่มีใครยอมลงทุนกับเกมคว่ำหรือผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญแน่

แต่ที่หักมุมมาแรงในช่วงโค้งสุดท้าย สังเกตได้ว่าเริ่มเปิดหน้าแสดงตัวกันชัดเจน ก็คือแนวร่วมฝั่งเดียวกันที่ช่วยกันโค่นระบอบ “ทักษิณ” ด้วยกันมา

ตามสถานการณ์ที่เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ นำโดย พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ผู้ประสานงานพร้อมคณะ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้สกัดร่างธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มาตรา 178 ที่อ้างว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนและทรัพยากรของแผ่นดิน อีกทั้งเสี่ยงต่อการโยกสมบัติชาติให้กลุ่มทุนหรือต่างชาติได้สะดวกขึ้น

หรือในอารมณ์ที่นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการ คตส.และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พ.ศ.2540 แสดงความผิดหวังกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

พาประเทศถอยหลังกลับไปสู่ระบบขุนนาง ก่อนยุคมีรัฐธรรมนูญ 2540

ในขณะที่ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ก็เตือนเป็นทำนองว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเปลี่ยนแปลงทำได้ยากหรือไม่ได้เลยก็เสี่ยงเกิดวิกฤติแตกแยกรุนแรง

โดยแรงจูงใจของฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็หนาแน่นไม่ธรรมดา

ปัจจัยรับหรือไม่รับอันไหนมีน้ำหนักมากกว่ายังเดาลำบาก

นั่นก็ทำให้ถึงตรงนี้ยังยากที่จะฟันธง แบบที่โพลสำรวจความคิดเห็นออกมาก้ำกึ่ง สถานการณ์โดนโหวตคว่ำหรือโหวตผ่านออกมาเท่าๆกัน

ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มยกระดับความปั่นป่วนวุ่นวายในห้วงโค้งสุดท้าย

จากเหตุโอละพ่อ เด็ก 8 ขวบฉีกทำลายบัญชีผู้มีสิทธิ เลือกตั้งที่จังหวัดกำแพงเพชรด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ทีมกระบอกเสียง คสช.หน้าแตก เขินไปตามๆกัน

เพราะฟันธงว่าเป็นฝีมือกลุ่มป่วนฝ่ายต้าน

แต่ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ลุกลามไปที่จังหวัดขอนแก่น พื้นที่สีแดงในภาคอีสาน ไม่เว้นแม้แต่ฐานใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ก็มีเหตุที่จังหวัดสตูล

ตอกย้ำว่า ฝ่ายป่วนประชามติจ้องปฏิบัติการท้าทาย คสช.จริง

โดยสภาพการณ์แรงเสียดทานจากภายนอกละสายตาไม่ได้ทั้งจากฝ่ายต้านและอดีตแนวร่วมฝั่งเดียวกัน

แถมในจังหวะที่ คสช.เองก็ป่วนจากอาการขบเหลี่ยมกันเองภายใน

จากปรากฏการณ์ที่สะท้อนมุมมองไปกันคนละทาง

ด้านหนึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ยอมเปิดไฟเขียวให้เปิดเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญได้ทั่วประเทศ นัยว่าเพื่อทำให้เห็นภาพของความโปร่งใสในการทำประชามติ

ผ่องแรงเสียดทานจากฝ่ายกดดันให้เปิดกว้างในการแสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ

แต่อีกด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็แสดงอาการขวางลำเต็มที่ ประกาศไม่ร่วมดีเบตในทุกเวที อ้างเลยขั้นตอนของการแก้ไขไปแล้ว

การเปิดเวทีดีเบต รังแต่จะตอกลิ่มความแตกแยกเพิ่ม

สถานการณ์โค้งสุดท้ายประชามติ คสช.ส่ออาการจะแหกโค้งไปกันคนละทาง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จับทางล่าสุดที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แบไต๋ตามตรง พูดกันชัดๆแล้ว ไม่ว่าประชามติจะผ่านหรือไม่

ตนเองก็จะอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อไปสู่การเลือกตั้ง

มันก็เป็นอะไรที่ชัดเจน คสช.วางหมากข้ามช็อตไปแล้ว แนวโน้มทหารจำเป็นต้องต่อเวลาลากยาวอำนาจพิเศษตามเงื่อนสถานการณ์บังคับรองรับปัญหาแท้จริง
ของประเทศ

มีทั้งวิกฤติการเมืองและเรื่องปมนอกเหนือการเมือง

เรื่องของเรื่อง โดยรูปการณ์ก็แค่ “ประชามติคั่นเวลา”

วัดใจประชาชนจะออกมารับผิดชอบต่อบ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน.

“ทีมการเมือง”

 

ตั้งรับคิวขั้วฝ่าย ‘พักรบ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670347

 

สารพัดเหตุป่วนๆ ในช่วงใกล้เข้าโค้งสุดท้ายคิวประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้

กับข่าวล่าสุด เหตุลอบฉีก เผาทำลาย ฉกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงในหลายพื้นที่ ทั้งจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ กำแพงเพชร กาญจนบุรี สตูล สุพรรณบุรี

“ตาสับปะรด” ของ กกต.ทำงานกันเหนื่อย

แล้วก็ตามมาด้วยคำถาม เหตุที่เกิดขึ้นจะเป็นเพราะฝีมือขบวนการต้านเครือข่ายกลุ่มป่วนฝั่งตรงข้ามอำนาจรัฐ แรงกระเพื่อมเริ่มปรากฏถี่ จริงหรือไม่

เพราะตัวอย่างเพิ่งมีให้เห็น กับการประโคมข่าวฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงที่ จ.กำแพงเพชร ทีมงานอำนาจพิเศษขึงขังชี้เป้ากลุ่มต้านก่อเหตุไม่สงบในช่วงประชามติ

สุดท้ายเป็นเด็กผู้หญิงมือซน ฉีกบัญชีออกไปเล่นเพิ่งหน้าเหวอเป็นแถวไปเมื่อไม่นานนี้

กับสารพัดเหตุไม่ปกติ ฝ่ายต่างๆเลยต้องเช็กข้อมูลให้ชัวร์ก่อนฟันธง

ไม่อยากหน้าแหกซ้ำ

แต่อีกทางก็มีสัญญาณสแกนลงลึกละเอียด เพราะชักมีทั้งจริงทั้งมั่ว ปนๆกันแล้ว

เรียกว่าเวลานี้ ผู้คุมเกมอำนาจพิเศษ ทั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ต้องนิ่ง ไม่เต้นตามแรงป่วน

ปักหลักดับทุกกระแส เบรกทุกประเด็นเม้าท์ข่าวลือ

ทั้งที่ว่าถึงแม้จะเข้าโค้งสำคัญแล้ว คสช.ยังอาจหวั่นไหวเสียงหนุนร่างรัฐธรรมนูญ และอาจเตรียมแผนสองดึงเกม เลื่อนวันลงประชามติ

ทำเอา 2 พยัคฆ์ คสช.ต้องประสานเสียงย้ำกันหลายรอบ

ยันเดินหน้าตามโปรแกรม ทั้งวันที่ 7 ส.ค. และเลือกตั้งปี 2560

โดยเฉพาะกรณีที่อาจารย์ดัง โหรเมืองเหนือ ทำนายคิวประชามติผ่านฉลุย แต่จะมีเหตุทำให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป 2 ศิษย์เอก ทั้ง “บิ๊กตู่—บิ๊กป้อม” ต้องติดเบรกอาจารย์กันแรงๆ

ตามภาษาทหารก็ทำนอง ไม่ให้แผนแตก “เสียลับ”

รวมทั้งที่ย้ำเสียงดัง กรณีที่กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ที่มีทั้งนักวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชน นักการเมืองทุกขั้ว กลุ่มเคลื่อนไหวทุกสี รวมตัวมีข้อเรียกร้อง “อำนาจพิเศษ” เกี่ยวกับโปรแกรมประชามติ

ต้องเปิดกว้าง เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วม และเปิดทางเลือก หากรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ

เป็นหน้าที่ “บิ๊กตู่” แจง ยืนยันให้ กกต.เปิดเวทีแสดงความคิดเห็นที่เหมาะสม ในเงื่อนไขที่ต้องไม่บิดเบือน ยุยง ก่อให้เกิดความขัดแย้ง รวมทั้งบอกปัดข้อเสนอให้เปิดเผยทางออกหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน

เพราะไม่ต้องการให้คำพูดผู้นำไปเป็นเงื่อนไขในคิวประชามติ

“อย่ามาบังคับผม”

ถอดรหัสคำพูดแล้ว “ผู้นำ” ยืนยันถึง “อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ในมือ” รวมทั้งรีบตัดเกม “ขายพ่วง” ที่เริ่มมีการขยายวงกระแส “ล้ม” ร่างรัฐธรรมนูญ เท่ากับ “คว่ำ” อำนาจพิเศษ

เน้นย้ำออกรูปไหนก็ “อยู่ต่อ” ตามโรดแม็ป

แต่ที่น่าสนใจ น่าจะโฟกัสไปที่กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ที่เปิดตัวมาหลายเดือน และเริ่มขยายวง นอกจากเครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ

ยังมีแกนนำระดับบิ๊กเนมทุกค่ายการเมือง ทุกขั้วมวลชนขัดแย้งเริ่มมีสัญญาณ “ไหลรวม”

ไปยืนรวมตัวกันอยู่ “ฝั่งตรงข้าม” อำนาจพิเศษ

นอกจากคิวนี้ ยังมีกระแสข่าวก่อนหน้าถึงการเปิดดีลกัน ตั้งแต่ระดับบิ๊กเนม เซเลบป้อมค่ายขั้วฝ่ายต่างๆ ไปจนกระทั่งขุนทัพขุนศึกในแต่ละระดับของแต่ละฝ่าย

เปิดเวทีลับคึกคัก ในห้วงที่ประเมินแล้ว มีโอกาสถูกท็อปบูตเตะออก “นอกวง” ช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ

โบกธงส่งสัญญาณ “พักรบ” ก่อนถูก “กรรมการ” ยึดยาว.

ทีมข่าวการเมือง

 

เค้นคอทวง “คำตอบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669469

 

ปล่อยช็อตดราม่าเลี้ยงเรตติ้งแฟนคลับ

ซีนซึ้งๆผ่านจดหมาย “สารจากใบไม้พลัดถิ่น” ที่เรียบเรียงจากผู้ที่เดินทางไปพบ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วนำถ้อยคำที่อดีตนายกฯพูดมาเผยแพร่

ในบริบทร่ายความในใจจากพี่ชายถึงน้องสาว แสดงความภาคภูมิใจ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ยืนตระหง่านสู้คดีรับจำนำข้าว จนขยับมานั่งอยู่ในหัวใจของคนรักประชาธิปไตย และผู้เชื่อในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

พี่ใหญ่เติมกำลังใจให้น้องนุชคนสุดท้อง ในช่วงผจญวิบากกรรมต้องเตรียมขึ้นศาลเบิกความคดีจำนำข้าว ในฐานะพยานฝ่ายจำเลยนัดแรกด้วยตัวเองในวันที่ 5 ส.ค.นี้

มีไฟต์สำคัญให้โหมโรงกระแส วัดพลังมวลชนคนรัก “อดีตนายกฯปู”

ยังไม่นับรวมความเคลื่อนไหวของนายใหญ่ที่เตรียมปล่อยของแหย่ คสช. ฉลองแฮปปี้เบิร์ธเดย์ครบ 67 ปี ในวันที่ 26 ก.ค.

กระตุกความหวาดระแวงใส่ฝ่ายอำนาจพิเศษเพิ่มขึ้น ในช่วงกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ก่อนถึงเดดไลน์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค.

ตามรูปการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีของฝ่าย คสช. ที่ระยะหลังออกอาการเป๋ พลาดท่าเปิดคางให้สอยอยู่บ่อยครั้ง

ไล่เรียงกันตั้งแต่การเปิดประเด็นร่างรัฐธรรมนูญปลอม จดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ ที่อุตส่าห์ประโคมข่าวใหญ่โต

แต่ไม่สามารถหาหลักฐานมาดำเนินคดีอีกฝ่ายได้ ส่อแววเป็นการออกข่าวตีกินฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียว

หรือกระทั่งการฉีกเอกสารบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติ ที่โรงเรียนวชิรสารศึกษา อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ที่ทีมโฆษก คสช.ตีปี๊บทันทีว่า เป็นฝีมือ ของผู้เห็นต่างจากรัฐ

ก่อนที่ความจริงปรากฏภายหลังจากกล้องวงจรปิดว่า เป็นฝีมือเด็ก 8 ขวบ 2 คน ที่วิ่งเล่นไปฉีกเอกสารด้วยความซุกซน รู้เท่าไม่ถึงการณ์

กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ กลับตาลปัตรการฉีกรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติเป็นฝีมือขบวนการฟันน้ำนม

คสช.เสียศูนย์ ถูกเย้ยหยัน เที่ยวโยนบาปให้ฝ่ายตรงข้าม โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน

ซ้ำเติมภาวะคลุมเครือในการทำประชามติที่ คสช.ยังอุบไต๋ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะดำเนินการอย่างไร

ท็อปบูตถูกยิงคำถามกระหน่ำ ให้เฉลยตอนจบ หากนำร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านไม่สำเร็จ

ตามปรากฏการณ์ที่ เครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ประกอบด้วยนักวิชาการ นักกฎหมาย และนักการเมือง 117 คน ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องขอคำตอบจากฝ่ายอำนาจพิเศษ

ให้ระบุทางเลือกที่ชัดเจนให้ประชาชน กรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติว่า จะมีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรต่อไป

และกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ควรมีกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากฉันทามติผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการออกแบบกำหนดหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญ

โดยมีรายชื่อระดับบิ๊กเนม 3 พรรคการเมืองใหญ่ “ประชาธิปัตย์–เพื่อไทย–ชาติไทยพัฒนา” แท็กทีมร่วมลงชื่อสนับสนุนเต็มที่

อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

นักเลือกตั้งผนึกกำลังล็อกคอกองทัพล่วงหน้า ห้ามเขียนรัฐธรรมนูญเอง

ระแวงซีนที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เคยเทศน์คาบลูกคาบดอก จะเขียนรัฐธรรมนูญเอง ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

ยังไม่รวมคิวคนกันเองอย่างกลุ่มนักวิชาการ เอ็นจีโอ ก็มีทีท่าย้ายขั้ว ไม่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่เหมือนเดิม เริ่มเปิดหน้าออกมาท้วงติงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ

ปลุกแรงกระเพื่อม เพิ่มราคาให้เสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญดูมีพลังมากขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายประชามติ

เสียงต้านจากกลุ่มขาประจำและขาจรชักรุมเร้า ตั้งคำถามเค้นคอคสช.ถี่ขึ้นเรื่อยๆ

กระทุ้ง คสช.ไม่ให้ต่อวีซ่ายืดอายุได้ง่ายๆ.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘ทักษิณ’ ก็ข้ามช็อตแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668429

 

“คดีพลิก” กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ

หลักฐานจากกล้องวงจรปิดเห็นชัดๆว่า เด็กหญิง 8 ขวบ 2 คน คือไอ้ “ตัวร้าย” ตัวจริง ที่เป็นคนฉีกทำลายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติ ภายในโรงเรียนวชิรสารศึกษา อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร

จากการซุกซนตามประสา โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เป็นสถานการณ์หักมุมที่เล่นเอาเขินไปไม่น้อย กับท่าทีก่อนหน้าของ คสช.ในอารมณ์แบบที่ พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมงานโฆษก คสช.วิเคราะห์ฟันธงเลยว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่การทำลายระหว่างพรรคหรือบุคคล แต่เป็นเรื่องของรัฐที่เชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิลงประชามติ

จึงเชื่อได้ว่า เป็นผู้เห็นต่างจากรัฐ

ท็อปบูตตั้งท่าซัดกลับกลุ่มป่วนฝ่ายตรงข้ามเต็มบาทา

ในอารมณ์ที่มาโทนเดียวกันกับปม “ร่างรัฐธรรมนูญปลอม” ที่คนระดับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาสำทับ “ข่าวกรอง” ที่ถูกปล่อยออกมาจากวงในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

แต่สุดท้ายในภายหลังมีการยืนยันจากเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องว่าเป็น “เอกสารแย้ง” ในทางวิชาการด้วยเหตุด้วยผล จากกลุ่มขบวนการนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่

โอละพ่อ คดีพลิกจบแบบขำๆ

แต่ที่หัวเราะไม่ออก เพราะมันตอกย้ำมาตรฐานการข่าวมั่วๆ เอะอะก็ตั้งธงซัดฝั่งตรงข้าม โยนเป็นเรื่องของฝ่ายต่อต้านจงใจป่วนไว้ก่อน

เติมหัวเชื้อ เร่งสถานการณ์ให้ร้อนเป็นไฟ

และตามปรากฏการณ์ก็เป็นฝ่ายคุมเกมอำนาจคือ คสช.เอง ที่ก่อชนวนรุกไล่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ท่ามกลางสงครามชิงกระแส ชิงคะแนนเสียงประชามติโค้งสุดท้าย

ขณะที่หันไปอีกทาง มันก็มีการปูดข่าวจากทีมข่าวกรองฝั่งตรงข้าม คสช.ว่า นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถูกเรียกเข้าค่ายไปคาดโทษล่วงหน้า

ถ้าคะแนนเสียงประชามติออกมาพลาดเป้า ต้องมีเคลียร์กันยาวแน่

เรื่องของเรื่อง ภาษามวยต้องเรียกว่า “ออกอาการ” โดยสถานการณ์ที่หยั่ง

เบื้องลึกได้ เกมประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่อยู่ในจุดเสี่ยงพลิกคว่ำพลิกหงาย

ฝ่ายคุมเกมไม่มั่นใจจะเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ฝ่าด่านสำเร็จหรือไม่

แต่ทั้งหมดทั้งปวง มันก็แค่เหลี่ยมรักษาหน้า

เดิมพันอยู่ที่การเพิ่มหรือลดความชอบธรรมของ คสช.

ตามรูปเกมที่มีการเดินหมากข้ามช็อตไปแล้ว จากการเปิดช่องปูทางล่วงหน้าของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่โยนทุ่นใน ครม. ต่อเนื่องกับข้อมูล “ทางใน” ของ “โหรท็อปบูต” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต

ไม่ว่าผลประชามติจะคว่ำหรือหงาย คสช.ก็ต้องลากยาวอำนาจต่อไป

และก็เหมือนจะเดินแผนข้ามช็อตล้อไปกับการต่อโปรโมชั่นของท็อปบูต

ตามจังหวะล่าสุดที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร มีการเรียกบรรดาแกนนำตัวหลักของพรรคเพื่อไทย บินไปพบที่กรุงปักกิ่ง เมืองจีน เพื่อร่วมฉลองแฮปปี้เบิร์ธเดย์ล่วงหน้า

เลือกเฉพาะบรรดาผู้เล่นตัวหลัก ทั้ง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ กทม. “เฮียเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล “เสียแดง” นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ฯลฯ

เปิดห้องคุยแบบเปิดอกกัน 2 วัน 2 คืน

แจกการบ้านให้แกนนำพรรคเพื่อไทยแบ่งงานกันไปทำทั้งด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ

เป็นการทดสอบ “กึ๋น” วัดฝีมือใครจะเหมาะกับตำแหน่งแม่ทัพพรรคเพื่อไทยคนต่อไป ในเงื่อนสถานการณ์บังคับที่คนตระกูล “ชินวัตร” ติดชนักปักหลัง

โดน “ล็อกตาย” ไม่ให้ลงสนามได้

“นายใหญ่” วางหมาก สลับฉากรองรับดีลอำนาจที่เห็น “พิมพ์เขียว” แล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

 

สูตรลากยาวอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667721

 

เหลืออีกสิบกว่าวัน จะถึงคิวลงประชามติ 7 สิงหาคม แต่หงายไพ่กันแล้ว

จากมุกของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. ที่ปรารภในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อ้างถึงสิ่งที่ได้ยินมาจากหลายคนพูดกันถึงเหตุผลจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีมุมหนึ่งที่ออกในแนวพลิกผันย้อนศร

อยากให้ คสช.อยู่นานๆไม่รับร่างรัฐธรรมนูญดีกว่า

มาถึงสัญญาณจาก “หลวงปู่เกวาลัน” ที่ส่งซิกผ่าน “โหรท็อปบูต” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต เปิดนิมิตในระหว่างเป็นประธานพิธีทำบุญใหญ่เข้าพรรษาที่จังหวัดเชียงใหม่

ฟันธงเลยว่า หลังจากการลงประชามติ อาจจะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเคลื่อนไปตามสถานการณ์ ที่ทางรัฐบาลเองก็ตั้งใจที่จะให้เป็นไปตามโรดแม็ป แต่ก็มีประชาชนบางกลุ่มที่ได้พบในสถานการณ์ปัจจุบันอยากให้รัฐบาลอยู่ต่อ

รัฐบาล คสช.ต้องขยายเวลาทั้งๆที่อยากทำตามโรดแม็ปที่วางไว้

สัญญาณชัดทั้ง “ทางนอก” และ “ทางใน” เป็นอะไรที่แบไต๋กันล่วงหน้า คสช.เปิดหมากข้ามช็อตประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปแล้ว

ผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ว่าผลของร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะออกมาอย่างไรไม่สำคัญ

คสช.ต้องต่อเวลา ลากยาวอำนาจพิเศษออกไปค่อนข้างแน่

โดยเหลี่ยมที่จับจังหวะได้ งานนี้ คสช.ชิงจังหวะกระโดดข้ามช็อตสถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวาย

ตามฉากแบบที่ทีมงานเข็นร่างรัฐธรรมนูญทั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดศึกชิงกระแสกับเครือข่ายฝ่ายต้าน ทั้งพรรคเพื่อไทย กลุ่มเสื้อแดง นปช. รวมไปถึงขบวนการประชาธิปไตยใหม่

ยัดไส้กล่าวหากันว่าด้วยปมร่างรัฐธรรมนูญจริง ร่างรัฐธรรมนูญปลอม

ในบรรยากาศที่นักศึกษา ชนชั้นปัญญาชนยกระดับการเคลื่อนไหวแบบเข้มข้นในการเรียกร้องให้รัฐบาลทหาร คสช.เปิดพื้นที่ให้มีการแสดงความเห็นประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างเสรี ล้อไปกับแรงกดดันจากนานาชาติ ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป กดดันให้รัฐบาลทหารของไทยผ่อนคลายบรรยากาศการทำประชามติ เลิกจับกุมคุมขังฝ่ายต่อต้าน

สถานการณ์บีบให้เข้ามุมอับ รัฐบาลทหาร คสช.เลยต้องชิ่งออกจากเกมประชามติ

ตีไพ่ขยายโรดแม็ป เปิดทางลากยาวล่วงหน้า

ตามเงื่อนไขความจำเป็นในการรองรับสภาพปัญหาที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ใช่แค่ปมปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

แต่มันยังต้องเผื่อปัจจัยนอกเหนือปมการเมือง

เป็นเรื่องประชาธิปไตยแบบไทยๆที่ฝรั่งต่างชาติไม่เข้าใจเท่ากับคนไทยด้วยกัน

เอาเป็นว่า ในหมู่นักเลือกตั้งอาชีพของเมืองไทย ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึงป้อมค่ายการเมืองอื่นๆต่างก็เข้าใจสถานการณ์ตรงกัน

กับไฟต์บังคับที่ทหารต้องคุมเกมยาวต่อไป

ภายใต้สูตรที่แกะรอยได้จาก “พิมพ์เขียวอำนาจ” ที่ถูกออกแบบผ่านคำถามพ่วงประชามติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
เปิดทางให้ “ส.ว.สรรหา” ที่มาจาก คสช.มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก เพื่อความต่อเนื่องในการปฏิรูปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ

ตัวแปรกำหนดรัฐบาลใหม่คือ “ส.ว.ลากตั้ง” ที่มาจาก คสช.

ดังนั้นไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะชนะการเลือกตั้ง ได้เสียงถล่มทลายยังไง สุดท้ายเมื่อมาผนวกกับเสียงของรัฐสภาที่มี “พรรค ส.ว.ลากตั้ง” 250 เสียงเป็นตัวแปร

นายกรัฐมนตรีคนต่อไปต้องได้รับไฟเขียวจากทหาร

และอีกสูตรหนึ่งก็เป็นไปได้ กับรูปแบบรัฐบาลแห่งชาติ ระดมนักการเมืองมืออาชีพทุกป้อมค่ายเข้ามาช่วยกันบริหารภายใต้การกำกับของ คสช.ให้รัฐบาลอยู่ในลู่ในทาง

ไม่มีทางที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจจะปล่อยประชาธิปไตยแบบฟรีสไตล์แน่.

ทีมข่าวการเมือง

 

ทหารไทยเก๋ากว่าตุรกี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/666962

 

ปฏิวัติไม่สำเร็จก็ต้องกลายเป็นกบฏไปตามระเบียบ

โฟกัสทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่ประเทศตุรกี ตามฉากโหดๆที่รัฐบาลของประธานาธิบดีเรเจป ตอยยิบ เออร์โดกัน กำลังเดินหน้ายุทธการไล่ล่ากวาดล้างขบวนการที่ร่วมกันก่อรัฐประหารโค่นอำนาจตนเองแต่ไม่สำเร็จ

เป้าหมายที่ถูกล็อกมีทั้งนายทหารใหญ่ของกองทัพ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษา อัยการ ฯลฯ โดนปลดออกจากตำแหน่งนับพันราย จับกุมคุมขังไม่ไว้หน้า

สถานการณ์ของประเทศตุรกีอยู่ในจุดที่อ่อนไหวอย่างมาก

เพราะด้านหนึ่งแม้รัฐบาลจะกุมความได้เปรียบไว้ แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นการกระตุกแรงแค้นของฝ่ายตรงข้ามนายเออร์โดกันให้เปิดเกมใต้ดินสู้

โดยเฉพาะการโยงมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียอยู่เบื้องหลังเกมอำนาจภายในประเทศตุรกีที่โยงกับเกมการเมืองโลก

แผ่นดินตุรกีกำลังลุกเป็นไฟ ย้อนกลับมาที่เมืองไทยในสภาพที่ไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียงกัน

เบื้องต้นเลยมีความพยายามของฝ่ายต้านทหาร ทั้งพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายเสื้อแดง นปช.ในการโหน “ปฏิวัติแป้ก” ในตุรกี กระตุกกระแสประชาชนโค่นอำนาจทหาร

ถึงขั้นมีการออกแถลงการณ์ในนามพรรคเพื่อไทยแสดงความยินดีและชื่นชมกันข้ามประเทศอย่างเป็นการเป็นงาน

ที่สำคัญได้จังหวะตีปี๊บปลุกชาวบ้าน ช่วยกันโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย

ลูกทีม “ทักษิณ” ได้เหลี่ยมหักหน้า คสช.พอดี

แต่นั่นก็อาจจะช้าเกินไปก้าวหนึ่ง ตามรูปเกมที่ฝ่ายกุมอำนาจพิเศษเดินหมากข้ามช็อตประชามติไปแล้ว

ตามสัญญาณล่าสุดที่ส่งตรงจาก “สำนักหลวงปู่เกวาลัน”

ผ่าน “โหรท็อปบูต” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต เปิดนิมิตในระหว่างเป็นประธานในพิธีทำบุญใหญ่เข้าพรรษาที่จังหวัดเชียงใหม่

ฟันธงเลยว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหาใดๆ เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติบ้านเมืองอย่างจริงใจ

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากการลงประชามติ อาจจะมีสิ่งใด สิ่งหนึ่งเคลื่อนไปตามสถานการณ์ ที่ทางรัฐบาลเองก็ตั้งใจที่จะให้เป็นไปตามโรดแม็ป แต่ก็มีประชาชนบางกลุ่มที่ได้พบในสถานการณ์ปัจจุบันอยากให้รัฐบาลอยู่ต่อ

รัฐบาล คสช.ต้องขยายเวลาทั้งๆที่อยากทำตามโรดแม็ปที่วางไว้

ที่แน่ๆในพิธีสำคัญที่ว่า มีคนระดับ “บิ๊กเข้” พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่มีชื่อต่อแถวอยู่ในไลน์จ่าฝูงกองทัพบก นั่งเป็นประธานในพิธีซะด้วย

นับเป็นสถานการณ์ “ทางนอก” ที่ตอกย้ำน้ำหนักคำทำนาย “ทางใน”

เรื่องของเรื่องมันเป็นอะไรที่ล้อไปกับปรากฏการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. เพิ่งปรารภในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อ้างถึงสิ่งที่ได้ยินมาจากหลายคนพูดกันถึงเหตุผลจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีมุมหนึ่งที่ออกในแนวพลิกผันย้อนศร

อยากให้ คสช.อยู่นานๆไม่รับร่างรัฐธรรมนูญดีกว่า

ก่อนที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะนำมาแถลงออกอากาศต่อสื่อมวลชนและคนทั้งประเทศ ขยายความกันอย่างเป็นการเป็นงาน

เหมือนต้องการให้สังคมร่วมรับรู้ไปด้วยกัน

โดยรูปการณ์ยกระดับ “ข้อมูลดิบ” ที่อ้างอิงอย่างเป็นทางการ ว่ากันถึงสาเหตุที่จะทำให้ คสช.จำเป็นต้องอยู่ต่อกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านด่านประชามติ

ค่อยๆแบไต๋ ตามปฏิบัติการจิตวิทยาสไตล์ทหาร

แน่นอนมันวิเคราะห์กันได้กับปฏิบัติการปูทาง สร้างถนนความชอบธรรมรองรับเกมลากยาว

รัฐบาล คสช.ส่อเค้าต่อเวลาอำนาจพิเศษออกไปแน่ๆ

ทหารไทยเก๋าเกม ไม่แพ้ง่ายๆเหมือนทหารตุรกี.

ทีมข่าวการเมือง