ระวัง!!โรคผิวหนังที่มากับหน้าฝน ‘อับชื้น-เท้าเหม็น’แพทย์มีเคล็ดลับมาบอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274522

ระวัง!!โรคผิวหนังที่มากับหน้าฝน 'อับชื้น-เท้าเหม็น'แพทย์มีเคล็ดลับมาบอก

ระวัง!!โรคผิวหนังที่มากับหน้าฝน ‘อับชื้น-เท้าเหม็น’แพทย์มีเคล็ดลับมาบอก

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 09.55 น.

อธิบดีกรมการแพทย์ เผยทุกปีในช่วงฤดูฝนมักมีคนไทยจำนวนไม่น้อยต้องเจอกับปัญหาโรคผิวหนัง ซึ่งสาเหตุมาจากความสกปรกและอับชื้น แนะดูแลรักษาความสะอาดร่างกายรวมถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่ และไม่ควรปล่อยให้ผิวหนังอับชื้นจะช่วยป้องกันโรคได้

นายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้มีน้ำท่วมขังตามท้องถนนและในสถานที่ต่างๆ ทำให้เชื้อโรคหลายชนิดแพร่ระบาดได้ง่าย หากไม่ดูแลรักษาความสะอาดให้ถูกวิธีจะทำให้เกิดโรคผิวหนังจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา รวมถึงผิวหนังอักเสบได้ โดยโรคผิวหนังที่พบบ่อยในฤดูฝน ได้แก่ โรคน้ำกัดเท้า เกิดจากการแช่น้ำหรือเดินย่ำน้ำนานเกินไป จนเป็นเหตุให้ผิวหนังเปื่อย ยุ่ย และเกิดอาการระคายเคือง

โรคเท้าเหม็น มักพบในผู้ชายที่มีเหงื่อเยอะหรือใส่ถุงเท้าที่ทำจากใยสังเคราะห์หนาๆ ซึ่งเวลาถอดรองเท้าอาจมีกลิ่นเหม็นโชยออกมา ผื่นภูมิแพ้ จากการอาบน้ำอุ่นจัดหรือร้อนเกินไปจะทำให้ผิวแห้ง เกิดอาการคันและผิวหนังอักเสบได้ง่าย หลังจากอาบน้ำควรใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ

สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายมีเหงื่อมาก หรือตากฝน หรือสวมเสื้อผ้าทีไม่แห้งสะอาด อาจเป็นโรคกลาก ทีมีอาการผื่นแดงตามซอกพับ เช่น ขาหนีบ รักแร้ ซอกนิ้วเท้า มีอาการคันมาก

การเลือกสวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมในช่วงฤดูฝน ถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย แห้งง่าย ไม่ควรใส่ผ้าเนื้อหนาและรัดรูปจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการเสียดสีบริเวณผิวหนัง นอกจากนี้การที่เหงื่อออกมาก อับชื้นเชื้อราและแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ดี ส่งผลให้เกิดอาการแพ้เสื้อผ้ามีผื่นคันตามจุดต่างๆ เช่น ผู้ที่ชอบสวมเสื้อแขนรัดมักพบผื่นบริเวณรักแร้ ส่วนผู้ที่ชอบสวมกางเกงยีนส์รัดรูปมักพบผื่นบริเวณขาหนีบ เป็นต้น นอกจากการติดเชื้อที่ผิวหนังแล้ว ยังส่งผลให้เกิดกลิ่นอับ กลิ่นตัว เพราะเหงื่อระเหยได้ยากยิ่งขึ้น

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ  วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง แนะว่า เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทยควรเป็นผ้าผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ เพราะสวมใส่สบาย แห้งง่าย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้

ส่วนเนื้อผ้าที่ต้องระวัง คือผ้าประเภทขนสัตว์ ผ้าไนลอน เพราะอาจทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง และมักเป็นสาเหตุทำให้เกิดผดผื่นคัน เพราะเนื้อผ้าระบายอากาศไม่ดี จึงทำให้เกิดความอับชื้นจากเหงื่อและอาจเป็นที่มาของเชื้อโรคได้ ดังนั้น ควรซักเสื้อผ้าให้สะอาดและตากแดดให้แห้งสนิท โดยเฉพาะเสื้อผ้าประเภทที่มีเนื้อผ้าหนาควรตากแดดให้แห้งสนิทจริงๆ เพราะเนื้อผ้าประเภทนี้มักแห้งช้ากว่าผ้าปกติ

สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะคนอ้วนเสื้อผ้ามักจะเสียดสีกับผิวหนังทำให้เกิดการระคายเคืองและอับชื้นได้ง่าย ส่วนเวลานอนควรสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดชั้นในเวลานอน เพื่อให้จุดอับชื้นต่างๆ ในร่างกายมีการระบายได้ดี

ทั้งนี้ ควรดูแลร่างกายตนเองให้แข็งแรง ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่  เน้นทานผักและผลไม้ที่มีวิตามิน C, E และเบต้าแคโรทีน เช่น ข้าวโพด แครอท ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ ดื่มน้ำสะอาดและพักผ่อนให้เพียงพอ หากพบความผิดปกติบริเวณผิวหนัง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโดยตรง เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี

‘ไทย-จีน-ทิเบต’ สานสัมพันธ์‘ศาสนา-ท่องเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274401

‘ไทย-จีน-ทิเบต’ สานสัมพันธ์‘ศาสนา-ท่องเที่ยว’

‘ไทย-จีน-ทิเบต’ สานสัมพันธ์‘ศาสนา-ท่องเที่ยว’

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทิเบต (Tibet) ดินแดนที่ถูกเรียกว่าเป็น “หลังคาโลก” เพราะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4,600 เมตร ชนชาวทิเบตนั้นถือว่ามีประวัติศาสตร์เก่าแก่ไม่ต่างจาก ชาวฮั่นที่หมายถึงชาวจีน โดยย้อนไปได้ถึงยุคก่อนคริสตกาลที่ยังอยู่อาศัยกันแบบชนเผ่า กระทั่งเกิดเป็นสังคมเมืองขึ้นครั้งแรกช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ในชื่อ “อาณาจักรถู่ปัว”หรือ “ทู่ป๋อ-ทู่ป้อ” ตามสำเนียงที่ปรากฏในวรรณกรรมแนวกำลังภายใน ตรงกับสมัย ราชวงศ์ถัง ของจีน และมีความสัมพันธ์กับจีนมาตลอด จนถึงยุคที่ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2494

ปัจจุบัน ดินแดนทิเบต มีชื่อเต็มว่าเขตปกครองตนเองทิเบต (Tibet AutonomousRegion) อยู่ภายใต้รัฐบาลกลางของ สาธารณรัฐประชาชนจีน มีเนื้อที่ 1,228,400 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าประเทศไทยที่มีเนื้อที่ 513,115 ตารางกิโลเมตรกว่าเท่าตัว อีกทั้งยังเป็นเขตปกครองพิเศษที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีน รองจาก เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uyghur Autonomous Region) ที่มีเนื้อที่ 1,664,897 ตารางกิโลเมตร ทว่าเมื่อดูจำนวนประชากร พบว่า ทิเบตมีประชากรอยู่เบาบางที่สุดหากเทียบกับเขตปกครองอื่นๆ คือมีเพียงราวสามล้านคนเศษๆเท่านั้น

สำหรับประเทศไทย ที่แม้ระยะทางจะห่างไกลจากทิเบตอยู่มาก แต่ในด้าน จิตวิญญาณแล้วถือว่ามีความผูกพันร่วมกัน เนื่องจากทั้ง 2 ดินแดนต่างมี ศาสนาพุทธ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของประชากรส่วนใหญ่ แม้จะเป็นพุทธคนละนิกายก็ตาม กล่าวคือ ไทยนั้นนับถือนิกายเถรวาท (หินยาน) ส่วนทิเบตนับถือนิกายวัชรยาน ขณะเดียวกัน ด้วยทัศนียภาพอันสวยงามราวกับดินแดนในเทพนิยาย ทำให้หลายคนอยากจะไปเยือนให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย จัดเสวนาเรื่อง “สภาพการณ์และโอกาสความร่วมมือไทย-ทิเบต” ณ อาคารธรรมนิติ ซ.ประชาชื่น 20 ถ.ประชาชื่น กรุงเทพฯ โดยในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากท่าน Duoji Ceren ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานสภาประชาชนแห่งเขตปกครองตนเองทิเบต (Deputy to the People’s Congress of the Tibet Autonomous Region) ร่วมเสวนาในครั้งนี้ด้วย

ท่าน Duoji กล่าวว่า ทิเบตกับไทยมีจุดที่คล้ายกัน คือต่างก็นับถือศาสนาพุทธมีชาวพุทธอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ในทิเบตมีวัดอยู่จำนวน 1,780 แห่ง มีพระสงฆ์และแม่ชีรวม 46,000 รูป อย่างไรก็ตาม ในทิเบตยังมีผู้นับถือศาสนาอื่น อาทิ ความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิม รวมไปถึงศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ และ “อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ” แม้จะมีความเชื่อแตกต่างกันก็ตาม ที่สำคัญ ปัจจุบันทางการจีนยังให้เสรีภาพประชาชนในการเลือกนับถือหรือไม่นับถือศาสนา ไม่ได้มีการห้ามแต่อย่างใด

“ถ้าหากในวัดเราจะทำกิจกรรมทางศาสนาขนาดใหญ่ แต่ในบ้านจะเป็นกิจกรรมขนาดเล็ก เช่น ถ้าในครอบครัวมีใครเสียชีวิต ก็สามารถเชิญพระมาทำพิธี อ่านคัมภีร์ในบ้านนั้น 7 วัน 49 วัน ในประเทศจีน เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้นที่ห้ามนับถือศาสนา แต่ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไปมีสิทธิ์ในการนับถือศาสนาได้” ผู้แทนจากทิเบต ระบุ

ท่าน Duoji กล่าวอีกว่า ปัจจุบันชาวทิเบตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าในอดีตมาก อาทิก่อนปี 2494 ทิเบตมีประชากรที่ไม่รู้หนังสือถึงร้อยละ 95 ทำให้รัฐบาลจีนต้องเร่งพัฒนาด้านการศึกษา มีการให้เด็กๆ เรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ชั้นปฐมวัยจนถึงมัธยมปลาย และหากเป็นครอบครัวยากจน นอกจากเรียนฟรีแล้วยังได้รับค่าที่พักและค่าอาหารด้วย เช่นเดียวกับด้านการสาธารณสุขที่ได้รับการปรับปรุง ทำให้จากเดิมชาวทิเบตมีอายุขัยเฉลี่ย 35.5 ปีทุกวันนี้เพิ่มขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่ 61.2 ปี

หรือด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ที่รัฐบาลจีนทุ่มงบประมาณ3 พันล้านหยวน หรือราว 1.5 หมื่นล้านบาทเพื่ออนุรักษ์และบูรณะโบราณสถาน-โบราณวัตถุในทิเบต ภาษาทิเบตถูกยกเป็นภาษาทางการในพื้นที่ควบคู่กับภาษาจีนกลาง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โครงการขนาดใหญ่ เช่น ถนนประเภททางหลวง โรงไฟฟ้า ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ต้องผ่านการศึกษาประเมินอย่างละเอียด มีมาตรฐานควบคุมอย่างเข้มงวด หากไม่ผ่านเกณฑ์ก็ไม่อาจก่อสร้างได้

“ทิเบตให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวมาก แม้จะเริ่มทีหลังประเทศไทยแต่หลายปีมานี้ก็มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ในปีที่แล้ว (2559) มีนักท่องเที่ยว 23 ล้านคน ทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวที่ทิเบต ขณะเดียวกันโครงสร้างการคมนาคมก็กำลังมีการก่อสร้างอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าภายใต้นโยบายของรัฐบาลจีน ความร่วมมือระหว่างทิเบตกับประเทศไทยจะมีสภาพสดใสอย่างกว้างขวางมาก” ผู้แทนจากทิเบต กล่าว

มุมมองจากฝ่ายไทย อาทิ พระมหาชะเอม สุวีโร ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวถึงคำพูดหนึ่งที่ว่า “ประเทศจีนไปถึงที่ไหน ศาสนาพุทธมหายานก็ไปถึงที่นั่น” จากที่เคยเดินทางไปประเทศจีนมา มีนักวิชาการท่านหนึ่งจาก มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) กล่าวว่า ยุคนี้ประเทศจีนเจริญอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือเศรษฐกิจ ส่วนอีกอย่างคือพุทธศาสนา เห็นได้จากมีวัดทั่วแผ่นดินจีนราว 1 แสนวัด

“มหาจุฬาฯกับประเทศจีนก็มีความคุ้นเคยกัน อย่างปีก่อน (2559) อาตมาก็เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย ไปที่เมืองต้าลี่ซึ่งเมืองต้าลี่มีความสำคัญคือ พุทธศาสนาทั้ง 3 นิกายมาอยู่รวมกัน มหายานอยู่ที่นี่ เถรวาทก็มาถึง แล้วก็วัชรยานของทิเบตเขาก็มาที่นี่ ก็ขอขอบคุณรัฐบาลจีนที่ได้ช่วยเหลือพุทธศาสนา

แล้วท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านก็ให้นโยบายกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของมหาจุฬาฯว่าท่านให้ความสำคัญกับประเทศจีนเป็นอย่างมาก ถ้าประเทศจีนช่วยเหลือ พุทธศาสนาก็จะอยู่รอด แต่ถ้าจีนซึ่งมีประชากรมากไม่ช่วยเหลือ ก็คงจะลำบาก” พระมหาชะเอม ระบุ

เช่นเดียวกับ นายสมชาย พิพัฒนนันท์ ผู้แทนจากสมาคมการค้าท่องเที่ยวไทย-จีน กล่าวว่า ทิเบตเป็นสถานที่หนึ่งที่มีผู้คนอยากเดินทางไปท่องเที่ยว แต่ในอดีตการเดินทางทำได้ยากลำบากอีกทั้งมีข้อมูลน้อย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทราบว่าทิเบตมีรถไฟความเร็วสูงไปถึงแล้ว ก็เป็นทางเลือกในการไปท่องเที่ยวได้ จึงเสนอแนะว่า ภาคการท่องเที่ยวของทิเบตน่าจะมีการจัดแผนประชาสัมพันธ์รับรองการท่องเที่ยว เพื่อนำเสนอต่อนักท่องเที่ยวไทย

“ขณะเดียวกันก็หวังว่า ทิเบตจะส่งนักท่องเที่ยวจากทิเบตมาเที่ยวเมืองไทยด้วย”นายสมชาย ฝากทิ้งท้าย

เลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274385

เลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน

เลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มูลนิธิพุทธรักษา เยี่ยมชมและเลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน โรงเรียนธรรมจารินีวิทยา นายธนินท์ และ คุณหญิงเทวี เจียรวนนท์ พร้อมครอบครัว ประกอบด้วยนางวรรณี เจียรวนนท์ รอสส์ นางมาริษา เจียรวนนท์ นางทิพพาภรณ์ และ ดร.ชวัล อริยวรารมย์ ในนามของมูลนิธิพุทธรักษา เยี่ยมชมและเลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน โรงเรียนธรรมจารินีวิทยา อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จำนวน 775 คน โดยมี แม่ชีอรรณอำไพ ภาสศักดิ์ชัย ผู้อำนวยการโรงเรียน ต้อนรับ

ทั้งนี้ มูลนิธิฯได้เข้ามาอุปการะโรงเรียนแห่งนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 11 ปี ด้วยเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กหญิงและเยาวสตรี ที่ด้อยโอกาสทางสังคมและขัดสน ให้มีคุณภาพทางวิชาการ มีคุณธรรม ภายใต้แนวคิด “เป็นเด็กดี มีทักษะชีวิต และมีจิตอาสา” จากการเป็นผู้รับโอกาส สู่การเป็นผู้ให้โอกาส เพื่อทำความดี ตอบแทนกลับสังคม

SPRING 2017 ELEGANT LEGERIE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274472

SPRING 2017 ELEGANT LEGERIE

SPRING 2017 ELEGANT LEGERIE

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หนึ่งในเทรนด์เด่นแห่งซัมเมอร์นี้ที่หลากแบรนด์ใหญ่เลือกแรงบันดาลใจมาจากชุดนอนทุกรูปแบบ ชุดชั้นใน ตลอดจนเสื้อคลุมออกมาเผยโฉมกันตอนกลางวัน ทั้งลวดลายสวยๆ ของกางเกงขายาวกับเสื้อแขนยาว ออกมาเป็นชุดทะมัดทะแมงให้ใส่ออกจากบ้านกัน ชุดชั้นในเว็กซ์ลายลูกไม้ซีทรูที่ถูกจับคู่เลเยอร์สวมไว้ข้างในเสื้อแจ๊กเกตหรือสวมทับข้างนอก ทำให้ร้อนนี้เทรนด์การเปลี่ยนชุดนอนออกมาใช้งานในระหว่างวันกันหลากหลายสไตล์

 

 

 

 

 

อีเลน ธอมป์สัน นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิก ส่งต่อแรงบันดาลใจแห่งชัยชนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274391

อีเลน ธอมป์สัน นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิก ส่งต่อแรงบันดาลใจแห่งชัยชนะ

อีเลน ธอมป์สัน นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิก ส่งต่อแรงบันดาลใจแห่งชัยชนะ

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไนกี้ ผู้นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลก เปิดตัวคอลเลคชั่นสปอร์ตแวร์รุ่นพิเศษในชื่อว่า “ไนกี้ บิวตี้ฟูล เอ็กซ์พาวเวอร์ฟูล” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากความมานะอุตสาหะและชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของ อีเลน ธอมป์สัน นักวิ่งลมกรดหญิงชาวจาไมกัน ที่สามารถคว้าเหรียญทองการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร และ 200 เมตรหญิง ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ที่ริโอ เดอ จาเนโร ซึ่งเธอเป็นนักวิ่งหญิงคนแรกและชาวจาไมกันคนแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มีการแข่งขันในปี 1988 เป็นต้นมา

วัยเด็กของ ธอมป์สัน เธอจบการศึกษาจากโรงเรียนประจำชุมชน 2 แห่งที่บานาน่า กราวน์ บริเวณเชิงเขาของโบสถ์แมนเชสเตอร์ (Manchester Parish) ประเทศจาไมกา ซึ่งตลอดระยะเวลา 4 ปีที่เธอเรียนอยู่ที่นั่น เธอไม่เคยได้รับรางวัลใดๆ จากการแข่งขันมาก่อนเลย แต่เธอก็ยังคงเชื่อมั่นในขีดความสามารถของตัวเธอเอง หลังจากนั้นเธอก็ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีจาไมกา อันเป็นที่ที่เธอได้พัฒนาทักษะด้านการวิ่งอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งในปี 2015 ที่เธอลงแข่งขันวิ่ง 100 เมตร เธอใช้เวลาเพียงแค่ 10.97 วินาที ทำให้เธอสามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันระดับนานาชาติมาครองได้สำเร็จ

จะเห็นได้ว่าอุปสรรคต่างๆ นานาที่เธอได้ประสบพบเจอมานั้นไม่อาจทำให้ความมุ่งมั่นของเธอลดน้อยลงไป แถมยังเป็นข้อพิสูจน์ให้ตัวเธอเองเห็นว่า ความสำเร็จส่วนมากของเธอล้วนมาจากทัศนคติที่ดีและความเพียรพยายามของตัวเธอเอง ธอมป์สัน บอกว่า “การที่คุณวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนที่สองหรือคนที่สามนั้น ไม่ได้หมายความว่าคุณคือผู้แพ้แต่อย่างใด ในทางกลับกัน หากคุณเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก คุณก็ยังคงต้องฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ เพื่อไขว่คว้าความสำเร็จครั้งต่อๆ ไปให้ได้”

ธอมป์สัน ยังเผยถึงอีกหนึ่งที่มาของแรงบันดาลใจของตัวเธอเอง นั่นก็คือเพื่อนๆ ของเธอ โดยเฉพาะ เชลลี่ แอน เฟรเซอร์ ไพรซ์เทรนเนอร์ส่วนตัวของเธอและเพื่อนร่วมชาติที่คว้าเหรียญทองมาด้วยกัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของธอมป์สันให้มีความมั่นใจในตัวเองจนก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาระดับแชมเปี้ยนอย่างทุกวันนี้ ธอมป์สัน ได้กล่าวถึงเพื่อนของเธอคนนี้ไว้ว่า

“เธอมักจะพูดกับฉันเสมอว่า อย่ายอมให้ใครมาเปลี่ยนตัวตนของฉันโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ ตอนที่ฉันจะลงแข่งขันในรอบสุดท้ายที่ริโอ เดอ จาเนโร เธอก็บอกกับฉันว่า สิ่งที่เราต้องทำก็คือวิ่งไปตามแนวทางของตัวเองและไม่ต้องไปสนใจเลนวิ่งของใครทั้งนั้น”

ด้วยความที่ ธอมป์สัน เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่นักกีฬาคนอื่นๆ เธอจึงอยากส่งต่อความสำเร็จและเป็นแรงใจให้กับบรรดานักกีฬาหญิงที่อยากจะเดินตามความฝันของตัวเอง เธอกล่าวว่า “ฉันอยากให้ผู้หญิงทุกคนรู้ว่า
พวกเธอเองก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน”

ความมานะพยายาม การอุทิศแรงกายแรงใจ และชัยชนะของเธอ ได้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นแรงบันดาลใจแก่นักกีฬาหญิงและผู้หญิงทุกคน ผ่านทางคอลเลคชั่นที่สองของ ไนกี้ บิวตี้ฟูล เอ็กซ์ พาวเวอร์ฟูลซึ่งเป็นคอลเลคชั่นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเหล่านักกีฬาหญิง คอลเลคชั่นดังกล่าวจะประกอบไปด้วยรองเท้าไนกี้ ทั้งหมด 5 คู่ โดยที่รองเท้าทุกคู่จะถูกผลิตด้วยหนังสีขาวตัดกับสีทอง รวมถึงลายเซ็นของธอมป์สันและคติประจำใจของเธอที่ว่า “ชีวิตเดียว โอกาสเดียว” มาพร้อมกับตัวเลขสถิติของเธอทั้ง 21:78 และ 10:71 ในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร และ 200 เมตรตามลำดับ

ระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยเด็ก เพียงกด *948 *1415 *100 #

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274393

ระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยเด็ก เพียงกด *948 *1415 *100 #

ระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยเด็ก เพียงกด *948 *1415 *100 #

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เดินหน้าสร้างเครือข่ายความร่วมมือช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กไทย โดยร่วมกับ สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม เอไอเอส (AIS), ทรูมูฟ เอช (TrueMove H) และ ดีแทค(dtac) สร้างสรรค์กิจกรรมระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กไทยให้ห่างไกลโรคร้าย และจัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการรักษาและบริการของสถาบันสุขภาพเด็กและรองรับความต้องการที่มากขึ้นในอนาคต ล่าสุดร่วมมือเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมบริจาคความช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กผ่านโทรศัพท์ *948 *1415 *100 # กดโทร.ออก บริจาคครั้งละ 100 บาท ดำเนินการภายใต้โครงการ “ให้โอกาสความรัก ให้โอกาสชีวิต (Give Love a Chance, Give Life a Chance)”

ภายในงานมีผู้บริหารจาก มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายทั้ง 3 ค่าย เข้าร่วมงานเปิดโครงการความร่วมมือสร้างสรรค์กิจกรรมระดมทุนเพื่อมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ประกอบด้วย นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการสายงานกิจการโทรคมนาคม กสทช.พีระศักดิ์ โกมลารชุน ผู้ชำนาญการงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ภารไดย ธีระธาดา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มกิจการองค์กร และ อรอุมาฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และ ดร.ปพนธ์รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหาร และหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรูมูฟ เอช ร่วมด้วยสองศิลปิน AF โบว์-สาวิตตี สุทธิชานนท์ และ ตี๋-วิวิศน์ บวรกีรติขจร

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก และผู้อำนวยการ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีทารกเกิดใหม่ ปีละ 700,000 คน เป็นทารกเกิดก่อนกำหนดประมาณ 100,000 คน ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และทารกกลุ่มนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงและต้องใช้เครื่องมือในการรักษามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกเกิดก่อนกำหนดและทารกที่มีความพิการแต่กำเนิด ซึ่งพบว่ามีอัตราการตายสูงอ้างอิงจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ว่าสาเหตุการตายในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อันดับหนึ่ง คือ ทารกแรกเกิดพบร้อยละ 72 โดยมีสาเหตุการเสียชีวิต คือ ทารกเกิดก่อนกำหนด ร้อยละ37.5 และรองลงมา คือ ทารกที่มีความพิการแต่กำเนิด ร้อยละ 23.9 ทารกกลุ่มนี้จึงต้องการสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงและดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพต่างๆ ในการรักษา

“สถาบันสุขภาพเด็กฯ (รพ.เด็ก) น้อมสืบสานพระราชปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้านการอนามัยแม่และเด็ก และการรักษาพยาบาลผู้ป่วยเด็ก ได้วางเป้าหมายเพื่อสนองยุทธศาสตร์ของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อลดจำนวนอัตราการสูญเสียของทารกและเด็กวัยในช่วงอายุน้อยกว่า2 ปี จึงได้เร่งส่งเสริมความเป็นเลิศด้านต่างๆ ในครอบคลุมการบริการของผู้ป่วยเด็กในทุกภาคส่วน โดยได้ตั้งโครงการ ให้โอกาสความรัก ให้โอกาสชีวิต (Give Love a Chance, Give Life a Chance) เพื่อระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ชั้นสูงในการสนับสนุนการรักษาและบริการของสถาบันสุขภาพเด็ก”

โครงการ ให้โอกาสความรัก ให้โอกาสชีวิต (Give Love a Chance, Give Life a Chance) ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมในประเทศไทย ได้แก่ เอไอเอส (AIS), ทรูมูฟเอช (TrueMove H) และ ดีแทค (dtac) ดำเนินการสร้างเครือข่ายในการสร้างสรรค์กิจกรรมระดมทุนจัดหารายได้มอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก โดยมี ศ.ดร.สุรเกียรติ์เสถียรไทย เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษามหาราชินี เพื่อการช่วยเหลือเด็กไทยให้ห่างไกลโรคร้าย และจัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการรักษา บริการ และรองรับความต้องการที่มากขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนในประเทศไทยทุกกลุ่มได้มีส่วนร่วมและตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพเด็กไทยที่มีผลต่อประเทศชาติในอนาคตมากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กได้โดยการบริจาคพิเศษผ่านโทรศัพท์ *948 *1415 *100 # กดโทร.ออกครั้งละ 100 บาท (*ไม่สามารถออกใบเสร็จได้)หรือ บริจาคผ่านระบบ Prompt Pay(พร้อมเพย์) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)สาขา สถาบันสุขภาพเด็กฯ หมายเลข095-558-1415 (สามารถนำหลักฐานมาออกใบเสร็จได้) ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

คุณแหน : 9 มิถุนายน 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274469

คุณแหน : 9 มิถุนายน 2560

คุณแหน : 9 มิถุนายน 2560

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯพิธีประกาศเกียรติคุณ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีฯ(ม.ร.ว.เปีย มาลากุล)“บุคคลสำคัญ”ของโลกด้านการศึกษา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ของ UNESCO…ปูชนียาจารย์
คณะแพทยศาสตร์
 ศิริราช ฯลฯ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันอาทิตย์ที่ 11 มิ.ย. เวลา 17.00 น. …นักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยจะคุ้นกับ“ศาลาพระเสด็จฯ”ที่สร้างเป็นอนุสรณ์และเกียรติแด่“เจ้านาย”พระองค์นี้…ส่วนผู้คนทั่วไปน่าจะคุ้นกับหนังสือ“สมบัติผู้ดี”…และวงการแพทย์ได้เรียนรู้“จรรยาแพทย์”…

ll “เจ้านาย”อีกพระองค์หนึ่ง…พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท ทรงมีคุโณปการต่อการพาณิชย์ไทย…พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงวางพานพุ่มประดับดอกไม้สักการะ“วันกิติยากร”ปีนี้ พฤหัสฯที่
8 มิ.ย.ที่ผ่านมา…โดยมีผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเข้าร่วมพิธี…“หลานเจ้า”ที่ไม่ขาดทุกปีคือ ม.ร.ว.จิราคม กิติยากร…อดีตทูตพาณิชย์ประจำประเทศญี่ปุ่น…

ll ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ เกษียณจากงานประจำ งานบริหารการศึกษา สถาบันจิตรลดา ทั้งโรงเรียนและวิทยาลัย…แต่งานสำคัญที่ยังขาดไม่ได้คือเข้าเฝ้าฯ“เจ้านาย”…โดยออกจากบ้านรามคำแหงก่อนตี 5 ครึ่งทุกเช้า…

ll ลูกสาวเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร…จุฑาธวัช อินทรสุขศรี ได้ทุเรียนดีๆ จากสวนโกเทียน นครนายก ไม่ขาด…ส่วน ดร.อุบลทิพย์นิมมานนิตย์ ต้องพกมีด-เครื่องมือไปฉีกทุเรียน“ป่าละอู”ให้เพื่อนถึงที่จอดรถโรงแรมแถบรัชดาฯ เพราะเพื่อนๆ รู้กิตติศัพท์“ความชอบ”และ“เหมาเข่ง”บ่อยๆ…

ll รู้ว่าสถานทูตออสเตรเลียประเทศไทยจะโดนทุบ…เพื่อนๆ ตอ.27 ที่เสียดายงานฝีมือ ม.ล.ตรีทศยุทธ เทวกุล ชักชวนกันไปเยี่ยมชมก่อน Masterpiece จะกลายเป็นเศษอิฐปูน...ศิริรัตนา-ชัยทิพย์ วนิชานนท์ วาน กฤษณ์ ศิรประภาศิริ อดีตผู้ช่วยทูตพาณิชย์ Austradใช้เส้นสายที่ยังพอมี…

ll เป็นหมอโรงแรม…พญ.เนื้อทิพย์ นิพิทสุขการ ต้องลดน้ำหนักตัวเองให้ฟิตรักษาคนไข้ต่างประเทศที่พักในโรงแรมหรูเมืองเชียงใหม่…ไม่เว้นยามวิกาล…ตัวหมออึ่งเองเลยต้องลดปริมาณของผลไม้ฮิตฤดูกาลนี้ที่หลั่งไหลไปตีตลาด
ภาคเหนือ
…ไม่ว่าระยอง จันทบุรี ป่าละอู ชุมพร…

ll เพื่อนฝูงดีใจที่“เน้ง”สุรชัย ตรีรัตนาวงศ์“ฟื้น”จากการเปลี่ยนไต…ประเภทไตใหม่ไม่รู้จักเจ้าของใหม่…ร่างเก่าก็ไม่รับไตแปลกปลอม…กว่าจะเข้าที่เข้าทางให้นายขับรถไปส่งภรรยาที่ศูนย์การค้า รถติดลาดพร้าวได้ก็เกือบปี…

ll ฌาปนกิจ คุณแม่เฮียงแซ่เจ็ง มารดานิสิตเก่าวิศวฯ จุฬาฯ ฉลาด อัษฎามงคล อดีตสามี จำนรรค์ ศิริตัน เจ้าแม่ JSL อาทิตย์ที่ 11 มิ.ย. เวลา 4 โมงเย็น ณ วัดใหม่จันทราราม อุทัยธานี…ll

ภิญญ์สิรี

สุขภาพดีเริ่มต้นจากฟาร์มอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274388

สุขภาพดีเริ่มต้นจากฟาร์มอินทรีย์

สุขภาพดีเริ่มต้นจากฟาร์มอินทรีย์

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สุขภาพดี…ใครๆ ก็อยากมี ทำให้มีคนหันมาบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้นและไม่ใช่เป็นเพียงกระแสนิยมเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค จึงจับมือกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กระทรวงพาณิชย์ และ เลมอนฟาร์ม จัดงาน “ORGANIC PARADISE สุขภาพดีเริ่มต้นจากฟาร์มอินทรีย์”ชวนคนรักสุขภาพมาเที่ยวฟาร์มอินทรีย์ 4 สไตล์ได้สุขภาพดี พร้อมชม-ชิม-ช็อป สินค้าออร์แกนิค และเต็มอิ่มกับเมนูสุขภาพ ที่คิดค้นขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2560 ณ รอยัล พาร์ค พลาซ่า ชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ถนนศรีนครินทร์

นันทวัฒน์  เนาวรัตน์พงษ์

นันทวัฒน์ เนาวรัตน์พงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด กล่าวว่า จากไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันที่มีพฤติกรรมเสี่ยง อาทิ การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย ทานหวาน มัน เค็มจัด มีความเครียด และพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs (Non-Communicable diseases) ซึ่งได้แก่
โรคเบาหวาน, โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ, โรคถุงลมโป่งพอง, โรคมะเร็ง, โรคความดันโลหิตสูง, โรคอ้วนลงพุง, โรคไตวายเรื้อรังฯลฯ ทำให้คนไทยเสียชีวิตประมาณปีละ 3 แสนคน และคาดว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี ซึ่งองค์การอนามัยโรค (WHO) ได้แนะนำให้รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400-600 กรัมเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรัง NCDs ลงได้

“พาราไดซ์ พาร์ค จึงได้ร่วมกับ สสส. กระทรวงพาณิชย์ และเลมอนฟาร์ม จัดงาน ORGANIC PARADISE สุขภาพดีเริ่มต้นจากฟาร์มอินทรีย์ สนับสนุนให้คนไทยหันมาบริโภคผักผลไม้ปลอดสารพิษเพิ่มขึ้น โดยให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น เพราะไม่ใช้สารเคมีอันตรายในการทำการเกษตร และยังช่วยให้เกษตรกรรายย่อย และเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีช่องทางการจัดจำหน่าย และมีรายได้ที่มั่นคงขึ้นกว่าการทำการเกษตรแบบใช้สารเคมีแบบเดิม”

ภายในงาน คนรักสุขภาพจะได้สนุกกับกิจกรรมสุขภาพดีวิถีอินทรีย์ Well BeingPassport เที่ยวฟาร์มอินทรีย์ 4 สไตล์ได้สุขภาพดี ได้แก่ เที่ยว…บ้านกินผักอินทรีย์ 400 กรัม ตรวจเช็คว่าในหนึ่งวัน ทานผักครบ 400 กรัมหรือไม่ พร้อมรับพลังผักผลไม้ให้ประโยชน์ดีๆ 400 กรัม, เที่ยว…บ้านเช็คสุขภาพ สำรวจ ตรวจ เช็ค สุขภาพดีเบื้องต้น อาทิ วัดน้ำตาลในเลือด วัดอายุร่างกาย ตรวจสุขภาพสมอง พร้อมคำแนะนำจากเครือข่ายสุขภาพ, เที่ยว…บ้านชุมชนอินทรีย์ Lemon Farm Organic PGS พบปะเกษตรกรอินทรีย์ และเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่น อาทิ โมจิข้าวไส้ถั่วแดง กระบวนการทำแป้งจากข้าวดอยของพี่น้องลาหู่ จ.แม่ฮ่องสอน ขนมต้มโบราณขนมจากข้าวภูมิปัญญาของทุ่งทองยั่งยืน จ.สุพรรณบุรี, ไอศกรีมข้าวกล้องงอก เคล็ด(ไม่)ลับการเพาะงอกและการทำโฮมเมดไอศกรีม ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตพืชคุณภาพท่าเมือง จ.อุบลราชธานีเคพกูสเบอรี่ปั่น ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส จ.น่าน และ เที่ยว…บ้านปลูกผักอินทรีย์ เรียนรู้เทคนิคการปลูกผักอินทรีย์ในกระถางแบบง่ายๆ พร้อมเทคนิคการผสมดินน้ำชีวภาพ ที่เมื่อปลูกเสร็จสามารถนำกลับบ้านได้ทันที

ส่วนนักชิมและนักช็อป ก็จะได้เต็มอิ่มกับสินค้าออร์แกนิคสุดพิเศษ อาทิ ผักผลไม้อินทรีย์ฤดูกาล ส่งตรงจากสวน, นมธัญพืชอินทรีย์ทรงเครื่อง ผลิตจากถั่วเหลืองอินทรีย์non GMOs ถั่วดำอินทรีย์ มันหวานงาดำ ปราศจากนมและครีมเทียม โปรตีนและแคลเซียมสูง พร้อมด้วยโฟเลตบำรุงสมอง ซึ่งจะมาเปิดตัวจำหน่ายในงานนี้ เป็นที่แรก ปลาทะเลสดจากประมงพื้นบ้าน ปราศจากสารฟอร์มาลีน และมุมสุขภาพ Create your own healthy bowl ที่ผู้รักสุขภาพสามารถสร้างสรรค์เมนูเพื่อสุขภาพได้เอง โดยการเลือกผักอินทรีย์ และน้ำสลัดในสไตล์ที่ชอบ ซึ่งมีทั้งรสแซบแบบไทยน้ำสลัดผลไม้สุขภาพ น้ำสลัดญี่ปุ่น ฯลฯ พิเศษกับเฮลท์ตี้เมนู ที่คิดค้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ อาทิ เมี่ยงปลาแซลมอนนอร์เวย์ เมนูอาหารว่าง ที่มีโอเมก้า 3 สูง พร้อมด้วยผักอินทรีย์นานาชนิด, แกงไทยต้าน NCDsด้วยวัตถุดิบผักอินทรีย์ 5 ชนิด ที่มีรายงานการวิจัยโดยสถาบันโภชนาการมหิดล ว่ามีคุณสมบัติช่วยต้านโรคมะเร็ง ได้แก่ แกงเลียงแกงส้ม แกงป่า แกงเหลือง และต้มยำ สดชื่นไปกับหลากหลายเมนูเครื่องดื่มสมูทตี้และไอศกรีมหวานเย็นจากผลไม้อินทรีย์

อิ่มอร่อย ได้สุขภาพดี ไร้สารเคมี ในงาน “ORGANIC PARADISE สุขภาพดีเริ่มต้นจากฟาร์มอินทรีย์” ได้ตั้งแต่วันนี้
จนถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2560 เวลา 11.00 -20.00 น. ณ รอยัล พาร์ค พลาซ่า ชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ถนนศรีนครินทร์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.02-787-1000 และ http://www.paradisepark.co.th

เรียนภาษาแนวใหม่ ขานรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 กับโปรแกรม DynEd ที่ใช้กว่า 20 ล้านคนทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274192

เรียนภาษาแนวใหม่ ขานรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 กับโปรแกรม DynEd ที่ใช้กว่า 20 ล้านคนทั่วโลก

เรียนภาษาแนวใหม่ ขานรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 กับโปรแกรม DynEd ที่ใช้กว่า 20 ล้านคนทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เปิดตัวโปรแกรมการสื่อสารภาษาอังกฤษ เพื่อยกระดับผู้เรียนตามมาตรฐาน CEFR ด้วยการใช้ DynEd (Dynamic Education)
จากสหรัฐอมริกา ที่มีการใช้งานกว่า 20 ล้านคนทั่วโลก เน้นให้ผู้เรียนสื่อสารได้จริง เรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ง่าย ค่าใช้จ่ายไม่แพง ขานรับนโยบายปฏิรูปการศึกษา ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล

นายสุรัช   รุ่งโรจนาลักษณ์  กรรมการบริษัท ทิชชิ่งทอยส์ จำกัด ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่ทำสื่อ-อุปกรณ์การศึกษามากว่า 30 ปี ได้คำนึงและตระหนักถึงความจำเป็นของเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่จะต้องมีความรู้ความสามารถในการพูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษได้เท่าเทียมเพื่อนบ้าน เพื่อจะได้มีความสามารถในการแข่งขันเท่าเทียมกับเขา โดยการใช้โปรแกรมการสื่อสารภาษาอังกฤษ เพื่อยกระดับนักเรียนตามมาตรฐาน CEFR ด้วยการใช้ DynEd (Dynamic Education) จากสหรัฐอมริกา นั่นก็คือ Courseware การเรียนภาษาอังกฤษที่มีการใช้งานกว่า 20 ล้านคนทั่วโลก ที่เน้นให้ผู้เรียนสื่อสารได้จริง และมีระบบติดตามหลังบ้านด้วย Big Data รองรับ CEFR ระดับ A1-C2 ซึ่งเป็นหลักสูตร Academic Plan ที่ใช้เรียนได้ตั้งแต่ ป.1-ม.6 ซึ่งหลักสูตรโปรแกรมภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารนี้ เป็นหลักสูตรที่มีการพัฒนามากว่า 30 ปีโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา และสามารถวัดความถูกต้องด้วยเทคโนโลยี Speech Recognition และที่สำคัญยังสามารถติดตามพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนได้อย่างละเอียด ได้เป็นรายบุคคล

“โปรแกรมนี้จะทำผู้เรียนสามารถพูดและสนทนา หรือสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็วจากการใช้โปรแกรมดังกล่าว ซึ่งองค์กรของเรานำเอาโปรแกรมดังกล่าวมาใช้ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาในต่างจังหวัด หรือในกรุงเทพฯ ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนโรงเรียนอินเตอร์ หรือเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ได้ใช้โปรแกรมนี้ในราคาประหยัดและทำให้เขาได้มีโอกาสทางด้านภาษาอังกฤษเท่าเทียมกัน”

คุณครูวิไลวรรณ ชาวงษ์   โรงแรมวัดถ้ำมังกรทอง กาญจนบุรี ซึ่งได้รับทุนเรียนโปรแกรมภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร กล่าวว่า “ดีใจที่ได้เรียนกับ DynEd คิดว่าเป็นโปรแกรมที่ยอดเยี่ยมมากค่ะ ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการพูด เพราะต้องอัดเสียงตนเอง การฟังกดฟังเสียงจากเจ้าของภาษาได้ตามความต้องการ การอ่าน และการเขียน ครบทุกทักษะ และยังฝึกวินัยในการเรียนด้วยค่ะ”ส่วน คุณครูพิมพ์ทอง มหาแก้ว โรงแรมแม่ทะวิทยา ลำปาง กล่าวว่า “ดีใจและมีความสุขมากๆ ที่ได้เรียนโปรแกรมนี้
เพราะจริงๆ ก็แสวงหาที่เรียนภาษาอังกฤษสำหรับตนเองมาตลอด แต่ก็ยังไม่เจอที่ถูกใจ ที่ตอบโจทย์ในใจของตนเองได้ แต่พอมาเรียนที่ DynEd ทุกบทเรียนตอบโจทย์ที่ต้องการ”

ขณะที่ คุณครูเพ็ญจันทร์ กงเพชร โรงเรียนวารินทร์ชำราบ จังหวัดอุบลราชานี กล่าวว่า “ชอบทุกบทในโปรแกรม เพราะได้เรียนรู้รอบด้าน ไม่เฉพาะภาษาอังกฤษ ทั้งคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สุขศึกษารู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นอกจาก กฎและไวยากรณ์ภาษาอังกฤษอย่างเดียว ปิดท้ายกับ คุณครูรติภัทร ชื่นใจ โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “DynEd เป็นโปรแกรมฝึกภาษาอังกฤษที่มีความน่าสนใจ เพราะมีรูปแบบของการฝึกที่ครอบคลุมทุกทักษะ ไม่ต้องไปคิดเปรียบเทียบกับคะแนนของคนอื่น เพราะแต่ละท่านจะมีพื้นฐานทางภาษาที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ซึ่งถ้าหากเราสามารถจัดหา DynEd ให้นักเรียนไทยได้ทั่วประเทศ จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติต่อไปอย่างมาก”

ท้ายสุด นายสมชาย พหุลรัตน์ ประธาน TCN/ ในฐานะประธานโครงการเยาวชนแลกเปลี่ยนมิตรภาพ-วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบันนิฮอนวาโสกากุเอน(ประเทศญี่ปุ่น) มีประสบการณ์ในการนำเยาวชนไทยไปแลกเปลี่ยนมิตรภาพวัฒนธรรมในหลายประเทศ เผยว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เยาวชนจะมีปัญหาในการสื่อสารการใช้ภาษา ถ้าเยาวชนที่มาจากโรงเรียนนานาชาติ ก็จะได้เปรียบ แต่เยาวชนจากต่างจังหวัด หรือคุณครู ก็อาจจะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ไม่ค่อยดี

“เมื่อมาดูจากรายละเอียดของโปรแกรมนี้และจากการที่ได้สนทนาออกรายการโทรทัศน์ กับ คุณสุรัช รุ่งโรจนาลักษณ์ ทำให้เห็นว่าโปรแกรมภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารชุดนี้ ทำให้เรียนรู้ง่าย สนทนาได้รวดเร็ว  และคำศัพท์เยอะมาก ที่สำคัญค่าใช้จ่ายไม่แพง ผมคิดว่าถ้าโปรแกรมนี้ได้นำใช้ไปในสถานศึกษาทั่วประเทศ จะทำให้เด็กนักเรียน คุณครู หรือผู้ใหญ่ที่อยากเรียนพูดภาษาอังกฤษ ได้เรียนรู้พูดภาษาอังกฤษได้มากขึ้น ต่อไปภาษาอังกฤษก็จะกลายเป็นเหมือนภาษาที่พูดควบคู่ไปกับภาษาไทยของเรา อีกทั้ง เราโชคดีที่รัฐบาลได้พยายามวางรากฐานในหลายๆ ด้านให้กับประเทศชาติ กับนโยบายของรัฐบาล 4.0 ที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ ก็จะทำให้คนไทยมั่นคง มั่งคั่ง เข้มแข็งต่อไปข้างหน้า และการลงทุนด้านการศึกษาให้กับบุตรหลาน ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า คุณประโยชน์จากโปรแกรมนี้จะทำให้เด็กไทยเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น ถือว่ามีประโยชน์มาก”

‘เทิดพระบารมี 100 ปี จุฬาฯ เทศน์มหาชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274199

‘เทิดพระบารมี 100 ปี จุฬาฯ เทศน์มหาชาติ’

‘เทิดพระบารมี 100 ปี จุฬาฯ เทศน์มหาชาติ’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตลอด 100 ปี จุฬาฯ รับใช้สังคมทุกมิติทั้งด้านวิชาการและสังคม เมื่อ 20-22 พ.ค. 2560 ที่หอประชุมจุฬาฯ มีงานบุญสำคัญคือเทศน์มหาชาติถวายพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สอดคล้องกับวาระ 100 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2560

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานเทศน์มหาชาติ ที่จัดโดยชาวจุฬาฯ ณ หอประชุมจุฬาฯ เป็นครั้งแรกในรอบ 100 ปี และทรงสดับกัณฑ์ทศพรเป็นประเดิม บนเวทีหอประชุมจุฬาฯ ตกแต่งให้มีบรรยากาศคล้ายอยู่ในป่าหิมพานต์ ตามท้องเรื่องเวสสันดรชาดกตามประเพณีแต่โบราณ ตั้งธรรมาสน์ทรงบุษบก โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย และโต๊ะหมู่บูชาในหลวง ร.9 ด้านนอกแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับมหาชาติ ทศชาติ และเทศน์มหาชาติ ซึ่งเป็นเรื่องราวของพระโพธิสัตว์เวสสันดรอันเป็นพระชาติสุดท้ายในทศชาติที่ได้บำเพ็ญทานบารมีครบ 10 ประการก่อนที่จะประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ จนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอัจฉริยภาพของในหลวงร.9 ที่ทรงพระราชนิพนธ์พระมหาชนกซึ่งเป็นชาติที่ 2 ในทศชาติ

พร้อมกันนี้ได้เปิดตัว “หนังสือมหาชาติคำหลวง ฉบับสมโภช 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” โดย นาวาอากาศโทสุมาลี วีระวงศ์ อักษรศาสตร์รุ่น 2510 เป็นผู้ชำระและปริวรรตมหาชาติคำหลวงเฉพาะตัวบทภาษาไทย ทำให้อ่านง่ายขึ้นโดยยังรักษาศัพท์โบราณและอรรถรสไว้ และเพื่อนอักษรศาสตร์รุ่นเดียวกันได้จัดทำรูปเล่ม โดยบทนำร้อยกรองภาษาไทยที่ชำระแล้ว และจัดทำแปลศัพท์ไว้ในหน้าเดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน ทั้งยังแทรกภาพถ่ายจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องเวสสันดรชาดกที่สวยงามจากวัดต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดไว้ในหนังสือเล่มนี้

ด้วยเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าทั้งด้านอักษรศาสตร์และพระพุทธศาสนาเช่นนี้ สรวิช-สุชาดา ภิรมย์ภักดี แห่งสิงห์ คอร์เปอเรชั่น จึงร่วมทำบุญโดยสนับสนุนการจัดพิมพ์ รายได้จากการขายหนังสือสมทบทุนกองทุนจุฬาฯ พระบรมราชสมภพ และมอบวัดต่างๆ ที่ไปถ่ายจิตรกรรมฝาผนัง เพื่อให้วัดเหล่านี้อนุรักษ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังให้คงไว้เป็นสมบัติของชาติต่อไป ผู้สนใจติดต่อซื้อได้ที่โทร. 087-5900416 และ 093-1382679

งานบุญเฉลิมฉลอง 100 ปีจุฬาฯ เพื่อสืบสานประเพณีเทศน์มหาชาติครั้งสำคัญนี้ เกิดจากนิสิตเก่าจุฬาฯรุ่นปี 2510 ครบ 50 ปี (พงษ์โพยม วาศภูติ ประธานรุ่น และ กิจจา จำนงค์อาษา ประธานจัดงาน) ปรารถนาจะแสดงกตเวทิตาต่อพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อชาวจุฬาฯ ตลอดรัชสมัยแห่งการครองสิริราชสมบัติอันยาวนานถึง 70 ปี เนื่องจากนิสิตเก่ารุ่นปี 2510 มีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จอย่างใกล้ชิด เมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาทรงดนตรี และรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ ทรงปลูกต้นจามจุรี 5 ต้น หน้าหอประชุมจุฬาฯ เงินทำบุญเทศน์มหาชาติกว่า 20 ล้านบาท โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะสมทบกองทุนจุฬาลงกรณ์พระราชสมภพ และจัดสร้างห้องนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.9 ณ อุทยานจุฬาฯ 100 ปี

เทศน์มหาชาติเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่สืบสานมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี คณาจารย์ นิสิตเก่าจุฬาฯหลายรุ่น และประชาชนได้พร้อมใจกันมาร่วมในงานเทศน์มหาชาติถวายพระราชกุศลครั้งนี้ นับเป็นการสืบสานประเพณีเทศน์มหาชาติให้คงอยู่สืบไปในสังคมไทย ทั้งยังได้รับอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ที่จะส่งเสริมให้ มีแต่ความสุขความเจริญและเป็นมงคลต่อตนเอง เป็นผลบุญกุศลให้พบความสำเร็จในชีวิต ชาวจุฬาฯ จะเดินหน้าจัดโครงการดีๆ เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ตลอดไป