‘พม. พาคนไกล…มาใกล้พ่อ’โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272481

‘พม. พาคนไกล…มาใกล้พ่อ’โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์

‘พม. พาคนไกล…มาใกล้พ่อ’โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดำเนินโครงการ “พม. พาคนไกล มาใกล้พ่อ” สนับสนุนโดย มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์นำคนพิการและผู้สูงอายุพร้อมผู้ดูแล กว่า 1,000 คน จาก 14 จังหวัดทั่วประเทศ เข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เบื้องหน้าพระบรมโกศณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังโดยมีพนักงาน “ซีพีอาสา” เป็นอาสาสมัครร่วมดูแลคนพิการและผู้สูงอายุตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 3-19 พฤษภาคม 2560

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีคนพิการที่จดทะเบียนคนพิการจำนวนทั้งสิ้นกว่า 1.72 ล้านคน โดยผู้พิการที่จดทะเบียนทั้งหมดนี้มีผู้พิการที่มีฐานะยากจนและเดินทางลำบากเป็นจำนวนกว่า 600,000 คน ส่วนผู้สูงอายุนั้นพบว่าในปี 2559 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุประมาณ 10.7 ล้านคน ซึ่ง 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มีฐานะยากจน ซึ่งคนพิการและผู้สูงอายุเหล่านี้เป็นกลุ่มที่อยู่ในภาวะยากลำบากทั้งด้านการดำเนินชีวิตและขาดโอกาสในการเข้าถึงกิจกรรมต่างๆ ทางสังคม ด้วยเหตุนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จึงดำเนินโครงการ “พม. พาคนไกล มาใกล้พ่อ” สนับสนุน โดย มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการและผู้สูงอายุได้มีโอกาส เข้าร่วมถวายความอาลัยและสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทย โดยจะนำคนพิการและผู้สูงอายุพร้อมผู้ดูแล กว่า 1,000 คน ที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ และสมาคมในชุมชนต่างๆ 14 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ นครพนม บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร ชลบุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และปทุมธานี เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระบรมมหาราชวังพร้อมร่วมชมนิทรรศการ “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” ซึ่งในการดำเนินโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ และเครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมทั้งพนักงาน “ซีพีอาสา” ที่มาบริการดูแลและช่วยเหลือผู้พิการและผู้สูงอายุที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพฯ ตลอด 10 วันที่จัดกิจกรรมนี้

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้สนับสนุนกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ในการดำเนินโครงการ “พม. พาคนไกล…มาใกล้พ่อ” โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อน้อมเกล้าถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรและเพื่อส่งเสริมให้คนพิการและผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมที่สำคัญระดับประเทศ สอดคล้องกับนโยบายการดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเพื่อให้คนพิการและผู้สูงอายุได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกันกับประชาชนทั่วไป

โครงการ “พม. พาคนไกล มาใกล้พ่อ” สนับสนุนโดย มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-19 พฤษภาคม 2560 รวมเป็นเวลา 10 วันโดยในวันที่ 3 พ.ค. ซึ่งเป็นครั้งแรกนี้ มีคนพิการและผู้สูงอายุทั้งหมด 100 คน จาก จ.สมุทรสาคร และ จ.พระนครศรีอยุธยา เดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีคนพิการพร้อมผู้ดูแลจากชุมชน จ.สมุทรสาคร จำนวน 50 คน และผู้สูงอายุพร้อมผู้ดูแลจากศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศน์ ชุมชนตลาดเกียบบางปะอินอบต.พะยอม อ.วังน้อย และเครือข่ายบ้านบุษยานิเวศน์จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 50 คน

ยูนิโคล่ รัน งานวิ่งสไตล์ญี่ปุ่นที่ทุกคนรอคอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272484

ยูนิโคล่ รัน งานวิ่งสไตล์ญี่ปุ่นที่ทุกคนรอคอย

ยูนิโคล่ รัน งานวิ่งสไตล์ญี่ปุ่นที่ทุกคนรอคอย

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ยูนิโคล่ ผู้นำตลาดเสื้อผ้าและแฟชั่นระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น เผยโฉม คอลเลคชั่นเสื้อผ้าออกกำลังกาย UNIQLO SPORT 17SS ด้วยไอเท็มที่มาพร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยีเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้อย่างไม่มีสะดุด ทั้งความเบาสบาย แห้งเร็ว เหมาะทั้งการออกกำลังกาย และสวมใส่ในสไตล์สปอร์ตี้ ลุค ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ ตอกย้ำปรัชญาไลฟ์แวร์ พร้อมชวนเหล่าคนรักสุขภาพร่วมวิ่งในงาน UNIQLO RUN งานวิ่งสไตล์ญี่ปุ่นที่ทุกคนรอคอย

หลังจากได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีกับคอลเลคชั่นเสื้อผ้าออกกำลังกาย UNIQLO SPORT เมื่อปีก่อน ในปีนี้ยูนิโคล่จัดเต็มไอเท็มสปอร์ตแวร์ ด้วยการขนคอลเลคชั่นเสื้อผ้าออกกำลังกาย ที่เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมพร้อมฟังก์ชั่นอันหลากหลาย ที่เหมาะกับสภาพอากาศของเมืองไทย ให้ได้คล่องตัวกับกิจกรรมโปรดทั้งอินดอร์และเอ้าท์ดอร์ คอลเลคชั่นออกกำลังกาย UNIQLO SPORT ชูนวัตกรรมเด่นอย่าง ดราย เอ็กซ์ (Dry-EX) เจเนอเรชั่นใหม่ของวัสดุที่แห้งได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึมซับความชื้นได้เป็นอย่างดีน้ำหนักเบา และบาง ป้องกันการเกิดกลิ่น และเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ ยังช่วยระงับกลิ่นอีกด้วย

สำหรับ ผลิตภัณฑ์ดราย เอ็กซ์ ในสปริง ซัมเมอร์ 2017 นวัตกรรมอย่าง ดราย เอ็กซ์ ถูกนำมาใช้สำหรับคุณผู้หญิง เป็นครั้งแรก เหมาะสำหรับใส่เล่นกีฬาโดยเฉพาะ เพื่อให้สวมสบายได้มากกว่าตลอดทั้งวันในทุกกิจกรรมสุดแอ๊กทีฟ และแอริซึ่ม (AIRism) ที่มาพร้อมคุณสมบัติ 8 ประการเพื่อการออกกำลังกายที่สบายมากยิ่งขึ้น ผลิตจากเส้นใยไฟเบอร์ที่ให้ความรู้สึกนิ่มลื่น มีความยืดหยุ่นสูง เย็นสบายเมื่อสัมผัส เนื้อผ้าเบา อีกทั้ง ยังดูดซับและระบายความชื้นได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผิวรู้สึกแห้งสบาย

นอกจากนี้ ยูนิโคล่ยังเชิญชวนทุกๆ คนร่วมกิจกรรม UNIQLO RUN งานวิ่งที่มีความเป็นญี่ปุ่นที่สุดในประเทศไทย ที่ทุกคนรอคอย ซึ่งยูนิโคล่จัดขึ้นเป็นปีที่สอง ให้ทุกคนได้ออกกำลังกาย พร้อมทดสอบประสิทธิภาพของเสื้อผ้าออกกำลังกาย UNIQLO SPORT ท่ามกลางกลิ่นอายบรรยากาศแบบญี่ปุ่น ในวันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน 2560 ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (ถนนแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี) โดยผู้สนใจสามารถสมัครได้ผ่านเว็บไซต์www.uniqlorun.com เหล่านักวิ่งทั้งหลาย สามารถเลือกวิ่งได้สองระยะทางคือ 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร ในราคา 790 บาท พร้อมร่วมเพลิดเพลินไปกับ Food Truck อาหารและขนมสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมชมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง จำกัดผู้ร่วมกิจกรรมเพียง 2,000 คนเท่านั้น!

คอลเลคชั่นออกกำลังกายจากยูนิโคล่ UNIQLO SPORT มีวางจำหน่ายแล้วที่ร้านยูนิโคล่ทุกสาขา และออนไลน์ สโตร์ http://www.uniqlo.com/th ให้ได้สุขภาพดีกันทั่วประเทศ!

ร้อยดวงใจไทยพาณิชย์ ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ถวายความอาลัยในหลวง ร.๙ ด้วยใจภักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272479

ร้อยดวงใจไทยพาณิชย์ ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ถวายความอาลัยในหลวง ร.๙ ด้วยใจภักดิ์

ร้อยดวงใจไทยพาณิชย์ ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ถวายความอาลัยในหลวง ร.๙ ด้วยใจภักดิ์

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.สามารถ จันทร์สูรย์ ที่ปรึกษาศูนย์น้ำใจไมตรี, กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กก.ธ.ไทยพาณิชย์,
มงคลทิพย์ รุ่งงามฤกษ์ ผอ.กลุ่มค่านิยมและความเป็นไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
และ อารยา ภู่พานิช รอง ผจญ.ผู้บริหารสูงสุดกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม
ภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร ร่วมในพิธีเปิดกิจกรรม

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ธนาคารไทยพาณิชย์ได้จัดกิจกรรม “ร้อยดวงใจไทยพาณิชย์ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ถวายความอาลัยในหลวง ร.๙ ด้วยใจภักดิ์”เพื่อเชิญชวนพนักงานกว่า 25,000 คนทั่วประเทศ ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ถวายความอาลัย แสดงความจงรักภักดีในหลวงร.๙ โดยได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในการสาธิตการจัดทำดอกไม้จันทน์ เพื่อมอบให้แก่หน่วยงานราชการนำไปแจกจ่ายแก่ประชาชนในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมี กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ และอารยา ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกิจกรรมเพื่อสังคม ภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมงาน ณ หอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ และจัดทำวีดิทัศน์วิธีการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ พร้อมจัดส่งอุปกรณ์เพื่อให้สาขาของธนาคารฯ ทั่วประเทศได้ร่วมกิจกรรมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ นอกจากนั้นยังได้ส่งเสริมให้พนักงาน ของธนาคารฯ ได้ร่วมกิจกรรมจิตอาสานำความรู้เรื่องการจัดทำดอกไม้จันทน์ในครั้งนี้ไปสอนเด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอีกด้วย

กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์

อารยา ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกิจกรรมเพื่อสังคม ภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “การจัดกิจกรรม “ร้อยดวงใจไทยพาณิชย์ ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ถวายความอาลัยในหลวง ร.๙ ด้วยใจภักดิ์” ในครั้งนี้ ธนาคารฯ จะเผยแพร่ความรู้การประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ตามรูปแบบที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน จำนวน ๗ แบบ ได้แก่ ดอกดารารัตน์ ดอกกุหลาบ ดอกพุดตาน ดอกลิลลี่ดอกกล้วยไม้ ดอกชบาทิพย์ ดอกชบาหนู ให้แก่พนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ ทั้งนี้ธนาคารฯ ได้รับความร่วมมือย่างดียิ่งจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ด้วยการส่งวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาสาธิตการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ภายใต้แบบดังกล่าว ซึ่งนอกจากการสอนประดิษฐ์แล้ว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังจะได้รับความรู้เกี่ยวกับดอกไม้จันทน์จากวิทยากรและบอร์ดนิทรรศการโดยรอบ นับเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมของชาวไทย ด้วยการถ่ายทอดประวัติที่ถูกต้องให้เป็นที่แพร่หลายอีกด้วย นอกจากนี้จะมีพนักงานจิตอาสาของธนาคารฯ ที่ได้รับการอบรมการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ในครั้งนี้นำองค์ความรู้ดังกล่าวไปเผยแพร่ให้แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และธนาคารฯ จะรวบรวมดอกไม้จันทน์ที่ประดิษฐ์โดยพนักงานธนาคารฯ ทั้งหมดนำส่งแก่หน่วยงานราชการ เพื่อไปแจกแก่ประชาชนสำหรับใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร เป็นลำดับต่อไป”

อารยา ภู่พานิช ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์

กิจกรรม “ร้อยดวงใจไทยพาณิชย์ ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ถวายความอาลัยในหลวง ร.๙ ด้วยใจภักดิ์” ในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมถวายความอาลัยและแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีของพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ และร่วมถ่ายทอดประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สืบต่อไป

พนักงานธนาคารไทยพาณิชย์เข้าร่วมกิจกรรมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์

3M โรคความเสื่อมทางสมอง ที่ต้องใส่ใจให้รู้เท่าทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272485

3M โรคความเสื่อมทางสมอง ที่ต้องใส่ใจให้รู้เท่าทัน

3M โรคความเสื่อมทางสมอง ที่ต้องใส่ใจให้รู้เท่าทัน

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แก่แบบมีคุณภาพ นอกจากจะมีคุณภาพชีวิตที่สดใส สมองยังต้องไบรท์ ให้คิด วิเคราะห์และแยกแยะเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างดี โรงพยาบาลกรุงเทพ เตรียมจัดงานสัมมนา “See the light of the brain” ชี้ทางรู้เท่าทันความเสื่อมของโรคทางสมอง 3M ได้แก่ Memory (โรคอัลไซเมอร์), Moving (โรคพาร์กินสัน) และ Multiple Sclerosis (โรคเอ็มเอสหรือปลอกเยื่อหุ้มประสาทอักเสบ) พร้อมแนะวิธีดูแลสมองตั้งแต่วัยทำงาน เพราะสมองมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย การสั่งการ การเคลื่อนไหว พฤติกรรม และหน้าที่ต่างๆ อีก แต่เมื่ออายุมากขึ้น สมองก็เสื่อมไปตามวัย ทำให้อุบัติการณ์ของโรคสมองเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ จึงยิ่งต้องเฝ้าสังเกตอาการและตรวจวินิจฉัยก่อนอาการของโรคจะลุกลามเกินป้องกันและรักษา

ดร.นายแพทย์โยธิน ชินวลัญช์

ดร.นายแพทย์โยธิน ชินวลัญช์ อายุรแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า ปรากฏการณ์โรคความจำเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์ที่เกิดขึ้นกับคนไทย และยังเป็นปัญหาสุขภาพที่คุกคามคนไทยมานานแล้ว ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์สมองที่ถูกทำลายด้วยหลายสาเหตุ เช่น การเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัย พันธุกรรม อุบัติเหตุทางสมอง โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น โรคนี้มีระยะเวลาในการก่อโรคนาน 15-20 ปี กว่าจะแสดงออกถึงอาการให้เห็นอย่างชัดเจน

“มีการศึกษา พบว่า โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ จะเริ่มมีอาการเริ่มต้น คือความจำถดถอยก่อน ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นการยากในการวินิจฉัย จากภาวะความจำถดถอยตามอายุ จากภาวะความจำถดถอยที่เป็นการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ จากการศึกษาจะเห็นมีสถิติของผู้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ ทั่วโลกถึงเกือบ 50 ล้านคน และในเมืองไทย คาดว่า จะมีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงระยะเวลา ใน 10 ปีข้างหน้า ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ให้หายขาดได้ แต่จากการศึกษาวิจัย พบว่า ถ้ามีตรวจพบว่าเป็นโรคความจำถดถอยในกลุ่มที่จะเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะเกิดโรคสามารถที่จะชะลอตัวโรคได้ โดยการดูแลตัวเองอย่างดีรวมทั้งการใช้ยาป้องกัน เพื่อชะลอตัวโรค ปัญหาในปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้อยู่ปล่อยจนเป็นโรค สมองเสื่อมแล้ว ซึ่งเกินกว่าจะรักษาได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรอง ว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ ตั้งแต่อายุ 50 ปีถือว่าเป็นวิธีการรักษาป้องกัน ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด

“ปัจจุบัน โรงพยาบาลกรุงเทพ มีเทคนิคการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ โดยใช้เครื่อง PET SCAN หรือการสแกนด้วยรังสีเพื่อหาความผิดปกติของสมอง มีห้องปฏิบัติการที่สามารถผลิตสาร Pittsburgh Compound B ที่เข้าไปตรวจจับสารเบต้าอมีลอยด์ ซึ่งเป็นสารตัวหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ โดยใช้เครื่อง PET SCAN เพื่อตรวจหาสารเบต้าอมีลอยด์โดยไม่ต้องเจาะไขสันหลังแบบดั้งเดิม หากเราสามารถวินิจฉัย ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้แต่เนิ่นๆ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาและผู้ป่วยปรับพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตสามารถที่จะช่วยชะลอตัวโรค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น อ่านหนังสือ การทำงาน โดยไม่เกษียณตัวเอง เล่นเกมส์ที่อาศัยการคิดคำนวณ การพบปะพูดคุยเข้าสังคม ดูแลสุขภาพจิตให้ดีคิดบวก ลดความเครียด ทานอาหารที่มีประโยชน์ การนอนหลับที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยชะลอหรือทุเลาอาการเสื่อมที่จะเกิดขึ้นได้

นายแพทย์อภิชาติ พิศาลพงศ์

โรคทางสมองยังมีอีกหนึ่งโรคที่ต้องกล่าวถึงคือ โรคพาร์กินสัน โดย นายแพทย์อภิชาติ พิศาลพงศ์ อายุรแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า โรคพาร์กินสัน เป็นโรคทางสมองที่พบได้เป็นอันดับสองรองจากอัลไซเมอร์ และคาดการณ์ว่าจะมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น โรคพาร์กินสันจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ความผิดปกติของระบบการเคลื่อนไหว (Motor System Disorders) ซึ่งทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่มาของโรคได้แน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากเซลล์สมองผลิตสารที่ชื่อว่า โดพามีน ไม่เพียงพอ ซึ่งต้องใช้การสแกนสมอง (CT Scan หรือ MRI Scan) และเทคโนโลยีเครื่องสแกนรังสี F-DOPA PET Scan สำหรับวินิจฉัยการทำงานของสมองและตรวจปริมาณสารโดพามีน หน้าที่ของโดพามีนคือ เป็นสารสื่อประสาทที่ผลิตขึ้นในสมองช่วยให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวอย่างสมดุลและประสานกัน เมื่อขาดสารนี้ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติทางประสาทส่วนควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้เกิดอาการสั่นที่มือ แขน ขา กราม และใบหน้า, กล้ามเนื้อเกร็ง, แขนขาหรือลำตัวแข็งไม่สามารถขยับได้, เคลื่อนไหวช้าลง และสุดท้ายคืออาการเสียการทรงตัว และกล้ามเนื้อ ทำงานไม่ประสานกัน เมื่ออาการเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะเดิน พูด หรือทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ได้อย่างยากลำบาก มีปัญหาด้านการกลืน การเคี้ยว การพูด การถ่ายปัสสาวะ มีอาการท้องผูก นอกจากนี้อาจมีความจำหลงลืม อาการซึมเศร้า อารมณ์เปลี่ยนแปลง และนอนไม่หลับร่วมด้วย

“โรคพาร์กินสัน ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่สามารถช่วยให้อาการของโรคที่ดีขึ้นได้ ด้วยการให้ยาเพื่อเพิ่มปริมาณของสารโดพามีน หรือสร้างสารที่ทำหน้าที่ทดแทนการทำงานของสารโดพามีนในสมอง แต่ถ้าผู้ป่วยเริ่มมีการตอบสนองต่อยารับประทานได้ไม่ดีเท่าเดิม ก็ยังมีทางเลือกอื่นในการรักษาอื่นๆ เช่น การให้ยากลุ่มเสริมตัวรับโดปามีนในรูปแบบยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว แพทย์อาจเสริมการรักษาแบบไม่ใช้ยา อาทิ การกายภาพบำบัด การออกกำลังกายเพื่อให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น คลายการเกร็งของกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการทำกิจกรรมบำบัดจะช่วยในเรื่องการทำงาน การดูแลตัวเอง การติดต่อสื่อสาร อรรถบำบัดช่วยแก้ปัญหาเรื่องการพูด การออกเสียง ฯลฯ

แพทย์หญิงจันจิรา สาธุกิจชัย

ปิดท้ายกับ โรคเอ็มเอส (MS) หรือ Multiple Sclerosis ซึ่ง แพทย์หญิงจันจิรา สาธุกิจชัย อายุรแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของปลอกประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรค แต่เชื่อว่าโรคนี้อาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม พันธุกรรม การติดเชื้อไวรัสบางชนิด การที่มีระดับวิตามินดีในร่างกายต่ำ หรือมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

“ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคเอ็มเอสจะเกิดอาการขึ้นในช่วงอายุระหว่าง 20-40 ปี ซึ่งเป็นประชากรที่อยู่ในวัยทำงานจากการสำรวจ พบว่า 3 ใน 4 ของผู้ป่วยเอ็มเอสได้รับผลกระทบต่อการทำงาน ทั้งนี้ พบว่าหากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา มากกว่าร้อยละ 30 ของผู้ป่วยเอ็มเอสจะเกิดภาวะทุพพลภาพภายใน 20-25 ปีหลังเริ่มมีอาการครั้งแรก และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 เท่า รวมไปถึงมีโอกาสถ่ายทอดทางพันธุกรรมหากพบมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นประมาณ 1%

ลักษณะเฉพาะของโรคเอ็มเอสคือ มักพบอาการผิดปกติของระบบประสาทเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นผลมาจากการอักเสบของระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมองไขสันหลัง รวมถึงเส้นประสาทที่เกี่ยวกับการมองเห็น ซึ่งอาการที่เกิดจากการกำเริบของโรค มีได้หลากหลายแตกต่างกันไป แต่ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับการเดินมีอาการเกร็งปวด ขากระตุก ปัสสาวะไม่ออก, อาการชาแน่นๆ รอบอก อ่อนแรงหรือรู้สึกเหมือนมีเข็มแทง ปวดร้าวที่คอและกลางหลัง, ปัญหาเรื่องการมองเห็น ตามัวกึ่งเฉียบพลัน เห็นภาพซ้อน สีผิดเพี้ยน และปัญหาเรื่องการทรงตัว ทรงตัวลำบาก มีลักษณะเฉพาะคือ มักเป็นและดีขึ้นเอง จากนั้นจะมีอาการกำเริบซ้ำในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งใหม่ ดังนั้น จึงต้องหมั่นสังเกตตนเอง เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคเอ็มเอส

“ด้วยโรคเอ็มเอสนั้น ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคอย่างแน่ชัด จึงไม่สามารถป้องกันได้ ควรดูแลสุขภาพของตน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดละเลิกสุราและบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด รวมทั้งเมื่อพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายให้รีบไปพบแพทย์ทันที จึงน่าจะเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดให้ห่างไกลจากโรคเอ็มเอสและโรคร้ายแรงอื่นๆ อีกด้วย”

เปิดตัวเครื่อง ‘คลื่นกระแทก’ รับมือโรคออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272487

เปิดตัวเครื่อง ‘คลื่นกระแทก’ รับมือโรคออฟฟิศซินโดรม

เปิดตัวเครื่อง ‘คลื่นกระแทก’ รับมือโรคออฟฟิศซินโดรม

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.ต.ต.นพ.สุรพล เกษประยูร

เพื่อสืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธาน และถวายเป็นพระกุศลแด่ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีเนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบในปี 2560 และในโอกาสครบรอบ 9 ปี หน่วยกายภาพบำบัด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จึงจัดกิจกรรม “No PAIN You GAIN… ชีวิตดี ไม่มีปวด” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัวหันมาใส่ใจสุขภาพ พร้อมเปิดตัวเครื่อง “คลื่นกระแทก” เทคโนโลยี “Radial Shockwave therapy” เครื่องมือลดปวดล่าสุดที่ทรงประสิทธิภาพรับมือกับปัญหาปวดเรื้อรังและโรคออฟฟิศซินโดรมได้เป็นอย่างดี ณ ZPOTLIGHT ชั้น G @ ZPELL ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

พล.ต.ต.นพ.สุรพล เกษประยูร ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ และที่ปรึกษาแผนกคลินิกศัลยกรรม กระดูกและข้อ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 9 ปี หน่วยกายภาพบำบัด ของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จึงได้ผสานความเชี่ยวชาญสหสาขาวิชาร่วมกับทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ และแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อขยายการให้บริการของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ในการดูแลครอบคลุมทุกปัญหาอาการปวดในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ซึ่งจัดเป็นอาการความเจ็บป่วยของระบบในร่างกายที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งยังเป็นปัญหาที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ และอาจนำไปสู่ภาวะอาการที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยได้จัดบริการดูแลส่งเสริมสุขภาพในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อให้กับประชาชน เพื่อสืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธาน และถวายเป็นพระกุศลแด่ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบในปี 2560 นี้ โดยส่งมอบบริการดูแลรักษาทุกอาการปวดในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ภายใต้แนวคิด “No PAIN You GAIN…ชีวิตดี ไม่มีปวด” ส่งเสริมการดูแลสุขภาพให้กับประชาชนให้ได้ตระหนักถึงสุขภาวะและความเจ็บป่วยของตนเอง สร้างโอกาสให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการรักษาตามมาตรฐานสากล รวมทั้งดูแลฟื้นฟูเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พล.ต.ต.นพ.สุรพล เกษประยูร, นาวาอากาศเอกหญิง (พิเศษ) พญ.จินตานา มโนรมย์ภัทรสาร,
นพ.เติมพงศ์ พ่อค้า และ นพ.วรายศ ตราฐิติพันธุ์

ด้าน นาวาอากาศเอกหญิง (พิเศษ) แพทย์หญิงจินตานา มโนรมย์ภัทรสาร แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เผยถึงเครื่อง “คลื่นกระแทก” เครื่องมือเทคโนโลยีบำบัดลดปวดล่าสุดว่า คลื่นกระแทก หรือ Radialshockwave therapy (RSWT) เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและยังเป็นเครื่องมือการรักษาทางกายภาพบำบัดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาทางกระดูกและกล้ามเนื้อ ภาวะปวดอักเสบเรื้อรังต่างๆ

สาธิตการใช้เครื่อง “คลื่นกระแทก หรือ Radial shockwave therapy (RSWT)

สำหรับการรักษาด้วยคลื่นกระแทกนั้นสามารถลดปัญหากล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ และข้อต่อที่มีอาการปวดมานาน หรือเรื้อรัง เพราะคลื่นกระแทกจะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการซ่อมแซมตนเองด้วยการสร้างการบาดเจ็บใหม่ โดยการมีอาการปวดอักเสบเรื้อรังมานานเกิดจากการที่ร่างกายลืมซ่อมแซมตัวเอง และยอมรับอาการปวดที่เกิดขึ้น ซึ่งกลุ่มอาการปวดที่รักษาได้ผลดีด้วยเครื่องดังกล่าว ได้แก่ โรคออฟฟิศซินโดรม กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท เอ็นข้อมือเอ็นกล้ามเนื้อข้อศอกอักเสบ และอาการปวดเอ็นร้อยหวายเรื้อรัง เป็นต้น ซึ่งการรักษาในแต่ละจุดจะใช้ 1,000-2,000 นัด หรือประมาณ 5 นาทีต่อจุด จะเห็นผลการลดปวดที่รวดเร็วมากขึ้นเมื่อใช้คู่กับการรักษาโดยใช้เครื่องกำเนิดลำแสงกำลังปานกลาง (Low level laser therapy) และการรักษาด้วยคลื่นกระแทก จะทำการรักษาเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น เพื่อเว้นระยะห่างให้ร่างกายได้มีเวลาซ่อมแซมตัวเอง

กิจกรรม “No PAIN You GAIN… ชีวิตดี ไม่มีปวด”

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดมหกรรม สืบทอดพระราชปณิธาน ด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272492

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดมหกรรม สืบทอดพระราชปณิธาน ด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดมหกรรม สืบทอดพระราชปณิธาน ด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ นวนคร ปทุมธานี จัดงานมหกรรม “สืบทอดพระราชปณิธาน ด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย” ระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน 2560 ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. เพื่อร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมวิถีเกษตรของไทย พิธีกรรม การละเล่น อาหารการกิน เรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิตเกษตรไทยทั้ง 4 ภาค ที่สะท้อนผ่านเรื่องราวหลากหลาย ข้าวปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เครื่องมือเครื่องใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น

นางจารุรัฐ จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตร เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯนอกจากเป็นแหล่งเรียนรู้พระอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการเกษตรภูมิปัญญา นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรไทยในมิติต่างๆ ที่มีชีวิตและทันสมัย โดยการจัดงานในครั้งนี้เพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร่วมสืบทอดพระราชปณิธานด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย จากพลังเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ทั่วประเทศครั้งใหญ่ ภายในงานนั้นจะมีการประกอบพิธีกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต การเรียนรู้วิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องพันธุกรรมกับความเชื่ออาหารพื้นบ้านจากต้นตำรับ การแสดงและขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมไทย และประชันอาหารของดี 4 ภาคช็อป ชิม อาหารท้องถิ่น ผลผลิต ผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัยกว่า 150 ร้านค้า

จารุรัฐ จงพุฒิศิริ ผอ.สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ

ส่วนแรกของงาน “เรียนรู้วิถีเกษตรไทย เข้าใจวัฒนธรรม น้อมนำคำพ่อสอน” เพื่อร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย 4 ภาค นิทรรศการวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สาธิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาการใช้เครื่องมือเกษตร การทำอาหารพื้นบ้านในแต่ละภาค และการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย “สวยศิลป์ถิ่นไทยงาม” วิถีชีวิตของคนล้านนา อ่อนช้อยและงดงาม ชมการฟ้อนล้านนา ชิมอาหารพื้นเมืองเหนือแต้ๆ เช่นจอผักกาด แกงโฮะ แกงฮังเล ขนมจีนน้ำเงี้ยว น้ำพริกอ่องฯ“ดินดำ น้ำชุ่ม ราบลุ่ม ภาคกลาง” เมืองอู่ข้าวอู่น้ำของไทยอุดมสมบูรณ์ ข้าว ปลา อาหาร แนะนำอาหารแท้ต้นตำรับ เช่น แกงบอน แกงสายบัว น้ำพริกขี้กา ขนมจีนน้ำยาปลาช่อน-น้ำพริก รสชาติเข้มข้นแท้แบบไทยโบราณ “เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน ถิ่นอีสาน” ฟังเสียงพิณเสียงแคนแดนอีสานม่วนหลาย ชิมอาหารอีสานอร่อยนัวรสแซ่บ เฮ็ดง่ายคักคัก แกงเปรอะ แกงหวาย สารพัดอ่อมแจ่วบอง ขนมจีนน้ำยาป่า ส้มตำ “แลหนังลุง กินพุงปลาโนราห์งาม” ชมศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้“รองแง็ง” หรอยจังฮู้!!! แกงปักษ์ใต้ แกงเหลือง คั้วกลิ้งข้าวยำปักษ์ใต้ ขนมจีนแกงไตปลาฯ และขบวนแห่ยิ่งใหญ่วัฒนธรรม 4 ภาค

ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต ทำบุญถวายสังฆทาน สะเดาะเคราะห์ สืบชะตา บูชาเทียนส่งสะตวง การดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจ ด้วยภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้าน ชมละครสะท้อนวิถีชีวิต ที่นำเสนอเรื่องราววิถีเกษตรไทย พิเศษวันละ 1 รอบเท่านั้น ฟังเพลงสบายๆ ในสไตล์สวนเกษตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เรียนรู้ไม่มีค่าใช้จ่าย เพิ่มพูนทักษะความรู้ด้านการเกษตร ด้วยหลักสูตรอบรม ที่เข้มข้น จัดแน่นเนื้อหาสาระ ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเจ้าขององค์ความรู้ตัวจริง เสียงจริง อาทิ มหัศจรรย์พืชผักล้อยางแบบใหม่ ปุ๋ยอินทรีย์ใช้กับไม้ผล โดยปราชญ์เกษตรของแผ่นดินผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ ปลูกผักหวานป่าสร้างรายได้งามเทคนิคเลี้ยงกุ้งก้ามแดงมืออาชีพ ผักยกแค่ 7 วันทันกิน Solar Roof Top ผลิตไฟฟ้าใช้เองในบ้านเรือน ชิฟฟอนจากมันและแป้งเท้ายายม่อม เส้นบุกเพื่อสุขภาพ ภูมิปัญญาชาไผ่จืด การขยายพันธุ์ฟักทองและพันธุ์พืช เป็นต้น เสวนาพันธุกรรมกับนานาความเชื่อ การเลือกปลูกไม้แต่ละชนิด ไม้ที่ควรปลูกประจำทิศ เช่น ไม้ประจำทิศตะวันออกที่ควรปลูกได้แก่ ต้นมะพร้าว ต้นสารถีช่วยเสริมสร้างดวงชะตาให้แข็งแรงไม่มีเรื่องทุกร้อนมีความรุ่งเรือง อยู่เย็นเป็นสุข ไม้มงคล เช่น ต้นวาสนาผู้ที่ปลูกมีโชคและวาสนาที่ดีเกิดความสุขสมหวัง และจำหน่ายพันธุ์ไม้

สุข สนุก กับกิจกรรมต่างๆ ชมพิพิธภัณฑ์ในราคาพิเศษ พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม และพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมรับชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น3 มิติ สนุกเพลินๆ ย้อนยุคกับเกมงานวัด ปาโป่ง ยิงปืนจุกน้ำปลา และการละเล่นพื้นบ้าน ฯลฯ ช็อป ชิม สินค้าเกษตรคุณภาพ ต้นไม้ พันธุ์ไม้ อิ่มอร่อย อาหารท้องถิ่นต้นตำรับพื้นบ้าน 4 ภาค สด สะอาด ปลอดภัย พร้อมร่วมสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ขอเชิญชวนร่วมแต่งกายด้วยผ้าไทย (ผ้าไหม ผ้าไทย ผ้าฝ้าย ผ้าครามผ้าย้อมสีธรรมชาติ ผ้าขาวม้า ฯลฯ) เข้าร่วมงาน กติการ่วมสนุก เพียงท่านถ่ายภาพตัวเองหรือผู้ที่แต่งกายด้วยผ้าไทยภายในงานนี้ แชร์และแบ่งปันกับเพื่อนๆ ทางFacebook Instagram Line พร้อมติดแฮชแท็ก #มิวเซียมกษัตริย์เกษตร รับทันทีของที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์ฯ มีจำนวนจำกัด

มาร่วมกันสืบสานประเพณีวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย4 ภาค สร้างเสริมบุญบารมีเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต ได้ที่งานมหกรรม “สืบทอดพระราชปณิธานด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย” วันที่ 2-4 มิถุนายน2560 ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ปทุมธานี สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.02-529-2212-13, 087-359-7171, 094-649-2333 หรือคลิกดูรายละเอียดใน http://www.wisdomking.or.th และทาง facebook Instagram: wisdomkingfan Line ID: @wisdomkingfan

ประชุมสภาหนังสือเด็กเอเชีย-โอเชียเนีย นำ 23 ประเทศร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272477

ประชุมสภาหนังสือเด็กเอเชีย-โอเชียเนีย นำ 23 ประเทศร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ประชุมสภาหนังสือเด็กเอเชีย-โอเชียเนีย นำ 23 ประเทศร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โลกยุคดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนอย่างมากมาย รวมไปถึงหนังสือเด็ก ซึ่งปัจจุบันกลายร่างเข้าไปอยู่ในมือถือ คอมพิวเตอร์ และแท็บเลตอย่างรวดเร็ว การอ่านมีความหมายแค่ไหนในยุคดิจิทัล นัยยะของการอ่านเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน เทรนด์การอ่านและการรู้หนังสือของเด็กในยุคสมัยใหม่เป็นอย่างไร หนังสือเด็กในยุคดิจิทัลควรเป็นอย่างไร และควรใช้อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับเด็ก เพื่อหาคำตอบนี้…สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK park) ร่วมกับ มูลนิธ หนังสือเพื่อเด็ก (ThaiBBY) ผนึกความร่วมมือจัดการประชุมสภาหนังสือเด็กและเยาวชนนานาชาติระดับภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2560 ณ โรงแรมอโนมาแกรนด์ กรุงเทพฯ และสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ TKpark ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรจากหลากหลายประเทศทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์อย่างน่าสนใจ อาทิ ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณณ อยุธยา ประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ปาฐกถาเรื่อง “การอ่าน = ชีวิต: การอ่านในยุคดิจิทัล”, มร.วอลลี่ เดอ ดองค์เกอร์ ประธานสภาหนังสือเด็กและเยาวชนนานาชาติ เรื่อง “ทิศทางสภาหนังสือเด็กและเยาวชนในยุคดิจิทัล”, มร.ทาคาชิ คุโรดะ หัวหน้าบรรณาธิการและผู้จัดการทั่วไป สำนักพิมพ์ Gakken Plusประเทศญี่ปุ่น ให้ทัศนะเรื่อง “พลิกโฉมหนังสือเรียนสำหรับเด็ก-เมื่อหนังสือผสานเทคโนโลยี”, อ.สมบูรณ์ ศิงฆมานันท์ นักวิชาการด้านวรรณกรรมเด็ก ผู้เคยรับรางวัลจากสภาหนังสือเด็กและเยาวชนนานาชาติ เรื่อง “คืนสู่รากเหง้าและเรียนรู้กับหนังสือข้าวเพียงเมล็ดเดียว” และ มร.โทมัส เมอริงตัน หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และผู้จัดการแบรนด์ ปีเตอร์แรบบิทประเทศอังกฤษ เรื่อง “ปลุกชีวิตตัวละครให้ดังข้ามศตวรรษ-กรณีศึกษาจากเรื่อง กระต่ายน้อยปีเตอร์ แรบบิท ของบีทริกซ์ พ็อตเตอร์” ท่ามกลางนักวิชาการ นักเขียน นักวาดภาพประกอบ ตัวแทนสำนักพิมพ์ บรรณารักษ์ และผู้เชี่ยวชาญจาก 23 ประเทศร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นและประสบการณ์ นำไปสู่ความก้าวหน้าและการพัฒนาหนังสือเด็กอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเรียนรู้วิธีการปรับตัวของหนังสือเด็กในโลกดิจิทัลของประเทศต่างๆ ส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านในชีวิตประจําวัน สอดคล้องกับแนวคิดหลักในการประชุมครั้งนี้คือ Read=Life: Reading in the Digital Age การอ่านเท่ากับชีวิต และการอ่านในยุคดิจิทัล

ดร.ทัศนัย วงษ์พิเศษกุล ที่ปรึกษาสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK park) กล่าวว่า งานนี้ต้องการนำเสนอแนวคิด “การอ่านเท่ากับชีวิต” เพราะชีวิตของคนเราส่วนใหญ่เติบโตขึ้นมาได้จากการอ่าน โลกในปัจจุบันเป็นยุคของเทคโนโลยี ที่ทําให้เรา
สามารถอ่านได้ในหลากหลายรูปแบบ เหมือนกับโลกดิจิทัลได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับการอ่านและชีวิตเช่นกัน การประชุม
ในครั้งนี้นำเสนอหัวข้อที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับโลกการอ่านของเด็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเรียนรู้การเล่าเรื่อง การอ่านและการศึกษาผ่านหนังสือสำหรับเด็ก ความหลากหลายและวัฒนธรรม โดยเฉพาะวิถีชีวิตแบบใหม่และสื่อดิจิทัลที่เข้ามาเปลี่ยนการใช้เวลาของเด็กๆ นั่นเป็นปัจจัยสำคัญเรื่อง “การเรียนรู้สื่อใหม่” สำหรับเด็ก ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เราต้องสร้างความสมดุลระหว่างสื่อดิจิทัลกับหนังสือเด็กในรูปของสิ่งพิมพ์ เพื่อให้การอ่านหนังสือยังคงมีคุณค่าและความสำคัญต่อเด็กๆ และเยาวชนต่อไป

ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก (ThaiBBY)

ด้าน ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก (ThaiBBY) กล่าวว่า ประเทศไทยช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เน้นการพัฒนา e-books และรูปแบบต่างๆ ของแอพพลิเคชั่นแบบดิจิทัล ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพของเอกสารการอ่านและการเข้าถึงเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากขึ้น เปลี่ยนห้องสมุดและร้านหนังสือเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่เด็กๆ สามารถรวม “การอ่าน” กับ “การเรียนรู้” แบบอื่นๆ ไว้รวมกัน สามารถเสริมสร้างความสามารถในการใช้ภาษาและกระตุ้นการพัฒนาสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็แสดงความห่วงใยในพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการดูแลเด็กมากเกินไป หลายปีที่ผ่านมาThaiBBY ได้จัดมาตรการใหม่ๆ ในการจัดการกับผลกระทบที่เป็นอันตรายจากอิทธิพลของสื่อดิจิทัล เช่น การร่วมกับพันธมิตรหน่วยงานอื่นๆ รณรงค์และสร้างความตระหนักรู้ของประชาชนผ่านสื่อทางสังคม การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับผู้ปกครองและครู และการเปิดเผยผลการวิจัยและประเมินผลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการอ่านเพื่อการพัฒนาการของเด็ก

ดร.ทัศนัย วงษ์พิเศษกุล ที่ปรึกษาสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK park)

เมื่อหนูตูบกำลังจะกลายเป็น ‘คุณแม่’ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272329

เมื่อหนูตูบกำลังจะกลายเป็น ‘คุณแม่’ (ตอนจบ)

เมื่อหนูตูบกำลังจะกลายเป็น ‘คุณแม่’ (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้รู้จักเรื่องราวเบื้องต้นของการตั้งท้องในสุนัขกันมาแล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นระยะการตั้งท้อง การอาบน้ำรวมถึงการให้ยาว่าทำได้หรือไม่อย่างไร สำหรับวันนี้เรามาคุยกันถึงชนิดและวิธีการให้อาหารของสุนัขตั้งท้องในแต่ละช่วงกันครับ

ควรลดหรือเพิ่มอาหารประเภทใดเป็นพิเศษหรือไม่

ถ้าตอบแบบกลางๆ (แบบกำปั้นทุบดิน) ที่สุด ก็คือ ให้สุนัขกินอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นเองครับ แล้วอาหารที่มีประโยชน์คืออะไรล่ะ?

ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูป (ที่มีคุณภาพ) เราสามารถเลือกได้ว่า ใช้สูตรอาหารสำหรับสุนัขปกติ (สุนัขโต) ได้ครับ

อาหารสูตรปกติ ในปริมาณปกติ (หรือเพิ่มจากเดิมเล็กน้อย)นี้สามารถใช้ได้ในช่วงหนึ่งเดือนแรกของการตั้งท้อง ทั้งนี้หากให้ปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ลูกสุนัขมีน้ำหนักตัวมาก ขนาดตัวใหญ่ และอาจเป็นผลให้คลอดยากตามมาได้ครับ

ส่วนเจ้าของสุนัขที่ใช้อาหารสดหรือเป็นอาหารปรุงเอง สิ่งที่ควรระวังคือ “การปรุงรส” (เพราะกลัวว่าจะไม่อร่อย) เช่น การใส่น้ำปลา ใส่ซอสปรุงรส หรือสารปรุงแต่งต่างๆ ลงไปในอาหาร ซึ่งถือว่าไม่มีความจำเป็นและอาจมีอันตรายต่อลูกสุนัขเสียด้วย

ดังนั้นควรเป็นอาหารที่มีรสชาติเป็นธรรมชาติ มีสารอาหารครบถ้วน บางบ้านอาจใช้ การต้มเนื้อสัตว์ ผสมตับ ไข่ และผัก แล้วคลุกข้าวให้กินก็ดูง่าย บ้านๆ และเป็นประโยชน์ต่อแม่สุนัขและลูกดีครับ

ในครึ่งแรกของการตั้งท้อง “ไม่ควร” เสริมแคลเซียมให้แม่สุนัข เนื่องจากร่างกายแม่สุนัขยังไม่ต้องการแคลเซียมในการสร้างน้ำนมและสร้างกระดูกของลูก (เนื่องจากเดือนแรกตัวอ่อนยังไม่มีการสร้างกระดูก) ที่สำคัญมารายงานว่าการได้รับแคลเซียมปริมาณสูงใช่ช่วงต้นของการตั้งท้อง จะทำให้การฝังตัวของมดลูกไม่ดีอีกด้วย แต่แคลเซียมจะเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นมากในช่วงหลังของการตั้งท้อง ช่วงหลังคลอด และช่วงให้นมครับ

ส่วนช่วงครึ่งหลังของการตั้งท้อง หรือเมื่อเข้าเริ่มสัปดาห์ที่4-5 แล้ว ท้องของแม่สุนัขจะเริ่มใหญ่ขึ้น ลูกสุนัขจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีความต้องการสารอาหารในปริมาณที่สูงขึ้น เพื่อการพัฒนาการของระบบต่างๆ ในร่างกายนั่นเอง  ช่วงนี้ เจ้าของคงต้องพิจารณาเรื่องอาหารเป็นพิเศษ และต้องเน้นถึงคุณภาพของอาหารเหมือนเดิมครับ

หากกินอาหารสำเร็จรูป แนะนำให้เปลี่ยนอาหารมาเป็นสูตรเฉพาะสำหรับสุนัขตั้งท้อง หรือสูตรลูกสุนัข (Puppy) เนื่องจากอาหารสูตรลูกสุนัขนี้จะเป็นอาหารที่มีโปรตีน และแคลเซียมในปริมาณสูงกว่าสูตรอาหารสุนัขโตทั่วไป ซึ่งตอบสนองความต้องการของลูกสุนัขได้เป็นอย่างดี แต่จะขอเรียนเน้นว่าปริมาณอาหาร ที่ให้ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม (อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 10-30%) เพื่อไม่ให้ขนาดตัวลูกสุนัขใหญ่จนเกินไป

การเสริมแร่ธาตุและวิตามินบางตัวจึงมีความจำเป็นในช่วงครึ่งหลังของการตั้งท้องครับ ตัวที่ค่อนข้างมีความจำเป็นในสุนัขในช่วงท้ายของการตั้งท้องคือ แร่ธาตุแคลเซียม เนื่องจากต้องใช้เพื่อสร้างกระดูกให้ลูกสุนัข หมอมักพบว่าหลังคลอดแม่สุนัขที่เลี้ยงลูกเก่งๆ และมีลูกหลายตัวอาจมีปัญหาเรื่อง “ไข้น้ำนม หรือ Milk fever” ซึ่งเป็นภาวะแคลเซียมในกระแสเลือดต่ำแม่สุนัขจะมีอาการตัวร้อน ไข้สูง สั่น เกร็ง และชักได้ครับ ดังนั้นการให้กินแคลเซียมเม็ดหรือให้กินนมจึงมีความจำเป็นในช่วงนี้ครับ (การให้แม่หมากินนมในกรณีที่ไม่เคยกินมาก่อน อาจทำให้เกิดการถ่ายเหลวได้ จึงอาจต้องเริ่มให้กินทีละนิดและค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามลำดับ)

ในช่วงสองถึงสามวันท้ายของการตั้งท้อง หรือประมาณวันที่ 55 เป็นต้นไป ควรให้อาหารที่มีกากใยสูง เพื่อลดปัญหาการท้องผูกก่อนคลอดครับ

ขอเน้นว่า ในช่วงแรกของการตั้งท้องไม่ควรเพิ่มปริมาณอาหารจนเยอะเกินไป กล่าวโดยสรุปก็คือควรให้อาหารที่มีคุณภาพ ในปริมาณที่เหมาะสม การดูแลสุขภาพและเรื่องความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ การอาบน้ำสามารถทำได้โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนแต่ไม่ควรทำความรุนแรงหรือทำให้สุนัขเครียดจนเกินไป การให้ยาต่างๆ ต้องเชื่อฟังคำแนะนำจากสัตวแพทย์ก่อนอย่างเคร่งครัด

หากเจ้าของใจร้อนอยากทราบว่าสุนัขของเราตั้งท้องหรือไม่สัตวแพทย์ก็อาจแนะนำให้ใช้การอัลตราซาวนด์เพื่อยืนยัน ซึ่งทำได้ตั้งแต่ประมาณสามสัปดาห์ของการตั้งท้องครับ แต่ถ้าจะให้ชัวร์ล่ะก็ การเอกซเรย์เพื่อดูจำนวนลูกสุนัขในมดลูกจากกระดูกที่มองเห็นในช่วง 45-50 วัน ของการตั้งท้อง ก็เป็นการยืนยันได้ดีครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แหวกฟ้าหาฝัน : National Art Gallery of Ljubljana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272378

แหวกฟ้าหาฝัน : National Art Gallery of Ljubljana

แหวกฟ้าหาฝัน : National Art Gallery of Ljubljana

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบภาพเขียน เมื่อได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนเมืองใดก็ต้องหาโอกาสเข้า Art Gallery สักหนึ่งแห่ง ไม่เช่นนั้นมักรู้สึกว่ามาไม่ถึงเมืองนั้น ยิ่งนักท่องเที่ยวไปเมืองหลวงด้วยแล้ว การเยี่ยมเยือน National Art Gallery ยิ่งเป็นThe Must เลยทีเดียว National Art Gallery of Ljubljana ตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1918 ณ Kreslja Palace ในช่วงที่สโลวาเนียยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยูโกสลาเวีย ก่อนย้ายมาอยู่ ณ สถานที่ตั้งปัจจุบันในปี 1925 อาคารนี้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1896 โดยเป็นที่ทำงานของ Ivan Hribar นายกเทศมนตรีผู้มีความกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนลูเบียน่าให้เป็นเมืองหลวงของชาวสโลเวเนีย อาคารที่ออกแบบโดย Frantisek Skabrout เพื่อใช้เป็นศูนย์วัฒนธรรมนี้ กลายเป็นสถานที่ตั้งของสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมหลายองค์กร อาคารนี้ได้รับการปรับปรุงครั้งแรกโดยต่อขยายในทศวรรษที่ 1990 โดย Edvard Ravnikar สถาปนิกชาวสโลเวเนีย และได้รับการต่อเติมเชื่อมสองอาคารอีกครั้งในปี 2001 โดยได้รับการออกแบบโดย Jurij Sadar และ Bostjan Vuga สถาปนิกชาวสโลเวเนียอีกเช่นกัน

เนื่องจากห้องภาพนี้เป็นห้องภาพของเมืองหลวงจึงเป็นห้องภาพที่ใหญ่สุดของประเทศ ที่นี่เก็บสะสมภาพตั้งแต่ยุคกลางถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผลงานเด่นๆ ในห้องภาพแห่งนี้มีหลายชิ้น เช่น Madonna with Christ Child Blessing by Giovanni Francesco Da Rimini ในห้องภาพทุกแห่งที่ไม่ใช่ Contemporary Art Gallery ภาพที่ต้องมีไม่ขาดภาพหนึ่งนั่นคือภาพที่มีชื่อว่าMadonna and Child ที่นี่ก็เช่นกัน ภาพMadonna and Child ของศิลปินอิตาลีท่านนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพ Triptych แต่ถูกตัดทอนเหลือเพียงส่วนเดียวในคริสต์ศตวรรษที่ 17 แม้ปัจจุบันจะไม่มีใครทราบว่าเดิมภาพนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อโบสถ์ใดกันแน่ แต่แนวทางการวาดภาพและต้นกำเนิดของศิลปินทำให้นักวิจารณ์ภาพเชื่อว่าภาพนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อประดับโบสถ์ในเมืองโบโลญญ่า ประเทศอิตาลี ทั้งนี้เพราะแนวทางการวาดภาพนี้เสมือนหนึ่งภาพของศิลปินเดียวกันที่จัดแสดงอยู่ ณ National Gallery กรุงลอนดอน และกรอบภาพเป็นแนวทางศิลปะเฉพาะของเมืองโบโลญญ่า  นักท่องเที่ยวที่ดูภาพเขียนยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ประจำจะรู้สึกได้ว่าภาพนี้เป็นผลงานที่โดดเด่นกว่าชิ้นอื่นๆ ตรงที่ การลงสีที่ดูฉูดฉาด และหน้าตาของ Madonnaที่ทันสมัยกว่าที่ศิลปินผู้อื่นวาดในช่วงเวลาเดียวกัน

The Death of Cleopatra by Felice Ficherelli ศิลปินยุคบาโรคชาวอิตาลี  ภาพการเสียชีวิตจากงูกัดของคลีโอพัตรา กษัตริย์หญิงองค์สุดท้ายของอียิปต์หลังจากที่ Mark Anthonyพ่ายแพ้ต่อ Octavian ชิ้นนี้เป็นภาพที่ศิลปินวาดในช่วงท้ายของชีวิต แม้ศิลปินจะเขียนภาพในแนวทางศิลปะแบบบาโรค แต่ผลงานนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของแนวทางศิลปะยุคเรอเนสซองส์อย่างเต็มที่

Jesus Washing the Feet of the Apostles by Giovanni Stefano Danedi ศิลปินอิตาลียุคบาโรค ภาพพระเยซูล้างเท้าให้สาวกเป็นช่วงเวลาก่อนภาพอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูนี้นักวิจารณ์ศิลป์เชื่อว่าถูกเขียนขึ้นเพื่อประดับหอสวดมนต์ในโบสถ์แห่งใดแห่งหนึ่งในมิลาน ประเทศอิตาลี  ผลงานชิ้นนี้แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด สังเกตจากสีหน้าและท่าทางของพระเยซูที่ดูรักใคร่และอ่อนน้อมต่อสาวกที่กำลังถูกล้างเท้า เหตุการณ์ตอนล้างเท้าให้กับสาวกนี้ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญในพระคัมภีร์เพื่อแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าการรับใช้ผู้อื่นถือเป็นหลักคำสอนสำคัญ และเป็นการรับใช้พระเจ้าหนทางหนึ่ง และคนที่จะได้รับการยกย่องคือคนที่ยกย่องผู้อื่น นอกจากภาพทั้งสามนี้แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานเด่นๆ อีกหลายภาพของศิลปินอื่นๆ ด้วย เช่น Diana and Actaeon by Martin Johann Schmidt และ Adoration ofThe Magi by Michelangelo Unterberger เป็นต้น

Health News : ยาแก้ปวดอาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะ หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272347

Health News : ยาแก้ปวดอาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะ หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

Health News : ยาแก้ปวดอาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะ หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
งานวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติที่ตีพิมพ์ในวารสาร The BMJ ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างยาแก้ปวดในกลุ่มที่มีสรรพคุณต้านการอักเสบที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ไอบูโพรเฟน กับปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ โดยวิเคราะห์ข้อมูลประชากร 446,763 คน ในแคนาดา สหราชอาณาจักร และฟินแลนด์ มุ่งเน้นไปที่ผู้ได้รับใบสั่งยาแก้ปวดในกลุ่มของยาต้านการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ (Non-steroidal anti-inflammatory drug หรือ NSAID) จากแพทย์มากกว่าผู้ที่ซื้อยากินเองจากร้านขายยา พบว่ายา NSAID อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันตั้งแต่เริ่มใช้ในสัปดาห์แรก และความเสี่ยงดังกล่าวยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษเมื่อใช้ยาประเภทนี้ปริมาณมากในช่วง 1 เดือนแรก อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยชี้ว่า ผลการศึกษาที่ได้ครั้งนี้ยังไม่ชัดเจน เพราะอาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น พฤติกรรมการสูบบุหรี่ โรคอ้วน ทำให้เป็นการยากที่จะบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงข้อสันนิษฐานเรื่องความเกี่ยวโยงนี้