สอบ ‘ธรรมศึกษา’ เสริมสร้างคุณธรรมอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303140

สอบ ‘ธรรมศึกษา’ เสริมสร้างคุณธรรมอย่างยั่งยืน

สอบ ‘ธรรมศึกษา’ เสริมสร้างคุณธรรมอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระครูพุทธมนต์ปรีชา ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวรวิหาร, ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล

การเรียนการสอนธรรมะตามหลักของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย มีมาอย่างยาวนานและนิยมศึกษาเป็นภาษาบาลี ที่เรียกขานกันว่า พระปริยัติธรรม เพื่อให้สามเณรและพระภิกษุสงฆ์ ได้เรียนรู้ เข้าใจคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและนำมาประพฤติ ปฏิบัติ และเผยแผ่สู่ประชาชน จนกระทั่งเมื่อเกือบ 90 ปีที่ผ่านมา สำนักแม่กองธรรมสนามหลวง ได้ริเริ่มให้มีการสอบ “ธรรมศึกษา” เพื่อเปิดกว้างให้ฆราวาสได้มีโอกาสศึกษาธรรมอย่างถูกต้องและทั่วถึงเช่นกัน

ที่ผ่านมา หลายภาคส่วนได้ร่วมกันปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมสู่สังคม เช่นเดียวกับ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับฉันทานุมัติจากสำนักแม่กองธรรมสนามหลวง สังกัดสำนักเรียน วัดบวรนิเวศวรวิหาร ให้เป็นพื้นที่จัดสอบ “ธรรมศึกษา” เป็นประจำทุกปีต่อเนื่องมากว่า 16 ปี

ยุทธศักดิ์  ภูมิสุรกุล  ประธานพุทธปัญญาชมรม และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม-จริยธรรม โดยเปิดสนามสอบธรรมศึกษาให้พนักงานของบริษัทและบุคคลภายนอก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีพนักงาน ซีพี ออลล์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ ร่วมสอบแล้วเกือบ 15,000 คน ล่าสุดในปี 2560 นี้ ได้จัดสอบธรรมศึกษาขึ้น ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) มีพนักงาน ซีพี ออลล์ และบริษัทในกลุ่ม ตลอดจนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมสอบในโครงการธรรมศึกษาจำนวน 1,028 คน มีผู้สมัครสอบธรรมศึกษาชั้นตรี จำนวน 505 คน, ธรรมศึกษาชั้นโท จำนวน 318 คน, ธรรมศึกษาชั้นเอกจำนวน 205 คน โดยมีพระครูพุทธมนต์ปรีชา ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวรวิหาร ตัวแทนสำนักแม่กองธรรมสนามหลวง เป็นประธานอ่านโอวาทแม่กองธรรมประจำปี 2560

“นอกจากเป็นสนามสอบธรรมศึกษาแล้ว บริษัทยังมีการสอนตามหลักพุทธศาสนาเพื่อเตรียมความรู้ก่อนสอบ  พร้อมกับมีโครงการธรรมบรรยายเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ซึ่งได้นิมนต์พระอาจารย์ชื่อดังจากทั่วประเทศมาบรรยายธรรมเป็นประจำทุกวันศุกร์ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานศึกษาธรรมทั้งในเชิงปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรม เพราะเมื่อเรียนรู้แล้วสามารถนำมาปฏิบัติใช้ในชีวิตและการทำงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งการสอบธรรมศึกษา ทำให้ได้ทบทวนความรู้ หลักธรรมคำสอน เป็นการบ่มเพาะคนดี ทำให้มีความเจริญในธรรมและก้าวหน้าในชีวิตอย่างยั่งยืน”

ด้าน น.ส.สุพรรณี จงร้างกลาง ศูนย์ปัญญาภิวัฒน์  ซีพีแลม ลาดหลุมแก้ว ปี 2 เผยว่า วันนี้มาสอบนักธรรมชั้นตรีครั้งนี้ยากมาทดสอบความรู้ ความเข้าใจของตัวเองเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จากพระอาจารย์ที่ได้มาสอน ก่อนหน้านี้ก็เคยเรียนพระพุทธศาสนา ม.1 ก็ชั้นตรี ม.2 ชั้นโทม.3 ชั้นเอก วันนี้มาสอบหัวข้อทำดีละเว้นความชั่ว ซึ่งนำมาปรับใช้กับชีวิตเวลาจะทำอะไรเราได้คิดให้ดี คิดถึงผลได้ผลเสียอย่างรอบคอบก่อนจะตัดสินใจทำอะไร ทำให้เรามีจิตใจดี ไม่ผิดศีล 5 คิดดีทำดีไม่เยินยอกับคนคิดชั่ว อยากให้เชิญเพื่อนๆ มาเขียนกระทู้การใช้ชีวิตประจำวันให้อยู่ในหลักการพระพุทธศาสนา

สำหรับโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่ เซเว่นฯ” ซึ่งจัดบรรยายธรรมมากว่า 1,100 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 21 ปี เพื่อให้พนักงานและประชาชนทั่วไปเข้าฟังธรรมบรรยาย ทำวัตร และสวดมนต์ร่วมกัน เป็นประจำทุกวันศุกร์ เวลา 12.00-13.30 น. ณ ชั้น 11 อาคารซีพี ทาวเวอร์ ถนนสีลม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และโครงการธรรมสัญจรสู่เยาวชน ให้กับเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาตามโรงเรียนต่างๆ สำหรับโรงเรียนใดสนใจร่วมโครงการ “ธรรมสัญจรสู่เยาวชน” สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-6771628 หรือ info@cpall. co.th

สุพรรณี จงร้างกลาง

สุพรรณี จงร้างกลาง

คุณแหน : 15 พฤศจิกายน 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303147

คุณแหน : 15 พฤศจิกายน 2560

คุณแหน : 15 พฤศจิกายน 2560

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll บังเอิญจริงๆ ที่ต้องไปสอนหนังสือที่สงขลาและบังเอิญจริงๆ ที่“พี่ตูน บอดี้สแลม”วิ่งผ่านรศ.ยุพยง เหมะศิลปิน เลยได้โอกาสไปดักรอ“ตูน”ระหว่างทางไปสนามบิน และได้ถ่ายรูป“ตูน”แม้จะไม่ได้เป็นรูปคู่ก็เอาดี…

ll วันเกิดปีนี้ พลอย จริยะเวช ได้ไปฉลองกับสามีสองต่อสองถึงลิสบอน โปรตุเกส…

ll ผลพวงจากการทุบสะพาน ทางเข้าสนามบินดอนเมือง ทำให้ นพ.เจริญ ปฏิภาณเทวา ต้องจ่ายค่าทางด่วน 50 บาท ค่าโทลล์เวย์ 70 บาท ค่าแท็กซี่ 285 บาท รวม 405 บาทแพงขึ้น 250 บาท…อดทนหน่อยคุณพี่…

ll สร้างร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม มูเกนได ครบ 7 ปี กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี ฉลองด้วยเมนูเด็ดฝีมือเชฟซูชิระดับท็อปของญี่ปุ่นจากร้าน Sushi Yoshitakeที่ร้านมูเกนได ฮอนเท็น ทองหล่อ 10 ระหว่าง 21-25 พ.ย. …

ll ดร.กมล สกลธนารัตน์ ประธาน จัดงานอัสสัมชัญรวมรุ่นสมานมิตร ประจำปี เชิญชวนอัสสัมชนิก รุ่นพี่ รุ่นน้องและเพื่อนๆ สังสรรค์ 18 พ.ย.11.00 น. ห้องราชเทวี 1 รร.เอเชีย ถ.ราชเทวี…พร้อมอวยพรรุ่นพี่ๆ ในโอกาสอายุครบ 84  ปี อาทิ ภราดาหลุยส์ วิริยะ ฉันทวโรดม,พล.อ.อ.กันต์ พิมานทิพย์ พร้อมฟังเพลงจากรุ่นพี่ อสช. ปี 2496 เรือตรีสันติ ลุนเผ่ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) หลังสังสรรค์แล้วรุ่นพี่จะไปร่วมเชียร์รุ่นน้องนักฟุตบอล นักเรียนปัจจุบัน
ในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 28  ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ…

ll วงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งเตรียมจะฉลองครบรอบ ปีที่ 78 ในวันที่ 20 พ.ย.นี้ ได้มีโอกาสจัดงานร่วมกับแพทย์ศิริราช ในงานราตรีส่งเสด็จรัชกาลที่ 9  ณ ราชกรีฑาสโมสร เพื่อหารายได้สมทบการก่อสร้าง อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษาณ โรงพยาบาลศิริราช โดยมี ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลผู้ประคองพระบรมโกศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เป็นประธานเปิดงาน นับว่าเป็นงานการส่งเสด็จที่ประทับใจยิ่ง…

ll ศศิชา ทองโพธิ์ ปีนี้มีอุบัติเหตุ 3 ครั้งซ้อน ติดต่อกันในช่วงเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าฟาดเคราะห์ ทั้งปวดข้อศอกจากการเสียหลักล้มจากตัดกิ่งไม้แล้วไม่ไปหาหมอ แล้วยังโดนตุ้มยกน้ำหนักขนาด 1 กก. ที่วางอยู่บนโต๊ะตกใส่ฝ่าเท้าซ้ายซ้ำอีก แล้วก็เกิดเสียหลักสะดุดกระถางต้นไม้ล้ม เป็นผลให้นิ้วชี้ที่เท้าข้างซ้ายที่เป็นอยู่เดิม มีอาการซ้น บวม และงอนิ้วไม่ได้ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเป็นอย่างนี้นี่เอง…ll

หนูภาฯ

Ofo ผลักดันสังคมจักรยานเพื่อสุขภาพ ปักหมุด‘ปัตตานี’ 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303127

Ofo ผลักดันสังคมจักรยานเพื่อสุขภาพ ปักหมุด‘ปัตตานี’ 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

Ofo ผลักดันสังคมจักรยานเพื่อสุขภาพ ปักหมุด‘ปัตตานี’ 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ofo (โอโฟ่) ผู้นำบริการจักรยานสาธารณะอัจฉริยะอันดับหนึ่งของโลก เดินหน้าสร้างสังคมจักรยานให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ผ่านกลยุทธ์ Smart Campus
เจาะกลุ่มนักศึกษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ล่าสุดปักหมุดให้บริการแล้วในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย พร้อมร่วมรณรงค์ให้นักศึกษาและบุคลากร ได้ปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพและกิจกรรมสาธารณประโยชน์

เริ่มที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีจักรยานโอโฟ่พร้อมให้บริการแก่นักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยถึง 600 คัน ทั้งหมด 7 จุด ดังนี้ ลานจอดรถข้างลานพระบิดา, ลานจอดรถหน้าหอพัก 10 (หอพักหญิง), ลานจอดรถหน้าตึก 8 (หอพักชาย),โรงอาหารลานอิฐ, ประตูหน้า ตรงป้ายสถานีวิทยุ, ประตูหลัง ทางฝั่งกั้นห้ามรถเข้า และกองกิจการนักศึกษา

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ถือเป็นหนึ่งมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย โดยมีเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ และปัจจุบันมีนักศึกษารวม กว่า 15,000 คน ด้วยเนื้อที่กว้างใหญ่และจำนวนนักศึกษาที่มีจำนวนมากทำให้การวางแผนเรื่องการคมนาคมสัญจรภายในมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้วางแนวทางในเรื่องการสร้างสรรค์สังคมจักรยานอย่างเป็นรูปธรรมในมหาวิทยาลัยผ่านโครงการต่างๆ มากมาย อาทิ โครงการ Green&Clean Campus ตามนโยบายมหาวิทยาลัยสีเขียว โดยมีเส้นทางปั่นจักรยานในมหาวิทยาลัย และต่อเนื่องไปถึงบริเวณสวนสมเด็จฯ และหาดรูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี ระยะทางกว่าประมาณ 15 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ในทุกวันเสาร์ของสัปดาห์ จะรณรงค์ให้นักศึกษาและบุคลากรได้ร่วมกันปั่นจักรยานและมีกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เช่น ออกเก็บขยะตามสถานที่สาธารณะ เป็นต้น  โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การลดจำนวนรถจักรยานยนต์ เพิ่มจำนวนจักรยาน และสนับสนุนระบบขนส่งมวลชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่นิยมแพร่หลายในมหาวิทยาลัย

นพพล ตู้จินดา ผู้จัดการทั่วไป โอโฟ่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ภายหลังจากที่ได้เริ่มเปิดให้บริการจักรยาน ofo ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ไม่กี่วันที่ผ่านมา พบว่าได้รับผลตอบรับดีเกินคาด เราพบว่าด้วยจำนวนจักรยาน 600 คัน ที่เราจัดไว้บริการ มียอดจำนวนการใช้งานสูงถึงหลายพันเที่ยวต่อวัน ซึ่งนับเป็นอัตราการใช้งานที่สูงมาก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก นอกจากนี้ สำหรับการขยายการบริการจักรยานโอโฟ่มาที่จังหวัดปัตตานี ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของโอโฟ่ในการมุ่งมั่นขยายการบริการให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ในประเทศไทย

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ถือเป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่ถือได้ว่ามีการดำเนินนโยบายด้านการรณรงค์การใช้จักรยานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการเปิดให้บริการโอโฟ่ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโอโฟ่ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันสังคมจักรยานให้เกิดขึ้นจริงใน จ.ปัตตานี ด้วยจุดเด่นของ
Bike-Sharing ที่สามารถกำหนดจุดจอดโดยที่ไม่ต้องมีสถานี และการใช้งานที่่สะดวกกับผู้ใช้ โดยสามารถปลดล็อกจักรยานได้ง่ายๆ เพียงสแกน QR Code ผ่านแอพพลิเคชั่นสิ่งเหล่านี้จะยิ่งทำให้เกิดการใช้จ่ายจักรยานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอนโดยขณะนี้การใช้บริการจักรยาน ofo ยังเปิดให้ใช้ฟรีโดยไม่เสียค่ามัดจำและค่าบริการ ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือนธันวาคมนี้”

ที่ผ่านมา ofo ได้ร่วมมือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2560 เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals–SDGs) รวมทั้งเปิดตัวเป็นพาร์ทเนอร์กับมูลนิธิ Rihanna’s Clara Lionel Foundation เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2560 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กหญิงในประเทศมาลาวี โดยการมอบทุนการศึกษาและจักรยานเพื่อให้เด็กๆ ได้เดินทางไปโรงเรียนอย่างปลอดภัย อีกทั้ง เดือนตุลาคม พ.ศ.2560 ofo ยังได้ร่วมมือกับ C40 ต่อประเด็นปัญหาสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก และจะสนับสนุนในทุกด้านของการวิจัยเกี่ยวกับเมืองน่าอยู่และสุขภาพดี ร่วมกำหนดกิจกรรมที่หวังผล รวมทั้งประโยชน์ที่จะได้จากสภาวะอากาศโดยรวม ข้อมูลเพิ่มเติมคลิกที่ www.ofo.com

นิทรรศการฉลองครบ185ปีลองจินส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302914

นิทรรศการฉลองครบ185ปีลองจินส์

นิทรรศการฉลองครบ185ปีลองจินส์

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Longines (ลองจินส์) แบรนด์นาฬิการะดับโลกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นำโดย ทิพาณัท เลณบุรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะสวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง(ประเทศไทย) จำกัด และ ปราลี เพชรโรจน์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ลองจินส์ บริษัท สวอทช์ กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “Longines 185th Anniversary” เฉลิมฉลองครบรอบ 185 ปีแห่งความภาคภูมิใจส่งตรงนาฬิกาโบราณอันเป็นตำนานของ Longines กว่า 29 เรือน จากพิพิธภัณฑ์ลองจินส์ มาจัดแสดงในประเทศไทย เพื่อให้นักสะสม คนรักเรือนเวลา และแฟนคลับของลองจินส์ได้ร่วมสัมผัสกับตำนานอมตะของเรือนเวลา ที่สั่งสมความงามมาถึง 185 ปี สามารถเข้าชมได้จนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ ณ ลานกิจกรรม Eden 2 ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

แพรวปรียา ชุมสาย ณ อยุธยา และภาสวุฒิ เจริญเศรษฐกิจ

นอกจากนิทรรศการนาฬิกาโบราณอันเป็นตำนานของ Longines แล้ว ภายในงานยังถูกเนรมิตเป็นค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองอย่างสวยงามตระการตา พร้อมด้วยแฟชั่นโชว์ที่ถ่ายทอดความงดงามแห่งเรือนเวลา โดยมีเซเลบริตี้มากมายมาร่วมยลโฉม Longines ตำนานอมตะของเรือนเวลา อาทิ ขวัญข้าว เศวตวิมล, วรนัยน์ วาณิชกะ, อัญชิสา วัชรพล, แพร วัชราภัย, พิชามญช์ ชมะนันทน์,ณัฏฐิ์ประภา-ณัฏฐกรณ์ ชุณหะวัณ, ญาดารุ่งวัฒนภักดิ์, แพรวปรียา ชุมสาย ณ อยุธยา,ธีรกิตติ์ จารุจินดา, สันติ วจนพานิช, ดร.เชษฐา ส่งทวีผล, นิติ สว่างวัฒนไพบูลย์, จารุจิต ใบหยกและ ธามาริน เจริญพิทักษ์ เป็นต้น

ทิพาณัท เลณบุรีและปราลี เพชรโรจน์

ปราลี เพชรโรจน์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ลองจินส์ บริษัท สวอทช์ กรุ๊ปเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าLongines ถือได้ว่าเป็นแบรนด์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานเกือบสองศตวรรษ และเนื่องในโอกาสที่ปีนี้ Logines เดินทางมาครบรอบ 185 ปี ทาง Longines จึงได้จัดงาน Longines 185th Anniversary นี้ขึ้นในรูปแบบนิทรรศการ โดยนำเรือนเวลาโบราณที่หาชมได้ยากยิ่ง 29 เรือน จากพิพิธภัณฑ์ลองจินส์มาจัดแสดง เพื่อให้แฟนคลับของลองจินส์ในไทยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองและได้สัมผัสกับตำนานอมตะของ Longines ที่สั่งสมมานานถึง 185 ปี

พิชามญช์ ชมะนันทน์ และญาดา รุ่งวัฒนภักดิ์

ด้านเซเลบริตี้สาวสวย ผู้หลงใหลในความงามของเรือนเวลา แพรว-พิชามญช์ชมะนันทน์ เผยว่า “นาฬิกานี่เป็นเหมือนเครื่องประดับที่แพรวใส่ติดตัวตลอดเวลา เวลาเลือกดูนาฬิกา แพรวจะให้ความสำคัญกับเรื่องของดีไซน์เป็นหลัก อาจเพราะเราจบอินทีเรียดีไซน์มา เลยทำให้ชอบนาฬิกาทีมีดีไซน์เก๋ๆ หน่อย นอกจากดูเรื่องดีไซน์แล้ว ก็จะให้ความสำคัญกับเรื่องของประวัติแบรนด์ รวมถึงแหล่งการผลิต เพราะนาฬิกาส่วนใหญ่ราคาค่อนข้างสูง เวลาเราซื้อ เราก็อยากได้นาฬิกาที่ดีมีคุณภาพและคุ้มค่ากับราคา ถ้าพูดถึงแบบนาฬิกาที่ชอบก็จะเป็นนาฬิกาทรง อาร์ตเดโค แบบคลาสสิก สายเหล็ก เพราะใช้งานได้นาน และดูแลทำความสะอาดได้ง่าย”

ธีรกิตติ์ จารุจินดาและสะคราญกมล อุทัยศรี

หนุ่มมาดเซอร์ วิว-ธีรกิตติ์ จารุจินดา เผยว่า “ด้วยความที่เราเป็นคนลุยๆ หน่อย ชอบเล่นกีฬา เลยชอบใส่นาฬิกาสายหนัง ทรงกลมใหญ่ แบบสปอร์ตหน่อยๆ เพราะเหมาะกับการเล่นกีฬากลางแจ้ง หรือจะใส่ชิลๆ ในชีวิตประจำวันก็ได้ นอกจากนี้พวกฟังก์ชั่นเสริมที่ติดมากับนาฬิกาก็สำคัญ เช่น นาฬิกาข้อมือที่สามารถจับเวลา บอกเวลาได้เป็นวินาที ถ้ามีฟังก์ชั่นพวกนี้มาด้วยก็จะดี ชอบมากเลยครับ”

พบกับบทพิสูจน์ตำนานอมตะ 185 ปี ของนาฬิกา Longines ได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป และ http://www.facebook.com/LonginesThailand

นาฬิกาโบราณอันเป็นตำนานของ Longines

นาฬิกาโบราณอันเป็นตำนานของ Longines

เผยยาตัวใหม่เพิ่มประสิทธิภาพ รักษามะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302908

เผยยาตัวใหม่เพิ่มประสิทธิภาพ รักษามะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย

เผยยาตัวใหม่เพิ่มประสิทธิภาพ รักษามะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มะเร็งเต้านม เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงทั่วโลก และเป็น 1 ใน 3 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเสียชีวิต โดยมีอุบัติการณ์ในผู้ป่วยรายใหม่สูงถึง 1.7 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2551 และในประเทศไทย พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่สูงถึง 10,193 ราย หรือคิดเป็นอัตราส่วน 28.6 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน โดยพบมากในผู้หญิงไทยในช่วงอายุ 45-50 ปี แต่ปัจจุบันพบผู้หญิงอายุน้อยเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะ “ไขมัน” เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งเต้านม

รศ.นพ.นรินทร์ วรวุฒิ

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์นรินทร์ วรวุฒิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “โรคมะเร็งเต้านม สามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบในระยะแรกๆ ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโดยการตรวจทางรังสี ด้วยเครื่องMammogram หรือ Ultrasound ในทุก 1-2 ปี (สำหรับคนที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม) แต่ถ้ามีคนในครอบครัวมีประวัติมะเร็งเต้านม ควรตรวจทุกปี โดยการรักษามะเร็งเต้านมมีทั้งการผ่าตัดฉายแสง และการให้ยา ซึ่งการให้ยามีทั้งฮอร์โมนบำบัด เคมีบำบัด และการให้ยารักษาแบบพุ่งเป้า ซึ่งการรักษามะเร็งเต้านมมีผลข้างเคียงหลายอย่างด้วยกัน โดยเฉพาะการรักษาด้วยเคมีบำบัด อาจทำให้มีผลข้างเคียง อาทิ คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง เยื่อบุช่องปากอักเสบ ถ่ายอุจจาระเหลว ปริมาณเม็ดเลือดและเกล็ดเลือดลดลง อาการจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยา”

มะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย หรือรู้จักกันว่ามะเร็งเต้านมระยะที่ 4 ซึ่งถือเป็นระยะสุดท้าย โดยเป็นระยะที่มะเร็งจะแพร่กระจายจากเต้านมและต่อมน้ำเหลืองโดยรอบไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งที่พบมากจะกระจายไปสู่กระดูก ปอด ตับ และสมองโดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตคือการแพร่กระจายของมะเร็งสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ภายหลังการตรวจพบในครั้งแรกพบว่าร้อยละ 30 ของมะเร็งเต้านมจะมีการแพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย มะเร็งเต้านมชนิดที่มีการสนองตอบต่อยาต้านฮอร์โมน 2 เป็นชนิดที่พบได้ร้อยละ 65 ของสตรีที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมที่มีอายุระหว่าง 35-65 ปี และร้อยละ 82 ของสตรีที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ขึ้นไป

ล่าสุด ไฟเซอร์ ได้นำเสนอเวชภัณฑ์นวัตกรรมยาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจายชนิด HR+/HER 2 ในประเทศไทยโดยเป้าหมายสูงสุดในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจายก็คือ การยืดอายุผู้ป่วยให้ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การค้นพบนวัตกรรมการรักษามะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญ และนับเป็นยาตัวแรกของยาต้านมะเร็งชนิดที่ยับยั้งการทำงานของโปรตีนซีดีเค 4/6 ซึ่งใช้ร่วมกับการรักษาโดยการให้ยาต้านฮอร์โมนได้อย่างมีประสิทธิผลที่ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นๆ โดยยาดังกล่าวได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา ให้ใช้เป็นยาอันดับแรก (First Line) ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามหรือแพร่กระจายชนิด HR+/HER 2-วัยหมดประจำเดือน และจะเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาเพื่อยืดอายุ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยในประเทศไทย นวัตกรรมใหม่นี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของไฟเซอร์ เนื่องจากยาชนิดนี้เมื่อใช้ร่วมกับ Letrozoleสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยโรคสงบเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับการรักษาโดยให้ Letrozole เพียงอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นมาตรฐานการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งกลุ่มนี้

พญ.คิมเบอร์ลีย์ ลินน์ แบล็คเวลล์

ด้าน แพทย์หญิงคิมเบอร์ลีย์ ลินน์ แบล็คเวลล์ หนึ่งในวิทยากรรับเชิญในงานเปิดตัวนวัตกรรมเพื่อการรักษามะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจาย ได้ให้ความเห็นว่า “การรักษามะเร็งเต้านมด้วยเคมีบำบัด มีผลข้างเคียงกับคนไข้มาก นวัตกรรมใหม่จากไฟเซอร์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่อาจมาทดแทนการให้เคมีบำบัดในอนาคต โดยยาดังกล่าวเป็นยาที่ใช้รับประทานทำให้ผู้ป่วยสะดวกมากขึ้นสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยโรคสงบเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับการรักษาโดยการให้ยาต้านฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว ซึ่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์บนพื้นฐานความเข้าใจของไฟเซอร์เกี่ยวกับชีววิทยาของมะเร็งทำให้สามารถสร้างสรรค์พัฒนาการด้านการรักษาใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ให้กับทั้งแพทย์ผู้ให้การรักษาและผู้ป่วยอีกด้วย”

ไฟเซอร์ มีเป้าหมายสูงสุดในการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับสังคมไทย รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกันโรคต่างๆ และการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตระหนักถึงปัญหาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม และความต้องการในการเข้าถึงการบำบัดรักษาอย่างเหมาะสมทั่วโลก โดยเราให้ความสำคัญกับผู้ป่วยเป็นลำดับแรก ซึ่งเป็นแรงผลักดัน และเป็นแรงบันดาลใจให้แผนกมะเร็งวิทยาของไฟเซอร์สร้างสรรค์นวัตกรรมยาที่ล้ำหน้าในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง การเปิดตัวนวัตกรรมยาสำหรับรับประทานเพื่อรักษามะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจาย ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญของไฟเซอร์ด้านการวิจัย และวิทยาศาสตร์เพื่อนำเสนอยารักษาโรคที่มีนัยสำคัญต่อการรักษาผู้ป่วย

‘คิดถึง…สมเด็จย่า’ครั้งที่ 20‘ปลูกป่าสร้างคน วิถีพอเพียง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302939

‘คิดถึง...สมเด็จย่า’ครั้งที่ 20‘ปลูกป่าสร้างคน วิถีพอเพียง’

‘คิดถึง…สมเด็จย่า’ครั้งที่ 20‘ปลูกป่าสร้างคน วิถีพอเพียง’

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในวันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เชิญร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่าที่ทรงมีต่อ พสกนิกร ในนิทรรศการ “คิดถึง…สมเด็จย่า” ครั้งที่ 20 ภายใต้ชื่องาน “ปลูกป่า สร้างคน วิถีพอเพียง” ระหว่างวันที่ 15-19 พฤศจิกายน 2560 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดงาน ในวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายนนี้ เวลา 18.00 น. ณ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง กล่าวถึงการจัดนิทรรศการครั้งนี้ว่า “เป็นการนำเสนอพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงเน้นการพัฒนาโดยยึดคนเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนพระเมตตาที่พระราชทานความช่วยเหลือแก่ชาวไทยภูเขา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนซึ่งหวังว่า คนที่มาชมนิทรรศการจะรู้สึกซาบซึ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่าที่ทรงสร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงแก่คนไทย และน้อมนำพระราชดำริรวมทั้งสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จย่ามาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและประเทศชาติ โดยเฉพาะเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ทรงตระหนักและห่วงใยมาตลอด”

นิทรรศการ “คิดถึง…สมเด็จย่า” ครั้งที่ 20 จัดขึ้น ภายใต้หัวข้อ “ปลูกป่า สร้างคน วิถีพอเพียง” อันเกิดจากแนวคิดที่ว่า สมเด็จย่าทรงเล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ของประเทศและทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ให้กลับคืนความสมบูรณ์ เก็บไว้เป็นมรดกของลูกหลานไทยในอนาคต โดยทรงเริ่มต้นจากการ “ปลูกป่า” ให้เป็นป่าอันอุดม เป็นต้นน้ำลำธารแก่สรรพชีวิต จากนั้นประเทศชาติจะก้าวไกลได้ ต้อง “สร้างคน” ให้เป็นคนโดยสมบูรณ์ พร้อมช่วยเหลือผู้อื่นและเพื่อให้คนไทยรู้จักที่จะดำเนินชีวิตในสังคมด้วยความสามารถที่จะอุ้มชูตัวเองได้ โดยที่ตัวเองและคนอื่นไม่เดือดร้อน ให้มีความพอมี พอกิน พอใช้ “วิถีพอเพียง” จึงเป็นพระราชจริยวัตรที่สมเด็จย่าทรงปฏิบัติและทรงเป็นแบบอย่างแก่พระโอรส พระธิดา โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงแสดงออกให้ปวงชนชาวไทยทุกคนได้เห็นเป็นแบบอย่างในวิถีแห่งความพอเพียงเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ภายในงานจะแบ่งออกเป็นนิทรรศการ 5 โซน ได้แก่ โซน “แม่ฟ้าหลวง”, โซน “ทรงช่วยเหลือ”, โซน “ปลูกคน”, โซน“ต้นกล้าที่เติบโต” และนิทรรศการโซน “ปลูกป่า”

นอกจากโซนนิทรรศการแล้ว ภายในงานยังมีเวิร์กช็อปงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ ให้ผู้มาเยี่ยมชมงานได้ร่วมกิจกรรม ปลูกต้นไม้ในเมือง หรือ Urban Planting เพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกให้มีความรักต่อต้นไม้และสิ่งแวดล้อมโดยการนำภาชนะพลาสติกที่ใช้แล้วมาเป็นภาชนะในการปลูกต้นไม้ และเป็นการปลูกในพื้นที่ขนาดเล็กเหมาะสำหรับผู้คนที่อาศัยในเมือง โดย คุณป้อม-ศิริกุล ซื่อต่อชาติ วิทยากรคนเก่งผู้เขียนหนังสือ My organic life จะมาสาธิตวิธีการปรุงดิน การเพาะต้นกล้า สมุนไพร และพืชผักสวนครัว นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานยังได้เลือกชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์งานฝีมืออันประณีตของชาวบ้านและช่างฝีมือจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ อาทิ ผ้าทอมือคุณภาพเยี่ยม งานเซรามิกเนื้อดี ไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำมาให้เลือกสรรในงานนี้ด้วย

ร่วมชมงาน “คิดถึง…สมเด็จย่า” ครั้งที่ 20 พร้อมร่วมกิจกรรมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯได้ ระหว่างวันที่ 15-19 พฤศจิกายนนี้ ณ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

คุณแหน : 14 พฤศจิกายน 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302940

คุณแหน : 14 พฤศจิกายน 2560

คุณแหน : 14 พฤศจิกายน 2560

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll ฟังท่านกูรู ศ.พล.ท.ดร.สมชายวิรุฬหผล อธิบายแล้วเห็นชัดว่าทำไมคนไทยยังกล่าวขานถึงอดีตนายกฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้มีความตั้งใจดี อย่างที่ฝรั่งบัญญัติว่าไว้ “Benevolent Dictator”…ในยุคท่านเลือกใช้คนอย่างชาญฉลาด จึงทำให้ประเทศพัฒนาอย่างก้าวกระโดด อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลของท่านคือ “Dream Team” ชุดแรกที่พัฒนาประเทศทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ, สังคมและต่างประเทศ ประกอบด้วยพจน์ สารสิน, สุนทร หงส์ลดารมภ์, ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์, ดร.บุญชนะ อัตถากร, ดิเรก ชัยนาม และดร.ถนัด คอมันตร์ ทำให้ท่านจอมพลเป็นตำนานเล่าขานถึงปัจจุบัน…

ll แม้ว่าฝุ่นล็อบบี้ครม.ยังฟุ้งอยู่ แหล่งข่าวของเราก็ยังเจาะมาว่าผลของการลาออกของ รมว.กระทรวงแรงงาน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล จะนำไปสู่การปรับครม.ครั้งใหญ่ ทีแรกบรรดา “ดร.สมคิด แฟนคลับ” ก็เกิดปริวิตกเกรงว่าคำติเตียนเรื่องภาวะเศรษฐกิจจะทำให้รองนายกฯ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และทีมงานจะถูกปรับออกอย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2558 นับว่าผลงานของซาร์เศรษฐกิจผู้นี้ยังเข้าตาหัวหน้าคสช.อย่างเหนียวแน่น และคาดหมายว่าท่านดอกเตอร์และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานในการชักชวนชี้แจงเทคโนแครตที่จะทาบทามเข้าร่วมครม.ชุดใหม่เคียงไหล่กับ “เพื่อนบิ๊กตู่” ที่ได้รับความไว้วางใจ…

ll โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยได้รับรางวัลจากกระทรวงศึกษาธิการในฐานะเป็นโรงเรียนระดับกลางที่มีการสอนดีเด่น โดยมี ลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการโรงเรียนเข้ารับมอบประกาศนียบัตรเมื่อวันก่อน…

ll ขอแสดงความเสียใจกับ ณัชชา ที่สูญเสียมารดา สมหมาย จุณฑะเกาศลย์ ศพตั้งสวดที่ศาลา 15 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ตั้งแต่วันที่ 13-19 พ.ย. …

ll เป็นลูกหลานร้านขนมเบื้องซอยสุโขทัยในอดีต แต่เรียนจบโบราณคดี ศิลปากร เจิมขวัญ บุนนาค มาเอาดีทางสอนทำอาหารจนเลื่องชื่อ ครูแก้ว-เจิมขวัญ ถูกเพื่อนๆ กล่าวขวัญถึงอีกเรื่องคือ มีลูกสาวสวยมากชื่อ น้องเป้-สุชัญญา เป็นที่ชื่นชมของป้าๆ น้าๆ เป็นอย่างยิ่ง…

ll พล.อ.เลิศรัตน์-มยุรพันธ์ รัตนวานิช ไปสร้างศาลาเป็นที่ระลึกให้ พล.อ.สม-มยุรี ขัตพันธ์ บุพการีของมยุรพันธ์ ที่วัดพระบาทห้วยต้ม ลำพูน…เป็นทายาทกตัญญูที่น่ายกย่อง…

ll จากสหรัฐ พรทิพย์ ชัยพิพัฒน์ บินมาพบปะเพื่อนๆ ราชินี 62 และได้เข้าร่วมวางดอกไม้จันทน์ถวายพระเพลิงพ่อหลวง ร.9 และได้เข้าคิวชมความงดงามของพระเมรุมาศ เสร็จสรรพทุกสิ่งสรรพ์จึงกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติต่อที่โน่น…

ll ได้ใจประชาชนทั้งประเทศไปแบบเต็มๆ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย เจ้าของโครงการ “ก้าวคนละก้าว” วิ่งระยะยาวจากเบตง-แม่สาย เพื่อนำเงินสมทบซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และอื่นๆ ให้แก่ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ แม้จะเหนื่อย แม้จะป่วยกับการตรากตรำวิ่งระยะยาวขนาดนั้น แต่ตูนและคณะก็เต็มใจกับการจุดประกาย “การให้” เพื่อส่วนรวมในครั้งนี้ นับเป็นการทำความดีเพื่อผู้อื่นให้เพื่อนร่วมโลกได้ถือเป็นแบบอย่าง…ขอคารวะและชื่นชมอย่างจริงใจ!!…ll

บารอนเนส

ดูแลผิวให้ชุ่มชื่น สวยสู้ลมหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302906

ดูแลผิวให้ชุ่มชื่น สวยสู้ลมหนาว

ดูแลผิวให้ชุ่มชื่น สวยสู้ลมหนาว

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คงไม่มีใครอยากมีผิวแห้งกร้าน แตกเป็นขุย ขรุขระ ไม่เรียบเนียน แต่เมื่อต้องเผชิญกับอากาศในหน้าหนาว กับลมหนาวๆ ที่เริ่มเข้ามาทักทายกันในช่วงนี้ ก็ยิ่งจะทำให้มีโอกาสเกิดผิวแห้งได้ง่ายขึ้นอีก ผิวแห้งสร้างปัญหากวนใจให้สาวๆ ทั้งอาการคัน เป็นขุย แต่งหน้าไม่เรียบ และยังทำให้มีโอกาสเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ง่าย และไม่เพียงแค่ความแห้งของอากาศในหน้าหนาวเท่านั้นที่เป็นสาเหตุทำให้ผิวแห้ง แต่การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง แสงแดด มลภาวะ และสภาพแวดล้อมก็เป็นตัวการสำคัญของการเกิดผิวแห้งอีกด้วย

ปัญหาผิวแห้ง เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และสร้างความรำคาญใจให้กับสาวๆ อยู่เสมอๆ แล้วครีมบำรุงที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ที่ผสมมอยส์เจอร์ไรส์เซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว กับการทาครีมบำรุงอย่างเดียวจะเป็นตัวช่วยเรื่องผิวแห้งได้ดีจริงหรือ

แพทย์หญิงชนิดา ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงาม จาก Athena Clinic ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลผิวแห้ง ว่า ผิวแห้ง คือ ภาวะที่ระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงกว่าระดับปกติ โดยปกติผิวหนังของคนเราที่ดูสดใสผุดผ่องก็เพราะมีส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ โดยน้ำเป็นส่วนประกอบที่มีมากและสำคัญที่สุดของเซลล์ผิวหนัง สำหรับน้ำมันจากต่อมไขมันทำหน้าที่ฉาบเคลือบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิวหนัง ส่วนสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติจะช่วยดึงดูดน้ำไว้ให้อยู่กับผิวหนัง

ดังนั้น ถ้าระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลง ก็จะส่งผลให้ ผิวแห้งกร้าน แตกเป็นขุย คัน และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งตัวการมีทั้งภายในและภายนอก ซึ่งเราสามารถป้องกันและแก้ไขได้ด้วยตัวช่วยต่างๆ ดังนี้

ตัวการทำผิวแห้ง 1.อายุ อายุที่มากขึ้นทำให้ต่อมผลิตไขมันทำงานลดลง ผิวขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ และ ผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ได้

2.สภาพแวดล้อม แสงแดด มลภาวะต่างๆ และอากาศที่มีความชื้นต่ำ (หน้าหนาว หรืออยู่ในห้องปรับอากาศ)

3.การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง ใช้สบู่ที่ไม่อ่อนโยนต่อผิว ใช้สครับขัดผิดบ่อยเกินความจำเป็น ใช้โลชั่นเช็ดผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ รวมถึงการอาบน้ำที่อุ่นจนเกินไปอีกด้วย

4. ยาบางชนิด เช่น ยาทาสิว ยาขับปัสสาวะ 5.โรคบางชนิด ผิวแห้งสามารถพบได้ร่วมกับโรคต่างๆ เช่น โรคผิวหนังผื่นแพ้ (Eczema) โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism) 6.ภาวะขาดสารอาหาร (Malnutrition) การขาดสารอาหารจำพวกวิตามินและกรดไขมันต่างๆ ที่จำเป็นกับผิวจะทำให้ผิวแห้งกร้านหมองคล้ำได้

ตัวช่วยที่จะช่วยลดอาการผิวแห้ง 1.ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เป็นประจำ นอกจากการดื่มน้ำจะช่วยให้ในเรื่องความชุ่มชื้นของผิวแล้วยังช่วยเรื่องของการขับถ่าย และสุขภาพในด้านต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

2.ปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อม ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป และในหน้าหนาวควรทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ และเลือกใช้โลชั่นให้ถูกประเภท โดยสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมากควรเลือกโลชั่นที่มีความชุ่มชื้นมากหน่อย ทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ที่สำคัญโลชั่นเหล่านี้ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม

3.เลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับสภาพผิว ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิวนอกจากนี้คุณสามารถเลือกใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของโลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว

4.การเอาน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีความแห้งในอากาศอย่างห้องแอร์เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นน้อยลง 5.เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ บร็อคโคลี่ เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช ผักและผลไม้สด และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น เบคอน ไอศกรีม เนย ชา กาแฟ รวมถึงงดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์

ง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็ไม่ต้องกังวลใจกับผิวแห้งหยาบกร้านอีกต่อไป ให้สาวๆ สามารถเผยผิวสวยเนียนนุ่มชุ่มชื่นได้อย่างมั่นใจได้ทุกสถานการณ์ สามารถติดตามข้อมูลสุขภาพจากไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อกได้ที่ http://lifecenterthailand.wordpress.com

 

ชวนลิ้มรสเมนูอาหารเพื่อความยั่งยืนกับ 3 เชฟดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302916

ชวนลิ้มรสเมนูอาหารเพื่อความยั่งยืนกับ 3 เชฟดัง

ชวนลิ้มรสเมนูอาหารเพื่อความยั่งยืนกับ 3 เชฟดัง

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แกงใบชะครามใส่เนื้อปู

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนิยามคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับโลกและชีวิตของเราทุกคนไปด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “Redefining the Good Life” (รีดีไฟนิ่ง เดอะ กู๊ด ไลฟ์) ซึ่งเป็นธีมหลักในการประชุมระดับนานาชาติ Sustainable Brands 2017 Bangkok (ซัสเทนเนเบิล แบรนด์ 2017 แบงค็อก) หรือ SB’17 Bangkok (เอสบี’17 แบงค็อก) ครั้งที่ 3 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29-30 พฤศจิกายนนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ทั้งนี้ ก่อนที่งานสัมมนาเรื่องความยั่งยืนของโลกธุรกิจระดับสากลครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ คณะผู้จัดงานประชุม SB’17 Bangkok จะจัดดินเนอร์มื้อพิเศษสุด “Sustainable Chef Table” (ซัสเทนเนเบิลเชฟ เทเบิ้ล) นำทีมเชฟโดย พิพัฒพงศ์อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ร่วมกับ “เชฟแม็ค” อนุชา พัฒนาศิริรักษ์ หัวหน้าเชฟจากร้านอาหารดอยคำ และ “เชฟแบลค” ภาณุภน บุลสุวรรณ เจ้าของร้าน Blackitch Artisan Kitchen จ.เชียงใหม่ ในวันอังคารที่ 28 พฤศจิกายนนี้ ณ ร้าน SNP Headquarter (เอส เอ็น พี เฮดควอเตอร์) ตึกอิตัลไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่

แกงคั่วสับปะรดไข่แมงดา

ธีมงานประชุม ซัสเทนเนเบิล แบรนด์ ในปี 2017 นำเสนอแนวคิด เรื่อง “Redefining the Good Life” หรือการนิยามคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่ง Good Food เป็น 1 ใน 8 หัวข้อหลักที่จะมีการพูดถึงในการสัมมนาครั้งนี้ จึงเป็นที่มาของ “Sustainable Chef Table” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ตรงของคำว่า Good Food ที่ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่อาหารรสชาติดีที่ทำให้เราอิ่มท้องเท่านั้น แต่ยังมีอาหารสมองที่ทั้ง 3 เชฟ จะมาชวนคิด ชวนคุยว่าผู้บริโภคจะร่วมสร้างความยั่งยืนทางด้านอาหาร เพื่อให้ลูกหลานของเราในอนาคตมีอาหารบริโภคอย่างอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร

จากแนวคิดเรื่องการสร้างความยั่งยืนทางด้านอาหาร ทั้ง 3 เชฟจึงให้ความสนใจในเรื่องของการเลือกสรรวัตถุดิบตามฤดูกาล (Seasonal Food) ซึ่งแสดงถึงการเคารพธรรมชาติ ไม่บังคับธรรมชาติด้วยการใช้สารเคมีเพื่อให้เกิดผลผลิตนอกฤดู การศึกษาถึงแหล่งที่มาของอาหารทำให้เราเห็นคุณค่าของอาหารอย่างแท้จริง หรือที่เรียกว่า food appreciation ในระดับที่ลึกซึ้งกว่าแค่คุณค่าด้านความอร่อย ตลอดจนการพยายามใช้วัตถุดิบทุกส่วนให้เกิดประโยชน์มากที่สุดเพื่อให้มีส่วนที่เหลือทิ้งน้อยที่สุด ซึ่งเชฟทั้ง 3 ท่านจะบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ ในระหว่างการปรุงอาหารแต่ละเมนู พร้อมๆ กับที่แขกทุกท่านจะได้ลิ้มรสอาหารมื้อพิเศษนี้ด้วย

พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ เชฟแม็ค-อนุชา พัฒนาศิริรักษ์

พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ซึ่งในวันนั้นจะถอดหมวกซีอีโอของดอยคำ เพื่อมาปรุงอาหารไทยแท้ดั้งเดิมในแบบสำรับไทยของราชสกุลอิศรเสนา ร่วมด้วย “เชฟแม็ค” อนุชา พัฒนาศิริรักษ์โดยจะมีอาหารจานหลักทั้งหมด 3 เมนู คือ แกงใบชะครามใส่เนื้อปู, มัสมั่นไก่ และแกงคั่วสับปะรดไข่แมงดา

“ความพิเศษของอาหารไทย 3 เมนูที่นำมาปรุงให้ได้ลิ้มลองในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นสูตรดั้งเดิม ที่สืบทอดกันมาในราชสกุลอิศรเสนาแล้ว วัตถุดิบต่างๆ ที่นำมาปรุงนั้นยังเป็นพืชผัก ผลไม้ และผลิตผลต่างๆ ที่ปลูกโดยเกษตรกรชาวเขาจากโครงการหลวงซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงเมื่อพ.ศ.2512 โดยมีพระราชประสงค์เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขา ลดการปลูกฝิ่น และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร กระทั่งปัจจุบันพืชผักและผลไม้เขตหนาวของเกษตรกรชาวเขาในพื้นที่โครงการหลวงได้สร้างรายได้ให้ชาวเขา ชนเผ่าต่างๆ และเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วไปอย่างกว้างขวาง รวมทั้งได้รับมาตรฐานอาหารปลอดภัย ทั้งมาตรฐานของประเทศไทย และมาตรฐานสากล ซึ่งสด สะอาด และปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย”

เชฟแบลค-ภาณุภน บุลสุวรรณ

ส่วน “เชฟแบลค” ภาณุภนบุลสุวรรณ เจ้าของร้าน Blackitch Artisan Kitchen ที่เชียงใหม่ ให้นิยามร้านตัวเองเป็นซัสเทนเนเบิล เชฟ (Sustainable Chef) ซึ่งเกิดจากการทำอาหารแต่ละจานเป็น Zero Waste เป็นการให้เกียรติวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งต้องไม่มีการทิ้งให้เสียของจึงใช้ความคิดสร้างสรรค์แปรสภาพวัตถุดิบเพื่อนำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด ดังนั้นร้านนี้นอกจากจะมีอาหารอร่อยที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิคสดๆ จากธรรมชาติแล้ว ยังมีซอสทำเอง เช่น กะปิ ปลาร้า เต้าหู้ยี้ แน่นอนว่าซอสเหล่านี้เป็นผลพลอยได้จากวัตถุดิบที่เหลือจากการปรุงอาหารแล้วนั่นเอง

สำหรับเมนูที่จะเสิร์ฟในมื้อ Sustainable Chef Table นั้นปรุงจากวัตถุดิบที่ได้ในวันนั้น ซึ่งส่วนมากเป็นวัตถุดิบตามฤดูกาล โดยเชฟแบลค ได้เล่าถึงการเตรียมตัวนำเสนอเมนู 3 คอร์สแรก ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟแบลครังสรรค์ขึ้นมาสำหรับมื้อพิเศษนี้โดยเฉพาะว่า “เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยด้วย “ออร์เดิร์ฟ 4 ภาค” ที่เป็นของทานเล่นจาก 4 ภาคของไทยในรูปแบบของตัวเองที่ได้เดินทางไปศึกษาวัตถุดิบท้องถิ่นทั่วประเทศมาแล้ว เช่น แคปหมูน้ำพริกเห็ด, ไก่กอแระ, ไส้กรอกปลาส้มข้าวหมก และเมี่ยงกลีบบัวหลวง ต่อมาเป็นเมนู ยำฝรั่งปลาฟู โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายน “ฝรั่ง” เป็นผลไม้สดที่ออกผลในช่วงนั้น ทำให้มีรสชาติอร่อย สด และมากด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อนำมาทำยำแล้วจะให้ความสดชื่น และเมนูสุดท้ายคือ “ซุปเย็น” เป็นซุปข้าวเกรียบปากหม้อซาวน้ำ”

ดินเนอร์มื้อนี้นอกจากจะได้ลิ้มลองรสชาติความอร่อย และประสบการณ์แปลกใหม่แล้ว เบื้องหลังความอร่อยคือ ความอยู่รอดอย่างยั่งยืนของเหล่าผู้ผลิตวัตถุดิบเหล่านั้นเพื่อให้มีอาชีพ มีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัว สำหรับ Sustainable Chef Table มื้อพิเศษนี้จะจัดขึ้นในคืนวันอังคารที่ 28 พฤศจิกายนนี้ณ SNP Headquarter, (เอส เอ็น พีเฮดควอเตอร์) ตึกอิตัลไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ รับเพียง 60 ที่นั่งเท่านั้น ราคา 4,000 บาทต่อหนึ่งท่าน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนิยามคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับโลกและชีวิตของเราทุกคน ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/Sustainable Brands Bangkok

ซุปข้าวเกรียบปากหม้อซาวน้ำ

ซุปข้าวเกรียบปากหม้อซาวน้ำ

มอบรางวัลเยาวชนทำคลิปวีดีโอชีววิถี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302913

มอบรางวัลเยาวชนทำคลิปวีดีโอชีววิถี

มอบรางวัลเยาวชนทำคลิปวีดีโอชีววิถี

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

น้องๆ เยาวชนที่ชนะการประกวดคลิปวีดีโอชีววิถี

กฟผ.สืบสานพระราชปณิธานในหลวง รัชกาลที่ 9 มอบรางวัลเยาวชน สร้างเครือข่ายการเรียนรู้และเผยแพร่ข่าวสารชีววิถี เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร แต่แนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิตเพื่อนำไปสู่วิถีแห่งความยั่งยืนของคนไทยทุกคนยังคงนำมาปรับใช้ได้จริงอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD สืบสานพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้านการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้วยการยึดหลักความพอเพียงเพื่อเอาชนะความยากจน โดยเริ่มต้นปลูกฝังความรู้เรื่องปรัชญาการใช้ชีวิตด้วยความพอเพียงแก่เยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังอันสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป จึงจัดงานมอบรางวัลการประกวดจัดทำคลิปวีดีโอข่าวชีววิถี เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้กับโรงเรียนที่ชนะการประกวดในโครงการ “เปิดไอเดีย ปลูกงานข่าว ปลุกงานชีววิถี กฟผ.” ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้โดยมี นายโสตถิพันธุ์ คมสัน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ-สารสนเทศและการผลิตสื่อ เป็นผู้แทน กฟผ. มอบรางวัล

โสตถิพันธุ์ คมสัน

การจัดงานมอบรางวัลครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก โครงการชีววิถีฯ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ด้วยการน้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการรับสมัครเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ โดยครั้งนี้มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งสิ้น 20 โรงเรียน ซึ่งได้เข้าร่วมทัศนศึกษาดูงานโครงการชีววิถีของ กฟผ. ณ ชุมชนบ้านโคกน้อย อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ นอกจากเหล่านักเรียนทั้งหมดได้เรียนรู้การใช้ชีวิตของชุมชนต้นแบบจากโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว ยังได้เรียนรู้กระบวนผลิตข่าวและเข้าใจคำว่าชีววิถีที่สามารถนำไปปรับใช้กับตัวเองและเผยแพร่สู่สาธารณชนในรูปแบบของข่าวสารได้

โรงเรียนที่ชนะการประกวดเข้ารับรางวัลรวมทั้งสิ้น 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร จังหวัดมหาสารคาม ได้รับรางวัลชนะเลิศโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัยนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมาได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และโรงเรียนบ้านกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โดยนักเรียนผู้ชนะการประกวดทุกคนจะได้ศึกษาดูงานการผลิตและร่วมจัดรายการสดในรายการ “คุยโขมง บ่ายสามโมง” อีกด้วย

นายโสตถิพันธุ์ คมสัน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ-สารสนเทศและการผลิตสื่อ กล่าวว่า “การจัดโครงการครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ กฟผ. และอสมท เพื่อเป็นสื่อกลางในการปลูกฝังให้เยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจถึงเรื่องชีววิถี ทั้งยังสนับสนุนให้เยาวชนเรียนรู้การเป็นผู้สื่อข่าว โดยมีคุณกำภู และคุณรัชนีย์จากสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD ซึ่งเป็นแบบอย่างความสำเร็จ มาให้ความรู้ในเรื่องความสามารถในการรายงานข่าวเบื้องต้นในพื้นที่ของตนเอง ถือเป็นการต่อยอดภารกิจของ กฟผ. ด้วยการสร้างเยาวชนเป็นเครือข่ายสื่อกลางการเผยแพร่ของ กฟผ. ในอนาคต”