“SMILEHUB” เช็คโรคซึมเศร้าได้ง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306993

“SMILEHUB” เช็คโรคซึมเศร้าได้ง่ายๆ

โรคซึมเศร้า, smilehub

สธ.กำชับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และอสม. เร่งให้ความรู้ “โรคซึมเศร้า” ให้ประชาชนและครอบครัว ประเมินโรคซึมเศร้าด้วยตนเองทางเว็บไซต์กรมสุขภาพจิต แอปsmilehub

       นพ.เจษฎา  โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  องค์การอนามัยโลก คาดการณ์ว่า ในปี 2020 โรคซึมเศร้าจะเป็นสาเหตุการสูญเสียปีสุขภาวะสูงเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจหลอดเลือด โดยวัดจากปีสุขภาวะที่สูญเสียไปจากโรคและการบาดเจ็บของประชากร (Disability-Adjusted Life Years-DALYs) จากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม สำหรับประเทศไทยถือเป็นปัญหาที่เฝ้าจับตามองอันดับ 4 เป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญ เพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้หากมีอาการรุนแรงจะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย หรือมีชีวิตคล้ายคนพิการทางสมอง ไม่สามารถทำงานได้ กระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด โดยกรมสุขภาพจิตได้ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรคนี้แก่ประชาชน และเพิ่มการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ทำให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสามารถเข้าถึงบริการได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 50 อย่างไรก็ดี ได้กำชับให้เจ้าสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุข เร่งให้ความรู้ประชาชน ครอบครัว เพื่อให้สามารถสังเกตอาการและเฝ้าระวังความผิดปกติของตนเองหรือผู้ใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ วัยรุ่น ผู้มีโรคประจำตัว และส่งเข้ารับคำปรึกษากับเจ้าหน้าที่ นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน

นพ.เจษฎากล่าวต่อว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ขอให้ประชาชนใช้เวลากับครอบครัวอย่างมีอบอุ่น สร้างความสัมพันธ์ ความผูกพันในครอบครัว กลับไปอยู่กับพ่อแม่ ผู้สูงอายุ อย่าให้ท่านรู้สึกโดดเดี่ยวหรือถูกทอดทิ้ง นอกจากนี้ อาจใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นตัวช่วยสร้างความเข้มแข็งของสายใยครอบครัว เช่น ไลน์กลุ่มครอบครัว ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุ ได้เห็นข้อมูลข่าวสารของลูกหลาน และข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ด้วย

ด้านพญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในผู้ที่เริ่มมีอาการจะสามารถสังเกตตนเองได้ แต่หากมีอาการรุนแรง ครอบครัว ผู้ใกล้ชิด จะต้องช่วยกันสังเกตว่า มีอาการดังต่อไปนี้ 1.มีอารณ์ซึมเศร้า 2.ความสนใจในกิจกรรมต่าง ๆ แทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก 3.น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก เบื่ออาหารหรือเจริญอาหารมาก 4.นอนไม่หลับหรือหลับมากเกินไป 5.กระวนกระวายอยู่ไม่สุขหรือเชื่องช้าลง 6.อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง 7.รู้สึกตนเองไร้ค่า 8.สมาธิลดลง ใจลอย หรือลังเลใจไปหมด 9.คิดเรื่องการตายหรือคิดอยากตาย หากพบอาการในข้อ 1 หรือ 2 อย่างน้อย 1 ข้อ หรือมีอาการ 5 ข้อหรือมากกว่า เป็นอยู่อยู่นาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป และมีอาการตลอดเวลา แทบทุกวัน หมายถึงมีภาวะซึมเศร้า ควรได้รับบริการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือพบแพทย์เพื่อการบำบัดรักษา

ทั้งนี้ โรคนี้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ส่วนใหญ่มาจากปัญหา “กาย จิต สังคม” ทางกาย เช่น ผู้ป่วยมีความผิดปกติของระดับสารเคมีที่เซลล์สมองสร้างขึ้นเพื่อรักษาสมดุลย์ของอารมณ์ มีประวัติโรคซึมเศร้าในครอบครัว ซึ่งการรักษาจะใช้ยาช่วยปรับระดับสารเคมีในสมอง ทางจิตใจ ผู้ป่วยจะมีความคิดด้านลบกับทุกสิ่ง ในการแก้ไขจะใช้พฤติกรรมบำบัดโดยนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ และทางสังคม จากปัญหาครอบครัว การทำงาน การเรียน ยาเสพติด เป็นต้น ประชาชนสามารถประเมินตนเองด้วยแบบประเมินโรคซึมเศร้าได้ ทางเว็บไซต์กรมสุขภาพจิต  http://www.dmh.com/ และแอปพลิเคชั่น smilehub หรือปรึกษาสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306918

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

วชช.ตราด, ธนาคารความรู้, องค์ความรู้, ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, ชุมชนบ้านอ่าวใหญ่, บ้านแหลมมะขาม

ชุมชนท้องถิ่นจะยั่งยืนได้ต้องเกิดจากการพัฒนาร่วมมือของคนในชุมชนเป็นสำคัญ หากเจ้าบ้านเจ้าถิ่นไม่เข้ามามีส่วนร่วมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองก็คงไม่มีใครช่วยได้

         วิทยาลัยชุมชน (วชช.) ตราด 1 ใน 20 ของสถาบันวิทยาลัยชุมชน ซึ่งมีบทบาทหน้าที่หลักในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพิ่มศักยภาพ ความรู้ความสามารถให้แก่คนในชุมชน โดยชุมชนต้องมีการเปลี่ยนแปลงและเป็นผู้เลือกว่าต้องการให้ทางวชช.เข้าไปช่วยเหลือ พัฒนาในเรื่องใด

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

         ดร.กรรณิกา สุภาภา ผู้อำนวยการวชช.ตราด เล่าว่ากว่า 5 ปีที่ผ่านมา วชช.ตราด เข้าไปมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ ซึ่งหัวใจหลักของการลงพื้นที่ ไม่ใช่เพียงแค่ลงไปถึง แต่ต้องเข้าถึงหัวใจของคนในพื้นที่นั้นๆ ด้วยชุมชนบ้านแหลมมะขาม เป็นชุมชนต้นแบบที่เกิดจากความร่วมมือ ช่วยเหลือจากวิทยาลัยชุมชนตราดในการพัฒนาคน อาชีพ สร้างรายได้ เพิ่มคุณภาพชีวิตได้ประสบความสำเร็จ

          “จุดเริ่มต้นระหว่างวิทยาลัยชุมชนและชุมชนแต่ละแห่งต้องเกิดจากความต้องการของชุมชนเป็นสำคัญ ไม่ใช่เราเดินไปบอกว่าจะทำนั้นทำนี้ ดังนั้นความร่วมมือในการยกระดับชุมชนบ้านแหลมมะขาม จึงเป็นการเริ่มจากศูนย์ คือต่างฝ่ายต่างไม่ได้รู้จักกัน เพราะต่อให้อาจารย์ บุคลากรของวชช.เป็นชาวจังหวัดตราด แต่เมื่ออยู่คนละอำเภอ คนละท้องถิ่นย่อมไม่เข้าใจวัฒนธรรมชุมชนอื่นๆ เมื่อทางชาวบ้าน ผู้นำชุมชนบ้านแหลมมะขาม เดินเข้ามายังวชช.เพื่อให้ช่วยเหลือ พัฒนาตามศักยภาพ ความต้องการของชุมชน การเรียนรู้จึงเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย วชช.ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ ขณะที่ชาวบ้านได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะ ศักยภาพต่างๆ” ดร.กรรณิกา กล่าว

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

ดร.กรรณิกา สุภาภา

           “ชุมชนบ้านแหลมมะขาม อ.แหลมงอบ จ.ตราด” มีจุดเด่นเรื่องวัฒนธรรมและต้องการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดร.กรรณิกา กล่าวต่อไปว่า ชุมชนจะพัฒนาได้ต้องรู้ว่าบ้านเกิดของตนมีดีอะไร ยิ่งถ้าคิดจะขายท่องเที่ยวต้องมีของดี และชุมชนต้องมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น ผู้นำชุมชนต้องมีวิสัยทัศน์ซึ่งชุมชนบ้านแหลมมะขามมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดชุมชนคุณภาพทั้งหมด เป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์ มี 2 ประวัติศาสตร์ 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรม

           ชาวบ้านมีความรู้พื้นฐาน หรือ Tacit Knowledge ความรู้ที่ได้มาจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ได้ เนื่องจากเขาเห็นทุกวันจนไม่รู้สึกตื่นเต้น ไม่คิดว่าใครจะสนใจ เมื่อทางวชช.ตราด ไปในพื้นที่ โดย มีผอ.วชช. และอาจารย์อมร ไชยแสน โครงการจัดการความรู้เพื่อการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน วชช.ตราด รวมถึงนักวิชาการท่านอื่นๆ เข้าไปช่วยบริหารจัดการการเรียนรู้แก่ชาวบ้าน

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

         ให้องค์ความรู้ที่เขามีอยู่เป็นรูปธรรม สามารถถ่ายทอดแก่สาธารณะ ดึงความรู้ ศักยภาพของชาวบ้านออกมา ผ่านการอบรม เรียนรู้ร่วมกันในเรื่องต่างๆ จนทำให้เกิดโปรแกรมการท่องเที่ยว อบรมนักสื่อความหมายท้องถิ่นและเปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาในพื้นที่จริงๆ ทั้งหมดเป็นกระบวนการวิจัย การทดลองเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

         “วชช.ต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งจะสร้างได้ ไม่ใช่มีหน้าที่เพียงเติมเต็มเท่านั้น แต่ต้องรักษาความเป็นเอกลักษณ์ ตัวตนของชุมชนที่แตกต่างและมีเสน่ห์ไม่เหมือนกันให้คงอยู่ต่อไป ดังนั้นการพัฒนาชุมชน การถอดบทเรียนเรื่องราวต่างๆ ต้องเป็นการปลูกฝังชุมชนให้รัก รู้จักถ่ายทอดเรื่องราวชุมชนของตนเอง ศักยภาพของชาวบ้าน และไม่ละทิ้งอัตลักษณ์ของชุมชน ชุมชนบ้านแหลมมะขามจึงเป็นโมเดลของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ความสำเร็จของวชช.ได้ร่วมจัดการความรู้ การเรียนรู้สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน และเป็นต้นแบบไปสู่ชุมชนบ้านอ่าวใหญ่ ที่เกาะกูด” ดร.กรรณิกา กล่าว

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

นายสุเทพ บุญเพียร ผู้ใหญ่บ้านแหลมมะขาม

         ด้าน นายสุเทพ บุญเพียร ผู้ใหญ่บ้านแหลมมะขาม ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบ้านแหลมมะขาม กล่าวว่า ชาวบ้านรู้จักพื้นที่ของตนเองแต่ไม่รู้ว่าจะพัฒนาชุมชนอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งคนในพื้นที่และอนุรักษ์วัฒนธรรม ท้องถิ่นให้คงอยู่ วชช.ตราด เป็นเสมือนธนาคารความรู้ของชุมชน ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มหลักการ วิชาการในส่วนที่ชาวบ้านไม่รู้ ไม่เข้าใจ ระยะเวลากว่า 5 ปีที่ได้แลกเปลี่ยนทำงานร่วมกันระหว่างชาวบ้านและนักวิชาการ อาจารย์จากวชช.ตราด ช่วยส่งเสริมให้ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะชีวิตสร้างงาน สร้างรายได้ และที่สำคัญมีความรัก เห็นคุณค่าสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ประวัติความเป็นมาของชุมชนตนเอง

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

       “กลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบ้านแหลมมะขาม จัดโปรแกรมท่องเที่ยว 2 วัน 1 คืน ตามที่วชช.ตราดเข้ามาให้ความรู้ โดยมีศูนย์เรียนรู้ตามรอยเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง บ้านหุ่นไม้กระดาน ภาพจิตกรรมฝาผนังอุโบสถวัดแหลมมะขาม และโต๊ะวาลี รวมถึงมีโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยวได้ครั้งละ 30 คน ซึ่งนอกจากนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น กินอาหารพื้นบ้าน และมีผลิตภัณฑ์ชุมชนมากมายให้เลือกสรรแล้วยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน สร้างงาน สร้างรายได้ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพกรีดยาง เมื่อว่างจากกรีดยางก็จะไม่มีอย่างอื่นทำ อีกทั้งในหมู่บ้านมีผู้สูงอายุจำนวนมาก บางคนเป็นโรคซึมเศร้า อยู่บ้านเฉยๆ เมื่อวชช.ตราด ได้เข้ามาจัดกระบวนการทำงาน เรียนรู้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทำให้ทุกคนมีความสุข มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดีขึ้น ดังนั้นอยากให้ทุกชุมชนร่วมกับวิทยาลัยชุมชนในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อร่วมกันดูแล รักและหวงแหนท้องถิ่นให้คงอยู่ตลอดไป” นายสุเทพ กล่าว

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

         เช่นเดียวกับ ป้าวาสนา สิงหพันธ์ ผู้ประสานงานกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านอ่าวใหญ่ เกาะกูด กล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำประมงพื้นบ้าน มีวิถีชีวิตชาวประมง ว่างจากหาปลาก็มาทำกุ้งแห้ง ปลาเค็ม และเมื่อก่อนก็มีซ่อง มียาเสพติด แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ ชาวบ้านอยากทำให้คุณภาพชีวิตของชุมชนดีขึ้น และอยากเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยว เพราะชุมชนมีเรื่องราว มีวิถีชีวิตดั้งเดิม เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะบอกกล่าว สื่อสารให้ผู้อื่นได้รู้ เมื่อเกิดการร่วมกลุ่มชาวบ้านและทาง วชช.ตราดเข้ามาโดยพยายามปรับให้สอดคล้องกับชุมชนบ้านอ่าวใหญ่ ดังนั้น วชช.ตราด เป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาชุมชนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

วาสนา สิงหพันธ์

        “ชุมชนมีของดีมากมาย แต่เราไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องเหล่านี้ให้มีคุณค่า มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งเมื่อเข้ามาช่วยเสริม จัดการความรู้ของชุมชนให้เป็นกระบวนการ โปรแกรมการท่องเที่ยว อบรมการเป็นนักสื่อสารที่ดี ทำให้รู้ถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง และร่วมอนุรักษ์พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวให้คงอยู่ไว้ เพราะหากไม่มีสถาบันการศึกษาเข้ามาช่วย ด้วยความเจริญก้าวหน้าต่างๆ ที่เข้ามาในชุมชนอาจทำให้ชาวบ้านเกิดความหลงใหล และหลงลืมวัฒนธรรมของตนเอง แต่ทั้งนี้การดำเนินการพัฒนาชุมชนจะเกิดขึ้นจริงได้ต้องเริ่มจากคนในชุมชนอยากทำ อยากร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน และเห็นคุณค่าบ้านเกิดของตนเองก็จะสามารถช่วยสร้างชุมชน สังคมเข้มแข็งขึ้นมาได้”

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

        “เข้าใจ เข้าถึง และรวมพลังของคนในชุมชน” เป็นหลักในการพัฒนาชุมชนให้มีคุณภาพ โดยชุมชนต้องเหลียวมองของดีของชุมชน มีความศรัทธา และมุ่งมั่นที่จะร่วมกันพัฒนาคนท้องถิ่น

oชุลีพร อร่ามเนตรo

qualitylife4444@gmail.com

อยากได้ “ของขวัญปีใหม่”จากรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306974

อยากได้ “ของขวัญปีใหม่”จากรัฐบาล

ของขวัญจากรัฐบาล, ของขวัญปีใหม่

ธุรกิจบัณฑิตย์โพล เผยกลุ่มธุรกิจ Startup อยากให้รัฐบาล “ลดภาษี ส่งเสริมการลงทุน ลดต้นทุนสินค้า เป็นของขวัญปีใหม่

        ธุรกิจบัณฑิตย์โพล โดยศูนย์บริการวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มธุรกิจ Startup เรื่อง ผลกระทบทางเศรษฐกิจของ Startup จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มีผลสำรวจดังนี้   รายได้ของ Startup ตลอดทั้งปี 2560 พบว่า ส่วนใหญ่มีรายได้เท่าเดิม ร้อยละ 52.16    มีรายได้ลดลง ร้อยละ 32.81  และมีเพียงร้อยละ 15.03 ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น  อีกทั้ง Startup ประมาณการรายได้ในช่วงสิ้นปีนี้ว่าจะมีรายได้เท่าเดิม ร้อยละ 46.80   มีรายได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 27.19  และมีรายได้ลดลง ร้อยละ 26.01

เมื่อสอบถามถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ Startup คาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของธุรกิจตัวเอง พบว่า อันดับ 1) มาตรการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิตอล ส่งเสริมเทคโนโลยี มีร้อยละ 42.41  2) มาตรการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง มีร้อยละ 30.52   และ 3) มาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว มีร้อยละ 27.28

ส่วนมาตรการที่ Startup คาดว่าจะไม่ส่งผลรวมถึงส่งผลกระทบทำให้ธุรกิจแย่ลง ได้แก่ 1) มาตรการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ร้อยละ 70.56   และ 2) มาตรการสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของ คสช. ร้อยละ 71.11

เนื่องในวันปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึง Startup อยากได้ของขวัญปีใหม่ จากรัฐบาล อันดับ 1) การลดภาษี ร้อยละ 34.76   อันดับ 2) การส่งเสริมการลงทุน ร้อยละ 21.01  อันดับ 3) การลดต้นทุนสินค้า ร้อยละ 18.64       อันดับ 4) การหาตลาด ร้อยละ 13.02   อันดับ 5) การสนับสนุนด้านการเงิน ร้อยละ 11.09  และอันดับสุดท้าย    การสนับสนุนด้านแรงงานต่างด้าว ร้อยละ 1.48

‘กระดูกพรุน’ ภัยร้าย!!คนสูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306931

‘กระดูกพรุน’ ภัยร้าย!!คนสูงวัย

สะสมแคลเซียม, ปริมาณแคลเซียมที่เหมาะสม, ผู้สูงอายุ, หกล้ม, กระดูกพรุน

ผู้สูงอายุเวลามีกระดูกพรุนจะไม่ได้พรุนเฉพาะจุด จึงต้องตรวจวัดที่สะโพกและกระดูกสันหลัง เพราะเป็นจุดที่เห็นชัดที่สุด ต้องสะสมแคลเซียมให้พอเหมาะ 800-1 พันมิลลิกรัม

        ปัจจุบันเรามักได้ยินว่าประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคม “ผู้สูงอายุ” แล้ว ทำให้มีคำแนะนำหรือข้อมูลความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุว่ามีโรคอะไรที่จะเกิดขึ้นเมื่อพยาธิสรีระมีการเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ควรต้องระมัดระวังให้มากที่สุดในผู้สูงอายุ เป็นภัยร้ายที่อาจตามมานั่นคือ“กระดูกพรุน” ที่รอวันหักในเวลาที่เกิดพลัดหกล้ม จนกลายเป็น“วงจรเศร้าสลด” และต้องทนทุกข์ทรมานก่อนจากโลกนี้ไป

ผศ.นพ.สมบัติ โรจน์วิโรจน์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า “กระดูกพรุน” มีสาเหตุเกิดจากการสูญเสียมวลกระดูก ทำให้กระดูกบางลง หากนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงเปลือกไข่เปราะๆ บางๆ แตกหักง่าย ทำให้บางคนตัวเตี้ยลง เนื่องจากกระดูกโปร่งบางและยุบตัวช้าๆ ที่น่าเป็นห่วง คือผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมีโอกาสเกิดกระดูกแตกหักง่ายกว่าคนทั่วไป จะทราบได้อย่างไรว่าตัวเองมีภาวะ “กระดูกพรุน” โดยทั่วไปกระดูกที่พรุนหรือมวลกระดูกบางลงจะไม่มีอาการแสดงออก เรียกว่าเป็นภัยเงียบที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งมีวิธีการตรวจ คือการสกรีนด้วยอัตราซาวน์ที่ข้อมือ และข้อเท้า เพื่อเป็นการตรวจคัดกรอง

'กระดูกพรุน' ภัยร้าย!!คนสูงวัย

ผศ.นพ.สมบัติ โรจน์วิโรจน์

หากพบความผิดปกติก็จะต้องตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องตรวจวัดมวลกระดูก ซึ่งผู้สูงอายุเวลามีกระดูกพรุนจะไม่ได้พรุนเฉพาะจุด จึงต้องตรวจวัดที่สะโพกและกระดูกสันหลัง เพราะเป็นจุดที่เห็นชัดที่สุดที่ถือเป็นมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก สำหรับค่าการวัดที่ได้เราจะเปรียบเทียบกับคนปกติทั่วไปวัย 35  ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่มวลกระดูกหนาแน่นที่สุด ถ้าใครผลออกมาเป็นผล บวก จนถึง ลบ 1 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าต่ำกว่าลบ 1 ถึง ลบ 2.5  แสดงว่ากระดูกบางลง เนื่องจากมวลกระดูกลดลง แต่ถ้าใครตรวจแล้วพบว่าต่ำว่า ลบ 2.5 จะถูกวินิจฉัยว่า “กระดูกพรุน” ต้องได้รับการรักษา
หากเกิดเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิด นั่นคือ ผู้สูงอายุหกล้มกระดูกหัก โดยอวัยวะที่หักพบบ่อยใน 3 ส่วน คือ ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง

จากการข้อมูลทั่วไปพบว่าหาก “ข้อมือหัก” หรือ “กระดูกสันหลังทรุด” กระดูกจะมีรูปร่างบิดเบี้ยวไป หลังก็ค่อมลงๆ แต่มักจะไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ยกเว้นกรณีที่ทรุดไปมากหรือมีการกดทับเส้นประสาทก็ต้องรับการรักษาเฉพาะทาง แต่ถ้า “กระดูกสะโพกหัก” ปัญหาคือความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ไม่สามารถลุกยืนเดินได้ ต้องนอนติดเตียงเสี่ยงกับโรคแทรกซ้อนต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเกินกว่า ร้อยละ 95 ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน แต่ที่สำคัญคือการรักษาแบบองค์รวมของหลากหลายสาขาอย่างมีระบบจะช่วยให้เกิดความรวดเร็ว ปลอดภัย

'กระดูกพรุน' ภัยร้าย!!คนสูงวัย

ในส่วนวิธีการผ่าตัดในผู้ป่วยแต่ละคนนั้นแพทย์ต้องเลือกว่าเหมาะกับการรักษาวิธีใด เพราะมีรูปแบบการรักษาต่างๆ เช่น ผ่าตัดใส่แท่งโลหะยาวๆ มีสกรูยึด หรือมีเรื่องของการใช้ซีเมนต์เสริม บางรายอาจใช้ข้อสะโพกเทียม หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ววันที่ 2-5 ผู้ป่วยต้องเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพ พยายามให้ลุกออกจากเตียง ฝึกการนั่ง ยืน เดิน และการทรงตัว ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่ที่นอนติดเตียง อาจส่งผลร้ายตามมา

มีข้อมูลที่มีการอ้างอิงออกมาว่า เมื่อกระดูกสะโพกหักแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย 20 % มักเสียชีวิต ภายใน 1 ปี 30 % พิการถาวร 40 % ต้องใช้เครื่องช่วยพยุงในการเดิน ที่สำคัญคือไม่สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวัน ได้เหมือนเดิม ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนปกติก่อนกระดูกหัก ฉะนั้นจึงเน้นย้ำเสมอว่าอย่าให้มีกระดูกหักครั้งแรก เพราะก็อาจจะมีครั้งต่อๆ ไปตามมา จนเข้าสู่ “วงจรเศร้าสลด” หมายความว่า  ผู้สูงวัยเมื่อไหร่ที่เริ่มล้ม ก็ มีโอกาสที่จะล้มซ้ำได้อีก เมื่อล้มแล้วล้มอีกก็ต้องทนทุกข์ทรมานผ่าตัดซ้ำๆ อยู่แบบนี้ สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิต จากโรคอื่นที่แทรกซ้อนและรุมเร้าเข้ามา ดังนั้นจึงต้องป้องกันไม่ให้ล้มซ้ำ

การป้องกันการล้มซึ่งมีหลากหลายวิธี ได้แก่ การฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเพื่อมาประคองกระดูกไว้ การฝึกการทรงตัวและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ส่วนออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก ได้แก่ วิ่งเหยาะๆ เดินเร็ว ก็มีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น สำหรับการรักษากระดูกพรุนมีหลักการคือ การให้ร่างกายเสริมสร้างโครงกระดูกด้วยการสะสมแคลเซียม เช่น การเสริมอาหารหรือการเสริมแคลเซียมในปริมาณที่พอเหมาะ ทั้งนี้อาจจะต้องใช้ยาช่วยยับยั้งการสลายแคลเซียมจากกระดูก หรือยาฮอร์โมนบางประเภทร่วมด้วย ยาฉีดที่เป็นฮอร์โมน เรียกว่า “พาราไทรอยด์ฮอร์โมน” ที่ช่วยกระตุ้นในการสร้างกระดูกและช่วยรักษาให้การดูดซึมของแคลเซียมออกจากกระดูกน้อยลง และต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการหัก

สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเอง และทำให้มวลกระดูกของเรามีความหนาแน่นเหมือนกับตอนอายุ 35 เพราะเมื่อสูงวัยขึ้นมวลกระดูกก็จะลดลงอย่างช้าๆ สิ่งสำคัญคือการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคกระดูกพรุนให้มากขึ้น ถึงสาเหตุหรือองค์ประกอบที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน ไม่ว่าจะพันธุกรรมหรือปัจจัยเสี่ยง รวมถึงพฤติกรรมการบริโภค และการออกกำลังกายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

การป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำอีกคือต้องดูแลในเรื่องคุณภาพกระดูกให้แข็งแรงใกล้เคียงกระดูกปกติ ได้แก่เรื่องยาพื้นบ้าน คือ “แคลเซียม” ปริมาณพอเหมาะอยู่ที่ 800 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน หากรับประทานเกินไปถึง 2,000-3,000 มิลลิกรัมก็จะดูดซึมได้ไม่หมด อาจเกิดท้องผูกและผลเสียด้านอื่นได้ และทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

อีกตัวหนึ่งคือ “วิตามินดี” ซึ่งผิวหนังร่างกายคนเราสามารถสร้างได้จากการโดนแสงแดด จึงควรตากแดดประมาณ 30 นาที แนะนำให้ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อแขนสั้นไม่ต้องทาครีมกันแดด ในช่วงเวลา 8-9 โมงเช้า แต่ถ้าใครไม่อยากตากแดดก็มีอีกวิธีหนึ่งคือนำเห็ดสดๆ (เห็ดสดที่บริโภคได้) ไปตากแดดในช่วงแดดจัดๆ ประมาณ 1 ชม. เห็ดสดจะสร้างวิตามินดีเก็บไว้ เมื่อเรานำเห็ดนั้นมาปรุงอาหารรับประทาน ก็จะทำให้เราได้รับวิตามินดีได้แบบเต็มๆ นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมมากๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อคโคลี่ นม และผลิตภัณฑ์ของนม ปลาตัวเล็กตัวน้อย เต้าหู งาดำ ก็ช่วยเสริมสร้างกระดูกของเราให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนยามเมื่อเรากลายเป็นผู้สูงวัยในอนาคต!!

ข้อมูล ศูนย์กระดูกและข้อโรงพยาบาลกรุงเทพ  สอบถามเพิ่มเติม Call Center โทร.1719

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306898

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ปฐมพยาบาลเมื่อไฟไหม้, ไฟไหม้, ซ้อมระงับอัคคีภัย

ร.ร.วัดลำนาว นครศรีธรรมราช ร่วมสำนักงานปภ.นครศรีฯ อบรมและฝึกซ้อมระงับอัคคีภัยในสถานศึกษาให้นักเรียน และครู มีทักษะการใช้อุปกรณ์ เอาตัวรอดถ้าเกิดไฟไหม้ในร.ร.

        โรงเรียนวัดลำนาว อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดฝึกซ้อมระงับอัคคีภัยในสถานศึกษาระหว่างวันที่ 21-22 ธันวาคม 2560 โดย นายนัฐพล เพ็งเมือง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดลำนาว เปิดเผยว่า เนื่องจากการเกิดเพลิงไหม้ทำให้เกิดความเสียหายหลายด้าน เช่น มีผลกระทบต่ออาคารและสถานที่ อุปกรณ์ ฯลฯ ดังนั้นเรื่องการระงับอัคคีภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง แต่เนื่องจากครู นักเรียน ผู้ปกครองยังขาดความรู้ ทักษะในการป้องกันและระงับอัคคีภัย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาทุ่งใหญ่และคณะ ในส่วนของการรับผิดชอบในด้านการป้องกันการเกิดเหตุเพลิงไหม้ในภาวะปกติเบื้องต้น จึงมาให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ ในหัวข้อดังนี้

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ทฤษฏีการเกิดเพลิงไหม้ การแบ่งประเภทของไฟ จิตวิทยาเมื่อเกิดอัคคีภัย แผนการป้องกันและระงับอัคคีภัย การป้องกันแหล่งกำเนิดการติดไฟ วิธีการดับเพลิงประเภทต่างๆ เครื่องมือดับเพลิงชนิดต่างๆ วิธีการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่ใช้ในการดับเพลิง การจัดระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย และการประยุกต์ใช้ระบบและอุปกรณ์ที่มีอยู่ในสถานศึกษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

นายนัฐพล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในการดำเนินการจัดอบรมและฝึกซ้อมปฏิบัติในครั้งนี้เพื่อให้นักเรียน ผู้ปกครอง ครู มีทัศนคติที่ดีในการร่วมมือป้องกันและระงับอัคคีภัยเพื่อเป็นการลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง ครู สามารถใช้อุปกรณ์ดับเพลิงเข้าระงับเหตุเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ให้มีความรู้และทักษะทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติที่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและในชีวิตประจำวันได้ ได้รู้จักวิธีการป้องกันและการเข้าระงับเหตุอัคคีภัยได้อย่างถูกต้องถูกวิธี พร้อมทั้งเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและระงับอัคคีภัยเบื้องต้นและขั้นรุนแรงได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สามารถลดการสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมโดยนำความรู้ที่ได้รับไปช่วยเหลือสังคมได้เป็นอย่างดีต่อไป

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

 

พบลานเบียร์เถื่อน-เสียงดังโทษปรับ 5 หมื่น คุก 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306906

พบลานเบียร์เถื่อน-เสียงดังโทษปรับ 5 หมื่น คุก 6 เดือน

ลานเบียร์, พ.ร.บ., พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535, โทษปรับ, จำคุก

กรมอนามัย เตือนเปิดลานเบียร์เถื่อน เสียงดัง มีโทษปรับตามพ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 ไม่เกิน 5 หมื่น หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

       ในช่วงฤดูหนาวและเทศกาลปีใหม่นี้ หลายพื้นที่มักมีการจัดงานเทศกาลลานเบียร์สด มีการตั้งซุ้มขายอาหาร การแสดงดนตรีสด นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ถึงแม้จะเป็นกิจการที่สร้างสีสันให้กับกลุ่มนักดื่ม แต่เป็นกิจการที่อันตรายต่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข  ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมีอำนาจหน้าที่ควบคุม ดูแล สถานประกอบกิจการลานเบียร์สดให้ปฏิบัติตามพ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535

ทั้งนี้ ผู้ประกอบกิจการต้องยื่นขอใบอนุญาตหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่เป็นสถานที่ตั้งของกิจการนั้น และผู้ประกอบกิจการจะต้องปฏิบัติให้ถูกสุขลักษณะเป็นไปตามข้อบัญญัติท้องถิ่น รวมทั้งควบคุมการดำเนินกิจการ มิให้เกิดเสียงดังจนเป็นเหตุรำคาญสร้างความเดือดร้อนกับประชาชน หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีผู้ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจะมีความผิด โดยมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวต่อไปว่า การควบคุม ดูแล สถานประกอบกิจการดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญมากที่แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของภาครัฐในการที่จะคุ้มครองสิทธิทางสุขภาพของประชาชน อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกแก่ผู้ประกอบกิจการให้มีความรู้และปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เป็นต้น

สำหรับอาหารที่จำหน่าย หากไม่มีการคุมเข้มด้านความสะอาดปลอดภัย ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้ ทำให้เสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ อาทิ อาหารเป็นพิษ ท้องร่วง และโรคบิด เป็นต้น นอกจากนี้ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากๆ ยังมีผลเสียต่อสุขภาพ และเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ยานพาหนะอีกด้วย

กสร.เรียนนายจ้างรับเหมาซ่อมตึกทำเนียบแจงพรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306902

กสร.เรียนนายจ้างรับเหมาซ่อมตึกทำเนียบแจงพรุ่งนี้

มาตรฐานระบบด้านความปลอดภัย, กสร., แรงงาน, ตกนั่งร้าน, ซ่อมทำเนียบ

กสร. เรียกนายจ้างสอบข้อเท็จจริงกรณีลูกจ้างก่อสร้างปรับปรุงอาคารตึกบัญชาการ 1-2 ทำเนียบรัฐบาล ตกนั่งร้านบาดเจ็บวันที่ 25 ธ.ค.นี้ หากไม่ได้มาตรฐานเอาผิดตามกฎหมาย

        เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2560 นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยถึงการดำเนินการกรณีนายพีรพัฒน์ สักขวา ลูกจ้างของบริษัท กันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ซึ่งทำการปรับปรุงอาคารตึกบัญชาการ 1-2 ในบริเวณทำเนียบรัฐบาล ตกจากนั่งร้านได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า หลังจากทราบเหตุ กสร. ได้ส่งพนักงานตรวจความปลอดภัยลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าวทันทีในเบื้องต้นพบว่านายจ้างไม่ได้จัดให้มีการใช้สายหรือเชือกช่วยชีวิตและเข็มขัดนิรภัยพร้อมอุปกรณ์ฯให้ลูกจ้างได้สวมใส่ขณะปฏิบัติงาน จึงได้ออกหนังสือได้เชิญนายจ้างให้มาพบในวันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2560 เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมว่านายจ้างได้มีการปฏิบัติตามกฎกระทรวง เรื่อง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. 2551 หรือไม่ หากตรวจสอบแล้วพบนายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะดำเนินตามกฎหมายทันที

นอกจากนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ลูกจ้าง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งอาจต้องสัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว กสร.จะตรวจสอบมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัยด้วย หากพบว่ายังปฏิบัติไม่ถูกต้องจะมีคำสั่งให้ปฏิบัติให้ถูกต้องโดยเร็ว สำหรับอัตราโทษสูงสุดของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานคือมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อธิบดี กสร.กล่าวต่อไปว่า อุบัติเหตุในการทำงานที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งผู้ประสบเหตุ ครอบครัว นายจ้างเองก็มีความผิดและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามการประสบอันตรายจากการทำงานเป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้เริ่มต้นด้วยการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่  กองความปลอดภัยแรงงานโทรศัพท์ 0 2448 9128-39 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่10 พื้นที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่โทรศัพท์สายด่วน 1546

ลูกจ้างต้องได้หยุดยาว 4 วันช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306896

ลูกจ้างต้องได้หยุดยาว 4 วันช่วงปีใหม่

วันหยุดปีใหม่, เทศกาลปีใหม่

ก.แรงงาน ขอความร่วมมือสถานประกอบกิจการให้ลูกจ้างได้หยุดยาวต่อเนื่อง 4 วัน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 30 ธ.ค.60-2 ม.ค.61 ให้เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว

       นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 กำหนดให้วันที่ 30 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2561เป็นวันหยุดต่อเนื่องกันในช่วงเทศกาลปีใหม่ กระทรวงแรงงาน โดย พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดปีใหม่ จึงขอความร่วมมือให้นายจ้างพิจารณาจัดให้ลูกจ้างได้หยุดต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2561เพื่อให้ลูกจ้างได้เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว ณ ภูมิลำเนาของตนเองและร่วมกิจกรรมตามประเพณีนิยมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา อีกทั้งขอให้ลูกจ้างที่เดินทางกลับภูมิลำเนาใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ งดดื่มสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขณะเดินทาง และขอให้เดินทางไปกลับด้วยความปลอดภัย

ทั้งนี้สถานประกอบกิจการส่วนใหญ่ได้ประกาศให้วันที่ 31 ธันวาคม 2560 เป็นวันสิ้นปี และวันที่ 1 มกราคม 2516 เป็นวันขึ้นปีใหม่และวันหยุดตามประเพณีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งหากวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้าง นายจ้างต้องจัดให้วันที่ 2 มกราคม 2561 เป็นวันหยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณี

“สำหรับสถานประกอบกิจการประเภทงานขนส่งทางบก นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่พาหนะทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง หากจะให้ทำงานล่วงเวลาต้องไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง และในวันทำงานถัดไป ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างเริ่มต้นทำงานก่อนครบระยะเวลา 10 ชั่วโมง หลังสิ้นสุดการทำงานในวันทำงานที่ล่วงมาแล้ว” โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าว

เตรียมรื้อถอนพระเมรุมาศในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306796

เตรียมรื้อถอนพระเมรุมาศในหลวงร.9

พระเมรุมาศ, รื้อถอน

ขอพระบรมราชานุญาตฯ รื้อถอนพระเมุมาศ คาดใช้เวลา 60 วัน โดยจัดสร้างพิพิธภัณฑรังสิตคลอง5จัดแสดง เผยวันที่ 30-31 ธ.ค.แสดงโขนรามเกียรติ์ชุดพิเศษก่อนปิดนิทรรศการ

         เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 ที่ห้องรับรองหลังพระที่นั่งทรงธรรม ท้องสนามหลวง นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมติดตามและประเมินผลการดำเนินงานนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการดำเนินการรื้อย้ายพระเมรุมาศและอาคารประกอบในมณฑลพิธีท้องสนาม  ด้วยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้รับมอบหมายให้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่คลอง 5 จังหวัดปทุมธานี เพื่อที่รวบรวมองค์ความรู้ อาคารประกอบต่างๆ และเรื่องราวพระราชพิธีพระบรมศพ โดยจะการรื้อถอนอาคารบางส่วนมาสร้างที่นี่ เช่น อาคารศาลาลูกขุน 1 จำนวน 2 หลัง บุษบกซ่าง และหอเปลื้อง อย่างละ 1 หลังจะนำมาจัดแสดงที่นี่ ส่วนประติมากรรม จะแบ่งประมาณ 20% มาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ ที่รังสิตคลอง 5

สำหรับต้นไม้ กระถางที่ประดับโดยรอบพื้นที่นั้น พวกไม้ดัดต่างๆ จะดำเนินการส่งคืนให้กลับสวนนงนุช ขณะที่ดอกดาวเรืองกว่า 3 แสนต้นนั้นจะเคลื่อนย้าย ไปใช้จัดงานฤดูหนาวที่บริเวณลานพระที่นั่งดุสิต และสนามเสือป่าช่วงต้นเดือนมกราคม 2561 ทั้งนี้ จะไม่มีการจำลองพระเมรุมาศจำลองไปแสดง เพราะเป็นความเชื่อสืบทอดมาแต่โบราณกาล อีกทั้ง การจัดสร้างพระเมรุมาศในหลวงรัชกาลที่ 9 ต่างจากพระเมรุมาศในอดีต เพราะเป็นการรวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ และยังเป็นการถวายความจงรักภักดี ถวายพระเกียรติสูงสุด ซึ่งการเปิดให้ประชาชนมาชมทำให้เห็นมรดกล้ำค่าที่สืบทอด และภายหลังปิดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯแล้ว ก็จะยังคงมีเจ้าหน้าที่เข้ามาคอยดูแลเหมือนเดิม เพียงแต่ลดปริมาณลง จนกว่าการรื้อยายจะเสร็จสิ้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันการสูญหาย อย่างไรก็ตาม กรมศิลปากรได้จัดทำแผนดำเนินการรื้อย้ายและทำเรื่องกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาโปรดเกล้าฯ

ด้าน นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ขณะนี้กรมศิลปากร ได้ทำเรื่องกราบบังคมทูล ขอพระบรมราชานุญาตในการรื้อถอนพระเมรุมาศแล้ว  และหากทรงพระราชานุญาตลงมาแล้วก็จะมีพิธีบวงสรวงก่อนจะมีการรื้อถอน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการกลางเดือนมกราคม โดยในส่วนของวัสดุก่อสร้างทั้งประติมากรรมและงานศิลปกรรมหลักๆของพระเมรุมาศก็จะนำไปเก็บไว้ที่ช่างสิบหมู่ จ.นครปฐม ซึ่งขณะนี้ได้สร้างอาคารขนาดกว้าง 30×60 เมตรขึ้นมาใหม่เฉพาะไว้จัดเก็บเพื่อเก็บไว้รอจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์หลังใหม่ ส่วนงานสถาปัตยกรรมของพระเมรุมาศ เช่น สร้าง และหอเปลื้องจะเก็บไว้ 1 หลัง เพื่อนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ รวมถึงเก็บงานศิลปกรรมทั้งหมดไว้ ส่วนงานทั่วไปรวมถึงผ้าทองย่นคงต้องรื้อทั้งหมด ส่วนโครงสร้างที่เป็นเหล็กที่มีจำนวนมาก ก็จะเก็บไว้ที่อุทยานประวัติศาสตร์ จ.พระนครศรีอุทยา ซึ่งในส่วนนี้ก็อยู่ที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

นายอนันต์ กล่าวต่อไปว่า  เพราะฉะนั้น ทั้งหมดมี 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งที่นำไปจัดสร้างเพื่อใช้งานต่อ คือในส่วนของศาลาลูกขุน บางส่วนนำไปจัดสร้างที่สิบหมู่ และสร้างขนาบที่หอจดหมายเหตุ ร.9  และขณะนี้รอลื้อพลับพลายกที่หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และทับเกษตร 2 หลัง และทิมอีก 2 หลัง สำหรับงบที่ใช้ในการรื้อถอนทั้งหมด ทั้งการเคลื่อนย้าย และการสร้างใหม่อาคารหลังใหม่ที่สิบหมู่ 2 หลัง และสร้างขนาบที่หอจดหมายเหตุ ร.9 โดยของบประมาณไว้จำนวนกว่า 80 ล้านบาท โดยมีการเขียนแผนการรื้อถอนไว้จำนวน 60 วัน คาดว่าหลังปีใหม่จะเริ่มดำเนินการรื้อถอนได้ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วประมาณมีนาคม ก็จะสามารถคืนพื้นที่ให้กับทางกรุงเทพมหานครได้ ส่วนชื่อพิพิธภัณฑ์ก็จะกราบบังคมทูลขอพระราชทานชื่อพิพิธภัณฑ์ใหม่ต่อไป

สำหรับผู้เข้าชมพระเมรุมาศและนิทรรศการตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนถึง 21 ธันวาคม 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,376,506 รูป/คน แบ่งเป็นพระภิกษุ/สามเณรและแม่ชี 20,555 รูป/คน วีลแชร์ 51,284 คน ผู้พิการ 4,399 คน กลุ่มชาติพันธุ์ 290 คน นักท่องเที่ยวต่างชาติ 40,813 คน สื่อมวลชน 1,880 คน ประชาชน 2,561,644 คน และ นักเรียนและนักศึกษา 695,641 คน อย่างไรก็ตาม สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาร่วมชมมาจาก 96 ประเทศ โดยประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมัน อเมริกา จีน ฝรั่งเศส และอังกฤษ

ขณะเดียวกัน มีรายงานด้วยว่าตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนถึงวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา มีประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการได้แสดงความมีน้ำใจ เมื่อเก็บเงินและสิ่งของมีค่าได้ภายในพื้นที่นิทรรศการ ก็ได้นำมาส่งคืนเจ้าของผ่านกองอำนวยการร่วม จำนวน 260 รายการ อาทิ  เงิน โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต อุปกรณ์กล้อง แว่นตา นาฬิกา กระเป๋าสตางค์ พระเครื่อง เป็นต้น รวมถึงบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งวธ. ขอชื่นชมประชาชนเหล่านี้ที่แสดงออกถึงความมีน้ำใจในสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม การจัดแสดงนิทรรศการพระเมรุมาศจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ โดยได้มอบหมายให้กรมศิลปากรจัดแสดง “โขน เรื่องรามเกียรติ์ชุดพิเศษ” หน้าพระที่นั่งทรงธรรม วันที่ 30-31 ธันวาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป โดยแต่ละวันใช้เวลาแสดง 90 นาที เพื่อให้ประชาชนที่เข้าชมพระเมรุมาศ และนิทรรศการได้รับชมการแสดงโขน

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306778

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

คุณภาพชีวิต > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  22 ธ.ค. 2560

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

อาจารย์ 300 คนแต่งดำร้องนายกฯ ใช้ม.44 ปรับเพิ่มเงินเดือน 8% เท่าครู ชี้ทำงานเหมือนกัน วิชาชีพเดียวกัน ด้านสกอ.ยันทำตามมติก.พ.อ.แก้กม.คาดใช้เวลา 1 ปี 8 เดือน

22 ธ.ค. 2560 หลังจากอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นข้าราชการทั้งมหาวิทยาลัยในส่วนราชการและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 78 สถาบัน ต้องรอมาถึง 8 ปี เรียกร้องขอปรับเพิ่มเงินเดือน 8% ให้เท่ากับครู แต่ยังไม่ได้ตามที่ร้องขอ

ล่าสุด อาจารย์นัดรวมพลแต่งดำจัดเสวนาพร้อมลงชื่อยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่ได้เข้าพบ โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลขอให้ไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) โดยมี นายพันศักดิ์ เจริญ ผู้อำนวยการส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มารับหนังสือ และรับปากจะยื่นหนังสือส่งแก่นายกรัฐมนตรี

ในวันนี้  วันเดียวกัน ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)ได้บอกระยะเวลาหากต้องแก้ไขระเบียบ กพอ.เพื่อให้ขึ้นเงินเดือนได้8%ต้องใช้เวลาถึง1ปี8เดือน

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

      ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษา ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) กล่าวว่าการออกมาเรียกร้องครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อขอปรับเพิ่มเงินเดือนสูงขึ้น แต่เป็นการขอให้ช่วยเยียวยาและลดความเหลื่อมล้ำเรื่องเงินเดือนระหว่างครูและอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะขณะนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยมีเงินเดือนน้อยกว่าครูมาตั้งแต่ปี 2554  โดยเดือนมีนาคม 2554 มติคณะรัฐมนตรีนั้น ได้ปรับเพิ่มเงินเดือนครู  8% และต่อมาเดือนเมษายน 2554 ได้ปรับเพิ่มเงินเดือนอีก 5% รวมปรับเพิ่มเงินเดือนครู13%  ขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัยได้ปรับเพิ่มเงินเดือนเฉพาะเดือนเมษายน 5% ดังนั้น ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่อาจารย์มหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นกลุ่มวิชาชีพเดียวกัน ทำงานเหมือนกัน และเป็นครูของครูแต่ได้รับเงินเดือนน้อยกว่าตั้งแต่ปี 2554

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

“เราได้มีการเรียกร้องเรื่องนี้มาตลอด และตอนนี้เข้าสู่ปีที่ 8  แล้ว ซึ่งส่วนตัวยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี 50ครั้ง และทุกครั้งเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ แต่ถูกตีกลับไปสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และส่งต่อไปยังสำนักงบประมาณ และวนเวียนอยู่อย่างนี้ ไม่เคยถึงนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ทางคณาจารย์จึงได้ยื่นหนังสือแก่นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง  โดยขอให้เยียวยาปรับเพิ่มเงินเดือน 8% ขอให้นำเรื่องดังกล่าวเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและแก้ไขปัญหาดังกล่าว และหากนายกฯ เห็นว่าเงินเดือนของอาจารย์เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ และต้องรีบช่วยเหลือขอให้ใช้มาตรา 44” ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าว

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

ต่อมา เวลา 13.00 น.คณาจารย์ ได้เดินทางมายังกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมี ดร.สุภัทร รับฟังปัญหาและชี้แจงว่า สกอ. รมว.ศึกษาธิการ ไม่ได้นิ่งเฉย ทำเรื่องเสนอขอเยียวยาเข้า ครม.มา 2 ปี แต่ถูกตีกลับมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามตนมีหน้าที่ทำตามมติ ก.พ.อ. ซึ่งล่าสุด ก.พ.อ.มีมติที่จะขอแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 เพื่อให้ก.พ.อ.มีอำนาจในพิจารณาเสนอเรื่องการเยียวยาได้เช่นเดียวกับกรณี ก.พ.หรือ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งตามกระบวนการแล้วใช้เวลา 1 ปี 8 เดือน ส่วนข้อเสนอเรื่องของมาตรา 44 เป็นสิทธิ์ของกลุ่มอาจารย์ที่จะเสนอต่อ นายกฯ แต่สุดท้ายทาง นายกฯส่งกลับมาให้ สกอ.เสนอความคิดเห็นอยู่ดี

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

ดร.สุภัทร จำปาทอง

“ยอมรับว่ากระบวนการ 1 ปี 8 เดือนจะช้า ผมพูดจากประสบการณ์เพราะการพิจารณาทั้งการแจ้งเวียนภายใน การพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือกระทั่งในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแต่ละครั้ง ก็ไม่น้อยกว่า 2-3 รอบใช้เวลาเป็นเดือนๆ เพราะฉะนั้น ผมยืนยันว่าจะทำตามกระบวนการปกติ” ดร.สุภัทร กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับเนื้อหาสาระหนังสือ “ขอความกรุณาช่วยเหลือเยียวยาให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ตำแหน่งวิชาการ) ให้ได้รับสิทธิ์เกี่ยวกับการปรับอัตราเงินเดือนร้อยละ 8” ที่ยื่นถึงนายกรัฐมนตรี สรุปดังนี้ ทปสท. และประธานที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) รวมทั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ตำแหน่งวิชาการ) เห็นว่าพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547  แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 บัญญัติให้อัตราเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือน

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์มายังท่านได้โปรดอาศัยอำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พิจารณาช่วยเหลือและเยียวยาให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาได้รับสิทธิเกี่ยวกับการปรับอัตราเงินเดือนร้อยละ 8 เช่นเดียวกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับการปรับอัตราเงินเดือนมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 จ. ด้านการศึกษา (3) “ให้มีกลไกและระบบการผลิต คัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบอาชีพครูและอาจารย์ให้ได้ผู้ที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถและประสิทธิภาพในการสอน รวมทั้งมีกลไกสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพครู”

ซึ่งรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่าครูและอาจารย์เป็นวิชาชีพเดียวกัน โดยมี ตัวแทนคณาจารย์ 5 ท่าน  ได้แก่ ผศ.วิริยะ ศิริชา ประธานทปสท. ผศ.ธีระชน พลโยธา ประธาน ปอมท. ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษา ทปสท. ผศ.เรวัตร เจยาคม ที่ปรึกษา ทปสท. และผศ.อติชาติ ภูมิวนิชชา ที่ปรึกษา ทปสท. เป็นผู้ลงนาม พร้อมทั้งมีการลงชื่อเพื่อเรียกร้องขอให้ลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

22ธันวาเอาจริงขึ้นเงินเดือนอาจารย์มหา”ลัย8%