ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/295546

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/295546

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/295553

ช่อง 3 ร่วมกับ ป่าใหญ่ครีเอชั่น ส่งรายการพิเศษ “ดาวเรืองถวายพ่อ” ลงจอ เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตลอดเดือนตุลาคมนี้ โดยจะนำเสนอเรื่องราวของ 4 องค์กร คือ ชุมชนแออัด ชุนชนผู้อาศัยในคอนโดมิเนียม โรงเรียนเล็กๆในกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่สวนสาธารณะ ที่ร่วมกันปลูกดอกดาวเรืองน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9 ให้ทันช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ออกอากาศตลอดเดือนตุลาคมนี้ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 07.20 น.ทางช่อง 3 และ 33 หรือแอพพลิเคชั่น 3LIVE
นิรมล เมธีสุวกุล แห่งป่าใหญ่ครีเอชั่น เผยถึงรายการว่า “แรงบันดาลใจการทำรายการนี้ คือดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ประจำพระองค์ สีเหลืองเป็นสีประจำพระองค์ และในช่วงที่ผ่านมา หลายคนมีความโศกเศร้าเสียใจ รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระองค์ท่าน ก็เลยคิดว่าหากเราสามารถรวมจิตใจในช่วงระยะเวลาก่อนที่จะถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงเรามีใจจดจ่ออยู่กับอะไรบางอย่างที่จะทำเพื่อพระองค์ท่านคงจะดี ก็เลยสำรวจดูว่าในพื้นที่ กทม. มีใครบ้างที่ตั้งใจจะปลูกดาวเรืองถวายพระองค์ท่าน โดยทางรายการได้เริ่มถ่ายทำตั้งแต่วันแรกที่เพาะเมล็ดพันธุ์ ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมและติดตามมาตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ทางรายการได้เลือกพื้นที่เพื่อให้เป็นตัวแทนของพสกนิกรที่หลากหลาย เช่น ถ่ายทำที่โรงเรียนมัธยมที่เด็กวัยรุ่นตั้งใจจะปลูก ถ่ายทำที่ชุมชน ถ่ายทำที่สวนหลวง ร.9 เพราะที่นี้ปลูกดาวเรือง 200,000 กว่าต้น ก็จะเป็นความงามอันอลังการ ถ่ายทำย่านที่เป็นธุรกิจมากๆ คือ ถนนศรีอยุธยา ซึ่งได้เริ่มถ่ายทำตั้งแต่วันแรกที่ทุกคนเริ่มเพาะเมล็ดพันธุ์และฟูมฟักตั้งแต่ดาวเรืองงอกจนมีการตัดยอด แต่ละที่ก็จะมีเทคนิคการดูแลต่างกัน จนกระทั่งสิ้นสุดคือเบ่งบานเต็มที่หลังจากนั้นแต่ละคนก็จะนำไปน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณโดยการนำไปตกแต่งสถานที่ของตนเอง ที่ป้ายโรงเรียน หรือเอาไปให้สำนักงานเขตเพื่อที่เขตจะได้นำไปตกแต่งใน กทม. เป็นต้น แต่ละคนก็จะมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน นอกเหนือจากนี้ทางรายการก็จะมีไปถ่ายทำตามสถานที่ต่างๆที่ประดับด้วยดอกดาวเรือง โดยทั้งหมดที่จะนำเสนอออกไปเพราะทางรายการคิดว่ามันคือการแปลความเศร้าโศกเสียใจให้กลายเป็นพลัง”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/295551

เซเลบฯกูรูมืออาชีพ หมอก้อง-สรวิชญ์ เซเลบฯกูรูเทคนิคคิดเลขเร็ว, เมญ่า-นนธวรรณ เซเลบฯกูรูการพูดภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ, ปอ-อรรณพเซเลบฯกูรูร้องเต้นพิชิตใจขาแดนซ์, สโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส อาจารย์โต้งสถาบัน HMS สถาบันเอมส์ AiMS School และสถาบันกรุ๊ป สตูดิโอ ร่วมมอบรางวัล และแสดงความยินดีต่อเหล่าเยาวชน ในกิจกรรมประกาศผลการประลองทาเลนต์เฟ้นหาดาวสู่การเป็น Umay+ The winner กับ ยูเมะพลัส “ปั้นฝัน…ปันโอกาส” ซีซั่น 7 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ปลุกฝัน ปั้นดาว” ณ ลานอีเดน (Eden) ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดย อีซี่ บาย ผู้ให้บริการบัตรกดเงินสด“ยูเมะพลัส” บิ๊กบอส มร.ฮิโตชิ โยโกฮามาเป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/295543

นับเป็นเรื่องราวดีๆ ที่ได้รู้แล้วต้องยิ้ม เมื่อคุณแม่ บียอนเซ่ ออกซิงเกิ้ลใหม่เพื่อหาเงินช่วยเหลือชาวเปอร์โตริโก เม็กซิโก และหมู่เกาะในแถบทะเลคาริบเบียน ที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติครั้งใหญ่จากการโดนเฮอริเคนถล่มและเกิดแผ่นดินไหวนั่นเอง โดยบียอนเซ่เพลงที่ปล่อยออกมานั้นมีชื่อว่า Mi Gente ซึ่งเป็นการนำเอาเพลงของ J Balvin และ Willy William มาดัดแปลงใหม่เป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษและสเปน นักร้องชื่อดังรายนี้เผยว่าเงินที่ได้จากการทำเพลงนี้เธอจะบริจาคให้การกุศลทั้งหมด นอกจากนี้เธอและ เจย์ ซี ผู้เป็นสามี ก็ได้เตรียมจัดคอนเสิร์ตใหญ่เพื่อระดมทุนนำไปบรรเทาทุกข์เหยื่อจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาตินี้อีกด้วย
นอกจากควีนบีแล้ว อีกหนึ่งนักร้องที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คือ แดดดี้ แยงกี้ หรือ Ramon Rodriguez นักร้องชาวเปอร์โตริโกเจ้าของเพลงฮิต Despacito ก็ได้ร่วมบริจาคเงินถึง 1 ล้านเหรียญดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 35 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่ถูกพายุเฮอริเคนและแผ่นดินไหวจู่โจมเช่นกัน ยังมีนักร้อง นักแสดงท่านอื่นๆ อีกมากมายที่ช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกอย่างเงียบๆ ไม่ว่าจะทางใดก็ตาม ทางเราก็ต้องขอซาบซึ้งในน้ำใจอันงดงามนี้ด้วยค่ะ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/295536

กลุ่มศิลปิน งานศิลป์สร้างบุญ หรือ “Good for the good of it” ขอเชิญชมงานนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ดอกไม้ของพ่อ “A flower of King Rama ๙” จัดขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 รวบรวมผลงานพระบรมฉายาลักษณ์จากศิลปินจิตอาสารุ่นใหม่ เพื่อทำการประมูล และจำหน่ายพระบรมฉายาลักษณ์และงานศิลปะ นำเงินรายได้มอบให้มูลนิธิ “มอบด้วยใจ…ให้ด้วยรัก” วชิรพยาบาล ช่วยระดมทุนหาซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อพัฒนาศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤติผู้ป่วยฉุกเฉิน และผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อน ให้ผู้ป่วยทุกรายมีโอกาสเข้าถึงในการรักษาโดยไม่จำกัด และสามารถกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวคนที่รักต่อไป
ภายในงานจะจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์และผลงานทั้งหมดกว่า 60 ชิ้นงาน จากศิลปินหลายแขนง นอกจากนี้ยังมีศิลปินจิตอาสาแขนงอื่นๆ เกือบ30 ชีวิต ที่มีจิตตั้งใจทำความดีถวายพระองค์ท่านอีกหลายๆ ท่าน ภายในงานยังมีการจัดดอกไม้ในสไตล์ IKEBANA จากศิลปินจิตอาสา เพื่อสื่อแทนความดีที่เหล่าศิลปินร่วมใจกันจัดนิทรรศการและแสดงความระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน “ดอกไม้ของพ่อ” (A flower of King Rama ๙) ได้ตั้งแต่วันที่ 7-31 ตุลาคม 2560ณ โนเบิลเพลินจิตเซลล์แกลเลอรี่ (สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิตใกล้อาคาร Wave Place) ซึ่งจะจัดกิจกรรมประมูลผลงานศิลปะนำเงินรายได้มอบให้มูลนิธิ “มอบด้วยใจ…ให้ด้วยรัก” ในวันที่ 7 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 094-6594924 หรือเฟซบุ๊คแฟนเพจ GOODfortheGOOD



ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307047
กลุ่มบริษัทซีดีจี เดินสายจัดกิจกรรม Code Their Dreams ครั้งที่ 10 นำทีมพนักงานจากกลุ่มบริษัทซีดีจีและจีเอเบิล ร่วมถ่ายทอดความรู้เบื้องต้นด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Coding) และพื้นฐานการทำงานของคอมพิวเตอร์ แก่น้องๆ นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนวัดช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ผ่านฐานกิจกรรมทั้ง 5 ฐาน ได้แก่ Scratch วาดภาพตามคำสั่ง หอคอยแก้วน้ำ สมองกล และส่งน้องให้ถึงฝั่ง (Robot) พร้อมมอบของที่ระลึก และอุปกรณ์สำหรับการสอนโค้ดดิ้งสำหรับเด็ก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการโค้ดดิ้ง ผ่านการนำองค์ความรู้ขององค์กรมาถ่ายทอดสู่เยาวชนรุ่นต่อไป ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูกิจกรรมย้อนหลัง และความรู้เกี่ยวกับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ได้ที่ http://www.facebook.com/CodeTheirDreams
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307041
ตามที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายดำเนินการโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง Hight Speed Internet” ในปี 2561 โดยให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษาได้เลือกเครือข่ายของผู้ให้บริการที่ดีที่สุดได้เอง และได้มีการยุติ MOENet ซึ่งไม่ใช่ผู้ให้บริการ ไม่มีเครือข่ายตนเองแต่เป็นการเช่าสัญญาณจากเครือข่ายของรัฐวิสาหกิจ เอกชนเชื่อมต่อสัญญาณไปยังสถานศึกษา ซึ่งต่อไปจะไม่มีการเช่าสัญญาณ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการจัดการปัญหาระบบอินเทอร์เน็ตโดยเร็ว โดยจะมีการพัฒนาเครือข่าย UniNet ให้มีศักยภาพครอบคลุมมากขึ้น ขณะเดียวกัน จะตรวจสอบการดำเนินการ MOENet ที่ผ่านมาว่ามีการทำสัญญา การจ่ายเงินอย่างไรด้วยนั้น
เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่จังหวัดสุโขทัย ในวันพรุ่งนี้ (26 ธ.ค.) จะนำเสนอข้อมูลการลงพื้นที่ตรวจการใช้งานอินเทอร์เน็ต ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ให้ที่ประชุมรับทราบการใช้งาน สภาพปัญหา ส่วนการพัฒนาเครือข่าย UniNet ของสกอ. ในระยะที่ 3 เพื่อให้ครอบคลุมสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ นั้น ได้หารือกับผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.แล้ว โดยจะเสนอไปในแผนการดำเนินงานปีงบประมาณรายจ่าย 2562 ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด ส่วนจะใช้งบฯเพื่อพัฒนา UniNet จำนวนเท่าไรนั้น ยังไม่ได้สรุปตัวเลขที่แน่นอน
โครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงของศธ. ถือเป็นนโยบายที่สำคัญในปี 2561 ที่จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมถึงปัญหาขาดแคลนครู โดยใช้เทคโนโลยีเข้าไปแก้ปัญหา อุดช่องโหว่ เพิ่มโอกาสทางการศึกษา โดยกระจายอำนาจการจัดซื้อสัญญาณอินเตอร์เน็ตให้โรงเรียนได้ตัดสินใจเลือกซื้อเครือข่ายบริการที่ดีที่สุด
ขณะที่ นพ.โสภณ นภาธร ผู้ช่วยรมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้หารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานปลัด ศธ. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในเบื้องต้นและมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานไปจัดทำแผนการทำงาน โดยหลักการสำคัญคือ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ต้องดูแลสถานศึกษาไม่ให้เกิดผลกระทบจากการใช้อินเทอร์เน็ต
ทั้งนี้ ในปี 2561 โรงเรียนที่มีการใช้เครือข่าย UniNet ที่ดูแลโดย สกอ.ซึ่งมีประมาณ 10,000 โรงทั้งสังกัด สพฐ.และสอศ. สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ทันที ไม่ต้องใช้ MOENet อีกต่อไปเพราะจะไม่มีการเช่าสัญญาณต่อจากผู้ให้บริการอีก แต่สำหรับสถานศึกษาที่ไม่ได้ใช้เครือข่าย UniNet ผู้บริหารสถานศึกษาก็จะพิจารณาเลือกใช้สัญญาณที่เหมาะสม ซึ่งผู้ให้บริการทั้งภาครัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนก็สามารถเข้ามาแข่งขันเป็นทางเลือกให้สถานศึกษาได้
นพ.โสภณ กล่าวต่อไปว่า เครือข่าย UniNet นี้สามารถส่งสัญญาณไปยังสถานศึกษาได้ความเร็วสูงสุดถึง 1 กิกกะไบต์ เพียงแค่เปลี่ยนอุปกรณ์รับสัญญาณ หรือ เราท์เตอร์ ให้รองรับ ซึ่งรมว.ศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำว่าต้องมีการพัฒนาศักยภาพของ UniNet เพิ่มขึ้นให้ครอบคลุม มีความเป็นเอกภาพ ให้เป็นทางเลือกแก่สถานศึกษาในการใช้บริการ อย่างไรก็ตาม หากโรงเรียนใช้ UniNet อยู่แล้วจะใช้จะใช้บริการเครือข่ายอื่นๆร่วมด้วยก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณา เพราะเป็นอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา แต่รายงานให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) รับทราบ
อย่างไรก็ตาม งบประมาณปี 2561 ของสป.ศธ.ในส่วนของ MOENet ที่ตั้งไว้ประมาณ 600-700 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์ ค่าสาธารณูปโภค และปีนี้มีในเรื่องของการบูรณาการเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ในการทำระบบข้อมูล และเครือข่าย ซึ่งหากจะมีการเปลี่ยนแปลงงบฯก็จะนำมาใช้เพื่อการพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเท่านั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307012
นาวาโทหญิงแพทย์หญิงอุบลวัณณ์ จรูญเรืองฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า เทศกาลปีใหม่ 2561 ที่กำลังมาถึงนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอเชิญประชาชนร่วมทำบุญบริจาคโลหิตก่อนเดินทางท่องเที่ยว ในโครงการ“ให้เลือดก่อนปีใหม่ ท่องเที่ยวปลอดภัย โชคดีได้บุญ” ระหว่างวันที่ 25–31 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ (ปิดทำการ 1 วัน คือ 1 มกราคม 2561 )เพื่อเสริมดวงชะตาให้กับตัวเองให้แคล้วคลาดปลอดภัย มีแต่ความโชคดี และยังได้บุญกุศลที่ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยด้วย เดินทางไปเที่ยวอย่างมีความสุขกับครอบครัว ซึ่งช่วงของเทศกาลแต่ละปีประชาชนส่วนใหญ่เดินทางท่องเที่ยวหรือกลับบ้านต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก โรงพยาบาลต่างๆจำเป็นจะต้องสำรองโลหิตหากเกิดความต้องการเร่งด่วน
ดังนั้น ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จึงต้องเตรียมพร้อมสำรองโลหิตคงคลังไว้ ซึ่งก่อนหยุดปีใหม่ โรงพยาบาลจะขอเบิกโลหิตเพื่อไปสำรองเพื่อเตรียมพร้อมเพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีนอกจากนี้ ผู้ที่เดินทางมาบริจาคโลหิตที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ได้เตรียมฉากถ่ายรูปสวยๆ ต้อนรับปีใหม่ 2561 ให้ผู้บริจาคโลหิตได้สนุกสนาน เพลิดเพลินกับการถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอีกด้วย จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมทำบุญบริจาคโลหิต โดยเฉพาะผู้ที่เคยบริจาคโลหิตเมื่อเดือนสิงหาคม หรือ กันยายน ซึ่งส่วนใหญ่บริจาคครบ 3 เดือนแล้ว สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 เดือน ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์
ในส่วนภูมิภาค สามารถบริจาคโลหิตในโครงการ ฯ ได้ระหว่างวันที่ 25-29 ธันวาคม 2560ณ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ จังหวัดชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช สงขลา ภูเก็ต และงานบริการโลหิตสถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ จ.ประจวบคีรีขันธ์ สามารถสอบถามรายละเอียดวัน และเวลาเปิดรับบริจาคโลหิต ได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร. 0 2256 4300 , 0 2263 9600-99 ต่อ 1101,1760
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307008
จากกรณีที่ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) รวมตัวกันแต่งชุดดำออกมาเคลื่อนไหวให้มีการปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา 8% เพื่อเยียวยาและลดความเหลื่อมล้ำเรื่องเงินเดือนระหว่างครูและอาจารย์มหาวิทยาลัย โดยได้ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2557 (ฉบับชั่วคราว) ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะกำกับดูแลอุดมศึกษา เปิดเผยว่า ยอมรับว่าการปรับเพิ่มเงินเดือนครูกับข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา มีความเหลื่อมล้ำ แต่หน่วยงานที่พิจารณาเรื่องนี้ คือ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานประมาณ ไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างไรก็ตาม คาดว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่จังหวัดสุโขทัย ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ นายกฯ น่าจะมีการพูดคุยเรื่องดังกล่าว รวมถึงหารือร่วมกับก.พ.และสำนักงบประมาณด้วย
ส่วนที่ทาง ทปสท. เสนอให้ใช้อำนาจหัวหน้าคสช. ตามมาตรา 44 ดำเนินการเรื่องดังกล่าวนั้น ส่วนตัวคิดว่า เรื่องนี้น่าจะดำเนินการโดยใช้กลไกปกติ ส่วนม.44 ควรใช้ในเรื่องสำคัญที่ หากไม่เร่งดำเนินการภายในรัฐบาลนี้ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ไม่ใช่ว่า ทุกเรื่องจะต้องใช้ม.44 ทั้งหมด
“ผมว่าเรื่องนี้น่าจะแก้ไขโดยใช้กลไกปกติ อำนาจม.44 ควรเก็บไว้ใช้ในเรื่องสำคัญ หรือเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ หากไม่ทำในรัฐบาลนี้ ก็อาจไม่สามารถทำได้ในรัฐบาลอื่น อีกทั้งถ้าทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ต้องไปใช้ม.44 ทั้งหมด ผมเองก็เห็นใจนายกฯ โดยการแก้ไขเรื่องนี้ ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เห็นถึงความจำเป็นในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษามีขวัญกำลังใจในการทำงาน พัฒนาการจัดการศึกษา ซึ่งปัจจัยเรื่องค่าตอบแทนก็ไม่ควรมีความเหลื่อมล้ำเกินไป”ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว
ส่วนความคืบหน้ากรณี พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือกับทางสำนักงบประมาณ กรณีจัดสรรงบเพื่อเลื่อนเงินเดือนให้พนักงานในสถาบันอุดศึกษา ประจำปีงบ 2560 ในอัตรา 4% ส่วนข้าราชการ 6% โดยขอให้กำหนดวงเงินการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาให้เท่ากับข้าราชการนั้น รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยเรื่องดังกล่าวกับนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ แต่คาดว่าหลังปีใหม่น่าจะมีการหารือเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ซึ่งส่วนตัวเข้าใจ และพยายามจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อยากให้ทุกคนมีขวัญกำลังใจในการทำงาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306986
โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญในยุคของการมุ่งพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0 คือกลุ่มเด็ก และเยาวชน Generation Z (พ.ศ.2538-2552) ซึ่งเกิดและเติบโตมาในยุคเทคโนโลยีและโซเซียลเน็ตเวิร์ค มีความพร้อมรับข้อมูลหลากหลายผ่านสื่อดิจิตอล มีความคิดและแนวทางอิสระเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ให้ความสนใจเรื่องรอบตัวในหลากมิติ ทั้งศิลปะ สิ่งแวดล้อมและสังคม จึงสามารถคิดและทำอะไรได้หลากหลายในเวลาเดียวกัน ซึ่งเหมาะกับโลกที่มีการแข่งขันสูง
ตัวอย่างของแรงขับเคลื่อนสังคมที่เป็นพลวัตและพลังสำคัญของสังคมคือ นักศึกษาจาก 8 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และเครือข่ายเยาวชน 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสมัชชาเยาวชนชาวไทยภูเขา จังหวัดน่าน และกลุ่มเยาวชนเคียงริมโขง จังหวัดเชียงราย ภายใต้โครงการเยาวชนสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเหนือตอนบน โดยมูลนิธิภูมิพลังชุมชนไทย จากการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อพัฒนากลไกเครือข่ายเยาวชนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ให้มีความตื่นตัวและสนใจพัฒนาศักยภาพตนเองพร้อมกับการพัฒนาชุมชนและสังคม ให้พร้อมที่จะเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งในอนาคต
งานจอย ปอยละอ่อน “ฮ่วมกึ๊ด ฮ่วมแฮง ฮ่วมสร้างสรรค์สังคม” ณ โรงเรียนบ้านแม่อ้อ ตำบลแม่อ้อ อำเภอพาน จ.เชียงราย เป็นการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์และเปิดโอกาสให้เยาวชน นักศึกษานำเสนอบทเรียน องค์ความรู้ที่ดำเนินงานมาตลอดระยะเวลาหนึ่งปี โดยใช้พื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านแม่อ้อ เป็นกรณีศึกษาปัญหาจริงในชุมชนเพื่อร่วมกันแก้ไขและผลักให้ขับเคลื่อนต่อไปได้
“น้องดรีม” นายวรากร ใจยา ตัวแทนเครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า กิจกรรมที่เยาวชน นักศึกษาได้ทำร่วมกันเป็นการเปิดพื้นที่ทางความคิดและอุดมการณ์ โดยมีความมุ่งหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนงานเพื่อพัฒนากลไกเครือข่ายเยาวชน นักศึกษาในมหาวิทยาลัยพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ให้มีความตื่นตัวและสนใจในการพัฒนาศักยภาพตนเองพร้อมไปกับการพัฒนาชุมชนและสังคม เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งในอนาคต โดยมุ่งเน้นใช้ชุมชนเป็นพื้นที่การเรียนรู้ (Area Focused) ใช้การตั้งโจทย์หรือคำถามเพื่อให้เกิดการคิดร่วมและช่วยกันหาคำตอบ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้นี้ จะเป็นแรงผลักเพื่อยกระดับทัศนคติ มุมมองและศักยภาพของเยาวชน เพื่อให้เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ (Youth Active Citizens) เท่าทันและเข้าใจ พร้อมทั้งเป็นแกนกลไกในการพัฒนาระบบสุขภาวะที่จะทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ที่เคลื่อนตัวเร็ว
นายธนวัฒน์ วงศ์ใจ ประธานชมรมรากดิน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “สุขภาวะชุมชน บนมิติรายได้ครัวเรือนของประชาชนลุ่มแม่น้ำอ้อ” ใน 3 ชุมชน ได้แก่ บ้านแม่อ้อใน แม่อ้อสันติ และบ้านสันสลี เป็นเวลากว่า 3 เดือน เพื่อตอบคำถาม “เงินสำคัญแค่ไหน?” ซึ่งคำตอบมีหลายแบบ บางคนตอบว่าแค่ปัจจัยภายนอก บางคนอาจจะตอบว่าเท่ากับทั้งชีวิต ถึงแม้ว่า ปัจจุบัน “เงิน” เป็นตัวที่จะขับเคลื่อนสิ่งต่างๆให้เกิดขึ้นได้ มีอยู่ ดับไป และขณะนี้เงินอยู่เหนือปัจจัย 4 ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ ดังนั้น ถ้าเรามีเงินมากเราจะมีความสุขจริงหรือไม่? เมื่อเงินไม่สามารถซื้อเวลาหรือบางสิ่งที่สูญเสียไปให้กลับมาได้ สิ่งนั่นคือ ความสุข
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงได้ศึกษาใน 4 ประเด็น คือ 1)ความมั่นคงทางอาหาร ประชาชนลุ่มแม่น้ำอ้อ ทำอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 90 ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิม แต่พบปัญหากระดูกสันหลังของชาติมีความจนเข้ามากล้ำกราย มีผลผลิตและรายได้ 1 ครั้งต่อปี และขึ้นกับฝนฟ้าอากาศ ชีวิตติดลบเป็นหนี้ 2) ภาษีสังคม งานศพ งานบวช งานแต่ง งานบุญ ภาษีนา มีความสำคัญเชิงความสัมพันธ์ภายในชุมชน 3) โจรเสื้อขาว ครัวเรือนมีบุตร 2-3 คน คาดหวังให้บุตรเรียนสูงๆ แต่ไม่ได้วางแผนด้านการศึกษา จึงต้องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาที่ยาวนาน ค่าเฉลี่ยในการส่งบุตรเรียนถึงระดับปริญญา566,666 บาท 4) กลุ่มโรค NCDs ชุมชนบ้านแม่อ้อมี 3 โรคลำดับต้นๆ เบาหวาน ความดันโลหิต และโรคไต ส่งผลถึงการรักษา ที่ยังต้องเสียค่าใช้จ่าย
ประเด็นปัญหาที่ศึกษา เป็นสิ่งที่เกิดและกระทบต่อสุขภาวะชุมชน นั่นคือ “ความสุข” ทั้งทางกาย ใจและการมีปฏิสัมพันธ์ต่อบุคคลรอบข้างที่ทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อจะได้รู้ว่าแม่อ้อต้องการอะไรต่อไปจากนี้ จึงต้องรู้จักแก้ไขปัญหา และอยู่กับปัญหาอย่างมีความสุขให้ได้ ในฐานะเยาวชนจึงอยากร่วมสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม ชุมชน ประเทศชาติ ให้ดูดียิ่งขึ้น สวยงามมากขึ้น และอยากเป็นตัวแทนในการส่งต่อข้อมูลให้ผู้นำชุมชน คนในชุมชน ได้นำผลที่ได้ทำการศึกษาไปปรับใช้ แต่การเปลี่ยนแปลงสังคมหรือสร้างสังคม ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ โดยเริ่มต้นจากครอบครัว ขยับต่อไปยังชุมชน สังคมและประเทศชาติ
นายบุญเชิด ติ๊บมา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 กล่าวว่า ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน รู้สึกปลื้มใจอย่างมาก เมื่อเด็ก เยาวชน ไปศึกษาจนจบการศึกษามีงานทำและกลับมาช่วยชุมชน ไม่ลืมบ้านเกิดของตนเอง ดังเช่นน้องดรีม ซึ่งคนในชุมชนยกเป็นต้นแบบให้กับเด็กรุ่นหลัง เนื่องจากปัจจุบันเด็กมักลืมบ้านเกิดละทิ้งบ้านไปศึกษาในเมืองและไม่กลับมา การมีโครงการฯ กิจกรรมดีๆ ที่ลงสู่ปัญหาของคนในชุมชนจริงๆ ชาวบ้านในชุมชนให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะการนำความรู้มาถ่ายทอด แนะแนวทาง ทั้งการศึกษา วัฒนธรรม ประเพณี ที่ควรสืบทอดให้คงอยู่ต่อไป เพื่อให้เด็ก เยาวชนในพื้นที่ได้ปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตของความเป็นชนบทและเมืองของชาวเมืองเหนือ
“โครงการมีประโยชน์กับทั้งชุมชน ผู้ปกครอง เด็ก เยาวชน คนทุกช่วงวัยได้มาสานสัมพันธ์ร่วมกัน มีการสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น ชุมชนของเรามีปัญหาเรื่องเกษตรกรรม ขาดความรู้ด้านเกษตรแนวใหม่ อีกประเด็นสำคัญเรายังมีเด็ก เยาวชนที่ยังขาดคนดูแล ไม่มีพ่อ แม่ มีความเสี่ยงในการประพฤติไปในทางที่ไม่ดีจำนวนมาก อยากให้โครงการเกิดการต่อยอดต่อไป เพื่อความต่อเนื่องเพื่อชุมชนจะได้ปรับสถานการณ์ระหว่างเด็กบ้านนอกและในเมือง โดยให้น้องๆ เยาวชน เข้ามาเป็นต้นแบบที่ดีและช่วยให้คำแนะนำให้เขามีแนวทางดำเนินชีวิตที่ดี” ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 กล่าว
ด้านนางเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส. กล่าวว่า การสนับสนุนให้เยาวชนมีทักษะที่เหมาะสมต่อการใช้ชีวิตได้ในอนาคต ได้แก่ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะชีวิตและการทำงาน และทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี เพื่อเติบโตต่อไปเป็นพลเมืองคุณภาพของไทยคือ เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ พอเพียง มีวินัย สุจริต และมีจิตสาธารณะ ดังนั้น การขับเคลื่อนงานของเยาวชนคนรุ่นใหม่ทั้ง 10 กลุ่ม จึงเป็นตัวอย่างที่ดีทำให้เห็นถึงผลการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม เห็นพลังสร้างสรรค์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ได้ทำงานกันเป็นเครือข่าย ทั้งกลุ่มสถาบันการศึกษา กลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ร่วมกับองค์กรต่าง ๆ โดยมีผู้ใหญ่ใจดีในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน องค์กรภาคี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยมีพี่ ๆ จากมูลนิธิภูมิพลังชุมชนไทย เป็นแกนกลางในการประสานการขับเคลื่อนงานในพื้นที่
“การขับเคลื่อนของเครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเหนือตอนบน นับว่าเป็นการเปิดมุมมองของผู้ใหญ่หลาย ๆ คนให้เห็นถึงพลัง ความสามารถของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่และกลุ่มเยาวชน นักศึกษาในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ได้มีโอกาสเข้าใจถึงปัญหาความทุกข์ใจของชุมชน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา ซึ่งหวังว่า เมื่อน้อง ๆ ได้เติบโตและจบการศึกษาแล้ว โอกาสและประสบการณ์ที่ดีในวันนี้ ที่เกิดจากการร่วมเรียนรู้กับชุมชน จะทำให้เข้าใจถึงหัวอกของชาวบ้าน เข้าใจปัญหา และเชื่อว่าทุกคนจะเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ สามารถที่จะขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยสิ่งที่พวกเราได้ทำอยู่นี้คือ การเคลื่อนไหวทางสังคมหรือ “Social Movement” แม้จะขับเคลื่อนกันในพื้นที่เล็ก ๆ แต่มันจะยิ่งใหญ่ในอนาคตต่อไปได้อย่างแน่นอน”