(คลิป)“HAPPY TAKE OFF”บริจาคอวัยวะต่อชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303879

(คลิป)“HAPPY TAKE OFF”บริจาคอวัยวะต่อชีวิต

“ไทยสมายล์ให้รอยยิ้มช่วยชีวิต Smile for Life ” ด้วยการสร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ “Happy Take Off”บริจาคอวัยวะต่อชีวิตให้กับผู้ที่รอคอยการบริจาคด้วยความหวัง

           ผ่านฝีมือผู้กำกับอย่าง “กอล์ฟ” สรรพาทิตย์ ทวีเจริญ อายุ 40 ปี ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ลีโอเบอร์เนทท์ กรุ๊ป ประเทศไทย ผู้ก่อตั้งโปรดักชั่นเฮาส์ ดรีม ไรเดอร์ส

(คลิป)“Happy Take Off"บริจาคอวัยวะต่อชีวิต

“กอล์ฟ” สรรพาทิตย์ ทวีเจริญ

“กอล์ฟ” เล่าว่า ไอเดียของการทำภาพยนตร์คือ เริ่มจากตัวเขาก่อน เขาต้องเป็นผู้ให้ก่อน แล้วค่อยคิดว่าทำอย่างไร สื่อสารอย่างไรเพื่อให้เห็นถึงความตั้งใจของสายการบินไทยสมายล์และศูนย์รับบริจาคอวัยวะมุ่งมั่นที่จะส่งต่ออวัยวะสร้างรอยยิ้มให้กับผู้รับบริจาค ภายใน 3.08 นาที เพราะเรื่องราวนี้คือการถ่ายทอดการมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้คนต่างๆ ที่รอคอยรับบริจาคอวัยวะ ต่อชีวิตของเขาเหล่านั้นให้กลับมายืนยาวอีกครั้ง

ซึ่งนับว่าเป็นการมอบรอยยิ้มที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดจึงตั้งเป้าไปที่ความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วน ในการตั้งใจมอบรอยยิ้มให้แก่เด็กน้อยคนหนึ่ง (น้องฟ้า) ที่กำลังอยู่ในวินาทีสำคัญของชีวิตให้จงได้

(คลิป)“Happy Take Off"บริจาคอวัยวะต่อชีวิต

“ รู้สึกมีความสุขมากตั้งแต่วันที่รับงานจากไทยสมายล์แล้ว เลยเขียนชื่อเรื่องว่า Happy Take Off  เพราะผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเศร้าแต่เป็นเรื่องที่เราดูแล้วมีความสุข และคาดหวังว่าคนดูจะเข้าใจและเห็นความสำคัญของการบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยชีวิตและต่อลมหายใจให้คนๆ หนึ่งได้กลับมายิ้มอีกครั้ง หรืออย่างน้อยก็ช่วยกันกระจายข่าวสาร” “กอล์ฟ” เล่า

“กอล์ฟ” เล่าต่อว่า  การคัดเลือกนักแสดงเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะ ต้องคิดว่าจะหานักแสดงอย่างไรที่เหมาะในแต่ละบทบาท และเข้าใจภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์บริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กัปตัน ผู้ป่วย (น้องฟ้า) แต่นักแสดงที่รับบทเป็นแอร์โฮสเตส เขาใช้พนักงานจริงของสายการบินไทยสมายล์

(คลิป)“Happy Take Off"บริจาคอวัยวะต่อชีวิต

ความท้าทายของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการถ่ายทอดอารมณ์ให้คนดูเข้าใจถึงการร่วมมือกันของสองหน่วยงานที่ตั้งใจจะทำเพื่อคนอื่นที่รอโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อไป เนื่องจากเปอร์เซ็นของการบริจาคอวัยวะน้อยกว่าคนที่ต้องการ บางครั้งได้อวัยวะแล้ว แต่นำมาไม่ทันอันนี้ยิ่งเศร้ากว่าเดิมอีก ผมคิดว่าการเล่าเรื่องวินาทีของชีวิตเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ถ้าให้น้ำหนักไม่ดีมันจะเป็นการโฆษณาสายการบินไทยสมายล์ และโฆษณาศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย “กอล์ฟ” เล่า

(คลิป)“Happy Take Off"บริจาคอวัยวะต่อชีวิต

นายปรีชา นะวงศ์

นายปรีชา นะวงศ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ สายการบินไทยสมายล์ เปิดเผยว่า เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริจาคอวัยวะ เนื่องจากมีผู้ป่วยที่รอคอยการรับบริจาคอวัยวะอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้จัดโครงการ ไทยสมายล์ให้รอยยิ้มช่วยชีวิต Smile for Life ขึ้น เพื่อส่งต่อความหวังในการใช้ชีวิตของคนๆ หนึ่ง ให้มีรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง และเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์ที่เดินทางเพื่อไปปฏิบัติภารกิจทำการผ่าตัดเพื่อปลูกถ่ายอวัยวะ พร้อมทั้งภารกิจในการขนส่งอวัยวะจากผู้บริจาคไปยังผู้รับบริจาคทั่วประเทศ

(คลิป)“Happy Take Off"บริจาคอวัยวะต่อชีวิต

“ตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา ไทยสมายล์ได้ให้การสนับสนุนศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ด้วยการมอบบัตรโดยสารให้แก่ผู้รับบริจาคเพื่อใช้ในการเดินทางปฏิบัติภารกิจของทีมแพทย์ และเป็นกำลังสำคัญในการขนส่งอวัยวะจากผู้บริจาคในจุดต่างๆ ทั่วประเทศไปส่งยังผู้ป่วยที่รออวัยวะ ” “นายปรีชา” กล่าว

(คลิป)“Happy Take Off"บริจาคอวัยวะต่อชีวิต

นพ.วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์

นพ.วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ “ไต”กำลังเป็นอวัยวะที่ขาดแคลน โดยมีผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะอยู่ที่ประมาณ 5,200 ราย รองลงมาคือ ตับ หัวใจ ปอด ฯลฯ ตามลำดับ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีผู้มาแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะปีละไม่เกิน 40,000 ราย แต่ในปีนี้มีเพิ่มมากขึ้นถึง 70,000 ราย

ส่วนหนึ่งอาจมาจากการรณรงค์อย่างต่อเนื่องรวมถึงประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น จึงถือได้ว่าได้ปีนี้มีผู้บริจาคอวัยวะเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนเกือบ 20% โดยยอดผู้บริจาคที่เสียชีวิตและสามารถนำอวัยวะไปใช้ได้เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2559 มีจำนวน 228 คน ส่วนปี 2560 จนถึงเดือนพฤศจิกายนนี้มีผู้บริจาคแล้ว 260 คน

ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้กว่า 500 ราย ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนถึงความสำคัญและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้ประหยัดค่ารักษาพยาบาลและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

(คลิป)“Happy Take Off"บริจาคอวัยวะต่อชีวิต

“ดีใจที่หลายๆ ภาคส่วนเล็งเห็นความสำคัญของการขนส่งอวัยวะ รวมไปถึงการบริจาคอวัยวะเพราะเป็นการเพิ่มโอกาสต่างๆ ให้กับศูนย์ฯ มากขึ้น อาทิ โอกาสการไปรับบริจาคในจังหวัดต่างๆ รวมถึงในจังหวัดห่างไกล ส่วนจำนวนของคนบริจาคที่รอโอกาส รวมถึงจำนวนอวัยวะที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามมาด้วย” “นพ.วิศิษฏ์” กล่าว

“นพ.วิศิษฏ์” กล่าวต่อว่า ถ้ามีหลายๆ หน่วยเข้ามาสนับสนุน จะทำให้คุณภาพของอวัยวะจะมีมากขึ้น สามารถนำมาใช้งานได้ดีเพราะผ่านการแช่เย็นไม่นานเกินไปโดยเฉพาะในเรื่องการทำแคมเปญประชาสัมพันธ์เป็นภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ เพื่อให้สาธารณชนได้เห็นประโยชน์ของการบริจาคอวัยวะ ตลอดจนได้เห็นถึงวิธีการ และความยากลำบากของการได้มา

(คลิป)“Happy Take Off"บริจาคอวัยวะต่อชีวิต

โดยคาดว่าภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ที่ทางไทยสมายล์จัดทำขึ้น เมื่อได้เผยแพร่ออกไป จะเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้คนไทยเห็นความสำคัญของการบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนมนุษย์เพิ่มมากยิ่งขึ้น  ซึ่งทางศูนย์ฯเอง ก็อยากเชิญชวนคนไทยให้มาบริจาคอวัยวะกัน เพราะเป็นการทำบุญที่ช่วยต่อชีวิตใหม่ที่มีคุณภาพให้กับผู้หมด “นพ.วิศิษฏ์” กล่าว

ขอบคุณคลิป : Thai Smile Airways

นักธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ SMES STARTUP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303872

นักธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ SMES STARTUP

คุณภาพชีวิต, ธุรกิจสายพันธุ์ใหม่

นักธุรกิจสายพันธุ์ใหม่โครงการ GSB สุดยอด SMEs Startup ตัวจริง ชี้ดูงานเทคโนโลยีทันสมัยแดนซามูไรประโยชน์เพียบ-วางแผนต่อยอดขยายงาน

          นักธุรกิจสายพันธุ์ใหม่จากโครงการประกวด GSB สุดยอด SMEs Startup ตัวจริง ขอบคุณออมสินพาดูงานเทคโนโลยีทันสมัย-การจัดการสินค้าของชุมชนที่เข้มแข็งของแดนซามูไร ชี้ได้ประโยชน์มาก เตรียมต่อยอดตั้งเป้าวางแผนพัฒนาขยายงาน

นักธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ SMEs Startup

ชาติชาย พยุหนาวีชัย

          ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายหลังการตัดสินโครงการประกวด GSB สุดยอด SMEs Startup ตัวจริง ภายใต้คอนเซ็ปต์ ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริง” ธนาคารออมสินได้พา 10 ทีมสุดท้ายร่วมโปรแกรม Outing Startup เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต โดยจัดตารางดูงานที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านความทันสมัยทางเทคโนโลยี ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ รวมไปถึงการพัฒนาช่องทางจำหน่ายสินค้า

โดยได้รับเกียรติจาก นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดสถานทูตให้การต้อนรับ พร้อมทั้งให้รายละเอียดนโยบายพัฒนา SMEs StartUp ท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่น ที่เรียกว่า Cool Japan ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2545 และนโยบาย Smart City อย่างมีประสิทธิภาพ

“นอกจากการดูงานด้านต่างๆ แล้วในปีนี้ยังมีความพิเศษมาก โดยน้องๆ ได้รับโอกาสเข้าคารวะ นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น ซึ่งให้เกียรติมาบอกเล่าถึงนโยบายพัฒนา SMEs Start-Up ท้องถิ่นของญี่ปุ่น และนอกจากนี้ นายบวร สัตยาวุฒิพงศ์ อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายอุตสาหกรรม ได้บรรยายเกี่ยวกับ Smart city ให้แก่คณะได้รับฟัง นับเป็นประสบการณ์ที่มีค่าและเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ของเราอย่างมาก” “ชาติชาย” กล่าว

นักธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ SMEs Startup

     สุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ จากทีม SHIPPOP กล่าวว่า บริษัทได้รวบรวมขนส่งไว้ในเว็บไซต์เดียว มีระบบการเชื่อมต่อที่ง่ายเพียงเชื่อมต่อ API ที่เดียวสามารถเข้าถึงทุกผู้ให้บริการขนส่ง เชื่อมต่อกับ  E-commerce Platform มากที่สุดในประเทศ ให้บริการลูกค้าทุกอย่างฟรี
      ขณะนี้มีการขยายตลาดโดยจอยท์ เวนเจอร์กับประเทศมาเลเซีย และ สิงคโปร์ และแผนงานในปีหน้าจะขยายตลาดไปกัมพูชา เวียดนาม เรามีเป้าหมายที่จะเป็นที่ 1 ของอาเซียนในธุรกิจนี้ สำหรับการไปดูงานที่ญี่ปุ่นนับเป็นโอกาสดีที่ได้รับจากธนาคารออมสิน และยังเป็นการเพิ่มช่องธุรกิจให้กับบริษัทที่จะขยายตลาดไปประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

นักธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ SMEs Startup

นาฏอนงค์ วิมุกตะนันทน์ ทีม Fresh Water Shrimp Farm Ecosystem รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินทุนประเดิม 500,000 บาทกล่าวว่า ได้นำเงินทุนประเดิมไปทำ prototype  ระบบและอุปกรณ์ทดลองการเก็บค่าน้ำ และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการสร้างกระชังที่บ่อกุ้งที่ ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ของเกษตรกรที่ได้เจรจาร่วมโครงการ ซึ่งจะมีเวลาในการทดสอบ 2 cycle หรือประมาณ 8 เดือน เพื่อนำผลที่ได้รับไปใช้สำหรับขยายโครงการต่อไป

นักธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ SMEs Startup

นรินทร์ คูรานา เจ้าของระบบ จับจ่าย ฟอร์ สคูล รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินทุนประเดิม 200,000 บาท  กล่าวว่าที่ได้รับการสนับสนุนจาก Microsoft Azure ในเรื่องของความปลอดภัยและความเสถียร ปัจจุบันยังมีโรงเรียนต้นแบบทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยระบบได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการทำงานของครูได้มากกว่า 200% และผู้ปกครองสามารถทราบความคืบหน้าของบุตรหลานได้แบบReal Time ในอนาคตตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนโรงเรียนเข้าระบบให้มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

“THE MODDER” โมดิฟายคอมใน48ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303840

“THE MODDER” โมดิฟายคอมใน48ชม.

"The Modder" โมดิฟายคอมใน48ชม.

ในเวลา 48 ชั่วโมง คนเราสามารถสร้างคอมพิวเตอร์สักเครื่องได้หรือไม่? คำถามนี้ตอบยากที่สุดในโลก แต่ไม่ใช่กับ “The Modder” ศาสตร์และศิลป์แห่งโลกคอมพิวเตอร์

ปัจจุบันคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะแม้จะลดทอนส่วน CPU ลงไป ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหน้าจอ แต่คงไม่ปฏิเสธว่า ถ้ายังต้องการแรมที่ทรงพลัง การประมวลผลที่รวดเร็ว CPU ก็ยังนับเป็นส่วนสำคัญที่ยังคงต้องมีอยู่ ซึ่งถ้ามีการนำตัวเคสมาสร้างสรรค์ และพัฒนาให้มีรูปลักษณ์ที่แปลกตามากกว่าเดิม และยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้มากกว่า 10 เท่า

"The Modder" โมดิฟายคอมใน48ชม.

The Modder คือกลุ่มบุคคลที่หลงใหลในการสร้างสรรค์โมดิฟายคอมพิวเตอร์จากแบบเดิมๆ ที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยมแบบที่เรารู้จัก ให้มีรูปแบบแปลกใหม่ตามจินตนาการ ในต่างประเทศเป็นงานอดิเรกของคนรักคอมพิวเตอร์ และกลายเป็นการแข่งขันระดับโลกอย่างจริงจังมาหลายปี ซึ่งการสร้างเคสคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใหม่ หรือการนำเคสเดิมมาปรับแต่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากทักษะด้านช่างแขนงต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นช่างคอม ช่างไฟ ช่างโลหะ ฯลฯ ที่มาพร้อมกับความเป็นศิลปินแล้ว ยังต้องสามารถประกอบคอมพิวเตอร์ให้ใช้งานได้จริง พร้อมกับการเรียนรู้ศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ทรงประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

"The Modder" โมดิฟายคอมใน48ชม.

จุดเริ่มต้นของ Modder เกิดจากความชื่นชอบส่วนบุคคลในการตกแต่งคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานเท่านั้น แต่เนื่องด้วยในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ผู้ผลิตสินค้า อะไหล่ อุปกรณ์ และวัสดุต่างๆ ที่เกี่ยวกับกับคอมพิวเตอร์ PC จึงหาวิธีการสร้างแรงดึงดูดให้กับสินค้าของตนเอง โดยการตกแต่งคอมพิวเตอร์ หรือการ Modify Computer

"The Modder" โมดิฟายคอมใน48ชม.

นั้นก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยทำให้แบรนด์สินค้าของตัวเองนั้นโดดเด่นขึ้นมาได้ เพื่อนำมาผสมผสานกับดีไซน์ของสินค้านั้นๆ จึงเป็นเหตุให้ การสร้างผลงาน Case Modding หรือการเป็น Modder ไม่ใช่งานอดิเรกอีกต่อไป เนื่องจากความต้องการของตลาดสำหรับ Case Moddingนั้นยังคงมีอย่างต่อเนื่อง

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดีให้กับ Modder ซึ่งมูลค่าสูงสุดของการสร้างผลงานที่ Modder จากประเทศไทยเคยได้รับ คือ มูลค่ากว่าหนึ่งแสนสองหมื่นบาท เลยทีเดียว โดยเป็นค่าออกแบบและสร้างผลงานเท่านั้น ไม่รวมค่าอุปกรณ์ Hardware ต่างๆ

"The Modder" โมดิฟายคอมใน48ชม.

          อุทัยเดช แซ่จัง ผู้บุกเบิกริเริ่มรายการเรียลลิตี้ The Modder Thailand การแข่งขันโมดิฟายคอมพิวเตอร์ขึ้นเป็นคนแรกในเมืองไทย ทำให้เหล่ามอดเดอร์ชาวไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างเมื่อประมาณสามปีก่อน ซึ่งหลังจากรายการ The Modder Thailand ออกอากาศทาง CAT Channel ก็มีนักโมดิฟายเคสคอมพิวเตอร์หน้าใหม่ๆ ตบเท้าเข้าสู่วงการมากมาย  ไม่นับระดับรุ่นพี่ ที่ไปสร้างชื่อเสียงในการแข่งขันระดับโลกหลายรายการ

"The Modder" โมดิฟายคอมใน48ชม.

ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขัน Thermaltake CaseMOD Invitational Season และCyberMods24hrs หรือ รายการ CASE MOD | World series ซึ่งเป็นรายการใหญ่ที่มีมอดเดอร์เข้าร่วมจากทั่วโลก และคนไทยสามารถคว้าอันดับ 1 ได้ถึง 3 ปีติดกัน โดยยังไม่เคยมีชาติไหนทำลายสถิติได้ นับตั้งแต่จัดการแข่งขันเป็นต้นมา

ล่าสุด The ModderThailand สร้างความท้าทายใหม่ให้กับเหล่ามอดเดอร์ โดยการกำหนดเวลาการโมดิฟายเคสคอมพิวเตอร์ ให้เสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลาเพียง 48 ชั่วโมง ซึ่งโดยปกติแล้ว การโมดิฟายเคสคอมพิวเตอร์ มักจะใช้เวลามากกว่า 360 ชั่วโมง ต่อเครื่อง หรือบางเครื่อง ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือนเลยทีเดียว

ดังนั้น ผู้ร่วมรายการทุกคน จำเป็นต้องวางแผนการทำงานอย่าง

ละเอียด มีขั้นตอนและแบบร่างที่ชัดเจน ซึ่งในปีนี้ แชมป์มอดเดอร์ทั้ง 6 จาก ซีซั่นหนึ่งและสอง ทั้ง ศิวศักดิ์ ศิริสมบูรณ์ ,ภควัต ไชยบุญมา ,กฤตานน คิดประเสริฐ , นิรุตติ์ วันตา ,อรรถโกวิท เพชรหึง และ สุเชาว์ เภาพงษ์ จะมาแข่งกับตัวเองด้วยการโมดิฟายเคสคอมพิวเตอร์ให้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 48 ชั่วโมง

"The Modder" โมดิฟายคอมใน48ชม.

ซึ่งนับว่าเป็นความชาญฉลาดของรายการ The Modder ที่ทำให้การโมดิฟายเคสคอมพิวเตอร์ เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อที่จะปูทางให้น้องๆนักศึกษา เด็กรุ่นใหม่ ได้มีความคิดริเริ่ม สนใจและเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสนุกสนานนั้น คือการเตรียมความพร้อมให้แก่เหล่าเยาวชน ในการสร้างสังคมดิจิทัลนั่นเอง

โดน!!!ตั้งสอบวินัยร้ายแรง”อดีตผอ.สพม.38″

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303847

โดน!!!ตั้งสอบวินัยร้ายแรง”อดีตผอ.สพม.38″

โดน!!!ตั้งสอบวินัยร้ายแรง"อดีตผอ.สพม.38"

สพฐ.ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายอดีต ผอ.สพม.38 และผู้เกี่ยวข้อง หลังสืบข้อเท็จจริงบรรจุ 2 ครูอุ้มผางผิดขั้นตอน ไม่พบมีเรื่องผลประโยชน์ ย้ำประธานสอบเลือกคนเป็นกลาง

       ความคืบหน้ากรณีน.ส.วนาลี ทุนมาก หรือ ครูแอน และ น.ส.นิราวัลย์ เชื้อบุญมี หรือ ครูวัลย์ อดีตครูอุ้มผางวิทยา ปฏิบัติหน้าที่สอน 5 เดือน แต่ไม่ได้รับเงินเดือนและคณะกรรมการการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ตาก มีมติไม่อนุมัติการบรรจุ

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 60 –  ดร. บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ตนจะลงนามสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงอดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 (ตาก-สุโขทัย) และผู้เกี่ยวข้อง  โดยจะมอบให้สำนักพัฒนาบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ.เสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นประธาน

ทั้งนี้ คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงได้สืบหาข้อมูลกรณีนี้แบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ 1.การบรรจุแต่งตั้งซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงได้รายงานแล้วว่าการบรรจุครูทั้ง 2 รายไม่เป็นไปตามขั้นตอน เพราะไม่ผ่านมติกศจ. และ2.ประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ ซึ่งเป็นประเด็นเพิ่มเติม ที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ  มอบให้ลงไปเก็บข้อมูลภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์  ขณะนี้ก็ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย โดยได้รายงานมาแล้วว่าไม่พบว่ามีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง และได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง

“สพฐ.จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ เอง ซึ่งตัวประธานผมได้เน้นย้ำว่าจะต้องเป็นกลางและไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ ซึ่งตามขั้นตอนเจ้าตัวผู้ถูกกล่าวหาจะต้องชี้แจงข้อกล่าวหากับคณะ กรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงเอง แต่ตอนนี้ สพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงไว้ก่อน และให้เขาพิสูจน์ตัวเขาเอง ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆที่ยังปฏิบัติงานอยู่ใน สพม.เขต 38 (ตาก-สุโขทัย) จะต้องย้ายออกนอกพื้นที่หรือไม่นั้น ก็ต้องดูเป็นรายกรณีไป โดยดูว่าจะเป็นอุปสรรคในการสอบสวนหรือไม่ ถ้าเป็นอาจต้องพิจารณาย้ายออก”ดร.บุญรักษ์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

2บัญชีเหตุครูอุ้มผางเสียสิทธิ์สอนฟรี5เดือนอดบรรจุ?? 

ยอมรับกรณีครูอุ้มผางซับซ้อนกว่าที่คิด

มีคนทำผิดต้นเหตุ”ครูอุ้มผาง”2คนสอนฟรี5เดือน อดบรรจุ(มีคลิป)

เปิดใจ“ครูวนาลี”จะร้องทุกข์จนกว่าได้บรรจุราชการ

ตั้งกก.สอบ “อดีตผอ.สพม.38” พบไม่มีอำนาจ

ตั้งกก.สืบสวนอดีตผอ.สพม.เขต38 -2ครูอุ้มผางฟ้องศาลปกครอง

ก.ค.ศ.เรียกข้อมูลบรรจุครูอุ้มผางถึงหลักเกณฑ์หรือไม่20พ.ย

อีก2สัปดาห์ได้คำตอบ2ครูอุ้มผางสอนฟรีอดเงิน5เดือ

หมอธีสั่งสอบวินัยอดีตผอ.สพม.เขต38

จับตาคกก.อิสระ.ถกปฏิรูปการศึกษาครั้งที่2??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303837

จับตาคกก.อิสระ.ถกปฏิรูปการศึกษาครั้งที่2??

จับตาคกก.อิสระ.ถกปฏิรูปการศึกษาครั้งที่2??

คกก.อิสระย้ำผลลัพธ์ปฎิรูปการศึกษา สร้างความเสมอภาพ ลดเหลื่อมล้ำ มุ่งสู่ความเป็นเลิศ เดินหน้าพ.ร.บ.การศึกษาปฐมวัยแห่งชาติ ชงปรับการเรียนการสอนเน้นใช้ดิจิตอล

       เมื่อวันที่ 28 พ.ย.60 – ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา  ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 28/2560 กล่าวว่าที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานงานของคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ

ดังนี้ คณะอนุกรรมการเด็กเล็ก คือการจัดการให้เด็กเล็กได้รับทั้งความเสมอภาค คุณภาพ และมีความเป็นเลิศ ซึ่งในเชิงความเสมอภาคนั้น ได้ขยายไปถึงเด็กด้อยโอกาส เด็กที่มีปัญหาต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และเด็กพิการ เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์สะท้อนอยู่ในร่างพ.ร.บ.การศึกษาปฐมวัยแห่งชาติ ที่กำลังจะยกร่างขึ้น โดยมองใน 6 ประเด็น ดังนี้

1. กลไกในการสร้างบูรณาการการดูแลเด็กปฐมวัย ที่ขณะนี้มีส่วนงานต่างๆ และมีหลากกระทรวงดูแล เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงกระทรวงแรงงาน จะบูรณาการแต่ละกระทรวงได้อย่างไร             2. เรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา การปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมาดูว่าจะดำเนินการอย่างไร หรือแก้ไขอย่างไร   3.ระยะที่ข้ามจากปฐมวัย ไปสู่การเข้าถึงระบบการศึกษาอื่น เช่น เรื่องจากเด็กอนุบาล เข้าสู่ประถมศึกษาปีที่1 เป็นต้น

4.มาตรฐานเด็กปฐมวัย  5. การผลิต และการพัฒนาบุคลากรที่ดูแลเด็กปฐมวัย รวมทั้งครู จะเป็นอย่างไร ควรเป็นอย่างไร  และ6.สภาพแวดล้อมเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย ตอนนี้มีหลายอย่างที่กระทบต่อเด็ก เช่น สื่อต่างๆที่มีอิทธิพลกับเด็ก  ดังนั้น การดำเนินงานของส่วนต่างๆ ต้องมีการดำเนินการให้เป็นรูปธรรม

“พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติจะเกิดขึ้นได้ต้ คณะอนุกรรมการการจัดการเรียนการสอน ปรับการเรียนการสอน มีการเสนอให้ปรับการศึกษาไปสู่ดิจิตอล โดยใช้เครื่องมือทางดิจิตอลให้เต็มที่ เป็นแพลกฟอร์มการศึกษาในรูปแบบดิจิตอล และต้องมีการรปรับหลักสูตรการเรียนการสอนในเชิงสมรรถนะแทนเนื้อหาสาระ อย่าง สมรรถนะเชิงคุณธรรมจริยธรรม และสมรรถนะด้านต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ หรือสมรรถนะศตวรรษที่ 21โดยจะเอาคุณธรรมจริยธรรม และสมรรถนะเป็นตัวตั้ง ส่วนเนื้อหาสาระนั้นก็เอาเท่าที่จำเป็น นอกจากนั้น ควรจัดการจัดการเรียนการสอนในเชิงรุก รวมถึงมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการสอบ เพราะตอนนี้มีความจำเป็น การสอบจึงปรับเป็นเน้นการวัดสมรรถนะแทนเนื้อหาสาระ ส่วนควรจะมีองค์กรที่มาดูแลเรื่องต่างหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ” ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าว

ส่วนคณะอนุกรรมการครูและอาจารย์ มีข้อเสนอว่าปัจจุบันมีปัญหามากมายต้องนำมาพิจารณา เช่น การผลิตครู ใช้ครู พัฒนาครู และส่งเสริมสนับสนุนดูแลครู  ขณะที่คณะอนุกรรมการปฎิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา  ต้องมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ที่ประชุมมีหลายคนเหนด้วยที่ให้โรงเรียนจัดการแบบนิติบุคคล ที่ต้องเน้นความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ สุจริต ออกเป็นรูปธรรม

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมการอิสระฯ จะมีการจัดสัมมนาวันที่ 2-3 ธ.ค.2560  เพื่อสรุปผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยจะมีการพิจารณาเกี่ยวกับโครงการประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อจัดทำกรอบแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศึกษา ระหว่างวันที่2-3 ธันวาคม2560

โดยได้มีการรวบรวมความคิดเห็น 5 เดือนที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่หาคำตอบใหญ่ มุ่งไปสู่ผลลัพธ์ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา และผลลัพธ์ต่อประชาชนที่เป็นรูปธรรมตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

ซึ่งมี  3 ประเด็นใหญ่ ได้แก่  1. ความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งในด้านการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และการเข้าถึงทั่วหน้า โดยการปรับคุณภาพการศึกษาของประเทศต้องดีขึ้นทุกระดับ ทั้งระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา 2.ตั้งเป้าเรื่องความเป็นเลิศ เพราะประเทศต้องมีความเป็นเลิศเพื่อสามารถแข่งขันและรองรับไทยแลนด์4.0 เพราะถ้าการศึกษาไม่ดี ไทยแลนด์ 4.0 เกิดได้ลำบาก และ3.ผลลัพธ์ในเชิงกระบวนการ และระบบ คือ ต้องมีระบบที่มีประสิทธิ์ภาพ และมีธรรมาภิบาล
นอกจากนั้น จะมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น “ข้อเสนอการปฎิรูปการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ครั้งที่ 2  ในวันที่ 15-16 ธันวาคม 2560 ณ จ.เชียงใหม่ ได้แก่ 1.เด็กเล็ก 2.อาชีวศึกษา 3.อุดมศึกษา 4ครูและอาจารย์ 5.การจัดการเรียนการสอน และ 6.ปฎิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา

“ชุดพลิกล็อค” ช่วยดูแลผู้ป่วยได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303819

“ชุดพลิกล็อค” ช่วยดูแลผู้ป่วยได้

 “ชุดพลิกล็อค” ช่วยดูแลผู้ป่วยได้

นักเรียนโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา สพม.38 เจ๋ง คิดค้นนวัตกรรม “ชุดพลิกล็อค” ช่วยดูแลผู้ป่วย คว้าเหรียญทองแดงจากเวทีนานาชาติงาน INST2017 ประเทศไต้หวัน

           “ชุดพลิกล็อค” ช่วยดูแลผู้ป่วยได้

ถาวร ปรากฏวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38  เปิดเผยว่า  นักเรียนโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา ได้รับรางวัล Bronze Medal Award  จากการนำผลงาน “ชุดพลิกล็อค”  เข้าแข่งขันในเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์ ระดับนานาชาติTaipei International Invention Show & Technomart (INST2017)  ณ ประเทศไต้หวัน โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Move World Togetherร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

“ชุดพลิกล็อค” เป็นชุดจำกัดการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ป่วย ที่ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา และมีพฤติกรรมก้าวร้าว โดยการจำกัดการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยง และป้องกันอันตรายที่เกิดจากผู้ป่วยยกมือขึ้นมาดึงสายอุปกรณ์ในการรักษา นอกจากนี้  “ชุดพลิกล็อค”  ยังช่วยพลิกตัวผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงจะนอนติดเตียงได้ง่ายอีกด้วย

 “ชุดพลิกล็อค” ช่วยดูแลผู้ป่วยได้

สำหรับวัสดุผ้าใช้ผ้าท้องถิ่น เส้นใยธรรมชาติ มีคุณสมบัติเฉพาะ ทนทาน เนื้อผ้าสวมใส่สบายไม่รู้อึดอัด ระบายอากาศได้ดี และเทคนิคพิเศษของการตัดเย็บที่เพิ่มความแข็งแรงของอุปกรณ์ในขณะการใช้งาน  ชุดยังถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งาน/จำกัดการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย ได้ตามระดับอาการของผู้ป่วย และสามารถปรับขนาดชุดได้ตามขนาดสรีระของคนไข้ได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานที่ผู้ดูแลสามารถดูแลพลิกตัวผู้ป่วยได้สะดวกและช่วยผ่อนแรงมากขึ้น ทำให้สามารถลดจำนวนผู้ดูแล/เจ้าหน้าที่ และลดภาระในการดูแลผู้ป่วย “ถาวร” กล่าว

 “ชุดพลิกล็อค” ช่วยดูแลผู้ป่วยได้

ซึ่งทีมผู้ประดิษฐ์ ได้แก่นักเรียนโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา จำนวน 4 คน คือ นายสรวิชญ์ ถิระวัฒน์ทยาวัต, นายวรรณกร  อินทร์ปิ่น, นางสาวอรวรรณ บุตรจินดา, นายกุละพัฒน์ วันดี, และนางอัมพร  ธีรวรกุล เป็นครูที่ปรึกษา

 “ชุดพลิกล็อค” ช่วยดูแลผู้ป่วยได้

สำหรับรางวัลรางวัลที่ผ่านมา ได้แก่ 1.Best presentation Awards และsilver award จากค่ายโครงการ Move World Together 2.Special award จากนายกสมาคมสิ่งประดิษฐ์ประเทศเกาหลีในงานวันนักประดิษฐ์ปี 2560 ณ ไบเทคบางนา และ 3. Bronze Medal Award  (เหรียญทองแดง) Taipei International Invention Show & Technomart (INST2017)  ณ ประเทศไต้หวัน

 “ชุดพลิกล็อค” ช่วยดูแลผู้ป่วยได้

ด้านอัมพร  ธีรวรกุล ครูที่ปรึกษา กล่าวว่า แนวความคิดในการต่อยอด “ชุดพลิกล็อค” ได้มีการพัฒนามาเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาเกือบ 3ปี ที่ผ่านมาเราแก้ไขตามจุดบกพร่องที่พบและเพิ่มเติมในส่วนต่างๆที่คิดว่าจะทำให้ใช้งานได้ง่ายรวดเร็ว สวมใส่สะดวกสบาย ไม่รบกวนสายต่างๆที่ช่วยในการรักษา ปรับขนาดได้ตามขนาดร่างกายผู้ป่วยจนได้แบบที่เห็นในปัจจุบัน แม้จะไปแข่งขันและเป็นที่ยอมรับจากคณะกรรมการในเวทีนานาชาติมาแล้ว

แต่ “ชุดพลิกล็อค”สุดนี้ก็ยังมีจุดที่ต้องพัฒนาต่อ โดยเฉพาะต้องนำไปทดลองใช้กับผู้ป่วยจริงหลายๆคน แล้วหาจุดบกพร่องจากการที่พยาบาลได้ทดลองใช้จริง แล้วนำไปปรับแก้ต่อไป

“หมอธี”รวบเองดูงานการศึกษาทั้งหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303810

“หมอธี”รวบเองดูงานการศึกษาทั้งหมด

"หมอธี"รวบเองดูงานการศึกษาทั้งหมด

“หมอธี” เตรียมแบ่งงานใหม่ให้ “หมออุดม” ดูแลสกอ.-สทศ.การปฏิรูปอุดมศึกษา พร้อมดึงสกศ.งาน กศจ.เข้ามาดูแล หลังพบมีปัญหามาก

      เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 60 – นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า หลังมีพระราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มี ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร เป็นรมช.ศึกษาธิการ แทนม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ที่พ้นจากตำแหน่งนั้น ศธ.จะมีการแบ่งงานใหม่ โดยเบื้องต้นได้หารือศ.คลินิก นพ.อุดม แล้วว่าให้ดูแลสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

ส่วนเรื่องร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ… ที่ศ.คลินิก นพ.อุดม ดำเนินมาการมาก่อนนี้ ก็ยังคงดูแลอยู่ และเวลานี้ร่างดังกล่าวอยู่ที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะปรับมุมมองใหม่คือเริ่มต้นจากการปฏิรูปอุดมศึกษา ตามที่คณะกรรมการอิสระฯ แนะนำ และค่อยไล่ไปถึงเรื่องดังกล่าว

ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดี  ซึ่งศ.คลินิก นพ.อุดม เข้ามาก็จะเข้ามาช่วยดูเรื่องเหล่านี้ เพราะมีประสบการณ์ทางการศึกษา ถือเป็นโอกาสดีต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรี และส่วนตัวก็รู้จักท่านอยู่แล้วเชื่อว่าทำงานเข้าขากันได้ดี

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของตนยังดูหน่วยงานหลัก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) องค์การค้าของ สกสค.สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ตามเดิม

แต่จะดึงสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มาดูเองเพราะจะได้เชื่อมโยงกับคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา  รวมถึงงานการปฏิรูป ศธ.ในภูมิภาค ทั้งคณะกรรมการการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) เพราะที่ผ่านมามีปัญหาเข้ามาเรื่อยๆก็จะมาดูใหม่เองจะได้แก้ไขปัญหาได้

ส่วนที่มีการล่ารายขื่อ 50,000 รายชื่อ เพื่อให้ กศจ. คืนอำนาจ มาตรา 53 พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 คืนให้เขตพื้นที่ฯนั้น ต้องถามว่ารัฐธรรมนูญเปิดทางให้ทำหรือไม่ มีอะไรก็เสนอมาให้ปรับ เพราะสร้างขึ้นมาแล้ว ก็ต้องค่อยๆมาแก้ไข

รมว. ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า สำหรับการสรรหาเลขาธิการสกสค.เลขาธิการสำนักงานคุรุสภา และ ผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สกสค. ตัวจริง นั้น ขณะนี้นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ยังทำหน้าที่ได้ดีอยู่ และตอนนี้ก็ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการแต่งตั้ง เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่กำลังเข้าไปแก้ไขปัญหาและกำลังจะเข้าที่เข้าทาง ยังยึดตามคำสั่งของหัวหน้ารักษาความสงบและแห่งชาติ ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีพิจารณาตามความเหมาะสมและความจำเป็น

ส่งทีมลงเก็บข้อมูลอควาเรี่ยมสงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303729

ส่งทีมลงเก็บข้อมูลอควาเรี่ยมสงขลา

ส่งทีมลงเก็บข้อมูลอควาเรี่ยมสงขลา

“หมอธี” มึนสร้างอควาเรี่ยมสวขลา เตรียมส่งที่ปรึกษา รมว.ศธ.และผู้เชี่ยวชาญด้านอควาเรี่ยมลงมาดู หาทางไปต่อ

     เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 60 – ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่ในการประชุมครม.สัญจร ตรวจเยี่ยมเพื่อแก้ปัญหาโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรืออควาเรี่ยมที่ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 10 ปีแต่ยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เสนอของบประมาณ ประจำปี 2561 จำนวนกว่า 286 ล้านบาทเพื่อใช้ในการก่อสร้างเพิ่มเติม พร้อมทั้งหารือเพื่อหาผู้เข้ามารับหน้าที่ในการบริหารจัดการอควาเรี่ยมดังกล่าว เนื่องจากทราบว่าในการประชุม ครม.สัญจรในครั้งนี้จะมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวภายหลังการหารือว่า เรื่องนี้องคมนตรีให้ตนมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นและนายกฯก็บอกว่าเรื่องนี้ต้องจบ แต่ตนยังมืดแปดด้านไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะจากการสอบถามพบว่าไม่มีอะไรมารองรับ มีเพียงไอเดียและงบฯที่ขอแต่ละครั้งและทำไปเรื่อยๆ

ดังนั้นหากมีการเสนอเรื่องนี้เข้า ครม.ก็คงต้องให้ถอนเรื่องออก และเริ่มกระบวนการหาความจริงรวมทั้งหาแนวทางว่าจะเดินต่อไปอย่างไร และต้องดูว่าตามกฏหมายแล้วทำได้หรือไม่ โดยในสัปดาห์หน้าจะให้ พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านอควาเรี่ยม จ.เชียงใหม่มาดูและให้คำปรึกษาว่าต้องดำเนินการอย่างไร รวมทั้งคงต้องขอหารือกฤษฎีกาด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นเผือกร้อนที่อาจจะทำให้มีคนติดคุกตอนแก่

วิจัยชี้เด็กไทยเกือบ 30% มีปัญหาด้านการคิดเชิงบริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303691

วิจัยชี้เด็กไทยเกือบ 30% มีปัญหาด้านการคิดเชิงบริหาร

วิจัยชี้เด็กไทยเกือบ 30% มีปัญหาด้านการคิดเชิงบริหาร

งานวิจัยชี้เด็กมีแนวโน้มเสี่ยงเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว 2 เท่า ก่ออาชญากรรม 4 เท่า แนะระบบการสอนไม่ควรเร่งเรียนเขียนอ่าน ฝึกทักษะคิด-ตัดสินใจ-กำกับตนเอง

        ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ ภาคีเครือข่าย Thailand EF Partnership จำนวน 30 องค์กร และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมวิชาการ EF Symposium 2017 เรื่อง “สมองเด็กไทย รากฐานทุนมนุษย์เพื่ออนาคตประเทศ” โดยพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการพัฒนาคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอลเพื่อเป็นรากฐานของไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งการพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัยได้มีการกำหนดนิยามที่ครอบคลุมการดูแลเด็กตั้งแต่ในครรภ์และให้ความสำคัญกับรอยเชื่อมต่อระหว่างอนุบาลกับชั้นประถมศึกษา รวมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เน้นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับพัฒนาการทุกด้าน ไม่ส่งเสริมการเร่งเรียนวิชาการในเด็กอนุบาลจนรากฐานทักษะชีวิตของเด็กเสียหาย ซึ่งองค์ความรู้เรื่องทักษะสมอง Executive Functions (EF) เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคนไปตลอดชีวิตที่ต้องส่งเสริมตั้งแต่เด็กเล็กให้รู้จักยับยั้งชั่งใจ คิดวิเคราะห์ไตร่ตรอง อดทนรอคอย คิดเป็น เรียนรู้เป็น เป็นทักษะที่เราต้องการจากเด็กรุ่นใหม่มากกว่าการท่องจำเนื้อหาความรู้เพื่อเอาคะแนนสอบ จึงต้องลงทุนในเด็กปฐมวัยและให้ฝึกฝนทักษะชีวิตเพื่อยืนอยู่ได้อย่างเข้มแข็งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว

นางเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส. กล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนให้เป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพตอบโจทย์โลกยุคใหม่ จำเป็นต้องพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า หรือ EF ให้มนุษย์มีความสามารถในการบริหารจัดการชีวิต ทั้งคิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต โดยจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมตั้งแต่เด็กเล็กเพราะเป็นช่วงที่สมองเติบโตมากที่สุด อย่างไรก็ตามจากรายงานผลพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัย ตุลาคม 2559 โดยศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว หรือการวัด EF ในเด็กอายุ 2-6 ปี จำนวน 2,965 คน กระจายทุกภูมิภาคของประเทศ พบว่า มีเด็กเกือบ 30% มีปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ซึ่งเด็กเหล่านี้จะมีปัญหาในการกำกับตนเอง ทำโดยไม่คิด ใจร้อนรอคอยไม่เป็น วอกแวกง่าย ไม่สามารถทำงานยากให้สำเร็จ 

“เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมในระยะยาวจะเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จในด้านการเรียน การทำงาน การอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งมีโอกาสเกิดปัญหาสังคมอื่นๆตามมา โดยจากการศึกษาในต่างประเทศเปรียบเทียบเด็กที่ขาดการพัฒนาทักษะ EF เมื่อเทียบกับเด็กที่มีทักษะ EF ที่ดี พบว่า เด็กที่ไม่ถูกฝึกทักษะ EF จะมีรายได้น้อยกว่า มีแนวโน้มติดประวัติอาชญากรรมถึง 4  เท่า ใช้สารเสพติดมากกว่าถึง 3 เท่า และมีแนวโน้มเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมากถึง 2 เท่า ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามเด็กไทยกว่า 30% ที่มีพัฒนาการ EF ล่าช้า โดยแนวทางสำคัญคือ ระบบการสอนและการดูแลเด็กปฐมวัยไม่ควรเร่งเรียนเขียนอ่านเพียงอย่างเดียว เพราะทำให้เด็กขาดโอกาสในการฝึกคิด ฝึกตัดสินใจ และฝึกกำกับตนเองไปสู่เป้าหมาย ครูผู้ดูแลเด็กปฐมวัยควรมีความรู้ในการสามารถสังเกตและประเมินพัฒนาการเด็ก ตลอดจนจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ซึ่งสสส.และภาคีเครือข่าย Thailand EF Partnership ได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติจริงเพื่อส่งเสริม EF ในเด็กและเยาวชนต่อไป”นางเพ็ญพรรณ กล่าว

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักวิชาการด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนกล่าวว่า ระบบการศึกษาที่มุ่งสอนหนังสือเพื่อมอบความรู้หมดสมัยไปแล้วในโลกไอที เด็กยุคใหม่ต้องรู้ว่าจะเป็นอะไร รู้จักกำหนดเป้าหมายของตัวเองและไปให้ถึงเป้าหมาย โดยไม่วอกแวก โดยสาเหตุที่เด็กไทยไม่มีเป้าหมายเพราะสมองถูกทำลายตั้งแต่อนุบาลด้วยระบบการศึกษาที่เร่งเรียนตั้งแต่ 3 ขวบ ซึ่งการพัฒนาสมองในเด็ก 2-7 ขวบ ควรให้เด็กได้เล่นและฝึกให้ทำงานบ้าน ซึ่งการทำงานบ้านเป็นการพัฒนาทักษะสมองมากกว่าการทำการบ้าน เพราะเป็นสถานการณ์ท้าทายที่ต้องวางแผนที่ซับซ้อน โดยเด็กจะรู้จักวางแผนทำงานบ้านให้เร็วเพื่อที่จะได้ออกไปเล่น ส่วนเด็กประถมคือการสอนโดยใช้โจทย์เป็นฐาน ซึ่ง EF จะช่วยเรื่องการควบคุมตนเอง ฝึกความจำใช้งาน และการคิดวิเคราะห์ โดยการพัฒนา EF สร้างได้ในเด็กทุกแห่งไม่เกี่ยวกับเงิน เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดู เช่น อ่านนิทานให้ฟังก่อนนอน เล่นให้เยอะ ทำงานบ้านให้มากเพื่อให้รู้จักควบคุมตนเอง ปฏิรูประบบการศึกษาโดยเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนสมัยใหม่โดยใช้โจทย์เป็นฐาน เพื่อให้เด็กยุคใหม่สามารถกำหนดเป้าหมายเป็น และทำตามเป้าหมายของตนเองที่ตั้งไว้อย่างไม่วอกแวก

บทเพลงจากดวงใจแด่ในหลวงร. 9 “พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์”(มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303674

บทเพลงจากดวงใจแด่ในหลวงร. 9 “พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์”(มีคลิป)

วธ.เปิดตัวหนังสือ บทเพลงจากดวงใจแด่ในหลวง ร.9 “พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์” คัดเลือก 198 เพลง พร้อมไฟล์MP3 จัดทำมิวสิควีดีโอประกอบ ชวนชมคอนเสิร์ตน้อมรำลึกฯ 2 ธ.ค.นี้

        ที่หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) แถลงข่าวเปิดตัวหนังสือบทเพลงจากดวงใจแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 “พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์” โดยมีนายวีระ โรจน์พจน์รัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) กล่าวว่าเนื่องในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุ พิจารณาจัดพิมพ์หนังสือและแผ่นพับอันเนื่องด้วยพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นอนุสรณ์ถึงการพระราชพิธีสำคัญยิ่งในครั้งนี้ จำนวน 11 รายการ ซึ่งหนึ่งในรายการนั้น คือ ลำดับที่ 4 หนังสือบทเพลงในดวงใจแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 “พระผู้ทรงสถิตในหทัยราษฎร์”
นายวีระ กล่าวต่อไปว่าการจัดทำหนังสือนี้ วธ.โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับนายประยงค์ ชื่นเย็น ศิลปินแห่งชาติ สมาคมนักแต่งเพลงแห่งประเทศไทย และสมาคมนักเพลงลูกทุ่งแห่งประเทศไทย ดำเนินการขอลิขสิทธิ์บทเพลงที่บุคคล และหน่วยงานต่างๆ ที่จัดทำขึ้น เพื่อเทิดพระเกียรติและแสดงความอาลัย รวมจำนวน 198 เพลง แบ่งออกเป็นเพลงไทยสากล 99 เพลง และเพลงไทยลูกทุ่ง 99 เพลง พร้อมไฟล์เพลง mp3 นำมาจัดทำเป็นหนังสือพร้อมไฟล์เพลง
“วธ.ได้ดำเนินการหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุในทุกมิติ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จัดทำไปแล้ว  3 รายการ ได้แก่  หนังสือ “พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์” (สมุดภาพรวมแผ่นป้ายแสดงความอาลัย)  “พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย” บทกวีนิพนธ์โครงการกานต์กวีคีตการปวงประชาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ,นวมินทราศิรวาทราชสดุดีร้อยกรองเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอุดลยเดช บรมนาถบพิตร และเรื่องบทเพลงครั้งนี้ เป็นลำดับที่ 4  ซึ่งแต่ละประเภทจะเป็นการแสดงความจงรักภักดี เฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน กล่าวถึงการทรงงานของพระองค์ท่าน รวมถึงเป็นการบันทึกสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความรู้สึกของคนไทยตลอดเวลา 70 ปี ในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งต่อไปในภายหน้าบทเพลงเหล่านี้จะเป็นเครื่องหมายที่แสงดให้ลูกหลานไทยได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ โดเนื้อหาบางตอนของบทเพลงยังได้ถ่ายทอดพระราชปณิธาน พระบรมราโชวาทอันทรงคุณค่า คนไทยสามารถน้อมนำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดีต่อไป “ นายวีระ กล่าว
ทั้งนี้ หนังสือบทเพลงจากดวงใจแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 “พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์”  มีการนำเสนอประเภทลูกทุ่งและลูกกรุง มีทั้งหมด 198 เพลง มีบทเพลงเทิดพระเกียรติ และบทเพลงถวายอาลัย ซึ่งในจำนวนเพลงดังกล่าว มีบทเพลงพระราชาเป็นประมุขของประชาชน  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประพันธ์คำร้องบทเพลงดังกล่าว และทุกเพลงจะมีมิวสิควีดีโอ โดยเพลงไหนที่ไม่มีมิวสิควีดีโอก็ได้มีการจัดทำใหม่ มีประมาณ 50 เพลง  พร้อมจัดพิมพ์หนังสือบทเพลงจากดวงใจแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์ จำนวน 10,000 เล่ม แจกจ่ายไปยังโรงเรียน และตามสถานที่ต่าง อีกทั้งเพื่อเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในวันที่ 5 ธันวาคม และจะมีการจัดแสดงในวันที่ 2 ธันวาคม  2560 นี้ ซึ่งประชาชนสามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์ของกระทรวงวัฒนธรรมและช่องทางโซเซียลมีเดียต่างๆ
นายประยงค์ ชื่นเย็น ศิลปินแห่งชาติ กล่าวว่า หนังสือดังกล่าวเป็นการรวบรวมเพลงพระราชนิพนธ์ รวมถึงบทเพลงต่างๆ ที่เทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน โดยได้คัดเลือกบทเพลง 198 เพลง จาก 1,000 กว่าบทเพลง ซึ่งเป็นเพลงไทยสากล 99 เพลง และเพลงลูกทุ่ง 99 เพลง โดยใน 99 บทเพลง จะมีบทเพลงเทิดพระเกียรติ 59 เพลง และเพลงถวายอาลัย 40 เพลง ซึ่งที่เลือกบทเพลงเทิดพระเกียรติ 59 นั้น 5 มาจากวัน คล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  และ9 มาจากในหลวงรัชกาลที่ 9  ส่วน เพลงถวายอาลัย 40 เพลงนั้น 4 มาจากประชาชนทั้ง 4 ภูมิภาคร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณแด่พระองค์ท่าน
“บทเพลงทั้งหมด ล้วนมีความหมายและเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน  โดยเพลงพระราชาเป็นประมุขของประชาชน พระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประพันธ์คำร้องบทเพลง และเป็นเพลงเริ่มต้นในซีดี โดยเนื้อหาของบทเพลงนั้น เกี่ยวกับการมีประมุข พระราชาของแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ท่านทรงเป็นประมุขนคราในรัฐ ทรงทศพิธราชธรรมเอื้อแก่ราษฏร์ ดังนั้น อยากเชิญชวนให้ประชาชนได้เข้าร่วมชมการแสดงดนตรีไทยสากล บทเพลงพระผู้สถิติในหทัยราษฎร์  ในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ โดยจะคัดเลือกบทเพลง 23 เพลง ให้ประชาชนได้รับฟังร่วมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณแก่พระองค์ท่าน” นายประยงค์ กล่าว
นายสมนึก ทองมา (ชลธี ธานทอง) ศิลปินแห่งชาติ กล่าวว่าตนได้แต่งบทเพลงที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่าน ทั้งหมด 16 เพลง ซึ่งทุกบทเพลงล้วนเป็นการเทิดพระเกียรติ และถวายอาลัยพระองค์ท่าน  โดยบทเพลง ล้นเกล้าเผ่าไทย  เป็นบทเพลงที่แต่งขึ้นเมื่อปี 2519 เนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยเป็นประเทศที่โชคดีมาก เพราะไม่มีประเทศไหนที่มีกษัตริย์ที่ทรงทำงาน เพื่อปวงชนชาวไทย พระองค์ไม่ทรงอยู่นิ่ง ท่านไปทุกหนทุกแห่งในประเทศไทย  เมื่อตอนเด็กเราอาจจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่รับรู้โดยภาษาเด็กว่ารักพระองค์ท่าน ซึ่งในข่าวพระราชกรณียกิจต่างๆ และพ่อแม่ คุณครูต่างบอกให้เรารักพระองค์ท่าน ซึ่งเมื่อเราโตขึ้นก็ได้เห็นถึงพระราชกรณียกิจ การทรงงานของพระองค์ท่านต่างๆ เราโชคดีที่เกิดในรัชกาลที่ 9
  “ตนสนใจภาษาไทย และได้แต่งเพลงที่เกี่ยวกับพระองค์ท่าน นำประสบการณ์ ภาพที่เห็นพระองค์ทรงงานมาเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งบทเพลงต่างๆ แสดงถึงพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ท่าน  ซึ่งพระองค์ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้าต่อพสกนิกรชาวไทย  โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะอยู่บนดอย  บนตึก หรือที่ไหนๆ ในประเทศไทย พระองค์ท่านทรงเป็นกษัตริย์องค์เดียวในโลกที่ทรงงานมาตลอด 70 ปี เพื่อพสกนิกรชาวไทย” นายสมนึก กล่าว
หลายบทเพลงที่ได้แต่งเพื่อพระองค์ท่านนั้น  บทเพลงฟ้าร้องไห้ เป็นบทเพลงที่แต่งขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม วันที่คนไทยสูญเสียสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยตอนเขียนนั้นได้ร้องไห้ และใช้เวลา 12 ชั่วโมง ไม่ได้ลุกไปไหนอีกทั้งเป็นช่วงเวลาที่ฝนตก ทำให้เรานึกถึงชื่อเพลง ฟ้าร้องไห้  แสดงให้เห็นว่าคนไทยทั่วประเทศต่างไว้อาลัยพระองค์ท่าน ดังนั้น  บทเพลงทั้งหมดบ่มบอกว่าพระองค์ท่านเป็นกษัตริย์คนเดียวในโลกที่ไม่เหมือนกัน และเป็นการบอกต่อไปยังลูกหลานให้รู้ว่าในหลวงรัชกาลที่9 ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย