คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304027

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

มาตรา 53 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการครู, บรรจุแต่งตั้ง, ผอ.สพท., ชร.ผอ.สพท., คำสั่ง คสช.ที่ 19/2560, ข้อ 13 คำสั่ง คสช.ที่ 19/2560

ปัญหางานบริหารบุคคลของ สพท.-ศธจ. สะเทือนมาถึงคนในวังจันทรเกษมเร่งหาดูกม.ทางออก ขณะที่กลุ่มผอ.เขตรวม5หมื่นชื่อขอคืนอำนาจบรรจุ

        มีคำถามว่าอำนาจการบริหารงานบุคคลในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นของใครระหว่างผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่ยึดตามอำนาจมาตรา 53 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการการ พ.ศ.2547 หรือ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 19/2560 ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ในข้อที่ 13 ซึ่งโอนอำนาจตามมาตรา 53 ให้กับ ศธจ. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

หากยึดถือปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ผอ.สพท.ก็ไม่ต่างกับเสือกระดาษ ภาระกิจสำคัญๆในมือไม่น้อยกว่า 30 เรื่องเป็นอำนาจ ศธจ. ที่ผ่านมา กลุ่มผอ.สพท.รวมตัวกันเคลื่อนไหว เรียกร้อง ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หวังให้ผู้มีอำนาจสั่งการ ให้มีการแก้ไขคำสั่งคสช.ข้อที่ 13 ดังกล่าว ขออำนาจกลับคืน แต่ยังไร้วี่แวว!!

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

       ภาพความไม่ลงรอยดูท่าจะขยายวงกว้างชัดขึ้น ล่าสุดที่ “พีรพงศ์ สุรเสน” ผอ.สพป. นครราชสีมา เขต 7 ตอบปฏิเสธหนังสือของ “สุวิทย์ ศรีฉาย” รองศธจ. รักษาการศธจ.นครราชสีมา ที่เชิญร่วมเป็นเกียรติประดับเครื่องหมายอินทรธนูแก่ข้าราชการครูบรรจุใหม่ด้วยข้อความว่า “ทราบ, ไม่ไป, ข้าราชการที่บรรจุใหม่ ล้วนเป็นข้าราชการสังกัดสพฐ.(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)ทั้งสิ้น ควรให้ผู้บังคับบัญชาโดยชอบเป็นผู้ดำเนินการ” ซึ่ง “การุณ สกุลประดิษฐ์” ปลัด ศธ.หยิบไปพูดในการประชุมมอบนโยบาย ศธจ. และมีการอัดคลิปแชร์ต่อๆกันในกลุ่มผอ.สพท.

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

            “พีรพงศ์ สุรเสน” ผอ.สพป. นครราชสีมา เขต 7

   นอกจากนี้ยังปรากฎบันทึกข้อความของ “กิตติชัย เมืองมา” รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผอ.สพป.เชียงราย เขต 1 ตอบบันทึกส่วนราชการในจังหวัดเชียงราย ในสังกัดสป.ศธ.ที่ขอให้ส่งผู้แทนร่วมประชุมสรุปผลการจัดกิจกรรมการประกวดระเบียบแถวลูกเสือเนตรนารีระดับประเทศ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. 2560 ณ ภูเขางามรีสอร์ท อ.เมืองนครนายก  ด้วยข้อความว่า“ทราบ , เนื่องจากเป็นเรื่องของแนวทางและเกณฑ์เท่านั้น หากอยากได้รายละเอียด ขอดาวน์โหลดไฟล์ของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติได้, ไม่มีความจำเป็นต้องไป, รวมเรื่อง”

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

           “สุวิทย์ ศรีฉาย” รองศธจ. รักษาการศธจ.นครราชสีมา

    ความไม่เข้าใจของ สพท.และ ศธจ.เป็นเพราะบทบาทหน้าที่การทำงานที่ทับซ้อน โดยเฉพาะข้อที่ 13 ของคำสั่งหัวหน้า คสช. “ธนชน มุทาพร” ผู้อำนวยการ สพป.ชัยภูมิ เขต 1 ในฐานะประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ชร.ผอ.สพท.) บอกว่า การเคลื่อนไหวที่ปรากฎทำให้เห็นว่าปัญหาของการทำงานระหว่าง ศธจ.และ สพท.มีอยู่จริง เกิดจากการมอบอำนาจการบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ ตามข้อที่ 13 ในคำสั่งคสช.ที่ 19/2560

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

         “ที่ผ่านมา ชร.ผอ.สพท.เคลื่อนไหว เรียกร้องมาตลอดว่าจะต้องแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560ในข้อ 13 นี้ เพราะทำให้การทำงานของ ศธจ.มีจุดอ่อน ไม่ได้ไปทำงานที่เน้นการบูรณาการตามภารกิจ แต่กลายเป็นมาทำแต่เรื่องของการบริหารงานบุคคล ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าระบบการทำงานล่าช้า ก่อนหน้านี้บรรจุครูใหม่ 1 เดือนก็เรียบร้อยแล้วแต่เวลานี้ไม่ใช่ ยังสร้างภาระเรื่องงบประมาณที่สูญเสียไปกับการเดินทางด้วย ฉะนั้น จึงเสนอมาว่าขอให้แก้ไขโดยขอให้ผอ.สพท.ได้เข้าไปทำงานในหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 53 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ” ประธานชร.ผอ.สพท. กล่าว

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

         เวลานี้ ชร.ผอ.สพท.ล่ารายชื่อผู้อำนวยการและบุคลาการในสังกัด สพป.และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ทั่วประเทศ ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องได้กว่า 50,000 รายชื่อเพื่อนำเสนอ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ให้มีการยกเลิกข้อที่ 13 ในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560

        ผู้บริหารระดับสูง ศธ.ที่รู้ปัญหามองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง สพท.และศธจ. ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ช่วงเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยเวลา ผู้ช่วยปลัด ศธ. สุรินทร์ แก้วมณี ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการบริหารจัดการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และ ศธจ. กล่าวว่า เวลานี้ได้วางกรอบแนวคิด 5 เรื่องเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารงาน ศธจ.และสพท.อย่างเป็นระบบ

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

โดยเรื่องแรก การจัดสรรกรอบอัตรากำลังของทั้ง สำนักงานศธจ. และ สพท. ให้เหมาะสมกับปริมาณงาน โดยในส่วนของสำนักงาน ศธจ. ต้องใช้บุคลากรประมาณ 45 อัตรา เฉพาะตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามาตรา 38 ค.(2)ซึ่งไม่รวมศึกษานิเทศก์ ขณะที่ สพท.แต่ละเขตใช้ประมาณ50-60อัตรา

        เรื่องที่ 2 การตีความกฎหมายที่คณะอุกรรมการด้านกฎหมายของ ศธ.จะต้องดูทั้ง อำนาจตามมาตรา 53 เดิมให้อำนาจสพท. เป็นผู้มีอำนาจการบรรจุแต่งตั้ง กับคำสั่ง คสช. ที่19/2560ข้อที่ 13 โดยจะพิจารณาว่าในคำสั่งดังกล่าว ให้ผอ.สพท. มีอำนาจตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ เหลืออยู่บ้าง เช่น อำนาจในการแต่งตั้งรักษาราชการแทน อำนาจในการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง เป็นต้น

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

        “ทั้ง 2 แนวทางนี้จะเสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.)พิจารณาส่วน คปภ.พิจารณาว่าจะตีความแนวทางใดแล้ว ก็จะเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าแนวทางนั้นชอบด้วยข้อกฎหมายทั้งระบบหรือไม่” นายสุรินทร์ กล่าว

          นอกจากนี้ยังจะเสนอ 3.จัดทำแผนบูรณาการร่วมกันระหว่าง ศธจ. และสพท. ทั้งการอัตรากำลัง งบประมาณ การจัดการศึกษา 4.จัดระบบการนิเทศติดตาม และ 5.ทำคู่มือ ขั้นตอนการทำงานทั้ง ศธจ. และ สพท. เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

คนศึกษาฯล่า5หมื่นชื่อทวงคืนอำนาจบรรจุ

    คงถึงเวลาแล้วที่ปัญหาความขัดแย้งของ สพท.และ ศธจ.จะต้องหาทางออกที่ชัดเจน เมื่อต้องการให้ ศธจ.เป็นหน่วยสนับสนุนให้ฝ่ายปฏิบัติคือ สพท.ทำงานได้อย่างราบรื่น เพื่อเป้าหมายหลักของการทำงานเพื่อการศึกษาของเด็กและประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

        0 เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ 0 qualitylife4444@gmail.com

“เกิดในรัชกาล” เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304035

“เกิดในรัชกาล” เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

คุณภาพชีวิต, คนในกำแพง, เพลงเพื่อพ่อ, บี-ไฮ-เดอะ-ซีน, เกิดในรัชกาล

วงดนตรี บี-ไฮ-เดอะ-ซีน เขียนเพลงพระราชนิพนธ์ “เพื่อพ่อ” น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9

           “คุก” มีเพียงไว้ขังผู้ที่กระทำความผิด แต่ไม่ใช่จุดจบของชีวิต คนที่ติดอยู่ข้างในยังมีโอกาสที่จะได้อิสระภาพกลับคืนมาอีกครั้ง หลังจากพ้นโทษแล้ว ชีวิตที่เคยทำผิดพลาด กลับไม่ง่ายที่จะกลับคืนสู่สังคมอย่างปกติ

“วง บี-ไฮ-เดอะ-ซีน” ก่อตั้งมาจากคนในกำแพงที่ รวมตัวกันทำบทเพลงเพื่อพ่อ“คนในกำแพง” เรือนจำพิเศษมีนบุรี แสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

พวกเขามีทั้งคนเขียนโน๊ต คนใส่ทำนอง นักร้องนำ มือเบส มือกลอง ได้รับแรงบันดาลใจจากทูบีนัมเบอร์วัน จากคำถามที่ว่า “อยากทำเพลงเพื่อพ่อไหม” นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่พวกเขาได้รวมตัวกันทำบทเพลงเพื่อพ่อ

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

คนเขียนเพลง เล่าว่า ทูบีนัมเบอร์วัน ได้สนับสนุนในการทำเพลงเพื่อพ่อ และใช้บรรเลงในกิจกรรม “เสียงจากคนข้างในกำแพงส่งถึงคนภายนอก” รวมถึงได้รับหนังสือ 100 วัน ร้อยเรื่องเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง จากทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เขาได้เปิดหนังสือแล้วเห็นภาพหนึ่งที่มีผู้ชายและผู้หญิงยืนถือเทียนและกอดพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 จากนั้นเขามีแรงบันดาลใจจากภาพโดยเขียนเพลง “เกิดในรัชกาล” โดยมีเนื้อหาว่า

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

“ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงในการเขียน เพราะอินในภาพและไม่มีโอกาสได้เห็นบรรยากาศแบบนี้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทำได้คือสร้างบทเพลงเพื่อถวายท่าน ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ไม่มีโอกาสได้ไปส่งท่านเสด็จสู่สรวงสวรรค์ เนื่องจากสถานภาพของผมเป็นผู้ต้องหาที่อยู่ในคุก ผมเลยทำอะไรไม่ได้มากนอกจากแต่งเพลง และเป็นสิ่งเดียวที่ผมทำแล้วมีความสุข โดยได้แรงบันดาลใจมาจากพระองค์ท่าน ถ้าผมพ้นโทษออกไปสู่สังคมภายนอกแล้ว ผมจะเดินตามในหลวงรัชกาลที่ 9 และจะพิสูจน์ให้คนภายนอกได้เห็นว่าคนที่เคยอยู่ในคุกมาก่อนก็ทำความดีได้เหมือนกัน” เรื่องราวและความรู้สึกของคนเขียนเพลง

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

ส่วนอีกคนที่มีหน้าที่ใส่ทำนองและเป็นนักร้องนำ เล่าว่า ตั้งแต่ทราบข่าวในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต มีความรู้สึกบางอย่างว่าเราต้องทำอะไรเพื่อในหลวงในฐานะที่เป็นคนไทย แต่ก็ไม่มีโอกาสเนื่องจากอยู่ในห้องขัง จนทางผู้คุมบอกว่า จะมีโครงการ “แรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่ผู้ต้องราชทัณฑ์ในการสร้างเสริมสุขภาวะ และการสร้างทักษะชีวิต” โดยให้ไปร้องเพลงเพื่อถวายในหลวง เขาสนใจมากเพราะเป็นสิ่งเดียวที่เขาจะทำได้ เขาขออาสาใส่ทำนองเพลงทั้งหมดและร้องเพลง

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

“ดีใจมากไม่คิดว่าสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจว่าอยากทำเพลงพระราชนิพนธ์ที่ทำด้วยตนเองเพื่อพ่อหลวง ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพลงพระราชนิพนธ์นั้นเป็นอย่างไร จนผมได้อ่านหนังสือซึ่งมีกว่า 4,000 เพลงที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ถึงตอนนี้ผมได้มีโอกาสทำเพื่อพระองค์ท่านแล้ว แค่นี้ผมก็สุขใจแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกให้สังคมภายนอกรู้ว่า คนในคุกมันไม่ได้เลวร้ายทุกคน ทุกคนอยากจะกลับบ้าน อยากจะไปทำอะไรที่ดีกว่าทุกวันนี้ ”  ความรู้สึกของนักร้องนำ

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

บุรินทร์ทร แซ่ล้อ

บุรินทร์ทร แซ่ล้อ ผู้อำนวยการเครือข่ายเยาวชนโครตอินดี้ เล่าว่า ทุกๆ ปี วันที่ 5 ธันวาคม จะจัดกิจกรรมสำหรับวันพ่อแห่งชาติในฐานะที่เป็นลูกคนหนึ่งที่น้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน จึงถือโอกาสใกล้วันพ่อนี้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมโดยเฉพาะกลุ่มผู้ต้องขังที่ต้องการให้คนภายนอกได้เห็นว่าคนที่อยู่ในกำแพงก็สามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่างที่บุคคลภายนอกไม่เคยเห็นมาก่อน

“มีหลายคนถามว่า ทำไมต้องมาจัดในเรือนจำ ผมตอบเลยว่า ถ้าเราไม่ทำ แล้วใครจะทำ ยิ่งเมื่อผมได้อ่านข่าว ได้ทราบถึงจำนวนของผู้กระทำผิดที่เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน มันสะท้อนถึงเรื่องการทำผิดซ้ำๆ ทั้งคนที่ออกไปแล้ว ไม่รู้จะไปไหน สังคมไม่ให้โอกาส ผมเองในฐานะของคนที่เคยเข้ามาสร้างสรรค์ผลงานให้กับพี่น้องในกำแพงนี้ ผมได้เห็นศักยภาพของทุกคนในเรือนจำว่ามีมากมายมหาศาล เราอยากช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันภายในจิตใจที่เข้มแข็งโดยมีศาสตร์พระราชาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ” “บุรินทร์ทร” เล่า

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

ดร.นพ. บัณฑิต ศรไพศาล

ดร.นพ. บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. และโครตอินดี้ได้นำเรื่องราวการแสดงความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่แสดงผ่านหนังสือ 100 วัน เปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมภาพของการแสดงความจงรักภักดีของประชาชนต่อพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 จากทุกพื้นที่ทุกกลุ่มชนในช่วง 100 วันแรกของการสวรรคตของพระองค์ท่านมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์เป็นแบบอย่างในการใช่ชีวิต โดยทดลองนำร่องกับผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษมีนบุรีซึ่งพบว่าได้ผลเป็นอย่างดียิ่ง

"เกิดในรัชกาล" เพลงพระราชนิพนธ์คนในกำแพง

นพ.สมภพ สังคุตแก้ว

นพ.สมภพ สังคุตแก้ว ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษมีนบุรี กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์เป็นหน่วยงานหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมด้านการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้สังคมภายนอกได้รับทราบถึงบทบาทและภารกิจในก้าวย่างที่ 5 การสร้างการยอมรับให้สังคม  ทางด้านนโยบายของกรมราชทัณฑ์ การส่งเสริมและดูแลสุขภาพ การสร้างแรงบันดาลใจจากโครงการ “แรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่ผู้ต้องราชทัณฑ์ในการสร้างเสริมสุขภาวะ และการสร้างทักษะชีวิต” เป็นการสร้างคุณค่าให้เกิดกับตัวผู้ต้องขังไปสู่สายตาคนภายนอก รวมทั้งให้ผู้ต้องขังได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ศธ.ตีความม.53อำนาจบรรจุแต่งตั้ง5ประเด็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303991

ศธ.ตีความม.53อำนาจบรรจุแต่งตั้ง5ประเด็น

สพม., ศธจ., ตีความกฎหมาย, อนุกรรมการ, คปภ.

ศธ.ให้นักกฎหมายตีความอำนาจ ม.53 และคำสั่งคสช.ที่ 19/2560 ชงบอร์ดคปภ.พิจารณาและส่งต่อกฤษฎีกาตีความ ย้ำการแก้ปัญหา ศธจ.-สพท.จะทำทั้งระบบอัตรากำลัง การทำงาน

           เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 60 – นายสุรินทร์ แก้วมณี  ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รับมอบหมายให้ดูแลการบริหารจัดการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการทำงานระหว่าง ศธจ.และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) โดยเฉพาะประเด็นการบริหารงานบุคคล การบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลารกทางการศึกษา พ.ศ.2547 ให้แก่ ศธจ.และคณะศึกษาธิการจังหวัด ตามข้อที่ 13 ในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 วันที่ 3 เมษายน จากเดิมที่เป็นอำนาจของ สพท.เป็นเรื่องที่ผู้บริหารระดับสูงพูดคุยกันมาตลอด และได้เตรียมการที่จะดำเนินการแก้ไขทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบทั้งหมด

ทั้งนี้ ขณะนี้ได้เตรียมกรอบแนวคิดเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา 5 เรื่อง ได้แก่ 1. การจัดสรรกรอบอัตรากำลังของทั้ง สำนักงานศธจ. และ สพท.  ให้เหมาะสมกับปริมาณงาน โดยในส่วนของสำนักงาน ศธจ. ต้องใช้บุคลากรประมาณ 45 อัตรา เฉพาะตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามาตรา 38 ค.(2) ซึ่งไม่รวมศึกษานิเทศก์ ขณะที่ สพท.แต่ละเขตใช้ประมาณ 50-60 อัตรา

2. มอบหมายให้คณะอุกรรมการด้านกฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตีความข้อกฎหมาย อำนาจตามมาตรา 53 (3)และ(4)ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547  ซึ่งเดิมให้อำนาจสพท. เป็นผู้มีอำนาจการบรรจุแต่งตั้ง  กับคำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ข้อที่ 13  เพื่อพิจารณาว่าในคำสั่งดังกล่าว ให้ผอ.สพท. มีอำนาจตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ เหลืออยู่บ้าง

เช่น อำนาจในการแต่งตั้งรักษาราชการแทน อำนาจในการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง เป็นต้น  โดยหากฝ่ายอนุกรรมการด้านกฎหมายของศธ. ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว จะเสนอให้ คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความข้อกฎหมายต่อไป

นายสุรินทร์  กล่าวต่อว่า  3.จัดทำแผนบูรณาการร่วมกันระหว่าง ศธจ. และสพท. ทั้งการอัตรากำลัง งบประมาณ การจัดการศึกษา 4.จัดระบบการนิเทศติดตาม และ5.ทำคูมือ ขั้นตอนการทำงานทั้ง ศธจ. และ สพท. เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“ในเชิงบริหาร ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างศธจ.และสพท. ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะความเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยเวลา  โดยให้ศธจ.เป็นหน่วยสนับสนุนให้ฝ่ายปฏิบัติคือสพท. ทำงานได้อย่างราบรื่น โดยอยากให้ สพท.หลุดจากกรอบแนวคิดเดิม คิดถึงการจัดการศึกษา ที่ต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ มีเป้าหมายที่ชัดเจนคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและนักเรียนเป็นหลัก”นายสุรินทร์ กล่าว

สธ.เตือน 7 จ.น้ำท่วมภาคใต้ ดูแลเด็กระวังจมน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303970

สธ.เตือน 7 จ.น้ำท่วมภาคใต้ ดูแลเด็กระวังจมน้ำ

7จังหวัดภาคใติ, สธ., จมน้ำตาย, น้ำท่วม

สธ. กำชับ 7 จังหวัดภาคใต้สุขภาพผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการ เตือนประชาชนดูแลบุตรหลานใกล้ชิด ป้องกันจมน้ำเสียชีวิต

     นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และประธานศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข กล่าวว่า นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีความห่วงใยถึงสถานการณ์น้ำท่วม ได้กำชับให้ผู้บริหารในจังหวัดภาคใต้ที่มีฝนตกหนักบริหารจัดการตามแผนรองรับภาวะฉุกเฉินให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ดูแลสถานพยาบาลและการจัดบริการตามแผนที่วางไว้ ขณะนี้ยังคงมีน้ำท่วม ใน 7 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี สงขลา นราธิวาส และยะลา  สถานบริการได้รับผลกระทบทั้งหมด 17 แห่ง ทุกแห่งเปิดให้บริการ มี 1 แห่ง คือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าแมงลัก อ.เทพา จ.สงขลา เปิดให้บริการบริเวณชั้น 2 ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลทุกแห่งและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการประชาชนในพื้นที่ประสบภัยต่อเนื่อง จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ   โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ส่งชุดยาน้ำท่วมไปในพื้นที่ประสบภัยเพิ่มเติม 35,500 ชุด

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่าขอให้ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานใกล้ชิด อย่าให้ลงไปเล่นน้ำท่วม เพื่อป้องกันการจมน้ำเสียชีวิต นอกจากนี้โรคที่พบบ่อย คือโรคน้ำกัดเท้า  จากการเดินลุยน้ำ แช่น้ำเป็นเวลานาน ผิวหนังเกิดการระคายเคือง เปื่อยและเป็นแผลได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรเลี่ยงการลุยน้ำ เนื่องจากมีโอกาสเกิดแผลและมักไม่รู้ตัวว่ามีบาดแผลที่เท้า ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย รักษาหายยากขอให้ไปทำความสะอาดแผลที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านหรือที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทุกวัน และสังเกตอาการผิดปกติ หากบาดแผลอักเสบ บวมแดง มีหนอง หรือเนื้อที่ขอบแผลมีลักษณะซีด ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือไปพบแพทย์ทันที หากเจ็บป่วยฉุกเฉิน โทร.สายด่วน 1669

อย่าลืมใช้สิทธิ…ผู้ประกันตนตรวจสุขภาพฟรี ปีละครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303950

อย่าลืมใช้สิทธิ…ผู้ประกันตนตรวจสุขภาพฟรี ปีละครั้ง

รพ.ที่เลือกไว้, นพ.สุรเดช, ตรวจสุขภาพฟรีปีละครั้ง, สปส., สิทธิผู้ประกันตน, ่ ่ คุณภาพชีวิต

ประกันสังคม เตือนผู้ประกันตน ใช้สิทธิตรวจสุขภาพฟรี ปีละ 1 ครั้ง ใน รพ.ที่เลือกไว้ เพื่อป้องกันโรค เผย มีผู้ประกันตนเข้ารับบริการแล้วกว่า 4.5 แสนคน

         29 พ.ย. 60 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.   ) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่าสำนักงานประกันสังคม ได้เพิ่มสิทธิให้ผู้ประกันตนด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง ณ สถานพยาบาล ตามที่ผู้ประกันตนได้เลือกไว้ หากพบความผิดปกติผู้ประกันตนจะได้รับการบำบัดตั้งแต่ระยะแรก อาทิ การตรวจเต้านมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจสารเคมีในเลือด เช่น ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ไขมันในเลือด น้ำตาลในเลือด และการทำงานของไต เพื่อหาความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

        “ที่พบบ่อยไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดอุดตันฯลฯ ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ผู้ประกันตน ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึง 30 กันยายน 2560 มีผู้ประกันตนเข้ารับบริการแล้วกว่า 451,611 คน ” นพ.สุรเดช กล่าว

          นพ.สุรเดช  กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ประกันตนได้ตระหนักถึงสุขภาพตนเอง จึงขอเชิญชวนให้มาใช้สิทธิในการตรวจสุขภาพ เพียงผู้ประกันตนยื่นบัตรประจำตัวประชาชนในการใช้สิทธิเข้ารับบริการได้ปีละ 1 ครั้ง ณ สถานพยาบาลตามที่ผู้ประกันตนเลือกไว้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

อย่าลืมใช้สิทธิ...ผู้ประกันตนตรวจสุขภาพฟรี ปีละครั้ง

นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล

เลขาธิการ สปส.กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคม ยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบในเรื่องของการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานสถานพยาบาล เพื่อให้สถานพยาบาลให้ความสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคให้กับผู้ประกันตน โดยมีเป้าหมายสำคัญให้ผู้ประกันตนได้เข้าถึงบริการการรักษาที่มีคุณภาพให้มากที่สุด

” โดยจะส่งผลให้ผู้ประกันตนมีสุขภาพแข็งแรง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร และระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศมีการขับเคลื่อนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป”เลขาธิการ สปส. กล่าวในที่สุด

อนึ่ง ปัจจุบันมีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมกว่า 11 ล้านคน ทุกคนมีสิทธิได้รับการตรวจสุขภาพฟรีปีละ1 ครั้ง จากโรงพยาบาลที่เลือกไว้

เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชมพระเมรุมาศถึง 31 ธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303967

เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชมพระเมรุมาศถึง 31 ธ.ค.นี้

ขยายเวลาเข้าชมพระเมรุมาศ, วธ., พระเมรุมาศ, 31ธ.ค.2560

วธ.พร้อมอำนวยความสะดวก-ความปลอดภัย-เปิดจุดคัดกรอง 5 จุดให้กับผู้เข้าชมพระเมรุมาศถึง 31 ธ.ค. ยอดผู้เข้าชม 27 วัน 2.3 ล้านรูป/คน

      นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายเวลาการเข้าชมพระเมรุมาศ และนิทรรศการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 นั้น

ในส่วนกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อให้ส่งเสริมให้คนไทยมีความรู้สึกภาคภูมิใจในพระราชพิธีที่สะท้อนให้เห็นถึงความงดงาม ความประณีตและโดดเด่น แสดงถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย โดยเปิดให้ประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้พิการและนักท่องเที่ยวเข้าชม ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงนั้น

ขณะนี้จำนวนผู้เข้าชมพระเมรุมาศ วันที่ 2–28 พฤศจิกายน รวมทั้งสิ้น จำนวน 27 วัน 2,387,800 คน/รูป แบ่งเป็น พระสงฆ์/สามเณรและแม่ชี 13,723 รูป/คน ผู้พิการ 44,763 คน นักท่องเที่ยวต่างชาติ 11,726 คน สื่อมวลชน 1,367 คน ประชาชน 1,791,162 คนและนักเรียน/นักศึกษา 525,095 คน

อย่างไรก็ตาม การขยายเวลาเข้าชมพระเมรุมาศจนถึง 31 ธันวาคม 2560 นั้นในส่วนของ วธ. ฝ่ายทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกและดูแลให้กับประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาชมพระเมรุมาศและนิทรรศการ ทั้งในส่วนการดูแลอำนวยความสะดวกบริเวณจุดคัดกรองทั้ง 5 จุด คือบริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รด.) บริเวณท่าช้าง บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ บริเวณด้านหลังกระทรวงกลาโหม และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการ พระสงฆ์ และที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะด้วย รวมถึงร่วมมือกับฝ่ายทการดูแลรักษาความปลอดภัย 

โดยยังคงเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 07.00 -22.00 น. ทั้งนี้จะรอบนักเรียน นักศึกษาเวลา 06.00 น. ส่วนเวลาตั้งแต่ 07.00 จะเริ่มเปิดรอบปกติสำหรับประชาชน อย่างไรก็ดีการเปิดจุดคัดกรองและการเปิดรอบการเข้าชมนั้น ได้รับรายงานว่าที่ผ่านมาหากมีจำนวนนักเรียน หรือประชาชนจำนวนมากที่มารอเข้าก็จะเปิดให้เข้าชมก่อนเวลา เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ของ วธ. ทหารและส่วนที่เกี่ยวข้องได้เตรียมแผนบริหารจัดการไว้รองรับอย่างดี

ทั้งนี้ ได้รับรายงานว่า ขณะนี้ วธ. ได้แจกแผ่นพับนำชมนิทรรศการ ซึ่งมีทั้งฉบับภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน รวมกว่า 2 ล้านฉบับ และแจกจ่ายโปสการ์ดที่ระลึกทั้ง 9 แบบ อาทิ ภาพแปลงนาสาธิตรูป “เลข 9” บริเวณหน้าพระเมรุมาศ ภาพประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ในสระอโนดาตจำลอง ภาพพระเมรุมาศยามพลบค่ำ เป็นต้น โดยจัดพิมพ์จำนวน 3 ล้านแผ่นเพื่อแจกให้แก่ประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการ ซึ่งในแต่ละวันจะแจกโปสการ์ดวันละ 1 แบบ ขณะนี้แจกไปแล้วกว่า 2 ล้านแผ่น

วธ.คัดเลือกสุดยอดผลงานศิลปะในรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303956

วธ.คัดเลือกสุดยอดผลงานศิลปะในรัชกาลที่ 9

สุดยอดผลงานศิลปะ, กระทรวงวัฒนธรรม, ศิลปะร่วมสมัย

เตรียมพบกับ..สุดยอดผลงานศิลปะในรัชกาลที่ 9 วธ.ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาฯ เฟ้นหาเรขศิลป์ -ออกแบบเครื่องแต่งกาย (แฟชั่น) และประณีตศิลป์ พร้อมรวบรวมและจัดทำหนังสือ

       นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ครั้งที่ 4/2560 เมื่อเร็วๆนี้ ว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ดำเนินการสรรหาสุดยอดผลงานศิลปะร่วมสมัยในสมัยรัชกาลที่ 9 สาขาต่างๆ ที่มีความยอดเยี่ยมและโดดเด่นตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อยกย่องเชิดชูและรวบรวมจัดทำเป็นหนังสือ รวมถึงเพื่อเป็นประโยชน์ในการสืบสานและพัฒนาองค์ความรู้ โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการคัดเลือกแต่ละสาขา
นายวีระ กล่าวว่า ในส่วนงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย มอบหมายให้คัดเลือกสุดยอดผลงานศิลปะร่วมสมัย3 สาขา ได้แก่ 1.เรขศิลป์ 2.ออกแบบเครื่องแต่งกาย (แฟชั่น) และ 3.ประณีตศิลป์ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย เมื่อเร็วๆ นี้ เห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือกสุดยอดงานศิลปะร่วมสมัยในรัชกาลที่ 9 จำนวน 3 ชุด ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้น ๆ และบุคคลในวงการเพื่อกำหนดรายละเอียด เกณฑ์การพิจารณาและดำเนินการคัดเลือกสุดยอดผลงานในแต่ละสาขา ทั้งนี้คณะอนุกรรมการฯ ได้ประชุมกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกแล้ว 2 สาขา ได้แก่ เรขศิลป์ และสาขาแฟชั่น
สำหรับสาขาเรขศิลป์จะเฟ้นหาสุดยอดผลงานทั้งหมด 27 ผลงาน 3 หมวด ได้แก่ 1.หมวดสิ่งพิมพ์ แยกย่อยออกเป็นประเภทหนังสือ นิตยสาร วารสาร โปสเตอร์ หนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์  การออกแบบเชิงข้อมูล กราฟิกบนผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ และกราฟิกเพื่อสภาพแวดล้อม 2.หมวดสื่ออัตลักษณ์ แยกเป็นงานออกแบบที่เกี่ยวกับตัวอักษร ตราสัญลักษณ์ โลโก้และเครื่องหมาย และการออกแบบอัตลักษณ์ 3. หมวดสื่อผสมและภาพเคลื่อนไหว แยกเป็นการออกแบบสื่อเคลื่อนไหว การออกแบบสื่อปฏิสัมพันธ์ และการออกแบบสื่อผสม
รมว.วธ.กล่าวอีกว่า เกณฑ์การคัดเลือกจะเน้นผลงานที่สื่อให้เห็นถึงคุณค่าทั้งทางอารมณ์และความคิด มีความสร้างสรรค์ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับวงการเรขศิลป์จุดประกายให้เกิดการเรียนรู้เรขศิลป์ในสังคม สร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาต่อยอดในอนาคต และต้องไม่มีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรม ดูหมิ่นหรือละเมิดผู้ใด ทั้งนี้ การเสนอชื่อผลงานจะดำเนินการผ่านคณะอนุกรรมการซึ่งจะเป็นทั้งผู้เสนอชื่อเองและเป็นตัวกลางรวบรวมรายชื่อที่ถูกเสนอมาจากสมาคมวิชาชีพต่างๆ โดยจะประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ให้เสนอผลงานภายในวันที่ 8 ธันวาคม นี้ส่วนสาขาออกแบบเครื่องแต่งกายเฟ้นหาสุดยอดผลงาน 3 ยุค คือยุคห้องเสื้อ (ค.ศ.1946-1979) ยุคแบรนด์และเสื้อผ้าสำเร็จรูปยุคแรก (ค.ศ.1980-2000) และยุคเสื้อผ้าสำเร็จรูปยุคหลังถึงปัจจุบัน (ค.ศ.2000-2016) โดยแต่ละยุคจะคัดเลือกออกมา 5 ประเภท ได้แก่ 1.ประเภทเสื้อผ้าชั้นสูง  ที่ใช้ความประณีตละเอียดอ่อนในการตัดเย็บทุกขั้นตอน 2.เสื้อผ้าบูติก/ห้องเสื้อ เป็นการตัดเย็บเครื่องแต่งกายเฉพาะบุคคลโดยห้องเสื้อต่างๆ 3.เสื้อผ้าสำเร็จรูป 4. เสื้อผ้ากึ่งศิลปะ เสื้อผ้าที่ออกแบบเฉพาะโอกาส เช่น เสื้อผ้างานประกวดต่าง ๆ และ 5.เสื้อผ้าการแสดง
ทั้งนี้ ผลงาน/แบรนด์/นักออกแบบต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณาไม่น้อยกว่า 2 เกณฑ์จาก 3 เกณฑ์ ดังนี้  1.เป็นผลงาน/แบรนด์/นักออกแบบที่ได้รับการยอมรับ เชิดชู หรือได้รับรางวัลระดับประเทศ หรือมีความความโดดเด่นดีเลิศในเชิงการออกแบบ มีคุณค่าในเชิงสุนทรียศาสตร์ 2.เป็นผลงานที่ถือเป็นต้นแบบหรือสร้างแรงบันดาลใจสำหรับนักออกแบบเครื่องแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ 9 และ 3. เป็นผลงานที่ถือเป็นจุดเริ่มหรือจุดเปลี่ยนของวงการออกแบบเครื่องแต่งกายไทยในสมัยรัชกาลที่ 9

เตือนชาย45-55ปีต้องดูแลหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303857

เตือนชาย45-55ปีต้องดูแลหัวใจ

คลินิกภาวะหัวใจล้มเหลว, คุณภาพชีวิต

คลินิกภาวะหัวใจล้มเหลว Heart Failure Clinicโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ช่วยผู้ป่วยได้ 70-80% พร้อมขยายองค์ความรู้ “Heart Connec”ไปสู้รพ.ทั่วประเทศ

         โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ประกาศความสำเร็จคลินิกภาวะหัวใจล้มเหลว ชี้ช่วยลดอัตราการนอนรักษาในโรงพยาบาล การเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ถึง 70-80% ทั้งยังพบครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดมีอายุน้อยกว่า 45 ปี

พร้อมเดินหน้าตอบรับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในการผลักดันให้จัดตั้งคลินิกผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวภายในโรงพยาบาลหลักทั่วประเทศไทย ด้วยโครงการ “Heart Connect” จัดอบรมองค์ความรู้สำหรับการจัดตั้งคลินิกผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวสู่โรงพยาบาลทั่วประเทศไทย

เตือนชาย45-55ปีต้องดูแลหัวใจ

          ศ. นพ.วิชัย เบญจชลมาศ หัวหน้าศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลว คือ ภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามที่ต้องการ จากผลกระทบของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วโรคความดันโลหิตสูง และ กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ เป็นต้น

“ภัยเงียบที่ใกล้ตัวของคนไทยในช่วงวัยสูงอายุ รวมถึงวัยทำงานที่มักพบกับสภาพแวดล้อมที่ต้องเผชิญกับความเร่งรีบ จนอาจละเลยการออกกำลังกาย พักผ่อนไม่เพียงพอและมีความเครียดสูง ที่ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจจนนำไปสู่ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวได้ทั้งสิ้น “ศ.นพ.วิชัย” กล่าว

เตือนชาย45-55ปีต้องดูแลหัวใจ

          ผศ.พญ.ศริญญา ภูวนันท์ หัวหน้าคลินิกผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว และ หัวหน้าอนุสาขาวิชาภาวะหัวใจล้มเหลวและอายุรศาสตร์การปลูกถ่ายหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้จัดตั้งคลินิกภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure Clinic) ขึ้นในปี 2555

เตือนชาย45-55ปีต้องดูแลหัวใจ

โดยมีพันธกิจในการรักษาผู้ป่วยอย่างละเอียดและใกล้ชิด เพื่อลดอัตราการนอนรักษาในโรงพยาบาล การเสียชีวิต พร้อมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะล้มเหลวให้แก่ผู้ป่วยด้วย 5-6 ขั้นตอนการตรวจเช็คผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวของคลินิกฯ ดังนี้

          1.การเดินบนพื้นราบ 6 นาที (6-minute walk test) เพื่อประเมินความสามารถและสมรรถนะการออกกำลังของผู้ป่วย

          2.การตรวจเช็คการรับประทานยาของผู้ป่วย เพื่อตรวจเช็คการรับประทานยาที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ

          3.การตรวจเช็คสมุดจดน้ำหนัก เพื่อตรวจสอบว่าผู้ป่วยมีน้ำหนักขึ้นเร็วหรือไม่ อาทิ การมีน้ำหนักขึ้นมากกว่า 2กิโลกรัม ภายใน 2 วัน เนื่องจากน้ำหนักเป็นข้อมูลสำคัญในการบ่งบอกถึงภาวะน้ำคั่ง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าหัวใจไม่สามารถบีบตัวหรือปั๊มเลือดได้เพียงพอ ดังนั้นผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักทุกวัน

          4.การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินการตรวจร่างกาย การวินิจฉัยและให้การรักษา

          5.การรับคำแนะนำเพื่อการดูแลตนเอง ดังนี้

5.1 พยาบาลเฉพาะทาง  เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคต้นเหตุ พร้อมสอนวิธีการปฏิบัติตัว ได้แก่ การชั่งน้ำหนักทุกวันเพื่อดูภาวะน้ำคั่ง การตรวจเช็คตัวเองเพื่อทราบว่าเมื่อใดควรต้องมาพบแพทย์ทันที  การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การตรวจเพิ่มเติมพิเศษ การมาตามนัด และ ติดตามอาการของผู้ป่วยที่บ้านอย่างใกล้ชิดรวมถึงเป็นผู้ประสานระหว่างแพทย์และผู้ป่วย

5.2 นักโภชนาการ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคโซเดียมในอาหารและประกอบอาหาร รวมถึงสอนการอ่านฉลากเพื่อควบคุมปริมาณโซเดียมในร่างกาย

5.3 เภสัชกร เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยา ความสำคัญของยา และ ตรวจสอบการรับประทานยาที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ

           6.การตรวจเช็คครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจในบางราย  สำหรับผู้ที่มีการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

          นพ. สราวุฒิ ศิวโมกษธรรม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาวะหัวใจล้มเหลวและอายุรศาสตร์การปลูกถ่ายหัวใจ และรองหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ภายหลังการดำเนินงานมาตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี คลินิกฯ ภาวะหัวใจล้มเหลว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ พบว่าสถิติผู้ป่วยที่ได้เข้ารับการรักษาจำนวนกว่า 70% – 80 % เป็นเพศชาย และหากแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามช่วงอายุโดยไม่แบ่งเพศก็จะเห็นได้ว่ามีผู้ป่วยในช่วงอายุระหว่าง 45-55 ปีมากที่สุด ซึ่งจำนวนครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดมีอายุน้อยกว่า 45 ปี

เตือนชาย45-55ปีต้องดูแลหัวใจ

“ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ในผู้ป่วยอายุน้อยมาจากผลกระทบของโรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ขณะที่สาเหตุภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้ป่วยสูงอายุมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ทั้งนี้จากการรักษาหรือดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุมและใกล้ชิดของคลินิกฯ”  “นพ. สราวุฒิ” กล่าว

          นพ. เอกราช อริยะชัยพาณิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาวะหัวใจล้มเหลวและอายุรศาสตร์การปลูกถ่ายหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ริเริ่มนโยบายผลักดันให้จัดตั้งคลินิกผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวภายในโรงพยาบาลหลักทั่วประเทศไทยในปี 2559 โดยมุ่งลดอัตราเพิ่มการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว อีกทั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในการจัดตั้งคลินิกภาวะหัวใจล้มเหลวได้อย่างเหมาะสม

เตือนชาย45-55ปีต้องดูแลหัวใจ

จึงมีความตั้งใจที่จะเป็นอีกหนึ่งกลไกในการผลักดันนโยบายฯ ให้กลายเป็นจริงและก่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยผ่านการจัดตั้งโครงการ “Heart Connect” ด้วยการเปิดอบรมขยายองค์ความรู้ในการจัดตั้งคลินิกผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวสู่โรงพยาบาลทั่วประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการอบรมไปแล้วกว่า 15 โรงพยาบาล อาทิ รพ.มหาราชนครราชสีมา รพ.ชลบุรี รพ. พิจิตร รพ. พระนครศรีอยุธยา และ รพ. พระปกเกล้าจันทบุรี เป็นต้น

โปรแกรมออนไลน์เสริมการศึกษาผู้พิการสายตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303862

โปรแกรมออนไลน์เสริมการศึกษาผู้พิการสายตา

โปรแกรมออนไลน์, การศึกษาสำหรับผู้พิการ, คุณภาพชีวิต

โปรแกรมออนไลน์ Volunteer Matching สร้างจิตอาสาช่วยอ่านหนังสือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยพัฒนาการศึกษาให้แก่เด็กผู้พิการทางสายตา เพื่อนำไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น

          อาสาสมัครทีเอ็มบีจากสำนักงานใหญ่  ได้พัฒนาโปรแกรมออนไลน์ ที่จะช่วยบริหารจัดการหรือจับคู่ความถนัดของอาสาสมัครและความต้องการของเยาวชนผู้พิการทางสายตาให้แมตช์กันได้ที่ Volunteer Matching รวมทั้งจัดทำคลิปวีดีโอแนะแนวการเป็นอาสาสมัคร เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการศึกษา และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการทางสายตาได้อย่างยั่งยืน

โปรแกรมออนไลน์เสริมการศึกษาผู้พิการสายตา

ภายใต้โครงการ “จิตอาสาเพื่อน้องผู้พิการทางสายตา” โดยร่วมกับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ซึ่งเป็น 1 ใน 37 กิจกรรมเปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืนทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด TMB Make THE Difference

          บุญทักษ์  หวังเจริญ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี  เปิดเผยว่า “โครงการจิตอาสาเพื่อน้องผู้พิการทางสายตา เป็นกิจกรรมของไฟ-ฟ้า โดยมูลนิธิทีเอ็มบี ที่จัดทำขึ้น  37 โครงการทั่วประเทศ เพื่อจุดประกายให้คนในชุมชนออกมาร่วมกัน “เปลี่ยน”

ซึ่งเกิดจากแนวคิด Make THE Difference โดยเริ่มจากศึกษาปัญหา ช่วยกันคิด วิเคราะห์ ลงมือทำ โดยส่งเสริมอาสาสมัครทีเอ็มบีในการทำงานเพื่อสังคมร่วมกับชุมชน ในขณะที่สังคมมีการเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลอย่างกว้างขวาง แบงก์นำดิจิทัลส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

โปรแกรมออนไลน์เสริมการศึกษาผู้พิการสายตา

“ครั้งนี้เรานำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อสังคม ระบบออนไลน์ที่จะช่วยจับคู่ความต้องการของเยาวชนผู้พิการทางสายตา และความถนัดของอาสาสมัคร รวมทั้งเวลาที่จะมาเจอกันได้อย่างรวดเร็ว เพื่อพัฒนาการเรียนแก่เยาวชนผู้พิการทางสายตาอย่างยั่งยืน” “บุญทักษ์” กล่าว

           มนตรี ถิรศักดิ์ธนา  อาสาสมัครทีเอ็มบี  หัวหน้าทีมคิดค้นโปรแกรมออนไลน์ Volunteer Matching เปิดเผยว่า “เด็ก”  ที่พิการทางสายตาสามารถเรียนรู้ได้เหมือนคนทั่วไป แต่ด้วยข้อจำกัดของจำนวนครูที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้เสียโอกาส จึงได้คิดโปรแกรม Volunteer Matching ใช้งานง่าย เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกแห่ง เป็นกลไกในการสื่อสารและจับคู่ ความต้องการทั้งผู้ให้และผู้รับ คือเด็กพิการทางสายตา สามารถลงข้อมูลต้องการอาสาสมัครวิชาไหน วัน/เวลาที่สะดวก เช่นเดียวกับอาสาสมัครที่ลงข้อมูลความถนัด เวลาสะดวก ซึ่งถ้าข้อมูลแมตช์กันได้  ก็สามารถกดยืนยันได้ทันที นอกจากนี้ยังได้จัดทำคลิปวีดีโอแนะแนวการเป็นอาสาสมัคร

โปรแกรมออนไลน์เสริมการศึกษาผู้พิการสายตา

            ดร.มัลลิกา บุณยคุปต์ จิตอาสาที่ช่วยผลักดันน้องปวินท์ ผู้พิการไทยคนแรกที่สอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าโปรแกรม Volunteer Matching ว่า โปรแกรมนี้จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์สูงสุด โดยอาสาสมัครที่ดีจะต้องรู้จักการแบ่งเวลา เตรียมเวลา ทุ่มเทแรงกายและแรงใจ

เพราะเชื่อว่า การให้โอกาสทางการศึกษาจะช่วยให้บุคคลนั้นมีการพัฒนาชีวิตไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ ด้วยความที่เราเห็นถึงความตั้งใจ ความทุ่มเทของน้อง เราก็หาช่องทางทุกอย่าง ที่จะช่วยลดอุปสรรคต่างๆ ก่อนที่น้องปวินท์ จะเข้าจุฬาฯ ก็ไปรับมาอ่านหนังสือของวิศวะ เตรียมความพร้อมสำหรับเปิดเรียน

ปวินท์ เปี่ยมไทย นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชั้นปี 2  กล่าวว่าเขาผ่านถึงจุดนี้ได้ เพราะพี่ๆ อาสาสมัครที่ช่วยเหลือกันมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องช่วยอ่านหนังสือซึ่งสำคัญมาก พอมีพี่ๆ อาสาสมัครช่วยอ่านให้ก็ได้ทบทวนและเรียนทันเพื่อนๆ

โปรแกรมออนไลน์เสริมการศึกษาผู้พิการสายตา

“ผมเชื่อว่าการศึกษาด้านนี้ จะมีผลดีต่อสังคมมนุษยชาติเรา อยากจะสร้างเทคโนโลยีหรือสิ่งใหม่ๆ ที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น  สิ่งที่เราคาดหวังคือ การให้โอกาสทางการศึกษา เพื่อคนพิการทางสายตา จะได้มีอาชีพที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่คนขายสลากกินแบ่งอย่างที่เห็นกัน”  ปวินท์ กล่าว

          น้องเต๋า-ศิวนาถ มณีแดง นักเรียนผู้พิการทางสายตาชั้นม.6 โรงเรียนเซนต์คาเบรียล  บอกว่าเขาอยากจะเป็นทูต ตอนนี้เรียนภาษาจีนอยู่ การพูด  การฟัง ไม่เกินความสามารถของเรา ตั้งเป้าว่าต้องได้เกรด 4  ถ้าไม่ได้ก็ต้องใกล้เคียง แค่มองไม่เห็นตัวหนังสือ แต่ถ้ามีคนอ่านให้ก่อน ก็เรียนได้ทันเพื่อนๆ ในคลาส

          ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ผู้พิการไทยคนแรกที่เข้ารับราชการ  กล่าวเสริมว่า ตอนที่เป็นนักเรียน ช่วงปิดเทอม ไม่เคยได้หยุดเหมือนคนอื่น  ต้องไปแปะประกาศหาอาสาสมัครตามมหาวิทยาลัยต่างๆ หาพี่ๆ ช่วยอ่านหนังสือ หรือบอกหนังสือให้จด ต้องทำหนังสืออักษรเบรลล์เอง  เตรียมหนังสือเสียงสำหรับใช้ในเทอมต่อไป

ซึ่งต้องใช้เวลามาก คิดว่าโปรแกรมออนไลน์จะช่วยเปิดโอกาสให้อาสาสมัครเข้าถึงนักเรียนผู้พิการทางสายตา หรือนักเรียนผู้พิการทางสายตาเข้าถึงอาสาสมัครได้ทั่วถึง และสะดวกสบายมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการศึกษาให้ผู้พิการทางสายตา

โปรแกรมออนไลน์เสริมการศึกษาผู้พิการสายตา

ขณะที่ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ประธานกรรมการมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์   กล่าวว่า อาสาสมัครเป็นส่วนสำคัญของเด็กผู้พิการทางสายตา เพราะเด็กที่นี่ พอถึงชั้นมัธยม จะไปเรียนร่วมกับนักเรียนปกติ เช่นที่โรงเรียนเซนต์ฟรัง  โรงเรียนสันติราษฎร์  โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ฯลฯ เมื่อต้องไปเรียนกับคนสายตาดี ที่มีการแข่งขันสูง  คนที่จะพาผู้พิการทางสายตาไปสู่ดวงดาวได้ ก็คือพี่ๆอาสาสมัครนั่นเอง

แชร์ว่อน!! คลิปเสียงปลัด ศธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303946

แชร์ว่อน!! คลิปเสียงปลัด ศธ.

คลิปเสียง, ปลัด ศธ., การุณ สกุลประดิษฐ์

คลิปเสียงปลัด ศธ.ถูกส่งต่อกันว่อนในไลน์ผอ.เขตฯ หลังมอบนโยบายศธจ.พูดถึงกรณีผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 7 ตอบปฏิเสธการร่วมงานตอบ ด้าน ชร.ผอ.สพท.ชี้สะท้อนปัญหามีอยู่จริง

            วิจารณ์กันให้แซ่ด!!! ในกลุ่มผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา หลังมีการส่งต่อคลิปเสียงทางไลน์ และมีการถอดคำพูด คำต่อคำ ส่งต่อกัน โดยอ้างว่าเสียงในคลิปดังกล่าว คือ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่พูดระหว่างการประชุมมอบนโยบาย ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) ทั่วประเทศ ประมาณ 70 คน ที่โรงแรมตรัง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

โดยในช่วงหนึ่งของการมอบนโยบาย ที่มีการกล่าวถึงว่ามีการทำหนังสือนายสุวิทย์ ศรีฉาย รองศธจ. รักษาการศธจ.นครราชสีมา ทำหนังสือแจ้งไปถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(ผอ.สพป.)นครราชสีมา เขต 7เชิญชวนมาร่วมเป็นเกียรติประดับเครื่องหมายผู้บรรจุข้าราชการใหม่ แต่ทางผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 7 มีหนังสือตอบปฏิเสธ ข้อความว่า “ทราบ, ไม่ไป, ข้าราชการที่บรรจุใหม่ ล้วนเป็นข้าราชการสังกัดสพฐ.(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)ทั้งสิ้น ควรให้ผู้บังคับบัญชาโดยชอบเป็นผู้ดำเนินการ”

ในคลิปเสียงปรากฏคำพูดตอนหนึ่งว่า “เราอยู่ท่ามกลางความแตกแยกของคนส่วนหนึ่งเอง อย่าไปเครียดนะครับ รวมทั้งเจ้าหน้าในสำนักงานก็อย่าเครียด มันมีบางส่วน ไอ้คนนี้จะต้องปราบปรามมันให้ได้…ทราบ ไม่ไป ข้าราชการที่บรรจุใหม่ล้วนเป็นข้าราชการสังกัด สพฐ.ทั้งสิ้น ควรให้ผู้บังคับบัญชาโดยชอบดำเนินการ ที่เขียนมาอย่างนี้ วันนี้ท่านบุญรักษ์ จัดการเรียบร้อย เราคุยกันระหว่างระดับประเทศ เราเป็นเพื่อนฝูงกันนี่ ห้ามเกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้นมา ผมจะตามล่ามันเอง ลูกน้องเก่าไม่ได้ แต่พวกเราอาจจะพลาดเล็กน้อยว่าที่จริงเราไปแจกเขาไม่ได้ ก็ถือว่าศึกษาธิการจังหวัดเขาให้เกียรติก็ทำมาไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ก็ไปได้ด้วยกันก็จบ อันนี้ พวกนี้ ไม่ใช่พวกส่วนใหญ่นะ…”

แชร์ว่อน!! คลิปเสียงปลัด ศธ.

วันนี้ 29 พฤศจิกายน “คม ชัด ลึก” ได้สอบถาม นายการุณ ยอมรับว่า เสียงที่ปรากฏในคลิปคือเสียงตนเองจริง ที่ไปมอบนโยบายแก่ ศธจ. เจตนาต้องการให้กำลังใจการทำงานแก่ ศธจ. ไม่อยากให้เกิดความท้อแท้ หมดกำลังใจ ไม่ต้องไปยึดติดกับการกระทำของคนเดียว แต่ไม่ได้ไปปรามใคร ซึ่งผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 7 ก็เคยเป็นลูกน้องตนมาก่อน เพราะในอดีตที่เป็นเลขาธิการ กพฐ. แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกับผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 7 เพราะไม่ใช่อำนาจของตน

“เจตนาอยากให้กำลังใจและย้ำให้ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษา บูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัด ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ตอนนี้ก็พยายามเน้นเรื่องการสร้างความเข้าใจ การทำงานร่วมกัน อะไรที่จะเป็นปัญหาก็แก้ไข ซึ่งไม่อยากให้ขยายความเรื่องคลิปกันออกไปมาก”นายการุณ กล่าว

ขณะที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องคลิปเสียงของนายการุณ รวมถึงการมีหนังสือตอบกลับจากเขตพื้นที่ฯ เรื่องดังกล่าวต้องให้ นายการุณ เป็นผู้ชี้จแง

ด้าน นายธนชน มุทาพร ผู้อำนวยการ สพป.ชัยภูมิ เขต 1 ในฐานะประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ชร.ผอ.สพท.) และรักษาการเลขาธิการสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย(ส.บ.พ.ท.) กล่าวว่า กลุ่มผอ.เขตพื้นที่ฯ ได้ฟังคลิปเสียงดังกล่าวเรา ก็ไม่ค่อยสบายใจ แต่คงไม่ได้ตอบโต้อะไร  ส่วนตัวเข้าใจว่าเจตนาของปลัด ศธ.คงอยากให้กำลังใจการทำงานของ ศธจ. แต่ก็ยอมรับว่ามีบางคำพูดที่อาจจะดูไม่ค่อยน่าฟังและจากที่ได้คุยกับทาง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 7 ก็รู้สึกไม่ค่อยดี เบื้องต้นทราบว่ายังไม่มีผู้ใหญ่ท่านไหนติดต่อไปหาเจ้าตัว

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวที่ปรากฎก็ทำให้เห็นว่าปัญหาของการทำงานระหว่าง ศธจ.และ สพท.มีอยู่จริง เวลานี้ ศธจ.ไม่ได้ไปทำงานที่เน้นการบูรณาการตามภารกิจ แต่กลายเป็นมาทำแต่เรื่องของการบริหารงานบุคคล ที่เกิดจากการมอบอำนาจการบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้แก่ ศธจ.และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ตามข้อที่ 13 ในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 วันที่ 3 เมษายน จากเดิมที่เป็นอำนาจของ สพท. ดังนั้น ชร.ผอ.สพท.จึงได้เรียกร้องมาตลอดว่าจะต้องแก้ไขคำสั่งในข้อดังกล่าว