เร่งปั๊มนักศึกษาอาชีวะ ป้อนเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/278851

news_default

เร่งปั๊มนักศึกษาอาชีวะ ป้อนเขตเศรษฐกิจพิเศษ

วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดศูนย์ด้านการศึกษาวิชาชีพ และการอบรมวิชาชีพ เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะวิชาชีพอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน เป็นการเพิ่มพูนความรู้ และสั่งสมประสบการณ์ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ณ วิทยาลัยเทคนิคพัทยา

ทั้งให้สัมภาษณ์ว่า นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลได้ประกาศให้ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง เป็นเขตพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการพัฒนากำลังคนรองรับนโยบายดังกล่าว และเป็นไปตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านอาชีวะ การจัดการศึกษาของ สอศ.เป็นการจัดการเรียนการสอนทั้งแบบปกติ แบบทวิภาคี และเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ ทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งเน้นให้นักเรียน นักศึกษาได้ฝึกอาชีพจริงในสถานประกอบการ สอศ.เล็งเห็นถึงศักยภาพของสถานประกอบการที่ให้ความร่วมมือกับสถานศึกษา จึงมีการลงนามความร่วมมือกับสถานประกอบการหรือหน่วยงาน จำนวน 30 แห่ง ทั้งนี้เพื่อให้สามารถผลิตกำลังคนได้ตรงความต้องการของสถานประกอบการ อีกทั้งเป็นการพัฒนาทักษะวิชาชีพได้อย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน เป็นการเพิ่มพูนความรู้ และสั่งสมประสบการณ์ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย

ว่าที่ร้อยตรี ดร.ชาติชาย ตลุนจันทร์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพัทยา กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยเทคนิคพัทยา ยึดหลักศาสตร์พระราชา เดินตามแนวพระราชดำริ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาชีพ ด้วยความมุ่งมั่น ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา สร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาระบบเครือข่ายความร่วมมือในการจัดการอาชีวศึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเทคโนโลยีระหว่างสถานประกอบการ และสถานศึกษาในการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน มีทักษะวิชาชีพ คุณลักษณะ ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ

ทั้งนี้วิทยาลัยเทคนิคพัทยาได้ดำเนินการเปิดศูนย์การศึกษา และอบรมอาชีพด้านต่างๆ ภายในวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์ผลิตอาหารมาตรฐาน (อย.) เป็นศูนย์อาหารและเบเกอรี่ ที่จัดอบรมหลักสูตรระยะสั้น ยกระดับคุณภาพ เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีมาตรฐานในการผลิตอาหารและเบเกอรี่ ศูนย์สุพรรณิการ์ คาร์แคร์ คลินิก เป็นศูนย์ฝึกประสบการณ์จริง ฝีกทักษะการปฏิบัติงานจริง ฝึกทักษะนิสัยการเป็นผู้ประกอบการและการเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม ในสาขาวิชาเครื่องกล สาขางานเทคนิคยานยนต์ ศูนย์อบรมและทดสอบใบอนุญาตการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย เป็นศูนย์ทดสอบบุคลากรด้านการตรวจสอบโดยไม่ทำลายสาขา NDT เป็นการยกระดับคุณภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานด้านโลหะการ รวมทั้งเป็นสถานที่ออกใบรับรองคุณภาพบุคลากรในการประกอบวิชาชีพ ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อการศึกษา เป็นศูนย์ส่งเสริมนักเรียน นักศึกษาให้มีประสบการณ์เชิงพาณิชย์ พัฒนาทักษะวิชาชีพการเป็นผู้ประกอบการ ศูนย์ทุกศูนย์จะสนับสนุนให้มีการสร้างรายได้ให้กับนักเรียน นักศึกษา ในสถานศึกษา

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่า สอศ.ยังร่วมกับสถานประกอบการ หรือหน่วยงาน เพื่อร่วมพัฒนากำลังคน สร้างความเข้มแข็งในรูปแบบทวิภาคี ทั้งยังเป็นการฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพให้นักเรียน ระดับ ปวช. และนักศึกษาระดับ ปวส. เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ได้เข้ารับการฝึกอาชีพ และทักษะจากการปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง ซึ่งสอศ. ร่วมกับสถานประกอบการหรือหน่วยงาน ได้จัดให้มีการสัมมนาเตรียมครูฝึกในสถานประกอบการ จัดเตรียมสถานที่ สนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ สำหรับการฝึกอาชีพให้กับช่างฝึกหัด (ผู้เรียน) จัดทำแผนการฝึกอาชีพร่วมกัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเทคโนโลยี รวมทั้งสถานประกอบการหรือหน่วยงานให้การสนับสนุนค่าตอบแทน เครื่องแบบในการฝึกอาชีพ และสวัสดิการอื่นๆ ตามความเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้มีความพร้อมของบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน รองรับการเจริญเติบโตในเขตพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามนโยบายของรัฐบาล เป็นการพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพเพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไป

ชี้ช่องแจ้งจับ”อนาจาร”รุ่นพี่ม.ดัง “หัวหิน” ดัดสันดานบังคับปี1ข้ามเพศแก้ผ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/278812

news_default

ชี้ช่องแจ้งจับ”อนาจาร”รุ่นพี่ม.ดัง “หัวหิน” ดัดสันดานบังคับปี1ข้ามเพศแก้ผ้า

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 19.12 น.

ความคืบหน้ากรณีเฟสบุ๊คเพจ “Anti Sotus” เผยแพร่เหตุการณ์รับน้องของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในพื้นที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีนักศึกษาข้ามเพศชั้นปีที่ 1 ถูกรุ่นพี่บังคับให้ถอดเสื้อต่อหน้า ซึ่งสร้างความอับอายและสะเทือนใจแก่เด็กคนดังกล่าวมาก

โดย พ.ต.อ.สิทธิชัย ศรีโสภาเจริญรัตน์ ผกก.สภ.หัวหิน เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมว่า หลังมีการแชร์เรื่องนี้ในโลกโซเซียล ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนหาข้อเท็จจริงเหตุการณ์ดังกล่าวกับมหาวิทยาลัย โดยทราบว่า นายพงศ์ภูมิ ศรชมแก้ว หัวหน้าสำนักงานผู้อำนวยการวิทยาเขต กำลังประชุมคณะกรรมการเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และเบื้องต้นทราบว่า ผู้เสียหายต้องการคำขอโทษจากรุ่นพี่เท่านั้น ไม่ได้ติดใจเอาความใดๆ โดยได้มีรุ่นพี่บางส่วนเข้าขอโทษแล้วแต่ยังมีที่เหลืออีกอยู่ระหว่างติดตามตัว

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปีโดยขู่เข็ญ มีโทษไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ ประกอบมาตรา 281 ต่อหน้าธารกำนัล ยอมความไม่ได้ เป็นความผิดส่วนตัว ซึ่งหากผู้เสียหายต้องการดำเนินคดีก็ให้เข้ามาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนได้ทุกวัน

ยุบหลักสูตรครู5ปี ฟื้นระบบเดิม-ใบวิชาชีพต้องสอบเอา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/278754

news_default

ยุบหลักสูตรครู5ปี ฟื้นระบบเดิม-ใบวิชาชีพต้องสอบเอา

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 16.01 น.

3 ก.ค.50 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ ตามที่สภาคณบดีคณะครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(ส.ค.ศ.ท. ) เสนอให้กลับไปผลิตครูในหลักสูตร 4 ปี โดยจะต้องเร่งดำเนินการในเรื่องสำคัญๆ ให้แล้วเสร็จ ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการอยู่  รวมถึงการปรับหลักสูตรการเรียนการสอน จากหลักสูตรครู 5 ปี กลับไปหลักสูตรครู 4 ปีเหมือนเดิม

โดยได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบมาตรฐานวิชาชีพครู ซึ่งมีนายไพฑูรย์ สินลารัตน์ อดีตประธานกรรมการคุรุสภา เป็นประธาน ไปจัดทำข้อเสนอการผลิตครูทั้งระบบ ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ การปรับมาตรฐานวิชาชีพครู ซึ่งเดิมมีทั้งหมด 11 มาตรฐาน มาเป็นมาตรฐานที่อิงสมรรถนะมากขึ้น ส่วนที่สอง คือการปรับวิธีการได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จากเดิมผู้ที่เรียนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์จะได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโดยอัตโนมัติ มาเป็นการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯแทน

และที่สำคัญคือ การปรับหลักสูตรจากหลักสูตรผลิตครู 5 ปี เป็นหลักสูตรผลิตครู 4 ปี แต่จะต้องเป็นหลักสูตรที่ได้มาตรฐาน แต่ต้องไม่ให้กระทบกับผู้ที่เรียนในหลักสูตรครู5 ปี ซึ่งตนได้ขอให้คณะอนุกรรมการฯ เร่งดำเนินการจัดทำข้อเสนอดังกล่าว และเสนอให้บอร์ดคุรุสภาพิจารณาภายในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ทันที ปีการศึกษา2561

เปิดใจ!นักศึกษาสาวข้ามเพศ โดนรุ่นพี่รับน้องถอดเสื้อ/ส่อคุกคามทางเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/278660

news_default

เปิดใจ!นักศึกษาสาวข้ามเพศ โดนรุ่นพี่รับน้องถอดเสื้อ/ส่อคุกคามทางเพศ

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 10.23 น.
3 ก.ค. 60 จากกรณี แฟนเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง ได้แชร์ข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊ครายหนึ่ง ซึ่งโพสต์ข้อความระบายอารมณ์ หลังทราบว่า น้องสาวประเภทสองที่สนิทกัน ถูกรับน้องและถูกกระทำไม่เหมาะสม
โดยที่แฟนเพจเฟซบุ๊กได้พาดหัวข้อข่าวเกี่ยวกับการรับน้อง พร้อมใส่ชื่อสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง โดยหลังการเผยแพร่ข้อความดังกล่าว ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันไปอย่างกว้างขวาง โดยเหตุการณ์ดังกล่าว มีเนื้อหาใจความสรุปได้ว่า กิจกรรมรับน้องนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยชื่อดังในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นักศึกษาสาวประเภทสองถูกรุ่นพี่สั่งให้ถอดเสื้อ ถือเป็นการรับน้องด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม
ล่าสุด เจ้าของงโพสต์เฟซบุ๊กดังกล่าว ได้เปิดใจว่า น้องเอมม่า นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ถูกกระทำจากเหตุการณ์รับน้องตามที่ปรากฏในโลกโซเชี่ยล เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันรับน้องวันสุดท้ายของสาขาที่น้องเอมม่าเรียน หลังมีการรับน้องต่อเนื่องมารวม 9 วัน ซึ่งในวันดังกล่าว นักศึกษา 2 ห้อง รวม 69 คน ต้องมาทำกิจกรรมรับน้องที่หน้าตึกสาขาที่เรียน การรับน้องดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงช่วงเย็น โดยน้องถูกสั่งให้ลุกนั่งและทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย พร้อมกับมีการสั่งการด้วยเสียงดังที่เรียกกันว่า การว้ากน้อง โดยในวันดังกล่าว น้องเอมม่าได้สวมเสื้อซับในที่มีลักษณะคล้ายเสื้อกล้ามอยู่ด้านในและสวมทับด้วยเสื้อยืดสาขา สีขาว โดยรุ่นพี่ที่ไม่ใช่พี่ปี 2 สั่งให้ถอดเสื้อ ซึ่งมีเพื่อนที่เป็นสาวประเภทสองรวม 2 คน ที่เหลือเป็นเพื่อนผู้ชาย
เมื่อถูกสั่งหลายครั้งทำให้จำใจถอดเสื้อยืดสาขาออกแล้วจึงเอามือมาปิดหน้าอกด้วยความอาย จากนั้นรุ่นพี่ได้นำผ้ามาผูกตา ทำให้ไม่เห็นว่ามีใครอยู่ในเหตุการณ์บ้าง ก่อนถูกสั่งให้ก้มหน้าลงทำให้น้องเอมม่าเอามือปิดบังหน้าอกตลอดเวลา กระทั่งมีการกระชากตัวของน้องเอมม่าออกจากแถว ซึ่งเป็นช่วงที่เพื่อนทุกคนจะต้องเดินเข้าห้องแดงเพื่อพบพี่สายรหัสและผูกข้อมือซึ่งมีรุ่นพี่ปี 2 รออยู่ด้านในห้องแดง ทำให้ขณะนั้นตนรู้ว่าอยู่คนเดียว โดยมีรุ่นพี่ซึ่งไม่รู้ว่ารุ่นไหนรุมล้อมอยู่หลายคน มีการพูดให้น้องเอมม่าเอามือออกจากหน้าอกอีกครั้ง
แต่น้องยืนยันว่า ไม่เอามือออกเพราะอายหน้าอก ทำให้มีรุ่นพี่คนหนึ่งถกเสื้อกล้ามขึ้นจนเกือบถึงหน้าอก ในขณะนั้นน้องเอมม่ารู้สึกว่าไม่ไหวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจึงร้องไห้ และย่อตัวลงไปนั่งกับพื้น ร้องไห้อยู่นานในขณะที่ได้ยินเสียงหัวเราะของรุ่นพี่ ก่อนที่คนจะเริ่มหายไป และมีพี่นำเสื้อสาขามาสวมให้ ก่อนจะถูกนำตัวเข้าไปในห้องแดงเพื่อผูกข้อมือต่อ และมารู้ตัวเอาภายหลังว่าเสื้อกล้ามที่ใส่ขาดที่บริเวณตะเข็บด้านข้างด้วย ซึ่งตนไม่ทราบว่า มันขาดได้อย่างไรและขาดช่วงไหนของการรับน้อง
กระทั้ง จนเลิกรับน้อง ซึ่งน้องเอมม่า ยอมรับว่า รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สภาพจิตใจย่ำแย่ แต่ตนไม่ได้บอกใครหรือโพสต์ขึ้นสื่อออนไลน์ แต่ปรากฏว่ามีการสอบถามกันเข้ามามาก กระทั่งพี่สาวคนสนิทที่นับถือกันเพราะเคยทำงานร่วมกันมาก่อน  ทราบข่าวจากเพื่อนๆ จึงได้โทรศัพท์มาสอบถามด้วยตนเองถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
น้องเอมม่า เล่าต่อว่า จนถึงขณะนี้ รุ่นพี่ที่กระทำดังกล่าว ยังไม่เคยติดต่อมาขอโทษ หรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ เลย มีเพียงอาจารย์ที่ทราบเรื่องได้กล่าวขอโทษแทนรุ่นพี่ ซึ่งตนทราบดีกว่า การแชร์ข้อมูลทางสื่อออนไลน์ คนที่ไม่ทราบเรื่องอาจจะเข้าใจผิดและทำให้ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเสียหายได้ เพราะสิ่งที่แชร์ออกไป ทำให้คิดกันไปเองว่า เป็นความผิดของมหาวิทยาลัย ซึ่งมันไม่ใช่
“ตนขอวิงวอนว่า หากบุคคลใดจะโพสต์ข้อความในเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้น กราบขอร้อง อย่านำเพื่อนร่วมรุ่นสาขาที่หนูเรียน , รุ่นพี่ปี2 , อาจารย์ , และมหาวิทยาลัย ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะท่านเหล่านี้ไม่ผิดอะไรเลย หนูพร้อมปกป้องทุกคนเพราะทุกคนรักหนูเหมือนครอบครัว คนผิดคือรุ่นพี่กลุ่มเดียวเท่านั้นซึ่งย้ำว่าไม่ใช่รุ่นพี่ปี 2 ขณะนี้ยอมรับว่า สภาพจิตใจเริ่มดีขึ้นมาก แม้จะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ดีขึ้นเพราะได้กำลังใจที่ดีจากเพื่อน รุ่นพี่ปี2 และอาจารย์ จากช่วงแรกที่ยอมรับอยากจะย้ายสาขาย้ายคณะไปเรียนที่อื่น แต่ไม่คิดเปลี่ยนแล้ว ในเมื่อหนูไม่ผิด ไม่ได้เป็นคนก่อเรื่อง หนูก็ไม่อายที่จะเรียนต่อ และไม่อายที่จะเล่าความจริงให้ทุกคนรู้เรื่องนี้” น้องเอมม่า กล่าว
ขณะที่พี่สาวคนสนิทของน้องเอมม่า เล่าว่า ขณะที่พี่สาวคนสนิทของน้องเอมม่า เล่าว่า หลักจากทราบข้อมูลอย่างละเอียด ก็รู้สึกสงสารน้องมาก ทำให้ไปโพสต์ระบายอารมณ์ลงเฟซบุ๊ก และถูกแชร์ต่อไปเป็นวงกว้าง ทั้งเห็นใจและตำหนิที่กล่าวอ้างถึงมหาวิทยาลัย จนกระทั่งถูกบล็อกจากเฟซบุ๊กไปหลายวัน
เหตุการณ์นี้ทำให้ตนรู้สึกโกรธแทนน้องมาก จึงขอเข้าพบอธิการบดีของมหาวิทยาลัยที่น้องเอมม่าเรียนอยู่ เพื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง ซึ่งท่านอธิการบดีก็ยินดีรับฟัง บอกประโยคแรกมาว่า ชื่อเสียงมหาวิทยาลัยที่เสียไปไม่เป็นไร เวลาผ่านไปก็ดีขึ้นเอง ตอนนี้สิ่งสำคัญคือการเยียวยาจิตใจของน้อง ทำให้ตนรู้สึกสบายใจอย่างมากที่ทางมหาวิทยาลัยเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ทอดทิ้งน้อง และพร้อมดูแลอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้น้องเอมม่า ยังไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับรุ่นพี่กลุ่มดังกล่าว โดยจะยังรอเวลาและรอดูเหตุการณ์ไปก่อน หากได้รับการติดต่อเพื่อขอโทษ ตนก็พร้อมยกโทษให้ เพื่อให้เรื่องยุติลงด้วยดีและไม่เสื่อมเสียต่อมหาวิทยาลัย

กรณีศึกษา การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/278546

กรณีศึกษา การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันหนึ่ง ผมมีโอกาสได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดีให้กับชาวต่างประเทศ (จีน) ด้วยการพาพวกเขา (มีด้วยกัน 5 คน ผู้ใหญ่ 2 เด็กแบเบาะ 1 และเด็กประมาณ 8-12 ปี อีก 2) ให้ข้ามถนน (อันแสนจะน่ากลัว) มายังศูนย์วัฒนธรรมที่ถนนเทียมร่วมมิตร เนื่องจากเขามาถามผมว่า ศูนย์วัฒนธรรมไทยอยู่ที่ไหน?

ผมนำหน้าพวกเขาข้ามถนนมาอย่างทุลักทุเลเพราะเขากลัวรถที่วิ่งเร็วมากและเป็นทางโค้งด้วย พอข้ามมาเสร็จเข้าถึงบริเวณของศูนย์วัฒนธรรม ผมก็บอกเขาว่านี่แหละคือพื้นที่ของศูนย์วัฒนธรรม เขาต้องการมาดูอะไร หรือจะมาพบใคร เขาบอกว่า ไม่ได้มาพบใครหรอกแต่จะมาดูทุกอย่างที่แสดงอยู่ที่ศูนย์วัฒนธรรม

ผมเองก็ไม่รู้ว่าเหมือนกันว่า วันนี้ที่เวทีของศูนย์วัฒนธรรมเขามีการแสดงอะไร จึงถามเขาไปว่าจะดูการแสดงอะไรเพราะที่มีสองเวที คือเวทีใหญ่กับเวทีเล็กเขาบอกไม่รู้เหมือนกัน แต่จะดูทุกอย่างที่แสดงไว้ในศูนย์

เท่านี้ผมก็เลยพอจะเดาใจเขาได้ว่า เขาคงคิดว่าศูนย์วัฒนธรรมของเราคงจะมีการแสดงหรือโชว์อะไรที่มีเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยเอาไว้เหมือนพิพิธภัณฑ์นั่นเอง เลยเกิดความรู้สึกสงสาร เขาว่า เขาคงจะผิดหวัง เพราะที่ศูนย์วัฒนธรรมของเราไม่มีการจัดนิทรรศการหรือการแสดงประจำทุกวัน แต่เมื่อพวกเขาอุตส่าห์ทุลักทุเลมาแล้ว ก็เลยคิดว่าให้เขาดู เวทีมวย ดูอารมณ์ ดูสิ่งก่อสร้างรอบๆ บริเวณไปก็แล้วอย่างน้อยก็เหมือนมาเที่ยวสวนสาธารณะพาเด็กมานั่งชมวิวและพักผ่อนก็แล้วกัน

แต่ก็ต้องผิดหวังอีก ที่วันนั้นเกิดมีการจัดงานแจกรางวัลของหนังสือฉบับหนึ่ง เขามี รปภ. ใส่ชุดดำ แว่นดำบ้างไม่แว่นบ้าง คอยยืนไม่ให้คนเดินผ่านทางที่คนทั่วๆ ไปเคยเดินกันอยู่

เอาละซี ถนนคนเดินถูกห้ามเดิน แล้วคนก็ไม่เคยมาในที่สถานแห่งนี้ แล้วมันจะอ้อมหรือกล้าเดินไปไหนได้ ผมก็เลยเดินเข้าไปบอกคนชุดดำขอให้พวกเขาผ่านเข้าไปหน่อย เพราะคิดว่าจะให้เขาไปดูห้องแสดงเรื่องราวต่างๆ ที่อยู่ที่ด้านหลัง และดูศาลาไทย กลางลานของศูนย์ ชายชุดดำพูดได้ประโยคเดียวและทำหน้าได้หน้าเดียวคือหน้าดุ ยิ้มไม่เป็นบอกว่า “ไม่ได้ ผ่านไม่ได้” เลยต้องพาอ้อมไปทางถนนอีกครั้งเพื่ออ้อมไปด้านหลังคือทางตึกตรวจภาพยนตร์ ทุลักทุเล อีกตามเคย

พอมาถึงผมก็บอกพวกเขาว่ามีห้องแสดงนิทรรศการอยู่ที่ชั้นสองขึ้นไปดูเถอะ เพราะผมเคยดูมาหลายสิบปีแล้วเห็นว่ามีอะไรน่าดูน่าศึกษามาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้ว เราก็แยกจากกัน เป็นอันสิ้นสุดการทำหน้าที่พลเมืองดี

แต่เมื่อมาได้มาคุยกับข้าราชการที่ทำงานอยู่ที่ศูนย์เขาบอกว่า ห้องนิทรรศการที่ผมแนะนำไปนั้นก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะขาดการบูรณะส่งเสริม ผมก็เลยเกิดอาการห่อเหี่ยวขึ้นในหัวใจอีกว่า แล้วชาวจีนที่หวังจะได้มาเที่ยวเพื่อดูวัฒธรรมไทยเขาจะได้เห็นอะไรประทับใจบ้างหว่า และนึกไม่ออกว่าเขาจะกลับกันอย่างไร ผิดหวังแค่ไหนที่อุตส่าห์อุ้มลูกจูงหลานข้ามถนนเพื่อจะมาดูอะไรๆ ศูนย์วัฒนธรรมไทย

จากเหตุการณ์ดังกล่าวเลยทำให้เกิดงานเขียนในวันนี้ขึ้นมาว่า เรา (คนไทย) ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่คุ้มค่าหรือเปล่า คงต้องขอพูดและขอความเห็นจากท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศว่าเราจะไม่เสียดายกับทรัพยากรที่ใช้ไม่คุ้มค่ากันบ้างหรือ?

จะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะลองใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่มาทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้น คือไหนๆ ก็มีสถานที่ มีบุคลากร และมีภูมิปัญญาพร้อมแล้ว เราก็จัดสถานที่แห่งนี้ให้มีกิจกรรมอันเกี่ยวกับวัฒนธรรมเอาไว้เป็นประจำเสียเลย โดยจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เรียนรู้วัฒนธรรมของชาติอย่างเป็นทางการ ใครจะไปดู ไปเที่ยว ไปกิน ไปเล่นที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางวัฒนธรรมสามารถมาได้ทุกวัน สถานที่แห่งนี้ก็จะเกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น และเป็นแหล่งเรียนรู้ ดูงานวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

หรือกลัวว่าเปิดแล้วจะไม่มีใครมาดูก็ทำเป็นโยบายโดยร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯเสียเลย คือให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯประกาศให้ศูนย์วัฒนธรรมเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน(มิฉะนั้นจะเสียดาย) ซึ่งเชื่อว่า การบูรณาการกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯคงเข้ากันได้อย่างดี ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ คือ คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร กับอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คือ พิมพ์รวี วัฒนวรางกูร น่าจะมีเคมีเข้ากันได้เป็นอย่างดี และน่าจะทำการพัฒนางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทุกวันนี้ผมก็เห็นศูนย์วัฒนธรรมอบรมนั่นอบรมนี่อยู่เป็นประจำ เมื่ออบรมแล้วก็หายไป แทนที่จะเสียเงินจัดอบรมก็เอางบนั้นมาจัดเป็นกิจกรรมถอนทุนคืนเสียเลยน่าจะมีประโยชน์คุ้มค่าว่าอบรมแล้วก็ทิ้งไป โดยไม่มีผลลัพธ์อะไรออกมา

ทั้งหมดนี้คือความเสียดายของผมที่เห็นว่ามีทรัพยากรแล้วใช้ได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เลยคิดออกมาให้ได้ยินกันดังๆ แต่ถ้าเกิดท่านนายกฯมีเหตุผลว่า หากเอามาทำแบบนี้แล้วมันอาจจะไปเกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติ “ก็ไม่เถียงหรือขัดแย้งอะไรนะครับ” เพราะผมเป็นแค่ชาวบ้านไม่รู้ในเรื่องของความมั่นคงทางยุทธวิธีการบริหารประเทศลึกซึ้งอย่างไร…คิดได้อย่างเดียว “เสียดายของนั่นแหละครับ”

โดย ชนิตร ภู่กาญจน์

หนุนปราบ‘แป๊ะเจี๊ยะ’! โพลเห็นด้วยออกกม.สอบบัญชีทรัพย์สิน ผอ.โรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/278505

หนุนปราบ‘แป๊ะเจี๊ยะ’! โพลเห็นด้วยออกกม.สอบบัญชีทรัพย์สิน ผอ.โรงเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 08.46 น.

2 ก.ค.60 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง ‘ปัญหาแป๊ะเจี๊ยะ’ โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29-30 มิ.ย.ที่ผ่านมา จากประชาชนทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,258 หน่วยตัวอย่าง โดยสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานศึกษาบางแห่งเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครอง หรือผู้ปกครองยินยอมบริจาคเงินให้กับสถานศึกษาในกรณีพิเศษ หรือที่เรียกว่า ‘แป๊ะเจี๊ยะ’ เพื่อให้บุตรหลานของตนได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง

จากการสำรวจ เมื่อถามว่าเคยบริจาคเงินของตนเองหรือคนใกลัตัวให้กับโรงเรียน เพื่อแลกกับการเข้าเรียนของบุตรหลาน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.04 ระบุว่า ไม่เคย รองลงมา ร้อยละ 24.01 ระบุว่า เคย และร้อยละ 0.95 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกกฎหมายให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินผู้อำนวยการโรงเรียนทั้งประเทศ ทั้งก่อนรับตำแหน่งและหลังลงจากตำแหน่ง เพื่อป้องกันการทุจริต รับสินบน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 89.51 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะบางครั้งที่บริจาคเงินให้กับโรงเรียน แต่กลับไม่มีใบเสร็จ บอกเพียงว่าเป็นเงินบำรุงสถานศึกษา หากตรวจสอบได้ ผู้ปกครองจะได้คลายความกังวล และเกิดความเชื่อมั่นว่าเงินจะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ต้องการให้มีความชัดเจน เป็นการสร้างความบริสุทธิ์ใจ ลดการทุจริต การเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง

ขณะที่ ร้อยละ 6.04 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นความพอใจของผู้ปกครองที่ต้องการบริจาค ไม่ควรละเมิดสิทธิ หรือมาเจาะจงเฉพาะที่ผู้อำนวยการฯ เพียงฝ่ายเดียว หากจะตรวจสอบ ควรตรวจสอบทั้งหมด หรือถึงแม้ตวรจสอบได้ ก็อาจมีทางหลีกเลี่ยงได้อยู่ดี เช่น โอนเข้าบัญชีผู้อื่นแทน ควรแก้ไขที่ระบบการสอบคัดเลือกเข้าเรียนจะดีกว่า และร้อยละ 4.45 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ เพื่อให้ลูกหลานได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.53 ระบุว่า ไม่ชอบ เพราะถือเป็นการสนับสนุนให้โรงเรียนทุจริต

รองลงมา ร้อยละ 21.94 ระบุว่า เฉยๆ ถือเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย , ร้อยละ 10.73 ระบุว่า ไม่เป็นไร ถือว่าซื้อสังคมให้ลูกหลาน , ร้อยละ 0.40 ระบุอื่นๆ ได้แก่ มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี หากนำไปพัฒนาโรงเรียนจริงๆก็จะเป็นการดี ขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นการกระทำที่ไม่สมควร แต่ก็ต้องยอมแลกเพื่อให้บุตรหลานของตนได้อยู่ในสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี หากมีการเรียกเก็บเงิน ก็ควรทำให้เป็นการบริจาคอย่างเป็นกิจลักษณะ และร้อยละ 0.40 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชน ว่า โรงเรียนรัฐบาลที่มีชื่อเสียง มีการเปิดรับเงินบริจาคเพื่อให้ลูกหลานได้เข้าเรียน หรือแป๊ะเจี๊ยะ หรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.53 ระบุว่า มี เพราะเป็นธรรมเนียมและค่านิยมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาช้านาน แม้กระทั่งโรงเรียนในระดับอำเภอบางแห่ง ประกอบกับในสังคมปัจจุบันที่มีความกดดันและการแข่งขันกันสูง แต่บางครั้งความสามารถของเด็กมีข้อจำกัด ผู้ปกครองจึงต้องยอมจ่ายเพื่อให้บุตรหลานตนเองได้เข้าเรียนในสถานที่ดีๆ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ประสบพบเจอมาด้วยตนเอง

รองลงมา ร้อยละ 18.52 ระบุว่า ไม่มี เพราะเชื่อว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ น่าจะมีการตรวจสอบอย่างรัดกุม และรัฐบาลน่าจะมีงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอ ขณะที่บางส่วนระบุว่า หากมีการบริจาคก็จะได้ใบเสร็จทุกครั้ง และที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นหรือเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้กับกรณีโรงเรียนรัฐบาล และร้อยละ 14.95 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีการศึกษา เช่นเดียวกับการเก็บภาษีน้ำมัน ภาษีเหล้า บุหรี่ เป็นต้น โดยรัฐบาลควรมอบให้กระทรวงการคลังเสนอมาตรการจัดเก็บภาษี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.13 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะปัจจุบันโรงเรียนบางแห่งมีงบประมาณค่อนข้างจำกัดอยู่แล้ว หากมีการจัดเก็บภาษี อาจเป็นภาระให้กับสถานศึกษาและผู้ปกครอง

ทั้งนี้เรื่องของการศึกษาไม่ใช่เรื่องของการค้าหรือธุรกิจ เป็นการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน หากจำเป็นต้องเก็บ ควรเพิ่มการจัดเก็บภาษี เฉพาะโรงเรียนเอกชน อีกทั้งโรงเรียนแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน การบริจาคเงินเป็นการสนับสนุนทางการศึกษา ควรให้สถานศึกษาบริหารจัดการกันเอง ขณะเดียวกันทางรัฐบาลเองก็ควรจัดสรรงบประมาณให้กับแต่ละโรงเรียนให้มากขึ้น

ขณะที่ ร้อยละ 27.11 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะน่าจะช่วยลดการเรีกเก็บค่าแป๊ะเจี๊ยะและการทุจริตได้ในระดับหนึ่ง หากโรงเรียนมีรายได้ ก็ควรจัดเก็บภาษี เพราะถือเป็นิติบุคคล เป็นการตรวจสอบรายได้ เพิ่มช่องทางการจัดเก็บภาษี และนำรายได้เข้าสู่รัฐได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามต้องไม่ส่งผลกระทบกับผู้ปกครองด้วย และร้อยละ 11.76 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับทางออกของปัญหาแป๊ะเจี๊ยะ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 34.18 ระบุว่า ควรแก้ไขที่ตัวบุคคลทั้งผู้บริหาร ผู้ใหญ่ ครู และผู้ปกครอง รวมทั้งขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของทุกคน

รองลงมา ร้อยละ 33.31 ระบุว่า ควรใช้มาตรการ กฎ ระเบียบที่เด็ดขาด มีบทลงโทษกับสถานศึกษาที่เรียกรับแป๊ะเจี๊ยะ ร้อยละ 28.38 ระบุว่า ควรประกาศคะแนนสอบตามลำดับ ร้อยละ 16.22     ระบุว่า ควรประกาศจำนวนรับสมัครที่ชัดเจน ร้อยละ 8.74 ระบุว่า ควรยกเลิกการจับสลากเข้าเรียน ม.1 ร้อยละ 2.31 ระบุว่า ควรเก็บภาษีการศึกษาเหมือนรีดภาษีบาป

ร้อยละ 3.90 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ควรลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ควรเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กอย่างเท่าเทียมกัน ไม่สร้างค่านิยมเกี่ยวกับชื่อเสียงของโรงเรียนมากจนเกินไป นอกจากนี้ควรปฏิรูปทางการศึกษาทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพทางการศึกษา หลักสูตร มาตรฐานทางวิชาการ

พร้อมตั้งคณะกรรมการเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะหรือไม่ โดยหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล หน่วยงานทางการศึกษา รวมถึงประชาชน ผู้ปกครองควรเข้ามามีส่วน ในการแก้ไขปัญหานี้ด้วย หากแก้ไขไม่ได้ควรบริจาคเป็นสิ่งของ หรือจำกัดวงเงินในการบริจาค หรือเพิ่มโควต้าจำนวนการรับนักเรียนในแต่ละแห่งให้มากขึ้น

ขณะที่ ร้อยละ 0.40 ระบุว่า เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก และร้อยละ 8.59 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

เยาวชนไทยคนเก่ง พร้อมลุยเวทีโลก แข่งขันคณิต-ฟิสิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/278475

news_default

เยาวชนไทยคนเก่ง พร้อมลุยเวทีโลก แข่งขันคณิต-ฟิสิกส์

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทีมเยาวชน ผู้แทนประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเดินทางไปแข่งขันคณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ในระดับนานาชติ ประจำปี พ.ศ. 2560 ด้วยการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพียบ

ดร. พรพรรณ ไวทยางกูร ผอ.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในปีนี้ มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (มูลนิธิ สอวน.) ได้ เปิดรับสมัครนักเรียนมัธยมศึกษาเข้าสอบคัดเลือก ณ ศูนย์ สอวน. 20 แห่ง รวม 77,423 คน และมูลนิธิ สอวน. คัดเลือกนักเรียนจำนวน 203 คน ส่งให้ สสวท. จัดอบรม 2 ครั้ง แล้วสอบคัดเลือกนักเรียนจำนวน 23 คน เป็นผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขัน ณ ประเทศต่างๆ

โดยผู้แทนประเทศไทย 5 สาขาที่ได้ไปแข่งขันระดับนานาชาติในปี 2560 นี้ ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ คัดเลือกผู้แทนประเทศไทย จำนวน 6 คน ไปแข่งขัน ณ นครริโอ เดอ จาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ตั้งแต่วันที่ 12 – 23 กรกฎาคม 2560

วิชาคอมพิวเตอร์ คัดเลือกผู้แทนประเทศไทย จำนวน 4 คน ไปแข่งขัน ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม 2560

วิชาเคมี คัดเลือกผู้แทนประเทศไทย จำนวน 4 คน ไปแข่งขัน ณ จังหวัดนครปฐม ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 6 – 15 กรกฎาคม 2560

วิชาชีววิทยา คัดเลือกผู้แทนประเทศไทย จำนวน 4 คน ไปแข่งขัน ณ เมืองโคเวนทรี สหราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 23 – 30 กรกฎาคม 2560

วิชาฟิสิกส์ คัดเลือกผู้แทนประเทศไทย จำนวน 5 คน ไปแข่งขัน ณ เมืองยอร์คจาการ์ตาร์ สาธารณรัฐอินโดนิเซีย ตั้งแต่วันที่ 16 – 24 กรกฎาคม 2560 รวมถึงผู้แทนการแข่งขันในประเทศไทย 3 สาขา ได้แก่ วิชาวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ คัดเลือกผู้แทนประเทศไทย จำนวน 4 คน ไปแข่งขัน ณ เมืองโกตตาซูร์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ตั้งแต่วันที่ 22-29 สิงหาคม 2560 สาขาวิชาดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ คัดเลือกผู้แทนประเทศไทย จำนวน 5 คน ไปแข่งขัน จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 12-21 พฤศจิกายน 2560 ภูมิศาสตร์ คัดเลือกผู้แทนประเทศไทย จำนวน 4 คน ไปแข่งขัน ณ กรุง เบลเกรด เซอร์เบีย ตั้งแต่วันที่ 2-8 สิงหาคม 2560

ด้านความรู้สึกของเยาวชนตัวแทนประเทศไทยที่ได้มีโอกาสรับการคัดเลือกเข้าแข่งขันโอลิมปิกวิชาการในครั้งนี้ คือสาขาวิชาคณิตศาสตร์ หนึ่งในตัวแทนกลุ่มผู้แทนประเทศไทย กล่าวว่า “หลายคนอาจจะสงสัยว่าการเรียนคณิตศาสตร์ขั้นสูง สามารถใช้ประโยชน์อย่างไรในชีวิตประจำวัน เพราะปกติใช้แค่ บวก ลบ คูณ หาร ในการใช้จ่ายเงินเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียวเพราะวิชาคณิตศาสตร์เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆที่ช่วยให้เกิดความสะดวกสบายได้เหมือนในทุกวันนี้ได้ นอกจากนี้วิชาคณิตศาสตร์ยังช่วยให้เป็นคนมีเหตุผลมีกระบวนการคิดที่เป็นขั้นเป็นตอนอีกด้วย”

สาขาวิชาฟิสิกส์ หนึ่งในตัวแทนกลุ่มผู้แทนประเทศไทย กล่าวว่า “มีโอกาศไปแข่งฟิสิกส์เอเชีย ณ กรุงยากูส สหพัธรัฐรัสเซีย ช่วง 1-9 ก.ค.ที่ผ่านมา ในมุมหนึ่ง คือ บรรยากาศการแข่งขันมีความเครียดมาก เพราะต่างคนต่างก็มีความฝันในการมาแข่งขันครั้งนี้ แต่อีกแง่มุมหนึ่งคือ ช่วยให้ได้เห็นโลกของการแข่งขันในระดับนานาชาติที่มีความเข้มข้น และฝึกสติของตนเองได้เป็นอย่างดี ซึ่งการเตรียมตัวทาง สสวท. จะมีการจัดค่ายในการติวเข้มอบรมเข้มทางด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ ประมาณ 1 เดือน ก่อนการไปแข่งขันทำให้มีความพร้อมมากๆ เหนืออื่นใด คือ ความพยายามที่จะคว้าชัยมาให้ตัวเอง และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ จึงส่งผลให้การแข่งขันในครั้งนี้ ทีมสาขาฟิสิกส์ จะลดความตื่นเต้นในสนามแข่งลง และพยายามทำอย่างเต็มที่ที่สุด”

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร. ธัชชัย สุมิตร ประธานกรรมการ สสวท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับผู้แทนประเทศไทยทั้งหมด ที่มีความพร้อมทั้งความสามารถ ความตั้งใจ ขยันหมั่นเพียร จนได้รับคัดเลือกให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศไทย ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ใช้ความรู้ความสามารถ สติปัญญา และประสบการณ์ในการแก้ปัญหา ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และในฐานะเยาวชนไทย ขอให้ทุกคนได้แสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทย มีความสุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจ อดทน ซื่อสัตย์ และรู้จักให้เกียรติผู้อื่น ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกชาติ ทุกภาษา และสิ่งนี้จะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยได้อย่างดียิ่ง

มรภ.กรุงเก่าสถาปนาครบรอบ112ปี สืบสานพระราชปณิธานศาสตร์ของพระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/278495

มรภ.กรุงเก่าสถาปนาครบรอบ112ปี สืบสานพระราชปณิธานศาสตร์ของพระราชา

วันเสาร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 20.45 น.

มรภ. กรุงเก่า สถาปนาครบรอบ  112  ปี จากโรงเรียนฝึกหัดครู สู่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา สืบสานพระราชปณิธาน ศาสตร์ของพระราชา เพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

วันที่ 1 ก.ค.60 ที่ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา นายอภิชาติ จีระวุฒิ นายกสภามหาวิทยาลัย เป็นประธาน วันสถาปนา 112 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา โดยมี อาจารย์ ดร.เกษม บำรุงเวช อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา   พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ นักศึกษา อาจารย์อาวุโส ศิษย์เก่า และบุคลากรมหาวิทยาลัยร่วมพิธีทำบุญ ถวายปัจจัย เครื่องไทยธรรม เพื่อความเป็นสิริมงคล และจัดให้มีการแสดงดนตรีไทยเทิดพระเกียรติ และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยทุกภาคส่วน เกิดความภาคภูมิใจ ได้เห็นความสำคัญ และเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าของการพัฒนามหาวิทยาลัยร่วมกัน ทางมหาวิทยาลัยได้จัดให้มีพิธีมอบรางวัลนักวิจัยดีเด่น และบุคลากรดีเด่น

นายอภิชาติ จีระวุฒิ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏฯ เปิดเผยว่า 1 กรกฎาคม ของทุกปี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัย สำหรับในปี 2560 นี้ ครบ 112 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา นับตั้งแต่อดีตเป็นวิทยาลัยครูที่มีชื่อเสียงของท้องถิ่น มุ่งเน้นผลิตครู ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยายังคงมุ่งเน้นการผลิตครู และยังมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ในศาสตร์ต่างๆ เพื่อนำความรู้มาพัฒนาท้องถิ่น สืบสานพระราชปณิธาน ศาสตร์ของพระราชา

อาจารย์ ดร.เกษม บำรุงเวช อธิการบดี เปิดเผยว่า ทางมหาวิทยาลัยได้จัดให้มีกิจกรรมที่สำคัญ คือการนำเสนอผลงานของคณาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาที่โดดเด่น อาทิ 1.โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในการเป็นอาสาสมัครมัคคุเทศก์ประจำชุมชน โดยสาขาวิชาการท่องเที่ยว 2.โครงการเด็กไทยมีดีไอทีเพื่อชุมชน โดยสาขาวิชา นิเทศศาสตร์ 3.โครงการพัฒนาอาชีพตามแนวทางพระราชดำริและสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชน 4.โครงการการศึกษาพิเศษสู่ชุมชน 5. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เรื่องการใช้ขมิ้นชันเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพ” โดยสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช 6.โครงการเครือข่ายพัฒนาห้องสมุดโรงเรียน 7.โครงการห้องสมุดมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา 8.โครงการค่ายอาสาพัฒนา เป็นต้น การนำเสนอผลงานในครั้งนี้ นับเป็นการประชาสัมพันธ์ผลงานที่ได้ดำเนินตามพัธกิจมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ตลอดระยะเวลา112  ปี ให้เป็นที่ประจักษ์โดยเฉพาะมุ่งเน้นความเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ในนาม ราชภัฎ “คนของพระราชา ข้าของแผ่นดิน” ที่จะมุ่ง “สืบสานพระราชปณิธานศาสตร์ของพระราชา เพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” สืบไป

อะไรก็เกิดขึ้นได้ในดงเปรต! “หลวงปู่”เตือนผอ.พศ.อย่าตั้งแมลงวันสอบโกงแมลงวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/278482

news_default

อะไรก็เกิดขึ้นได้ในดงเปรต! “หลวงปู่”เตือนผอ.พศ.อย่าตั้งแมลงวันสอบโกงแมลงวัน

วันเสาร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 19.04 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พระพุทธอิสระ ได้โพสต์เฟสบุ๊ค หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีมีการตรวจสอบพบการทุจริตในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พร้อมกับเตือน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ถึงการดำเนินการตรวจสอบว่า

“ขอเรียนท่าน ผอ.พุทธว่า ระวังจะตั้งแมลงวันไปตรวจแมลงวันนะท่าน ผอ. เพราะมีอดีตกรรมการมหาเถรรูปหนึ่งได้เคยพูดเอาไว้ว่า “แมลงวันจะไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน” ท่าน ผอ.พุทธเคยได้ยินประโยคนี้ไหม

อีกทั้งเจ้าหน้าที่สำนักพุทธส่วนใหญ่ล้วนมาจากมหาเปรียญ หรือไม่ก็ผู้ใกล้ชิดกับกรรมการมหาเถร หรือไม่ก็มาจากเด็กรับใช้นักการเมือง

ฉะนั้น หากท่าน ผอ.พุทธ จะใช้ให้เจ้าหน้าสำนักพุทธไปตรวจสอบทุจริตของสำนักพุทธ เดี๋ยวก็จะเหมือนเหตุการณ์สำนักพุทธจังหวัดสงขลารับเงินทอน ขนาดตำรวจจับได้คามือ ยังออกมารับรองกันได้ว่าไม่ผิดเฉยเลย

อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ในดงผีเปรตที่เฝ้ากัดกินพระพุทธศาสนา

หากท่าน ผอ.พุทธต้องการจะสอบให้ได้ความจริง ควรจะใช้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นที่คุณไว้วางใจ หรือจะเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานดีเอสไอ ลูกน้องเก่าของคุณก็ได้ ทำหนังสือขอตัวมาช่วยราชการชั่วคราว

หากท่าน ผอ.พุทธยังจะเชื่อว่า การใช้เจ้าหน้าที่สำนักพุทธตรวจสอบทุจริตของสำนักพุทธเองแล้วได้ความจริง เดี๋ยวมันจะวนกลับไปอีหรอบเดิม คือ ฝนตกขี้หมาไหล คนจัญไรมาเจออันธพาล เช่นกรณี น.ส.ประนอมนั่นไง

ส่วนเรื่องตรวจสอบทุจริตกรณีโกงเงินอุดุหนุนการสอบธรรมศึกษาทั่วประเทศนั้น พุทธะอิสระพูดเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเจ้าคณะตำบล แถมยังไม่พูดเปล่า ยังเคยยื่นเรื่องให้ สตง.ช่วยตรวจสอบมาหลายปีแล้ว

แต่พวกผีเปรตที่กัดกินพระศาสนาต่างก็พากันดาหน้าออกมากล่าวหาว่าพุทธะอิสระโกหกมดเท็จ เป็นเด็กเลี้ยงแกะ เมื่อเห็นข่าวว่าท่าน ผอ.พุทธคนใหม่จะกรุณาสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง

พุทธะอิสระก็ขอขอบคุณล่วงหน้า จะได้พิสูจน์กันเสียทีว่าสิ่งที่พุทธะอิสระพูดมาสู้มา หาได้มดเท็จแหกตาใส่ร้ายใดๆ เลย

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ฝากท่าน ผอ.พุทธ ให้ช่วยตรวจสอบเงินอุดหนุนการศึกษาและกิจกรรมพระศาสนา ที่สำนักพุทธจ่ายให้มหาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งดูหน่อย ซึ่งเรื่องนี้พุทธะอิสระก็ได้ยื่นเรื่องให้ สตง.และ ป.ป.ช.ไปแล้วด้วย

สู้ๆ นะท่าน ผอ. พวกเราประชาชนคนรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ พร้อมที่จะยืนอยู่กับความถูกต้อง และให้กำลังใจท่านเสมอ

พุทธะอิสระ”

ยัน60วันจบแน่! พศ.อ้างคนน้อย เพิ่งสอบทุจริต”เงินทอน”ได้แค่ 3 วัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/278466

news_default

ยัน60วันจบแน่! พศ.อ้างคนน้อย เพิ่งสอบทุจริต”เงินทอน”ได้แค่ 3 วัด

วันเสาร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 18.00 น.

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีทุจริตหรือเรียกรับ “เงินทอน” งบประมาณบูรณะปฏิสังขรณ์วัด ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของ พศ. ทั้งในอดีตและปัจจุบันเข้าไปเกี่ยวข้องว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปสอบสวนวัดที่เกี่ยวข้อง 12 แห่งตามสำนวนของกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ส่งมาให้ โดยจะเน้นดูพื้นที่ภาคกลางเป็นหลัก ซึ่งเบื้องต้นได้สอบสวนไปแล้ว 2-3 วัน แต่จะเน้นการหารือกับพระภิกษุสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง สอบถามเกี่ยวกับการโอนเงิน การจ่ายจากส่วนกลางไปหรืออาจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่น้อย จึงไม่ได้กำหนดว่าแต่ละวัดจะใช้เวลาสอบนานมากน้อยแค่ไหน แต่ตั้งเป้าสอบให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน จากนั้นหากว่ามีมูลจึงจะเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบในส่วนที่ทางพศ.มีอำนาจ รับผิดชอบ