บอร์ดเฉพาะกิจ กฟก. ปรับหลักเกณฑ์ซื้อหนี้เกษตรกรใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294393

บอร์ดเฉพาะกิจ กฟก. ปรับหลักเกณฑ์ซื้อหนี้เกษตรกรใหม่

กฟก

บอร์ดเฉพาะกิจ กฟก. ปรับหลักเกณฑ์ซื้อหนี้เกษตรกรใหม่เอื้อการจัดการหนี้สิน

       วันที่ 4 ก.ย.60 พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกรของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตามที่คณะอนุกรรมการจัดทำหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกร กรณีหนี้เร่งด่วนเสนอ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่ปรับลดจากเดิม 56 ข้อ เหลือเพียง 36 ข้อ เพื่อทำให้ประสิทธิภาพการทำงานมีความรอบคอบ แต่คล่องตัวมากขึ้น

นอกจากหลักเกณฑ์เดิมที่ต้องเป็นหนี้ที่มีสถานะผิดนัดชำระหนี้ขึ้นไป โดยจัดลำดับความเร่งด่วนในให้ความช่วยเหลือ 4 ระดับ คือ หนี้ถูกฟ้องล้มละลาย หนี้ถูกบังคับคดีหรือประกาศขายทอดตลาด หนี้ถูกดำเนินคดี และหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้ว หลักเกณฑ์ใหม่ยังเน้นว่าเกษตรกรที่มีคุณสมบัติที่สมควรให้ความช่วยเหลือและได้รับพิจารณาเป็นอันดับแรก คือ เป็นผู้มีรายได้น้อยกว่า 1 แสนบาท/ปี ถูกฟ้องล้มละลาย หรือเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานในวัยทำงานดูแล เป็นต้น

ดังนั้น หลังจากลงนามในหลักเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการจัดทำหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกรที่แล้ว ก็จะนำมาใช้พิจารณาซื้อหนี้จากเกษตรกร โดยคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลหนี้เกษตรกร จะดำเนินการตรวจสอบรายชื่อเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายตามขั้นตอน ซึ่งจากการรายงานผลการดำเนินงานจากการตรวจสอบข้อมูลหนี้สินเกษตรกรทั้งประเทศจำนวน 465,925 ราย พบว่า มีเกษตรกรที่มาแสดงตัว 245,052 ราย โดยเกษตรกรที่มาแสดงตัวแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนฯ จำนวน 125,301 ราย ที่เหลือไม่ประสงค์รับการช่วยเหลือ

โดยในกลุ่มที่ขอรับความช่วยเหลือนั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว พบว่า มีข้อมูลครบถ้วนจำนวน 64,748 ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างตรวจสอบ โดยในส่วนที่ตรวจสอบแล้ว แบ่งเป็น  3 กลุ่มด้วยกัน คือ 1. กลุ่มที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรยินยอมให้ชำระหนี้แทนเกษตรกร จำนวน 871 ราย จาก 2,369 สัญญา มูลหนี้ประมาณ 166 ล้านบาท 2. อยู่ระหว่างจำแนกสถานะหนี้ 58,587 ราย และ 3.จัดการหนี้ได้ตามเกณฑ์ กฟก. 5,261 ราย ซึ่งข้อมูลนี้จะทำให้เราจัดการหนี้ตามความจำเป็นเร่งด่วน โดยเบื้องต้นคาดว่ากลุ่มที่จะเริ่มดำเนินการโดยใช้งบประมาณของ กฟก.ได้ทันที จำนวน 871 ราย ซึ่งคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลหนี้เกษตรกรจะกลับไปพิจารณารายละเอียด และนำเสนอที่ประชุมครั้งต่อไป  รวมถึงการสำรวจข้อมูลหนี้ให้แล้วเสร็จจากกลุ่มที่แจ้งความประสงค์ที่ยังเหลือจากจำนวนทั้งหมด 125,301 ราย คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ 15 กันยายนนี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเจรจาซื้อหนี้จากสถาบันการเงินที่มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ เพื่อทำหน้าที่ดำเนินการเจรจากับสถาบันการเงินต่างๆ ที่เป็นเจ้าหนี้ ที่จะต้องมีการหารือร่วมกันในเงื่อนไขและแนวทางปฏิบัติต่างๆ โดยองค์ประกอบของอนุกรรมการฯ ชุดนี้ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และคสช. เป็นต้น โดยจะยกร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

ระดมปราชญ์ชาวบ้านมุ่งขับเคลื่อนเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294391

ระดมปราชญ์ชาวบ้านมุ่งขับเคลื่อนเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

เกษตรยั่งยืน

ระดมปราชญ์ชาวบ้านมุ่งขับเคลื่อนขยายผลเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

               วันที่ 4 ก.ย.60    นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนโดยใช้กลไกศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน” ระหว่างวันที่ 4 -5 กันยายน 2560 ณ โรงแรมแกรนด์ ทาวเวอร์ อินน์ กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของประเทศ รวมถึงระดมความคิดเห็น เรื่อง การใช้ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านเป็นกลไกการขับเคลื่อนเกษตรกรรม ให้เกิดการขยายผลเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมการสัมมนา ประกอบด้วย ผู้แทนจากศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน  ผู้นำชุมชน  องค์กรพัฒนาเอกชน  ภาคเอกชน  สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ จากแผนพัฒนาการเกษตร ฯ ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาสู่การเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน ไว้ 5,00,000 ไร่  ตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 โดยจะให้การสนับสนุนในทุกมิติ  ที่จะทำให้เกิดการขยายผลให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากเดิมไปสู่ระบบการผลิตตามแนวทางของเกษตรกรรมยั่งยืน เช่น เกษตรธรรมชาติ  เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร เกษตรทฤษฎีใหม่ และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม​ การขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนให้บรรลุเป้าหมาย อาจสำเร็จลุล่วงไปได้ยาก หากขาดกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่  ซึ่งก็คือปราชญ์ชาวบ้าน รวมทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่  และภาคประชาสังคมอีกหลายภาคส่วน ที่ต่างมีบทบาทสำคัญช่วยเสริมสร้างให้เกิดพลังการทำงานที่ขับเคลื่อนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสภาพพื้นที่

โครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หรือ “โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน” ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2550จนถึงปัจจุบัน โดยอยู่ภายใต้หลักคิดของการสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้แก่เกษตรกร โดยให้ปราชญ์ชาวบ้าน ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ แนวคิด ภูมิปัญญาและประสบการณ์เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิด และชี้แนะให้เกษตรกรสามารถค้นหาปัญหาของตนเอง รู้สาเหตุที่แท้จริงของปัญหา รวมทั้งหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น จนหลุดพ้นจากความยากจน และพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมีศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านเข้าร่วมโครงการอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ จำนวน 236 ศูนย์ ฝึกอบรมเกษตรกรแล้วจำนวน338,261 ราย ซี่งจากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่าศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรให้พึ่งตนเอง และพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้

“การสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เกี่ยวกับบทบาทและแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนของแต่ละภาคส่วน ทั้งปราชญ์ชาวบ้าน  ผู้นำชุมชน  เกษตรกรรุ่นใหม่  ภาครัฐ  องค์กรพัฒนาเอกชน  ภาคเอกชน ภาควิชาการ  รวมถึงองค์การมหาชน ซึ่งจะมีการระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในระดับพื้นที่ เพื่อนำความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ มากำหนดแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง  สามารถขับเคลื่อนงานเกษตรกรรมยั่งยืน ให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมบรรลุเป้าหมายการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้กับภาคเกษตรได้อย่างแท้จริง” นายระพีภัทร์  กล่าว

สำหรับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนโดยใช้กลไกศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน” ในครั้งนี้ ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษ เรื่อง “บทบาทของปราชญ์ชาวบ้านกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุค 4.0″ และการอภิปรายในเรื่องต่างๆ อาทิ การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในประชาคมโลก ประชาคมอาเซียน และทิศทางของประเทศไทย, บทบาทเครือข่ายภาครัฐ – ประชาสังคมในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน, การขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนจากฐานรากโดยใช้กลไกเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและประชาสังคม นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัย เรื่อง การหมุนเวียนธาตุอาหารจากการให้บริการของระบบนิเวศนาข้าวในระบบเกษตรอินทรีย์” และการแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็นเพื่อนำมากำหนดแนวทางการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรมในระดับพื้นที่ต่อไป

กรมชลฯเตรียมแผนจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา รองรับน้ำหลาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294380

กรมชลฯเตรียมแผนจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา รองรับน้ำหลาก

กรมชลฯเตรียมแผนจัดการน้ำพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา รองรับน้ำหลาก

              วันที่ 4 กันยายน 2560 นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 28/2560 พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค พร้อม VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานทั้ง 17 แห่ง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ

รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา เผยว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ตั้งแต่วันนี้ คือช่วงวันที่ 4-7 กันยายน 2560 จะมีปริมาณฝนตกหนัก โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบน และอิทธิพลจากกระแสลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 8-10 กันยายน 2560 ปริมาณฝนจะลดลง

ทั้งนี้กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญต่อสถานการณ์น้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า ในวันนี้ (4 กันยายน 2560) ปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 สะพานเดชาติวงศ์ จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำสูงสุดอยู่ที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ปัจจุบันอยู่ที่ 1,876 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) ซึ่งต้องคำนึงถึงเรื่องของการบริหารจัดการน้ำในบริเวณที่ลุ่มต่ำที่มีการเพาะปลูกข้าวและยังไม่ได้มีการเก็บเกี่ยว

โดยกำหนดวันที่ 15 กันยายน 2560 ทุกพื้นที่ทุ่งด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะต้องเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ในขณะที่ทุ่งบางระกำเก็บเกี่ยวไปแล้ว 100% สามารถใช้ประโยชน์จากทุ่งบางระกำในการรองรับปริมาณน้ำหลากได้แล้ว และหลังจากนี้กรมชลประทานจะมีการหารือกับทางจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายความมั่นคง กลุ่มผู้ใช้น้ำและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อจัดความสำคัญของทุ่งท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในการลำดับการรับน้ำก่อน-หลัง และความสามารถในการรับปริมาณน้ำ เนื่องจากแต่ละทุ่งมีระยะเวลาในการปลูกข้าวไม่เท่ากัน รวมทั้งจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและการคมนาคมสัญจรไป-มาของประชาชนในพื้นที่

รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่อื่น ๆ ไม่น่าเป็นห่วง ในส่วนสถานการณ์น้ำในพื้นที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ที่มีการกัดเซาะด้านข้างปากคลองขม ที่รับน้ำจากคลองม่วง เนื่องจากฝนที่ตกหนักบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โดยกรมชลประทานได้ประสานกับมณฑลทหารบกที่ 31 และอบต.ลาดยาว นำรถแบ็คโฮ เครื่องจักร เครื่องมือ Big Bag กรอกกระสอบทราย พร้อมกำลังคน เข้าทำการซ่อมแซมปิดบริเวณปากคลองขม ซึ่งได้ซ่อมแซมจนแล้วเสร็จไปแล้วเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของคืนวันที่ 2 กันยายน 2560 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร พื้นที่ชุมชน รวมถึงมีน้ำท่วมถนนแต่อย่างใด

โดยในวันนี้ (4 กันยายน 2560) จะทำการเสริมความแข็งเเรงของบิ๊กแบ็ค (Big Bag) ให้เพิ่มมากขึ้น และแม้ว่าสถานการณ์การกัดเซาะปากคลองขม จะเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ได้สั่งการให้ในพื้นที่เตรียมความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องมือ และกระสอบทราย พร้อมทั้งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เดินหน้าเกษตรแปลงใหญ่ จัดงาน”เอ็กซ์โปกล้วยไม้งาม นครปฐม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294295

เดินหน้าเกษตรแปลงใหญ่ จัดงาน”เอ็กซ์โปกล้วยไม้งาม นครปฐม”

 นครปฐมเดินหน้าเกษตรแปลงใหญ่ จัดงาน”เอ็กซ์โปกล้วยไม้งาม นครปฐม”

               นายสุพจน์  ยศสิงห์คำ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า  ทางจังหวัดได้จัดสรรงบประมาณเพื่อให้สำนักงานเกษตรจังหวัดจัดงาน “เอ็กซ์โปกล้วยไม้งาม จังหวัดนครปฐม” ขึ้น  เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากกล้วยไม้ให้มากขึ้น สนับสนุนเกษตรกรที่มีการพัฒนาการผลิตที่ได้คุณภาพ ได้นำผลผลิตที่มีคุณภาพมาประกวดแข่งขัน ทำให้เกษตรกรมีเวทีแสดงศักยภาพการผลิตและเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์กล้วยไม้ในจังหวัดนครปฐมอีกด้วย โดยได้ร่วมกับหน่วยงานจากหลายภาคส่วน เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร และส่วนราชการต่างๆ สมาคม  ชมรม กลุ่มและองค์กรต่างๆในด้านกล้วยไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ เกษตรกรของจังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง  ณ โครงการอุทยานการอาชีพชัยพัฒนา จังหวัดนครปฐม

นายบุญเลี้ยง ข่ายม่าน เกษตรจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดนครปฐมเป็นจังหวัดที่มีเกษตรกรปลูกกล้วยไม้มากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตลาดกล้วยไม้มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ละปีสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรปีละหลายพันล้านบาท ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกล้วยไม้ มีการรวมกลุ่มกันที่เหนียวแน่น ซึ่งทางจังหวัดได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดเข้าไปส่งเสริมเกษตรกรผลิตไม้ตัดดอกและกล้วยไม้เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยจัดทำแปลงใหญ่กล้วยไม้ จำนวน 6 แปลง ในพื้นที่ อำเภอเมือง กำแพงแสน บางเลน และนครชัยศรี  เกษตรจังหวัดได้เข้าไปให้ความรู้ด้านการกำจัดโรคแมลง ศัตรูพืช เพื่อให้กล้วยไม้มีคุณภาพและลดต้นทุนการผลิต  สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และการทำแปลงใหญ่กล้วยไม้ เกินความคาดหมายที่เกษตรกรมีความตื่นตัวในเรื่องนี้ และสามารถพัฒนากล้วยไม้ให้เป็นโปรดักแชมป์เปี้ยนของจังหวัดนครปฐม   ภายในงานยังมีการจัดประกวดกล้วยไม้งาม จำนวน 30 สวน การจัดนิทรรศการความเป็นมาของกล้วยไม้ การจำหน่ายสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้ซื้อหากลับพร้อมกับการเรียนรู้วิธีการปลูกกล้วยไม้อย่างถูกวิธี พร้อมกับแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เชื่อมโยงกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดอีกด้วย     เกษตรจังหวัดนครปฐม กล่าว

นายศิริชัย เลี้ยงอำนวย หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานมีการจัดประกวดกล้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์ทั้งไม้กระถาง ไม้เดี่ยว ไม้ตัดดอกสกุลต่างๆ ทั้งสกุลหวาย แคทลียา แวนด้า เป็นต้น   การประกวดกล้วยไม้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนากล้วยไม้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการประกวดเกษตรกรจะต้องคัดพันธุ์กล้วยไม้ตรงความต้องการของตลาด ซึ่งจะสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ส่วนการประกวดไม้ตัดดอก ซึ่งเป็นไม้ที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ จัดประกวด 2 สายพันธุ์ คือ กล้วยไม้สกุลหวาย และ มอคคารา ขณะเดียวกันยังมีการประกวดไม้ตัดดอกที่เป็นไม้หมู่ จำนวนหมู่ละ 50 ต้น และมีการประกวดการจัดสวน แบบเลียนแบบธรรมชาติ แนวความคิดสร้างสรรค์ และการประกวดไม้ดอกไม้ประดับ ด้วย

งาน เอ็กซ์โปกล้วยไม้งามนครปฐม จัดระหว่างวันที่ 4-10 กันยายนนี้   ณ อุทยานการอาชีพชัยพัฒนา ต.บ่อพลับ อ.เมือง จ.นครปฐม   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 083-999-7924, 034-259-613

กรมชลฯเร่งปิดปากคลองขมกันน้ำทะลักท่วมพื้นที่เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294294

กรมชลฯเร่งปิดปากคลองขมกันน้ำทะลักท่วมพื้นที่เกษตร

ลาดยาว

กรมชลฯเร่งปิดปากคลองขมกันน้ำทะลัก ป้องพื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่

           ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ป่าแม่วงก์ ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากลงสู่ลำห้วยหลายแห่ง โดยเฉพาะคลองม่วงที่มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น จนกัดเซาะบิ๊กแบ็ค(Big Bag) บริเวณปากคลองขม ทำให้มีน้ำไหลทะลักเข้าไปในคลองขม กรมชลประทาน ได้ร่วมกับกองทัพบกและองค์กรท้องถิ่น ระดมกำลังซ่อมแซมจุดกัดเซาะ ป้องกันน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่ 

          นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ฝนที่ตกหนักบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ส่งผลให้เกิดป่าไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างบริเวณอ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ทำให้ระดับน้ำในคลองม่วงเพิ่มสูงขึ้น เกิดการกัดเซาะด้านข้างปากคลองขม ที่รับน้ำจากคลองม่วงอีกทีหนึ่ง ซึ่งในช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา ได้มีการนำบิ๊กแบ็ค(Big Bag) มาปิดบริเวณปากคลองขม เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากคลองม่วงไหลทะลักเข้าไปในคลอง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่ ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ กรมชลประทาน ได้ประสานกับมณฑลทหารบกที่ 31 และอบต.ลาดยาว นำรถแบ็คโฮ เครื่องจักร เครื่องมือ Big Bag กรอกกระสอบทราย พร้อมกำลังคน เข้าทำการซ่อมแซมปิดบริเวณปากคลองขม เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าคลองให้น้อยที่สุด จนแล้วเสร็จเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. คืนวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ปัจจุบัน ระดับน้ำในคลองม่วงบริเวณปากคลองขมลดลงแล้ว 80 เซนติเมตร เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร พื้นที่ชุมชน รวมถึงมีน้ำท่วมถนนแต่อย่างใด

           อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์โดยรวมได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่กรมลประทานยังคงร่วมกับ อบต.ลาดยาว ทำการเสริมความแข็งเเรงของบิ๊กแบ็ค(Big Bag)เพิ่มขึ้น โดยในวันจันทร์ที่ 4 ก.ย. 60 นี้ ทางอบต.ลาดยาวจะดำเนินการจัดหาทรายมาเพิ่มเติมต่อไป สำหรับแผนการแก้ไขปัญหาและป้องกันน้ำท่วมอ.ลาดยาวในปี 2561 นั้น กรมชลประทานมีแผนที่จะดำเนินการก่อสร้างอาคารบริเวณปากคลองขม และในคลองม่วง มีลักษณะเป็นอาคารถาวร ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำของคลองไปบริเวณพื้นที่ด้านท้ายได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต 

เกษตรฯชงครม.ยืดโครงการ 9101 จัดงบ2พันล.ช่วยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294045

เกษตรฯชงครม.ยืดโครงการ 9101 จัดงบ2พันล.ช่วยน้ำท่วม

โครงการ9101

เกษตรฯชงครม.ยืดโครงการ 9101 จัดงบ2พันล.ช่วยน้ำท่วม

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 ก.ย.นี้ กระทรวงเกษตรฯจะเสนอให้พิจารณาขยายระยะเวลาโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ใต้ร่มบารมี ที่หมดระยะดำเนินการแล้วตั้งแต่ส.ค.ที่ผ่านมา และเพิ่มโครงการอีกประมาณ 5,000 โครงการ จากเดิมดำเนินการไปแล้วในเฟสแรก 2.4 หมื่นโครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้รับกระทบจากน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) โดยเฉพาะชาวนาที่นาข้าวเสียหายสิ้นเชิงไม่สามารถปลูกข้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว ได้ทันในปีนี้

สำหรับโครงการ 9101 ที่จะเพิ่มเติมขึ้นมาจากเดิม เบื้องต้นคาดว่าจะมีอีก 5,000 โครงการ จึงสั่งให้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งสรุปข้อมูลพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกข้าวหอมมะลิ เพื่อที่จะได้นำเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายมาเข้าร่วมโครงการ 9101 ให้เร็วที่สุด โดยจะใช้งบประมาณจากเงินในโครงการซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ในการขับเคลื่อนโครงการที่เพิ่มเข้ามา

 ทั้งนี้จากเดิมกระทรวงเกษตรฯตั้งใจจะลงไปช่วยเหลือเกษตรกร โดยนำเงินปัจจุบันเรามีเงิน 2 ส่วน ได้แก่ เงินบริจาคผ่านสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งชดเชยตามระดับความเสียหาย ตั้งแต่ 1 หมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งได้ชดเชยให้เกษตรกรไปบางแล้ว ส่วนที่ 2 คือ เงินในงบประมาณของแต่กรม ที่เฉลี่ยงบลงไปเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนเงินที่จะของบกลางมาทำช่วยเกษตรกรเพิ่มเติม จะทำได้ยากเพราะติดเรื่องระเบียบที่ทับซ้อนกัน เช่นข้าว ก็มีการจ่ายเงินให้เกษตรกรไร่ละ 1,123 บาท เป็นต้น จึงเลือกใช้เงินโครงการ 9101 ซึ่งง่ายที่สุด

เบื้องต้นได้สั่งการให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ เร่งทำสิ่งที่ทำได้ไปก่อนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ ทดแทนพันธุ์ข้าวไวแสงที่ไม่สามารถปลูกได้ทัน ให้จัดหาเมล็ดพันธุ์ผักแทน ส่วนเกษตรกรปลูกข้าวที่เสียโอกาส โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่พื้นที่เสียหายสิ้นเชิง อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทาง แต่การชดเชยค่าเสียโอกาสตามที่ตั้งใจไว้แต่แรกเป็นเรื่องยากเพราะซ้ำซ้อนกับระเบียบการให้เงินช่วยเหลือของกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตามในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจะขอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ต่ออีกเป็นปีที่ 2 โดยจะมีรายละเอียดต่างจากโครงการแรก เนื่องจากในปีแรก จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้มากกว่าครึ่งของเงินสนับสนุนจึงจ่ายไปกับค่าแรงเยอะเพราะอยากให้เกษตรกรมีรายได้ ปีที่ 2 อยากให้เกษตรกรทำในสิ่งที่ตนเองถนัดสามารถประกอบอาชีพได้ทันที โดยการรวมกลุ่มรูปแบบแปลงใหญ่ ซึ่งรัฐจะเป็นผู้ลงทุนค่าวัสดุ และเครื่องมือต่างๆ และให้เกษตรกรลงทุนเรื่องค่าแรงเอง ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้เกิดความยั่งยืน เนื่องจากพอเกษตรกรมีกำไร ก็จะมีเงินทุนต่อยอดในการประกอบอาชีพต่อไป

ก.เกษตรฯ พอใจความก้าวหน้าการจัดทำข้อเสนอ THAI RICE NAMA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293933

ก.เกษตรฯ พอใจความก้าวหน้าการจัดทำข้อเสนอ THAI RICE NAMA

nama

ก.เกษตรฯ พอใจความก้าวหน้าการจัดทำข้อเสนอ Thai Rice NAMA

 

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมการข้าวและหน่วยงานภาคีได้รายงานความก้าวหน้าของการจัดทำข้อเสนอและรายละเอียดโครงการ Thai Rice NAMA ต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการที่มี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน หลังจากที่ไทยได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 โครงการที่มีสิทธิยื่นขอรับการสนับสนุนจาก NAMA Facility ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากประเทศเยอรมัน อังกฤษ เดนมาร์กและสหภาพยุโรป โดยโครงการ Thai Rice NAMA ฉบับสมบูรณ์จะต้องยื่นต่อ NAMA Facility ภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 นี้ หากโครงการได้รับอนุมัติจะมีระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ จากสถิติการปล่อยก๊าซมีเทนที่เกิดจากการทำนา ประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 4 ของโลกรองจากประเทศจีน อินเดีย อินโดนิเซีย โดยไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคี “ความตกลงปารีส” ที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 – 25 ภายในปี พ.ศ. 2573 ขณะเดียวกันผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมีค่านิยมที่เปลี่ยนจากการบริโภคข้าวคุณภาพต่ำไปสู่ข้าวคุณภาพสูง ความต้องการข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและมาจากกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้รัฐบาล ชาวนาไทย และผู้ประกอบการต้องตระหนักถึงความสำคัญของการผลิตที่ปลอดภัยและมาตรฐานสูง แต่อุปสรรคที่ผ่านมาคือชาวนาไทยขาดแรงจูงใจ ขาดเงินทุนและเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรฯ พอใจความคืบหน้าของการจัดทำรายละเอียดของคณะทำงาน หากข้อเสนอของเราได้รับคัดเลือก ประเทศไทยจะได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 15 ล้านยูโร หรือประมาณ 570 ล้านบาท เพื่อใช้ในการส่งเสริมการปลูกข้าวที่ถือเป็นมาตรฐานการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน หรือที่รู้จักในนาม SRP (Sustainable Rice Platform) แต่โครงการนี้มีความพิเศษตรงที่จะเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเกิดจากการทำนา อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวของรัฐบาล และถือเป็นมิติใหม่ของภาคการเกษตรของประเทศ ที่จะช่วยเติมเต็มโครงการยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวต่าง ๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ การผลิตข้าวอินทรีย์และข้าวปลอดภัยมาตรฐาน GAP การผลิตข้าวแบบยั่งยืนตามแนวทาง SRP โดยเมื่อนำโครงการทั้งหมดนี้มาร้อยเรียงกันจะกลายเป็นโร้ดแมปสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเป็นเลิศในการผลิตข้าวมาตรฐานโลก และช่วยยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีและยั่งยืนให้เกษตรกร

การผลิตข้าวตามมาตรฐาน SRP ที่เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ มีแนวคิดหลักที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) การส่งเสริมเทคโนโลยีแก่เกษตรกรเพื่อการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2) การส่งเสริมการบริการและเงินทุนแก่ผู้ให้บริการภาคเอกชนที่ให้บริการเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซ และ 3) การกำหนดนโยบายและการสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกร โดยจะใช้เทคโนโลยี อาทิ การปรับระดับพื้นที่นาด้วยเลเซอร์   การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การจัดการฟางและตอซัง การจัดการธาตุอาหารพืชและปุ๋ย ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของประเทศไทยเพื่อก้าวสู่ตลาดคาร์บอน (carbon market) ต่อไปในอนาคต

“โครงการ Thai Rice NAMA มีเป้าหมายที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตให้เกษตรกรรายย่อยในเขตชลประทานภาคกลาง 6 จังหวัด ประกอบด้วย สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง รวมทั้งสิ้น 100,000 ครัวเรือน โดยคาดว่าจะทราบผลประมาณไตรมาสแรกของปี 2561 จึงขอให้ทุกฝ่ายเอาใจช่วยและลุ้นไปกับเราว่าประเทศไทยจะมีข่าวดีสำหรับชาวนาไทยอีกหรือไม่”นางสาวชุติมา กล่าว

ก.เกษตรฯชี้โครงการ “โคบาลบูรพา”เพิ่มปริมาณโคเนื้อและแพะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293894

ก.เกษตรฯชี้โครงการ “โคบาลบูรพา”เพิ่มปริมาณโคเนื้อและแพะ

โคบาลบูรพา

ก.เกษตรฯชี้โครงการ “โคบาลบูรพา”เพิ่มปริมาณโคเนื้อและแพะ

               พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เผยถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการโคบาลบูรพา ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ร่วมกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมชลประทาน และจังหวัดสระแก้ว จัดทำโครงการ “โคบาลบูรพา”เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง โดยปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมไปเลี้ยงปศุสัตว์  โดยส่งเสริมอาชีพปศุสัตว์ให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพในการเลี้ยงสัตว์ โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้จังหวัดสระแก้วเป็นเมืองแห่งปศุสัตว์ “โคบาลบูรพา” ที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งและลักษณะพื้นที่เหมาะสม เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม มีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจร ซึ่งจะสามารถเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออก ลดการนำเข้าเนื้อสัตว์และการเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย และสร้างโอกาสในการผลิตเนื้อโคส่งออกตลาด AEC ในอนาคตต่อไป

ในการดำเนินโครงการดังกล่าว มีระยะเวลา 6 ปี (พ.ศ.2560 – 2565) งบประมาณรวม 970.5 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก คือ 1) ส่งเสริมการเลี้ยงแม่โคเนื้อผลิตลูก โดยอุดหนุนแม่โคเนื้อให้เกษตรกร 6,000 ราย รายละ 5 ตัว รวมแม่โคเนื้อ 30,000 ตัว 2) ส่งเสริมอาชีพเลี้ยงแพะ เพื่อส่งเสริมอาชีพทางเลือกให้เกษตรกรในพื้นที่แห้งแล้ง 3) ส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ สำหรับเกษตรกรผู้ได้รับการส่งเสริมให้เลี้ยงโคเนื้อและแพะ และ 4) ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่/จัดตั้งสหกรณ์ “โคบาลบูรพา”เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่
นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยถึงความคืบหน้าของ “โครงการโคบาลบูรพา” ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการระดับพื้นที่คัดกรองเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯตามเป้าหมายที่วางไว้จำนวน 6,100 ราย ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการคัดเลือกและผ่านประชาคมหมู่บ้านแล้ว จำนวน 3,123 ราย ส่วนที่เหลืออีก 2,977 ราย จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2560 นี้ และในส่วนเกษตรกรที่มีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วน แต่ยังไม่ได้รับการคัดเลือก เพราะผู้สนใจสมัครเกินเป้าหมายที่วางไว้ โครงการจะทำการขึ้นบัญชีไว้ในลำดับต่อไป
ในด้านการดำเนินการจัดสร้างแปลงหญ้าอาหารสัตว์ ได้ดำเนินการ แล้ว 1,020 ราย แปลงพืชอาหารสัตว์จำนวน 3,060 ไร่ ส่วนจัดสร้างคอกโค คอกแพะ และบ่อน้ำ กรมปศุสัตว์ได้รับอนุมัติเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรแล้ว อยู่ระหว่างการโอนเงินให้กับองค์กรเกษตรกร
อย่างไรก็ตามขณะนี้การส่งมอบแม่โคเนื้อ ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 30,000 ตัว อยู่ระหว่างการขออนุมัติกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการการจัดหาสัตว์ ตามระเบียบฯ กฎหมายและหลักเกณฑ์ในการจัดซื้อโดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและโปร่งใส เมื่อผ่านกระบวนการแล้ว โดยครั้งแรกจะเริ่มส่งแม่โคเนื้อให้เกษตรกรใน 3 อำเภอ พร้อมกันในเดือนตุลาคม 2560
สำหรับการจัดตั้งสหกรณ์ “โคบาลบูรพา”เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ได้มีการดำเนินการแล้วใน 7 แห่ง คือ 1) สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาอรัญประเทศ จำกัด 2) สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาวัฒนา จำกัด 3) สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาโคกสูง จำกัด 4) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวัฒนานคร (คทช.) จำกัด 5) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภออรัญประเทศ (คทช.) จำกัด 6) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกสูง (คทช.) จำกัด 7) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเย็น (คทช.) จำกัด
ทั้งนี้ โครงการนี้ฯ จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งในจังหวัดสระแก้วได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูโดยการเปลี่ยนอาชีพทางการเกษตรอื่นในพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงปศุสัตว์ ให้สามารถประกอบอาชีพปศุสัตว์โดยมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน และการเพิ่มแม่โคเนื้อพันธุ์ดี กว่า 120,000 ตัว ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นจะเป็นการนำร่อง และเพิ่มฐานการผลิตโคเนื้อเข้าสู่ระบบการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตโคเนื้อของภาคตะวันออก เพื่อเป็นที่ต้องการของตลาดประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศลาวและสู่อาเซียนในอนาคตต่อไป

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกอีกระลอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293885

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกอีกระลอก

เจ้าพระยา

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกอีกระลอก

              พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศ ว่า จากการสรุปสถานการณ์พายุและผลกระทบต่อประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงวันที่ 17 กรกฎาคมจนถึงปัจจุบันประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุตาลัส พายุเซินกา หย่อมความกดอากาศต่ำ พายุฮาโต๊ะ และพายุปาข่านั้น ทำให้มีน้ำท่วมขังในหลายจังหวัด ส่งผลให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศรวม 50,850 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 68% แต่ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำกรณีมีฝนตกเหนือเขื่อนได้อีก 24,000 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 32% ส่วนการบริหารจัดการน้ำได้เน้นบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและภาคอีสาน โดยบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการระบายน้ำบริเวณท้ายเขื่อน 1,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะไม่กระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่ในเขตคันกั้นน้ำแน่นอน
ด้านนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมถึงความก้าวหน้าในการดำเนินการใน 2 มาตรการหลัก ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ 1) ได้เร่งการระบายน้ำออกจากเขื่อนเป็นปริมาณวันละ 37 ล้าน ลบ.ม. 2) การหน่วงน้ำในพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งทำให้มีพื้นที่กักเก็บน้ำเพิ่มอีก 24 ล้าน ลบ.ม. โดยพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำ เกษตรกรในพื้นที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเริ่มทำการเพาะปลูกตั้งแต่ 1 เมษายน 2560 ปัจจุบันทำการเพาะปลูกเต็มพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 265,000 ไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 230,000 ไร่ (87%) คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมด ภายใน 5 กันยายน 2560 สำหรับการจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำ 1.15 ล้านไร่ เริ่มทำการเพาะปลูกตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2560 ปัจจุบันทำการเพาะปลูกเต็มพื้นที่และเก็บเกี่ยวแล้ว 649,254 ไร่ (56%) คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมด ภายในปลายเดือนสิงหาคม ถึง 15 กันยายน 2560 ซึ่งถ้าเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จจะมีพื้นที่รับน้ำรวมทั้งสิ้น 1,900 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำชี-มูล ได้เร่งการระบายลงแม่น้ำโขง ในปัจจุบันระบายน้ำ 424 ล้าน ลบ.ม./วัน รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ คือ 1) ให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์และตรวจสอบระบบชลประทานตลอดเวลา 2) บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด 3) ให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องมืออื่นเตรียมพร้อมในพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมประจำ 4) บูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแจ้งเตือนประชาชน 5) ติดตามสภาพอากาศและการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด 6) เตรียมความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องมือ อยู่ในพื้นที่ให้สามารถช่วยเหลือได้ทันที และ 7) วางแผนการจัดจราจรน้ำ

ข้าวนาปีพื้นที่ลุ่มต่ำต.พุคา ลพบุรี รอดน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/293880

ข้าวนาปีพื้นที่ลุ่มต่ำต.พุคา ลพบุรี รอดน้ำท่วม

บ้านพุคา

ข้าวนาปีพื้นที่ลุ่มต่ำต.พุคา ลพบุรี รอดน้ำท่วม

วันที่ 30 สิงหาคม 2560 กรมชลประทาน โดยนายพรชัย  แสงอังศุมาลี  ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน พร้อมด้วย นายศักดิ์ศิริ  อยู่สุข  ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10  ได้ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมเก็บเกี่ยวข้าวนาปีกับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพุคา และเกษตรกรในพื้นที่ตำบลพุคา อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ในโครงการ “รวมกันสู้  อยู่อย่างพร้อม” ของมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นพื้นที่นาข้าวบริเวณริมคลองชัยนาท-ป่าสัก ฝั่งซ้ายท้องที่ตำบลพุคา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมักประสบปัญหาน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เกษตรกรในพื้นที่จึงได้เข้าร่วมโครงการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี ตามนโยบายการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้พื้นที่เพาะปลูกในที่ลุ่มต่ำ สามารถเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึง ที่สำคัญเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว จะได้ใช้พื้นที่ลุ่มต่ำดังกล่าวเป็นพื้นที่หน่วงน้ำ/รองรับน้ำหลาก(แก้มลิงธรรมชาติ) ทำให้สามารถตัดยอดน้ำและเก็บกักน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ได้ประมาณ 116 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้พื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูน้ำหลากเดือนกันยายน-ตุลาคมของทุกปี
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว นอกจากจะลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว  ยังจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ต่างให้ความร่วมมือร่วมใจเป็นอย่างดี  และมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมชลประทานเป็นอย่างมากอีกด้วย