รัฐหนุนทำวิจัย เพิ่มมูลค่า‘ยาง’ช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/287079

รัฐหนุนทำวิจัย เพิ่มมูลค่า‘ยาง’ช่วยเกษตรกร

ยางพารา, รัฐหนุนทำวิจัย, ยาง, ครม, 11กค, กยท, Today Lifes Rubbers, 12 กค, สนช, กนย

รัฐหนุนทำวิจัย เพิ่มมูลค่า‘ยาง’ช่วยเกษตรกร

                ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วานนี้ (11ก.ค.) นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) นำคณะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดแสดงผลงานผลิตภัณฑ์จากยางพาราและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพารา ภายใต้ชื่อ “Today Life’s Rubbers” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14-16 ก.ค. เพื่อเป็นการกระตุ้นผู้ประกอบการให้มาสนใจการนำยางพารามาผลิตในภาคอุตสาหกรรม

               นายกรัฐมนตรีได้ชมนวัตกรรมแผ่นยางรองพื้นที่ใช้ทำถนน พร้อมสั่งการเร่งรัดให้กระทรวงคมนาคม นำไปใช้ก่อสร้างภายในชุมชน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาราคายาง ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว พร้อมกันนี้ได้เยี่ยมชม หน้ากากป้องกันเคมีชีวะ ที่ผลิตขึ้นโดยกองทัพบก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการสั่งซื้อ ซึ่งหากนำเข้าจากต่างประเทศ จะอยู่ที่ราคา 20,000 บาทต่อชิ้น แต่ถ้าผลิตเองโดยใช้ส่วนผสมยางพารา ราคาอยู่ที่ 15,000 บาท ต่อชิ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรี สั่งการให้กองทัพบกไปจัดทำแผนการจัดซื้อยาง เพื่อมาผลิตอุปกรณ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้น้ำยางประมาณ 200,000 ตัน

                  นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่อสุขภาพ เวชสำอาง รวมถึงกระเป๋า พร้อมระบุให้การสนับสนุนงานวิจัย เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้ยางจริงจัง พร้อมแนะนำให้เกษตรกรทำการปลูกพืชหรือผลไม้เสริม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เช่น ปลูกทุเรียน หรือมังคุด ซึ่งถือเป็นการปรับการเกษตรทุกระบบ

                  รวมทั้งได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำบัญชีรวบรวมความต้องการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสรุปเสนอขออนุมัติงบประมาณ นำไปสนับสนุนการผลิตใช้ในประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ ให้มากขึ้น ขณะเดียวกันต้องประสานความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย

                  ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังการประชุมครม.ระบุว่า รัฐบาลพยายามแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ต้องยอมรับว่า ปัญหาสำคัญส่วนหนึ่งของไทยคือ ยังคงมีพื้นที่ปลูกยางมากเกินไป และยังพบว่ามีการปลูกในพื้นที่บุกรุกถึง 3 ล้านไร่ แต่รัฐบาลคงไม่สามารถสั่งให้หยุดปลูกได้ทั้งหมด เพราะจะส่งผลกระทบทำให้เกิดความเดือดร้อน อยากให้เกษตรกรลดพื้นที่การปลูกยางลงและหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน เช่น ทุเรียน และมังคุดที่มีราคาสูง เพราะหากไม่เปลี่ยนแปลง ราคายางก็คงไม่สามารถขยับสูงไปมากกว่านี้ได้

                ส่วนกรณีที่ต้องการให้ยางมีราคากิโลกรัมละ 70 บาทนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องพิจารณาจากปริมาณยางว่ามีมากเพียงใด เพราะหากมียางทั้งในสต็อกของไทยและในตลาดโลก คงเป็นไปได้ยากที่จะทำให้ราคาสูงขึ้น รัฐบาลคงไม่สามารถนำงบประมาณไปซื้อยางมาเก็บไว้ได้ทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งยังมียางอยู่ในสต็อกที่ยังไม่ได้ขายออกไป และยังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 ในการแก้ปัญหา เพราะสามารถสั่งการให้หน่วยงานต่าง ๆ นำยางไปใช้งานได้ เบื้องต้นให้ทางทหารช่าง นำยางไปใช้ในการทำถนน ที่ขณะนี้สามารถเพิ่มสัดส่วนได้ถึง 15% แต่จะต้องเพิ่มงบประมาณให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย นอกจากนั้นยังต้องเพิ่มการใช้ประโยชน์ในส่วนของสาธารณสุข กีฬา แต่ต้องจัดทำแผนการดำเนินงานและเพิ่มงบประมาณเช่นเดียวกัน ซึ่งแนวทางทั้งหมดจะมีการหารืออีกครั้งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันนี้ (12 ก.ค.)

                ขณะที่เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพาราแห่งประเทศไทย เตรียมยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงถึงปัญหาราคายางพาราของเกษตรต่อประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในวันนี้ เพื่อร้องขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำ

             นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายฯ กล่าวว่าได้เข้าพบพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมยื่น 12 ข้อเสนอการแก้ปัญหาระยะยาว และ 4 ข้อเสนอในการแก้ปัญหาเร่งด่วน เมื่อ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมาซึ่งในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.) ที่มีพล.อ.ฉัตรชัย เป็นประธาน และตนเป็นคณะกรรมการ ก็พบว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและใส่ใจต่อการแก้ปัญหา ทำให้ทางเครือข่ายฯ จะยังไม่ออกมาเคลื่อนไหวภายในระยะเวลา 1 เดือน เพื่อติดตามการทำงานและให้โอกาสแก่รัฐบาล

ชมสวนฤดูฝนปทุมมา 100,000 ดอกที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286941

ชมสวนฤดูฝนปทุมมา 100,000 ดอกที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

ปทุมมา, ชมสวนฤดูฝนปทุมมา, 100000, องค์การมหาชน, Rainy Season, Farmers Market, ทุกสาขาไม่จำกัดมูลค่า, ธกส

ชมสวนฤดูฝนปทุมมา 100,000 ดอกที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

              ดร.อาณดา  นิรันตรายกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการอุทยานหลวงราชพฤกษ์             เผยว่า “อุทยานหลวงราชพฤกษ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) กำหนดจัดงานชมสวนฤดูฝน (Rainy Season) ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2560 เวลา 08.00 – 18.00 น.       เพิ่มสีสันให้กับนักท่องเที่ยวในช่วง Green Season ภายในงานนักท่องเที่ยวจะได้ชมสวนหลากสีสันประดับด้วยดอกปทุมมา 17 สายพันธุ์ จำนวน 100,000 ดอก อาทิ พันธุ์ขาวปลายแดง เชอรี่ชมพู เชอรี่แดง เรดเชิ้ต เชียงรายสโนว์ ทับทิมสยาม ไข่มุกสยาม ลัดดาวัลย์ สโนว์ไวท์ ยูคิ เชียงใหม่พิงค์ มรกต โรสพิงค์                  เชียงใหม่เรด ช็อคโกแลต มอญบลังใหญ่ ชมพูมะลิ กิโมโนใหญ่ ซากุระ บิ๊กเรด ทวิสเตอร์ นกแก้ว 602             ลายนกแก้ว 602 ใหญ่ นิวเรด เบอร์ 1 นิวเรด เบอร์ 2 แดงดอยตุง แดงระฆัง มอญบลังดอกกลาง แม่โจ้อิมเพลส และไจแอ้น ซึ่งดอกปทุมมาดังกล่าวนี้ ทางอุทยานหลวงราชพฤกษ์ได้เริ่มเพาะหัวพันธุ์ปทุมมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา และยังมีปทุมมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงโหล่งขอด มาร่วมจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมตลอด 1 เดือนเต็ม พร้อมร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอุทยานหลวงราชพฤกษ์เพื่อความเป็นสิริมงคล สำหรับนักท่องเที่ยว 1,000 คนแรกที่เข้าชมงานจะได้รับดอกปทุมมากลับบ้านไปคนละ 1 ต้น และเลือกซื้อ ผัก ผลไม้ สินค้าแปรรูปที่ปลอดภัยจากเกษตรกรบนพื้นที่สูง ใน “ตลาดเกษตรกร (Farmer’s Market)” ที่จัดขึ้นทุกวันเสาร์-อาทิตย์อีกด้วย
ทั้งนี้ ยังมีโปรโมชั่นพิเศษสุดมากมายสำหรับคนที่มาเที่ยวงานชมสวนฤดูฝน (Rainy Season) ได้แก่ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ “ชาวจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน” เข้าชมสวนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย..เพียงแสดงบัตรประชาชนที่อาคารจำหน่ายบัตร และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าคนพิเศษของหน่วยงานภาคี นำสลิปใบเสร็จรับเงิน บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์/ เซเว่น อีเลฟเว่น/ ซีพี เฟรชมาร์ท (ทุกสาขาไม่จำกัดมูลค่า)/ บัตร Big Card/ บัตร 7 Card/ บัตร Blue Card/ บัตร ATM ธนาคารกรุงไทย/ บัตร ATM หรือบัตรสินเชื่อเกษตรกร สมุดเงินฝากของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาใช้สิทธิ์แลกบัตรเข้าชมสวน 1 บัตร/ สลิป ต่อ 1 สิทธิ์ได้ทุกวัน ณ จุดจำหน่ายบัตรอุทยานหลวงราชพฤกษ์ที่เดียวเท่านั้น

สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีวันคล้ายวันเกิดในช่วงระยะเวลาที่จัดงาน แสดงบัตรประชาชนที่อาคารจำหน่ายบัตร พร้อมรับบัตรส่วนลดชมภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ คนละ 1 ใบ” สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 053-114110-5

“สุนทร”แกนนำเครือข่ายยางพาราโพสต์โต้นายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286851

“สุนทร”แกนนำเครือข่ายยางพาราโพสต์โต้นายกฯ

สุนทร รักษ์รงค์, สุนทร, 10กค60, สคยท

“สุนทร”แกนนำเครือข่ายยางพาราโพสต์โต้นายกฯ

            วันนี้(10ก.ค.60) นายสุนทร รักษ์รงค์  นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ้คส่วนตัวชื่อ สุนทร รักษ์รงค์ ตอบโต้นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อกรณีนายกรัฐมนตรีชี้แจงแนวทางการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยมีข้อความว่า ท่านนายกฯ ประยุทธ์ครับ ตอนนี้ที่ราคายางตกต่ำ มันไม่ได้เกี่ยวกับสวนยางในพื้นที่ป่าหรอกครับ อาจมีส่วนบ้างเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นราคายางดิ่งสุดๆ

แต่ปัจจุบันการรุกป่าลดลง ซึ่งปกติยางจะถูกโค่นเพื่อปลูกแทนปีละ 400,000 ไร่ แต่ก็เปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นเสียเยอะ เช่น ปาล์ม ทุเรียน และอื่นๆ เกษตรกรบางรายโค่นยางเองเพราะราคาไม่จูงใจ ทำให้พื้นที่สวนยางมีแต่ลดกับลดครับ และผลผลิตยางของไทยก็มีแนวโน้มลดลงทุกปี พ.ศ. 2557 4.57,  2558 4.47, ปี 2559 4.45 ล้านตัน และปี 2560 ก็มีแนวโน้มผลผลิตลดลงอีก แต่การบริโภคยางของโลกไม่ได้ลดลง ปัญหามันอยู่ตรงไหนรัฐบาลต้องหาให้เจอ คนของท่านทำงานได้เรื่องไหม ความสามารถพอหรือเปล่า ถ้าทำไม่ได้ก็ถอยไป ให้คนที่ดีมีความสามารถได้เข้ามาแก้ปัญหาแทน

ดังนั้นการที่ท่านได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แลัวเอามาพูดต่อแบบผิดๆ เป็นการโยนบาปและความผิดให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม อันเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยวและขาดความรับผิดชอบ

เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง อยากฟังในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน เมื่อเชื่อลูกน้องสอพลอที่คอยป้อนข้อมูลเท็จ เมื่อรัฐบาลทหารโง่กว่าและไม่เท่าทันข้าราชการผู้หวงอำนาจและกอบโกย เมื่อขึ้นมามีอำนาจแล้วไปรับใช้นายทุน อ้างว่าคืนจะความสุขให้ประชาชน แต่ไม่เคยฟังเสียงคนจนและเกษตรกร นักลงทุนถอนตัว เศรษฐกิจฝืดเคืองก็ไม่มีปัญญาและความสามารถจะแก้ไข ผลผลิตทางการเกษตรเกือบทุกตัวราคาไม่ดี หนี้สินครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ทุกข์ของประชาชนท่วมท้นทั่วประเทศ

วันๆได้แต่พร่ำให้ประชาชนเห็นใจ ให้อดทน และมักโยนความผิดให้คนอื่น อ้างว่าตามรอยพ่อและให้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ฟังแล้วดูดี แต่วิธีการและผลงานของรัฐบาลกลับสวนทางกับสิ่งที่พ่อทำในหลายๆเรื่อง เสียงร่ำไห้ของประชาชนทั้งแผ่นดินท่านไม่ได้ยินบ้างหรือครับท่านนายกรัฐมนตรีคนดี

ผมจะบอกให้นะครับชาวสวนยางในภาคใต้ ที่เคยเป็นมิตรกับท่าน วันนึ้ท่านกำลังจะผลักมิตรให้ไปเป็นศัตรู นี่ขนาดศัตรูตัวจริงของรัฐบาลยังมุดอยู่ในรูนะครับ ถ้าเขาโผล่ออกมาผสมโรงเมื่อไหร่ ระวังนะครับจากพระเอกจะกลายเป็นผู้ร้าย จากผู้คืนความสุขจะกลายเป็นผู้ทำลายความสุขของประชาชนเสียเอง จากทหารปฏิรูปจะกลายเป็นทรราช ผมจะพูดตรงๆ อย่างนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนี้เกษตรกรชาวสวนยางจะไม่ทนอีกต่อไป ถ้าท่านจะโกรธหรือไม่พอใจ เพราะมันไม่หวานและไม่ระรื่นหู ก็เอาเท่าที่ท่านสบายใจนะครับ เพราะเสียงคนจนท่านไม่เคยได้ยินอยู่แล้ว

สุนทร รักษ์รงค์
เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) และนายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้
10 ก.ค.2560

“ฉัตรชัย”โพสต์ข้อความให้กำลังใจข้าราชการก.เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286848

“ฉัตรชัย”โพสต์ข้อความให้กำลังใจข้าราชการก.เกษตร

ฉัตรชัย สาริกัลยะ, ฉัตรชัย, 10 กค60

“ฉัตรชัย”โพสต์ข้อความให้กำลังใจข้าราชการก.เกษตร

วันนี้(10 ก.ค.60) พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ได้โฟสข้อความให้กำลังข้าราชการผ่านเฟสบุ้ค พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยมีข้อความว่า ผมทราบดีว่าช่วงนี้ผู้บริหาร ข้าราชการ และ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทุกกรม ทุกสำนักงานทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ในทุกระดับ ได้ทำงานอย่างแข็งขัน เข้มข้น เอาจริงเอาจัง

ทั้งในส่วนโครงการ 9101ฯ ที่ต้องเร่งให้ทันเวลา ให้พี่น้องเกษตรสามารถดำเนินการโดยเร็ว เกิดผลโดยเร็ว การเตรียมการแก้ไขน้ำท่วมจากสภาพความแปรปรวนของอากาศเพื่อ​ลดผลเสียหายให้น้อยที่สุด มั่นใจว่าพร้อมที่สุดในทุกปีที่ผ่านมา

ในส่วนการกำจัดหนอนมะพร้าวหัวดำ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างพร้อมกัน กำจัดให้เสร็จทั้งหมด ไม่ให้ระบาดต่อไป

ส่วนโรคระบาดในสัตว์ เกิดพื้นที่ใดตรงใด ต้องลงพื้นที่ทันที และ ได้ตรวจอย่างละเอียดมั่นใจว่าป้องกันได้ ยังต้องดูเนื้อสัตว์เถื่อนที่มาจากโรงฆ่าเถื่อน และ การลักลอบนำเข้า เพราะไม่สะอาด และ มีเชื้อโรคปนมาด้วย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนมีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น

ในปีที่ผ่านมา มีหลายประเทศเชื่อมั่นนำเข้าเนื้อไก่ ไข่ไก่จากประเทศไทยมาก สัปดาห์ที่แล้ว ประเทศจีนเชื่อมั่นในประเทศไทยมาก ได้ขอเข้ามาชมการผลิตของประเทศไทย และ ชื่นชมมาก อยากจะนำเข้าหลายอย่างจำนวนมาก นี้​คือมาตรฐานที่ทำมาอย่างจริงจัง

นมโรงเรียน อันนี้ต้องชื่นชมมาก ปีนี้ นมโรงเรียนมีมาตรฐานสูงมาก ดีกว่านมทั่วไป นอกจากนี้ ยังแก้ปัญหาการขนส่งนมที่ไม่ได้มาตรฐาน คือ แต่ก่อนนั้น นมมักจะผลิตดี แต่พอตอนขนส่ง และ ตอนเก็บที่โรงเรียน มักจะมีปัญหา ทำให้นมเสีย ปีนี้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ติดตามดูการขนส่งนมอย่างละเอียดตามถึงโรงเก็บไปทุกโรง อันไหนไม่ดีก็ให้แก้ไข เป็นหูเป็นตา ทำงานจริงจัง

ช่วงนี้ อียูเข้ามาตรวจแนะนำการแก้ปัญหาไอยูยู เจ้าหน้าที่กรมประมง กรมเจ้าท่า และ หน่วยอื่นๆ ทำงานหนักมา 2 ปีกว่า เพื่อยกมาตรฐานการทำประมงให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ทั้งการดูแลสัตว์น้ำให้มีปริมาณที่เหมาะสม ไม่จับมากเกินไปจนทำลายทรัพยากร และ ดูแลแรงงานประมงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่ผ่านมามีปัญหาที่หลากหลาย เจ้าหน้าที่/ชาวประมงต้องปรับตัวอย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดมานานจากความมักง่าย ขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากประเทศไทยสามารถก้าวผ่านจุดนี้ไปได้ จะได้รับการยอมรับ และ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจะมีความยั่งยืน ชาวประมงจะมีคุณภาพขีวิตที่ดี ข่วยกันนะครับ

ยังมีโครงการโคบาลบูรพา เปิดรับสมัครเกษตรกรแล้ว ขณะนี้กำลังคัดเลือกเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามเจตนารมย์ของโครงการ คือ ปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวเนื่องจากภัยแล้งปี 2559/60 การจัดหาพันธุ์โคเนื้อ และ แพะเนื้อ คัดที่มีคุณสมบัติดีที่สุด มั่นใจว่าเกษตรกรนำไปเลี้ยงแล้วได้ผล มีรายได้

ในส่วน สปก. การดำเนินการพัฒนาพื้นที่ยึดคืน เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ พร้อมหน่วยทหารช่าง​เข้าไปเร่งพัฒนาพื้นที่ให้มีความพร้อม หน่วยอื่นๆ เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และ อื่นๆ ลงพื้นที่เตรียมการเสริมสร้างอาชีพให้เกษตรกร ต้องพร้อม ขณะเดียวกัน เรื่องการจัดทำกฎกระทรวงรองรับการอนุญาตใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานก็ทำงานกันทั้งวันทั้งคืนให้เสร็จทัน 3 เดือน อันนี้ เป็นเรื่องในอดีตที่รัฐบาลนี้มาแก้ไข เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้

ไปต่อที่นโยบายข้าว เรื่องแรก คือ การติดตามข้าวที่ประมูลออกจากคลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ติดตามดูตลอดเวลา ไม่ให้ข้าววนกลับมาใช้บริโภคสำหรับคนอีก ทำให้ราคาข้าวดีขึ้น เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักมาก พร้อมกับการวางรากฐาน คือ ข้าวแปลงใหญ่ ข้าวอินทรีย์ และ เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ดี เจ้าหน้าทำแคมเปญส่งเสริม ชี้แจง ทำความเข้าใจ เปิดโอกาสให้เกษตรมาสมัครกันมากๆ ขณะเดียวกันมองหาช่องว่าง/ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น แก้ปัญหาล่วงหน้าไปเลย เช่น เรื่องราคา เป็นต้น มียอดเกษตรกรสมัครจำนวนมาก

งานประจำที่เป็นงานตามนโยบายที่ต้องดำเนินการ คือ การตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรต่างๆ ในส่วนแปลงใหญ่ มาตรฐาน GAP เป็นต้น เจ้าหน้าที่ตรวจกันทุกวันทุกพื้นที่

ยังมีงานอื่นๆ อีก ที่คงเล่าต่อไปได้อีกหลายวันไม่รู้จักจบ คือ มิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่พวกเราทุกคนร่วมสร้างให้เกิดขึ้น เป็นอนาคตของเกษตรกรไทย

อยากจะบอกกับทุกท่านว่าผู้บริหาร ข้าราชการ และ เจ้าหน้าที่ยุคนี้ ทำงานหนักมาก เพื่อพี่น้องเกษตรกร ผมมีความชื่นชม ขอบคุณด้วยความจริงใจ อยากเป็นกำลังใจให้ทุกท่านทำงาน และ ขอให้มีความสุขกับงาน ถือว่าการช่วยพี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ มีความยั่งยืน มีความภาคภูมิใจในอาชีพเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ และ ผลดีจะเกิดกับทุกคนนะครับ

“มะม่วงหาวมะนาวโห่”สุดยอดสมุนไพรสร้างรายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286802

 “มะม่วงหาวมะนาวโห่”สุดยอดสมุนไพรสร้างรายได้งาม

มะม่วงหาวมะนาวโห่, NOW26, มะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่, APOCYNACEAE, RAUVOLFIOIDEAE

 “มะม่วงหาวมะนาวโห่”สมุนไพรบำรุงร่างกายขายได้กำไรงาม

    มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากหลายนำไปแปรรูปเป็นอาหาร ขนมและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย  ทสม์ เจริญช่าง เจ้าของสวนมะนาวโห่ลุงศิริ ต.บางนกแขวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม กล่าวกับ “NOW26″ว่าปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่บนเนื้อที่ 40 ไร่ โดยนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวสร้างรายได้เฉลี่ยนับแสนต่อเดือน

   ทสม์บอกว่าปัจจุบันมีผู้คนเริ่มนำมะม่วงหาวมะนาวโห่มาปลูกกันไว้ที่บ้านของตัวเองบ้างแล้ว  แต่ว่าด้วยรสชาติของมะม่วงหาวมะนาวโห่ ที่ผลดิบจะเปรี้ยวจี๊ด ถึงทำให้เขาคิดค้นสูตรการนำมะม่วงหาวมะนาวโห่ไปแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายชนิด

     อย่าง ผล ก็นำไปทำเป็นแยม ใบ ก็ทำเป็นไอศกรีม ดอก ก็นำไปทำเป็นชา และยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกกว่า 30 อย่าง ทั้งไซรัป เยลลี่ น้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ หรือจะทำเป็นน้ำพริก ก็ยังได้เลย โดยลูกค้าก็จะมีทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมสวน และลูกค้าออนไลน์

    อย่างไรก็ตามทางด้านสรรพคุณทางยานั้น วงการแพทย์ระบุว่า มะม่วงหาว มะนาวโห่ มีฤทธิ์ทางยา ถ้ารับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ และต่อเนื่อง สามารถช่วยรักษาโรคได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง เพราะว่าในผลมะม่วงหาวมะนาวโห่นั้นมีสารต้นอนุมูลอิสระหลายอย่าง

         สำหรับมะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นชื่อที่เพี้ยนมาจากชื่อ “มะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่” จัดอยู่ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยระย่อม (RAUVOLFIOIDEAE) ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หนามขี้แฮด เชียงใหม่, หนามแดง กรุงเทพฯ, มะนาวไม่รู้โห่ ภาคกลาง, มะนาวโห่ ภาคใต้ เป็นต้น จัดเป็นผลไม้สมุนไพรชนิดหนึ่ง ลักษณะของผลจะมีสีแดงเรียวเล็กคล้ายกับมะเขือเทศราชินี สำหรับรสชาติของผลสุกจะออกหวานนุ่มลิ้น แต่ถ้ายังไม่สุกจะมีรสเปรี้ยวจี๊ด  มีธาตุเหล็กและวิตามินซีสูง เมื่อกัดไปแล้วจะมียางเหนียว ๆ ฝาดคอ

        นอกจากผลแล้ว ส่วนอื่น ๆ ก็ยังมีประโยชน์อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ยอดอ่อน เมล็ด เนื้อไม้ และแก่น ก็ล้วนแต่มีสรรพคุณทางยาทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งยางก็ช่วยในการสมานแผลได้อีกด้วย

“OTOP ทั่วไทยประสานใจสู่แดนใต้ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286676

“OTOP ทั่วไทยประสานใจสู่แดนใต้ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง

โอท้อป, Otop, สามเหลี่ยมมั่นคง, มั่งคั่ง

“Otop ทั่วไทยประสานใจสู่แดนใต้ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

                นายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดงาน “Otop ทั่วไทยประสานใจสู่แดนใต้ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ” ครั้งที่2 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬามหาราช อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 -11 กรกฎาคม 2560 ภายในงาน มีกิจกรรมมากมายและสินค้าโอทอปจากทั่วประเทศ กว่า 150 บูธ และยังมีนิทรรศการผ้าทอพื้นเมืองของเด่นของดี จังหวัดนราธิวาส นอกจากนี้ยังมีการแสดงจากศิลปินดาราตลอด7วัน7คืน ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ชายแดน เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียงรวมถึงเพื่อนบ้านจากประเทศมาเลเซียเข้าร่วมงานมากมาย คาดว่าเงินจะสะพัดมากกว่า 70 ล้านบาท

อธิบดีกสก.ย้ำโครงการ 9101 โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286503

อธิบดีกสก.ย้ำโครงการ 9101 โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้

โครงการ9101, อธิบดีกสกย้ำโครงการ, 9101, โปร่งใส, เป็นธรรม, ตรวจสอบได้

อธิบดีกสก.ย้ำโครงการ 9101 โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้

          ภายหลังจากอนุมัติวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินการ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ความคืบหน้าในขณะนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้ผู้บริหารและผู้ตรวจราชการกระทรวงติดตามและสนับสนุนการทำงานโครงการให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายรองอธิบดีและผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตรทุกท่าน เร่งติดตามการดำเนินการในพื้นที่ หากพบปัญหาจะระดมทีมเข้าไปช่วยเหลือและสร้างการรับรู้ในพื้นที่ทันที และเปิด War room สำนักงานโครงการ 9101ฯ เพื่ออำนวยการในการบริหารจัดการ หากพบปัญหาสามารถแจ้งเหตุตรงถึงสำนักงาน รวมทั้งเน้นย้ำว่า การดำเนินโครงการฯ ครั้งนี้ งบประมาณทั้งหมด ลงสู่ชุมชนเพื่อประโยชน์ ในการพัฒนาการเกษตรอย่างแท้จริง
นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แม้ว่าระยะเวลาการทำงานของโครงการจะสั้น แต่กรมส่งเสริมการเกษตรมั่นใจว่า ในทุกขั้นตอน เป็นไปอย่างรัดกุม และโปร่งใส ซึ่งวันนี้ 7 กรกฎาคม 2560 ได้เรียกเจ้าหน้าที่การเงินจากทั่วประเทศ มารับฟังคำชี้แจงถึงขั้นตอนและวิธีการที่ถูกต้อง ณ โรงแรมมารวยการ์เด้นท์ กรุงเทพฯ  โดยย้ำว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมพร้อมในการดำเนินโครงการ 9101 มาเป็นลำดับ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและรวดเร็วในการดำเนินการ
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานของชุมชนในครั้งนี้จะต้องเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที มีประโยชน์ต่อชุมชน และมีความยั่งยืน เป็นโครงการหรือกิจกรรมในลักษณะของการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้า ภายใต้กรอบโครงการ รวม 8 ด้าน ได้แก่ การผลิตพืชและพันธุ์พืช, การผลิตปุ๋ยอินทรีย์, การจัดการศัตรูพืช, ฟาร์มชุมชน, การผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, ปศุสัตว์, ประมง และการปรับปรุงบำรุงดิน สำหรับชุมชนที่มีกิจกรรม/โครงการที่เป็นความประสงค์ของชุมชนนอกเหนือจากกรอบโครงการ ให้เป็นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน
สำหรับการชี้แจง เจ้าหน้าที่การเงินในวันนี้  กำชับเพิ่มเติมว่าภายใน 15 กรกฎาคม 2560 เงินทุกบาทจะส่งตรงถึงชุมชน และต้องเบิกจ่ายงบประมาณไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ภายใน 28 กรกฎาคม 2560 ภายใต้การบริหารจัดการของชุมชนเอง โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนของทางราชการ สร้างความโปร่งใส ตลอดขั้นตอนการดำเนินโครงการ

นักวิจัยมก.คว้ารางวัลผลงานดีเด่นป้องกันมาลาเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286498

นักวิจัยมก.คว้ารางวัลผลงานดีเด่นป้องกันมาลาเรีย

นักวิจัยมก.คว้ารางวัลผลงานดีเด่นป้องกันมาลาเรีย

            ผลงานวิจัยเรื่อง “นิเวศวิทยาของยุงและแมลงวันคอกสัตว์และนัยยะความเป็นไปได้ในการใช้สารสกัดพืชเพื่อควบคุมแมลงพาหะนำโรค” ของ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ (เมธีวิจัยอาวุโส สกว.) ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าทีม พร้อมด้วยทีมวิจัย  ได้รับรางวัลโล่เกียรติยศผลงานวิจัยเด่น ประจำปี 2559 ด้านวิชาการ ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดขึ้นยกย่องเชิดชูเกียรตินักวิจัยที่มีผลงานดีเด่น อันจะเป็นต้นแบบที่ดีของการทำงานวิจัยที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่น ตั้งใจ มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ หัวหน้าทีมวิจัย เข้ารับโล่เกียรติยศผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2559 ด้านวิชาการ จาก พลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ณ โรงแรม รอยัล ออร์คิด เชอราตัน โฮเท็ล แอนด์ ทาวเวอร์ โดยข้อมูลผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อแผนยุทธศาสตร์ด้านนโยบายทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และนานาชาติ ในการวางแผนการควบคุมป้องกันโรคมาลาเรีย อันเป็นโรคติดต่อที่มียุงก้นป่องเป็นพาหะและเป็นอันตรายที่คร่าชีวิตเป็นล้านคนในแต่ละปี
ศาสตราจารย์ ดร.ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ กล่าวว่า  การจัดการยุงพาหะนำโรคมาลาเรียให้ได้ผล จำเป็นต้องมีข้อมูลของยุงพาหะนำโรคในด้านต่าง ๆให้ครบถ้วน ซึ่งยุงพาหะนำโรคมาลาเรีย ทั้ง 7 ชนิด จัดเป็นยุงพาหะชนิดที่ซับซ้อน ไม่สามารถจำแนกชนิดได้โดยลักษณะทางกายภาพหรือรูปร่างสัณฐานภายนอก ดังนั้นการมีแผนที่ทางภูมิศาสตร์แสดงการกระจายตัวของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียทั้ง 7 ชนิด

จึงมีความสำคัญในการวางแผนจัดการและควบคุมโรค จากผลการวิจัย ทีมวิจัยได้ศึกษาจำแนกสารเคมีในการควบคุมยุงพาหะนำโรคตามแนวคิดใหม่เป็นครั้งแรก และได้พัฒนาแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของยุงพาหะนำโรค ที่ต้านทานต่อสารเคมี นอกจากนี้ได้พัฒนาแผนที่ภูมิศาสตร์ของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียในประเทศไทยที่จำแนกด้วยเทคนิคทางด้านโมเลกุลเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ถือเป็นแผนที่การกระจายของยุงพาหะนำโรคมาลาเรียที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้

ซึ่งแผนที่ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการวางแผนการควบคุมโรคมาลาเรียแบบกำหนดทิศทางใช้เป็นข้อมูลในการจัดแบ่งพื้นที่การระบาดของโรคมาลาเรียที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำที่สุดของประเทศไทย

เกษตรฯ จับมืออิมแพ็คเจ้าภาพจัดงาน SIMA ASEAN THAILAND 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286493

เกษตรฯ จับมืออิมแพ็คเจ้าภาพจัดงาน SIMA ASEAN THAILAND 2017

2017, ซีม่า, เกษตรฯ, SIMA, ASEAN, Thailand, 2017 , Hall3, Smart farm, Smart Farmer, SIMA ASEAN Thailand 2017

เกษตรฯ จับมืออิมแพ็คเจ้าภาพจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2017

               นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในห้วงเวลาการปฏิรูปประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 20 ปี ตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้เป็น “ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน”

โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ทั้งด้านสังคม มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ตลอดทั้งมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร สอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตร โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการอาหารโลกเพิ่มมากขึ้น ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเข้ามามีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิต และเทคโนโลยีจะช่วยให้ผู้บริโภค ผู้ผลิต สามารถสื่อสารและเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ระหว่างกันได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น ส่งผลให้ภาคการเกษตรของไทยต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับกับปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลต่อภาคการผลิต โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรไทย การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และสนับสนุนการพัฒนาภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร

ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น และส่งเสริมการลดต้นทุนในด้านต่างๆ เช่น แรงงาน เพื่อให้สินค้าเกษตรไทยสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอาเซียน และตลาดโลกได้

นายธีรภัทร กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของเกษตรกรไทย และสร้างโอกาสในการขยายเครือข่ายทางธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 กันยายน 2560 ณ อาคาร 5 – 6 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีกรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานภาครัฐในสังกัดกระทรวงฯ ที่รับผิดชอบในการจัดนิทรรศการในครั้งนี้ เพื่อมุ่งหวังสนับสนุนให้เกษตรกร และผู้ประกอบการตลอดสายการผลิตทางการเกษตร ได้รับทราบแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรม    ทางการเกษตรของไทย ตลอดทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในภาคเกษตรให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ รวมไปถึงองค์กรระดับสากลและผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศ โดยจะร่วมจัดแสดงผลงานเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร อุปกรณ์การเกษตร และปัจจัยการผลิต เพื่อให้เกษตรกรและนักธุรกิจการเกษตร สามารถเลือกสรรเรียนรู้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพการผลิต รวมทั้งเป็นช่องทางในการเจรจาธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตร ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ที่ปรึกษาองค์กรภาครัฐ และเอกชน ตลอดทั้งส่งเสริมการเรียนรู้นวัตกรรมทางการเกษตรของเกษตรกรไทยและสร้างโอกาสในการขยายเครือข่ายทางธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน

ด้าน นางสาววราภรณ์ พรหมพจน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้เตรียมความพร้อมในการจัดแสดงผลงานในงานครั้งนี้ ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.ภาคจัดแสดงนิทรรศการ โดยจะจัดแสดงนิทรรศการครอบคลุมพื้นที่ 270 ตารางเมตร ซึ่งเป็นงานวิจัยที่โดดเด่นและใหม่ ด้านเทคโนโลยีการเกษตร โดยรวบรวมผลงานของกรมวิชาการเกษตร เช่น เครื่องใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินแบบอัตโนมัติ งานวิจัยพันธุ์ถั่วเหลืองโปรตีนสูง งานวิจัยมันฝรั่งพันธุ์ใหม่ งานวิจัยด้านสารชีวภัณฑ์ การผลิตปุ๋ยหมักเติมอากาศ และนวัตกรรมการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เป็นต้น นอกจากนี้ ภายในงานจะมีบู๊ท ให้คำปรึกษาทางด้านการเกษตร และนักวิจัยประจำแต่ละเรื่อง ที่จะคอยตอบข้อสงสัยของผู้เข้าชมงานด้วย
2. ภาคการจัดสัมมนา โดยจะจัดสัมมนาในหัวข้อ “นวัตกรรมเกษตรไทยมุ่งสู่ Thailand 4.0” ในวันที่ 8 กันยายน 2560 เวลา 8.00 – 16.00 น. ณ ห้องประชุม Amber 2-3 (Hall3) โดยในช่วงเช้าจะมีหัวข้อบรรยายที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นงานวิจัยที่โดดเด่นและใหม่ของกรมวิชาการเกษตร อาทิ เครื่องใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินแบบอัตโนมัติ,การใช้เครื่องหมายโมเลกุลคัดเลือกพันธุ์ถั่วเหลืองโปรตีนสูง, มันฝรั่งพันธุ์ใหม่ พืชอนาคตไกล นำพาอุตสาหกรรมแปรรูปไทยยั่งยืน, ชีวภัณฑ์สู่การนำไปใช้ประโยชน์ และการจัดการหนอนหัวดำมะพร้าว,นวัตกรรมการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และการวิจัยสาระสำคัญในผลิตผลเกษตร โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนระดับแนวหน้าของวงการเกษตรไทย และเกษตรกร เข้าร่วมประชุมประมาณกว่า 400 ท่าน ส่วนในช่วงภาคบ่ายจะเป็นการเสวนาของภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมการเกษตรให้เกิดความเข้มแข็ง โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา อาทิ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้แทนกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้แทนบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ผู้แทนด้านเกษตรอัจฉริยะ (Smart farm) และผู้แทนเกษตรกร (Smart Farmer) กลุ่มพืชสวน และพืชไร่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการจัดงานในครั้งนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อตอบรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 รวมทั้งเพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็นเกษตรสมัยใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ในการบริหารจัดการเพื่ออุตสาหกรรมการเกษตรอย่างยั่งยืน และการจัดงาน SIMA ปีนี้ได้รวบรวมนวัตกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตลอดจนการให้บริการด้านการเกษตรครบวงจรที่ดีที่สุดในประเทศไทย จาก 400 แบรนด์ทั้งไทยและต่างประเทศ จากกว่า 20 ประเทศ เข้าร่วมแสดงสินค้า บนพื้นที่กว่า 23,500 ตร.ม.ทั้งในและนอกอาคาร คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานนี้ไม่น้อยกว่า 20,000 คน จาก 50 ประเทศ

โดยไฮไลท์ในปีนี้ ได้แก่ แปลงสาธิตเครื่องจักรกลการเกษตร ที่แรกที่เดียวในเมืองไทย ที่นำแบรนด์ชั้นนำทางการเกษตรมาสาธิตเครื่องจักรกลในสภาพการทำงานที่แท้จริง พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้เกี่ยวกับสมรรถนะการทำงานของเครื่องจักรกลการเกษตร โดรนพาวิลเลียนและเวิร์กชอป เป็นการรวบรวมเทคโนโลยีทางอากาศเพื่อการเกษตรจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของอุตสาหกรรม นิทรรศการจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดทางการเกษตร เพื่อการส่งเสริมความรู้ พัฒนาภาคเกษตรไทยที่มีศักยภาพในการผลิตและจัดการสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานสากล มินิเกษตรแฟร์ โซนพิเศษบริเวณริมทะเลสาบเมืองทองธานี จัดแสดง และขายสินค้าแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร เมล็ดพันธุ์ ไม้ดอก ไม้ประดับ และอื่น

“การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมของอาเซียน จะส่งผลให้อัตราการเติบโตของ GDP ในภูมิภาคสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้เราได้อยู่ภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยศักยภาพของประชาคมอาเซียน สามารถรวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อให้บรรลุความสำเร็จร่วมกันในเวทีโลก

ดังนั้นงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 นับเป็นโอกาสที่ดีของภาคเกษตรกรรม สำหรับการเข้าสู่ยุค ไทยแลนด์ 4.0 ที่บุคคลในแวดวงการเกษตรจะได้เรียนรู้นวัตกรรม และเทคโนโลยีของเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ทางการเกษตรจากนานาประเทศ ซึ่งงาน “SIMA ASEAN Thailand 2017” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2560 ณ อาคาร 5-6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

เตือนเกษตรกรที่ปลูกอ้อย พบโรคใบขาวอ้อยระบาดเหนือ-อีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286488

เตือนเกษตรกรที่ปลูกอ้อย พบโรคใบขาวอ้อยระบาดเหนือ-อีสาน

โรคใบขาว, เตือน, เกษตรกร, ที่, ปลูก, อ้อย, โรค, ขาว, ระบาด, เหนือ, อีสาน

เตือนเกษตรกรที่ปลูกอ้อย พบโรคใบขาวอ้อยระบาดเหนือ-อีสาน

                นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อมูลแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูอ้อยพบการระบาดโรคใบขาวอ้อย ในเขตภาคเหนือตอนล่าง  ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดพิจิตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ อุดรธานี สกลนคร และจังหวัดขอนแก่น ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอ้อยอย่างสม่ำเสมอ หากเกษตรกรตรวจพบการระบาดให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อรีบกำจัดอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้การระบาดแพร่ขยายเป็นวงกว้างและทำให้ผลผลิตของเกษตรกรลดลง 30-40 เปอร์เซ็นต์ และในปีถัดไปอาจจะเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้  ทำให้เกษตรกรไม่สามารถไว้ตอหรือเก็บท่อนพันธุ์ไว้ทำพันธุ์ต่อได้

โรคใบขาวอ้อยสาเหตุเกิดมาจาก เชื้อไฟโตพลาสมา ลักษณะอาการใบขาวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับอ้อยทุกระยะการเจริญเติบโต อ้อยที่เป็นโรคจะแสดงอาการผิดปกติได้ตั้งแต่เริ่มงอกไปจนกระทั่งเก็บเกี่ยว โดยอาการจะปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนในระยะกล้าอ้อยจะแตกกอฝอยมีหน่อเล็กๆ ที่มีใบสีขาวจำนวนมาก คล้ายกอหญ้า หน่อไม่เจริญเป็นลำ หากอาการโรครุนแรงอ้อยจะแห้งตายทั้งกอในที่สุด หากหน่ออ้อยในกอเจริญเป็นลำได้ ลำอ้อยที่ได้จะไม่สมบูรณ์ อาจมีใบขาวที่ปลายยอด หรือมีหน่อขาวเล็กๆ งอกจากตาข้างของลำ บางครั้งอาการของโรคจะมีลักษณะแฝง พบเสมอในอ้อยที่ปลูกปีแรก

โดยอ้อยที่เป็นโรคจะเจริญเติบโตเป็นลำ มีใบสีเขียวคล้ายอ้อยปกติ มีเพียงหน่อขาวเล็กๆ ที่โคนกอ แต่อาการโรคจะปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนในอ้อยตอในระยะเวลาต่อมา ซึ่งเมื่อนำอ้อยที่มีอาการแฝงคล้ายอ้อยปกติดังกล่าวไปปลูกต่อก็จะทำให้โรคระบาดต่อไปได้ อย่างกว้างขวางแปลงอ้อยที่ปลูกในช่วงหน้าฝนจะพบอาการโรคระบาดรุนแรง เนื่องจากจะพบแมลงพาหะมากในฤดูฝน

ระหว่างปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน และพบน้อยในฤดูแล้ง ระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งการแพร่ระบาด ติดไปกับท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อแฝงเป็นสาเหตุหลักและ เพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาลเป็นแมลงพาหะ 2ชนิด คือ  Matsumuratettix hiroglyphicus ,Cicadulina bipunctella

          อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับวิธีการป้องกันกำจัดโรคใบขาวอ้อย ขอให้เกษตรกรผู้ปลุกอ้อย ดำเนินการดังนี้ 1) เตรียมแปลงพันธุ์ที่จะมาขยายปลูกโดยใช้พันธุ์ที่ทนทานและแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำร้อน  50 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง หรือ 52 องศาเซลเซียส นานครึ่งชั่วโมงก่อนปลูก  2) ปลูกอ้อยข้ามแล้งเพื่อหลีกเลี่ยงแมลงพาหะซึ่งมีมากในฤดูฝน โดยปลูกในเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคมในภาคตะวันตก

3)  ในกรณีพบการระบาดมากให้ไถทิ้งทั้งแปลง แล้วปลูกพืชตระกูลถั่วหมุนเวียน ก่อนปลูกอ้อยรอบใหม่ เพื่อตัดวงจรของโรคและแมลงพาหะ เนื่องจากขณะนี้   ยังไม่มีอ้อยพันธุ์ต้านทาน  4)  ขุดทำลายกออ้อยที่เป็นโรคออกจากแปลงแล้วนำไปเผาทำลายทิ้ง  หรืออาจใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นต้นที่เป็นโรค 5) กำจัดวัชพืชรอบ ๆ แปลง ไปพร้อมกับการทำลายกอเป็นโรค เพื่อทำลายแหล่งอาศัยของแมลงพาหะนำโรค 6) ให้ความร่วมมือกันกำจัดโรคใบขาวอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูการผลิต และตลอดไปจนกว่าโรคใบขาวจะหมดไป