ปั้นนักส่งเสริมสหกรณ์ประจำอำเภอเป็น SMART OFFICER

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286486

ปั้นนักส่งเสริมสหกรณ์ประจำอำเภอเป็น SMART OFFICER

สหกรณ์, Smart, Officer

ปั้นนักส่งเสริมสหกรณ์ประจำอำเภอเป็น Smart Officer

                  ดร.วิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดและเข้าถึงประชาชน กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้แต่งตั้งนักส่งเสริมสหกรณ์ประจำอำเภอทำหน้าที่ในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง  ๆ ระดับอำเภอ  เพื่อให้การปฏิบัติงานส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในความรับผิดชอบมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อำเภอที่รับผิดชอบ พร้อมทั้งขับเคลื่อนงานนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงภารกิจด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์ต่าง  ๆ มีความเข้มแข็ง เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ สามารถนำนโยบายของรัฐบาลลงไปช่วยเหลือดูแลสมาชิกและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น
กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ จึงได้การจัดฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนานักส่งเสริมสหกรณ์ระดับอำเภอสู่การเป็น Smart Officer” ให้กับนักส่งเสริมสหกรณ์ประจำอำเภอทั่วประเทศ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในด้านต่าง  ๆ

อาทิ การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สู่การพัฒนาสหกรณ์ แนวทางส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ตามภารกิจของกรมส่งเสริมสหกรณ์ การทำงานร่วมกับหน่วยงานในระดับอำเภอ การกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ที่ดีตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ ระเบียบ และข้อบังคับของสหกรณ์ แนวทางการพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง การส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร และการส่งเสริมสหกรณ์

โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้นักส่งเสริมสหกรณ์ประจำอำเภอสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปสู่การปฏิบัติงานส่งเสริม                  และกำกับดูแลสหกรณ์ และมีสมรรถนะในการปฏิบัติงานและการเป็นข้าราชการที่ดี ตามคุณลักษณะของ                 Smart  Officer คือต้องมีความรู้ทางวิชาการและความเชี่ยวชาญในหน้าที่งานตามภารกิจของกรมฯ สามารถบริหารจัดการงานและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และ                  กลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“นักส่งเสริมสหกรณ์ต้องทำงานกับประชาชนในระดับพื้นที่ ต้องทำงานในเชิงสังคม ทั้งสหกรณ์ในภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตรล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งหมด เพราะมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน  ในอนาคตกรมฯตั้งเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงสหกรณ์ในภาคการเกษตรและนอกภาคเกษตรเข้าด้วยกัน  โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรจะเป็นแหล่งกระจายสินค้าคุณภาพดีจากสหกรณ์การเกษตรสู่สมาชิกและประชาชนทั่วไปได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น”

ขณะเดียวกันก็ยังมีภารกิจในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์   ซึ่งกรมฯได้ออกเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน และอยู่ระหว่างการจัดทำคู่มือเพื่อให้นักส่งเสริมสหกรณ์นำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน สิ่งสำคัญคือ นักส่งเสริมสหกรณ์ควรวิเคราะห์สถานภาพของสหกรณ์ที่อยู่ในความดูแล เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการทำงาน สามารถให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ได้ว่ายังต้องพัฒนาในด้านใดหรือต้องปรับปรุงส่วนใดที่ยังบกพร่องให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้น

ซึ่งเป้าหมายของการพัฒนาสหกรณ์ไม่ได้มุ่งหวังการแสวงหากำไร แต่ต้องพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง สามารถดูแลสมาชิกให้อยู่ดีกินดีมีความสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม  ซึ่งจะส่งผลทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อระบบสหกรณ์ในที่สุด

กรมชลเดินหน้ายุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของประชาชนเต็มพิกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286475

กรมชลเดินหน้ายุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของประชาชนเต็มพิกัด

กรมชลเดินหน้ายุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของประชาชนเต็มพิกัด

                 กรมชลประทานเดินหน้ายุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของประชาชนเต็มพิกัด  เผยทิศทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมชัดเจนขึ้นทุกที โดย สนช. เตรียมคลอดเป็นกฎหมายในเร็วๆ นี้ นอกจากนำร่องโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐพื้นที่ภาคตะวันออกแล้ว  ยังให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้วางแนวทางสำหรับขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

กรมชลเดินหน้ายุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของประชาชนเต็มพิกัด
นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน กล่าวถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติกำลังอยู่ระหว่างการตราพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชน พ.ศ……. ซึ่งจะเป็นทิศทางเดียวกับที่กรมชลประทานกำหนดเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนของกรมฯ นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป
“เป็นทิศทางที่ชัดเจนที่จะกำหนดให้โครงการใดๆ ของรัฐต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นความต้องการของประชาชนเสนอขึ้นมาแทนการสั่งการลงมาจากภาครัฐในอดีต เป็นการเปลี่ยนแปลงที่องค์กรของรัฐต้องปรับเปลี่ยนการทำงานของตัวเองเช่นกัน”
นายสุจินต์ กล่าวว่า ทันทีที่กำหนดให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นยุทธศาสตร์ของกรมชลประทาน กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนได้เข้าไปส่งเสริมโครงการพัฒนาลุ่มน้ำประชารัฐ ในพื้นที่สำนักชลประทานที่ 9 ในภาคตะวันออก
“เป็นการนำร่องเพื่อให้หน่วยงานอื่นได้เห็นพัฒนาการในลักษณะที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา เพื่อหาความต้องการและแนวทางในการแก้ไขปัญหา เป็นการหลอมรวมทั้งหน่วยงานกรมชลประทานกับประชาชนในพื้นที่  ทั้งในเรื่องความต้องการ และเทคนิควิธีการ”
ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนกล่าวว่า  การดำเนินโครงการชลประทานที่ผ่านมา  มักจะริเริ่มวางแผนศึกษาและสำรวจโดยกรมชลประทานเอง ในระยะๆ หลังจึงมักได้รับการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดโครงการตั้งแต่ต้นอย่างแท้จริง
“รายงานผลการศึกษาโครงการก็ดี ผลการสำรวจก็ดี และผลการออกแบบก็ดี กองเป็นตั้งๆ กลายเป็นความสูญเปล่า เพราะประชาชนไม่เอาด้วย และพอครบ 5 ปี ก็ต้องกลับมาทบทวนใหม่   เป็นเรื่องที่กรมชลประทานต้องหันมาทบทวนและพบว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน จะช่วยให้การขับเคลื่อนโครงการของกรมฯ มีความเป็นไปได้มากขึ้น รวมทั้งช่วยลดความขัดแย้งลงได้มาก”
นายสุจินต์กล่าวอีกว่า ในลำดับต่อไป กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนจะจับมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดทำแนวทางด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนตามยุทธศาสตร์ของกรมชลประทาน โดยจัดเก็บข้อมูลทั้งจากฝ่ายบริหารของกรมชลประทานและข้อมูลจากเวทีเสวนา 4 ภาค จากทุกภาคส่วน
ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อวิเคราะห์แนวทางการมีส่วนร่วมฯ จะเป็นแบบใด
จากนั้นจะคืนข้อมูลให้กรมชลประทานเพื่อวิพากษ์และสรุปเป็นแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 8 เดือน
“หน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องนี้ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการจัดเก็บข้อมูล การจัดเวทีเสวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสรุปเป็นแนวทาง ซึ่งจะเป็นคู่มือให้กรมชลประทานเดินไปอย่างเป็นระบบและตอบโจทย์การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงยิ่งขึ้น” นายสุจินต์กล่าว

เกษตรฯเตรียมจัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286365

เกษตรฯเตรียมจัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย”

ไหมไทย, สืบสานตำนานไหมไทย, ของแปลกไหม

เกษตรฯเตรียมจัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย”

                  นายธีรภัทร  ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังแถลงข่าวการจัดงาน“ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 12” ประจำปี 2560 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม กำหนดจัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 12” ประจำปี 2560 ภายใต้แนวคิด “สืบสานภูมิปัญญา พัฒนามาตรฐานหม่อนไหม” ระหว่างวันที่ 13 – 17 กรกฎาคม 2560 ณ ฮอลล์ 3 – 4 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงทุ่มเทเสียสละอุทิศพระวรกายในการส่งเสริมอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพ และก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมไหมไทยจนเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเป็นการอนุรักษ์สืบสานอาชีพด้านหม่อนไหม  ช่วยสนับสนุนส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกรไทยต่อไป

“การจัดงานในครั้งนี้ จะทำให้ผู้ผลิตได้ทราบข้อมูลการขอรับใบรับรองการใช้สัญลักษณ์นกยูงในการรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยและทราบความต้องการของตลาด เพื่อจะผลิตสินค้าได้ตรงความต้องการของตลาด ส่วนผู้บริโภคสินค้าผ้าไหมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจะมีความเชื่อมั่นในผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน นอกจากนี้ ยังเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สัญลักษณ์ตรานกยูงพระราชทานให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังให้คนไทยได้เกิดความภูมิใจและร่วมมือกันรักษาชื่อเสียงผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยไว้ให้มีคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งเป็นการสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการอนุรักษ์และคุ้มครองไหมไทยไว้เป็นสมบัติของชาติสืบไป” นายธีรภัทรกล่าว

ด้าน นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับรูปแบบการจัดงาน จะมีทั้งนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้า  นิทรรศการตราสัญลักษณ์นกยูงพระราชทาน ประกอบด้วย ตรานกยูงพระราชทานสีทอง สีเงิน สีน้ำเงิน และสีเขียว ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานให้เป็นสัญลักษณ์รับรองคุณภาพผ้าไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ปัจจุบันได้จดทะเบียนแล้ว 35 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ยังจัดแสดงผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานที่ชนะการประกวดระดับประเทศและกิจกรรมที่น่าสนใจอื่น ๆ ด้วย

ทั้งนี้ การจัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 12” ประจำปี 2560 มีนิทรรศการและกิจกรรม เช่น นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 การจัดแสดงผลงานที่ชนะเลิศการประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์ หม่อนไหมประจำปี 2560 นิทรรศการเกี่ยวกับหม่อนไหม        และการสาธิตและจัดแสดง “ของแปลกไหม” รวมถึงการแสดงผลิตภัณฑ์หม่อนไหม และการออกร้านจำหน่ายผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมไทยที่มีคุณภาพจำนวน 200 ร้านจากทั่วประเทศ

ประกาศมาตรฐานทุเรียนแช่เยือกแข็งส่งออก มีผล 30 ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286364

ประกาศมาตรฐานทุเรียนแช่เยือกแข็งส่งออก มีผล 30 ก.ค.นี้

ประกาศมาตรฐานทุเรียนแช่เยือกแข็งส่งออก มีผล 30 ก.ค.นี้

                ​นาวสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็งในประเทศไทยทั้งหมดเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก เป็นสินค้าของไทยที่มีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูง โดยปี 2559 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการส่งออกทุเรียนแช่เยือกแข็งถึงกว่า 2 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกหลัก คือ จีน สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลี การผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง นอกจากจะช่วยยืดอายุการวางจำหน่ายแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรแก้ไขปัญหาทุเรียนล้นตลาดด้วย ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกจำนวนมากกว่า 600,000 ไร่ ครอบคลุมทุกภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ขณะที่การส่งออกทุเรียนแช่เยือกแข็งมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น กลับพบปัญหาทุกเรียนด้อยคุณภาพ และการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสินค้าทุเรียนไทยเป็นวงกว้าง คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรจึง มีมติเห็นชอบให้กำหนดให้มาตรฐานการปฏิบัติ
ที่ดีสำหรับทุเรียนแช่เยือกแข็ง เป็นมาตรฐานบังคับ เพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียนแช่เยือกแข็ง
เพื่อการส่งออก ให้มีการผลิตที่ถูกสุขลักษณะ ครอบคลุมทุเรียนแช่เยือกแข็งทั้งผล และเนื้อทุเรียน
ทั้งที่ที่มีและไม่มีเมล็ด โดย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคมเป็นต้นไป
​นางสาวดุจเดือน กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรฐานดังกล่าว กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรับซื้อวัตถุดิบที่มีคุณภาพปลอดภัย มีการตรวจสอบวัตถุดิบก่อนการรับซื้อ และในทุกขั้นตอนที่มีการสัมผัสทุเรียน ต้องมีการรักษาความสะอาดตลอดกระบวนการทำงานและดูแลสุขลักษณะของผู้ปฏิบัติงานตลอดระยะการขนส่งจนถึงมือผู้บริโภค และการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้ามาปนเปื้อนทุเรียนได้ รวมทั้งต้องรักษาอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ ให้อยู่ในระดับไม่เกิน -18 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านั้น
“การบังคับใช้มาตรฐานดังกล่าว จะสร้างความมั่นใจให้กับประเทศผู้นำเข้า สามารถขยายตลาดส่งออก สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน และผู้ประกอบการทุเรียนแช่เยือกแข็งได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่ง มกอช.ได้ประสานความร่วมมือไปยังกรมศุลกากรแล้ว เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ส่งออกทุเรียนแช่เยือกแข็งต้องแสดงใบอนุญาต (permission goods) นับตั้งแต่วันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้”
ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานบังคับดังกล่าว ขอให้ผู้ผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็งเพื่อการส่งออกและผู้ส่งออก ดำเนินการขออนุญาตเป็นผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ รวมทั้งต้องเร่งดำเนินการขอรับการรับรองมาตรฐานจากผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานด้วย ซึ่งหากไม่มีใบอนุญาตและใบรับรองตามมาตรฐานบังคับนี้ จะไม่สามารถผลิตและส่งออกส่งออกทุเรียนแช่เยือกแข็งไปต่างประเทศได้

กฟก.เร่งสำรวจข้อมูลหนี้ ดีเดย์ 14 ก.ค. ให้สมาชิกยืนยันสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286357

กฟก.เร่งสำรวจข้อมูลหนี้ ดีเดย์ 14 ก.ค. ให้สมาชิกยืนยันสิทธิ์

กฟก, ดีเดย์, คสช, ยึดทรัพย์, NPL, กฟก, ทะเบียนหนี้

กฟก.เดินหน้าสำรวจข้อมูลหนี้ ดีเดย์ 14 ก.ค. ให้สมาชิกยืนยันสิทธิ์

หลังจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 26/2560 แต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ โดยมี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มีกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน

ล่าสุดคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลหนี้สินเกษตรกร เพื่อทำหน้าที่กำหนดวิธีการ แนวทางการตรวจสอบข้อมูลหนี้สินเกษตรกรในระดับพื้นที่ รวบรวมข้อมูลหนี้สินเกษตรกรในพื้นที่ กลั่นกรอง ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลหนี้สินเกษตรกรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกร จัดทำสรุปรายชื่อเกษตรกร จำนวนมูลหนี้ และสรุปวงเงินเพื่อใช้สำหรับการจัดการหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเสนอคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจเพื่อพิจารณา
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลหนี้สินเกษตรกรได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อมูลหนี้สินเกษตรกรในระดับจังหวัด และระดับอำเภอ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลหนี้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนหนี้ไว้จำนวน 512,889 ราย 646,394 บัญชี มูลหนี้ 84,710,774,031.83 ล้านบาท โดยคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลหนี้ระดับจังหวัดและอำเภอ จะทำหน้าที่ตรวจสอบรายชื่อเกษตรกร ข้อมูลหนี้สิน

โดยจัดทำสรุปรายชื่อเกษตรกร จำนวนมูลหนี้ แยกประเภทมูลหนี้เกิน 2.5 ล้านบาทหรือไม่เกิน 2.5 ล้านบาท จำแนกประเภทหนี้และสถานะหนี้ เช่น หนี้ล้มละลาย หนี้ขายทอดตลาด หนี้บังคับคดี (ยึดทรัพย์) หนี้พิพากษา หนี้ฟ้องร้องดำเนินคดี หนี้ผิดนัดชำระ (NPL) หนี้ปกติ จำแนกวัตถุประสงค์การกู้ ว่าเป็นหนี้อันเนื่องจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือกู้เพื่อการอื่น จำแนกว่ามีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือบุคคลค้ำประกัน เป็นต้น
นายสมยศ  ภิราญคำ  รองเลขาธิการ  รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยว่า เพื่อให้การปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อมูลหนี้ระดับจังหวัดและอำเภอ เป็นไปอย่างรวดเร็ว  จึงขอแจ้งให้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทะเบียนหนี้) กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มายืนยันสิทธิ์เพื่อรับการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม – 24  สิงหาคม  2560 เกษตรกรสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่กำนัน/ผู้ใหญ่บ้านหลังจากนั้นทางอำเภอจะกำหนดวัน เวลา สถานที่นัดหมายเพื่อให้เกษตรกรมาให้ข้อมูลยืนยันตัวตน และให้เกษตรกรนำบัตรประชาชนมายื่นแสดงตัวตนในวันดังกล่าวด้วย

กยท. ดัน เงินกองทุนพัฒนายางพาราสู่ผู้เกี่ยวข้องทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286240

กยท. ดัน เงินกองทุนพัฒนายางพาราสู่ผู้เกี่ยวข้องทั้งระบบ

กยท, กยท, ดัน

กยท. ดัน เงินกองทุนพัฒนายางพาราสู่ผู้เกี่ยวข้องทั้งระบบ

                 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ตอบประเด็นที่มีการกล่าวถึง การทำงานของ กยท. ว่า แม้ว่า กยท. จะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 2 ปี แต่ กยท.ได้ทำงานเชิงรุกตามวัตถุประสงค์ที่ พ.ร.บ. กยท. กำหนดมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลักดันหลักเกณฑ์และวิธีการใช้จ่ายเงินจัดเก็บค่าธรรมเนียมมาเป็นค่าบริหารกองทุนพัฒนายางพาราด้านต่างๆ โดยมีตัวแทนเกษตรกร สถาบันเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วม เช่น ด้านสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งใช้จ่ายเงิน ร้อยละ 7 ของเงินกองทุน

อย่างไรก็ตามขณะนี้ เกษตรกรสามารถใช้สิทธิ์ตามสวัสดิการ ซึ่ง กยท.ได้จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้ว ทั้งในช่วงที่สวนยางประสบภัยธรรมชาติทางใต้เมื่อปลายปีประมาณ 4,000 ครัวเรือน กรณีเกษตรกรเสียชีวิต ทายาทจะได้รับการช่วยเหลือรายละ 3,000 บาท รวมถึงเงินทุนกู้ยืมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนชาวสวนยาง เป็นต้น สำหรับเงินกองทุนพัฒนายางพารา ร้อยละ 35 ในการช่วยส่งเสริม เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง ขณะนี้ กยท. ได้สนับสนุนเงินทุนประมาณ 2,500 ล้านบาท ในการแปรรูป พัฒนาปรับปรุงคุณภาพต่างๆ รวมทั้ง การส่งเสริมและพัฒนาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางโดยเฉพาะ อีกร้อยละ 3 ของเงินกองทุนในการสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งทุกสถาบันเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.ได้ใช้จ่ายจากงบประมาณส่วนนี้ทั้งสิ้น

“เงินกองทุนพัฒนายางพารา เป็นเงินที่ต้องช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนผู้มีส่วนได้เสียยางพาราทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงเกษตรกรชาวสวนยางเท่านั้น เพราะการพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ สร้างความมั่นคงได้อย่างยั่งยืน จะต้องพัฒนาทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปอุตสาหกรรม จนถึงการตลาด”

                 ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาราคายาง กยท. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐบาล ไม่มีแนวคิดที่จะนำเงินไปสนับสนุน เพื่อแทรกแซงราคายาง ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ทำงานแบบบูรณาการ โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันเกษตรกร ที่จะนำยางพาราไปแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งนำร่องด้วยการส่งเสริมใช้ยางในประเทศ โดยทุกๆ ฝ่ายควรร่วมมือกันตามหน้าที่ความรับผิดชอบ เดินหน้าผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ไม่ควรกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรหันหน้าสร้างวิธีการ การปฏิบัติจริง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางในประเทศเพิ่มมากขึ้น

“สำหรับที่ผ่านมา กยท. ได้รวบรวมผลผลิตยางจากเกษตรกร เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขาย และที่สำคัญ กยท.ยังมีการรับซื้อผลผลิตจากสถาบันเกษตรกรเพื่อนำไปแปรรูปเป็นยางแท่ง ยางเครฟ น้ำยางข้น เป็นต้น ทั้งในพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมประมาณ 82,000 ตันต่อปี ในขณะที่หน่วยธุรกิจของ กยท. ยังเดินหน้าหาตลาดทั้งในและต่างประเทศ และรับซื้อผลผลิตยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางต่างๆ เพื่อกระตุ้นราคายางในตลาดด้วยเช่นกัน” ดร.ธีธัช กล่าวย้ำ

“ฉัตรชัย”ถกทวิภาคีอาเซียน แก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286235

“ฉัตรชัย”ถกทวิภาคีอาเซียน แก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย

ไอยูยู, ฉัตรชัย, PSMA, UNFSA, MOU, คศ2025

“ฉัตรชัย”ถกทวิภาคีอาเซียน แก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย

               พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายโฮเซกราเซียอาโน ดาซิลวา ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ ว่าได้หารือถึงการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือไอยูยู ของไทยที่รัฐบาลให้ความสำคัญและถือเป็นวาระแห่งชาติ

               โดยได้เข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศ 2 ความตกลง ในช่วงปี 2559-2560 คือภาคีความตกลงมาตรการรัฐเจ้าของท่า (PSMA) เมื่อเดือนพ.ค.2559 บรรจุสาระสำคัญของ PSMA ไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการประมงทะเลของประเทศไทย พ.ศ.2558-2562 และภาคีความตกลงสหประชาชาติว่าด้วยการอนุรักษ์และจัดการประชากรสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ระหว่างเขตทางทะเลและประชากรสัตว์น้ำที่ย้ายถิ่นอยู่เสมอ (UNFSA) เมื่อเดือนพ.ค.2560

                ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังให้การสนับสนุนการจัดตั้งวันสากลแห่งการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงาน และไร้การควบคุมด้วยโดยได้ถือโอกาสขอบคุณทางเอฟเอโอ ที่สนับสนุนความช่วยเหลือประเทศไทย เกี่ยวกับการดำเนินโครงการเพื่อต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมมาอย่างต่อเนื่องหลายโครงการด้วย

                 “เอฟเอโอได้รับทราบถึงความแน่วแน่ของไทยที่ได้ดำเนินการเรื่องต่างๆ ในด้านการทำประมง ทั้งการปฏิบัติโดยสมัครใจว่าด้วยมาตรการของรัฐเจ้าของธง เช่น ปรับปรุงการจดทะเบียนเรือและใบอนุญาต การควบคุมเรือประมงไทยไม่ให้ทำผิดกฎหมาย ทั้งในน่านน้ำไทยและน่านน้ำสากล และอยู่ระหว่างการจัดทำข้อตกลง (MOU) กับรัฐเจ้าของธงอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและป้องกันการทำประมงที่ผิดกฎหมายรวมทั้งสนับสนุนการทำประมงขนาดเล็กอย่างยั่งยืนเพื่อความมั่นคงอาหารและการขจัดความยากจน” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

               นอกจากนี้ ยังได้แจ้งถึงความคืบหน้าของการเข้าร่วมโครงการขจัดปัญหาความอดอยากหิวโหยของประเทศไทย ซึ่งครม.ได้มีมติเห็นชอบให้เข้าร่วมโครงการแล้วตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.2559 โดยเป้าหมายโครงการของเอฟเอโอ ได้กำหนดให้ภายในปี 2568 (ค.ศ.2025) ทั่วโลกบรรลุเป้าหมาย 5 ประการ คือ 1.การเข้าถึงอาหารได้ 100% 2.การหยุดภาวะแคระแกร็นในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี 3.ระบบอาหารทั้งหมดมีความยั่งยืน 4.การเพิ่มขึ้นของรายได้และผลิตผลของเกษตรกรรายย่อย 100% และ 5.การลดจำนวนการสูญเสียอาหารและการทิ้งขว้างอาหารให้เหลือศูนย์

              ​อย่างไรก็ตาม ในการเข้าร่วมประชุมเอฟเอโอครั้งนี้ ยังมีโอกาสได้หารือระดับทวิภาคร่วมกับประเทศกลุ่มอาเซียนเช่น ประเทศลาว และฟิลิปปินส์ เพื่อชวนรัฐมนตรีจากกลุ่มประเทศอาเซียน เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 28-29 ก.ย.2560 ณ จ.เชียงใหม่ ซึ่งประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพ

              อีกทั้งได้หารือถึงความร่วมมือกันสนับสนุนการจัดตั้งทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจในคณะทำงานประมงอาเซียน เพื่อจะได้มีกลไกในการพัฒนานโยบายประมงร่วมอาเซียนที่ชัดเจนและโปร่งใส ภายใต้การกำกับการดำเนินงานของคณะทำงานประมงอาเซียน ซึ่งจะหารือรายละเอียดร่วมกันในการประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน

                นอกจากนี้ ยังจะขยายความร่วมมือด้านวิชาการการเกษตร การแก้ไขปัญหาและลดอุปสรรคด้านการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการค้าและการลงทุนสินค้าเกษตรระหว่างกันมากยิ่งขึ้นด้วย

จัดสัมมนาวิถีปราชญ์เกษตรตามแนวทางปรัชญาศก.พอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286121

จัดสัมมนาวิถีปราชญ์เกษตรตามแนวทางปรัชญาศก.พอเพียง

ปราชญ์เกษตร, Community of Practice CoP, พศ2560-2564, กนท

จัดสัมมนาวิถีปราชญ์เกษตรตามแนวทางปรัชญาศก.พอเพียง

                นายธนิตย์ อเนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภายใต้กิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Community of Practice: CoP) เรื่อง “การเสริมสร้างความรู้เกษตรกรรมยั่งยืนด้วยวิถีปราชญ์เกษตร ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า รัฐบาลได้เห็นความสำคัญและกำหนดให้คนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และแผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในภาคการเกษตรมีเป้าหมาย คือ การเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 5,000,000 ไร่ ในปี 2564 โดยการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเข้าสู่ระบบมาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงการสนับสนุนการผลิตภาคการเกษตรไปสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน โดยสนับสนุนการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตจากพืชเชิงเดี่ยวไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืน อาทิ เกษตรธรรมชาติ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร และเกษตรทฤษฎีใหม่ ตลอดจนการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนไปสู่การบริโภคที่ยั่งยืน โดยให้ครอบคลุมสินค้าทางการเกษตรโดยเฉพาะสินค้าเกษตรอินทรีย์

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน (กนท.) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในการสนับสนุน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรเกษตรกรและเกษตรกร ทำให้เกิดการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน โดยยึดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้เกษตรกรได้มีความเข้มแข็งและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถประกอบอาชีพเกษตรกร และดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นำพาตนเองและครอบครัวหลุดพ้นจากความยากจน ดังนั้นจึงได้กำหนดจัดการสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภายใต้กิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Community of Practice: CoP)  เรื่อง “การเสริมสร้างความรู้เกษตรกรรมยั่งยืนด้วยวิถีปราชญ์เกษตรตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” วัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2560 ผู้แทนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

บูรณาการร่วมแก้ปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จ.น่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286066

บูรณาการร่วมแก้ปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จ.น่าน

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

บูรณาการร่วมแก้ปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จ.น่าน

 

       นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดน่าน ว่า     ที่ประชุมเพื่อติดตามตามการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่า ได้เลือกจังหวัดน่าน เป็นจังหวัดนำร่อง สืบเนื่องจากเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีทั้ง 4 กระทรวง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่าตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดน่าน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน ซึ่งได้มีการประชุมอย่างต่อเนื่องมา 5 ครั้ง มีการลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดน่านและวางกรอบการดำเนินงานร่วมกันทั้ง 4 กระทรวง

         ทั้งนี้ จังหวัดน่าน มีพื้นที่ทั้งหมด 7.58  ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่าอยู่ประมาณ 6.058 ล้านไร่ ในพื้นที่ป่านี้เป็นพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ประมาณ  4.394 ล้านไร่ เป็นที่ป่าที่ถูกบุกรุกไปแล้วประมาณ 1.6 ล้านไร่ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวได้รวมถึงพื้นที่ที่ถูกบุกรุกโดยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 943,000 กว่าไร่ โดยมีเป้าหมายลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่บุกรุกป่า ด้วยการดำเนินการใน 2 พื้นที่ ที่รับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยพื้นที่แรก คือ พื้นที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งมีพื้นที่บุกรุกรวมประมาณ 228,000 ไร่ ส่วนอีกพื้นที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ โดยทั้ง 2 พื้นที่ดังกล่าว มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในพื้นที่อนุรักษ์จะมีข้อจำกัดในข้อกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะดำเนินการโดยการลาดตระเวนในพื้นที่ป่าไม้เพื่อไม่ให้มีการขยายการบุกรุกเพิ่มเติม และนำพื้นที่ที่ยึดคืนมาได้มาทำการฟื้นฟูปลูกป่าในพื้นที่นั้นโดยร่วมมือกับชาวบ้าน พร้อมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับชาวบ้าน ควบคู่กับการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ

        อย่างไรก็ตามกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สามารถหยุดการทำลายป่าและลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ประมาณ 11,990 ไร่ ในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านจนถึงปัจจุบัน และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ ซึ่งมี 2 ส่วน ได้แก่ 1.พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ,2  มีขั้นตอนการแก้ไขปัญหา 7 กิจกรรม เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติม พร้อมทั้งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้คืนโดยการปลูกไม้ป่าท้องถิ่น และส่งเสริมการสร้างเครือข่ายชุมชนและประชุมชี้แจงสร้างความร่วมมือกับชาวบ้านโดยสามารถลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ประมาณ 18,860 ไร่ และ 2. พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3,4, 5 ซึ่งมีขั้นตอนการแก้ไขปัญหาในแนวทางเดียวกัน แต่เพิ่มการจัดหาที่ดินทำกินให้ชุมชนด้วย โดยสามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ประมาณ 3,250 ไร่ รวมพื้นที่ลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ได้ประมาณ 22,110 ไร่  และรวมพื้นที่ลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ ได้ประมาณ 34,100 ไร่ โดยได้มีการเข้าไปฟื้นฟูผืนป่า และดำเนินโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร

     “ในภาพรวมของการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินงานในรูปแบบประชารัฐ สามารถลดการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งก่อนปี 2557 จะลดพื้นที่บุกรุกประมาณ 70,000 ไร่ต่อปี ขณะนี้ลดเหลือประมาณไม่ถึง 1,000 ไร่ต่อปี อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพราะเป็นปัญหาที่สะสมมากนาน”นายธีรภัทร กล่าวและว่า

           โดยขณะนี้สามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ ได้ประมาณ 34,100 ไร่ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้น้อมนำโครงการพระราชดำริเข้าไปสนับสนุนส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรอีกกว่า 9,000 ไร่ รวมพื้นที่ที่สามารถลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เขาหัวโล้นได้ประมาณ 40,000 กว่าไร่ ซึ่งได้วางแผนการดำเนินการไว้อย่างน้อย 5 ปี เพื่อฟื้นฟูผืนป่า ทำให้เกษตรกรมีรายได้ ทั้งนี้ จะมีการขยายผลในทุกพื้นที่ของจังหวัดน่าน หากประสบความสำเร็จก็จะนำโมเดลความร่วมมือทั้ง 4 กระทรวง ไปขยายผลการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่บุกรุกอื่นๆต่อไป 

กยท.จัดใหญ่”นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286064

กยท.จัดใหญ่”นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย”

กยท.จัดใหญ่”นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย”

                 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ประธานในการแถลงข่าวการจัดงาน “RAOT on The Move นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย” ระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การค้าโชว์ ดี ซี พระราม 9 กรุงเทพฯ ว่าเป็นการบูรณาการของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวงการยางพาราของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ และสัมผัสประสบการณ์กับนักธุรกิจ ผ่านเวทีสนทนากับกูรูการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อให้สาธารณชนได้มีโอกาสได้รับความรู้และเข้าใจประโยชน์ของยางพารา อันจะนำไปสู่การต่อยอดผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบายสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เรื่องยางพารา จากน้ำยางพาราสู่ผลิตภัณฑ์รอบตัวในชีวิตประจำวัน ติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นวัตกรรมยางพาราของไทย การนำเสนอผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางธุรกิจ
ภายในงาน “RAOT on The Move” จะแบ่งพื้นที่จัดงานออกเป็น 4 โซนสำคัญ ได้แก่ โซนเทิดพระเกียรติ ต้นกล้าของพ่อ จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยรวบรวมพระราชกรณียกิจที่ทรงมีต่อภาคเกษตร รวมถึงกิจการยางพารา โซน Rubber Showcase ซึ่งจัดแสดงข้อมูลความรู้ พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกโดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ “ยางสามัญประจำบ้าน” เป็นโซนของใช้ใกล้ตัวที่มีส่วนผสมหรือส่วนประกอบของยางพาราที่เราใช้และอยู่รอบตัวในชีวิตประจำวัน “ยางแห่งอนาคต” นำเสนอนวัตกรรมจากยางพารา ซึ่งมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ อาทิ อุปกรณ์การแพทย์ แบบจำลองสำหรับฝึกซ้อมยุทธวิธี เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ ล้วนใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบและคาดว่า จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลผลิตต่อยอดงานวิจัย สู่เชิงพาณิชย์ต่อไปได้ในอนาคต “ยาง…ยืดชีวิต” โซนนี้ เป็นโซนที่ทุกๆ คน เข้ามาสัมผัสแล้ว จะยิ่งมีความเข้าใจมากขึ้น ว่ายางพาราล้วนอยู่รอบตัวเรา ซึ่งไม่ใช้แค่อุปกรณ์เครื่องใช้เท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความปลอดภัย สร้างความแข็งแรงในชีวิตให้กับพวกเราทุกคน ซึ่งผลิตภัณฑ์ยางพาราที่นำมาเป็นส่วนประกอบของการออกกำลังกาย จะช่วยให้ผู้บริโภคใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ภายในงานมีโซน “Rubber Garden” ซึ่งอุปกรณ์ล้วนทำมาจากยางพาราที่สร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างสวยงาม และจะเป็นอีกพื้นที่หนึ่งสำหรับนั่งพักผ่อนและสนุกกับกิจกรรมถ่ายภาพ แชะ & แชร์ และโซน “Rubber Shop” พื้นที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากยางพารากว่า 50 ร้านทั่วประเทศ และยังมีกิจกรรมที่รวบรวมการแสดงร่วมสมัยและกิจกรรมการแสดงที่เกี่ยวกับยางพารา อาทิ การกระโดดเชือก(ยาง)ลีลา Thailand’s Slam Dunk, Juggling Ball เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีจากนักดนตรีมืออาชีพ และเหล่าศิลปิน ดารา นักร้อง ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน ศิลปิน ดารา นักร้อง ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน
ที่สำคัญที่สุด กยท. ยังมีการจัดกิจกรรมมอบรางวัล Rubber Awards 2017 เป็นครั้งแรก ให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการพัฒนาวงการยางพาราไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในแต่ละประเภท ได้แก่ เกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น ผู้ประกอบกิจการยางดีเด่น นักวิจัยยางพาราดีเด่น และสื่อมวลชนดีเด่น ซึ่งนับว่า ครอบคลุมการบริหารจัดการยางพาราของไทยทั้งระบบ ต้องมารอลุ้นว่าใครได้เข้ารอบชิง และใครเป็นผู้คว้าโล่รางวัลในปี 2560 นี้” ดร.ธีธัช กล่าว
ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า งาน RAOT on The Move นวัตกรรมการแปรรูป จุดเปลี่ยนยางพาราไทย กำหนดจัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 14 – 16 กรกฎาคม 2560 ณ โซนเอเทรียม ชั้น 1 ศูนย์การค้าโชว์ ดี ซี พระราม 9 ในเวลา 10.00 – 20.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การยางแห่งประเทศไทย โทร. 02 433 2222 ต่อ 512 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.raot.co.th หรือ เฟสบุ๊คแฟนเพจ การยางแห่งประเทศไทยRAOT