เกษตรฯแจงความก้าวหน้าการแก้ปัญหาประมงไอยูยู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/286062

เกษตรฯแจงความก้าวหน้าการแก้ปัญหาประมงไอยูยู

ไอยูยู,  UNFSA, MOU

เกษตรฯแจงความก้าวหน้าการแก้ปัญหาประมงไอยูยู

        พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายโฮเซ กราเซียอาโน ดาซิลวา ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟ เอ โอ ว่า สาระสำคัญในการหารือในครั้งนี้ คือ ชี้แจงความก้าวหน้าการแก้ปัญหา IUU ของประเทศไทยที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา IUU และถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยได้เข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศ 2 ความตกลง ในช่วงปี 2559-2560 คือ ภาคีความตกลงมาตรการรัฐเจ้าของท่า (Port State Measures Agreement : PSMA) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 

             โดยได้บรรจุสาระสำคัญของ PSMA ไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการประมงทะเลของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2562 และภาคีความตกลงสหประชาชาติว่าด้วยการอนุรักษ์และจัดการประชากรสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ระหว่างเขตทางทะเลและประชากรสัตว์น้ำที่ย้ายถิ่นอยู่เสมอ  ( UNFSA) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560  ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังให้สนับสนุนการจัดตั้งวันสากลแห่งการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมด้วย โดยได้ถือโอกาสขอบคุณทางเอฟ เอ โอโอ ที่สนับสนุนความช่วยเหลือประเทศไทย เกี่ยวกับการดำเนินโครงการเพื่อต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม มาอย่างต่อเนื่องหลายโครงการด้วย

            “เอฟ เอ โอ ได้รับทราบถึงความแน่วแน่ของประเทศไทยที่ได้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ในด้านการทำประมง  ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการตามแนวปฏิบัติโดยสมัครใจว่าด้วยมาตรการของรัฐเจ้าของธง  เช่น ปรับปรุงการจดทะเบียนเรือและใบอนุญาต การควบคุมเรือประมงไทยไม่ให้ทำผิดกฎหมาย ทั้งในน่านน้ำไทยและน่าน้ำสากล และอยู่ระหว่างการจัดทำข้อตกลง (MOU) กับรัฐเจ้าของธงอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและป้องกันการทำประมงที่ผิดกฎหมาย รวมถึงดำเนินการตามแนวปฏิบัติโดยสมัครใจเพื่อสนับสนุนการทำประมงขนาดเล็กอย่างยั่งยืนเพื่อความมั่นคงอาหารและการขจัดความยากจน” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

            นอกจากนี้ ยังได้แจ้งถึงความคืบหน้าของการเข้าร่วมโครงการขจัดปัญหาความอดอยากหิวโหยของประเทศไทย ซึ่ง ครม.ได้มีมติเห็นชอบให้เข้าร่วมโครงการแล้วตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย. 2559 โดยเป้าหมายโครงการฯ ของเอฟ เอ โอ ได้กำหนดให้ภายในปี 2568 (ค.ศ. 2025) ทั่วโลกบรรลุเป้าหมาย 5 ประการ คือ 1) การเข้าถึงอาหารได้ 100% 2) การหยุดภาวะแคระแกร็นในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี 3) ระบบอาหารทั้งหมดมีความยั่งยืน 4) การเพิ่มขึ้นของรายได้และผลิตผลของเกษตรกรรายย่อย100% และ 5) การลดจำนวนการสูญเสียอาหารและการทิ้งขว้างอาหารให้เหลือศูนย์  

          อย่างไรก็ตาม ในการเข้าร่วมประชุมเอฟ เอ โอ ครั้งนี้ ยังมีโอกาสได้หารือระดับทวิภาคร่วมกับประเทศกลุ่มอาเซียน เช่น ประเทศลาว และฟิลิปปินส์ เพื่อชวนรัฐมนตรีจากกลุ่มประเทศอาเซียน เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 28-29 กันยายน 2560 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพแล้ว  ยังได้หารือถึงความร่วมกันสนับสนุนการจัดตั้งทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจที่คณะทำงานประมงอาเซียน เพื่อจะได้มีกลไกในการพัฒนานโยบายประมงร่วมอาเซียน ที่ชัดเจนและโปร่งใส ภายใต้การกำกับการดำเนินงานของคณะทำงานประมงอาเซียน ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดร่วมกันในการประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียนด้วย และประเด็นสุดท้าย คือ การขยายความร่วมมือด้านวิชาการการเกษตร การแก้ไขปัญหาและลดอุปสรรคด้านการนำเข้า – ส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการค้าและการลงทุนสินค้าเกษตรระหว่างกันมากยิ่งขึ้นด้วย

สศก. เผย 5 เดือนแรกส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 8.8%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285900

สศก. เผย 5 เดือนแรกส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 8.8%

สศก, สศก,  มค-พค

สศก. เผย 5 เดือนแรกส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 8.8%

              น.ส.รังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่าสินค้าเกษตรของไทย ช่วง 5 เดือนแรกปี2560( ม.ค.-พ.ค.) ไทยมีมูลค่าการค้า 718,950 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญมูลค่า 552,291 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.8% ขณะที่นำเข้ามูลค่ากว่า 166,659 ล้านบาท ลดลง 16% ส่งผลให้ไทยได้เปรียบดุลการค้า 385,632 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 24%

            ยางพารา มีมูลค่า 98,673 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.2% มีมูลค่าส่งออก 61,196 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกสำคัญได้แก่ จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น และอเมริกา ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกยางเพิ่มขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศจีนเติบโตขึ้นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีการสั่งซื้อยางไทยไปสต็อกเพื่อนำไปผลิตล้อรถยนต์จำนวนมาก

             ส่วน ข้าวมีมูลค่าส่งออก 65,065 ล้านบาท ลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มูลค่าส่งออก 66,565 ล้านบาท ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน อเมริกา สาธารณรัฐเบนิน และแอฟริกาใต้

            สาเหตุที่ข้าวส่งออกลดลงเนื่องจากเมียนมาและกัมพูชา เริ่มเข้ามาแย่งตลาด ส่งผลให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดของไนจีเรีย เนื่องจากนโยบายส่งเสริมการผลิตข้าวในประเทศและการกีดกันโดยการตั้งกำแพงภาษีขึ้นมา รวมทั้งขณะนี้ราคาข้าวไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

            เนื้อไก่ มีมูลค่าส่งออก 37,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่าส่งออก 34,166 ล้านบาท เนื่องจากสามารถมาส่งออกเนื้อไก่สด แช่เย็น และแช่แข็ง ได้อีกครั้ง ในประเทศเกาหลีใต้โดยมีมูลค่าส่งออก 5 เดือนแรกของปี 2560 ประมาณ 91 ล้านบาท

นายกฯลุงตู่รณรงค์คนไทยงดใช้ถุงพลาสติก-ลดขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285701

นายกฯลุงตู่รณรงค์คนไทยงดใช้ถุงพลาสติก-ลดขยะ

นายก, ลดขยะ, กรอบ, รูปภาพ, นายกฯ, ลุง, ตู่, รณรงค์, คนไทย, ใช้, ถุง, พลา, สติ, กลด, ขยะ

นายกฯลุงตู่รณรงค์คนไทยงดใช้ถุงพลาสติก-ลดขยะ

            นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการรวมพลังสร้างวินัยลดใช้ถุงพลาสติกโดยร่วมกับภาคเอกชนผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ 16 หน่วยงานทั่วประเทศรณรงค์งดให้บริการถุงพลาสติกแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ โดยนับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปีที่แล้ว ปรากฏว่า ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกรวมกันได้ถึง 166 ล้านใบ และเพื่อให้ลดปริมาณถุงให้เพิ่มขึ้น จึงเพิ่มความเข้มข้นโดยเพิ่มระยะเวลาการรณรงค์จากตอนเริ่มต้นเฉพาะทุกวันที่ 15 และทุกวันพุธ ปัจจุบันเพิ่มความเข้มข้นรณรงค์ลดใช้ถุงทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ของสัปดาห์ และทุกๆวัน

และเพื่อเป็นการขยายผลการรณรงค์ให้เกิดประสิทธิภาพ มีความเข้มข้น และสามารถเข้าถึงประชาชนกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงวางแผนการรณรงค์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยดำเนินการออกแบบกรอบรูปภาพเพื่อให้ประชาชนและกลุ่มคนรุ่นใหม่นำไปประดับภาพของตัวเอง ก่อนอัพโหลดขึ้นเป็นภาพโปสเตอร์ หรือทำเป็นภาพโปรไฟล์ของตัวเองในเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรือแอพพลิเคชั่นไลน์ เพื่อรณรงค์ย้ำเตือนให้คนรอบข้างงดใช้ถุงพลาสติกทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ และทุกๆวัน โดยหันมาใช้ถุงผ้า ตะกร้า หรือภาชนะที่สามารถใช้ซ้ำได้แทนถุงพลาสติก

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถนำรูปสวยๆของตนเองไปใส่กรอบรูปได้ที่ลิงค์http://www.deqp.go.th/service-portal/deqp-photo-frame/photo-frame/ ซึ่งมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากโดยทำตามคำแนะนำที่ให้ไว้เพียง 4 ขั้นตอนก็สามารถเซฟรูปภาพของตัวเองนำไปโชว์เพื่อร่วมรณรงค์งดการใช้ถุงพลาสติก โดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ออกแบบกรอบรูปไว้ 2 แบบ รวมทั้งยังได้รับเกียรติจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเป็นพรีเซ็นเตอร์นำกรอบรูปดังกล่าวไปประดับรูปภาพเพื่อร่วมรณรงค์ด้วย

“กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนประชาชนและคนรุ่นใหม่ทุกคน ร่วมกันนำกรอบรูปภาพรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ไปประดับรูปภาพของตัวเองออกเผยแพร่ตามช่องทางต่างๆ และขอเชิญร่วมแชร์ภาพกรอบรูปของท่าน พร้อม hashtag #รวมพลังสร้างวินัยลดใช้ถุงพลาสติก เพื่อรับกระเป๋าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสุดชิค เมื่อมีผู้กด like สูงสุดจำนวน 500 รางวัล ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม นี้ เพื่อร่วมกันรณรงค์กระตุ้นให้ทุกคนเกิดความตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดใช้ และลดขยะประเภทถุงพลาสติก รวมทั้งหันมาใช้ถุงผ้ากันอย่างต่อเนื่อง เพราะเพียงแค่เราคนไทย 65 ล้านคน สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้คนละ 1 ชิ้นต่อวัน ก็จะเท่ากับเป็นการลดขยะพลาสติกไปได้ถึงวันละ 65 ล้านชิ้น ซึ่งถือเป็นคุณประโยชน์ต่อสภาวะสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดการปัญหาขยะและของเสียอันตรายของประเทศได้อย่างมหาศาล” อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าว

เปิดวิถีตลาดยางเมืองจันท์แจงดีมานด์ – ซัพพลายในจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285700

 เปิดวิถีตลาดยางเมืองจันท์แจงดีมานด์ – ซัพพลายในจังหวัด

สศท, ซัพพลายในจังหวัด , สศก, สศท6, Supply, Demand

 เปิดวิถีตลาดยางเมืองจันท์แจงดีมานด์ – ซัพพลายในจังหวัด

                 นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงผลการศึกษาบัญชีสมดุลสินค้ายางพาราของจังหวัดจันทบุรี โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลบัญชีสมดุลยางพาราในจังหวัด พบว่า ปัจจุบันเกษตรกรจันทบุรีส่วนใหญ่ผลิต        ยางก้อนถ้วยร้อยละ 88.25 เพราะประหยัดเวลาและสะดวกในการทำ รองลงมา คือ ทำยางแผ่นดิบ ร้อยละ 9.72          ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสวนยางพาราที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่และมีลูกจ้างประจำสวนหรือแรงงานต่างชาติที่สามารถมีเวลาทำงานตามข้อตกลงของเจ้าของสวน และขายแบบน้ำยางสด ร้อยละ 2.03  เนื่องจากเป็นผลผลิตที่ต้องทำให้ทันเวลา

ด้านวิถีการตลาดผลผลิตยางพาราของจังหวัดจันทบุรี พบว่า ขายผ่านพ่อค้ารวบรวมในพื้นที่จันทบุรี ร้อยละ 91 โดยแบ่งกระจายต่อให้โรงงานแปรรูปยางพาราในจันทบุรี ร้อยละ 46.03 และกระจายไปให้โรงงานแปรรูปยางพารานอกจันทบุรี  ร้อยละ 44.97 ส่วนที่เหลือขายผ่านชุมนุมสหกรณ์ กยท. จันทบุรี และการขายตรงจากสวนเกษตรกรไปสู่โรงงานแปรรูปยางพาราในจังหวัดจันทบุรี

นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการ สศท.6 กล่าวเพิ่มเติมถึงผลการสำรวจ ด้านอุปทาน (Supply)             ซึ่งคาดว่า ปี 2560 ปริมาณผลผลิตยางพาราที่จังหวัดจันทบุรีผลิตได้ 129,422 ตัน และนำเข้าผลผลิตยางพาราจากนอกจังหวัดและนอกภูมิภาค 12,545 ตัน คิดเป็นร้อยละ 9.69 ของผลผลิตยางพาราที่จังหวัดจันทบุรี โดยเกิดจากความต้องการใช้ของโรงงานแปรรูปและการบริหารสินค้าคงคลัง และเป็นราคาที่โรงงานแปรรูปยางพาราในจังหวัดจันทบุรีสามารถรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้หรือบางครั้งอาจจะราคาเท่ากับราคาผลผลิตในจังหวัด เพราะซื้อในปริมาณที่มากและเป็นการประมูลราคา ทำให้อุปทานยางพารารวมเท่ากับ 141,967 ตัน

ในขณะที่อุปสงค์ (Demand) พบว่า จากความต้องการของโรงงานแปรรูปยางพาราในจังหวัดจันทบุรี มีกำลังการผลิตและปริมาณสินค้าคงคลังรวมปีละ 63,814 ตัน และมีการส่งออกผลผลิตไปนอกจังหวัดจันทบุรีปีละประมาณ 51,388 ตัน โดยส่วนใหญ่พ่อค้าที่รวบรวมในจังหวัดจันทบุรีที่ได้รับโควต้าจากโรงงานแปรรูปนอกจังหวัดจันทบุรี รองลงมาเป็นชุมนุมสหกรณ์ที่ส่งออกผลผลิตไปนอกจังหวัดจันทบุรี เนื่องจากจังหวัดใกล้เคียงมีโรงงานแปรรูปยางพาราจำนวนมากมีกำลังการผลิตมากเพื่อส่งออกไปต่างประเทศจึงรองรับผลผลิตยางพาราของจังหวัดจันทบุรีได้  ทำให้อุปสงค์ยางพารารวมเท่ากับ 115,202 ตัน

เกษตรฯ เตรียมชงครม.สนับสนุนงบกลาง 2.2 หมื่นล้านพัฒนาอาชีพเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285620

เกษตรฯ เตรียมชงครม.นุนงบกลาง 2.2 หมื่นล้านพัฒนาอาชีพเกษตรกร

ตามรอยเท้าพ่อ, เกษตรฯ, ร10, ขนาดเล็ก

เกษตรฯ เตรียมชงครม.นุนงบกลาง 2.2 หมื่นล้านพัฒนาอาชีพเกษตรกร

 

           วันที่ 2 ก.ค.60  พลเอก ฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การเตรียมพร้อมการดำเนินงาน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” และมอบนโยบายการขับเคลื่อนแนวทางในโครงการดังกล่าวแก่ประธาน ศพก. ทั่วประเทศ 882 เกษตรอำเภอจากทั่วประเทศ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ว่า  การประชุมในครั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เจ้าหน้าที่ ประธานศพก. กว่า 882 คน ทั่วประเทศ

          ทั้งนี้เพื่อให้รับทราบและเข้าใจวัตถุประสงค์ของ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ซึ่งความหมาย 9101 ซึ่ง 9 หมายถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ(ร.9), 10 หมายถึง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร(ร.10) และ 1 หมายถึงปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวจะนำเสนอต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรีในวันที่ 4 ก.ค.2560 วงเงินงบประมาณ 22,000 บาท เป็นงบกลางปี เพื่อสนับสนุนในโครงการ 9,101 โครงการ โครงการละ 2.5 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการ ถึง 30 กันยายนนี้

              ทั้งนี้ โครงการ 9101 ที่แต่ละชุมชนเสนอ จะต้องเป็นกิจกรรมในลักษณะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ภายใต้ 8 กลุ่ม โครงการ ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืช ด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร และการแปรรูปการผลิต ด้านปศุสัตว์ (ขนาดเล็ก) ด้านประมง และด้านอื่นๆ เช่น การปรับปรุงบำรุงดิน เป็นต้น และจะต้องเป็นการจ้างแรงงาน ร้อยละ 50 ในพื้นที่โดยชุมชนคัดเลือกและรับรองด้วยกันเอง      

              ด้านนายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า  ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการชี้แจงเจ้าหน้าที่และ ประธานศพก. กว่า 882 คน ทั่วประเทศ เพื่อให้รับทราบและเข้าใจวัตถุประสงค์ของโครงการ ซึ่ง หลังจาก ครม.อนุมัติ จะได้ขับเคลื่อนงานทันทีและชุมชนจะได้รับเงินไม่เกิน 15 ก.ค. 60 เพื่อใช้ประกอบกิจกรรมการเกษตรตามวงเงินที่เสนอขอ ชุมชนละ 2.5 ล้าน รวมเป็นเงิน 22,725.5 ล้านบาท ดังนั้น การประชุมชี้แจงเพื่อขับเคลื่อนโครงการ  9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อ ต้องการให้ ศพก. 882 แห่ง และ ศพก.เครือข่าย ร่วมกับ Smart Farmer, Young Smart Farmer, ผู้นำชุมชน และภาคส่วนต่างๆ เป็นแกนของชุมชน 9101 ชุมชน ที่จะมีบทบาทสำคัญในการพิจารณา ผลักดัน  โครงการที่ชุมชนเสนอเข้ามาเกิดความทั่วถึง เป็นธรรม เกษตรกรที่รายได้น้อยได้รับประโยชน์โดยตรง และที่สำคัญคือ มีการใช้งบประมาณโครงการอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เสร็จสิ้นโครงการตามเป้าหมายโครงการคือสิ้นเดือนกันยายนนี้

จัดใหญ่งานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285586

จัดใหญ่งานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล

หลงลับแล, หลงหลินลับแล, จัด, ใหญ่, งานเทศกาล, ทุเรียน, และ, ผลไม้, เมือง, ลับแล

จัดใหญ่งานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล

         วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ตลาดกลางผลไม้ เทศบาลตำบลหัวดง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ นางภัทรกร ฐิติยาภรณ์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตราชการที่ 17 เป็นประธานเปิดงานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล มหัศจรรย์ทุเรียนหลง-หลินลับแล ปี 2560 ที่เทศบาลตำบลหัวดง ร่วมกับชาวสวนทุเรียนอำเภอลับแลจัดขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์ผลผลิตทุเรียนหลง-หลิน และหมอนทอง รุ่น 2 ที่จะออกสู่ตลาดช่วงปลายเดือนกรกฎาคม นี้ โดยงานดังกล่าวมีไปจนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม นี้

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการจัดงานคึกคัก สนุกสนาน และมีประชาชน นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวสวนทุเรียนแห่ร่วมงานจำนวนมาก ส่งผลให้สถานที่จัดงานจากกว้างขาวง คับแคบไปถนัดตา และที่สร้างประหลาดใจ รอยยิ้มและได้รับเสียงปรบมือมากที่สุด หลังพิธีเปิดงาน มีการจัดชุดการแสดง “หน้ากากทุเรียนหลง-หลินลับแล” โดยนักร้องนำหลังเปิดหน้ากาก เป็น นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าฯจ.อุตรดิตถ์ ที่มาในชุดชาวสวน โชว์ทั้งการร้องเพลงและเต้น “หลงหลินลับแล” ที่ผู้ว่าฯจ.อุตรดิตถ์ แต่งเนื้อร้องขึ้นมาเอง ในทำนองสนุกสนาน ซึ่งเนื้อหาเน้นความมหัศจรรย์ของทุเรียนหลง-หลินลับแล ที่มีต้นกำเนิดที่ อ.ลับแล เป็นทุเรียนไฮโซ เพราะราคาเคยพุ่งสูงกว่ากิโลกรัมละ 1000 กว่าบาท

              แต่ทั้งนี้ก็ยังมีทุเรียนหมอนทองลับแล เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในราคากิโลกรัมเพียง 100 บาทให้เลือกรับประทาน หลังจากนั้นกิจกรรมภายในงานยังคงต่อเนื่องด้วยการแข่งขันตำส้มตำทุเรียนหมอนทอง จากกลุ่มแม่บ้าน งานนี้ผู้ว่าฯจ.อุตรดิตถ์ ไม่รอช้า สวมวิญาณพ่อค้าส้มตำ โชว์ลีลาควงสากครก ตำส้มตำสุดแซ่บ สร้างสีสัน ได้เป็นอย่างดี

             และที่ได้รับความสนใจมีผู้สมัครร่วมแข่งขันเป็นจำนวนมาก จนต้องเพิ่มที่นั่งคือการแข่งขันกินทุเรียน โดยมีเข้าแข่งขันไม่กำจัดเพศและอายุ กินทุเรียนหมอนทองสุก 1 กิโลกรัมใครหมดไว คือผู้ชนะ ด้วยเวลาเพียงไม่ถึง 30 วินาที นายศิริพงษ์ โสวัณณะ หนุ่มพิษณุโลกที่พกพาน้ำหนักตัว 175 กิโลกรัม ทานหมดเกลี้ยง เป็นผู้ชนะเลิศได้รับรางวัลโมเดลทุเรียนหลงลับแลไปครอบครอง พร้อมระบุว่า มาเที่ยวและอยากชิมทุเรียนลับแล จึงตัดสินใจลงแข่งขัน รสชาติอร่อยสมคำล่ำลือจริงๆ แถมยังคว้าแชมป์แข่งขันกินทุเรียนอีกด้วย

                 ผู้ว่าฯจ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า การจัดงานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล มหัศจรรย์ทุเรียนหลง-หลินลับแล ชาวสวนพร้อมใจจัดขึ้นทุกปี ในช่วงที่รอผลผลิตทุเรียนรุ่น 2 ออกสู่ตลาด ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม นี้ และถือเป็นโอกาสชาวสวนได้พักผ่อนระหว่างฤดูกาลเก็บผลผลิต ทั้งนี้ผลผลิตทุเรียนลับแล รุ่นแรกออกสู่ตลาดไปแล้วร้อยละ 40 รุ่น 2 ประมาณ ร้อยละ 40 แต่จะเป็นทุเรียนหมอนทองมากถึงร้อยละ 30 ส่วนหลง-หลินลับแลมีเพียงร้อยละ 10 จะส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้น จากต้นฤดู 300 บาท/กิโลกรัม เป็น 500-700 บาท/กิโลกรัม ซึ่งเป็นไปตามกลไกลของตลาด

                อย่างไรก็ตามตลอดฤดูกาลปี 2560 คาดว่าชาวสวนจะมีรายได้จากการจำหน่ายทุเรียนมากถึง 1800 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากทุเรียนหลง-หลินลับแลกว่า 500 ล้านบาท

เมืองสองแควยกระดับผลผลิตมะม่วง มุ่งขยายตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285585

เมืองสองแควยกระดับผลผลิตมะม่วง มุ่งขยายตลาด

มะม่วงสองแคว, มุ่งขยายตลาด, เมือง, สอง, แคว, ยกระดับ, ผลผลิต, มะม่วง, มุ่ง, ขยาย, ตลาด

เมืองสองแควยกระดับผลผลิตมะม่วง มุ่งขยายตลาด

                 วันที่ 1 ก.ค. 60 ที่ห้องประชุมเรือนหยาดเพชร โรงแรมเรือนแพ รอยัล ปาร์ค จังหวัดพิษณุโลก นายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานพิธีเปิดโครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพการเกษตรแบบบูรณาการ กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แปรรูป และการตลาดม่วงกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ๑ ที่ทางสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ร่วมกับ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก มหาวิทยาลัยนเรศวร และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มความเข้มแข็ง ยกระดับการผลิตสินค้ามะม่วง เพิ่มมูลค่ามะม่วงให้เกิดการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและมีตลาดรองรับ

                   นายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกกล่าวว่า ในปัจจุบัน ปัญหาสำคัญที่พบในเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง คือการพัฒนาการผลิต การแปรรูปและการตลาดมะม่วง ขาดความยั่งยืนและความเข้มแข็งอย่างแท้จริง เนื่องจากคุณภาพการผลิต ที่มีความผันผวนและจำนวนผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ยังมีจำนวนน้อยกว่าความต้องการของตลาด อันส่งผลโดยร่วมต่อการเกษตรของไทย

                 ดังนั้นการรักษามาตรฐานมะม่วงทั้งมะม่วงส่งออก และม่วงแปรรูป จึงต้องนำปราชญ์ชาวบ้านจิตอาสา เข้ามาช่วยเหลือให้ความรู้ สอนวิธีการปลูก วิธีการเก็บรักษา การดูแลมะม่วง ทั้งมะม่วงเป็นโรค และถึงขั้นตอนผลผลิตออกมาต้องไม่มีริ้วรอยกระดำกระด่าง ตรงนี้นับเป็นมาตรฐานที่สำคัญ นอกเหนือจากนั้นคือวินัยของชาวบ้าน ของเกษตรกร ต้องขยัน ห้ามขี้เกียจ คอยดูแลผลผลิต คอยเก็บวัชพืช และการดูแลใส่ปุ๋ยในช่วงเวลาที่เหมาะสม

                   รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวต่ออีกว่า ในเรื่องของการตลาด ภาครัฐดำเนินการต่อภายใต้นโยบายของรัฐบาล หากเอกชนนำ ภาครัฐเองก็ต้องสนับสนุน ซึ่งตรงนี้ทางภาครัฐเองจะเข้ามาดูแลในเรื่องของการช่วยหาตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง

รัฐบาลลุยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ชี้ต้องทำทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285522

รัฐบาลลุยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ชี้ต้องทำทั้งระบบ

ยางพารา, ชี้ต้องทำทั้งระบบ, Business Unit

รัฐบาลลุยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ชี้ต้องทำทั้งระบบไม่มุ่งเฉพาะที่ปลายทาง

                พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอบคุณข้อเสนอแนะจากกลุ่มการเมืองและเกษตรกรชาวสวนยางเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำในช่วงนี้ โดยย้ำว่ารัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจและยกเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญที่ต้องทำให้เกิดความยั่งยืนด้วยการแก้ไขทั้งระบบ ไม่ใช่แก้กันที่ปลายทางคือ การให้เงินอุดหนุนอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา

“ในแต่ละปีราคายางพาราปรับตัวขึ้นลงตามปัจจัยแวดล้อม แม้ว่าราคายางพาราในเดือน พ.ค. – มิ.ย. 60 จะมีแนวโน้มลดลง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจะพบว่าอยู่ในระดับที่สูงขึ้น โดยที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการหลายอย่างเพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ราคายาง คือ ส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ จัดตั้งหน่วยธุรกิจของการยางแห่งประเทศไทย ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายางและบังคับใช้กฎหมายควบคุมยาง”

พลโทสรรเสริญกล่าวต่อว่า ปัจจุบันหน่วยงานรัฐมีความต้องการใช้ยางรวมกันประมาณ 20,000 ตันหรือราวร้อยละ 20 ของปริมาณการใช้ยางในสต็อกที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตถูกนำไปใช้ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจ (Business Unit) ของการยางแห่งประเทศไทย ดำเนินการเชิงพาณิชย์ที่มีความคล่องตัว เพื่อรับซื้อผลผลิตยาง จัดหาตลาดทั้งผลผลิตยางและไม้ยางโลจิสติกส์ จัดหาเงินทุนและสวัสดิการให้แก่เกษตรกร โดยมีแผนจะจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดที่ชัดเจนต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับอินโดนีเซียและมาเลเซียร่วมกันกำหนดมาตรการทางการตลาดที่ช่วยควบคุมราคายางในแต่ละช่วง ประสานกับผู้ส่งออกระดับโลกเพื่อจัดทำข้อตกลงเรื่องการจำกัดการส่งออก ป้องกันการตัดราคากันเอง โดยประเทศไทยจะเร่งรัดให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรี 3 ประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาให้สำเร็จโดยเร็ว

ส่วนเรื่องใหม่ที่ได้ดำเนินการ คือ การจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยทั้ง 5 ราย และการยางแห่งประเทศไทยได้ร่วมสมทบเงินรวม 1,200 ล้านบาท เพื่อรับซื้อยางทั้งในตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ และตลาดกลางในประเทศ ช่วยรักษาเสถียรภาพราคายาง ตลอดจนการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมยาง อย่างเข้มงวดและจริงจัง เช่น การควบคุมการส่งออก และตรวจสต๊อกยาง เป็นต้น

“นายกฯ ขอให้กลุ่มการเมือง เกษตรกร และประชาชน ปรับเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการมองไปข้างหน้า ผนึกกำลังร่วมกันแก้ไขปัญหา ก้าวข้ามวงจรแบบเก่า ๆ ด้วยการยกให้เป็นภาระของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว”

เดือดร้อนกันทั่วหน้า!เกษตรกรในฮุ่ยหมินขายแตงโมไม่ออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285514

เดือดร้อนกันทั่วหน้า!เกษตรกรในฮุ่ยหมินขายแตงโมไม่ออก

เดือดร้อนกันทั่วหน้า!เกษตรกรในฮุ่ยหมินขายแตงโมไม่ออก

         อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลยที่ผลิตผลการเกษตรราคาตกต่ำ จนสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร แม้ประเทศจีนเองได้ชื่อว่าแหล่งตลาดใหญ่สำหรับผลิตผลทางการเกษตรไทย ก็ยังไม่วายต้องเจอกับสภาพที่ไม่ต่างกัน

เดือดร้อนกันทั่วหน้า!เกษตรกรในฮุ่ยหมินขายแตงโมไม่ออก 

         จากการรายงานข่าวของสำนักข่าวซินหัว(CHina Xinhua News) เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2560  ระบุว่าบรรดาเจ้าของสวนแตงโมหลายราย ในอำเภอฮุ่ยหมิน มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เฝ้ารอลูกค้าด้วยความหวังอันริบหรี่ พวกเขาถึงกับประกาศขายส่งแตงโมในราคาที่ถูกแสนถูกเพียง 3 เหมา ต่อ 1 กิโลกรัม (1 หยวน = 10 เหมา) ในขณะที่บางรายก็คะยั้นคะยอให้คนที่เดินผ่านไปมาหยิบชิมได้เลย แต่หลายคนเหล่านั้นก็แค่หยิบชิมแล้วทิ้งลงถังขยะไปเฉย ๆ เหล่าเกษตรกรผู้น่าสงสารที่ขายแตงโมไม่ออก จะกินก็กินไม่ลง จึงได้แต่ทิ้งลงขยะไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน

เดือดร้อนกันทั่วหน้า!เกษตรกรในฮุ่ยหมินขายแตงโมไม่ออก 

             ส่วนประเทศไทย เกษตรกรผู้ปลูกแตงโมในพื้นที่ ตำบลหนองปลาไหล อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นแหล่งปลูกแตงโมแหล่งใหญ่ของจังหวัดพิจิตรก็ประสบปัญหาราคาแตงโมตกต่ำเช่นกัน โดยราคาแตงโมคละไซส์เหลือเพียงกิโลกรัมล่ะ 5 บาท จากปีที่ผ่านมากิโลกรัมละ 6 บาท ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้น้อยลงจากปีที่ผ่านมา และสุ่มเสี่ยงต่อการขาดทุน เนื่องจากการลงทุนสูงกว่าปีที่ผ่านมาจากต้นทุนที่สูงขึ้น

นางวิเชียร พาลิตา เกษตรกรหมู่ที่ 10 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตรเผยว่า ปลูกแตงโมในพื้นที่ 13 ไร่ ลงทุนไปกว่า 70,000 บาท ปีนี้ประสบปัญหาราคาแตงโมตกต่ำ จากเดิมปีที่ผ่านมาขายแตงโมคละไซส์ หรือไซส์รวมให้กับพ่อค้าในราคากิโลกรัมละ 6 บาท แต่ปีนี้เหลือเพียงกิโลกรัมละ 5 บาท ส่งผลให้รายได้ลดลงกว่าปีที่ผ่านมา เสี่ยงต่อการขาดทุนเนื่องจากปีนี้ต้นทุนสูง ส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากมีผู้หันมาปลูกแตงโมจำนวนมาก

สำหรับการปลูกแตงโมเป็นพืชที่เกษตรกร ในพื้นที่อำเภอวังทรายพูนนิยมปลูกเพื่อสร้างรายได้ โดยจะปลูกแตงโมหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี เกษตรกรจะแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อปลูกแตงโมซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อย สร้างรายได้งาม โดยปี 2559 ที่ผ่านมาพื้นที่การปลูกแตงโมอยู่ที่ประมาณ 4,500 ไร่ แต่หลังจากราคาข้าวตกต่ำส่งผลให้มีเกษตรกรหันมาปลูกแตงโมเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกแตงโมประมาณ 6,000 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตแตงโมเพิ่มขึ้นและทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ

กรมชลฯเดินหน้าพัฒนาลุ่มน้ำวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/285503

กรมชลฯเดินหน้าพัฒนาลุ่มน้ำวัง

กรมชลฯเดินหน้าพัฒนาลุ่มน้ำวัง

              ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนดูความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนว่าทุกโครงการกรมชลประทานได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)และแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIMP) มากเป็นพิเศษ เพื่อที่จะให้การดำเนินงานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม และเป็นการพัฒนาที่สร้างสมดุลในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จนทำให้กรมชลประทานได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards หรือรางวัลสถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมีการจัดสภาพแวดล้อมดีเด่น โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

           ทั้งนี้ล่าสุดกรมชลประทานได้ดำเนินการจัดทำรายงาน EIA และ EIMP โครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำบ้านวังยาว อ.สบปราบ จ.ลำปาง ซึ่งเป็น 1 ใน 4 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ได้ดำเนินการศึกษา EIA ในลุ่มน้ำวัง ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากราษฎรในพื้นที่อ.สบปราบ ได้ทำหนังสือถึงศูนย์ดำรงธรรม จ.ลำปาง เสนอให้สร้างฝายกั้นแม่น้ำวัง ที่ ต.แม่กัวะ อ.สบปราบ พร้อมระบบส่งน้ำ เมื่อปี พ.ศ. 2550 ต่อมาในปี พ.ศ.2557 สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน ได้ดำเนินการศึกษาเบื้องต้นโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ข้อสรุปว่า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดควรจะสร้างเป็นประตูระบายน้ำ(ปตร.) โดยมีที่ตั้งหัวงานอยู่ หมู่ 2 บ้านอ้อ ต.แม่กัวะ และได้ทำการศึกษาเพื่อจัดทำรายงาน EIA และ EIMP เมื่อปี 2558

           “การศึกษา EIA และ EIMP ขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งครอบคลุมทุกๆด้านทั้งความเหมาะสมเชิงวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและเศรษฐศาสตร์ เน้นความสอดคล้องกับภูมิสังคมและตอบสนองความต้องการในพื้นที่เป็นหลัก ประกอบด้วยแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม 8 แผน และแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม 10 แผน ทั้งระยะก่อสร้างและระยะดำเนินโครงการ โดยมีหน่วยงานภาคีร่วมรับผิดชอบ ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน กรมป่าไม้ กรมประมง องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมอนามัย และกรมควบคุมโรค” ดร.สมเกียรติ กล่าว

             รองอธิบดีกรมชลประทานยังกล่าวต่ออีกว่า การมีประตูระบายน้ำนั้น นอกจากจะช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าแล้ว ยังช่วยให้สัตว์ป่ามีแหล่งน้ำ เป็นการสร้างความยั่งยืนและสมดุลทางธรรมชาติระหว่างประชาชน น้ำ ป่าไม้ และสัตว์ป่า อีกทั้งน้ำยังช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เศรษฐกิจภายในชุมชนนั้นๆ ดีขึ้น ลดการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงาน ในทางตรงกันข้ามจะเกิดการย้ายถิ่นของแรงงานกลับสู่บ้านเกิดมากขึ้นลดความแออัดในสังคมเมืองได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ประตูระบายน้ำยังช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก หรือลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ รวมทั้งยังจะเป็นสถานที่พักผ่อน ท่องเที่ยวภายในชุมชนอีกด้วย

            สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำบ้านวังยาวนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปรายงาน EIA และ EIMP เสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) พิจารณา หากไม่มีปัญหาอะไรประมาณปี พ.ศ. 2563 จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งจะสามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำ เพื่อเป็นน้ำต้นทุนได้ประมาณ 6.13 ล้าน ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ถือเป็นประตูระบายน้ำที่สามารถเก็บกักน้ำได้เท่าๆ กับอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และที่สำคัญจะมีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการถึง 23,240 ไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ ตำบลแม่กัวะ ตำบลนายาง และตำบลสบปราบ

            “จากการสอบถามผู้นำชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนายกอบต. หรือแม้กระทั่งนายอำเภอสบปราบ จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชาวบ้านในพื้นที่ อ.สบปราบเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยที่จะดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำดังกล่าว เพราะเห็นว่าประโยชน์ที่จะได้รับคุ้มค่า ในขณะที่ผลกระทบนั้นน้อยมาก” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย