ทุ่มงบช่วยอีสาน แก้ไขปัญหาน้ำ8.8พันล้าน ปิดฉากครม.สัญจรโคราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287587

ทุ่มงบช่วยอีสาน  แก้ไขปัญหาน้ำ8.8พันล้าน  ปิดฉากครม.สัญจรโคราช

ทุ่มงบช่วยอีสาน แก้ไขปัญหาน้ำ8.8พันล้าน ปิดฉากครม.สัญจรโคราช

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ครม.สัญจรโคราชบรรยากาศชื่นมื่น ที่ประชุมไฟเขียว 348 โครงการแก้ปัญหาภัยแล้งน้ำท่วมในอีสาน 8.8 พันล้านบาท พร้อมอนุมัติงบซ่อมถนนอีกกว่า 2พันล้าน รวมทั้งเห็นชอบพิมพ์เขียว

รถไฟความเร็วสูงสายอีสาน

การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส) ต.สุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมาได้จบลงแล้ว เมื่อวันที่ 22สิงหาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึง ได้เปิดกระจกรถโบกมือทักทายสื่อมวลชน อย่างอารมณ์ดี และทำสัญลักษณ์มือ “ไอเลิฟยู”และกล่าวทักทาย “เลิฟยูนะ สวัสดีตอนเช้า สวัสดีนะจ๊ะ” โดยก่อนการประชุมนายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมงานวิจัยเด่นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และสินค้าโอทอปพรีเมี่ยม เมืองโคราช โดยมีนายวิจิตร ศรีสอ้าน นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นผู้บรรยาย โดยหลังจากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้หันมาพูดใส่สื่อมวลชนอย่างประชดประชันว่า “วันนี้มาทำประโยชน์ให้สาธารณะ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในที่ประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้เชิญผู้ว่าราชการจังหวัด 20 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมประชุม ให้แจงรายละเอียดข้อเสนอต่างๆของจังหวัด แล้วให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปทำงานแผนงานในลักษณะเป็นรายภาคในทำด้านและต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้

ครม.พร้อมแก้ไขปัญหาที่ดิน

ต่อมาเวลา 12.50 หลังแล้วเสร็จการประชุมครม.พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางแก้ปัญหาที่ดินทำกินในภาคอีสาน ว่า รัฐบาลนี้กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งต้องทำแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 4,000 ออกมาก่อน หลังจากนั้นต้องเอาแผนที่ทุกกระทรวงมาทาบดู ตรงไหนที่ตรงกันก็จบ ส่วนตรงไหนที่มีปัญหาความขัดแย้งทับซ้อน ก็ต้องหาทางออก ไม่ใช่มาร้องเรียนแล้วยกให้ไป ต้องเอาหลักการ เหตุผลตามกฎหมาย และวิทยาศาสตร์มาว่ากัน แต่ทั้งนี้จะต้องลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด จะต้องทำให้สมดุลและเกิดความเดือดร้อนน้อยที่สุด

อนุมัติแก้ปัญหาน้ำ8.8พันล.

ด้านพ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัตร ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมครม.ว่า ที่ประชุม ได้รายงานผลการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.)ครั้งที่ผ่านมา โดยเห็นชอบกำหนดพื้นที่แก้ไขปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งอย่างเป็นระบบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 8 พื้นที่ โดยกรมทรัพยากรน้ำร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั้งประเทศ พบว่ามีพื้นที่ 84.2 ล้านไร่ หรือ 26.5 % เป็นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 40.9 ล้านไร่ คิดเป็นร้อย 49 % ของพื้นที่ทั้งหมด โดยพื้นที่เสี่ยงอุกทภัยทั้งประเทศมีทั้งสิ้น 45.4 ล้านไร่ คิดเป็น 14 % ของพื้นที่ทั้งประเทศ และเป็นพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15.9 ล้านไร่ หรือ 35 % ของพื้นที่เสี่ยงอุกทกภัยทั้งประเทศ

ทั้งนี้ มีการกำหนดพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งอย่างเป็นระบบทั้งหมด 8 พื้นที่ครอบคลุม18 จังหวัด ประกอบด้วย 1.จังหวัดในลุ่มน้ำเลยตอนล่าง ลุ่มน้ำเลยห้วยหลวง ลุ่มน้ำแม่น้ำสงคราม ลุ่มน้ำภูน้ำกัด ลุ่มชีตอนบน ลุ่มน้ำชีตอนกลาง ลุ่มน้ำมูลตอนบน และลุ่มน้ำมูลตอนล่าง นอกจากนี้ ครม.เห็นชอบให้กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย และกรมทรัพยากรน้ำ เสนอโครงการที่มีความพร้อม และเร่งด่วน เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมปี 2560 อีก 348 โครงการ เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 8,820 ล้านบาท โดยจะมีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ 449,700 ไร่ คิดเป็นปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น107 ล้านลูกบาศก์เมตร

เห็นชอบแบบรถไฟกทม.-โคราช

ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลง ว่า ครม.เห็นชอบสัญญาออกแบบส่วนที่ 1 โครงการรถไฟความเร็วสูง กทม. – หนองคาย ช่วงที่ 1 นครราชสีมา วงเงิน 1.7 พันล้านบาท จากวงเงินโครงการทั้งหมด 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาการออกแบบรายละเอียดโครงการ ที่ให้รัฐวิสาหกิจของสาธารรัฐประชาชนจีน ที่ผ่านการรับรองคุณภาพจากรัฐบาลจีนมาดำเนินการ ซึ่งสำหรับงานก่อสร้างงานโยธา ประกอบด้วยงานโครงสร้างทางยกระดับ ระดับดิน อุโมงค์ อาคาร ย่านสถานี และโครงสร้างพื้นฐานด้านโยธาอื่นๆ มีระยะเวลาออกแบบ 10 เดือน ทั้งนี้ สัญญามีเงื่อนไขในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่สำนักงานอัยการสูงสุดเห็นชอบร่างสัญญา และฝ่ายจีนก็เห็นชอบ รวมทั้งมีการหารือจากหลายฝ่ายแล้ว เพื่อความรอบคอบให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปสัญญาที่สองจะมีการจ้างที่ปรึกษา มีวิศกรจีนและไทย มาควบคุมการก่อสสร้าง และสัญญาที่ 3 งานระบบราง ระบบไฟฟ้า ขบวนรถไฟ และอบรมบุคลากร ซึ่งโครงการนี้จะทำให้เดินทางจากกทม.มาถึงโคราชใช้เวลา 1.17 ชั่วโมง ค่าโดยสารประมาณ 535 บาท

อนุมัติ2,101ล้านซ่อมถนนน้ำท่วม

นายกอบศักดิ์ ยังกล่าวต่อ ว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,101.46 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ทำให้เกิดปัญหาความเสียกับเส้นทางคมนาคม โดยเฉพาะถนนที่ได้รับความเสียหาย เมื่อครม.มาเยี่ยมประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มีความตั้งใจที่จะจัดสรรงบประมาณ ในการบูรณะฟื้นฟูเส้นทางดังกล่าว โดยส่วนที่เสียหายและต้องบูรณะ ซ่อมแซมประกอบด้วย ทางหลวงแผ่นดิน (กรมทางหลวง) 119 สายทางอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27 จังหวัด ทางหลวงชนบท 147 สายทาง อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 จังหวัด และภาคเหนือ 6 จังหวัด และสำนักงานกรมการขนส่งท่างบก 1 แห่ง รวมเป็นเงิน 3,571.70 ล้านบาท รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะดูแล และลดความเดือดร้อนของประชาชนที่ใช้เส้นทางการให้บริการคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติสก์ เพื่อให้กลับมาสู่สภาพเดิมโดยเร็ว นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทรช์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งการว่าเวลาซ่อมแซมถนน ให้ทำเรื่องทางน้ำให้เรียบร้อยด้วย และทำให้เสร็จก่อนฤดูฝนในปีหน้า

ขณะที่ พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า นายกฯ ได้สั่งการเร่งด่วนให้ทางทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาเส้นทางคมนาคม เพื่อสร้างถนนชุมชนจำนวน 198 เส้นทาง โดยครอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศไทย ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อชุมชนกับถนนเส้นทางหลัก โดยให้ทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจพื้นที่และเข้าไปช่วยซ่อมแซมเส้นทางคมนาคม ซึ่งจะนำยางพารามาสร้างถนน

ยันพบปธน.สหรัฐอเมริกา4-8ตค.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า สำหรับกำหนดการเดินทางเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตามที่มีการระบุว่าจะเดินทางไปเดือนต.ค.นั้น เบื้องต้นฝ่ายไทยกำหนดวันเดินทางคือช่วงสัปดาห์แรกของเดือนต.ค.ประมาณวันที่ 4-8 ต.ค.นี้ แต่กำหนดการอย่างเป็นทางการไทยจะมีการหารือถึงรายละเอียดอีกครั้ง รวมถึงยังต้องรอหารือร่วมกันกับสหรัฐฯ คาดว่ากำหนดการอย่างเป็นทางการจะเปิดเผยก่อนเดินทางจริง 10 วัน

โครงการ‘9101’คืบหน้ากว่า80% 950ชุมชนพื้นที่ส่งเสริมเกษตรเขต1เร่งเครื่องใกล้เสร็จตามเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287519

x

โครงการ‘9101’คืบหน้ากว่า80% 950ชุมชนพื้นที่ส่งเสริมเกษตรเขต1เร่งเครื่องใกล้เสร็จตามเป้า

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรัตน์ สงวนทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 22,895.36 ล้านบาท โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงาน ซึ่งในส่วนพื้นที่รับผิดชอบของ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ได้ดำเนินงานตามนโยบายและมีผลการดำเนินงานปัจจุบันคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 80

ทั้งนี้ การดำเนินงานของโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเข้มแข็งความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรและเกษตรกร โดยมีศูนย์กลางกลไกการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนและเกษตรกรที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวจะต้องเป็นสมาชิกศพก.เท่านั้นสำหรับสมาชิกที่จะมาขอดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ของโครงการดังกล่าวมีเงื่อนไขคือ จะต้องรวมตัวกันไม่น้อยกว่า 10 คน/กิจกรรม/โครงการ รวมถึงจะและต้องเป็นโครงการที่ให้มีการจ้างงานเกษตรกรในชุมชนเป็นหลักไม่น้อยกว่า 50% ของเงินที่จะดำเนินงานจะต้องเป็นค่าจ้างแรงงาน ซึ่งมีข้อยกเว้นกรณีจำเป็นอาจให้มีการจ้างการดำเนินงานได้ 30% ของงบประมาณทั้งหมด แต่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโครงการระดับอำเภอ โดยมีนายอำเภอเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของโครงการ

นายสุรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ความคืบหน้าในการดำเนินงานในโครงการ 9101 ในส่วนของเขต 1 ได้รับกรอบมาจากกรมส่งเสริมการเกษตร 950 ชุมชน มีกรอบงบประมาณที่ชัดเจน ซึ่งมีโครงการที่เสนอมา 2,805 โครงการ วงเงิน 1,498 ล้านบาท ต่ำกว่ายอดเงินที่รัฐบาลให้มา และหลังจากได้มีการจัดทีมลงพื้นที่ทั้ง 9 จังหวัดที่อยู่ในความดูแลของเขต 1 ลงไปติดตามผลการดำเนินงาน พบว่ามีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนของรัฐบาล คือ สามารถเบิกจ่ายงบประมาณไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ภายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจะต้องเบิกจ่ายภายในเดือนสิงหาคม โดยภาพรวมการดำเนินงานขณะนี้ค่อนข้างมีความคืบหน้าไปมากกว่า 80% คาดว่าจะสามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จได้ตามระยะเวลาที่รัฐบาลกำหนด

อบรมปลูกถั่วหรั่งรร.ตชด. สร้างแหล่งอาหารนักเรียน9จังหวัดภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287520

x

อบรมปลูกถั่วหรั่งรร.ตชด. สร้างแหล่งอาหารนักเรียน9จังหวัดภาคใต้

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ตามที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพื้นที่จังหวัดตรัง สงขลา และยะลา ระหว่างวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ 2560 และได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนปลูกถั่วหรั่งเพิ่มอีกชนิดหนึ่งนั้น สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดสำรวจพื้นที่ปลูกถั่วหรั่งในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง พบว่ามีพื้นที่ปลูกรวม 33.25 ไร่ แต่มีสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกถั่วหรั่ง 18 ไร่ และจากการติดตามการดำเนินงานโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและครูในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการปลูกถั่วหรั่ง สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา จึงได้จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการปลูกถั่วหรั่ง แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและครูในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนผู้รับผิดชอบโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง จำนวน 27 โรง เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ณ ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

นายไพศาล ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการปลูกและการดูแลรักษาถั่วหรั่ง สามารถนำความรู้ไปใช้ในการจัดทำแปลงเรียนรู้ด้านการผลิตถั่วหรั่งสำหรับบริโภคและเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ทำให้มีแหล่งอาหารไว้บริโภคและเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร ตลอดจนการผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เพาะปลูกภายในโรงเรียน อีกทั้งยังเป็นการสนองโครงการพระราชดำริอีกทางหนึ่ง โดยได้รับเกียรติจากนายวารินทร์ บุษบรรณ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บรรยายความรู้เรื่องกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันด้วย สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ที่เข้ารับการอบรมจากจังหวัดสงขลา จำนวน 10 โรง

ดัน‘บุรีรัมย์’ร่วมขับเคลื่อน เชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287517

x

ดัน‘บุรีรัมย์’ร่วมขับเคลื่อน เชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวคุณภาพ โดยได้หารือร่วมกับผู้ว่าฯและรองผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อขอความร่วมมือให้จังหวัดเชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ จับคู่กับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์และข้าว GAP รวมทั้งได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนาแปลงใหญ่ประชารัฐ อ.ลำปลายมาศ และแปลงนาอินทรีย์ อ.กระสัง

“จากการลงพื้นที่พบว่า เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง มาสมัครเข้าโครงการนาแปลงใหญ่และนาอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเห็นตัวอย่างของแปลงปีที่แล้วที่ประสบความสำเร็จ มีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะนาอินทรีย์ ผลิตไม่พอกับความต้องการของตลาดและขายได้ราคาดี ถึงแม้ราคาข้าวทั่วไปจะตกต่ำ เพราะเป็นข้าวที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ทั้งนี้เกษตรกรที่สนใจมาเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่และนาอินทรีย์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด กรมการข้าว หรือสายด่วนหมอข้าว 1170 กด 4”

นางสาวชุติมา กล่าวต่อว่า จ.บุรีรัมย์ มีพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม พื้นที่นาได้รับความเสียหายบางส่วน แต่พี่น้องเกษตรกรได้ช่วยเหลือกันเอง โดยไม่ได้รอความช่วยเหลือจากรัฐเพียงอย่างเดียว ทำให้ได้เห็นน้ำใจของชาวนาไทยที่มีต่อกัน จึงรู้สึกประทับใจมาก โดยชาวนาได้มีการแบ่งปันต้นข้าวที่รอดจากน้ำท่วมให้เพื่อนบ้านไปปักดำในนาที่ข้าวรอบแรกเสียหายจากน้ำท่วมด้วย

น้อมนำศาสตร์พระราชาชุบชีวิตบางสะพาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287521

น้อมนำศาสตร์พระราชาชุบชีวิตบางสะพาน

น้อมนำศาสตร์พระราชาชุบชีวิตบางสะพาน

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

น้อมนำศาสตร์พระราชาชุบชีวิตบางสะพาน

กรมชลเร่งปรับปรุงอ่างเก่า-สร้างอ่างใหม่แก้ปัญหาน้ำท่วมยั่งยืน

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะรมว.เกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้กรมชลประทานนำ “ศาสตร์พระราชา” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้พระราชทานแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำมาใช้ในการแก้ปัญหาให้ประชาชน กรมชลประทาน จึงได้น้อมนำพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานไว้เมื่อปี 2547 โดยสรุปว่า “…พื้นที่ จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนจรด จ.ชุมพร มีปริมาณน้ำในลำห้วยต่างๆ เป็นจำนวนมากที่ไหลลงทะเล ให้กรมชลประทาน พิจารณาวางแผนสร้างแหล่งเก็บกักน้ำต่างๆ ตามความเหมาะสมไว้ให้ประโยชน์ให้กับราษฎรและเพิ่มช่องระบายน้ำผ่านถนนและคลองระบายน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยด่วนต่อไป…” มาใช้ในการวางแผนดำเนิน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

เนื่องจาก อ.บางสะพาน มักประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ ดังเช่นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาซึ่งมีฝนตกหนักและต่อเนื่อง เป็นพื้นที่กว้างครอบคลุมลุ่มน้ำคลองบางสะพานทั้งหมดประมาณ 500 ตารางกิโลเมตร ทำให้มีปริมาณน้ำท่าเกิดขึ้นกว่า 60 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และไหลลงสู่คลองบางสะพานซึ่งแคบและคดเคี้ยวจนทำให้ล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่ อ.บางสะพาน ที่มีสภาพเป็นที่ลุ่มต่ำแอ่งกระทะ สร้างความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และพืชผลทางการเกษตรเป็นมูลค่ามหาศาล

นอกจากนี้ อ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ภายในลุ่มน้ำคลองบางสะพาน ยังเป็นอ่างฯขนาดเล็กจำนวน 3 แห่ง มีความจุรวมกันไม่ถึง 2 ล้านลูกบาศก์เมตร ไม่เพียงพอที่จะตัดยอดน้ำเพื่อบรรเทาความรุนแรงได้ หากมีฝนตกหนักต่อเนื่องน้ำจะเต็มอ่าง และไหลล้นออกทางระบายน้ำฉุกเฉินไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำทันที

สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เพื่อบรรเทาอุทกภัยพื้นที่บริเวณตัวอำเภอบางสะพานนั้น จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า หากจะให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องดำเนินโครงการต่างๆ ดังนี้ ในระยะเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วคือ การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ คือ อ่างฯโป่งสามสิบ และอ่างฯบ้านคลองลอย เพื่อเพิ่มปริมาณการกักเก็บ คาดว่าใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ปี พร้อมทั้งได้ดำเนินการขุดลอกคลองบางสะพานและสร้างประตูระบายน้ำ (ปตร.) ในคลองบางสะพานเพื่อเพิ่มปริมาณการระบายน้ำในพื้นที่ อ.บางสะพานคาดว่าใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปี

ส่วนในระยะกลางและระยะยาว จะต้องมีการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ ไม่ผ่านตัวเมือง เพื่อใช้ระบายน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด พร้อมกับดำเนินการก่อสร้างอ่างฯบ้านไทรทอง และอ่างฯคลองลอย เพิ่มเติม เพื่อตัดยอดน้ำ และกักเก็บน้ำไว้ใช้่ในฤดูแล้ง อย่างไรก็ตามโครงการนี้จะต้องดำเนินการศึกษาความเหมาะสมผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น(IEE) และขอใช้พื้นที่จากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนถึงจะสามารถดำเนินการได้

“หากสามารถดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เพื่อบรรเทาอุทกภัยพื้นที่บริเวณตัวอำเภอบางสะพานได้เต็มโครงการ จะทำให้สามารถระบายน้ำที่ไหลผ่านเขตเมืองของ อ.บางสะพานได้ไม่น้อยกว่า 520 ลบ.ม./วินาที และปตร.
ทั้ง 3 แห่ง ที่จะสร้างในคลองบางสะพาน คือ ปตร.ทุ่งมะพร้าว ปตร.กลางคลองบางสะพาน และ ปตร.ปลายคลองบางสะพาน จะช่วยกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง รวมทั้งยังจะช่วยป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มเข้ามาในคลองบางสะพานได้อีกด้วย ส่วนการสร้างอ่่างเก็บน้ำก็จะทำช่วยตัดยอดน้ำ และทำให้มีแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 30 ล้านลบ.ม. สามารถขยายพื้นที่ชลประทานได้ 15,450 ไร่” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

บิ๊กฉัตรชงแผนบริหารน้ำภาคอีสานเข้า กนช.ก่อนเสนอ ครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287414

บิ๊กฉัตรชงแผนบริหารน้ำภาคอีสานเข้า กนช.ก่อนเสนอ ครม.

บิ๊กฉัตรชงแผนบริหารน้ำภาคอีสานเข้า กนช.ก่อนเสนอ ครม.

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 09.39 น.

22 ส.ค.60 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ครอบครัวละ 3,000 บาท ทางจังหวัดกำลังดำเนินการ ส่วนมาตรการเยียวยาทางกระทรวงมหาดไทยกำลังสำรวจภาพรวม อาจต้องใช้เวลาบ้าง เพราะตามระเบียบเมื่อมีความเสียหายอย่างสิ้นเชิง จะต้องรอน้ำลดก่อน จากนั้นกระทรวงเกษตรฯจะเข้าไปดูแลภาคการเกษตรต่อไป

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ในวันเดียวกันนี้ ทางกระทรวงเกษตรฯจะยังไม่เสนอแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคอีสานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นอกสถานที่(ครม.สัญจร) ตามที่ภาคเอกชนเสนอ แต่ทางกระทรวงเกษตรฯ มีแผนระยะยาวตั้งแต่ปี 2561-2569 อยู่แล้ว โดยกรมชลประทานได้ปรับแผนงานเร่งด่วนให้มาอยู่ในช่วงปี 2561-2562 โดยมีงบประมาณ 6,800 ล้านบาท ซึ่งตนได้รายงานนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21ส.ค.ที่ผ่านมา ว่าพื้นที่ภาคอีสานเรามีแผนของบเพิ่มเติม นายกฯรับทราบในหลักการแล้ว และอยากเห็นการทำงานที่ตอบสนองด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ตามกระบวน คือ กระทรวงเกษตรฯต้องนำเข้าไปสู่ที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ก่อนเสนอ ครม.ต่อไป

แจงสี่เบี้ย : เกษตรฯจับมือก.วิทย์ เดินหน้าบริหารจัดการเชิงรุก‘Agri-Map’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287304

227832

แจงสี่เบี้ย : เกษตรฯจับมือก.วิทย์ เดินหน้าบริหารจัดการเชิงรุก‘Agri-Map’

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากความสำคัญของภาคการเกษตรที่มีต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรรายย่อยมักต้องประสบกับปัญหารายได้ต่ำ อันเกิดจากความผันผวนทางการตลาด และการขาดการวางแผนจัดการผลิตที่ดี ขณะที่ภาครัฐก็ขาดข้อมูลภาคสนามที่ถูกต้องสมบูรณ์ ทำให้การวางแผนในระดับมหภาคไม่สอดคล้องความเป็นจริง จึงมีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม ด้วยการใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด กระทรวงเกษตรฯโดย กรมพัฒนาที่ดิน จึงดำเนินการจัดทำระบบบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ภายใต้ชื่อโครงการ Agri-Map

ทั้งนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีโดยศูนย์เทคโนโลยีอีเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) หรือ เนคเทค มีเทคโนโลยีที่พร้อมจะไปสนับสนุนโครงการดังกล่าวอยู่แล้ว โดยมีการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในด้านการบูรณาการข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตรที่ชื่อว่า What2Grow ซึ่งเป็นระบบบูรณาการข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน อาทิ ข้อมูลแผนที่ ข้อมูลการผลิต ผลผลิต สภาพพื้นดิน ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินในการเพาะปลูก ข้อมูลเชิงเศรษฐศาสตร์ด้านราคา แหล่งรับซื้อ และสร้างเครื่องมือสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่

โดยการลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เกิดขึ้นเพื่อเดินหน้าโครงการแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก Agri-Map ในระบบออนไลน์และโมบายเพื่อให้กระทรวงเกษตรฯ ใช้ข้อมูลในการวางแผนและจัดทำนโยบายด้านการเกษตร ร่วมพัฒนาบุคลากรด้านการพัฒนาและการใช้แผนที่การเกษตรเพื่อการบริหารจัดการที่เหมาะสมต่อไป

รักษ์เกษตร : ทะเลทราย สาเหตุ และแนวทางแก้ไข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287307

รักษ์เกษตร : ทะเลทราย สาเหตุ และแนวทางแก้ไข

รักษ์เกษตร : ทะเลทราย สาเหตุ และแนวทางแก้ไข

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม การกลายสภาพเป็นทะเลทราย คืออะไรครับ มีสาเหตุจากอะไร และประเทศไทยมีโอกาสเป็นเช่นนั้นได้จริงหรือครับ และมีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้างครับ

ภูมิศักดิ์ พุทธวงศา

อ.โนนแดง จ.นครราชสีมา

 

คำตอบ การกลายสภาพเป็นทะเลทรายหมายถึง สภาวะที่สภาพแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งสูญเสียความชุ่มชื้น เพราะขาดน้ำอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดดินแห้งเสื่อมโทรม ภูมิอากาศ และพืชคลุมดิน เปลี่ยนไปอย่างถาวร มีสาเหตุมาจากการปรวนแปรไปของวงจรหมุนเวียนของน้ำ จากที่เคยมีความชื้นกลายเป็นความแห้งแล้ง

ต้นเหตุของการกลายสภาพเป็นทะเลทราย คือ การชะล้างพังทลายของดินค่อนข้างสูง เมื่อผนวกกับภาวะโลกร้อน ก่อให้เกิดผลกระทบคือ ความแห้งแล้งและน้ำท่วมใหญ่ น้ำไหลบ่าตามที่สูงและที่ลาดเขาก่อให้เกิดความแห้งแล้งเสื่อมโทรมของดิน เพราะการที่น้ำไหลบ่าลงมาอย่างรวดเร็ว ทำให้การซึมผ่านของน้ำลงสู่ใต้ดินลดลง มีน้ำกักเก็บอยู่ใต้ดินลดลง และการชะล้างพังทลายของดินไปกับน้ำหลากทำให้สูญเสียหน้าดิน และสูญเสียการอุ้มน้ำในดิน ความชื้นของดินก็ลดต่ำลงด้วย

ฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ของกรมพัฒนาที่ดิน พบว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดความแห้งแล้งถาวร ถึงขั้นที่ไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้ในหลายพื้นที่สิ่งที่ทำให้เป็นไปนั้น มีหลายปัจจัย ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั่วโลก แต่ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง มาจากพฤติกรรมของคนไทย การตัดไม้ทำลายป่า การพัฒนาที่ทำลายทรัพยากรอย่างสูญสิ้นไป การทำเกษตรกรรมแบบเร่งรัด การแผ้วถางเพาะปลูกบนพื้นที่ลาดชันโดยไม่มีการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การใช้สารเคมีมากเกินไป เหล่านี้ล้วนเสริมให้เกิดการกลายสภาพเป็นทะเลทรายได้อย่างรวดเร็ว

แนวทางแก้ไข มีประเด็นสำคัญจากนักวิชาการหลายๆ สถาบัน ได้ให้ความคิดเห็นไว้ พอสรุปเป็นแนวทางได้ดังนี้

1) การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต การมีสวนสาธารณะในเมืองอย่างเพียงพอ มีกฎหมายกำหนดอัตราส่วนของพื้นที่อาคารสูงกับพื้นที่ราบไว้ให้เหมาะสมการมีผังเมืองที่เคร่งครัดในเรื่องการใช้ประโยชน์ ที่ดิน โดยไม่ปล่อยให้เมืองขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ไร้ทิศทาง และขาดการควบคุม

2)การพัฒนาชนบทอย่างบูรณาการ ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน การลดความยากจน การบรรเทาภัยแล้งด้วยการจัดการน้ำและดิน และการอนุรักษ์ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น

3)การจัดทำแผนที่ จะต้องชี้ให้เห็นระดับความรุนแรงและความจำเป็นที่จะต้องป้องกัน โดยการสำรวจ และวิเคราะห์ปริมาณฝนและความเสื่อมโทรมของดิน เป็นรายภาค ใช้ระบบเทคโนโลยี่สารสนเทศและดาวเทียม

4)การทำการศึกษาเชิงลึก โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีดัชนีชี้วัดว่ามีความรุนแรง ให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย และให้ความรู้ สื่อสารกับชาวบ้าน ประชาชนทั่วไป ให้ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ปกครอง ผู้บริหาร และผู้วางนโยบาย ตั้งแต่ระดับประเทศและท้องถิ่น ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ และปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

5)การเลือกปลูกพืชตามสภาพภูมิอากาศ จะต้องให้เกษตรกรเลือกช่วงระยะเวลาปลูกพืชที่เหมาะสม และเลือกปลูกพืชที่ทนแล้งจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยลงควรมีการประสานกับโครงการฝนหลวงในช่วงฝนแล้ง เพื่อให้มีน้ำมีฝนตกเพียงพอ

6)การปรับปรุงบำรุงดิน โดยเน้นการปลูกหญ้าแฝก เพื่อรักษาความชื้นตามขอบเขตพื้นที่ของเกษตรกรในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ จะช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากความแห้งแล้งซ้ำซากลงได้

ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความแห้งแล้งที่ยาวนาน และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดิน จะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตที่เกษตรกร ผลผลิตที่ได้จะลดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น จึงต้องมีการเตือนภัยล่วงหน้าต่อเกษตรกรเป็นสำคัญด้วย

นาย รัตวิ

‘แปลงใหญ่’เขต1ได้ผลเชิงบวก เกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้ชัดเจน-เกิดความยั่งยืนในอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287306

x

‘แปลงใหญ่’เขต1ได้ผลเชิงบวก เกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้ชัดเจน-เกิดความยั่งยืนในอาชีพ

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรัตน์ สงวนทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็น 1 ใน 6มาตรการ ที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงาน เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรรายย่อยมีพื้นที่ขนาดเล็ก ทำการเกษตรในลักษณะต่างคนต่างทำ ต้นทุนการผลิตสูง และไม่สามารถต่อรองราคากับตลาดได้

สำหรับพื้นที่รับผิดชอบของ สำนักงานส่งเสริและพัฒนาการเกษตรที่ 1จังหวัดชัยนาท มีทั้งสิ้น 9 จังหวัด มีการปลูกพืชตามเขตเหมาะสม (Zoning) ได้แก่ ข้าว อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าวและยางพารา นอกจากนั้นเป็นพื้นที่ไม้ยืนต้น ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ สถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พืชน้ำ ป่าไม้ ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ พื้นที่ชุมชน พื้นที่ลุ่ม พื้นที่น้ำ และพื้นที่อื่นๆ

โดยผลการดำเนินงานในภาพรวมของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความคืบหน้าและเห็นผลในเชิงบวกในหลายๆด้าน มีแปลงใหญ่ที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการ SC รวมทั้งหมดจำนวน 173 แปลง พื้นที่ 256,737.18 ไร่ เกษตรกร 12,698 ราย ผลิตสินค้า 17 ชนิด ซึ่งผลจากการดำเนินงานด้านการสนับสนุนการดำเนินงานของจังหวัด ได้แก่ เป็นวิทยากร ร่วมประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกร ให้คำปรึกษาแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดในการดำเนินงานโครงการ พร้อมทั้งมีการติดตามการดำเนินงานของจังหวัด ได้แก่ การประสาน ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของจังหวัด เช่น การดำเนินโครงการ/กิจกรรม การจัดทำแผนปฏิบัติการแปลงใหญ่ การจัดชั้นคุณภาพแปลงใหญ่ และการจัดทำรายงานต่างๆ รวมไปถึงการสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ระดับเขต ได้แก่ การจัดประชุมคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ระดับเขต เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ภาคประชาชน ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวิเคราะห์ปัญหาและค้นหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในการพัฒนาการดำเนินงานแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินงานดังกล่าวที่ผ่านมาจนถึงปี 2560 ขณะนี้สามารถเชื่อมโยงเครือข่าย ศพก. กับการทำเกษตรกรในรูปแบบแปลงใหญ่ ให้สามารถดำเนินงานให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และคาดว่าจะสามารถทำอาชีพด้านการเกษตรให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นต่อไป

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมโชว์นวัตกรรม-ความก้าวหน้า‘AGRI-MAP’ ในงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287309

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมโชว์นวัตกรรม-ความก้าวหน้า‘AGRI-MAP’ ในงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี’

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมโชว์นวัตกรรม-ความก้าวหน้า‘AGRI-MAP’ ในงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี’

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี” ระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในการทรงงานด้านเกษตร และเผยแพร่พระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้ร่วมจัดนิทรรศการและให้บริการภายใต้ภารกิจของกรม ภายในงานครั้งนี้ ได้แก่ การนำเสนอผลงานนวัตกรรม โดยจัดแสดงนิทรรศการแผนที่การเกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) การใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ พด. ในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และนำเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จมานำเสนอ ตลอดจนให้บริการทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน ด้วยชุดวิเคราะห์ดินอย่างง่าย (LDD Test Kit) ซึ่งเป็นชุดวิเคราะห์ดินเคลื่อนที่ การให้คำแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. พร้อมทั้งแจกจ่ายผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. ต่างๆ และน้ำหมักชีวภาพพร้อมใช้

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับนิทรรศการแผนที่ Agri-Map ที่จัดแสดงภายในงาน ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็น Agri-Map Online และพัฒนาเข้าสู่ระบบ On Mobile ก็คือสามารถใช้ได้ในโทรศัพท์มือถือ หรือ Smart Phone ที่เราใช้กัน โดยสามารถใช้ดูข้อมูล Agri-Mapได้แล้ว รวมถึงนิทรรศการ การใช้บริการ การให้ความรู้เรื่องการฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดิน ให้มีความสมบูรณ์ เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืชในแต่ละพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต สร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่ยั่งยืนในอนาคต โดยการดำเนินงานของกรมพัฒนาที่ดินหลังจากนี้ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดิน รวมถึงหมอดินอาสาในพื้นที่ ลงพื้นที่เพื่อแนะนำให้ความรู้เกษตรกร ในเรื่องของการใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.ผลิตปุ๋ยหมัก นำหมักชีวภาพ การผลิตสารขับไล่แมลงศัตรูพืช และแนะนำวิธีการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินด้วยการปลูกพืชปุ๋ยสดชนิดต่างๆ การให้คำแนะนำในเรื่องของชนิดดินในพื้นที่และวิธีการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูก อีกทั้งยังจัดให้มีบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เพิ่มความสะดวกให้แก่เกษตรกรที่ต้องการความรู้และคำแนะนำอีกด้วย

งาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี” ถือได้ว่าเป็นมหกรรมการเกษตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ที่จัดแสดง
ผลงานเด่น นวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การให้บริการวิชาการด้านการเกษตร ตลอดจนการนำผลสำเร็จทางการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล ผ่านการดำเนินกิจกรรมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) วิสาหกิจชุมชน ตลาดเกษตรกร Smart Farmer และ Young Smart Farmer ภายใต้การพัฒนาการเกษตร โดยผู้เข้าร่วมชมงานจะเรียนรู้นวัตกรรมสมัยใหม่รู้จักวิธีคิด รู้จัดวิชาการ รู้จักการบริหารจัดการด้านตลาด เพื่อนำไปปรับใช้ได้ในอนาคต และเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาด้านการเกษตร เพื่อพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับเกษตรกรที่สนใจเกี่ยวกับการนำนวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.ไปใช้ การวิเคราะห์ดิน วิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างถูกวิธี สามารถสอบถามเพิ่มได้ที่หมอดินอาสา เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินในพื้นที่ของท่านหรือสายด่วน กรมพัฒนาที่ดิน โทร. 1760