“รศ.เกศินี”แคนดิเดตหญิงอธิการบดีมธ.ในรอบ30ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293990

“รศ.เกศินี”แคนดิเดตหญิงอธิการบดีมธ.ในรอบ30ปี

อธิการบดีมธ, แคนดิเดต, รศเกศินี

5รายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อนั่งอธิการบดีมธ.มากที่สุด เตรียมทาบทาม ก่อนเสนอแนวทางการบริหาร 19 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ได้ออกประกาศคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีฉบับที่ 2 เรื่องการรับสมัครและการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมธ. พ.ศ.2560 แทนศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมธ.ที่จะหมดวาระในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560โดยมีนายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มธ.

โดยในประกาศมีความตอนหนึ่งว่า ตามที่คณะกรรมการสรรหา มธ.ได้ดำเนินการสรรหาตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี พ.ศ.2560 โดยกำหนดให้เปิดรับสมัครเข้ารับการสรรหาตั้งแต่วันที่ 1-29 สิงหาคม 2560 และให้บุคลากร ศิษย์เก่า และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้เสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 เวลา 9.00-15.00 น. ไปแล้วนั้น โดยมีหน่วยงานทั้งหมด 51 หน่วยงาน แต่เสนอชื่อผู้เหมาะสมได้ 50 หน่วยงาน เนื่องจากมี 1 หน่วยงานไม่มีโครงสร้างอค์กร(สำนักงานศูนย์ทดสอบ) และได้กำหนดให้แต่ละหน่วยงานรายงานผลการเสนอชื่อให้คณะกรรมการสรรหาฯ หน่วยงานละไม่เกิน 5 ชื่อ ยกเว้นองค์การนักศึกษามธ.ได้ไม่เกิน 10 ชื่อ ซึ่งผลการรับสมัครและการเสนอชื่อผู้เหมาะสม 5 ลำดับแรกที่หน่วยงานเสนอชื่อมากที่สุด มีดังนี้ 1.รศ.เกศินี วิฑูรชาติ มี 49 หน่วยงาน 2.ศ.ดร.กำชัย จงจักรพันธ์ มี 33 หน่วยงาน 3.ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ มี26 หน่วยงาน 4.ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล มี 18 หน่วยงาน และ5.ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต มี 14 หน่วยงาน

นายมานิจ กล่าวว่า กระบวนการหลังจากนี้จะต้องนำรายชื่อทั้งหมดได้รับการจากหน่วยงานมาตรวจสอบคุณสมบัติ  จากนั้นจะทาบทามบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานมีความถี่สูง เพื่อสอบถามว่าสนใจจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาหรือไม่ หากตอบรับ  ในวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ผู้ตอบรับจะต้องแสดงแนวทางการบริหารต่อคณะกรรมการสรรหาและเปิดโอกาสให้ประชาชนรับฟังได้ โดยระบบประชุมทางไกล 4 ศูนย์การศึกษา หรือสามารถรับชมถ่ายทอดสดผ่านwww.tu.ac.th  ซึ่งในวันเดียวกัน คณะกรรมการสรรหาฯจะทำการสรุปผล ก่อนนำเสนอกรรมการสภามหาวิทยาลัยในวันที่ 30 ตุลาคม 2560

ทั้งนี้ ส่วนกรณีของศ.ดร.สุรพล อดีตอธิการบดีมธ. และได้รับการเสนอเป็นอันดับที่ 3 นั้น ทางคณะกรรมการสรรหาฯ จะมีการหารืออีกครั้งว่าจะต้องทาบทามหรือไม่ เนื่องจาก ศ.ดร.สุรพล เคยแสดงท่าทีผ่านทางโซเซียลมีเดีย ว่าไม่ต้องการเป็นอธิการบดีมธ.

มทร.ธัญบุรี ต้านเปิดร้านเหล้ารอบสถานศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293978

มทร.ธัญบุรี ต้านเปิดร้านเหล้ารอบสถานศึกษา

ธัญบุรี, ร้านเหล้ารอบสถานศึกษา, ประยุทธ์

อธิการมทร.ธัญบุรี ขอบคุณ “ประยุทธ์” เอาจริงจัดการร้านเหล้ารอบสถานศึกษา พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ดูแลและผลักดันให้ปิดร้านรอบมหาวิทยาลัย พร้อมให้ความรู้นศ.

       จากการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  มีคำสั่งให้ควบคุมสถานประกอบการที่ให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษาอย่างจริงจัง รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องน่ายินดีและขอบคุณนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมากที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมามาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อควบคุมร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย ยังไม่สามารถใช้ผลได้เต็มที่ เพราะสถานประกอบการเป็นคนในพื้นที่อาจทำให้เกิดความเกรงใจซึ่งกันและกัน  เมื่อมีการรณรงค์จึงมีปัญหาซ้ำซาก กล่าวคือ เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการกวดขันก็จะปิดร้าน แต่ผ่านไปสักพักก็จะกลับมาเปิดใหม่

“การที่นายกรัฐมนตรี กำชับให้ทุกพื้นที่เข้มงวดกวดขันกับการการตรวจตราดูแลไม่ให้ฝ่าฝืนกฎหมาย จึงถือได้ว่าเป็นนโยบายระดับชาติที่ทุกคนในสังคมจะต้องตระหนัก”

อย่างไรก็ตาม มทร.ธัญบุรี จะร่วมมือกับการปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ให้เกิดร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย หากมีร้านเหล้าจะผลักดันในเกิดการปิดร้าน นอกจากนี้จะดำเนินการรณรงค์ภายในมหาวิทยาลัยกับนักศึกษา โดยผ่านผู้นำนักศึกษา และนักศึกษาใหม่ที่เข้ามา ให้ตระหนักถึงปัญหาของการยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ที่จะส่งผลเสียต่อการเรียน สุขภาพ  และเป็นการใช้เงินที่ผิดวิธี

หนุนทุนวิจัย15 ล้านบาท สู่ไทยนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293980

หนุนทุนวิจัย15 ล้านบาท สู่ไทยนวัตกรรม

ทุนวิจัย

บริติช เคานซิล จับมือสกอ.สนับสนุนงานวิจัยไทย-อังกฤษ 15 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว 6 งานวิจัยแก้ปัญหาสังคม พร้อมชวนนักวิจัยส่งผลงานก่อน19 ก.ย.นี้

สองประเทศ

 ทั้งนี้ โครงการ Institutional Links เป็นโครงการทุนวิจัยขนาดใหญ่ภายใต้ทุน Newton Fund  ที่ทางบริติช เคานซิล ร่วมกับสกอ. เพื่อสนับสนุนงานวิจัยในระดับอุดมศึกษา พัฒนาความร่วมมือระหว่างกลุ่มนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ ภาคอุตสาหกรรมและ สถาบันการศึกษาในสหราชอาณาจักรและประเทศไทย  ซึ่งโครงการ Institutional Links นี้ได้ดำเนินการเป็นปีที่ 3 แล้ว และกำลังเปิดรับสมัครผู้สนใจชิงทุนวิจัยรวมมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท

ด้านนายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอุดมศึกษา สกอ.กล่าวว่า สกอ. ยินดีที่ได้มีส่วนในการสนับสนุนโครงการวิจัยร่วมกับทุน Newton Fund เพื่อผลักดันงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อสังคมและเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเรามีนโยบายที่จะทำงานร่วมกันต่อไปอีกในปีนี้และปีถัดไป ผลงานวิจัยและองค์ความรู้ใหม่ที่ค้นพบจากงานวิจัยที่เกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างไทย – อังกฤษ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งนี้  ที่ผ่านมา มีการมอบทุนไปแล้ว 11 ทุน จำนวนทุนรวม 60 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินทุนจากสกอ. 30 ล้านบาท และทางบริติช เคานซิล 30 ล้านบาท

นอกจากนี้ในงานได้มีการเปิดตัว 6 ผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการฯ ในปีแรกซึ่งงานวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ในการใช้วิทยาศาสตร์และงานวิจัยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ ต่อยอดในอุตสาหกรรม พร้อมกับสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยหัวข้องานวิจัยที่ประกอบด้วย

“ต่อสู้กับมะเร็งด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรา”โดย ดร.เพทาย เย็นจิตโสมนัส มหาวิทยาลัยมหิดล“การผลิตไบโอดิเซลอย่างคุ้มค่าและประหยัดพลังงานจาก น้ำมันพืชในประเทศไทย” โดย ดร.มาลีสันติคุณาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์“บทบาทของภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดในการก่อโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในชนบทของประเทศไทย”โดย ดร.บรรจบ ศรีภา มหาวิทยาลัยขอนแก่น“การกลายพันธุ์ของโรคพันธุกรรมหายากในเด็ก” โดย ดร.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย“การป้องกันวัณโรคและโรคเมลิออยด์” โดย ดร.กาญจนา เลิศมีมงคลชัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ ดร.นริศรา จันทราทิตย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และดร.ธนาภัทร ปาลกะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย“ยกระดับเศรษฐกิจไทยด้วยการเพิ่มมูลค่าข้าวที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ” โดย ดร.ปาริฉัตร หงสประภาส มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ได้มีการเปิดรับสมัครโครงการวิจัย เพื่อชิงทุนมูลค่ารวม 15 ล้านบาท ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1) เป็นนักวิจัยที่มีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการวิจัยร่วมระดับนานาชาติ 2) เป็นนักวิจัยในมหาวิทยาวัยสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 3) หัวข้องานวิจัยที่จะขอทุนต้องอยู่ในหัวข้อ  Ageing society, Creative economy, Agriculture and Food, Energy, Environment and Natural Resources, Health และ Education โดยโครงการวิจัยต้องแสดงถึงแผนการส่งเสริมความร่วมมือที่ยั่งยืน และมีส่วนร่วมจากภาคอุตสาหกรรม หมดเขตการรับสมัคร 19 กันยายนนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมhttps://www.britishcouncil.or.th

เสริมคุณภาพ “ครูปฐมวัย” สพป.นครศรีธรรมราช 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293975

เสริมคุณภาพ “ครูปฐมวัย” สพป.นครศรีธรรมราช 2

ปฐมวัย, การเรียนการสอน, พัฒนาคุณภาพ, ครูปฐมวัย

สพป.นครศรีธรรมราชเขต 2 อบรมครูปฐมวัย เพิ่มสมรรถนะจัดการเรียนการสอน นำไปประยุกต์ใช้จัดการสอนเด็กเล็กได้อย่างเหมาะสม ให้ได้รับการพัฒนาสมวัย

       ว่าที่ร้อยโท ดร.สุเวศ กลับศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 (สพป.นศ.2) เป็นประธานเปิดการประชุมโครงการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาการจัดการเรียนการสอนของครูตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนให้แก่ครูตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งเน้นให้ครูในกลุ่มเป้าหมายได้รับการนิเทศติดตามและนำผลการนิเทศติดตามไปพัฒนาจัดการในการสอนตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก้าวสู่การเป็นครูมืออาชีพในศตวรรษที่ 21 โดยการประชุมในครั้งนี้มีครูปฐมวัยในสังกัด กว่า 240 คน เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการจัดการเรียนการสอนของครูตามหลักสูตรปฐมวัย ณ หอประชุมศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการสำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

เสริมคุณภาพ "ครูปฐมวัย" สพป.นครศรีธรรมราช 2

ว่าที่ร้อยโท ดร.สุเวศ กลับศรี

ว่าที่ร้อยโท ดร.สุเวศ  กล่าวว่า ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงและได้กำหนดให้มีการปฏิรูปครูอย่างครบวงจรโดยเฉพาะในช่วง 5 ปีแรกของชีวิตถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนรู้และเด็กนักเรียนจำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่และครู ดังนั้นครูปฐมวัยจะต้องเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของเด็กโดย ต้องมีการวางแผนหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กนักเรียนและสามารถเขียนแผนการจัดประสบการณ์สู่การเป็นครูมืออาชีพในยุคศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน

เสริมคุณภาพ "ครูปฐมวัย" สพป.นครศรีธรรมราช 2

ทั้งนี้ สพป.นศ.2 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การ อบรมเชิงปฏิบัติการครูปฐมวัยเพื่อให้นำไปสู่การประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งมีการนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและรายงานผลโดยมุ่งเน้นตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ ภายใต้การจัดการศึกษาให้เด็กนักเรียนทุกคนได้มีการพัฒนาอย่างสมวัย ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจสังคม สติปัญญา คาดหวังให้ครูผู้สอนระดับปฐมวัยได้รับการอบรมตามหลักสูตรการฝึกการสอนปฐมวัยตามที่ สพป.นศ.2 กำหนดครบทุกโรงเรียน

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293950

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

ครู“กนกพิชญ์ พันธุ์เขตกิต”เป็นหนี้เพราะรับผิดชอบต่อจากพ่อแม่ที่ส่งลูกเรียนหนังสือ วันนี้ได้รับการแก้หนี้วิกฤต ชีวิตมีความสุขพอเพียงสอนหนังสือนักเรียนได่้เต็มที่

    “ปี2542-2556 เป็นช่วงที่ลำบากที่สุด จากปัญหาในชีวิตครอบครัวเกิดภาระหนี้ที่กู้ไปลงทุน และมีหนี้ที่รับผิดชอบต่อจากพ่อแม่ที่เกิดจากการส่งเสียลูกเรียนหนังสือ เราเป็นพี่สาวคนโตที่มีหน้าที่การงานมั่นคงที่สุดในบ้านก็ต้องเป็นหลักแก่ครอบครัว ที่ผ่านมาก็พยายามดิ้นรน ทำเกษตรกรรมร่วมกับน้อง เพื่อจะเป็นรายได้เสริมมีเงินใช้หนี้ ทุกเดือนมีหนี้ต้องจ่ายกว่า 40,000 บาท ขณะที่เงินเดือน 30,000 บาทต้นๆ ยังมีรายจ่ายอื่นๆ ชีวิตติดลบเดือนละกว่า 20,000 บาททุกเดือน แต่จากนี้ไม่มีอีกแล้ว”

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

    (คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

   คำบอกเล่าของ ครูนก – กนกพิชญ์ พันธุ์เขตกิต ครูโรงเรียนผาเมืองวิทยาคม จ.เพชรบูรณ์ ผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจัดสวัสดิการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาคุณภาพชีวิต ของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา ซึ่งเป็นสมาชิกโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรส (ช.พ.ส.)  รายแรกของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ในพื้นที่สำนักงานสกสค.เพชรบูรณ์ ระหว่างเปิดบ้านและพาชมพื้นที่ทำเกษตร 22 ไร่ แก่คณะผู้บริหาร สกสค.นำโดย นายโกศล ปราคำ ที่ปรึกษาเลขาธิการ สกสค.

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

        ครูนก บอกว่า มีหนี้ทั้งหมด 6.5 ล้านบาทซึ่งเป็นหนี้ในระบบทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครู สหกรณ์ออมทรัพย์สามัญศึกษาเพชรบูรณ์ หนี้ธนาคารออมสินจากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู โดยเมื่อราวกลางเดือนสิงหาคม ได้ลงนามในสัญญารวมหนี้ทั้งหมดมาไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สามัญศึกษาเพียงแห่งเดียว กำหนดผ่อนชำระ 16 ปีตกเดือนละประมาณ 31,250 บาท ปัจจุบันอายุ 45 ปีพออายุ 61 ปี หนี้สินที่มีก็สามารถชำระได้ทั้งหมด

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

        หักเงินจ่ายหนี้แต่ละเดือนจะมีเงินเหลือ 10,000 บาท และมีรายได้เสริมจากการทำเกษตรแบบผสมผสานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสทเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงปลา ตรงนี้เป็นกงสีของครอบครัวทำร่วมกับน้องสาว ได้เงินมาอีกราว 7,000-10,000 บาทต่อเดือน รวมมีเงินเดือนละประมาณ 20,000 บาท แค่นี้พอเพียงแล้วกับครอบครัว ส่วนหนึ่งก็จะหักไว้เก็บออมเพื่ออนาคต

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

         “มีเงินเหลือเท่านี้สำหรับพี่ก็พอแล้ว เพราะไม่ได้ฟุ้งเฟ้ออะไร เดินทางไปโรงเรียนก็ใช้รถมอเตอร์ไซค์ค่าน้ำมันก็ไม่ได้มาก อาหารการกินพืชผักก็ไม่ต้องซื้อ แบ่งจากที่ปลูกขายมากิน ข้าวก็ปลูกเอง ยกเว้นเนื้อหมู ช่วยประหยัดได้มาก สำคัญที่สุดคือรู้สึกสบายใจ ขวัญกำลังใจดีมาก ไม่มีภาวะเครียด สอนหนังสือเด็กๆเต็มที่ แต่ก่อนยอมรับว่าเรายิ้มแต่ใจเราทุกข์มาก ก็รู้สึกแย่ว่าจะดูแลเด็กๆได้ไม่เต็มที่ แต่เวลานี้พอไม่มีเรื่องทุกข์ ก็ทุ่มเทให้กับการสอน โดยเฉพาะยังนำประสบการณ์ชีวิตของตนเองมาถ่ายทอดเป็นตัวอย่างให้แก่เด็กๆ ให้เขารู้จักการออม ความประหยัด และยังปลูกฝังลูกทั้ง 2 คนด้วย”ครูนก กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง(คลิป) แก้หนี้“ครู”จากพ่อแม่ส่งลูกเรียนต้องทำไง

        ครูนก ย้ำนักแน่นด้วยว่า หลังจากผ่านวิกฤตการเป็นหนี้อย่างหนัก และผู้ใหญ่เห็นความตั้งใจในการแก้ปัญหาและให้โอกาสจนได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการฯ จากนี้ก็จะไม่มีการกู้เงิน หรือมีภาระหนี้เพิ่มอีกแล้วแน่นอน.

ยกระดับอุตสาหกรรม WELLNESS THAILAND 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293943

ยกระดับอุตสาหกรรม WELLNESS THAILAND 4.0

ยกระดับอุตสาหกรรม, านของการประกอบธุรกิจการบริการสุขภาพ, Wellness Thailand 40

มธบ. ผนึกภาครัฐ ภาคเอกชน จัดโครงการประชุมวิชาการ “การขยายศักยภาพของธุรกิจ Wellness Thailand 4.0” ฐานของการประกอบธุรกิจการบริการสุขภาพ

         วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดโครงการสัมมนาหัวข้อ “การขยายศักยภาพของธุรกิจ Wellness Thailand 4.0” ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาศักยภาพด้านการบริการและเกิดการขยายตัวขึ้นของอุตสาหกรรม Wellness ในประเทศไทย รวมถึงการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งคุณภาพการบริการ เทคโนโลยีต่างๆ ให้สอดคล้องรับการเติบโตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการของไทย

          นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  กล่าวว่าแนวโน้มในการดูแลสุขภาพของมนุษย์โลกปรับเปลี่ยนไปจากอดีตที่นับวันรอความเจ็บป่วยไปสู่การดูแลสุขภาพร่างกายและชะลอวัยจนสามารถทำให้ตนเองมีชีวิตและความสุขที่ยืนยาวมากขึ้น ทุกคนเห็นตรงกันว่า เป็นเรื่องที่ดีกว่าเมื่อเราสามารถกำหนดสุขภาพได้ด้วยตัวเอง และในปี พ.ศ. 2559 สภาการท่องเที่ยวโลก (WTTC) ประกาศให้ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ธุรกิจท่องเที่ยวขยายตัวเร็วที่สุดในโลก ทำรายได้ 82,000 ล้านเหรียญสหรัฐให้ไทย หรือเท่ากับร้อยละ 20.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ  สำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย ยังเป็นตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 1 ใน 10 ประเทศของเอเชีย-แปซิฟิก และเป็นแชมป์ในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN)  ไทยจึงมีโอกาสอันยอดเยี่ยมสำหรับการก้าวเป็นเมืองหลวงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก

นพ.บรรจบ กล่าวต่อไปว่า การจัดโครงการประชุมวิชาการครั้งนี้ มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะรวมภาคการศึกษา ภาคธุรกิจและภาครัฐ มาร่วมกันสร้าง Business Model ของ Wellness Industry ประเทศไทยให้สอดคล้องกับนโยบาย “Thailand 4.0” เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เชื่อมโยงกับการพัฒนาสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการค้า การลงทุน พัฒนาสู่ชาติการค้า การพัฒนาผู้ประกอบการและเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาทักษะผู้ประกอบการ ยกระดับผลิตภาพแรงงานและพัฒนา SMEs สู่สากล

“ทางมหาวิทยาลัยพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาและส่งเสริมการบริหารจัดการเศรษฐกิจส่วนรวมของ Wellness Industry เพื่อเป็นต้นแบบของประเทศเสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคบริการ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานของการประกอบธุรกิจการบริการสุขภาพ และการลงทุนที่โดดเด่นในภูมิภาคอาเซียน” คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ กล่าวทิ้งท้าย

“ม.หอการค้าไทย” แหล่งแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ของนศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293915

“ม.หอการค้าไทย” แหล่งแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ของนศ.

มหอการค้าไทย

มกค.ปรับปรุงภูมิทัศน์มหาวิทยาลัย พื้นที่ City Campus แหล่งแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ของนักศึกษา เรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิดทางธุรกิจทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ตลอด 24 ชม.

        รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.)กล่าวในงานเปิดพิธีเปิดอาคารสัญลักษณ์ (รูปเรือ) ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัยกรรมการสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษา ว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้รับพระเมตตาอย่างยิ่งจากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หรือสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช   สกลสังฆปริณายก ที่ทรงเป็นประธานเปิดอาคารสัญลักษณ์ใหม่ในครั้งนี้  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ของมหาวิทยาลัยให้กลายเป็น พื้นที่ City Campus ที่จะเปิดต้อนรับนักศึกษาตลอด 24 ชั่วโมง เพราะการเรียนรู้ในยุคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ ทุกที่ ทุกเวลา”

"ม.หอการค้าไทย" แหล่งแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ของนศ.

     “เราตั้งใจจะทำมหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ของนักศึกษา ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิดทางธุรกิจ หรือ ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งผู้ปกครองสามารถวางใจได้ เพราะเรามีระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนักศึกษาเป็นอย่างดี” อธิการบดีมกค. กล่าว
ภูมิทัศน์ภายในมหาวิทยาลัยได้ถูกปรับเปลี่ยนมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ทางธุรกิจของนักศึกษา ด้วยอาคารเรียนหลังใหม่ 2 อาคาร ได้แก่ อาคาร 22 และอาคาร 23 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นห้องเรียนลักษณะ Flexible Classroom ที่ง่ายต่อการจัดห้องเรียนให้นักศึกษามีส่วนร่วมกับการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ รวมถึงสนามบาสเก็ตบอลแห่งใหม่ที่จะตอบโจทย์นักศึกษาที่ชอบออกกำลังกายเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ และในอนาคตอันใกล้

"ม.หอการค้าไทย" แหล่งแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ของนศ.

ภายในมหาวิทยาลัยจะมีพื้นที่สีเขียวมากยิ่งขึ้น เพิ่มพื้นที่พักผ่อน และพื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างเป็นอิสระให้กับนักศึกษาผ่านกว่า 800 บทเรียนบนแอพพลิเคชั่น iTunes U ที่นักศึกษาสามารถเข้าถึงได้ด้วย iPad ที่มหาวิทยาลัยมอบให้สำหรับนักศึกษาทุกคนตั้งแต่ตอนสมัครเรียน ทำให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้รับการยอมรับให้เป็นสถาบันการศึกษาที่โดดเด่นในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับการเรียนการสอน (Apple Distinguished School 2015 – 2016)

กระทบไหล่…อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293917

กระทบไหล่…อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี

ปริญญาเอก, ปริญญาโท, ฟิลิปปินส์, แอร์ออสเตรเลีย, มหาวิทยาลัยแมคควอรี่ รัฐนิวเซาท์เวลส์, วิศวะจุฬาฯ, ภาคอุตสาหกรรม, หมดไส้หมดพุง, พระบรมราโชวาท, บัณฑิตนักปฏิบัติ, มทรธัญบุรี, มทร9 แห่ง, รัชกาลที่9, ้ในหลวง, อธิการบดี2สมัย, มทรล้านนา, รศดรนำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์

กระทบไหล่…อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี  “รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์” 46 ปีของการอุทิศตัวเองเพื่อสถาบันการศึกษาแห่งนี้…

         จากเด็กบ้านนอก ที่อยู่บนดอยสูง อำะภอพาน จังหวัดเชียงราย เห็นคนที่ขาด“โอกาส”มาตลอด …. “เราเห็นคนที่อยู่ในเมืองที่เขามีสถานภาพทางเศรษฐกิจดี เขามีทางเลือกเยอะ แต่ยังมีคนที่ขาดทุนทรพัย์ ขาดผู้แนะนำ ขาดโอกาสในชีวิตมากมาย ถ้าเราไม่สร้างโอกาสให้พวกเขา แล้วใคร ? จะดูและเขา”

         เป็นการบอกเล่าในเชิงตั้งคำถามให้สังคมได้คิดต่อในประโยคข้างต้น ของ “รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์” สุภาพบุรุษ ที่มีตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลในหลายที่ แต่ล่าสุด เขาดำรงตำแหน่งนี้ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา หรือ (มทร.ล้านนา)

         เท่าที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ ยิ่งเดี่ยวนี้มีโรงเรียนพี่เลี้ยง ยิ่งเป็นโอกาสดีของเยาวชนของเหล่าเยาวชนที่ฉายแวว สนใจ มันถึงจะช่วยได้ แต่ถ้าคนไหนไม่สนใจก็ช่วยไม่ได้ กว่าที่เยาวชนแต่ละคนจะฉายแววให้เห็นนั้น เราต้องมี “ภาคปฏิบัติการ” ให้เขาได้สัมผัส ได้เห็น “โอกาส” เราในฐานะสถาบันการศึกษา”ต้องสร้างโอกาส” ให้เขาเห็นในลักษณะต่างๆ ไม่จำเพาะว่าจะต้องอยู่ในเมืองใหญ่ หรือเพียงแค่เข้าไปสู่อุตสาหกรรม แต่เราต้องช่วยกันสร้างให้เขามีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของเขา และไม่ทิ้งความรักในการพัฒนาท้องถิ่นบ้านเกิดตัวเอง

         นี่คือถ้อยประโยคของอธิการบดี ที่มากด้วยประสบการณ์ มีความเก๋า ของการเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่มีพัฒนาการจากเดิมเป็นเพียงแค่ “วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา” ในปี 2518 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชทาน ชื่อใหม่ว่า“สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล” ในปี 2531 อันมีความหมายว่า “สถาบันเทคโนโลยีอันเป็นมิ่งมงคลแห่งพระราชา”

        ด้วยวัย 70 ปี ที่มากด้วยประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ และมีความเป็นผู้นำสูง มีทักษะในการบริหารบุคคล และเป็นผู้บริหารที่รู้จักสถาบันการศึกษา “กลุ่มมทร.” หรือมหาวิทยาลัยเกิดใหม่แบบ“หมดไส้หมดพุง”

         เพียงเพราะเริ่มรับราชการครั้งแรก หลังจากที่สำเร็จการศึกษาจากสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ ปี 2514 จากนั้นมาบรรจุเป็นข้าราชการที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตภาคพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะสอบชิงทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยแมคควอรี่ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย สำเร็จปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยในประเทศฟิลิปปินส์ ในสาขาการจัดการเทคโนโลยี

กระทบไหล่...อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี

        ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็เริ่มจากตำแหน่ง อาจารย์ ผช.หน.แผนกวิชา ผช.ผอ. และ ผอ. ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ ผู้บริหารในสมัยนั้น ให้ไปปฏิบัติงานช่วยราชการหลายๆ วิทยาเขต ตั้งแต่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเทเวศน์ วิทยาเขตภาคใต้ สงขลา และวิทยาเขตตาก จากประสบการณ์ในการแก้ปัญหาให้กับวิทยาเขตต่างๆ

      ว่ากันว่าสมัยนั้นการขาดกำลังคนเป็นเรื่องสำคัญมาก ส่งผลให้มีการทาบทาม “รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์” ได้เข้าไปมีส่วนในการแก้ปัญหา อีกทั้งเวลาไปอบรมในต่างประเทศ หรือดูงานที่ไหน เขายังทำรายงานทุกชิ้นเสนอผู้บริหารระดับสูงด้วยความละเอียด มีข้อมูลเพื่อให้คุ้มค่า การเดินทางไปอบรมและดูงานมากที่สุด ถือเป็นจุดเด่นที่คนรุ่นใหม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง

กระทบไหล่...อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี

        การก้าวมาเป็น”อธิการบดี”ที่สร้างผลงาน โดดเด่นที่สุดในช่วงชีวิตของผู้ชายคนนี้ก็คือ การก้าวเป็น”อธิการบดีถึง 2 สมัย” ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี(มทร.ธัญบุรี) ในสมัยนั้นกว่าจะย้ายนักศึกษามาเรียนที่ธัญบุรี มิใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็ผลักดันและสร้างพื้นที่สถาบันแห่งนี้ให้เป็นที่ยอมรับ จนใครๆก็รู้จักและใฝ่ฝันอยากมาเรียน

       ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งผลงานเลื่องชื่อในการช่วยพัฒนา ยกฐานะสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง คงจะไม่สมบูรณ์เพราะเขามีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันเป็นอย่างยิ่ง

       ถึงวันนี้ “รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์” เป็นแม่ทัพใหญ่ที่นำพา “มทร.ล้านนา” ซึ่งหมายถึงการหลอมรวมเอาวิทยาเขต และสถาบันวิจัย จำนวน 7 แห่งเข้าด้วยกัน คือ วิทยาเขตภาคพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ วิทยาเขตน่าน วิทยาเขตตาก วิทยาเขตลำปาง วิทยาเขตพิษณุโลก วิทยาเขตเชียงราย และสถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง มาดูแลและบริหารจัดการ

         ด้วยการยึดหลักเดิม คือตามแนวพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของราชมงคล ในปี พ.ศ.2525 โดยเน้นให้ “…บัณฑิตทุกๆสาขา ทุกๆคน มีหน้าที่ที่สำคัญที่จะต้องเป็นกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์ความเจริญมั่นคงให้แก่ประเทศชาติ การที่จะให้ประโยชน์หรือการสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้นั้น จะต้องลงมือทำมันอย่างจริงจัง….” จึงทำให้เป็นที่มาของ “บัณฑิตนักปฏิบัติ”

กระทบไหล่...อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี

         เพียงเพราะพระองค์ท่านเน้น “การลงมือทำอย่างจริงจัง” ซึ่งชาวราชมงคลทุกแห่ง ตระหนัก รับรู้จากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะอธิการบดีนามว่า “นำยุทธ” ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด

          “ผมเป็นห่วงราชมงคลว่าจะเรียนแต่ภาคทฤษฏี  และต่อจากนี้ไปคงต้องทำให้อาจารย์รุ่นใหม่ๆ เข้าใจและใส่ใจเรื่องภาคปฏิบัติให้มาก นับเป็นเรื่องท้าทายสำคัญมาก ในยุคที่ผู้คนใฝ่หาความรู้ มุ่งสู่ความรู้ในระดับสูง จนหลงลืม  การลงมือปฏิบัติ แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก แต่เราก็ต้องทำ

         เพราะมิฉะนั้น รากฐานสำคัญของราชมงคลจะแปรเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ก็พยายามให้กลุ่มผู้ประกอบการเป็นผู้พูดว่า ขาดฝีมือด้านไหน บางเรื่องผมจึงต้องลงมาพูดเอง เป็นเชิงนโยบาย เพื่อให้เกิดพลังร่วมและนำส่งถึงชาวมหาวิทยาลัย เพื่อเชื่อมต่อกับภาคอุตสาหกรรม”

        เส้นทางการบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา ด้วยฝีมือการบริหารของ “รศ.ดร.นำยุทธ” เป็นผู้นำทางและกำลังใกล้จะหมดวาระ 4 ปีในอีกไม่ช้านี้ เขายังยืนยันชัดเจนว่า “มทร.ล้านนา” ต้องสนองความเป็นอุดมศึกษาด้านวิชาชีพ แม้ราชมงคลจะมีทุนเดิมที่เน้นวิชาชีพและแนวทางการปฏิบัติ แต่มันก็ได้จางหายลงไปมาก

        เขามองอีกว่า รูปแบบการทำงานในอนาคตต้องเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในด้านสมรรถนะ จากเดิมเป็นผู้ทำตามก็จะเป็นผู้นำ ขณะเดียวกันเราก็จะเป็นผู้ตามในบางจังหวะ และโอกาส คนของเราต้องออกแบบได้ สร้างสรรค์ นำเสนอได้ แนะนำเชิงวิชาการเพื่อให้ผู้คนปฏิบัติได้ ดังนั้นความรู้ที่มีอยู่ บางครั้งต้องชี้นำสังคมด้วย ไม่ใช่เรียนและทำวิจัยในแค่ตำรา มันคือความท้าทายมาก ในการชี้นำอนาคตของประเทศ

กระทบไหล่...อธิการบดีที่ชาว มทร.รู้จักดี

        “ผมอยากเห็นบัณฑิตของมทร. ล้านนา ก้าวขึ้นเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น อาจเป็นธุรกิจขนาดเล็กและค่อยๆ เติบโต ศักยภาพบัณฑิตมทร.ล้านนา สามารถทำได้ และมีมากด้วย”

         ปิดท้ายการพูดคุย ผ่านทุกคำพูดของ “รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์” ผู้รู้จักสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เกือบทุกแห่งดี เพียงเพราะเขาทำงาน คลุกคลีมาถึง 46 ปี เต็ม แม้วันนี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จะขยายตัว มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 9 แห่งก็ตาม!!!

          0 กมลทิพย์   ใบเงิน 0 เรียบเรียง

           pateekamolthip@gmail.com

4 ประเด็น ค้าน “บรรจง” นั่งอธิการบดีม.มหิดล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293901

4 ประเด็น ค้าน “บรรจง” นั่งอธิการบดีม.มหิดล

สภามมหิดล, มม, บรรจง, สุกรี

“สุกรี” ยื่นหนังสือถึง รมว.ศึกษาธิการ เพิกถอนมติสภา มม.รับรองแต่งตั้ง ศ.นพ.บรรจง เป็นอธิการบดี พร้อมแจง 4 ประเด็นไม่ปฏิบัติตามระเบียบมหาวิทยาลัย หลีกเลี่ยงกม.

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่กระทรวงศึกษาธิการ  รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อให้เพิกถอนมติสภา มม. ครั้งที่ 522 ที่ให้การรับรองการแต่งตั้ง ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ เป็นอธิการบดี

รศ.ดร.สุกรี กล่าวว่าก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือดังกล่าวให้แก่ ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะนายกสภา มม. รวมถึงดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) แล้ว โดยประเด็นที่เรียกร้องมีทั้งหมด 4 ประเด็น คือ 1.เรื่องการเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่สุจริต กรณีต้องยื่น บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 2.การได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการแทนรองอธิการบดี เพราะผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการแทนมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่ง ตามพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 มาตรา 44 ซึ่งทำให้เห็นได้ว่ามีเจตนาต่อต้านการใช้กฎหมายและนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น

รศ.ดร.สุกรี กล่าวต่อว่า 3. การได้มาซึ่งตำแหน่งอธิการบดีของนพ.บรรจง เป็นไปโดยผิดกฎหมาย เนื่องจากนพ.บรรจง พ้นจากการเป็นผู้ปฏิบัติงาน มม. ตั้งแต่ 31 มีนาคม พ.ศ.2560 แล้ว หากจะกลับไปปฏิบัติงานด้านวิชาการของส่วนงาน ก็ต้องดำเนินการตามข้อบังคับและประกาศของ มม. แต่ไม่ปรากฏการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดในข้อบังคับและประกาศของมหาวิทยาลัย จึงเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฏหมาย และสุดท้าย 4.ความสง่างาม ด้านคุณธรรม สามัญสำนึกและจริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี เพราะผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มม. จะต้องพร้อมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม ตลอดจนกระบวนการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งก็ควรที่จะมีความโปร่งใสไม่เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของประชาชน ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นแบบอย่างบรรทัดฐานที่ดีต่อไป

เปิด “ครัวเพื่อชุมชน” แห่งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293793

เปิด “ครัวเพื่อชุมชน” แห่งแรก

KFC, การให้ไม่มีวันสิ้นสุด, ชาย

“การให้ไม่มีวันสิ้นสุด” เพราะยังมีผู้ที่ต้องการกำลังใจ ความช่วยเหลือในสังคมอีกมากมาย

       เปิดตัวเป็นที่แรก สำหรับโครงการ “ครัว KFC เพื่อชุมชน หรือ Colonel Community Kitchen”ของเคเอฟซี ประเทศไทย จัดขึ้น ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ บ้านราชาวดี (ชาย)จ.นนทบุรี ด้วยตระหนักในศักยภาพของแบรนด์เคเอฟซีที่เป็นผู้นำร้านอาหารบริการด่วนอันดับ1 ในประเทศที่สามารถช่วยเหลือชุมชน ยกระดับสังคมผ่านการแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านคุณภาพอาหารและความปลอดภัยของอาหาร มาตรฐานห้องครัวซึ่งเป็นหลักปฏิบัติของร้านเคเอฟซีมากกว่า 600 กว่าสาขาทั่วประเทศให้ประโยชน์ต่อคนไทย

       นางแววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ เคเอฟซี ประเทศไทย กล่าวว่าเคเอฟซีประเทศไทย นำร่องมอบอาหารของเคเอฟซีไปให้ชุมชน หรือสถานที่ที่ต้องการอาหาร เพื่อเป็นการแบ่งปันอาหารที่มีคุณภาพและโภชนาการจากครัวที่ได้มาตรฐานระดับโลก เพราะการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพย่อมนำไปสู่การพัฒนาการของร่างกายและจิตใจ ซึ่งสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ บ้านราชาวดี (ชาย) เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทางเคเอฟซีได้มอบอาหารได้ และได้คัดเลือกให้เป็นสถานที่แห่งแรกเข้าร่วมโครงการครัว KFC เพื่อชุมชน

เปิด “ครัวเพื่อชุมชน” แห่งแรก

นางแววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล

สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ บ้านราชาวดี (ชาย) มีเด็กในการดูแลจำนวนมาก และมีครัว สถานที่เหมาะสมเพียงแต่อาจจะยังไม่ได้มาตรฐานตามเคเอฟซี จึงได้ร่วมกับพันธมิตร มาปรับครัวให้ได้มาตรฐานคุณภาพ และการช่วยเหลือชุมชนที่ดีที่สุด คือต้องนำสิ่งที่เราเก่งมาแบ่งปัน ซึ่งเรื่องอาหารและโภชนาการมีความสำคัญต่อการพัฒนาการของเด็กทุกด้าน

        “โครงการนี้คาดว่าจะขยายไปทั่วประเทศ เพราะเคเอฟซีมีอยู่ในหลายสาขา  อยากช่วยเหลือชุมชน เบื้องต้นมองในพื้นที่จ.นครราชสีมา จ.ปทุมธานี และจ.เชียงใหม่ ไม่ได้เน้นเฉพาะสถานสงเคราะห์เท่านั้น อาจเป็นโรงเรียน ชุมชนก็ได้ แต่เริ่มแรกอาจต้อง เป็นสถานสงเคราะห์ เนื่องจากสภาพมาตรฐานครัวเป็นสิ่งจำเป็นช่วยให้ทุกคนเข้าถึงอาหารคุณภาพและสะอาดที่ได้มาจากสถานประกอบอาหารที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และถูกสุขลักษณะเหมือนกับห้องครัวเคเอฟซี  อีกทั้งตอนนี้ในสถานสงเคราะห์มีเด็กจำนวนมากเรื่อยๆ แถมงบประมาณดูแลเด็กไม่ได้มาก บทบาทภาคเอกชนต้องเข้ามาช่วยพัฒนาเด็ก ยกระดับชุมชน”

นอกจากนั้น ยังเปิดโอกาสให้พนักงานจิตอาสา ที่เรียกว่า KFC Hero จากหลากหลายแผนกในองค์กรมาร่วมแบ่งปัน ดูแล สร้างพื้นฐานที่ดีแก่เด็กและคนในสังคม ผ่านกิจกรรมสนุกสนานกับน้องๆในบ้าน ฯ อาทิ ล้างมือให้ถูกวิธี เล่นเกมทานอุปกรณ์ในครัว เป็นต้น

เปิด “ครัวเพื่อชุมชน” แห่งแรก

       นายสุวรรณ์  พรมผล ผู้ปกครองสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านราชาวดี (ชาย) จ.นนทบุรี กล่าวว่าบ้านราชาวดี (ชาย) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2519  ซึ่งจะดูแลเด็กอายุระหว่างเด็ก 7-18 ปี  ขณะนี้มีเด็กทั้งหมด 637 คน แบ่งเป็น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 256 คน กลุ่มนี้สามารถช่วยเหลือตัวเอง เข้าร่วมกิจกรรมได้ ส่วนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและจิตใจ 193 คน ต้องทานยาอย่างต่อเนื่อง ดูแลอย่างใกล้ชิด ช่วยเหลือตัวเองได้เล็กน้อย และเด็กที่มีความพิการซ้ำซ้อน  188 คน ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  โดยดูแลพยายามพัฒนา ฟื้นฟูเพื่อให้เด็กทั้งหมดได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้ช่วยเหลือตัวเองและกลับคืนสู่สังคมครอบครัว แต่ลูกๆ บ้านราชาวดี (ชาย) มีครอบครัวประมาณ 10 %  นอกนั้นไม่มีครอบครัวต้องดูแลไปตลอด

       “การพัฒนาเด็กต้องให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งการที่เคเอฟซีเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านอาหาร ให้ได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะ  รวมถึงปรับปรุงโรงครัว และมอบวัสดุอุปกรณ์ในโรงครัว มีการจ้างงานเด็กของเรามาช่วยดูแลโรงครัว ถือเป็นโครงการที่ดีมาก เพราะต้องยอมรับว่าการสนับสนุนจากรัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อย่าง ค่าอาหาร 3 มื้อ 57 บาท ต่อวัน ดูแลได้ระดับหนึ่งแต่คงไม่เพียงพอ ยิ่งตอนนี้มีเด็กเพิ่มจำนวนมากขึ้น เคเอฟซีเข้ามาช่วยเติมเต็มดูแลเด็ก”

เปิด “ครัวเพื่อชุมชน” แห่งแรก

ตบท้ายด้วย น.ส.แจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล พนักงานจิตอาสา KFC Hero กล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของเคเอฟซี เนื่องจากเพิ่งได้มาทำงานไม่นานแต่เมื่อมาร่วมกิจกรรมทำให้ได้มุมมองความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  นึกถึงผู้อื่น มีจิตอาสาช่วยเหลือสังคมมากขึ้น ยิ่งได้มาเห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสนุกสนานจากน้องๆ บ้านราชาวดี  ทำให้เรารู้ว่าเราสามารถช่วยเติมเต็มแก่น้องๆ ที่ขาดโอกาส ยิ่งเป็นส่วนหนึ่งในการหยิบยื่น  มีความน้ำใจ แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ส่งมอบความสุข และทำกิจกรรมเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ใช่เพียงมองโลกของตัวเราเองเพียงอย่างเดียว อยากให้ทุกคนหากมีเวลา มีโอกาสขอให้เข้าร่วมกิจกรรมที่ดี มีประโยชน์ต่อสังคมและผู้อื่น เพราะการให้ของเรา เพียงเล็กน้อยอาจจะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้อื่น