SMES ยุค 4.0 ต้องขายออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294167

SMES ยุค 4.0 ต้องขายออนไลน์

ธุรกิจSMEs

สสว. จับมือ มทร.ธัญบุรี ยกทัพบุกภาคเหนือ โครงการส่งเสริมพัฒนาตลาดอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ SMEs ปี 2560

     อบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิค “การพัฒนาสินค้าเพื่อเข้าสู่ตลาดออนไลน์” และ “การลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายด้านออนไลน์ ” ให้กับผู้ประกอบการSMEs ภาคเหนือ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดลำปาง จังหวัดสุโขทัย และพื้นที่ใกล้เคียง โดยได้รับความการตอบรับจากผู้ประกอบการภาคเหนือเข้าร่วมจำนวนมาก

นายนิติ วิทยาวิโรจน์  ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ธัญบุรี ตัวแทนผู้จัดโครงการ เล่าว่า ตามที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จับมือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ธัญบุรี จัดโครงการส่งเสริมพัฒนาตลาดอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ SMEs ปี 2560 ในพื้นที่ ภาคเหนือ ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ให้มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้นในรูปแบบ Business to Business to Customers (B2 B 2C) เชื่อมโยงการส่งเสริมการตลาดระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ภาคการผลิต กับผู้ให้บริการด้านตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมาย คือ ผู้ประกอบการจำนวน 21,700 ราย สินค้าหรือบริการ จำนวน 32,500 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งคัดเลือกจากกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ประกอบการที่ทางมหาวิทยาลัยฯ เป็นที่ปรึกษาจากโครงการต่างๆ ที่ผ่านมา พร้อมทั้งช่วยพัฒนาให้ความรู้ให้คำปรึกษาและเตรียมความพร้อมจำนวนไม่น้อยกว่า 25,000 ผลิตภัณฑ์ ขึ้นไปจำน่ายบนตลาดออนไลน์

SMEs ยุค 4.0 ต้องขายออนไลน์

นายกิตตินนท์ อุ้ยวงศ์ไพศาล ผู้จัดการฝ่าย Shopping Mall และการตลาด บริษัท ตลาด ดอทคอม (TARAD.com) เล่าว่า ปัจจุบันช่องทางในการขายออนไลน์มีให้เลือกมากมาย ซอฟต์แวร์ร้านค้าออนไลน์ (Open Source) ร้านค้าออนไลน์สำเร็จรูป และกำลังได้รับความนิยม Social Media Shop ไม่ว่าจะเป็น facebook Line@ โดยผู้ประกอบการต้องเลือกช่องทางให้เหมาะสมกับธุรกิจ มีช่องทางในการชำระเงินที่สะดวก ดูแลบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ ในเรื่องของการขนส่ง การจัดการคลังสินค้า ช่องทางดูแลดูค้า “การดูแลลูกค้าให้ดี คือ คำโฆษณาที่ดีที่สุด” ปัจจัยความสำเร็จของการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ประกอบด้วย Platform 30 % Marketing 40 % และ Operation 30 %ปัจจัยสำเร็จในการสร้างยอดขายออนไลน์ การตลาด และข้อมูลสินค้าที่ดึงดูดลูกค้า

อีกหนึ่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการค้าขายออนไลน์ นางสาวจิราพร พงศ์รุจิกรพันธุ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิราพรฟู๊ด ผู้ประกอบการกล้วยตากจิราพร เล่าว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เลือกที่จะซื้อผ่านออนไลน์ จึงทำให้ตลาดออนไลน์โตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทางจิราพรกล้วยตากได้บุกตลาดออนไลน์มากว่า 3 ปี เรียนรู้ ค่อยๆ เรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเริ่มจากการซื้อขายผ่านเว็บไซต์ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เช่น ขั้นตอนในการซื้อขาย จึงหันมาใช้ในส่วนของ Social Media ในส่วนของแฟนเพจ และ Line@ซึ่งในช่วงแรกๆ จะโพสขายสินค้าแบบไม่มีเป้า จากการสังเกตไม่มีลูกค้าสนใจเข้ามากดไลค์ จึงเริ่มที่จะหาข้อมูล ไปเรียนและอบรมตามที่ต่างๆ นำมาปรับใช้ ในการขายของออนไลน์ Content เป็นเรื่องที่สำคัญ ตลอดจนรูปถ่ายสินค้าต้องดึงดูด “การขายของออนไลน์ ต้องทำให้สินค้ามีตัวตน ด้วยการสร้าง Content ให้สินค้าของเราเอง”  ปัจจุบันกล้วยตากจิราพรสร้างยอดขายผ่านออนไลน์ได้ประมาณเดือนละ 400,000 – 500,000 บาท “ผู้ประกอบการที่เริ่มต้นในการขายออนไลน์ ต้องเลือกช่องทางในการขาย และต้องสื่อสารให้ตรงกลับกลุ่มเป้าหมาย”

SMEs ยุค 4.0 ต้องขายออนไลน์

SMEs ยุค 4.0 ต้องขายออนไลน์

ทางด้าน ผู้ประกอบการเซรามิกรักษ์ดิน จ.ลำปาง นางทิพยา จิวกิตติศักดิ์กุล เล่าว่า ในการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ซึ่งถ้ามีเวทีในการให้ความรู้ต่างๆ จะเข้าร่วม “การเรียนรู้มีตลอดชีวิต วิทยากรต่างๆ องค์ความรู้ก็ต่างไปด้วย ฉะนั้นต้องเรียนรู้อยู่สม่ำเสมอ” โดยส่วนตัวมีการขายออนไลน์ผ่านทางเฟสบุ๊ค แต่ด้วยตัวสินค้ามีข้อจำกัด ลูกค้าส่วนใหญ่อยากเห็นตัวสินค้าจริง ดังนั้นสินค้าจึงยังเจาะตลาดออนไลน์ไม่ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นตลาดออฟไลน์มากกว่า อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงช่องทางในการขายออนไลน์ได้ เพราะว่าทุกคนต้องการความสะดวกสบาย จึงอยากหาความรู้ต่างๆ มาปรับใช้ในธุรกิจของตนเอง ในการเข้าโครงการนี้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดในธุรกิจได้

SMEs ยุค 4.0 ต้องขายออนไลน์

นายมนตรี นนทธิ ผู้ประกอบการธุรกิจมนตรีเครื่องเงินสุโขทัย จ.สุโขทัย เล่าว่า อยากเปิดตลาดให้กว้างขึ้น อยากรู้หลักการทำตลาดและการพัฒนาสินค้าให้ดียิ่งขึ้น จึงมาเข้าโครงการในครั้งนี้ “งานทักทอเงินโบราณเป็นงานที่มีความละเอียด ประณีตและงดงาม บ่งบอกความเป็นศิลปะของงานหัตกรรม โดยตั้งใจจะสืบทอดเจตนารมณ์และผลงานสร้างสรรค์ของบรรพชนชาวศรีสัชนาลัยให้ยังคงอยู่สืบต่อไป” บางลวดลายที่ทำมีเฉพาะที่สุโขทัยเท่านั้น และเจาะกลุ่มเป้าหมายวัยทำงาน เจ้าของธุรกิจและผู้ชื่นชอบการแต่งผ้าไทย และมั่นใจว่าเรื่องราวออนไลน์ที่อบรมนี้ จะทำให้มนตรีเครื่องเงินสุโขทัยเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นได้

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294164

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

ชุมชนท่องเที่ยว, สนุกได้ความรู้

“สนุกได้ความรู้” คำจำความที่ดีที่สุดของการท่องเที่ยวในโครงการ The The Village Explorer

        การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่งเสริมพัฒนา 7 ชุมชนต้นแบบการท่องเที่ยวสำหรับเด็ก School & Family outing เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนและครอบครัวคนรุ่นใหม่พาเด็กๆ ไปเปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียนในพื้นที่ชุมชน ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นของไทย

        “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่าโครงการดังกล่าว เป็นการเปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ให้แก่เด็กและส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมถึงเป็นการให้เด็กในเมืองและชุมชนได้เรียนรู้ร่วมกัน จึงอยากขอเชิญโรงเรียนและครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่สนใจหรือกำลังมองหากิจกรรม การเรียนรู้นอกห้องเรียนสำหรับเด็กและเยาวชนรูปแบบใหม่ๆ ขอเชิญไปทัศนศึกษาเปิดโลกการเรียนรู้ นอกห้องเรียนที่แสนสนุกใน 7 ชุมชน โครงการ The Village Explorer รับรองได้ว่าเด็กๆ จะได้ทำกิจกรรม สนุกสนานกับการเรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิตแบบชนบทไทยในชุมชน เปิดโลกใบใหม่และเป็นประสบการณ์พิเศษ เป็นความทรงจำดีๆ ที่จะไม่มีวันลืม ที่สำคัญเป็นการกระจายรายได้ช่วยเหลือชุมชนของไทยอีกด้วย

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

        7 ชุมชนทั่วไทย ได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ นอกห้องเรียนที่สนุกกับหลากหลายกิจกรรม ไม่ว่าจะศูนย์การเรียนรู้ตำบลกระแชง จ.พระนครศรีอยุธยา ขนกิจกรรมมากมาย อย่างการทำนาสาธิต เพาะเห็ดนางฟ้า ตกปลา ชมเล้าไก่ เลี้ยงจิ้งหรีด ปั้นดิน DIY ผักตบชวา หรือจะไปสูดอากาศดีๆเข้าฐานกิจกรรมที่บุไทรโฮมสเตย์ จ.นครราชสีมา เรียนรู้การปลูกผักเมืองหนาว ทำลูกประคบ ตกปลา บ่อกบ แปรรูปเห็ด ที่..อีกนิดไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ชุมชนบ้านบางพลับ จ.สมุทรสงคราม ลงมือทำน้ำตาลมะพร้าว ทำว่าว เล่นว่าว ทำยำส้มโอ แปรรูปผลไม้ ทำขนมไทย ทำไข่เค็มพอกดิน

      ลงใต้เที่ยวชุมชนบ้านน้ำทรัพย์ จ.เพชรบุรี ชุมชนคาวบอยเล็กๆ น้องๆ จะได้ขี้ม้า ทำน้ำสมุนไพร ทำทองม้วน ชมสวนเกษตรอินทรีย์และเก็บผักผลไม้ ทำเมนูพื้นบ้าน หว่านแหจับปลาตะเพียน เรียนรู้วิถีชุมชน ต่อด้วย      ศูนย์การเรียนรู้มหาวิทยาลัยบอกนอกโฮมสเตย์บ้านจำรุง จ.ระยอง ฮิ อีกหนึ่งDestinatiom ที่เด็กๆหลงรักจนไม่อยากกลับบ้าน ด้วยกิจกรรมนั่งรถรางชมสวนเกษตรอินทรีย์ เก็บผลไม้ในสวย เผาถ่านไม้และถ่านผลไม้ เพาะต้นกล้า ธนาคารต้นไม้ ทำทุเรียนและกล้วยทอด มาเที่ยวทุ่งที่ดีต่อใจ ศูนย์การเรียนรู้บ้านทุ่งกระโปร่ง จ.นครนายก ร่วมกิจกรรมฐานเรียนรู้ ทำเมนูพื้นบ้าน ทำขนมทองพลับผักกูด ทำนา จับปลา ปลูกป่า เก็บกระท้อน ปิดท้ายด้วย กิจกรรมจากบ้านโฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง จ.เชียงราย เล่นสไลเดอร์โคลน ทำนา ชมโรงสีข้าวกล้องแบบดั่งเดิม ตามล่าหาดาวอินค้า ครัวคุณหนู

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

น้องเกียวโตและน้องต้นข้าว

        ชอบแบบไหน? ลองสักครั้ง แล้วจะติดใจจนไม่อยากกลับบ้าน น้องเกียวโต ด.ช.ณัฏฐ์ สัตย์จรัง และน้องต้นข้าว ด.ญ.นริศรา ชรัญกุล นักเรียนชั้นป.4 โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ช่วยกันเล่าถึงความประทับใจที่ได้เข้าร่วมโครงการว่า พวกเขา 2 คนมีความสุข และสนุกมากที่ได้ทำกิจกรรมต่างๆ ของบ้าน โฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง โดยเฉพาะการเล่นสไลเดอร์โคลน และตามล่าหาดาวอินคา ถือเป็นฐานการเรียนรู้ที่ทำให้ได้เล่น ลงมือปฏิบัติผ่านจากประสบการณ์จริงที่ไม่สามารถหาได้จากหนังสือเรียน เติมเต็มการเรียนรู้ การสังเกต ประสบการณ์ดีๆ จนพวกหนูไม่อยากกลับบ้าน และมีเพื่อนบางคนถึงกับร้องไห้เมื่อต้องกลับบ้านไม่ได้ทำกิจกรรมดีๆ เหล่านี้

     “กิจกรรมต่างๆ ถึงแม้จะเปื้อน แต่สนุกและมีความสุขที่ได้เข้าร่วม อยากให้ชุมชนต่างๆ จัดกิจกรรมให้เด็กๆ พ่อแม่ โรงเรียน ได้ไปสัมผัส คัดเลือกให้เป็นกิจกรรมในครอบครัว หรือกิจกรรมนอกห้องเรียน เพราะตอนนี้การเรียนในห้องเรียนแม้จะสนุก แต่ไม่สนุกเท่าเมื่อได้เล่นจริง จับจ้อง ดูจริง เห็นจริงๆ เปิดโลกทัศน์ จินตนาการให้พวกหนูอย่างมาก” 2 หนูน้อย เล่า

     โครงการ The Village Explorer เป็นการเปิดโลกมหัศจรรย์ ณ ห้องเรียนชุมชน เด็กๆ ได้สัมผัสชีวิตเรียบง่าย เรียนรู้ วิถีชีวิตภูมิปัญญาชุมชน ได้ลองทำนา หัดสีข้าวกล้องแบบดั้งเดิม ตามล่าหาดาวอินคา ตกปลา เก็บไข่เป็ดไข่ไก่ ทำข้าวจี่ ทำขนมเทียน เด็กๆ ทุกคนสนุกและประทับใจมาก

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

 น.ส.จันทรฉาย ไทยรัตน์

     น.ส.จันทรฉาย ไทยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม กล่าวว่า โรงเรียนได้เปิดโอกาสให้นักเรียนร่วมกิจกรรมทัศนศึกษานอกห้องเรียนทุกปี แต่ปีนี้พิเศษ เพราะไม่ต้องไปไกลถึงเชียงใหม่ หรือที่อื่น แต่เป็นการเรียนรู้ในชุมชนของตนเอง ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ หลงรักชุมชนของตนเอง แถมยังเป็นการเพิ่มเติมประสบการณ์ การเรียนรู้ ทักษะการใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกัน การเข้าสังคม ได้พบเพื่อนใหม่ อยากให้ทุกโรงเรียนจัดกิจกรรมพาเด็กๆ มาทัศนศึกษาที่ดินแดนมหัศจรรย์ทั้ง 7 ชุมชนท้องถิ่น แหล่งเรียนรู้ที่สามารถจับต้อง สัมผัสได้จริง

@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก@ 7 ชุมชนท่องเที่ยวสนุกที่สุดในโลก

นายชาติชาย เหลืองเจริญ

      ตบท้ายด้วย นายชาติชาย เหลืองเจริญ ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยบ้านนอกโฮมสเตย์บ้านจำรุง จ.ระยอง กล่าวว่า แหล่งเรียนรู้ในชุมชนมีจำนวนมาก ซึ่งแต่ละแห่งก็มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป โดยกิจกรรมส่วนใหญ่เน้นการสัมผัส เข้าใจวิถีชุมชน อย่าง มหาวิทยาลัยบ้านนอกฯ มีฐานการเรียนรู้หลากหลาย และทุกกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ เปิดโลกทัศน์ ของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกให้เด็กไทยเห็นคุณค่าของชุมชน วิถีชุมชนแบบเศรษฐกิจพอเพียง และฝึกให้เด็กเป็นนักสำรวจ แลกเปลี่ยนความคิด สร้างมิตรภาพระหว่างเด็กเมืองกับเด็กชนบท ความสัมพันธ์ในครอบครัว อยากให้ทุกครอบครัว โรงเรียน พาเด็กมาตะลุยแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนรับรองได้ว่ามีความสนุก ความสุข และได้เรียนรู้อีกมากมาย

     #Let’s Explore the World ไม่ไปก็คงไม่รู้ ว่าชุมชนท่องเที่ยวของไทยมันดีอย่างไร ..หากวันหยุดนี้ไม่รู้จะพาลูกๆ ครอบครัว หรือพาน้องๆ ไปทัศนศึกษาที่ไหน ลองดูรายละเอียดได้ที่ http://www.TheVillageExplorer.com

0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 qualitylife4444@gmail.com 0 

เจแปนเอ็กซ์โปฯ ยกญี่ปุ่นมาไว้ใน “ไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294120

เจแปนเอ็กซ์โปฯ ยกญี่ปุ่นมาไว้ใน “ไทย”

ญี่ปุ่น, มหกรรมญี่ปุ่น, เจแปนเอ็กซ์โป, ไทย

เปิดวันแรก “เจแปนเอ็กซ์โป อิน ไทยแลนด์ 2017” วันที่ 1-3 ก.ย.นี้ ที่สยามพารากอน มาที่เดียวครบทั้งแหล่งการศึกษา ช้อปปิ้งสินค้าจากญี่ปุ่น ท่องเที่ยวและการ์ตูน

    เริ่มแล้ว.. “เจแปนเอ็กซ์โป อิน ไทยแลนด์ 2017” (JAPAN EXPO IN THAILAND) มหกรรมญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่รวมทุกความเป็นญี่ปุ่นแบ่งเป็นโซนการศึกษา โซนการทำงาน โซนท่องเที่ยว โซนช้อปปิ้ง โซนคอนเท้นท์ ฯลฯ มาไว้ที่บริเวณรอยัลพารากอนฮอลล์ชั้น 5 สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 1-3 กันยายนนี้

เจแปนเอ็กซ์โปฯ ยกญี่ปุ่นมาไว้ใน "ไทย"

มร.ทากุโอ ฮาเซกาวะ ประธานจัดงานฯ กล่าวว่า  สถาบันสอนภาษาและศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น ได้จัดมหกรรมญี่ปุ่น หรือ  “เจแปนเอ็กซ์โป อิน ไทยแลนด์ 2017” (JAPAN EXPO IN THAILAND) ขึ้น และในโอกาสเฉลิมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ญี่ปุ่นด้วย งานในปีนี้จึงพิเศษกว่าทุกครั้ง เปิดโอกาสให้ทุกคนที่สนใจได้เข้ามารู้จักกับประเทศญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่ความบันเทิงแต่ยังมี พื้นที่ทำกิจกรรมให้เรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจกับคนรุ่นใหม่ผ่านบูธต่างๆ ที่มาร่วมกว่า 200 บูธ และคาดว่าตลอด 3 วันนี้จะมีนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่ชื่นชอบมาร่วมงานราว 1 แสนคน

เจแปนเอ็กซ์โปฯ ยกญี่ปุ่นมาไว้ใน "ไทย"

“กิจกรรมเจแปนเอ็กซ์โปฯ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งผู้เข้าร่วมงาน รวมถึงผู้ประกอบการ หน่วยงาน สถาบันการศึกษา เพิ่มขึ้นราว 20-30% มีนักเรียน นักศึกษาที่สนใจเรียนภาษาญี่ปุ่น รวมถึงมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นมาร่วมงานจำนวนมาก ซึ่งเราก็อยากให้นักเรียน นักศึกษามาเรียนภาษาญี่ปุ่น เรียนที่ญี่ปุ่นมากๆเพื่อจบมาจะได้มาทำงานที่บริษัทญี่ปุ่นมากขึ้น”มร.ทากุโอ กล่าว

เจแปนเอ็กซ์โปฯ ยกญี่ปุ่นมาไว้ใน "ไทย"

สำหรับวันนี้ซึ่งเป็นการเปิดงานวันแรก มีนักเรียน นักศึกษาผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆจำนวนมาก โดยมีการแสดงมินิคอนเสิร์ตของศิลปิน 5 หนุ่ม World Order ,วง BNK48 , วงน้องสาวประจำประเทศไทย AKB48 ตลอดจนการแสดงชุดพิเศษจาก เจมส์ จิรายุ และนักแสดงจากซีรีส์ญี่ปุ่น MIRACLE TUNE ขณะที่โซนต่างๆก็มีกิจกรรมให้ร่วมสนุกและจับช้อปปิ้งสินค้าจากญี่ปุ่นด้วย

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294112

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

ปรบมือ…เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม โชว์ศักยภาพสร้างสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้พิการ คว้า 8 รางวัลระดับนานาชาตื ประเทศเกาหลี

    เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ได้แถลงข่าวผลการประกวดและจัดแสดงนิทรรศการในเวทีระดับนานาชาติ ประจำปี 2560 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2560 โดยในปีนี้ ศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ส่งผลงานนักเรียนเพื่อเข้าประกวดในเวทีดังกล่าว โดยมีชิ้นงานจาก 12 ประเทศเข้าร่วม

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

ซึ่งนักเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ได้รับรางวัล 2เหรียญทอง จากผลงานอุปกรณ์ในการเปิดประตูสำหรับผู้พิการ ของด.ช.ณัฐพัชร์ ทรัพย์สมพล นักเรียนชั้นป.5 และผลงาน Smart Wheelchair สำหรับผู้พิการขา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ได้ ได้แก่  ด.ช.ณัฎญดนัย ปิณฑานนท์   ด.ช.ปัณณธร พินิจวงศ์วิทยา ด.ช.ณฤชล ชินวัฒนกูล และด.ช.จีรทีปต์ โฆษะวิสุทธิ์

รางวัล 2 เหรียญเงิน จากผลงาน ไม้เท้าช่วยพยุงเดินเพื่อเสริมกำลังใจให้ผู้พิการของด.ช.มัชฒิมา สุวิชชโสภณ นักเรียนชั้นป. 5  ด.ช.สิรวิชญ์ พิพิธธนาบรรพ์ ด.ญ.อันนา นววิธวัฒนา และด.ช.กร เหมรัญช์โรจน์ นักเรียนชั้นป. 6 รวมถึงอุปกรณ์เสริมพัฒนาการสำหรับผู้พิการทางสมองของนักเรียนชั้นป. 5 ได้แก่ ด.ญ.ณิชมน สุภัทรเกียรติ ด.ญ.ไอริณรยา โสตางกูร ด.ช.ศุภวิชญ์ วรรณดิลก และด.ช.สุภชีพ สหกิจรุ่งเรื่อง

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ
รางวัล 1 เหรียญทองแดง จากผลงานไม่เท้า Hi-tech สำหรับผู้พิการทางสายตาของ นักเรียนชั้นป. 4 ได้แก่ ด.ญ.มาวิตรา เตชพลกุล ด.ญ.บุญญาดา แสงมณี และด.ญ.ชุติญา จิตบุญทวีสุข

ด.ช.ณัฐพัชร์ ทรัพย์สมพล นักเรียนชั้นป.5 จากผลงานอุปกรณ์ในการเปิดประตูสำหรับผู้พิการ เจ้าของเหรียญทอง ประเภทเดี่ยว และรางวัลSPEClAL AWARD :The best of best invention จาก World Women Inventors& Entrepreneurs Association  กล่าวว่าตนรู้สึกดีใจมากที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่ตนได้ทำสิ่งประดิษฐ์และเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งแรงบันดาลใจในการคิดอุปกรณ์ดังกล่าว เนื่องจากคุณย่านั่งวิลแชร์ และเวลาเปิดปิดประตูค่อนข้างลำบาก ต้องใช้แรงจำนวนมาก จึงมองหาอุปกรณ์ที่จะช่วยให้คุณย่าได้ใช้ชีวิตเปิดปิดประตูได้สบายมากขึ้น  โดยอุปกรณ์ช่วยในการเปิดปิดประตูนี้ จะสามารถทำได้ทั้ง ผลักได้ ดึงได้ และสไลด์ได้  ทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายมากขึ้น

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

“อยากให้สนับสนุนให้เด็กประถมมีเวทีในการแสดงความคิด จินตนาการ เพราะการได้คิดค้นประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ เปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ เราต้องศึกษาข้อมูลก่อนที่จะทำสิ่งประดิษฐ์ ยิ่งได้ไปแข่งขันที่ประเทศเกาหลี ได้เห็นอะไรที่หลากหลาย ผลงานสิ่งประดิษฐ์ของแต่ละประเทศ ที่สำคัญเป็นแรงบันดาลใจให้เราคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ทำสิ่งดีๆ เพื่อผู้พิการและประเทศ” ด.ช.ณัฐพัชร์ กล่าว

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

ด้าน อ.จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ อาจารย์ที่ปรึกษาของน้องๆ ที่เข้าร่วมการประกวด เล่าว่าศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ได้ส่งเสริมให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ได้เข้าร่วมการประกวดแข่งขันต่างๆ ปีนี้เป็นปีที่ 3 ซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานมาแล้ว 19 ชิ้น และในปีนี้พิเศษเพราะมีการจำกัดหัวข้อว่าต้องสร้างสิ่งประดิษฐ์สำหรับผู้พิการ ทำให้เด็กๆ ต้องไปศึกษาข้อมูล สำรวจความต้องการของผู้พิการถึงจะคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ได้ และเมื่อพวกเขาได้ไปสัมผัส เรียนรู้จะทำให้ได้ทั้งความรู้ ความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่นในสังคม อยากทำสิ่งดีๆ ช่วยเหลือผู้พิการ

สุดเจ๋ง เด็กสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 รางวัลนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ เวทีสำหรับเด็กประถมมีไม่มากนัก อยากให้ทุกหน่วยงานเปิดโอกาส เวทีให้เด็กประถมได้มีแสดงความรู้ความสามารถ ซึ่งเด็กประถมมีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และพวกเขามีไอเดียมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก

คนโขนในรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294109

คนโขนในรัชกาลที่ 9

คนโขนรัชกาลที่ 9, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป, นักรบทางวัฒนธรรม, นาฏศิลป์ไทย-โขนลิง

เปิดโลกมุสลิมตอน:  ร้อยตรีจตุพร ภักดี “นักรบทางวัฒนธรรม”คนโขนในรัชกาลที่ 9” อาจารย์ (นาฏศิลป์ไทย-โขนลิง) คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

    บางอารมณ์เสียงปรบมือดั่งลั่น บางเวลาไม่มีแม้เสียงหายใจ สายตาแน่นิ่ง มองไปยังเวที ซึ่งเป็นการแสดงร่ายรำศิลปะวัฒนธรรมไทยของนักศึกษาและอาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ บนเวทีแสดงระดับโลกในประเทศอียิปต์ทั้งในไคโรและแหลมไซนาย เมืองชาร์ม อิลเชค ตามโครงการของสถานเอกอัครราชทูตไทยไคโรCultural festival of Thai festival 2017 ยังคงอยู่ในโสตประสาทผมจนถึงวันนี้ ไม่รอช้าที่จะไปจับตัวอาจารย์ที่มีความโดนเด่นบนเวทีมาเจาะลึกความรู้สึกของพวกเขาให้แฟนๆได้รู้กันแบบชัดๆ

คนโขนในรัชกาลที่ 9

     “ทุกครั้งที่ผมได้สวนชุดหนุมานหรือชุดโขนวานรตัวอื่นๆ แม้กระทั้งชุดที่ทำการแสดงทางด้านนาฏศิลป์ไทยทุกชุด รู้สึกว่าได้สวมเครื่องแบบนักรบ ซึ่งเป็นนักรบทางวัฒนธรรม ที่เรารบด้วยมือเปล่า รบด้วยศิลปวัฒนธรรมไทยของเรา เปรียบเสมือนทหารมีภารกิจปกป้องศิลปวัฒนธรรมไทย รักษาศิลปวัฒนธรรมไทยก็ได้รักษาสมบัติของชาติไม่ให้สูญหายไปจากชาติไทย ภูมิใจครับที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินได้ ได้เป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ได้เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย ได้พัฒนาต่อยอดให้กับศิลปวัฒนธรรมไทยให้ก้าวทันตามยุคตามสมัย”  ว่าที่ร้อยตรีจตุพร ภักดี ปัจจุบันเป็น อาจารย์ (นาฏศิลป์ไทย-โขนลิง) คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

คนโขนในรัชกาลที่ 9

    ว่าที่ร้อยตรีจตุพร ภักดี ตอนเด็กๆสมัยเรียนที่โรงเรียนวัดลาดกระบัง ฝันว่าโตมาอยากเรียนนิเทศศาสตร์เป็นอันดับที่ 1 ส่วนนาฏศิลป์ไทยป็นอันดับที่ 2 แต่พอได้เรียนระดับมัธยมที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ก็เริ่มหลงรักนาฏศิลป์ไทยเป็นอย่างมาก จึงตั้งใจเรียนจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และปริญญาโท ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม จนมาเป็นอาจารย์ที่คณะศิลปศึกษาแห่งนี้ ก็ยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำถึงความรักที่ทุ่มเทและมีให้กับศิลปวัฒนธรรมไทย

คนโขนในรัชกาลที่ 9

      ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี ได้รับโอกาสต่างๆมากมายจากการได้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ได้เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติต่างๆอีกมากมาย และที่สำคัญได้รับใช้ถวายงานการแสดงนาฏศิลป์ไทยให้แก่พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ในรัชกาลที่ 9 จวบจนมาในรัชกาลที่ 10 นับว่าเป็นเกียรติกับตนเองและวงศ์ตระกูลเป็นอย่างยิ่ง จึงเกิดคำที่ตราตรึงใจในเสมอมาว่า “ฉันคนโขนในรัชกาลที่ 9”

คนโขนในรัชกาลที่ 9

     ถามว่าคิดอย่างไรขณะที่สังคมวัยรุ่นปัจจุบันเน้นด้านการเป็นนักแสดงหรือด้านอื่นๆที่ทันสมัย เขาตอบได้อย่างเต็มปากเลยว่า ความชอบความรักของคนเราแต่ละคนนั้นมีไม่เหมือนกัน อยู่ที่เขารักอะไรมากน้อยแค่ไหนเราไม่สามารถปิดกันเขาได้ แต่เชื่อว่า พวกเขาเหล่านั้นก็รักในศิลปวัฒนธรรมไทยไม่น้อย แต่อาจไม่มีโอกาสได้แสดงออกมา คิดว่าศิลปวัฒนธรรมไทยนั้นอยู่ในร่างกายและจิตใจของคนไทยทุกคนอยู่แล้ว ทุกครั้งที่มีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมไทยก็มีวัยรุ่นให้ความสนใจเข้ามาชมกัน ทั้งที่โรงละครแห่งชาติ และโขนพระราชทานที่จัดขึ้นทุกปีที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ประชาชนและวัยรุ่นให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

คนโขนในรัชกาลที่ 9

      ยิ่งตอนนี้สถานศึกษาและหน่วยงานเอกชนต่างๆ ได้จัดให้มีการเรียนการสอนทางด้านนาฏศิลป์ไทยและดนตรีไทย ซึ่งปัจจุบันมีมากขึ้น ก็มีน้องๆ เยาวชนรุ่นใหม่จำนวนใช้เวลาว่างช่วงเย็นหรือวันหยุดให้เกิดประโยชน์โดยการเข้าเรียนตามสถานที่ต่างๆที่เค้าจัดขึ้นมา เท่านี้ก็อาจแสดงให้เห็นแล้วว่าเยาวชนไทยยังคนรักแสดงอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยของเราไม่ให้สูญหาย และอยู่คู่ชาติไทยเราไปตลอดกาล

     การเดินทางครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 2 ของการได้มาเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยที่สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ เป็นประเทศที่มีมนต์เสน่ห์มากๆ ทั้งทางด้านภูมิประเทศ ประชาชน ประวัติศาสตร์ อารายธรรมที่น่าหลงใหล การเดินทางมาเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในเทศกาลไทยโครงการ Cultural festival of Thai festival 2017 ซึ่งครั้งนี้นับได้ว่าเป็นตัวแทนประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรม สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ คณะศิลปศึกษา การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยในครั้งนี้ ได้มีโอกาสแสดงถึง 2 รอบ 2 เวที 2 เมืองของอียิปต์กันเลยทีเดียว นับได้ว่าเป็นโอกาสที่ดียิ่งที่ได้มาในครั้งนี้ การแสดงที่เราจัดมาเพื่อแสดงในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนไทยทั้ง 4 ภาค ซึ่งบ่งบอกถึงว่าเป็นประเทศไทยเพื่อสื่อให้ชาวอียิปต์และต่างชาติได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น

คนโขนในรัชกาลที่ 9

        “เมื่อเริ่มแต่งกายเพื่อเตรียมพร้อมการแสดง ตอนแรกก็รู้สึกร้อนกัน แต่พอเริ่มการแสดงเท่านั้นล่ะครับ ความร้อนได้หายไปเลย เปลี่ยนเป็นความภูมิใจขึ้นมาทันทีเลย ผู้คน ผู้ชมที่มาชมให้ความสนใจการแสดงนาฏศิลป์ไทยของเรามาก ให้การตอบรับเป็นอย่างการ มีการเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงของเราด้วย พวกเราก็แสดงกันอย่างเต็มที่ ตั้งใจแสดงด้วยท่าทางที่อ่อนช้อย แข็งแรง สนุกสนานกันตามอารมณ์ของการแสดงในแต่ละชุดการแสดง เมื่อจบการแสดงพอได้ยินเสียงปรบมือจากชาวอียิปต์ ความเหนื่อยที่มีหายเป็นปลิดทิ้ง ยิ่งออกมาช่วงฟินนาเร่ได้เห็นสายตาของผู้ชมชาวอียิปต์ชาวไทย และชาวต่างชาติ แล้วบอกไม่ถูกเลย มันปลื้มปริ่ม มันภูมิใจในความเป็นไทย ผมคิดในใจถึงคำที่หลายๆ คนพูดว่าอยากมาประเทศนี้แต่ไม่มีโอกาสได้มา แต่ผมมีโอกาสมาแล้ว มาในฐานะนักรบทางวัฒนธรรม ที่นำวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย มาเผยแพร่ให้ผู้คนที่อียิปต์ได้เห็น และผมก็เชื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นก็จะหลงรักประเทศไทยไปพร้อมๆ กับคนไทยที่มาอยู่พำนักที่ประเทศอียิปต์นี้เช่นเดียวกันครับ” นักรบทางวัฒนธรรม แห่งสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กล่าว

สภานิสิตจุฬาฯ ออกแถลงการณ์ต้านคำสั่งถูกลงโทษวินัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294037

สภานิสิตจุฬาฯ ออกแถลงการณ์ต้านคำสั่งถูกลงโทษวินัย

จุฬา

สภานิสิต จุฬาฯ แสดงจุดยืนไม่ยอมรับคำสั่งทั้ง 2 ฉบับ พร้อมเรียกร้องให้คกก.ชี้แจงกระบวนการพิจาณณาและข้อกล่าวหาแก่นิสิตที่ถูกสอบสวน ขยายระยะเวลารวบรวมหลักฐาน

       ตามที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งที่ ๔๙๒๙/๒๕๖๐ เรื่อง ให้สมาชิกสภานิสิตสามัญพ้นจากตำแหน่ง กรณีที่สมาชิกสภานิสิตสามัญถูกลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิตจำนวน ๒๕ คะแนน ในข้อกล่าวหาที่ว่าสมาชิกสภานิสิตสามัญกลุ่มนี้ได้ประพฤติตนไม่เหมาะสม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ตามคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ ๔๙๒๘/๒๕๖๐

สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอันมาจากการเลือกตั้งของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอแสดงจุดยืนไม่ยอมรับคำสั่งทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าว และขอเรียกร้องให้คณะกรรมการชี้แจงกระบวนการพิจารณาและข้อกล่าวหาอย่างชัดเจนแก่นิสิตที่ถูกสอบสวน รวมทั้งเปิดโอกาสให้นิสิตที่ถูกสอบสวนได้มีระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานและแก้ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่ในชั้นของการอุทธรณ์ต่อไป
.
นอกจากนี้ สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังขอแสดงความกังวลต่อกระบวนการสอบสวนทางวินัยกับอาจารย์ที่เข้าไปทำร้ายร่างกายนิสิตที่ไม่มีความคืบหน้าออกมาแต่อย่างใด ให้เกิดความเป็นธรรมต่อนิสิตที่ถูกกระทำความรุนแรงด้วย  สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๐

สภานิสิตจุฬาฯ ออกแถลงการณ์ต้านคำสั่งถูกลงโทษวินัย


ชี้ “สภานิสิตจุฬาฯ” ผิดวินัยนิสิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294036

ชี้ “สภานิสิตจุฬาฯ” ผิดวินัยนิสิต

สภานิสิต จุฬาฯ, จุฬาฯ, พิธีถวายสัตย์, สภานิสิตจุฬาฯ

จุฬาฯ แจงกรณีความวุ่นวายพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน เผยนิสิต 8 ราย สภานิสิตจุฬาฯ กระทำความผิดวินัยนิสิต สะท้อนไม่ปฏิบัติตัวตามบทบาทหน้าที่ และไม่เคารพต่อสิทธิแตกต่าง

       จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกข่าวสารถึงความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนิสิตชั้นปีที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2560 (ฉบับที่ 3) ผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย http://www.chula.ac.th ความตอนหนึ่งว่า

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยในพิธีถวายสัตย์ฯของนิสิตชั้นปีที่หนึ่งเมื่อวันที่  3 สิงหาคม พ.ศ.2560 ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีกระบวนการดำเนินการทั้งในส่วนของอาจารย์และนิสิตที่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ตามที่ได้นำเสนอข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบผ่านสื่อของมหาวิทยาลัยเป็นระยะแล้วนั้น (ความคืบหน้า ฉบับที่ 1  และ ฉบับที่ 2)

โดยปกติมหาวิทยาลัยจะไม่เปิดเผยการลงโทษนิสิต หากแต่ขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น มหาวิทยาลัยจึงมีความจำเป็นต้องสื่อสารกับสาธารณะถึงกรณีดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ในกรณีนี้ คณะกรรมการส่งเสริมวินัยนิสิตในการประชุมครั้งที่ 5/2560  เมื่อวันศุกร์ที่ 25  สิงหาคม พ.ศ.2560  พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของนิสิตทั้ง 8 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดวินัยนิสิต เนื่องจากนิสิตทั้ง 8 รายซึ่งเป็นตัวแทนสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมิได้ประพฤติปฏิบัติตัวตามบทบาทหน้าที่ที่พึงจะเป็น โดย ทั้งๆ ที่ทราบอยู่แล้วว่า ตนมีทัศนะที่ไม่ตรงกับขนบธรรมเนียมประเพณีของมหาวิทยาลัยในการถวายสักการะและถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อแสดงตนเป็นนิสิตใหม่ และมหาวิทยาลัยซึ่งตระหนักถึงเสรีภาพทางความคิดของนิสิตได้จัดพื้นที่พิเศษสำหรับนิสิตกลุ่มนี้ไว้แล้ว

นิสิตก็ยังแสดงความจำนงเข้าร่วมพิธีในฐานะสภานิสิต แต่ไม่ยืนอยู่ในแถวตามที่ผู้เป็นผู้แทนสภานิสิตพึงกระทำจนกว่าพิธีการจะเสร็จสิ้นเรียบร้อย กลับนัดหมายกันเดินออกจากแถวเพื่อไปทำความเคารพพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ด้วยการโค้งคำนับเพื่อให้แตกต่างและปรากฏภาพที่ขัดแย้งกับนิสิตคนอื่นที่เข้าร่วมถวายสักการะด้วยการถวายบังคม จนนำไปสู่เหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยส่งผลทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อมหาวิทยาลัย

อีกทั้งนิสิตยังได้เผยแพร่ข้อมูลที่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างให้เรื่องราวที่ดูเสมือนความขัดแย้งนี้เป็นประเด็นในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อชื่อเสียงมหาวิทยาลัยและสะท้อนถึงการไม่เคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นที่มีทัศนะแตกต่างจากตน โดยเฉพาะของประชาคมทั้งนิสิต บุคลากร และนิสิตเก่าอื่นๆ ที่ให้คุณค่าและมีศรัทธาต่อพิธีถวายบังคมเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระผู้พระราชทานกำเนิดและพระผู้ทรงสถาปนามหาวิทยาลัย และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนอันเป็นที่หล่อหลอมนิสิตใหม่เข้าสู่การเป็นสมาชิกใหม่ตามประเพณีและขนบธรรมเนียมของมหาวิทยาลัย จึงเสนอมหาวิทยาลัยให้ลงโทษนิสิตทั้ง 8 รายด้วยการตัดคะแนนความประพฤติ

อนึ่ง ในส่วนของการสอบสวนและประมวลข้อเท็จจริงในส่วนของอาจารย์  ได้ดำเนินการไปแล้วบางส่วน แต่ยังขาดผลการให้ข้อเท็จจริงในส่วนของนิสิตที่เกี่ยวข้องซึ่งไม่ว่างมาให้ข้อเท็จจริง แต่ได้นัดหมายจะมาในวันที่ 4 กันยายน ที่จะถึงนี้ จึงคาดว่าน่าจะสามารถสรุปผลได้ในเวลาอันใกล้

สธ.สอบวินัยขรก.ลวนลามสรุปกันยานี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294021

สธ.สอบวินัยขรก.ลวนลามสรุปกันยานี้

สรุปสื้นเดือนกันยาขรกลวนลาม

กระทรวงสาธารณสุขเผยผลสอบวินัยกรณีข้าราชการชายลวนลามลูกจ้างหญิง และผู้บังคับบัญชาชั้นต้น จะได้ข้อสรุปไม่เกินสิ้นเดือนกันยายน 2560

 

นายแพทย์สมศักดิ์  อรรฆศิลป์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณีผลสอบวินัยข้าราชการชายลวนลามลูกจ้างหญิง ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยข้าราชการชายและผู้บังคับบัญชาชั้นต้น

โดยแบ่งการสอบวินัยเป็น 2 กรณี คือ 1.การสอบวินัยอย่างร้ายแรง ข้าราชการชายที่ถูกกล่าวหาว่าลวนลามลูกจ้างหญิงได้เซ็นรับทราบคำสั่งสอบสวนทางวินัยเรียบร้อยแล้ว และรู้ขั้นตอนแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร 2. การสอบวินัยไม่ร้ายแรงของผู้บังคับบัญชาชั้นต้น ได้มีการย้ายผู้บังคับบัญชาไปสังกัดอีกหน่วยงานหนึ่ง เพื่อไม่ให้มีส่วนได้ส่วนเสียในการสอบวินัยทั้งร้ายแรงและไม่ร้ายแรง

โดยมีนายแพทย์พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 5 เป็นประธานทั้ง 2 กรณี คาดว่าจะได้ทราบข้อสรุปและผลการสอบสวนไม่เกินสิ้นเดือนกันยายน 2560 อย่างแน่นอน

วธ.ย้ายที่ทำการใหม่ไป ถ.เทียนร่วมมิตร 1 ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294010

วธ.ย้ายที่ทำการใหม่ไป ถ.เทียนร่วมมิตร 1 ก.ย.

ถนนเทียมร่วมมิตร, ที่ทำการใหม่วธ, วธพร้อมย้ายไปที่ทำการใหม่ 1 กย

วธ.พร้อมย้ายไปที่ทำการใหม่ 1 ก.ย. จัดรถตู้ให้บริการ 2 จุด ได้แก่บริเวณหน้าอาคารธนาลงกรณ์ ถ.ปิ่นเกล้า และหน้าห้างเซ็นทรัล เวสต์เกต  สอบถามสายด่วนวัฒนธรรม 1765

นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้สร้างอาคารที่ทำการกระทรวงแห่งใหม่ ถนนเทียนร่วมมิตร กรุงเทพฯ (ติดกับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) ล่าสุดการดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ จึงได้กำหนดย้ายที่ทำการของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด ได้แก่ สำนักงานปลัด วธ. กรมการศาสนา สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย จากอาคารธนาลงกรณ์ ถนนปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นที่ทำการเดิม ทั้งในส่วนการย้ายเอกสาร สิ่งของ และอุปกรณ์การทำงานภายในเดือนสิงหาคม และทุกหน่วยงานจะเริ่มปฏิบัติงานที่ทำการแห่งใหม่ วันที่ 1 ก.ย.

ทั้งนี้ จากการประชุมผู้บริหาร วธ. ที่ประชุมมีการหารือถึงการอำนวยความสะดวกแก่ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้าง ในช่วงที่มีการย้ายที่ทำการกระทรวง ซึ่งจากการสำรวจเส้นทางการเดินทางของบุคลากรทั้งหมด ได้กำหนดจัดรถตู้โดยสารให้บริการ 2 จุด ได้แก่บริเวณหน้าอาคารธนาลงกรณ์ ถนนปิ่นเกล้า และหน้าห้างเซ็นทรัล เวสต์เกต  เพื่ออำนวยความสะดวกในระยะแรกให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน สำหรับประชาชนที่ต้องการติดต่อราชการ วธ. สอบถามรายละเอียดได้ที่ สายด่วนวัฒนธรรม 1765
ปลัด วธ. กล่าวต่อไปว่า อาคารที่ทำการใหม่ของ วธ.และอาคารหอศิลป์ร่วมสมัย คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2562 ถือเป็นการดำเนินงานระยะที่ 1 ของโครงการพัฒนาศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยให้เป็นพื้นที่บริการทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติ (International Cultural Gateway) ขณะนี้เริ่มดำเนินงานในระยะที่ 2 มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น การก่อสร้างอาคารศูนย์ประชุม สัมมนาและจัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ อาคารโรงละครแห่งใหม่ และอาคารศูนย์ข้อมูลองค์ความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม

เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีของรัฐบาล นโยบายพัฒนาสู่ประเทศไทย 4.0 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) สังคมไทยจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพความพร้อมในด้านองค์ความรู้โดยเฉพาะองค์ความรู้บนพื้นฐานความเป็นไทยและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ในระบบและนอกระบบที่มีมาตรฐาน

อาทิ ศูนย์วัฒนธรรม โรงละคร หอศิลป์ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ในสังคมโลกได้อย่างสะดวก รวดเร็วและถูกต้อง ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

ใครเล่นตลก ป.เอก 698 คนลงทะเบียนคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293949

ใครเล่นตลก ป.เอก698คนลงทะเบียนคนจน

ปเอก 698 คนลงทะเบียนคนจน, กระทรวงการคลัง, ทีดีอาร์ไอ, ลงทะเบียนคนจน

ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องขำเมื่อคนจบการศึกษาระดับปริญญาเอก 698 คนมาลงทะเบียนคนจนนักวิชาการด้านแรงงานทีดีอาร์ไอ แนะรัฐตรวจสอบ ตั้งข้อสังเกตุใครเล่นตลกหรือระบบผิดพลาด

      ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึง กรณีที่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับเอกมาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยถึง 698 คน และจบปริญญาโทลงทะเบียน เกือบ 5,810คน ว่าจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลที่แท้จริงว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร คนที่จบการศึกษาระดับสูงขนาดนั้น เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยจริงหรือไม่ หรือมีการลงทะเบียนข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือถ้าเป็นจริง ต้องตรวจสอบหรือไม่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับผู้คนเหล่านั้น ถึงได้มาลงทะเบียนคนจน หรือว่าระบบการลงทะเบียนมีการคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

ใครเล่นตลก ป.เอก698คนลงทะเบียนคนจน

     “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะขำออกนะ ถ้าคนที่จบปริญญาเอกแล้วมาลงทะเบียนคนจนแล้วมารับเงินช่วยเหลือจากรัฐ 3,000 บาท ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ภาครัฐต้องตรวจสอบหาข้อมูลที่แท้จริงแล้ว ระบบคลาดเคลื่อนหรือคนลงทะเบียนให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือไม่ก็จะต้องให้เจ้าหน้าที่ลงไปหาคำตอบ หรือถ้าจนจริงเกิดจากอะไร จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้อย่างไร ระบบการลงทะเบียนแบบนี้ได้ข้อมูลที่แท้จริงหรือไม่ ตรงนี้ต้องหาคำตอบ” ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน ทีดีอา่ร์ไอ ตั้งข้อสังเกตุ

     ป้าแป๊ด อายุ 73 ปี มีรายได้จากเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท บอกว่าไม่ได้ไปลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย เพราะมองว่ามีบ้านอยู่แล้ว และถ้าใช้ชีวิตแบบพอเพียงก็มีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบาก เพราะค่ารักษาพยาบาลก็ใช้บัตรประกันสังคมตามมาตรา 39 หลังจากที่ออกจากงานในการดูแลรักษา เบาหวาน ไต หัวใจเต้นผิดจังหวะและลิ้นหัวใจรั่วได้ แม้ว่า จะต้องเปลี่ยน โรงพยาบาลประกันสังคม จากรพ.ยันฮีที่ออกจากประกันสังคม ไปใช้รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่นก็ตาม

   “บางครั้งคนเราก็รักษาสิทธิ อันนี้เราก็ไม่ว่ากัน รัฐมีนโยบายอะไรออกมาประชาชนก็ไปใช้สิทธิตามนั้นก็เป็นสิทธิของเขาในเมื่อไม่ได้ทำอะไรผิด จะไปว่าประชาชนก็ไม่ได้ รัฐต้องออกแบบระบบให้รอบคอบรัดกุมช่้วยเหลือประชาชนที่ยากจนที่ควรได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริง จึงจะเป็นการดี ” ป้าแป๊ด กล่าว

       หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลตัวเลขการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยออกมาว่ามีคนที่จบปริญญาเอก มาลงทะเบียน698  และมีการตั้งข้อสังเกตุว่าคนที่มาลงทะเบียนนั้นจนจริงหรือไม่ ล่าสุด กระทรวงการคลังจะพิจารณาผู้ที่ผ่านหลักเกณฑ์ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 11.67 ล้านคนอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มทยอยแจกบัตรภายในวันที่ 21 ก.ย. ให้ทันวันที่ 1 ต.ค.เพื่อให้ผู้ได้รับบัตรสามารถใช้สิทธิ์ได้

     สำหรับการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนกว่า 14 ล้านคน ชั้นแรกเป็นการตรวจสอบเรื่องรายได้โดยกรมสรรพากร, การตรวจสอบบัญชีเงินฝาก โดยธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ การตรวจสอบสัญชาติ โดยกรมการปกครอง เป็นต้น

    ทั้งนี้ พบมีผู้ถูกตัดสิทธิไป 2.6 ล้านคน เพราะมีรายได้และทรัพย์สินเกิน 1 แสนบาท ทำให้เหลือจำนวนผู้ผ่านหลักเกณฑ์ 11.67 ล้านคน

   มีการตั้งข้อสังเกตุว่าข้อมูลที่ประชาชนให้มาในการลงทะเบียนอาจจะไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เช่น ตอนกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มตอนลงทะเบียนว่า รายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท แต่เมื่อนักศึกษาไปสอบถามรายละเอียดอาจจะบอกมีรายได้เดือนละ 1 หมื่นบาท เมื่อคูณ 12 เดือน รายได้เกิน 1 แสนบาท เป็นต้น   ถ้ามีการตรวจสอบแล้วไม่ผ่าน จะไม่แจกบัตร

    ทั้งนี้ก่อนวันที่ 15 ก.ย. ผู้ที่ลงทะเบียนไว้ควรไปตรวจสอบสิทธิให้แน่ชัดก่อนว่าตัวเองจะเป็นผู้ได้รับสิทธิในโครงการนี้หรือไม่ จากหน่วยที่ลงทะเบียนไว้ หรือที่สำนักงานเขต หรือที่ธนาคารทั้ง 3 แห่งที่เปิดรับลงทะเบียนคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย

      โดยผลการกลั่นกรองรอบ 2 นี้ จะส่งผลสำรวจทั้งหมด และสรุปตัวเลขสุดท้ายก่อน 21 ก.ย. แจกจ่ายบัตรให้แก่ประชาชนได้ตั้งแต่วันที่21-30 ก.ย.นี้ เพื่อให้ทันกับการเริ่มโครงการในวันที่ 1 ต.ค.

       นักวิชาการหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นธรรมชาติ ที่หากเมื่อคนเรามีสิทธิใดๆจำต้องรักษาสิทธิของตัวเองไว้ก่อน และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาหลายกรณีแล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายใดๆของภาครัฐที่ผ่านมาบางครั้งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุด หรือคนที่ต้องการได้รับการช่วยเหลือบางครั้งไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างแท้จริงหรือเข้าไม่ถึงข้อมูล

    ทั้งนี้ผู้ที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยจะได้รับบัตรบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งคนในกทม.และปริมณฑล 6 จังหวัดรวม 1.3 ล้านราย แบ่งเป็นวงเงินค่าโดยสาร บขส. 500 บาทต่อเดือน,วงเงินค่าโดยสารรถไฟ 500 บาทต่อเดือน,วงเงินค่าใช้จ่ายในครัวเรือน กลุ่มรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาท-1 แสนบาทต่อปี ได้รับ 200 บาทต่อเดือน,รายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปีได้รับ 300 บาทต่อเดือน สามารถนำไปใช้ในร้านธงฟ้า หรือร้านค้าชุมชนที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด สามารถนำไปซื้อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค สินค้าเพื่อการศึกษา วัตถุดิบเพื่อการเกษตร

       โดยจะขอความร่วมมือร้านค้าไม่ให้จำหน่ายสินค้าอบายมุข เช่น เหล้า เบียร์ ยาสูบ นอกจากนี้ ให้ส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้ม คนในกทม.และปริมณฑล 6 จังหวัด ได้รับ 1,700-1,800 บาทต่อเดือน คนต่างจังหวัดได้รับ 1,200-1,300 บาทต่อเดือน