ไสช้างชนพญาเสือ! เจ้าของวังช้างอ้างถูกแกล้ง-ร้อง‘บิ๊กตู่’เด้งอธิบดีอุทยานฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279483

ไสช้างชนพญาเสือ! เจ้าของวังช้างอ้างถูกแกล้ง-ร้อง‘บิ๊กตู่’เด้งอธิบดีอุทยานฯ

ไสช้างชนพญาเสือ! เจ้าของวังช้างอ้างถูกแกล้ง-ร้อง‘บิ๊กตู่’เด้งอธิบดีอุทยานฯ

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 12.00 น.

7 ก.ค.60 นายทองเหรียญ มีพันธุ์ ผู้อำนวยการวังช้างอยุธยา แล เพนียด เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำงานของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

นายทองเหรียญ กล่าวอ้างว่า ถูกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า(ทีมพญาเสือ) คุกคามวังช้างอยุธยา แล เพนียด ด้วยการไปร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบและรับเป็นคดีพิเศษ กรณีสวมตั๋วรูปพรรณช้างป่าและช้างบ้าน และการส่งช้างไปต่างประเทศ เพื่อแสดงนิทรรศการเป็นการชั่วคราวที่สวนสัตว์เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี 2549 ซึ่งสร้างความเสียหายและเสียชื่อเสียง เป็นการเลือกปฏิบัติทั้งที่เราปฏิบัติตามขั้นตอนถูกต้อง จึงขอให้นายกฯสั่งย้ายอธิบดีกรมอุทยานฯ และสั่งห้ามทีมพญาเสือดำเนินการใดๆ

‘ผมไม่ได้สบประมาทอธิบดี แต่ถ้าทำงานไม่เป็นก็ต้องออกไป และยืนยันว่าข้าราชการที่ใช้อำนาจไปกลั่นแกล้งหรือตรวจสอบเรื่องที่เราไม่ผิด เราจะยื่นฟ้องทุกข้อกล่าวหา’ นายทองเหรียญ กล่าว

กรมชลลุยพัฒนา‘ปตร.ลุ่มน้ำวัง’ สร้างความสมดุลคนกับธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279404

x

กรมชลลุยพัฒนา‘ปตร.ลุ่มน้ำวัง’ สร้างความสมดุลคนกับธรรมชาติ

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในการพัฒนาแหล่งน้ำ กรมชลประทาน ให้ความสำคัญกับการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIMP) มากเป็นพิเศษ เพื่อที่จะให้การดำเนินงานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม จนทำให้กรมชลประทานได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards หรือ รางวัลสถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมีการจัดสภาพแวดล้อมดีเด่น โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ล่าสุดกรมชลประทานได้ดำเนินการจัดทำรายงาน EIA และ EIMP โครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำบ้านวังยาว อ.สบปราบ จ.ลำปาง ซึ่งเป็น 1 ใน 4 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำวัง ตามการร้องของประชาชนในพื้นที่ โดยมีที่ตั้งหัวงานอยู่ หมู่ 2 บ้านอ้อ ต.แม่กัวะ และได้ทำการศึกษาเพื่อจัดทำรายงาน EIA และ EIMP เมื่อปี 2558 โดยได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“การมีประตูระบายน้ำจะช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่า ช่วยให้สัตว์ป่ามีแหล่งน้ำ สร้างความยั่งยืนและสมดุลทางธรรมชาติระหว่างประชาชน น้ำ ป่าไม้ และสัตว์ป่า อีกทั้งน้ำยังช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เศรษฐกิจภายในชุมชนนั้นๆ ก็จะดีขึ้น ไม่มีการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงาน ในทางตรงกันข้ามจะเกิดการย้ายถิ่นของแรงงานกลับสู่บ้านเกิดมากขึ้น รวมทั้งยังจะเป็นสถานที่พักผ่อน ท่องเที่ยวภายในชุมชนอีกด้วย” นายสมเกียรติ กล่าว

รายงานพิเศษ : อลังการ‘งานวันเกษตรแห่งชาติ’ ‘สานปณิธานพ่อ’ส่งต่อความรู้ถึงมือเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279408

รายงานพิเศษ : อลังการ‘งานวันเกษตรแห่งชาติ’ ‘สานปณิธานพ่อ’ส่งต่อความรู้ถึงมือเกษตรกร

รายงานพิเศษ : อลังการ‘งานวันเกษตรแห่งชาติ’ ‘สานปณิธานพ่อ’ส่งต่อความรู้ถึงมือเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ภาคการเกษตร” มีบทบาทและความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นแหล่งผลิตอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงคนได้ทั้งโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละมหาศาล รวมทั้งยังข้องเกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนไทยมาช้านาน

การพัฒนาภาคการเกษตรให้มีความก้าวหน้าและเท่าทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2560 กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และจังหวัดชลบุรี จัด “งานวันเกษตรแห่งชาติ” ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 8-16 กรกฎาคม ภายใต้แนวคิด “เกษตรสืบสานปณิธานของพ่อ” เพื่อน้อมรำลึกใน พระมหากรุณาธิคุณอันที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยได้รับพระกรุณาจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จเป็นองค์ประธาน ในวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2560 นี้ เวลา 15.00 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต่อว่า “สำหรับกิจกรรมที่สำคัญภายในงาน คือการนำเสนอศาสตร์พระราชา ผ่านกระบวนทัศน์ในรูปแบบนิทรรศการและมัลติมีเดียให้ผู้ชมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด เพื่อน้อมรำลึกในพระราชกรณียกิจพระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพ “พ่อของแผ่นดิน” นอกจากนั้นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 22 หน่วยงาน ยังจะได้นำเสนอองค์ความรู้จากงานวิจัยใหม่ๆ ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ รวมทั้งงานส่งเสริมด้านวิชาการทั้งน้ำ ดิน พืช ปศุสัตว์ ประมง งานสหกรณ์ งานบัญชี ตลอดจนการตลาด ไปสู่เกษตรกร เพื่อให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการจัดการผลผลิต ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศ อาทิ นิทรรศการชุดปราชญ์ของแผ่นดินสืบสานงานพ่อ, ตามรอยเสด็จภาคตะวันออก, ปณิธานของพ่อสานต่อเพื่อชาวนาไทยให้ยั่งยืน, ทรัพยากรดินจากยอดดอยสู่ชายทะเล, ปลาพระราชทาน, ปศุสัตว์ใต้พระบารมี, เศรษฐกิจการเกษตรสืบสานปณิธานเพื่อการเกษตรไทย, รากฐานอาหารปลอดภัยพ่อสร้างไว้ให้เดินตาม เป็นต้น

ด้าน อาจารย์ศรัณยา รักเสรี รองคณบดีคณะเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก กล่าวว่า การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติครั้งนี้ถือเป็นการจัดงานครั้งแรกในภาคตะวันออกและตรงกับโอกาสครบรอบ 60 ปีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ ซึ่งมหาวิทยาลัยมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ ขณะนี้การเตรียมความพร้อมสำหรับต้อนรับผู้เข้าเที่ยวชมงาน มีความพร้อม 100% ภายในงานนอกจากมีการจัดนิทรรศการตามรอยพ่อ รวมทั้งนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนแล้วยังมีการจัดกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การจัดแสดงโชว์ “บัว” ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของมหาวิทยาลัย ในฐานะเป็นศูนย์วิจัยสายพันธุ์บัวที่ดีที่สุดจนมีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับรางวัลมากมายทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ การจัดเสวนาทางด้านวิชาการ การแสดงผลงานทางด้านนวัตกรรมทางการเกษตร วิทยาศาสตร์ ของคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา รวมถึงกิจกรรมสาระบันเทิงและการแข่งขันการประกวดต่างๆ ไม่น้อยกว่า 21 กิจกรรม เช่น การประกวดนางงามเกษตร การแข่งขันประกวดบัว การแข่งขันไก่ชน การแข่งขันอากาศยานปีกหมุน ศึกปีกหมุนประลองทักษะ (Mini Drone) การแข่งขันเมนูไข่พระอาทิตย์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้จัดพื้นที่ให้เกษตรกร และผู้ประกอบการSMEs ได้นำสินค้ามาจำหน่ายในราคาผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค สำหรับความสะดวกในการเข้าชมงาน มหาวิทยาลัย ได้จัดพื้นที่จอดรถบริเวณลานตลาดนัดรถไฟสำหรับรองรับรถยนต์ได้กว่า 1,000 คัน พร้อมทั้งจัดบริการรถรับ-ส่งฟรี ส่วนภายในบริเวณงานได้จัดให้มีรถพ่วงวิ่งวนให้บริการตลอดงาน

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านเข้าชม“งานวันเกษตรแห่งชาติ” ระหว่างวันที่ 8-16 กรกฎาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ต.บางพระ อ.ศรีราชาจ.ชลบุรี เวลา 08.00-22.00 น. ทุกวัน

ระดมสมองเคลื่อน‘แปลงใหญ่’ เกษตรฯเปิดเวทีติวเข้มจนท.เพิ่มประสิทธิภาพโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279405

x

ระดมสมองเคลื่อน‘แปลงใหญ่’ เกษตรฯเปิดเวทีติวเข้มจนท.เพิ่มประสิทธิภาพโครงการ

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในการดำเนินงานโครงการแปลงใหญ่ช่วงที่ผ่านมา กรมเล็งเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการทำงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะปัญหาด้านการให้สินเชื่อกับเกษตรกร ซึ่งมีความไม่ชัดเจนและไม่เข้าใจกันอยู่หลายประการ กรมจึงได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทำความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติให้เป็นแนวทางเดียวกันโดยผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยผู้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 77 จังหวัด สำนักงานเขต 9 เขต เจ้าหน้าที่จากส่วนกลางกรมส่งเสริมการเกษตร รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยในการสัมมนามีการระดมความคิด ชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องการดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในส่วนของการขอสินเชื่อจะต้องเป็นไปตามความเหมาะสมและความจำเป็น และมีองค์ประกอบที่ครบขั้นตอน ผลที่ได้รับจากการสัมมนาดังกล่าว พบว่าเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมีความเข้าใจในการดำเนินงานระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในทิศทางเดียวกัน และพร้อมที่จะนำไปปฏิบัติ รวมถึงได้แนวทางและบทเรียนในการดำเนินงานระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่จากปัญหาต่างๆ ที่ผ่านมา คาดว่าจะสามารถนำไปปรับแก้และพัฒนาให้ดีขึ้น

สำหรับแนวทางการดำเนินงานปี 2561 การส่งเสริมแปลงใหญ่จะเน้นให้ภาคประชาชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน โดยมีศพก.เป็นต้นแบบการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง มีการจัดทำแผนปฏิบัติงาน การจัดชั้นคุณภาพเครือข่ายแปลงใหญ่ นาแปลงใหญ่ และการบันทึกข้อมูล รวมทั้งการส่งเสริมให้มีการดำเนินงานให้เกิดขึ้นในรูปของกลุ่ม/วิสาหกิจชุมชนที่มีความเข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสู่การเป็นสหกรณ์ และใช้จุดแข็งของสหกรณ์ในการบริหารจัดการ พร้อมกันนั้นก็จะส่งเสริมการสร้างเครือข่ายกลุ่มสินค้าชนิดเดียวกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งขึ้นอีกระดับเพื่อให้เกิดการพัฒนาตลอด supply chain มี base line survey เพื่อมาเทียบกับผลการพัฒนาของแปลงจัดทำแผนปฏิบัติงานรายแปลง ทุกแปลงต้องมีแผนปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การพัฒนาให้ได้เป้าหมายที่วางไว้

“อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนแปลงใหญ่ปี 2561 นี้ กรม จะเน้นหนักไปที่การบริหารจัดการแปลงที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้น มีฐานข้อมูลแปลงที่ละเอียด ภายใต้การดำเนินงานที่มีความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ในทุกระดับ ทั้งนี้ก็เพื่อให้การขับเคลื่อนแปลงใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น” นายสำราญ กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวกับภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279406

281225166

เลาะรั้วเกษตร : พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวกับภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระราชกำหนดการบริหารการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ ออกมาเพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถจัดระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศ หรือ มีการหลอกลวงเข้ามาค้าแรงงาน แรงงานต่างด้าวจำนวนไม่น้อยเป็นแรงงานที่มีคุณภาพต่ำ ไร้ฝีมือ สื่อสารกันไม่เข้าใจ และจำนวนไม่น้อยกลายเป็นโจร ผู้ร้าย และอาชญากร

ต้องยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวยังมีอยู่รวมทั้งปัญหาการล่อลวงหญิงต่างด้าวมาขายบริการ ดังนั้นการที่ รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกายังคงจัดอันดับไทยอยู่ในกลุ่มที่ 2 ประเทศที่ยังต้องจับตามอง ก็อย่าโกรธเลย เราพยายามแล้วแต่ปัญหาหมักหมมมานาน จะเคลียร์ให้ขาวสะอาดต้องใช้เวลา ค่อยๆ ทำไปอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ

มาถึง พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว ที่เป็นข่าวคราวอยู่ในช่วงนี้ ซึ่งนายจ้างออกมาล้งเล้งไม่ค่อยเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ก็ตรงสาระสำคัญในบทกำหนดโทษที่สูงนั่นเอง กล่าวคือ ผู้ใดที่รับคนต่างด้าวมาทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ หรือรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานกับตน มีโทษปรับ 4-8 แสนบาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คนผู้ใดที่ให้คนต่างด้าวทำงานไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตปรับไม่เกิน 4 แสนบาทต่อคนต่างด้าว 1 คน

ผู้ใดยึดใบอนุญาตทำงานหรือเอกสารสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวไว้ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 6 แสน -1 ล้านบาท ต่อคนต่างด้าว 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดประกอบธุรกิจนำคนต่างด้าวมาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการจัดหางาน จำคุกตั้งแต่ 1-3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2-6 แสนบาท

ส่วนโทษของคนต่างด้าวเองก็มีกล่าวคือ คนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน หรือทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000- 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คนต่างด้าวที่ทำงานจำเป็นและเร่งด่วนแต่ไม่แจ้งนายทะเบียน ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท คนต่างด้าวที่ทำงานแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ถ้าคนต่างด้าวมีเงินเสียค่าปรับสูงขนาดนี้ ก็คงไม่ตะเกียกตะกายจากบ้านเมืองไปทำงานต่างบ้านต่างเมืองเช่นนี้

นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมที่กำหนดไว้สูงอีกเช่นกัน ได้แก่ ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน การต่ออายุใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ใบอนุญาตทำงาน การต่อใบอนุญาตทำงาน หรือขยายระยะเวลาทำงาน และการจ้างคนต่างด้าว กำหนดไว้ที่ 20,000 บาทเท่ากันหมด

ที่กล่าวถึงเรื่องแรงงานต่างด้าวนี้ขึ้นมาเพราะ แรงงานต่างด้าวในภาคการเกษตรมีจำนวนประมาณ 15% ของแรงงานต่างด้าวทั้งหมด (ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการปกครอง เมื่อปี 2557) ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ได้จากการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้อง แต่ยังมีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาแบบไม่ถูกต้องอีกจำนวนเท่าไรไม่ยืนยัน ซึ่งน่าจะมากอยู่ โดยเฉพาะจังหวัดตามแนวชายแดน ที่แรงงานต่างด้าวสามารถเข้ามาตามช่องทางอนุโลม หรือช่องทางตามธรรมชาติ ไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

มีข่าวเล็กๆ ปรากฏในสื่อหนังสือพิมพ์บ้าง โทรทัศน์บ้างว่าขณะนี้ ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลังในบางพื้นที่เหมือนไร่ร้างไม่มีคนทำงาน เพราะแรงงานต่างด้าวพากันเดินทางกลับคืนประเทศบ้านเกิดไปหมดแล้ว อันเนื่องมาจาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ แม้รัฐบาลจะใช้ ม.44 มาแก้ไขยืดเวลาบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ในบางมาตราออกไปเป็น 180 วัน หรือจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไปก็ตาม แต่ทั้งแรงงาน ทั้งนายจ้าง ผู้ประกอบการ ต่างยังไม่หายแตกตื่นและกังวล ถึงความผิดและโทษที่จะได้รับดังที่กล่าวมาแล้ว

อย่างไรก็ตามแม้จะเห็นด้วยกับการใช้ยาแรงในการแก้ปัญหา แต่รัฐบาลควรจะพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะประกาศบังคับใช้กฎหมาย ต้องมีช่วงเวลาให้ดำเนินการอย่างถูกต้องที่นานพอสมควร ต้องมีแนวทางในการรับมือผลกระทบ
ที่จะตามมา คือการขาดแคลนแรงงานอย่างปัจจุบันทันด่วน อันจะส่งผลเสียให้กับการประกอบการต่างๆ รวมทั้งด้านการเกษตร ปศุสัตว์และประมง โดยเฉพาะแรงงานในไร่นาไม่เพียงอ้อย มันสำปะหลัง หรือข้าวเท่านั้น พืชไร่ ไม้ผลอีกหลายชนิดที่ต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวในการดูแลรักษาและเก็บเกี่ยว ที่คงจะประสบปัญหาด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญคือ รัฐบาลต้องมั่นใจด้วยว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะไม่มีช่องโหว่ให้มีผู้แสวงหาผลประโยชน์ด้วยการรีดไถทั้งแรงงาน และผู้ประกอบการได้เหมือนที่ผ่านๆ มา

แว่นขยาย

เพิ่มศักยภาพคลองแม่แตง รักษาหัวใจเมืองเชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279440

เพิ่มศักยภาพคลองแม่แตง รักษาหัวใจเมืองเชียงใหม่

เพิ่มศักยภาพคลองแม่แตง รักษาหัวใจเมืองเชียงใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 20.25 น.

การท่องเที่ยวกลายเป็นภาคเศรษฐกิจหลักเหมือนเครื่องยนต์สำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะหลังๆ ชัดเจนขึ้น

ทั้งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร ห้องพัก เส้นทาง  รวมทั้งบริการด้านต่างๆ รวมถึงเสน่ห์คนไทยที่ต่างชาติชื่นชอบ

เชียงใหม่โดดเด่นครบถ้วน อย่าว่าคนต่างชาติเลย คนไทยเองก็หลงนิยมเที่ยวเชียงใหม่กันทั้งนั้น

ท่ามกลางความเป็นเมืองท่องเที่ยว เชียงใหม่กลับประสบปัญหาน้ำคล้ายกับหลายเมือง ฝนตกหนัก
ทีไรน้ำก็ท่วมเมืองเชียงใหม่ทีนั้น กลับกันถึงหน้าแล้งทีไรใจก็หวั่นกับการขาดแคลนน้ำชนิดต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้ทีนั้น  ทั้งที่เชียงใหม่มีน้ำสมบูรณ์

มันสะท้อนถึงความผิดปกติบางอย่างแน่นอน

กลับกันต้องผ่าทางตันปัญหาชนิดมโหฬารเช่นกัน

เชียงใหม่ตอนบนมีแหล่งน้ำสำคัญ 3 สายหลัก คือ แม่แตงในแนวตะวันตก  แม่ปิงในแนวเหนือ-ใต้ และแม่งัดในแนวตะวันออก

การที่จะมีน้ำมั่นคงโดยปกติต้องมีเขื่อนคอยปิดกั้นลำน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำซึ่งช่วยบรรเทาน้ำท่วมฤดูฝนและนำน้ำไปใช้ในฤดูแล้ง แต่เชียงใหม่ตอนบนไม่มั่นคง เพราะมีเฉพาะเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลเพียงแห่งเดียว อีก 2 แห่ง ถูกคัดค้านต่อต้านจนค้างเติ่งจนถึงวันนี้

น้ำในฤดูฝนจากแม่แตงที่ไปสมทบกับแม่ปิง จึงบ่าลงไปท่วมเมืองเชียงใหม่แบบไม่มีอะไรขวางกั้น เสียหายปีหนึ่งเฉลี่ย 400-500 ล้านบาท กลับกันในฤดูแล้ง เมื่อไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนอย่างอ่างเก็บน้ำ
คนเชียงใหม่ก็ต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้ เป็นความสูญเสียชนิดทั้งขึ้นทั้งล่อง

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าภายใต้ข้อจำกัดที่ว่านี้ กรมชลประทานต้องใช้กระบวนการแก้ไขปัญหาที่หลากหลายเข้าช่วย โดยเฉพาะคลองแม่แตงในการผันน้ำ

ประการแรก ขยายศักยภาพของคลองแม่แตงให้เพิ่มขีดความสามารถรับน้ำจากเดิม 19-26 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เป็น 50 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ตัดยอดน้ำไม่ให้ไหลลงเขตเมืองเชียงใหม่

ขณะเดียวกัน สุดปลายคลองแม่แตงระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร จะขุดคลองใหม่ระยะทาง 1-2 กิโลเมตรตามแนวเกาะกลางถนนที่เว้นไว้ เพื่อส่งน้ำลงแม่น้ำขานด้วยอัตรา 19 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ทำให้น้ำจากดอยสุเทพปุยที่หลากท่วมเมืองก็ผันออกนอกเมืองได้โดยง่าย

ประการที่สอง ใช้คลองแม่แตงผันน้ำไปเก็บไว้ตามแก้มลิงที่บูรณาการร่วมกับกรมชลประทาน อาทิ มณฑลทหารบกที่ 33 กองพันทหารสัตว์ต่าง กองพลทหารราบที่ 7 พลรบพิเศษที่ 5 ศูนย์ประชุมนานาชาติ เป็นต้น ในชั้นแรกมี 5 แห่ง ความจุ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ในชั้นต่อไปจะขยายอีก 10 แห่ง ความจุ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรเช่นกัน รวมทั้งเหนือบริเวณฝายแม่แตงที่เก็บน้ำได้อีก 6 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมแล้วเก็บน้ำได้ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร

แก้มลิงหรือธนาคารน้ำเหล่านี้ช่วยหน่วงน้ำฤดูฝน และเป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับอุปโภคบริโภคของเมืองเชียงใหม่ในฤดูแล้ง  ที่ว่าขาดน้ำก็จะบรรเทาเบาลง

ประการที่สาม เป็นโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่คือผันน้ำจากฝายแม่แตงกว่า 120 ล้านลูกบาศก์เมตร ลงไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชล แล้วผันอีกครั้งไปเติมอ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธาราที่ป้อนประปาเมืองเชียงใหม่ 140 ล้านลูกบาศก์เมตร

เช่นเดียวกัน โครงการนี้จะลดผลกระทบเมืองเชียงใหม่ในฤดูน้ำหลาก กลับกันยังจะช่วยให้ประปาเชียงใหม่มีน้ำมั่นคงเป็นกอบเป็นกำยิ่งขึ้น

“ด้วยกระบวนการข้างต้นนี้ จะช่วยให้เมืองเชียงใหม่พ้นจากภาวะน้ำท่วมซ้ำซาก น้ำแล้งซ้ำซาก ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจของเชียงใหม่ อย่างน้อยลดการสูญเสียจากอุทกภัยปีละ 400-500 ล้านบาท และต้องลำบากลงทุนหาน้ำในฤดูแล้ง” ดร.สมเกียรติ กล่าว

เชียงใหม่จะเป็นจักรกลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้อย่างยิ่งยืน อย่างน้อยที่สุด ต้องขจัดปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วมน้ำแล้ง ซึ่งเป็นหัวใจของเมืองท่องเที่ยวและปัจจัยการผลิตอาหารที่จะป้อนเมืองให้ได้

สสก.9จับมือธกส.-ภาคีความร่วมมือ ขับเคลื่อนส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279181

x

สสก.9จับมือธกส.-ภาคีความร่วมมือ ขับเคลื่อนส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 (สสก. 9) จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ตามยุทธศาสตร์ 20 ปีของรัฐบาล ได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 14,500 แปลง และพื้นที่ 90 ล้านไร่ ภายในปี พ.ศ.2579 โดยปัจจุบันพื้นที่ทำการเกษตรของประเทศไทยมีประมาณ 149 ล้านไร่

ทั้งนี้ในส่วนของนาแปลงใหญ่ ปี 2560 ใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ครม.ได้อนุมัติเพิ่มเติมจำนวน 82 แปลง ได้แก่ 1) จังหวัดพิษณุโลก 13 แปลง 2) จังหวัดอุตรดิตถ์ 21 แปลง 3) จังหวัดกำแพงเพชร 5 แปลง 4) จังหวัดตาก 2 แปลง 5) จังหวัดสุโขทัย 5 แปลง 6) จังหวัดนครสวรรค์ 14 แปลง 7) จังหวัดเพชรบูรณ์ 5 แปลง 8) จังหวัดพิจิตร 7 แปลง และ 9) จังหวัดอุทัยธานี 10 แปลงในส่วนของการขับเคลื่อนการดำเนินงานในปี 2561 การดำเนินงานที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก (area-based approach) ต้องมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรมมีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ในทุกกิจกรรมตลอด supply chain ของสินค้านั้นๆ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของงานส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในส่วนของเงินลงทุน ทางด้านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นเงินกู้เพื่อการลงทุนในการพัฒนางานด้านเกษตรให้กับกลุ่มเกษตรกรภายใต้โครงการแปลงใหญ่ โดยการขอรับการสนับสนุนสินเชื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์และหลักการของโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ธ.ก.ส.

“สสก.9 จังหวัดพิษณุโลก จึงได้มีการเตรียมความพร้อมโดยการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจในวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้แก่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มสหกรณ์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไปนายเกษม” กล่าว

รายงานพิเศษ : เร่งปัดฝุ่นขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรกร ยกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรตอีกหนึ่งความสำเร็จที่เข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279182

รายงานพิเศษ : เร่งปัดฝุ่นขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรกร ยกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรตอีกหนึ่งความสำเร็จที่เข้มแข็ง

รายงานพิเศษ : เร่งปัดฝุ่นขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรกร ยกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรตอีกหนึ่งความสำเร็จที่เข้มแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรต 26/7 หมู่ที่ 7 ตำบลปากแรต อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี นับเป็นกลุ่มเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งที่สร้างความเข้มแข็งกลุ่มขึ้นมาจากความสามัคคีของสมาชิกในกลุ่ม ตั้งแต่ปี’49 ทำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ดนางฟ้า ด้วยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้สร้างสรรค์เป็นอาหารแปรรูปที่ถูกปากตลอดจนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรได้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า งานส่งเสริมกลุ่มเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน ล้วนเป็นงานหลักสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานาน แต่ด้วยการทำงานที่ขาดความต่อเนื่องส่งผลให้มีหลายกลุ่มต้องล่มสลายไปจากปัจจัยต่างๆ นานา แต่ทั้งนี้ก็ยังมีอีกหลายกลุ่มที่สามารถยืนอยู่ได้บนความสามัคคีของสมาชิกกลุ่มจนก่อให้เกิดความเข้มแข็ง ดังเช่นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรต ที่แม้จะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่โต แต่ก็สามารถดำเนินกิจกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกได้จวบจนถึงปัจจุบัน นับเป็นอีกกลุ่มที่สามารถเป็นต้นแบบให้กลุ่มอื่นได้

อย่างไรก็ตาม นโยบายของกรมต่อจากนี้จะพยายามพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับดำเนินการแก้ไขปัญหาอันจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ก็เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างอาชีพในระดับชุมชนและพึ่งพาตนเองให้ได้มากยิ่งขึ้นต่อไป

ด้าน นางอ้อมใจ จิตต์สนอง ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรต กล่าวว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากแรตเกิดขึ้นโดยความต้องการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในปี 2549 สมาชิกเริ่มจัดตั้ง จำนวน 15 คน ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 21 คน มีวัตถุประสงค์การจัดตั้งกลุ่มเพื่อพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามัคคี พึ่งตนเองได้ สร้างงาน สร้างโอกาส ให้แก่ชุมชนและสมาชิก เน้นการนำทรัพยากรภายในท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการแปรรูป พร้อมทั้งเป็นแหล่งวิชาการถ่ายทอดความรู้ และความชำนาญให้แก่สมาชิกและเยาวชนรวมทั้งผู้สูงอายุในชุมชน สามารถนำไปประกอบอาชีพได้

โดยปัจจุบันกิจกรรมหลักของกลุ่ม จะเน้นผลิตภัณฑ์ด้านแปรรูปเห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม และน้ำพริกต่างๆ โดยระยะแรกจำหน่ายในหมู่บ้านและตลาดในอำเภอบ้านโป่ง ต่อมาผลิตภัณฑ์เป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของตลาด และเป็นของฝากวางจำหน่ายในร้านของฝากหลายแห่ง จากผลิตภัณฑ์เห็ดนางฟ้าทรงเครื่องรสดั้งเดิม พัฒนามาเป็นเห็ดนางฟ้าทรงเครื่องรสต้มยำ เห็ดฟูผัดพริกขิง และอีกหลายชนิดตามมา ทำให้กลุ่มสามารถสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและชุมชน

ที่ผ่านมากลุ่ม ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานของภาครัฐ อาทิ เกษตรอำเภอ กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นต้น ซึ่งมีส่วนช่วยในการพัฒนาด้านความรู้ในการแปรรูปและด้านอื่นๆ ทำให้กลุ่มสามารถดำเนินกิจกรรมสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนมาจนถึงปัจจุบัน ที่การันตีความสำเร็จของกลุ่ม ได้จากรางวัลกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัดในปี 2559 และปี 2560 จนได้รับคัดเลือกเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และเข้าร่วมการพัฒนาคุณภาพด้าน “นวัตกรรมและเทคโนโลยีไทยเพื่อ SMEs”

นำร่องโครงการ‘ฝากน้ำแก้ภัยแล้ง’ กรมชลประทานจับมือกองทัพ สร้างความมั่นคงน้ำ‘เชียงใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279179

x

นำร่องโครงการ‘ฝากน้ำแก้ภัยแล้ง’ กรมชลประทานจับมือกองทัพ สร้างความมั่นคงน้ำ‘เชียงใหม่’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำนักงานชลประทานที่ 1 โครงการชลประทานจังหวัดเชียงใหม่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 33 กองพันสัตว์ต่าง กองพลทหารราบที่ 7 กองรบพิเศษที่ 5 และสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์กรมหาชน) จัดทำ “โครงการฝากน้ำ ป้องกันภัยแล้ง” เป็นโครงการนำร่องเพื่อเป็นการสำรองน้ำไว้ใช้ในยามวิกฤติช่วงที่แหล่งน้ำสำคัญๆที่มีอยู่ขาดแคลนน้ำ โดยเป็นการนำน้ำจากลำน้ำแม่แตงในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีการส่งน้ำเข้าแปลงเพาะปลูก ไปเก็บไว้ในแหล่งกักเก็บน้ำที่จัดเตรียมไว้ เพื่อเป็นหลักประกันในเรื่องความมั่นคงทางน้ำให้แก่คนเชียงใหม่ว่า จะมีน้ำเพียงพอกับความต้องการอย่างแน่นอน

โดยหลักการบริหารจัดการน้ำของโครงการฝากน้ำฯ จะเริ่มจากการสูบน้ำจากคลองน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาที่รับน้ำมาจากฝายแม่แตง เข้าไปเก็บกักในแหล่งน้ำ คือ อ่างเก็บน้ำห้วยหยวก สระเก็บน้ำในศูนย์ประชุมนานาชาติ 6 แห่ง สระเก็บน้ำในกองพันสัตว์ต่าง 1 แห่ง สระเก็บน้ำกองพลทหารราบที่ 7 จำนวน 3 แห่ง และสระเก็บน้ำพลรบพิเศษที่ 5 อีก 1 แห่ง รวมทั้งหมดประมาณ 1.1 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยจะทำการสูบในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรจากนั้นก็จะนำมาใช้ในช่วงฤดูแล้งที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ

นอกจากนี้ในอนาคตหากต้องการกักเก็บน้ำในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ยังสามารถที่ทำการขุดสระน้ำหรือพัฒนาเป็นพื้นที่แก้มลิงบริเวณสองข้างคลองส่งน้ำสายใหญ่ที่เป็นพื้นที่ในเขตทหารเพื่อเก็บน้ำเพิ่มเติมช่วงที่เกิดน้ำหลากได้อีกด้วย และถ้าหากโครงการฝากน้ำฯ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องดังกล่าวประสบผลสำเร็จกรมชลประทานจะนำไปขยายผลไปดำเนินโครงการในพื้นที่อื่นๆที่มีลักษณะปัญหาใกล้เคียงกัน

“โครงการฝากน้ำนี้มีลักษณะการดำเนินการใกล้เคียงกับ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราฯ จังหวัดเชียงใหม่ ที่กรมชลประทานกำลังดำเนินการก่อสร้างในขณะนี้ซึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก จะเจาะอุโมงค์ผันน้ำจากลำน้ำแม่แตงมาเก็บหรือฝากไว้ที่อ่างเก็บน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชลในช่วงฤดูน้ำหลาก และจากอ่างฯแม่งัดสมบูรณ์ชลฯไปยังอ่างฯแม่กวงอุดมธาราฯ รวมปริมาณน้ำที่จะผันทั้งสิ้น 160 ล้านลบ.ม.ต่อปี และเมื่อถึงช่วงฤดูแล้งก็จะส่งน้ำที่ฝากไว้ในอ่างฯแม่งัดสมบูรณ์ชลย้อนกลับมาช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำแม่แตงอีกประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี เป็นการสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับจังหวัดเชียงใหม่” นายสมเกียรติ กล่าว

แตกใบอ่อน : เหล้าเก่าในขวดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279177

807934531

แตกใบอ่อน : เหล้าเก่าในขวดใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังประชุม ครม. เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถ้าไม่นับข่าวใหญ่อย่างการจำใจงัด “มาตรา 44” มาแก้ปัญหาผลกระทบจากการออก “พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว” ของรัฐบาล ก็ต้องยกข่าว ครม.อนุมัติงบฯก้อนโต 2.28 หมื่นล้าน ให้กระทรวงเกษตรฯ เอาไปดำเนินโครงการ “9101ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ซึ่งถือว่าเป็นงบฯก้อนโตเสียจนเงิน 1.5พันล้านที่ ครม.อนุมัติในวันเดียวกัน เพื่อเอาไปใช้ในการอุดหนุนสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ให้คนที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 14.12 ล้านคน แทบจะกลายเป็นเศษเงินไปในพริบตา

ถามว่าโครงการนี้มีดีตรงไหน?

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ แกบอกว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นโครงการแจกเงินให้กับเกษตรกรเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการนำเงินลงไปเป็นทุนต่อยอดเพื่อให้เกษตรกรรู้จักเรียนรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งทั่วประเทศ ด้วยการสนับสนุนเงินลงทุนเริ่มต้นให้กับเกษตรกรในชุมชน 9,101 แห่ง แห่งละ 2.5 ล้านบาท รวม 2.28 หมื่นล้านบาท

โดยคาดการณ์จะมีเกษตรกรได้ประโยชน์ 4 ล้านคน จากจำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรประมาณ 5-6 ล้านคน

ส่วนเงื่อนไขคร่าวๆ ที่จะได้รับเงิน คือ แต่ละชุมชนต้องรวบรวมสมาชิกประมาณ 500 คน แล้วเสนอโครงการซึ่งเป็นกิจกรรมในลักษณะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ภายใต้ 8 กลุ่ม โครงการ ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืช ด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร และการแปรรูปการผลิต ด้านปศุสัตว์ (ขนาดเล็ก) ด้านประมง และอื่นๆ เช่น การปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งต้องมีการจ้างแรงงานร้อยละ 50 ในพื้นที่โดยชุมชนคัดเลือกและรับรองด้วยกันเอง โดยหลังจากครม.อนุมัติ จะสามารถขับเคลื่อนงานทันทีและชุมชนจะได้รับเงินไม่เกิน 15 กรกฎาคมนี้

เท่าที่ฟังรัฐมนตรีเล่ามาคร่าวๆ ถึงบรรทัดนี้ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าหลักการของโครงการนี้ก็คล้ายๆ กับ “โครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง” หรือโครกงาร “ตำบลละล้าน” ที่กระทรวงเกษตรฯโดย “กรมส่งเสริมการเกษตร” สมัยมีอธิบดีชื่อ “โอฬาร พิทักษ์” และมีรัฐมนตรีชื่อ “ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา” เคยดำเนินการมาแล้วเมื่อคราวเกิดปัญหาภัยแล้งปี 2558 ซึ่งการดำเนินการครั้งนั้นได้รับผลตอบรับค่อนข้างดีทีเดียว เพราะเป็นโครงการที่ชุมชนเสนอขึ้นมาเอง ทำให้การแก้ไขปัญหาตรงจุดมากกว่าการให้ภาครัฐคิดแล้วโยนไปให้เกษตรกรทำ ซึ่งอาจจะแก้ปัญหาได้บางพื้นที่เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่ผมมองว่าเป็น “ปัจจัยสำคัญ” ที่ทำให้โครงการ “ตำบลละล้าน” ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม คือ การดึงองคาพยพต่างๆ จากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กองทัพ กระทรวงมหาดไทย และโดยเฉพาะกรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ที่ส่งทั้งเจ้าหน้าที่และครูบัญชีอาสาลงพื้นที่ไปช่วยชุมชนดูแลการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายเงินของโครงการ จนแทบพูดได้ว่าเป็นโครงการที่ปลอดจากการทุจริตมากที่สุดโครงการหนึ่ง

มะลิลา

ผมยังไม่ทราบว่าในการดำเนินโครงการ 9101 ครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯได้วาง
“โมเดล” ไว้อย่างไรบ้าง แต่ด้วยความที่มีเม็ดเงินค่อนข้างมหาศาล จึงอยากฝากเอาไว้ให้ช่วยคิดต่อเผื่อให้การทำงานเกิดความรัดกุม มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง