รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจ ที่น่าจับตามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279976

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจ ที่น่าจับตามอง

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจ ที่น่าจับตามอง

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่า พืชเศรษฐกิจคืออะไร และมีอะไรบ้างครับ

สุพจน์ ปฏิมาภรณ์

อ.ปะทิว จ.ชุมพร

คำตอบ พืชเศรษฐกิจ หมายถึง พืชที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต มีลักษณะเด่นในการค้า ที่สามารถจะนำไปบริโภค โดยเป็นอาหารที่ให้วิตามิน แร่ธาตุ และเป็นแหล่งพลังงานของมนุษย์และสัตว์ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว สามารถประกอบเป็นอาชีพได้ พืชเศรษฐกิจระยะสั้นมีอายุการเก็บไม่นาน เมื่อเก็บผลผลิตแล้ว พืชจะตาย หรือได้ผลผลิตลดลงอย่างมาก ไม่คุ้มที่จะเก็บผลผลิต เพราะส่วนใหญ่จะเป็นพืชล้มลุก และมีขั้นตอนในการปลูกน้อยกว่าพืชอื่นๆ

การปลูกพืชเศรษฐกิจ นอกจากจะได้ผลผลิตเพื่อบริโภคและการสร้างรายได้ของครอบครัวแล้ว ก็ยังมีความสำคัญในระดับภูมิภาครวมถึงระดับประเทศ เป็นอาชีพหลักของคนไทย เพราะส่วนใหญ่ประเทศไทยมีอาชีพทางการเกษตร ลดอัตราการว่างงานลงเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย เพื่อนำไปแปรรูปต่อ ช่วยส่งเสริมและเป็นปัจจัยส่งเสริมภาคธุรกิจ และบริการด้านการเกษตรในประเทศ และเป็นแหล่งผลผลิตของการเกษตร

พืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ได้แก่

-ข้าว เป็นพืชเศรษฐกิจที่คู่ประเทศไทยมานาน และเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนไทยนิยมปลูกมากที่สุดในภาคอีสาน ภาคเหนือภาคกลาง ใช้ระยะเวลาสั้นคือ 4 เดือน แต่ผลเสียคือ ต้นทุนในการปลูกต่อไร่ค่อนข้างสูง และต้องอาศัยน้ำฝน หรือระบบน้ำชลประทาน และต้องปลูกใหม่ทุกปี เกษตรกรส่วนมากใช้สารเคมีในการปลูก ทำให้เกิดผลเสียต่อเกษตรกรเอง

-ยางพารา เป็นพืชอุตสาหกรรมใหม่ที่เข้ามามีบทบาท เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร และเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม มีการขยายพื้นที่ปลูกยางพารามากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเทคโนโลยีการกรีดยางให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มจำนวนวันกรีดน้ำยางและคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น ระยะเวลาในการปลูกหลายปี ต้นทุนสูง ตลาดรองรับมีจำกัด เพราะต่างประเทศปลูกและแปรรูปเองได้

-อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวที่เกษตรกรนิยมปลูก อ้อยปลูกครั้งเดียวจะเก็บเกี่ยวได้ 3-4 ปี โดยไม่ต้องปลูกซ้ำ ปลูกซ้ำอีกครั้งทุก 4-5 ปี และต้องปรับสภาพดินก่อนปลูกใหม่ เพื่อให้ผลผลิตดีขึ้น

-มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทนแล้งได้ดี แต่ผลเสียคือต้นทุนในการปลูกค่อนข้างสูง และต้องปลูกใหม่ทุกปี และราคาต่อ กก. ค่อนข้างถูกมาก เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทางราชการมีการกำหนดมาตรการยกระดับราคาหลายวิธี เช่น การชดเชยให้แก่ผู้ส่งออกมันอัดเม็ด หรือการยกเว้นภาษีเงินได้ เป็นต้น ดังนั้น จึงส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำแปลงขยายพันธุ์ เพื่อกระจายมันสำปะหลังพันธุ์ดีที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงให้มากขึ้น ส่วนในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมที่จะปลูกมันสำปะหลังทางราชการก็จะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน

-ปอแก้ว เป็นปอชนิดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูก เนื่องจากปอแก้วมีความทนทานต่อความแห้งแล้ง และขึ้นในสภาพดินไร่ทั่วไปได้ดี เป็นพืชที่มีความเสี่ยงในการลงทุนน้อยที่สุด ช่วงเวลาที่เพาะปลูกเริ่มต้นประมาณเดือน เมษายน-สิงหาคม ผลผลิตที่ได้จะออกสู่ตลาดช่วงเดือน ตุลาคม-ธันวาคม

-มะม่วง พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมาก ได้แก่ พันธุ์พื้นเมือง เช่น แก้วเขียว และแก้วขาว อกร่อง พันธุ์ส่งเสริม ได้แก่ น้ำดอกไม้ หนังกลางวัน เขียวเสวย หนองแซง เจ้าคุณทิพย์ สภาพปัญหาที่เกิดคือ ผลผลิตต่ำ เนื่องจากขาดการปฏิบัติดูแลรักษาที่ดี และพันธุ์ที่ปลูกไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

พืชเศรษฐกิจเหล่านี้ เคียงคู่กับเกษตรกรไทยมานานแสนนาน ที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก ทั่วทุกภาคของประเทศจึงทำให้มีข่าวถึงราคาที่ตกต่ำ นำไปสู่ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในที่สุด

นาย รัตวิ

เตือนเกษตรกรไร่ข้าวโพดฝักสด สังเกตอาการโรคราน้ำค้างระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279974

x

เตือนเกษตรกรไร่ข้าวโพดฝักสด สังเกตอาการโรคราน้ำค้างระบาด

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดฝักสด อาทิ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน และข้าวโพดข้าวเหนียว ให้หมั่นสังเกตอาการของโรคราน้ำค้าง มักพบแสดงอาการในระยะที่เริ่มเพาะปลูก เริ่มแรกจะพบบริเวณยอดมีใบข้าวโพดสีเหลืองซีด หรือใบลายเป็นทางสีเขียวอ่อนสลับเขียวแก่ บางครั้งพบยอดข้าวโพดแตกเป็นพุ่ม ต้นแคระแกร็น เตี้ย ข้อถี่ ไม่มีฝักหรือมีฝักขนาดเล็ก ก้านฝักมีความยาวมาก หรือมีจำนวนฝักมากกว่าปกติ แต่ฝักจะไม่สมบูรณ์ เช่น มีจำนวนเมล็ดน้อย หรือไม่มีเมล็ดเลย

สำหรับแหล่งที่เคยมีการระบาดของโรค หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม คือ มีอุณหภูมิต่ำ และมีความชื้นในอากาศสูง เมื่อข้าวโพดมีอายุ 5-7 วัน ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพีอัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7 วัน และพ่นติดต่อกัน 3-4 ครั้ง

นอกจากนี้ ในฤดูเพาะปลูกข้าวโพดฝักสดถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ปลอดโรค และคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 7-10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือสารเมทาแลกซิล-เอ็ม 35% อีเอส อัตรา 3.5 มิลลิลิตรต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หลีกเลี่ยงการเพาะปลูกข้าวโพดในฤดูที่มีการระบาดของโรครุนแรง กรณีพบเริ่มระบาด ให้ถอนต้นกล้าข้าวโพดที่แสดงลักษณะอาการของโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที ด้วยเชื้อสาเหตุของโรค สามารถเข้าทำลายต้นข้าวโพดได้ตั้งแต่ในระยะที่ข้าวโพดเริ่มงอก ซึ่งการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชหลังจากต้นข้าวโพดอายุ 20 วันขึ้นไป จะไม่สามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้

ตั้งทีมหนุน‘9101ตามรอยเท้าพ่อ’ n เกษตรฯเขต5ปูพรมขับเคลื่อน6จังหวัดใต้สร้างความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279975

x

ตั้งทีมหนุน‘9101ตามรอยเท้าพ่อ’ n เกษตรฯเขต5ปูพรมขับเคลื่อน6จังหวัดใต้สร้างความยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จ.สงขลา กล่าวว่า ตามที่มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชน โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนมีส่วนร่วมแบบประชารัฐอย่างยั่งยืน เป้าหมายดำเนินงานทั่วประเทศ 9,101 ชุมชน เกษตรกรชุมชนละ 500 ราย รวม 4,550,500 ราย งบประมาณชุมชนละ 2.5 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 22,752.5 ล้านบาท

สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานโครงการ ในพื้นที่ความรับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5จังหวัดสงขลา 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง มีจำนวน 706 ชุมชน เกษตรกร 353,000 ราย งบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,765 ล้านบาทขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการดังกล่าวโดยได้มีการแต่งตั้งคณะทำงาน 2 คณะ คือ คณะทำงานสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา และคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน มีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เป็นประธาน และประธานคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. ระดับเขต เป็นรองประธาน พร้อมทั้งประธานคณะกรรมการเครือข่ายศพก.ระดับจังหวัด 6 จังหวัด และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เป็นกรรมการ มีหน้าที่ดังนี้

1) ขับเคลื่อน กำกับ ติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณโครงการในพื้นที่จังหวัดที่รับผิดชอบ 2) ให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานโครงการให้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและ 3) รายงานความก้าวหน้า ปัญหาอุปสรรค แนวทางแก้ไข การดำเนินงานและการเบิกจ่ายงบประมาณให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบ

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ชลบุรี หนุนเกษตรกรกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279977

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ชลบุรี หนุนเกษตรกรกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ชลบุรี หนุนเกษตรกรกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว ขณะนี้พบการระบาดใน 29 จังหวัด พื้นที่รวม 109,409 ไร่ หรือประมาณ 9% ของพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั้งประเทศ ซึ่งพื้นที่ที่ระบาดมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ 93,293 ไร่ ชลบุรี 5,238 ไร่ สุราษฎร์ธานี 2,647 ไร่สมุทรสาคร 1,738 ไร่ และฉะเชิงเทรา 913 ไร่

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า วิธีการแก้ไขปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวระบาดทำลายผลผลิตที่ได้ผลที่สุด คือการใช้วิธีผสมผสาน ใช้หลากหลายวิธีร่วมกัน ไม่เน้นวิธีใดวิธีหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากที่ผ่านมาการแก้ปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวเคยใช้สารเคมีในการควบคุมกำจัดอย่างเดียว แม้จะสามารถลดพื้นที่การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวได้ในระดับหนึ่งแต่ต่อมาหนอนหัวดำก็ยังกลับมาระบาดซ้ำอีก เพราะยังหลงเหลือแหล่งที่อยู่อาศัยของหนอนหัวดำ ดังนั้นในปีนี้คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดำเนินการภายใต้ “โครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน”

สำหรับมาตรการในการกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวเน้นการมีส่วนร่วม ฉะนั้นวิธีการแรกที่เกษตรกรสามารถทำได้ทันทีคือการดูแลรักษาความสะอาดแปลง หมั่นสำรวจแปลงถ้าพบศัตรูพืชคือหนอนหัวดำมะพร้าวให้รีบตัดทางใบและเผาทำลาย เพื่อตัดแหล่งอาศัยทันที จากนั้นให้ใช้ศัตรูธรรมชาติคือปล่อยแตนเบียนบราคอน เข้าไปควบคุมประชากรหนอนหัวดำไม่ให้แพร่ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้พยายามรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกร มีการเพาะขยายพันธุ์แตนเบียนบราคอนไว้ใช้ในการควบคุมหนอนหัวดำ เนื่องจากตระหนักดีกว่าลำพังราชการดำเนินการเองทั้งหมดคงไม่เพียงพอ จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันเป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ช่วยในการขยายพันธุ์แตนเบียนพร้อมปล่อยในพื้นที่ที่พบการระบาดของหนอนหัวดำ โดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช เป็นหน่วยสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้การผลิตและขยายพันธุ์แตนเบียนให้กับเกษตรกร ตามหลักวิชาการแนะนำให้ปล่อยแตนเบียนบราคอน อัตรา 200 ตัวต่อพื้นที่ 1 ไร่ ปล่อยทุกๆ 15 วัน แต่หากเกษตรกรสามารถปล่อยแตนเบียนได้มากกว่าอัตราที่กำหนดก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการลดจำนวนหนอนหัวดำได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้มีการปล่อยแตนเบียนบราคอนในพื้นที่ 29 จังหวัดอย่างต่อเนื่อง

การใช้สารเคมีก็เป็นหนึ่งในวิธีผสมผสาน แต่จะใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย โดยเฉพาะกรณีที่มีการระบาดมากๆ หรือไม่สามารถควบคุมด้วยวิธีการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อตัดวงจรการระบาดให้ลดลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีจำเป็นต้องใช้ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยมาแล้วว่าสารเคมีชนิดใดมีประสิทธิภาพในการทำลายหนอนหัวดำมะพร้าว ทั้งยังไม่มีสารพิษตกค้างทั้งในน้ำหรือเนื้อมะพร้าว จึงปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีรวมถึงผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

“การป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวที่ได้ผลที่สุดนอกจากต้องใช้วิธีผสมผสานแล้ว สิ่งสำคัญเหนือสิ่งใดคือการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชน เนื่องจากหากทุกฝ่ายไม่ร่วมมือกัน หรือไม่ดำเนินการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่พบการระบาด การแก้ปัญหาก็จะไม่ยั่งยืน และจะย้อนกลับมาสร้างปัญหาอีกในอนาคต” นายประสงค์ กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลโป่ง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนแห่งหนึ่งที่มีการผลิตและขยายพันธุ์แตนเบียนไว้ใช้กันเองมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าเกษตรกรสามารถผลิตแตนเบียนบราคอนไว้ใช้ควบคุมกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวเห็นผลเป็นที่น่าพอใจ

นายวิชาญ บำรุงยา ประธานศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลโป่ง กล่าวว่า เมื่อปี 2554 เกษตรกรในพื้นที่ที่ปลูกมะพร้าวประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดทำลายผลผลิตอย่างมาก ตอนนั้นไม่ทราบวิธีกำจัดศัตรูพืชชนิดนี้ จึงได้ปรึกษาเกษตรตำบล ได้รับคำแนะนำให้ตัดทางใบเผาทำลายหนอนหัวดำ และพาไปศึกษาดูงานการผลิตแตนเบียนบราคอนศัตรูธรรมชาติที่สามารถกำจัดหนอนหัวดำได้ต่อมาปี 2556 ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ พ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน และให้นักวิชาการมาสอนการผลิตแตนเบียนให้กับสมาชิกกลุ่ม 30 คน ทางกลุ่มจึงได้ผลิตขยายแตนเบียนใช้กันเองในกลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะปล่อยแตนเบียนอัตราที่สูงกว่าคำแนะนำของทางการ เพราะเราผลิตได้เองก็ปล่อยได้มากขึ้น สามารถควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำได้ผลเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ ยังได้ถ่ายทอดความรู้การผลิตขยายแตนเบียนให้กับเกษตรกรรายอื่นที่สนใจ จนมีเกษตรกรบางรายที่ปัจจุบันใช้การปล่อยแตนเบียนบราคอนในสวนมะพร้าวอย่างเดียวไม่ใช้สารเคมีเลยก็มี

กรมชลดันคลอดกฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280034

กรมชลดันคลอดกฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชน

กรมชลดันคลอดกฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชน

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 21.43 น.

กรมชลประทานเดินหน้ายุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของประชาชนเต็มพิกัด  เผยทิศทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมชัดเจนขึ้นทุกที โดย สนช. เตรียมคลอดเป็นกฎหมายในเร็วๆ นี้  นอกจากนำร่องโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐพื้นที่ภาคตะวันออกแล้ว  ยังให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้วางแนวทางสำหรับขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน กล่าวถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติกำลังอยู่ระหว่างการตราพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชน พ.ศ……. ซึ่งจะเป็นทิศทางเดียวกับที่กรมชลประทานกำหนดเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนของกรมฯ นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป

“เป็นทิศทางที่ชัดเจนที่จะกำหนดให้โครงการใดๆ ของรัฐต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นความต้องการของประชาชนเสนอขึ้นมาแทนการสั่งการลงมาจากภาครัฐในอดีต เป็นการเปลี่ยนแปลงที่องค์กรของรัฐต้องปรับเปลี่ยนการทำงานของตัวเองเช่นกัน”

นายสุจินต์ กล่าวว่า ทันทีที่กำหนดให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นยุทธศาสตร์ของกรมชลประทาน กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนได้เข้าไปส่งเสริมโครงการพัฒนาลุ่มน้ำประชารัฐ ในพื้นที่สำนักชลประทานที่ 9 ในภาคตะวันออก

“เป็นการนำร่องเพื่อให้หน่วยงานอื่นได้เห็นพัฒนาการในลักษณะที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา เพื่อหาความต้องการและแนวทางในการแก้ไขปัญหา เป็นการหลอมรวมทั้งหน่วยงานกรมชลประทานกับประชาชนในพื้นที่  ทั้งในเรื่องความต้องการ และเทคนิควิธีการ”

ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนกล่าวว่า  การดำเนินโครงการชลประทานที่ผ่านมา  มักจะริเริ่มวางแผนศึกษาและสำรวจโดยกรมชลประทานเอง ในระยะๆ หลังจึงมักได้รับการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดโครงการตั้งแต่ต้นอย่างแท้จริง

“รายงานผลการศึกษาโครงการก็ดี ผลการสำรวจก็ดี และผลการออกแบบก็ดี กองเป็นตั้งๆ กลายเป็นความสูญเปล่า เพราะประชาชนไม่เอาด้วย และพอครบ 5 ปี ก็ต้องกลับมาทบทวนใหม่   เป็นเรื่องที่กรมชลประทานต้องหันมาทบทวนและพบว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน จะช่วยให้การขับเคลื่อนโครงการของกรมฯ มีความเป็นไปได้มากขึ้น รวมทั้งช่วยลดความขัดแย้งลงได้มาก”

นายสุจินต์กล่าวอีกว่า ในลำดับต่อไป กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนจะจับมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดทำแนวทางด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนตามยุทธศาสตร์ของกรมชลประทาน โดยจัดเก็บข้อมูลทั้งจากฝ่ายบริหารของกรมชลประทานและข้อมูลจากเวทีเสวนา 4 ภาค จากทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อวิเคราะห์แนวทางการมีส่วนร่วมฯ จะเป็นแบบใด จากนั้นจะคืนข้อมูลให้กรมชลประทานเพื่อวิพากษ์และสรุปเป็นแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 8 เดือน

“หน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องนี้ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการจัดเก็บข้อมูล การจัดเวทีเสวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสรุปเป็นแนวทาง ซึ่งจะเป็นคู่มือให้กรมชลประทานเดินไปอย่างเป็นระบบและตอบโจทย์การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงยิ่งขึ้น” นายสุจินต์กล่าว

กยท.หวังดันราคายางขึ้น70บาท วอนเกษตรกรหยุดเคลื่อนไหว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279952

กยท.หวังดันราคายางขึ้น70บาท วอนเกษตรกรหยุดเคลื่อนไหว!

กยท.หวังดันราคายางขึ้น70บาท วอนเกษตรกรหยุดเคลื่อนไหว!

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 14.46 น.

10 ก.ค.60 นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) แถลงสถานการณ์ราคายางพาราเกิดขึ้นในช่วงนี้ และแนวทางการแก้ไขปัญหา ว่า ขอทำความเข้าใจภาพรวมในเรื่องราคาขึ้นลงเป็นวัฐจักรทางธุรกิจ ซึ่งไทยส่งออกยางรายใหญ่ของโลก ทำให้มีผลกระทบต่อเกษตรกรค่อนข้างมากได้รับปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ไขในหลายมาตรการลงสู่เกษตรกรสวนยาง เชื่อว่าสัปดาห์หน้าราคายางปรับตัวดีขึ้น เมื่อมาตรการทั้งหมดเดินหน้าเต็มที่ส่งผลกระตุ้นให้กลไกตลาดปรับตัวดีขึ้น ในส่วนราคาน้ำยางสด ลดต่ำลงตอนนี้ 40 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (11 ก.ค.) กยท.หาดใหญ่ จ.สงขลา จะเรียกสมาคมน้ำยางข้น ผู้ประกอบการ เครือข่ายเกษตรกร มาพูดคุยให้เพิ่มจุดรับซื้อมากขึ้น หลังจากได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากรัฐบาลไปแล้ว 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มเงินหมุนเวียนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบ เพื่อเข้าไปรับซื้อพยุงราคา ไม่ให้ตกกว่านี้โดยใช้ราคาฐานไม่ต่ำกว่า 40 บาท ให้เร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาราคาน้ำยางตก เนื่องจากปริมาณยางออกมาพร้อมๆ ในเดือน มิ.ย. – ส.ค.เป็นช่วงปริมาณยางออกมาก ไม่ต่ำกว่า 3 แสนตัน คาดว่าเกษตรกรน่าจะอยู่ได้ โดยต้นทุนยางแผ่นรมควัน อยู่ที่ 53 บาท ตอนนี้ ราคาในตลาด 53.20 บาท จะดันราคาขึ้นไป 60 – 70 บาทต่อกิโลกรัม

รวมทั้งผลักดันมาตรการแก้ไขระยะสั้นส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ ได้รวบรวมความต้องการใช้ยาง เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา จาก 9 หน่วยงานราชการ มีปริมาณใช้น้ำยาง 1 หมื่นตัน ยางแห้ง 1.2 หมื่นตัน และใช้ยางในอนาคต 1.2 หมื่นตัน น้ำยางข้น ซี่งในวันที่ 13 ก.ค.นี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จะเชิญหน่วยงานรัฐมาประชุมขอตัวเลขการใช้ยางเพิ่มเติมจากที่เสนอมาแล้ว

นายธีธัช กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้สนับสนุนสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาท แก่สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร 510 แห่ง เสนอขอสินเชื่อ 5.5 พันล้านบาท อนุมัติวงเงินไปแล้ว เบิกเงินกว่า 367 แห่ง พร้อมเร่งจ่ายช่วยเหลือรายได้ให้ครัวเรือนๆ ละไม่เกิน15 ไร่ๆ ละ 1,500 บาท ยังตกค้างอีกกว่า 1 แสนราย จะจ่ายให้เสร็จโดยเร็ว และเงินสินเชื่อเพื่อการแปรรูป วงเงิน 1.5 หมื่นล้าน แก้ไขอุปทานยางพาราล้นตลาด เร่งรัดการใช้ยางในประเทศ ขณะนี้มีผู้ประกอบการแปรรูป ขอกู้ 29 ราย วงเงิน 8.8 พันล้านบาท ใช้ยางในประเทศปีละ 3 หมื่นตันต่อปี และจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ร่วมกับบริษัทส่งออกยางรายใหญ่ 5 เสือ วงเงิน 1,200 ล้านบาท อยู่ในขั้นตอนการจดทะเบียน โดยสัปดาห์หน้าเข้าซื้อขายในตลาดได้ อย่างไรก็ตาม กองทุนนี้เป็นกองทุนเฉพาะกิจ เมื่อราคายางเป็นปกติจะหยุดดำเนินการ นอกจากนี้ กยท.ได้อนุมัติวงเงินการซื้อในตลาดยางแต่ละแห่ง ทั้งตลาดท้องถิ่น 100 กว่าแห่ง และตลาลกลาง 6 แห่งทั่วประเทศ เพื่อดูดซับปริมาณได้มากที่สุด

ผู้ว่าฯ กยท.กล่าวอีกว่า ได้จัดหาความร่วมมือในตลาดต่างประเทศ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยตนไปประชุมสภาไตรภาคียาง 3 ชาติ หารือสถานกาณ์ราคายาง เห็นชอบเร่งรัดจัดประชุมระดับรัฐมนตรี เร็วๆ นี้ ยังมีมติร่วมกันลดพื้นที่ปลูกและควบคุมปริมาณส่งออก เพื่อให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น โดยคณะอนุไตรภาคีจะหารือเพื่อดำเนินการให้เป็นตามข้อตกลงได้อย่างไร โดยเข้าที่ประชุมระดับรัฐมนตรี ในเดือน ก.ย.นี้

“ราคายางปรับลงขณะนี้เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น เมื่อดำเนินการไปทุกอย่างพร้อมกันสถานการณ์ปรับเป็นปกติ ด้วยปัจจัยพื้นที่ฐานตรวจสอบ ความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การขยายตัวในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศจีน สหรัฐฯ ดีขึ้น ทำให้การใช้มากขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 50 กว่าบาท ปรับลดลงเพียง 80 สตางค์ เมื่อเทียบจาก 2 – 3 สัปดาห์ที่ผานมา เห็นว่าฐานราคาเริ่มแน่น ทั้งนี้ ในข้อเรียกร้องแกนนำและเกษตรกรสวนยาง รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ ได้รับฟังแนวทางจากเกษตรกร อดีตนักการเมือง ในแต่ละพื้นที่มาปรับวิธีการทำงาน นำยางในสต็อกมาใช้ในประเทศมากขึ้น นำ พ.ร.บ.ควบคุมยาง มาใช้ อยากให้ทุกภาคส่วนร่วมมือ ความขัดแย้งใดๆ ไม่ส่ผลดีต่อตลาด การเคลื่อนไหวของเกษตรกรยิ่งทำให้ราคายางปรับตัวลง ต่างชาติจับตามองสถานการณ์ในประเทศ ไปกดดันราคาในตลาดโลก ควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดี คาดว่าปีนี้จัดเก็บเงินเซส ค่าธรรมเนียมส่งออกยางได้ 6 –  7 พันล้านบาท ส่วนปัญหาขาดแรงงานกรีดยาง และแรงงานในโรงรมยาง เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องปรับตัว” นายธีธัช กล่าว

เกษตรบูรณาการ : ผลงาน โค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279822

251598

เกษตรบูรณาการ : ผลงาน โค้งสุดท้าย

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ มาอีกหนึ่งสัปดาห์ ที่ต้องบอกว่า เริ่มนับถอยหลังกันแล้วสำหรับคนที่ใกล้เกษียณอายุราชการ เพราะเหลืออีกไม่กี่เดือน ก็จะได้หยุดพักผ่อน งานที่ยังค้างคา ก็ต้องเดินหน้าให้เสร็จสิ้น โดยงานนี้ว่ากันว่า ในปลายกันยายนนี้ จะมีข้าราชการ ระดับ 10 ที่ต้องหิ้วกระเป๋ากลับบ้านกว่า 9 คน  ซึ่งก็มีทั้งตำแหน่งอธิบดี รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ตรวจราชการด้วย  ซึ่งจากนี้ไปต้องจับตามองว่าใครจะเดินเท้าบวมจากบุญหล่นทับกันบ้าง ต้องติดตามกันต่อไป  เพราะว่ากันว่า ปีนี้อธิบดีว่างลง กว่า 3 ตำแหน่ง นั้นคือ กรมชลประทาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

โค้งสุดท้าย ของการทำงานอีกไม่กี่เดือนต้องบอกว่า หลายคน เริ่มทำงานแบบไม่กดดัน เพราะอีกไม่กี่วัน ฉันก็จะหลุดพ้น
โดยเฉพาะสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือส.ป.ก. ที่มีเจ้าของเก้าอี้ในวันนี้คือ “สมปอง อินทร์ทอง”
ซึ่งโตมาจากนิติกร ส.ป.ก. และไต่เต้ามาจนได้ดิบได้ดี นั่งตำแหน่งสูงสุด คือ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แม้วันวานที่ผ่านมามีข่าวให้เห็นเนืองๆกับปัญหาที่ค้างคาหลายเรื่องทั้งเรื่องกังหันลม เรื่องการขุดเจาะปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก. รวมทั้งเรื่องการเข้ายึดที่เอกชน ที่ไม่สมควรจะได้เป็นเกษตรกร เพราะรวยเกินหน้าเกินตาแต่ดันอยากเป็นเกษตรกรจึงถูกยึดที่คืนเพื่อจัดสรรให้กับคนจน แม้ที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่ามีการกดดันจากผู้ใหญ่บางคน ให้จัดสรร เอื้อประโยชน์ให้กับใครบางคน แต่จากนี้ไปคงต้องจับตามองเป็นพิเศษ ว่าท่านเลขาฯ “สมปอง” ยังจะต้องเกรงใจใครต่อไปอีกหรือไม่ เพราะเหลืออีกไม่กี่วันจะต้องอำลาเก้าอี้

แต่ที่แน่ๆ วันนี้ เริ่มเห็นว่า พี่ท่าน “สมปอง” มีการทำงานอย่างขยันขันแข็ง ลงตรวจสอบพื้นที่ที่ยึดมาได้จากเอกชนคนอยากเป็นเกษตรกร โดยเริ่มจากลงพื้นที่ ตรวจความคืบหน้าการพัฒนาแปลงพื้นที่ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมา หลังจากที่ยึดพื้นที่คืนมาได้ทั่วประเทศ 3.1 แสนไร่ ตามคำสั่งมาตรา 44 และยังมีหลายพื้นที่ ที่มีการเตรียมพร้อมส่งมอบให้กับเกษตรกร ซึ่งเตรียมพร้อมเสร็จแล้วสมบูรณ์ ในการปรับที่ปรับทาง พร้อมส่งมอบให้เกษตรกรเข้าทำกินในกลางเดือนก.ค.นี้ โดยตั้งเป้าส่งมอบให้เกษตรกรกว่า 1 หมื่นราย เข้าทำกินในพื้นที่ประมาณ 1 แสนไร่ ที่สำคัญ จะเชิญท่าน นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปมอบสัญญาเช่าในรูปแบบสหกรณ์ให้กับเกษตรกร 85 ราย รายละ 6 ไร่ ด้วยตัวเอง เป็นปฐมฤกษ์ น่าจะเป็นพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นแห่งแรก จากนั้นก็จะทยอยส่งมอบให้กับเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งก็มีทั้ง จ.กาญจนบุรี สระแก้ว นครราชสีมา ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี คาดว่ามีพื้นที่ 1.7 หมื่นไร่ เกษตรกร 1.4 พันราย เป็นลอตแรก ตอนนี้ทุกพื้นที่เร่งรัดการคัดเลือกเกษตรกร การพัฒนาปรับปรุงแปลงหลายพื้นที่ ทยอยเสร็จปลายปีนี้งานนี้ต้องขอขอบพระคุณแทนเกษตรกรที่ขาดแคลนที่ทำกินจริงๆ

สุดท้ายปลายสัปดาห์นี้ต้องบอกว่า ลุ้นกันต่อไปอีกนิด กับตำแหน่งที่ว่างลงว่าใครจะได้ดิบได้ดีกันบ้าง จากตำแหน่งที่ว่างลง ในกว่า 9 ตำแหน่ง ใครเชียร์ใครต้องไปว่ากันเอง ที่แน่ๆ ท่านรัฐมนตรีบอกเพียงสั้นๆ ว่า ยังไม่ถึงฤดูโยกย้ายต้องรออีกนิด งานนี้คงต้องเร่งสร้างผลงาน เพราะงานนี้แว่วว่า อาจต้องมีการสังคายนายกใหญ่ ไปในคราเดียวกันเสียด้วย หากผลงานยังไม่เข้าตา ส่วนใครจะไปไหน ต้องลุ้นกันต่อไปอีก 2 เดือน แต่ที่แน่ๆ วันนี้ ท่านรัฐมนตรี ที่ชื่อ “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” คงจะมีการวางตำแหน่งที่เหมาะสม คร่าวๆ ในใจไว้แล้ว

ราชดำเนิน

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…การพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด สร้างความมั่นคงให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279825

รายงานพิเศษ : เจาะลึก...การพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด สร้างความมั่นคงให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…การพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด สร้างความมั่นคงให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จังหวัดจันทบุรี เป็นจังหวัดทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมดีเปรสชั่นจากทางด้านตะวันออกของประเทศ ทำให้มีปริมาณฝนมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เฉลี่ยถึง 2,600 มิลลิเมตร (มม.)/ปี มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อปีถึงมากถึง 6,662 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

แต่…จันทบุรีกลับขาดแหล่งกักเก็บน้ำ

ปัจจุบัน จ.จันทบุรี มีแหล่งเก็บกักน้ำทั้งสิ้น 187 แห่ง เก็บกักน้ำได้ 262 ล้านลบ.ม. สามารถส่งน้ำไปให้พื้นที่ชลประทานได้ 439,440 ไร่ จากพื้นที่เกษตร 2.3 ล้านไร่ ซึ่งจะเห็นว่าความสามารถในการเก็บน้ำของจังหวัดยังไม่ถึง 1% ของปริมาณน้ำท่า ที่เหลืออีกหลายพันล้าน ลบ.ม. ได้ไหลลงทะเลไปเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ พื้นที่ป่าต้นน้ำที่จะคอยดูดซับน้ำยังถูกบุกรุกทำลาย ดังนั้นเมื่อเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันน้ำก็จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างทันที ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ ขณะที่เมื่อถึงฤดูแล้งก็จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และน้ำทะเลหนุนสูงเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม เพราะขาดแหล่งกักเก็บน้ำ ไม่มีน้ำไปผลักดันน้ำเค็ม ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำซากเกือบทุกปี หนักบ้างเบาบ้างแล้วแต่ว่า ปีนั้นๆ สภาพฝนเป็นอย่างไร

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาน้ำของ จ.จันทบุรี จำเป็นต้องพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นในทุกลุ่มน้ำ ซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนที่จะพัฒนาแหล่งน้ำให้สามารถเก็บกักน้ำได้ร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำท่า หรือประมาณ 1,333 ลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 934,000 ไร่ หรือร้อยละ 40 ของพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมด ซึ่ง จ.จันทบุรี เป็นรอยต่อของ 3 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำพระสะทึง และลุ่มน้ำโตนเลสาบ นอกจากนี้ยังมีลุ่มน้ำสาขาอีกหลายแห่ง

ลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ก็ประสบปัญหาเรื่องน้ำทั้งเช่นเดียวกับลุ่มน้ำอื่นๆ ของ จ.จันทบุรี ในปี 2535 กรมชลประทานได้เข้าไปศึกษาการพัฒนาลุ่มน้ำเบื้องต้นพบว่า ต้องมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ต้นน้ำ 4 แห่งตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ต.พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 60 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ต.พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 68 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 80 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 99 ล้าน ลบ.ม.

“ขณะนี้อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561 ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ และอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว น่าจะเริ่มก่อสร้างปีได้ในปี 2561 เหลือเฉพาะอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดที่อยู่กำลังดำเนินการศึกษาทบทวนความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล่้อม”

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็น 1 ใน 4 อ่างที่มีความสำคัญและมีขนาดใหญ่ที่สุด นอกจากการศึกษาเบื้องต้นเมื่อปี 2535 แล้ว กรมชลประทานได้การศึกษาความเหมาะสมอีกครั้งในปี 2545 แต่ต่อมาเมื่อปี 2552 กรมอุทยานแห่งชาติฯได้ประกาศให้ บริเวณพื้นที่โครงการบางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น กรมชลประทานจึงได้ศึกษาวิเคราะห์ความเหมาะสมและทบทวนผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EHIA) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ขณะนี้การศึกษาได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีผลสรุปยืนยันว่า มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ในทุกภาคส่วน และยังสามารถบรรเทาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่าในการลงทุน หากไม่ติดขัดปัญหาอะไร น่าจะสามารถเริ่มต้นดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2563” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ตัวเขื่อนตั้งอยู่บริเวณบ้านโป่งเกตุ ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี มีลักษณะเป็นเขื่อนดินสูง 25 เมตร ยาว 3,000 เมตร อ่างเก็บน้ำมีความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับน้ำฝน 255 ตร.กม. และมีปริมาณน้ำท่าไหลลงอ่างฯในเกณฑ์เฉลี่ย 120 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ถึงประมาณ 88,000 ไร่ และจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้เต็มประสิทธิภาพ สามารถบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำและปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยฟื้นฟูสภาพนิเวศวิทยา คุณภาพน้ำ ตลอดลำน้ำให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับอุปโภคบริโภคในพื้นที่อย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินความต้องการในช่วงฤดูฝน จากบริเวณฝายวังโตนดเข้าสู่ระบบชลประทานไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบสำรองรองรับ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในระยะแรกเฉลี่ยประมาณปีละ 60 ล้าน ลบ.ม. และสามารถเพิ่มปริมาณการผันน้ำในอนาคตได้ถึง 100 ล้านลบ.ม.อีกด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ที่เป็นเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทย

“หากสามารถดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้เต็มศักยภาพครบทั้ง 4 แห่ง พร้อมฝายคลองวังโตนดตามแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด ของกรมชลประทานนั้น จะทำให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างอีกลุ่มน้ำหนึ่ง ที่สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และผลักดันน้ำเค็ม ได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ทั่วทั้งลุ่มน้ำ เสริมความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้ส่งออกชั้นดีของประเทศ ไม่ว่า ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ กล้วยไข่ สร้างรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 25,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีน้ำเหลือที่ส่งไ่ปช่วยเสริมความมั่นคงให้กับพื้นที่ EEC อีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ด้าน นายวิเชียร งามระเบียบ รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ใช้น้ำจากคลองวังโตนดตอนล่าง กล่าวด้วยว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี เนื่องจากน้ำในคลองแห้งต้องซื้อน้ำใส่รถมาใช้รดสวนผลไม้ ที่สูบน้ำจากประตูระบายน้ำทุ่งเบญจาที่สร้างปิดกั้นคลองวังโตนด แต่หลังจากที่กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำทุ่งเบญจาปิดกั้นคลองวังโตนดแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา เกษตรกรมีน้ำเพียงพอ มีความสุข รายได้ก็ดีขึ้นด้วย และหากกรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทางตอนบนทั้ง 4 แห่ง เสร็จสมบูรณ์ ก็ยินดีที่จะแบ่งปันน้ำในส่วนที่เหลือใช้ให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องการน้ำด้วย

หากมองประโยชน์ที่ทุกภาคส่วนจะได้รับ เมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่ใช้ในการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดประมาณ 3,416 ล้านบาทแล้ว ถือว่าคุ้มค่ามาก

แจงสี่เบี้ย : ‘เกษตรวิชญา’ ศูนย์เรียนรู้เกษตรและธรรมชาติยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279823

227832

แจงสี่เบี้ย : ‘เกษตรวิชญา’ ศูนย์เรียนรู้เกษตรและธรรมชาติยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“เกษตรวิชญา” เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรที่ตั้งอยู่ภาคเหนือของไทย ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ บริเวณ บ้านกองแหะ หมู่ที่ 4 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จำนวน 1,350 ไร่ ให้กระทรวงเกษตรฯ นำไปดำเนินการในลักษณะเป็นคลินิกเกษตร เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงบนพื้นที่สูง

กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโครงการร่วมกับหน่วยงานอื่น โดยมีภารกิจหลักในการสำรวจและวางแผนการใช้ที่ดิน การใช้ประโยชน์ที่ดินและการพัฒนาที่ดิน การปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช การสำรวจข้อมูลต่างๆ

สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่โครงการเกษตรวิชญา เป็นการบูรณาการร่วมของหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันพัฒนาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ นำไปสู่การใช้ที่ดินอย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในคุณค่าของทรัพยากร ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 ส่วน ดังนี้ ได้แก่ ส่วนที่หนึ่ง เป็นพื้นที่ทรงงาน 32 ไร่ ส่วนที่สอง  เป็นพื้นที่ส่วนราชการ 138 ไร่ เป็นที่ตั้งของอาคารศูนย์เรียนรู้ อาคารฝึกอบรม แปลงสาธิตจุดเรียนรู้การพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจร รวมถึงระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ส่วนที่สาม เป็นพื้นที่พัฒนาการเกษตร 139 ไร่ ส่วนที่สี่ เป็นพื้นที่วนเกษตรและธนาคารอาหารชุมชน 132 ไร่ มีการพัฒนาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม อนุรักษ์แหล่งต้นน้ำลำธาร โดยปัจจุบันชุมชนของเกษตรกรรอบโครงการ 10 หมู่บ้าน 2,335 ครัวเรือน ประชากร 9,837 ราย ได้รับการถ่ายทอดความรู้ให้สามารถนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองได้ อันจะยังให้เกิดประโยชน์สมดังพระราชประสงค์ต่อไป

ยันสารปราบหนอนหัวดำปลอดภัย n เกษตรฯการันตีไม่ส่งผลกระทบ‘สวนมะพร้าว-คน-สิ่งแวดล้อม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279824

ยันสารปราบหนอนหัวดำปลอดภัย n เกษตรฯการันตีไม่ส่งผลกระทบ‘สวนมะพร้าว-คน-สิ่งแวดล้อม’

ยันสารปราบหนอนหัวดำปลอดภัย n เกษตรฯการันตีไม่ส่งผลกระทบ‘สวนมะพร้าว-คน-สิ่งแวดล้อม’

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การใช้สารเคมีเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน ภายใต้โครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการจัดซื้อสารเคมีสำหรับใช้ในโครงการ สำหรับสารเคมีที่เลือกนำมาใช้ในครั้งนี้กรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาวิจัยพบว่ามีความเป็นพิษน้อยต่อคนและสัตว์ รวมถึงไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิตทั้งในเนื้อและน้ำมะพร้าวอีกด้วย

โดยสารเคมีที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้กำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว แบ่งเป็นสารเคมีฉีดเข้าต้น สำหรับมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตรขึ้นไปแต่ห้ามใช้ในมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวทำน้ำตาล แนะนำให้ใช้ สาร emamectin benzoate 1.92% EC (อิมาเม็กติน เบนโซเอต) เท่านั้น ใช้ในอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น ส่วนมะพร้าวที่ความสูงต่ำกว่า 12 เมตร รวมทั้งมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวทำน้ำตาลทุกระดับความสูง แนะนำให้ใช้สาร flubendiamide 20% WG (ฟลูเบนไดอะไมด์) อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสาร cholrantraniliprol 5.17% SC
(คลอแรนทรานิลิโพรล) อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

“ขอยืนยันว่าการใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรทั้งวิธีการเจาะเข้าต้นหรือพ่นทางใบ จะไม่พบสารเคมีตกค้างในเนื้อและน้ำของมะพร้าวแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าการพ่นสารเคมีจะทำให้สารเคมีฟุ้งกระจายส่งผลกระทบต่อคนหรือสิ่งแวดล้อมนั้น ก็ขอยืนยันว่าสารเคมีที่เลือกมาใช้นี้มีความปลอดภัยสูงสุดแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับสารเคมีที่ฉีดพ่นยุงลายตามบ้านเรือนหรือแหล่งชุมชน สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำมีพิษน้อยกว่านั้น ที่สำคัญกรมส่งเสริมการเกษตรได้อบรมถ่ายทอดความรู้การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องปลอดภัยให้กับผู้รับจ้างฉีดและพ่นสารเคมีที่เข้าร่วมโครงการทุกคน จึงมั่นใจได้ว่าการใช้สารเคมีเป็นไปตามหลักวิชาการทุกประการมีความปลอดภัยทั้งต่อผลผลิต คน และสิ่งแวดล้อม” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวย้ำ