เดินหน้าปล่อยสินเชื่อแปลงใหญ่ ตั้งเป้า77จังหวัด2,000แห่ง สร้างความมั่นคงภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280540

x

เดินหน้าปล่อยสินเชื่อแปลงใหญ่ ตั้งเป้า77จังหวัด2,000แห่ง สร้างความมั่นคงภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 อนุมัติโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้เกษตรกรในแปลงใหญ่สามารถนำไปพัฒนากิจกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการผลิต ด้านการตลาด ที่จะนำไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และมีการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายการให้สินเชื่อแปลงใหญ่ รวมทั้งสิ้น 2,000 แปลง ในพื้นที่ 77 จังหวัด

โดยเกณฑ์ให้การสนับสนุนสินเชื่อโครงการ ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประกอบไปด้วย สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ที่เข้าร่วมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยแปลงใหญ่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด ให้ความเห็นชอบโครงการและแผนธุรกิจกลุ่มที่เสนอขอรับการสนับสนุนสินเชื่อ ตามแนวทางเงื่อนไขของโครงการ จากนั้นก็จะดำเนินการยื่นเรื่องให้กับ ธ.ก.ส. เพื่อดำเนินการสนับสนุนสินเชื่อแก่สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน แปลงละไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี คิดอัตราดอกเบี้ย 0.01% ทั้งนี้ กลุ่มต้องมีสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการอย่างน้อย 15 คนขึ้นไป

สำหรับความคืบหน้าในขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อแล้ว จำนวน 18 แปลง 12 จังหวัด วงเงินกู้อนุมัติ 88,253,460 บาท แบ่งเป็นข้าว 5 แปลง พืชไร่ 1 แปลง ปาล์มน้ำมัน 2 แปลง ลำไย 2 แปลง ทุเรียน 2 แปลง กาแฟ 1 แปลง พริก 1 แปลงโคขุน 2 แปลง ปลา 2 แปลง เพื่อนำเป็นค่าใช้จ่าย และหรือเป็นค่าลงทุนในการพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เช่น จัดหาปัจจัยการผลิต จัดหาและหรือพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในแปลง จัดหาและหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จัดหาเครื่องมือ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ทางการเกษตร เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรวบรวมผลผลิต และอื่นๆ เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานดังกล่าวคาดว่าจะสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรได้ตรงจุด และตรงกับความต้องการของเกษตรกร ภายใต้การดำเนินงานที่มุ่งเน้นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เน้นการทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เกิดความมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง” นายสำราญ กล่าว

แตกใบอ่อน : เรื่องดีๆไม่รีบทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280330

807934531

แตกใบอ่อน : เรื่องดีๆไม่รีบทำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าครับว่าตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาทุกครั้งเวลาที่พูดถึงวิกฤติพลังงานในบ้านเราทีไร ทั้งรัฐบาลกระทรวงพลังงาน หรือแม้แต่การไฟฟ้า ก็มักจะมาบ่นๆๆ ให้ประชาชนคนทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ ฟังอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า อนาคตวิกฤติพลังงานในบ้านเราน่าเป็นห่วงสักแค่ไหน ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ รวมถึงค่าไฟฟ้า จะพุ่งขึ้นไปสูงยังไง ก่อนจะตบตูดต่อท้ายบอกให้เราทุกคนช่วยกันประหยัด

แต่พอจะมีใครสังเกตบ้างหรือเปล่าครับว่า ประโยคคำพูดเหล่านี้ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีๆ ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม เมื่อก่อนเคยถาม เคยบ่น กันยังไงเดี๋ยวนี้ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่อย่างนั้น

สถานการณ์ที่ผ่านมา มันเหมือนกับว่า ทั้งรัฐ ทั้งเรา ต่างคนต่างรู้ถึงปัญหาดี แต่ก็ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมอะไรกันสักอย่าง โดยเฉพาะในระดับนโยบาย ไม่ว่าจะผ่านมากี่รัฐบาลก็ร้อบแบะๆ กันมาตลอด “พลังงานทางเลือก” บ้านเรามันถึงไม่โตกันเสียที

แล้วก็ไม่ใช่แค่ไม่โตกันเปล่าๆ ทุกวันนี้ยังต้องมานั่งเถียง นั่งสู้กันอีกกับ“โรงไฟฟ้าถ่านหิน” จนผมเองก็อดสงสัยและแอบคิดในใจว่า รัฐาลในบ้านเราเขามีอะไรซ่อนไว้อยู่ข้างหลังกันบ้างหรือเปล่าเพราะไม่เห็นจะยอมสนับสนุนพลังงานทางเลือกกันจริงๆ จังๆ เสียที

ไม่ต้องดูที่ไหนไกลครับ เอาแค่เรื่อง “โซลาร์รูฟท็อป” หรือระบบเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้าบนหลังคา ถ้าดูกันดีๆ ก็จะเห็นว่า คนที่กุมนโยบายเรื่องนี้ในบ้านเรามีอาการอิดๆ ออดๆ กันขนาดไหนกับการสนับสนุนเรื่องนี้ ทั้งที่ชาวบ้านและใครๆ ต่อใครก็พากันออกมาร้องแรกแหกกระเชอให้รัฐช่วยสนับสนุนเรื่องนี้กันให้เต็มสูบ เพราะมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม และมีความเหมาะสมจริงๆ กับสภาพอากาศอย่างบ้านเราที่ร้อนจนแดดเผากันเปรี้ยงๆๆอยู่แทบทุกวี่ทุกวันขณะที่ต้นทุนราคาอุปกรณ์ติดตั้ง ก็ยิ่งมีแต่จะลดลงเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์หรือคุ้มทุนได้มากขึ้นเร็วขึ้น

ดังนั้นจึงทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วแบบนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราจะไปมัวกลัวอะไรอยู่

ยิ่งถ้ารัฐบาลออกมาประกาศปาวๆๆว่า จะเข็นประเทศไทยให้เป็น “Thailand 4.0” จะผลงานวิจัย นวัตกรรม และการคิดค้นเทคโนโลยี นำพาบ้านเมืองให้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายใน 20 ปี ก็ยิ่งต้องบอกว่า รัฐบาลต้องรีบตื่นลืมตาขึ้นมาลงมือปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงๆ ได้แล้ว เพราะถ้ามัวแต่นั่งนึก นอนฝัน เอาแต่พูดอยู่อย่างนี้ก็ไร้ประโยชน์ครับ

ดูอย่างประเทศอินเดียโน่นสิ พัฒนาพลังงานทางเลือกเสียจนสามารถสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ระดับโลกไปแล้ว

ที่วันนี้ผมต้องมาเขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่อะไรนะครับ มันทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ผู้ใหญ่ในรัฐบาลก็มัวแต่มะงุมมะงาหราคิดอะไรทำอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ ดึงเกมกันไปดึงเกมกันมา เหมือนมองไม่เห็นปัญหา ทีจะซื้อเรือดำน้ำ เครื่องบิน รถถัง นี่ไวจัง…3 ปีมานี่ ล่อเข้าไปกี่หมื่นล้านแล้ว ได้นับบ้างหรือเปล่า

แต่พอมาถึงเรื่องพลังงาน ซึ่งถ้าจะให้พูดแบบกำปั้นทุบดินก็ต้องบอกว่า เรื่องนี้มันก็เรื่องความมั่นคงของคนไทยเหมือนกัน กลับเหมือนแกล้งโยนให้ชาวบ้านมานั่งเถียงกับการไฟฟ้า เถียงกับกระทรวงพลังงานอยู่นั่นแหละว่าจะเอา-ไม่เอา “ถ่านหิน” ทั้งที่ก็รู้ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า จริงๆ บ้านเรายังมีพลังงานทางเลือกอะไรอีกบ้างที่ทำได้

อยากจะโปร อยากจะศึกษา “ถ่านหิน” ก็ศึกษาไปสิครับ ทำไปเลย และทำให้รู้แน่ว่าไอ้ที่จะไปสร้างที่แถบ “อันดามัน” หรือที่อื่นๆ น่ะมันดีจริงหรือเปล่า มันได้ความคุ้มค่ามากกว่าที่จะเสียไปหรือเปล่า

แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดประตู“ทางเลือก” อื่นๆ ให้กับประชาชนเขาด้วย

อย่าคิดเอาแต่จูงจมูกหรือชี้นิ้วสั่งให้ซ้ายหันขวาหัน เหมือนคนไทยไม่มีสมองอย่างเด็ดขาด

เรื่องดีๆ ไม่รีบทำ ระวังเดี๋ยวชาวบ้านเขาจะคิดบ้างว่า ที่หวงก้างกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะกลัวค่าไฟถูกแล้วผลประโยชน์ของใครมันจะหายไปนะครับ

มะลิลา

เดินหน้าตั้งอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบข้อมูลหนี้สิน‘เกษตรกร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280331

x

เดินหน้าตั้งอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบข้อมูลหนี้สิน‘เกษตรกร’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานอนุกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบและยืนยันข้อมูลหนี้สินเกษตรกร กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยว่า ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 26/2560 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ให้มีคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ มีความก้าวหน้าโดยได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลหนี้สินเกษตรกร ซึ่งได้เริ่มดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน และจัดทำแผนสนับสนุนคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลหนี้สินเกษตรกรในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ โดยได้ดำเนินการประชุมทางไกลพร้อมทั้งให้คำแนะนำในการจัดทำแผนการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ซึ่งเริ่มผลักดันให้มีการสนับสนุนงบดำเนินการจาก กฟก. และมีการสำรวจข้อมูลหนี้จากทั้งตัวเกษตรกรและเจ้าหนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.-24 ส.ค. นี้ คาดว่ามีบางจังหวัดได้เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น ภูเก็ต ตรัง นครปฐม ระยอง เป็นต้น และหากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการเร่งดำเนินการร่วมกันอย่างเต็มที่ การรวบรวมข้อมูลดังกล่าวอาจจะแล้วเสร็จก่อนกำหนด

ด้าน นายกมล ศักดิ์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยสำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน (สกร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานอำนวยการจัดทำข้อมูลหนี้สินเกษตร ณ อาคาร 3 ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การกำกับดูแลของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในระดับจังหวัดและอำเภอ ซึ่งจะดำเนินการรวบรวมปัญหา/ข้อแก้ไขในการปฏิบัติงาน และเสนอคณะอนุกรรมการ พิจารณาต่อไป

โปรยเมล็ดพันธุ์ป่าต้นน้ำทั่วประเทศ ‘ฝนหลวง’ร่วม7หน่วยงานสืบสานพระราชปณิธาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280337

โปรยเมล็ดพันธุ์ป่าต้นน้ำทั่วประเทศ ‘ฝนหลวง’ร่วม7หน่วยงานสืบสานพระราชปณิธาน

โปรยเมล็ดพันธุ์ป่าต้นน้ำทั่วประเทศ ‘ฝนหลวง’ร่วม7หน่วยงานสืบสานพระราชปณิธาน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร 28 กรกฎาคม 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดทำโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ ภายใต้แนวคิด “9 วัน สู่วันมหามงคล 65 วัน สืบสานพระราชปณิธาน” เป็นการคืนผืนป่าเพื่อสานต่อพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อเพิ่มความชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้

“การโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศในพื้นที่แหล่งต้นน้ำบริเวณพื้นที่เดินเท้าเข้าถึงยากหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ได้ ทั้งนี้ มีหน่วยงานร่วมรับผิดชอบดำเนินการ 7 หน่วยงาน และภาคประชาชน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมชลประทาน กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา มณฑลทหารบกที่ 15 จ.เพชรบุรี และมณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมการปกครอง และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรวมถึงเกษตรกร อาสาสมัครฝนหลวงและประชาชนทั่วไป เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำ และแหล่งอาหารสัตว์ป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและพื้นที่ผืนป่าทั่วประเทศอย่างยั่งยืน เป็นการสร้างความสมบูรณ์และกำหนดพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าไม่ให้อพยพออกจากป่ามาสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่การเกษตร เพิ่มพื้นที่ผืนป่าในแหล่งต้นน้ำของเขื่อนต่างๆ เป็นการทำงานเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐ และประชาชนทั่วไป ทำให้เกิดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า โครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศ โดยได้มีการเตรียมความพร้อมการปั้นเมล็ดพันธุ์พืช ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกับกองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2จ.นครราชสีมา มณฑลทหารบกที่ 31 จ.นครสวรรค์ และมณฑลทหารบกที่ 15 จ.เพชรบุรี เพื่อเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชสำหรับใช้โปรยในโครงการดังกล่าว ซึ่งมีชนิดเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้ในโครงการและพื้นที่เป้าหมายการโปรยทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ได้แก่ ภาคกลาง โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 10 ชนิด ได้แก่ กัลปพฤกษ์ กาฬพฤกษ์ ขี้เหล็ก แดง มะค่าแต้ พฤกษ์ ราชพฤกษ์ (คูน) สาธร (กระเจาะ) สีเสียด(สีเสียดแก่น) และอะราง (นนทรีป่า)ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ไผ่รวก และพะยูง ภาคใต้โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ประดู่ (ตีปีก) และมะค่าโมง

นายสุรสีห์กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่า ทั่วประเทศไทย ในปีนี้ได้เริ่มดำเนินการระยะที่ 1 เมื่อเดือนเมษายน – กรกฎาคม 2560 ในการเตรียมเมล็ดพันธุ์ จากนั้นระยะที่ 2 ปฏิบัติการโปรยเมล็ดพันธุ์ ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม – กันยายน 2560 สำหรับระยะสุดท้าย จะเป็นการประเมินผล ในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2560 และจะมีพิธีเปิดโครงการในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560ณ เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ซึ่งได้รับเกียรติจาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด

เร่งปั้นสหกรณ์‘Smart Officer’ ประจำทุกอำเภอสร้างความเข้มแข็งกลุ่มเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280334

x

เร่งปั้นสหกรณ์‘Smart Officer’ ประจำทุกอำเภอสร้างความเข้มแข็งกลุ่มเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ได้การจัดฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนานักส่งเสริมสหกรณ์ระดับอำเภอสู่การเป็น Smart Officer” ให้กับนักส่งเสริมสหกรณ์ประจำอำเภอทั่วประเทศ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจงานด้านต่างๆ อาทิ การกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ที่ดีตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ ระเบียบ และข้อบังคับของสหกรณ์ แนวทางการพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง การส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร และการส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้นักส่งเสริมสหกรณ์ประจำอำเภอมีความรู้ทางวิชาการและความเชี่ยวชาญ สามารถบริหารจัดการงานและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดีและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งอย่างมั่นคง

“นักส่งเสริมสหกรณ์ต้องทำงานกับประชาชนในระดับพื้นที่ ต้องทำงานในเชิงสังคม ทั้งสหกรณ์ในภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตรล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งหมด เพราะมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน ในอนาคตกรมตั้งเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงสหกรณ์ในภาคการเกษตรและนอกภาคเกษตรเข้าด้วยกัน โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรจะเป็นแหล่งกระจายสินค้าคุณภาพดีจากสหกรณ์การเกษตรสู่สมาชิกและประชาชนทั่วไปได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังมีภารกิจในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ ซึ่งกรมได้ออกเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน และอยู่ระหว่างการจัดทำคู่มือ เพื่อให้นักส่งเสริมสหกรณ์นำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน สิ่งสำคัญคือ นักส่งเสริมสหกรณ์ควรวิเคราะห์สถานภาพของสหกรณ์ที่อยู่ในความดูแล เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการทำงาน สามารถให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ได้ว่ายังต้องพัฒนาในด้านใดหรือต้องปรับปรุงส่วนใดที่ยังบกพร่องให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้น เป้าหมายของการพัฒนาสหกรณ์ไม่ได้มุ่งหวังการแสวงหากำไร แต่ต้องพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง สามารถดูแลสมาชิกให้อยู่ดีกินดีมีความสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งจะส่งผลทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อระบบสหกรณ์ในที่สุด” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เกาะติดส่งออกชายแดน ‘มุกดาหาร-นครพนม’เข้มปราบลักลอบค่าเนื้อสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280332

x

เกาะติดส่งออกชายแดน ‘มุกดาหาร-นครพนม’เข้มปราบลักลอบค่าเนื้อสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร และ นครพนม ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า ภาพรวมการส่งออกในปี 2560ที่ผ่านด่านกักสัตว์มุกดาหาร มีการส่งออกโคเนื้อเพิ่มขึ้นในขณะที่การส่งออกสุกรขุน ลูกสุกร และแพะเนื้อลดลง โดยช่วงมกราคม-มิถุนายน มีการส่งออกโคเนื้อ 11,694 ตัว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 50 และมีการส่งออกสุกรขุน 650 ตัว ลดลงร้อยละ 86 และส่งออกลูกสุกร 4,770 ตัว ลดลงร้อยละ 61

ด้านการส่งออกแพะเนื้อมีจำนวน 250 ตัว ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 97 ของปริมาณการส่งออกแพะเนื้อทั้งหมด เนื่องจากมีการปรับค่าธรรมเนียมการส่งออก ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2559 ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 17 ตุลาคม 2559 ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมในการส่งออกแพะเนื้อ ปรับจากตัวละ 45 บาท ขึ้นเป็นตัวละ 250 บาท

สำหรับสถิติการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านด่านกักสัตว์นครพนม พบว่า ปัจจุบันมีการส่งออกโคเนื้อ กระบือ ชิ้นส่วนไก่ สุกรขุน และ ลูกสุกร โดยในเดือนมกราคม-มิถุนายน มีการส่งออกโคเนื้อ 33,252 ตัว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 3 ของปริมาณการส่งออกโคเนื้อทั้งหมด เช่นเดียวกับกระบือ มีการส่งออก จำนวน 8,612 ตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ของปริมาณการส่งออกกระบือทั้งหมด

ทั้งนี้ การดำเนินการของด่าน พบว่า นอกจากการเข้มงวดไม่ให้มีการส่งออกโคกระบือเพศเมียแล้ว ยังได้มีการเข้มงวดในการห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในโคเนื้อด้วย โดยให้ด่านกักกันสัตว์สุ่มตรวจปัสสาวะโคขุนบนยานพาหนะที่เคลื่อนย้ายด้วยชุดทดสอบภาคสนาม (Strip test) ซึ่งหากพบผลบวก หรือสงสัยว่ามีสารเร่งเนื้อแดงในปัสสาวะ จะอายัดโคขุนทั้งหมดไว้ที่ด่านกักกันสัตว์ไม่ให้เคลื่อนย้ายไปพื้นที่อื่นอย่างน้อย 21 วัน หรือจนกว่าจะตรวจไม่พบสารเร่งเนื้อแดง เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยจะต้องดำเนินการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคและเป็นการสนับสนุนการส่งออกรองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯเปิด‘วอร์รูม’โครงการ9101 ปูพรมขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนทั่วปท.ตามรอยเท้าพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280136

x

เกษตรฯเปิด‘วอร์รูม’โครงการ9101 ปูพรมขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนทั่วปท.ตามรอยเท้าพ่อ

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตร ขับเคลื่อนโครงการ “9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและชุมชนด้วยการนำหลักการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9ได้พระราชทานไว้มาเป็นต้นแบบดำเนินการ โดยให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ และเครือข่าย 8,219 แห่ง เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน

โดยการดำเนินงานของชุมชนภายใต้กรอบโครงการทั้งหมดมี 8 ด้าน คือ ต้องเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที มีประโยชน์ต่อชุมชน และความยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการหรือกิจกรรมในลักษณะของการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้า ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช, ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์, ด้านการจัดการศัตรูพืช,ด้านฟาร์มชุมชน, ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, ด้านปศุสัตว์,ด้านประมง, ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน และด้านการเกษตรอื่นๆ ซึ่งชุมชนที่จะมาขอดำเนินกิจกรรมจะต้องรวมตัวไม่น้อยกว่า 10 คน/กิจกรรม/โครงการ และต้องมีการจ้างแรงงานเกษตรกรในชุมชนไม่น้อยกว่า 50% ของวงเงินงบประมาณ ยกเว้นกรณีจำเป็นอาจให้มีการจ้างได้ 30% แต่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโครงการระดับอำเภอ มีนายอำเภอเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของโครงการ ทั้งนี้จะต้องเบิกจ่ายงบประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 50% ภายในเดือนกรกฎาคม และที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจะต้องเบิกจ่ายภายในเดือนสิงหาคมปีนี้ โดยที่ค่าใช้จ่ายจะใช้งบอุดหนุน ประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท จำนวน 9,101 ชุมชน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มอบหมายรองอธิบดีและผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตรเร่งติดตามการดำเนินการในพื้นที่ หากพบปัญหาจะระดมทีมเข้าไปช่วยเหลือทันที และเปิด War room สำนักงานโครงการ 9101ฯ ทั้งในระดับส่วนกลางและระดับจังหวัด เพื่ออำนวยการในการบริหารจัดการได้อย่างทันท่วงที หากพบปัญหาสามารถแจ้งเหตุตรงถึงคณะทำงาน

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบเมืองข้าว(1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280135

449007

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบเมืองข้าว(1)

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมเป็นประธาน พิจารณาเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเกษตรโดยเฉพาะข้าว โดยเสนอให้กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดต้นแบบ ในการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อจัดตั้ง“เขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองข้าว”

คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินหรือ กขป.นั้น รัฐบาลตั้งขึ้นมา 6 คณะด้วยกัน เพื่อเร่งรัดปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งคณะที่ 5 ที่“บิ๊กป้อม” เป็นประธาน ดูแลการปฏิรูปหลายด้าน ทั้งเรื่องความมั่นคง,ลดความเหลื่อมล้ำ, การเกษตร,ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเรื่องที่เป็นวาระเร่งด่วนและการแก้ไขปัญหาการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

ข้อเสนอให้กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดต้นแบบ “เมืองข้าว” นี้ มีวัตถุประสงค์ผลิตข้าวเชิงอุตสาหกรรมครบวงจรตามแนวทางที่สปท.-สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เสนอยุทธศาสตร์การปฏิรูปข้าวตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และสนับสนุนการผลิตข้าวแปลงใหญ่ ใช้แนวทางสหกรณ์

เรื่องนี้นับเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจยิ่ง ผมจึงขออนุญาตนำรายงานของสปท.ดังกล่าวมาเผยแพร่ โดยเป็นรายงานชื่อว่า“นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์..Rice City Pilot Project : Kalasin Province” ในฉบับสรุปสำหรับผู้บริหาร ซึ่งคงจะต้องกินเนื้อที่คอลัมน์นี้ต่อเนื่องสัก 2-3 ตอน…

มาเริ่มดูรายงานชิ้นนี้กันเลยครับ

……………………………….

การแก้ปัญหาข้าวของประเทศเกี่ยวข้องกับเกษตรกร 3.5 ล้านครัวเรือน ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพยากจน เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดน้อยถอยลงเมื่อเทียบกับประเทศซึ่งเป็น ผู้ส่งออกข้าว อีกทั้งด้านปัจจัยการผลิตของไทยมีต้นทุนสูง แรงงานขาดแคลน ปัญหาดินเสื่อมโทรม การเข้าถึงแหล่งน้ำ โดยกว่าร้อยละ 75 ของพื้นที่เกษตรไม่สามารถเข้าถึงระบบชลประทาน

จากสภาวะดังกล่าวอนาคตข้าวไทยในลักษณะเกษตรกรรมพื้นฐาน 1.0 อาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ จำเป็นที่จะต้องมีการขับเคลื่อนปฏิรูปข้าว ทั้งโครงสร้างในลักษณะองค์รวม ด้วยการเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตข้าวด้วยการส่งเสริมการทำนาเกษตรแปลงใหญ่เชิงภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร อีกทั้งจะต้องมีการส่งเสริมโรงสีข้าวสมัยใหม่ที่เป็นอุตสาหกรรม 4.0 อุตสาหกรรมแปรรูปข้าว การเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมการผลิตสมัยใหม่ การต่อยอดกับงานวิจัยเชิงพาณิชย์ โดยต้องนำเกษตรกรชาวนาเข้ามาเป็นศูนย์กลางของการปฏิรูปตลอดห่วงโซ่คุณค่าข้าว ซึ่งจะท้าให้เกิดการขับเคลื่อนแก้ปัญหาข้าวอย่างบูรณาการในลักษณะ “Farm to Table”

บนบริบทแห่งการเปลี่ยนแปลง อนาคตข้าวไทยอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา เนื่องจากการเพิ่มพื้นที่และอุปทานข้าวทั้งของประเทศไทยและประเทศต่างๆที่นับวันจะสูงขึ้น ในช่วงที่ ผ่านมาปริมาณข้าวส่วนเกินของโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.20 แต่ปริมาณการส่งออกข้าวของโลกกลับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 9.53 ทั้งนี้ ในช่วงตั้งแต่ปี 2554 ขีดความสามารถการแข่งขันข้าวไทย ในตลาดโลกลดลงอย่างชัดเจน มีประเทศส่งออกทั้งจากภูมิภาคและนอกภูมิภาคเข้ามาแข่งขันด้านราคา เช่น อินเดียซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก ขณะที่เวียดนามมีศักยภาพทั้งด้านราคาและคุณภาพที่จะเข้ามาเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดส่งออกของไทย นอกจากนี้ประเทศที่เป็นผู้ส่งออกสำคัญ เช่น ปากีสถาน สหรัฐอเมริกา เมียนมาร์ กัมพูชาซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของไทยลดลงจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20

จากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านการเกษตร ใน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ พบว่า การแข่งขันข้าวในอนาคตจะทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะลดน้อยถอยลง

การขับเคลื่อนปฏิรูปข้าวจะต้องมีการ เชื่อมโยงห่วงโซ่ข้าวตลอดทั้งระบบ (Rice Value Chain) หลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา ทิศทางข้าวต้องมุ่งไปสู่การผลิตข้าวคุณภาพ เช่น ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าววิตามิน ข้าวอินทรีย์ ข้าวปลอดสารพิษ ข้าวสำเร็จรูป ฯลฯ เกี่ยวข้องกับกระบวนการควบคุมการผลิต และการมีมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งหมด เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปโครงสร้างข้าวไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

หมดสัมปทานพื้นที่คอลัมน์ตอนนี้แค่นี้ก่อน สัปดาห์หน้าว่ากันต่อครับ

สาโรช บุญแสง

‘ฝนหลวง’ปฏิบัติการคืนผืนป่า บินโปรยเมล็ดพันธุ์ต้นน้ำทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280137

x

‘ฝนหลวง’ปฏิบัติการคืนผืนป่า บินโปรยเมล็ดพันธุ์ต้นน้ำทั่วปท.

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร บูรณาการร่วมกันหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ กรมชลประทาน กองทัพบก กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมการปกคลอง และกรมการปกคลองส่วนท้องถิ่น จัดทำโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศหลังการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน ในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ ภายใต้แนวคิด “9 สัปดาห์ สู่วันมหามงคล” เป็นการคืนผืนป่าเพื่อสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งถือเป็นโครงการหนึ่งในการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ อีกทั้งยังเป็นการให้ทุกฝ่ายตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำ รักษาระบบนิเวศป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ทำให้พื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการเร่งขยายพันธุ์กล้าไม้กลายเป็นสภาพป่าธรรมชาติต่อไป

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า สำหรับเมล็ดพันธุ์พืชและพื้นที่เป้าหมายในโครงการ ได้แก่ 1) ภาคกลาง โปรยเมล็ดพันธุ์พืช 10 ชนิด อาทิ กัลปพฤกษ์ กาฬพฤกษ์ ขี้เหล็ก มะค่าแต้ ราชพฤกษ์ (คูน) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว และอุทยานแห่งชาติเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โปรยเมล็ดพันธุ์พืช 2 ชนิด คือ ไผ่รวก และพะยูง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และ 3) ภาคใต้ โปรยเมล็ดพันธุ์พืช 2 ชนิด คือประดู่ (ตีปีก) และมะค่าโมง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

รายงานพิเศษ : บูรณาการ‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280138

รายงานพิเศษ : บูรณาการ‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

รายงานพิเศษ : บูรณาการ‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ลุ่มน้ำยม เป็น 1 ใน 25 ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 23,618 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 10 จังหวัด คือ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสรรค์ ลักษณะของลุ่มน้ำนี้จะวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ทิศเหนือเริ่มจากทิวเขาผีปันน้ำติดกับลุ่มน้ำโขง ทิศใต้ติดกับลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำน่าน โดยมีแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ

อย่างไรก็ตาม ลุ่มน้ำยม เป็นลุ่มน้ำที่มีปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือน้ำแล้งค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากขาดแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบน เพื่อช่วยชะลอและเก็บกักน้ำไว้ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูน้ำหลาก แต่พอเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ว ก็จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำทันที ชาวบ้านต้องนำดินลงไปทำฝายกันน้ำชั่วคราวเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ ส่งผลให้ปริมาณตะกอนดินในแม่น้ำยมมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งก็จะเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง

ปัจจุบันในแม่น้ำยมตอนล่าง มีการสร้างฝายเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำหลายแห่ง เช่น ฝายสามง่าม และฝายพญาวัง เป็นต้น จากนั้นก็จะสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่การเกษตร อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูแล้งเกือบตลอดแนวแม่น้ำยมตอนล่าง ลำน้ำมีสภาพแห้งขอด จำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับลุ่มน้ำน่านที่มีศักยภาพความพร้อมมากกว่าเนื่องจากมีแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ สามารถควบคุมการบริหารน้ำได้ ในช่วงฤดูน้ำหลาก ก็ชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อที่จะผันน้ำจากแม่น้ำน้ำยมไปยังแม่น้ำน่านให้ช่วยระบายน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น ส่วนฤดูแล้งก็ผันน้ำจากลุ่มน้ำน่านมาช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากการขาดแคลนน้ำของลุ่มน้ำยม

อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้บางส่วนเท่านั้น จำเป็นจะต้องพัฒนาอาคารบังคับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นฝาย หรือประตูระบายน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่าง และการบริหารจัดการร่วมกับลุ่มน้ำน่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนที่จะสร้างอาคารบังคับน้ำ ประเภทประตูระบายน้ำ ในแม่น้ำยมตอนล่างเพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ประกอบด้วย

1.โครงการประตูระบายน้ำท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีต เสริมเหล็กบานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 16.75 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 81,111 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลบางระกำ ตำบลปลักแรด ตำบลวังอิทก ตำบลพันเสา ตำบลบ่อทอง ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และ ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร

2.โครงการฝายบ้านวังจิก ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริม เหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 6.63 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 37,397 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี ตำบลรังนก ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม ตำบลวังจิก ตำบลไผ่รอบ ตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

3.โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 8.24 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 52,875 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลชุมแสงสงคราม ตำบลท่านางงาม ตำบลคุยม่วง ตำบลบางระกำ ตำบลบึงกอก อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

และ 4.โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ตำบลไผ่ ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 3.71 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 28,263 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลวังจิก ตำบลไผ่ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร

“การดำเนินการศึกษา EIA อาคารบังคับน้ำทั้ง 4 แห่งในลุ่มน้ำยมตอนล่างดังกล่าว ได้ศึกษาครอบคลุมในทุกๆด้าน ทั้งทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม โดยให้ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ข้อโต้แย้ง หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ปรากฎว่าประชาชนในพื้นที่แทบทุกคนเห็นด้วยที่จะให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโดยเร็ว” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานแนวพระราชดำริ“ศาสตร์พระราชา” ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซากแบบยั่งยืน ว่า “…ต้องมีการดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยม การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนการขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก…”

กรมชลประทานได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาแก้ปัญหาลุ่มน้ำยม ทั้งดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในสาขาของลุ่มน้ำยมแล้วหลายแห่ง และกำลังจะดำเนินการก่อสร้างอีกหลายแห่ง การผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างลุ่มน้ำน่านกับลุ่มน้ำยมก็ดำเนินการแล้ว การขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำก็ดำเนินการแล้วเช่น ยิ่งกว่านั้นยังได้ต่อยอดวางแผนดำเนินโครงการแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจะมีมากถึง 69 แห่ง ในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ สามารถเก็บกักน้ำไว้ชั่วคราวเพื่อรอการระบายได้ 2,049 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) อีกด้วย

จะเหลือแต่การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาลุ่มน้ำยมให้สมบูรณ์แบบเท่านั้นที่ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆได้เลย ได้แต่รอ…แล้วก็รอ มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ยังไม่เป็นจริงเลย…