“มาร์ค”ดักคอคสช.เลื่อนเลือกตั้งพูดให้ชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/307106

“มาร์ค”ดักคอคสช.เลื่อนเลือกตั้งพูดให้ชัด

วิษณุ เครืองาม, ไพรมารีโหวต, คสช., ม็อบ กปปส., ไพบูลย์ นิติตะวัน, อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ, มาร์ค

“มาร์ค”ชี้ถ้าต้องการเลื่อนเลือกตั้งพูดชัด ๆ พ้อทำตามกม.พรรคการเมืองเจอแต่ปัญหาส่วนคนไม่ทำก็เรียกร้องแก้ไขได้ เชื่อปชป.ดำเนินการกรอบเวลาเดิมทัน

         26 ธ.ค. 60 นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ถึงกรณีที่ระบุว่ามีการซ่อนวาระการเลือกตั้งในคำสั่ง คำสั่ง คสช. 53/2560 ว่า ตนไม่ได้บอกว่าซ่อนวาระหรือไม่ แต่บอกว่าการใช้ ม.44 ที่ขัดแย้งกับกฎหมายที่ผ่านมา อีกอย่างทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังพิจารณาข้อเสนอแก้ไข พ.ร.ป.พรรคการเมือง ล้วนเกิดความไม่แน่นอน มีการพูดกันว่า หากทำตามคำสั่ง คสช. ก็ทำอย่างอื่นไม่ได้ เช่นทำไพรมารีโหวต ซึ่งคสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ควรมีความชัดเจนเป็นหลักกับบ้านเมือง สิ่งที่ออกมาตอนนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น และทำให้คนสงสัยว่าอยากเลื่อนการเลือกตั้ง ถ้าคสช. ต้องการเช่นนั้นจริง ๆ ก็ต้องกล้าประกาศชัดไปเลย

ขณะนี้ที่ คสช.หรือนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเอง ระบุว่าไม่ได้รีเซ็ตสมาชิกพรรคแต่ยอมรับว่าทำไม่ทันใน 30 วัน จะให้ติดต่อคน 3 ล้านคน ก็ไม่เป็นให้ให้สมัครใหม่ ส่วนนี้เองที่ตนว่าคือการรีเซ็ตสมาชิกพรรค ทำไม คสช.ที่เป็นทหาร ไม่ยอมพูดตรง ๆ อย่าพูดเป็นอย่างอื่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ว่าจะเดินหน้าไปทางไหน เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ นักลงทุนไม่ได้รับความชัดเจน อำนาจเบ็ดเสร็จนั้น ถ้าเมื่อไหร่ถูกมองว่าใช้เพื่อพรรคพวก หรือสร้างความได้เปรียบ ตนว่าอันตราย ก่อให้เกิดการต่อต้านในอนาคตได้

ส่วนที่ทำไมถึงมองว่ากรณีการแก้กฎหมาย มีนัยยะเอื้อพวกพ้อง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนมองว่าถ้าการทำกฎหมาย โดยมีหลักเพื่อส่วนรวม กฎหมายก็จะไม่แกว่ง แต่ถ้าคิดในเชิงของพรรคพวก หรือสถานการณ์เฉพาะหน้าความได้เปรียบ ก็จะเป็นเช่นนั้น อย่าลืมว่ากฎหมายที่ออกมาโดยสนช.ก็มาจากแม่น้ำทั้ง 5 สาย และในช่วงที่ทำออกมาก็ไม่มีใครทักท้วงอะไร จู่ ๆ ก็บอกต้องเปลี่ยนหลักการ พรรคการเมืองใหม่และเก่าต้องเท่าเทียมกัน ก็เป็นเรื่องแปลก ถ้าคิดแบบนั้นคงต้องรีเซ็ตสมาชิกพรรคกันทุกปีไหม

ต่อข้อคำถามที่ว่า ตั้งข้อสังเรื่องคนที่เรียกร้อง ความเท่าเทียมของพรรคไหม ทั้ง ๆ ที่ก็อยู่ในกระบวนการแม่น้ำ 5 มาก่อน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เดาใจยากอย่างกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป เขาอาจมีปัญหาการเดินตามแผนของตัวเอง ซึ่งจริง ๆ แล้วอุปสรรคเกิดขึ้นโดย คสช. ไม่ใช่ที่พรรคการเมืองเก่า แทนที่จะแก้ตรงนั้น ก็กลับมาแก้ให้รีเซ็ตสมาชิกพรรค ส่วนข้ออ้างที่บอกว่าบางคนเป็นสมาชิกพรรคแบบไม่รู้ตัว เรื่องนี้มีการสะสางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และประชาธิปัตย์เองไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ ตนมองว่านี่เป็นวาระซ่อนเร้นเรื่องการตั้งพรรคใหม่ กับสลายฐานของพรรคเดิม ซึ่งการดึงตัวสมาชิกพรรค ตนไม่มีปัญหา แต่อยู่ดี ๆ บอกว่าสมาชิกพรรคเก่าหลายล้านคน ต้องยืนยันตัวเองและจ่ายค่าบำรุงพรรคใน 30 วัน ภายใต้บรรยากาศที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองไม่ได้ เรื่องนี้ไม่มีเหตุผลอะไรรองรับได้เลย

ส่วนกรณี ข้อเรียกร้องนายไพบูลย์ ที่ให้งดใช้ไพรมารีโหวตนั้น  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เป็นการยืนยันในสิ่งที่ตนพูดไปแล้วว่า ม.44 ครั้งนี้สร้างความไม่แน่นอน เมื่อคำนวณระยะเวลาแล้วก็เกิดคำถามว่าจะทำไพรมารีโหวตทันไหม กลายเป็นว่าต้องมาตัดสินใจว่างดทำไพรมารีโหวต หรือเลื่อนเลือกตั้ง ตนก็ได้ท้วงติงระบบเลือกตั้งนี้มาก่อนว่าหลักการดี แต่ยังไม่เหมาะ ตอนนั้นผู้มีอำนาจก็ยืนยันว่าทำได้ ควรทำ เราก็ยอมรับ ที่ผ่านมามีการให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคเขียนระเบียบรอแล้ว กลายเป็นคนทำตามกฎหมายเจอปัญหาตลอด คนไม่ทำตามกฎหมาย ก็เรียกร้องแก้ไขได้

“จริง ๆ ผลสุดท้ายไม่จำเป็นต้องออกที่งดใช้ไพรมารีโหวต หรือเลื่อนเลือกตั้ง เพราะตนยืนยันตลดว่าพรรคประชาธิปัตย์ถึงแม้จะมีข้อจำกัดเรื่องการไม่ปลดล็อค แต่ก็ต้องทำตามกฎหมายให้ได้ เรื่องอัพเดทสมาชิกพรรค หรือไพมารีโหวต ตนคิดว่าพรรคทำได้ แต่อยู่ ๆ จะเปลี่ยนกฎ ที่เขาพูดกันว่าอยากจะเข้ามาทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย มีการปฏิรูป สร้างธรรมาภิบาล แต่สิ่งที่เขาทำสวนกับหลักธรรมาภิบาลโดยสิ้นเชิง” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีของสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ส่งข้อเสนอให้แก้พ.ร.ป.พรรคการเมือง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กรณีของนายสุเทพเขาไม่ได้เสนอให้รีเซ็ตสมาชิกพรรค ตนจับใจความได้ว่าเมื่อ คสช. ไม่ปลดล็อค การทำกฎหมายมีปัญหา ต้องแก้ไขกฎหมาย แต่ตนไม่ทราบรายละเอียดเพิ่มเติม

ส่วนกรณีที่นายสุเทพ ไม่ไปชี้แจงต่อ สนช. โดยระบุว่าส่งรายละเอียดข้อเสนอไปยังรัฐบาลและคสช.แล้วซึ่งหลังจากนั้นไม่นานก็มีคำสั่ง 53/2560 ออกมานั้นนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าฟังตามนั้นก็ต้องเชื่อตามที่เขาระบุ แต่มีข้อเสนออะไรบ้างเราก็ไม่รู้

“ตอนนี้ยังฟันธงไม่ได้ว่าการเลือกตั้งจะเลื่อนออกไปไหม เพราะยังมีช่องทางตามที่นายไพบูลย์เสนออยู่ สำหรับผมยืนยันว่าเรายังทำตามกฎหมายได้ อยากเห็นความแน่นอนของบ้านเมือง ตอนนี้คนไทยลำบากเรื่องเศรษฐกิจมาก เขารอการคิดแก้ไขปัญหาประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยเรื่องนี้จะผูกพันกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”นายอภิสิทธิ์กล่าว

เร่งส่งเสริมการใช้ยางในภาครัฐ 9หน่วยงานยันเอาแน่กว่า2หมื่นตัน1.6หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280989

เร่งส่งเสริมการใช้ยางในภาครัฐ 9หน่วยงานยันเอาแน่กว่า2หมื่นตัน1.6หมื่นล้าน

เร่งส่งเสริมการใช้ยางในภาครัฐ 9หน่วยงานยันเอาแน่กว่า2หมื่นตัน1.6หมื่นล้าน

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เผยว่า กยท. ได้ประชุมติดตามความคืบหน้าการใช้ยางพาราในการดำเนินโครงการของส่วนราชการ ปี 2560 ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐแจ้งปริมาณความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มเติม พร้อมแนวทางการดำเนินงานในปี 2561 ตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว สำหรับส่วนราชการที่ตั้งงบประมาณไว้แล้วสามารถดำเนินการต่อไป แต่ในบางหน่วยงานที่ไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ อาจจำเป็นต้องใช้งบกลางที่มีจำกัด ซึ่งการใช้งบกลางที่มีอยู่เป็นเรื่องของนโยบายของรัฐบาล เชื่อว่ารัฐบาลมองเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง ส่วนในระยะยาวจะต้องมีการนำงานวิจัยหรือการกำหนดมาตรฐานมาใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มีการนำยางไปใช้ในปริมาณมากขึ้น

ด้าน นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า ในช่วงจากนี้จนถึงเดือนกันยายน สรุปว่า มีหน่วยงานราชการ 9 หน่วยงาน ยื่นความจำนงที่จะใช้ยางพาราอย่างแน่นอน โดยจะใช้ยางภายในหน่วยงานซึ่งเป็นน้ำยางข้น 22,321 ตัน ยางแห้ง 2,952 ตัน รวมเป็นงบประมาณ 16,925 ล้านบาท โดย กยท.จะเร่งประสานกับหน่วยงานเจ้าของงบประมาณเพื่อดำเนินการภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ สำหรับเรื่องงบประมาณจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ บางหน่วยงานใช้งบประมาณปกติที่ตั้งไว้ บางหน่วยงานใช้จากงบเหลือจ่าย และบางหน่วยงานต้องตั้งงบประมาณเพื่อขอจากงบกลาง แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 หากหน่วยงานที่ต้องของบกลาง จะต้องทำเรื่องส่งให้สำนักงบประมาณภายในสัปดาห์นี้

“รายการพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่แต่ละหน่วยงานจะนำมาใช้ มีทั้งสิ้น 23 รายการ โดยได้รับการรับรองเครื่องหมายมาตรฐาน มอก. แล้วทั้งสิ้น 22 รายการ ได้แก่ ถุงฝายยาง แผ่นรองคอสะพาน ยางกันชนท่าเรือ ท่อดูดน้ำและส่งน้ำ แผ่นยางกันซึม ยางคั่นรอยต่อพื้นคอนกรีต ยางขวางถนนจำกัดความเร็ว ยางแผ่นสำหรับปูบ่อน้ำ น้ำยางคอมพาวด์เคลือบผ้าปูสระกักเก็บน้ำ แผ่นยางรองรางรถไฟ แผ่นยางปูคอกปศุสัตว์ ยางปูพื้น ยางปูสนามฟุตซอล ยางปูพื้นลู่วิ่งลานกรีฑาระดับมาตรฐานสากล ยางปูพื้นลานกรีฑาระดับท้องถิ่น รองเท้าบู๊ทยาง ยางพื้นรองเท้า ถุงมือยาง ถุงยางอนามัยจากน้ำยางธรรมชาติ ฟองน้ำลาเท็กซ์สำหรับทำหมอน ฟองน้ำลาเท็กซ์สำหรับทำที่นอน และผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับ มอก. พร้อมมีราคากลาง จำนวน 1 รายการ คือ ถนนแอสฟัลท์ซีเมนต์ผสมยางพารา เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วได้หารือกับกรมบัญชีกลาง แม้ยังไม่มีราคากลางแต่สามารถใช้วิธีสืบราคา และสามารถกำหนดราคากลางเอง โดยไม่มีเงื่อนไข ดังนั้น สามารถดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ทันที ทั้งนี้ มีเพียงรายการเดียวที่ยังไม่มี มอก. คือ ถนนดินซีเมนต์ยางพารา”

นายธีธัชกล่าวอีกว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้นำเรื่องถนนยางพาราดินซีเมนต์ไปศึกษาต่อในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำถนน เพราะในส่วนของถนนดินซีเมนต์ที่จะนำมาใช้ จะเป็นส่วนซับเบสด้านล่างของชั้นถนนไม่ใช่ชั้นผิวถนน เพราะฉะนั้นทุกผิวถนนสามารถใช้ยางนี้ไปทำเป็นซับเบสได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางมากขึ้นจากเดิมที่เป็นถนนแอสฟัลท์ มีการใช้ยางพาราเพียง 5-8 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าทำเป็นถนนยางพาราดินซีเมนต์ สามารถเพิ่มได้ถึง 12 ตันต่อกิโลเมตร แต่ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้มีการดำเนินการทดสอบแล้ว 6 เดือน สามารถใช้ยางพาราถึง 18 ตันต่อกิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กรมชลประทานและกระทรวงกลาโหมได้แจ้งความประสงค์ที่จะดำเนินการรับมอบยางตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เพื่อที่จะนำไปใช้ในการดำเนินการโครงการของแต่ละหน่วยงาน เพราะฉะนั้นจากนี้เป็นการเริ่มต้นปฏิบัติจริงเป็นรูปธรรม

ตะวันตกลุยเคลื่อน‘9101’ เกษตรส่งทีมปูพรมลงพื้นที่8จว.สนับสนุนชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280987

ตะวันตกลุยเคลื่อน‘9101’ เกษตรส่งทีมปูพรมลงพื้นที่8จว.สนับสนุนชุมชน

ตะวันตกลุยเคลื่อน‘9101’ เกษตรส่งทีมปูพรมลงพื้นที่8จว.สนับสนุนชุมชน

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ได้มีการขับเคลื่อน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” โดยมีการแบ่งคณะทำงานเพื่อลงพื้นที่ติดตามใน 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี ที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 รับผิดชอบ โดยเน้นเรื่องโครงการที่แต่ละชุมชนเสนอ จะต้องเป็นกิจกรรมในลักษณะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ภายใต้ 8 กลุ่มโครงการ ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืช ด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร และการแปรรูปการผลิต ด้านปศุสัตว์ (ขนาดเล็ก) ด้านประมง และด้านอื่นๆ เช่น การปรับปรุงบำรุงดิน เป็นต้น และจะต้องเป็นการจ้างแรงงาน ร้อยละ 50 ในพื้นที่โดยชุมชนคัดเลือกและรับรองด้วยกันเอง

สำหรับโครงการ 9101 (เก้าหนึ่งศูนย์หนึ่ง) มาจาก 9 คือ รัชกาลที่ 9, 10 คือรัชกาลที่ 10 คือในหลวงรัชกาลปัจจุบัน และ 1 คือ ปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เน้นกลุ่มเกษตรกรที่มีรายได้น้อย แต่มีความประพฤติดี โดยการให้ชุมชนซึ่งรู้จักกันดี เป็นผู้คัดเลือกรับรอง สร้างรายได้ให้เกษตรกร เรียนรู้การคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น เกิดการมีส่วนร่วมในชุมชน และก่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาพื้นที่ การจัดทำโครงการโดยเกษตรกรเองในครั้งนี้ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เน้นย้ำว่าจะต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสและเกิดประสิทธิภาพสูงสูด ที่สำคัญคือทำให้เกษตรกรที่มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการดังกล่าว

เกษตรบูรณาการ : ดราม่าหน้าเวที ทุ่มงบดึงขรก.เป็นข้อกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280991

251598

เกษตรบูรณาการ : ดราม่าหน้าเวที ทุ่มงบดึงขรก.เป็นข้อกลาง

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ สัปดาห์นี้ ต้องบอกว่า งวดเข้ามาทุกที กับการสางปมปัญหา ภาคการเกษตร ตามวิถีทางที่มี  รมว.มาจากทางการทหาร อย่างท่าน พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ หลังจากที่คิดแนวทางการสางปมปัญหา ให้อ่านง่าย กินใจข้าราชการสู่รากหญ้า แก้ปัญหาง่ายๆ อย่างฉับไว ที่เรียกกันว่า กระดาษ A4 และดูเหมือนอธิบาย อย่างไร ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ดูเหมือนจะไม่เข้าใจ และกว่าเกือบ 2 ปี บนเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ งานที่อยากจะขับเคลื่อน มันเหมือนแทบจะไม่คืบหน้า เท่าที่ใจอยากจะให้เป็น

ที่เห็นโดดเด่น เห็นชัด จนใครเห็นต้องร้อง อู้ฮู้!!!! มันไม่ใช่นโยบายการแก้ปัญหาภาคการเกษตรของท่านรัฐมนตรี แต่กลับเป็นอาคารที่ปรับปรุงใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ทุ่มเงินกว่า 17 ล้านบาท สวนกระแสที่เกษตรกรภายในประเทศไทยยังอยู่กินอย่างลำบากตรากตรำ อันเนื่องมาจาก สินค้าเกษตรตกต่ำ ทั้งมันสำปะหลัง อ้อยและที่ปัญหาลากเลือด เฉียดตายปัจจุบัน มันคือ ยางพารา เพราะว่ากันว่า ราคามันดิ่งเหวลงทุกที แม้รัฐบาลจะทุ่มเต็มที่ ค่อยกระเตื้องขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ที่ต้องพิสูจน์ผลงานกันต่อไปว่า จากนี้ไปจะราคาดีขึ้นแค่ไหน ต้องมองกันยาวๆ เพราะแว่วว่า เรื่องนี้ มีขบวนการลงขัน จากพ่อค้ายางต่างชาติ และคนในประเทศไทยบางกลุ่ม ลงขันปั่นตลาดราคายางในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ในส่วนของยางพาราอยู่นอกประเทศส่งผลให้ราคายางตกต่ำต่อเนื่อง แบบแสบถึงพริกถึงขิง จนทำให้ราคาดิ่งเหวนั้นเอง ส่วนใครมีเอี่ยว งานนี้ หากจริงใจ ของไม่น่ารอด ฝีมือผู้รับผิดชอบจะตามหากระมัง

ปัญหาภาคการเกษตรต้องมองกันยาวๆ แต่การแก้ปัญหาต้องฉับไว เพราะจากนี้ไป หากยังทำงาน แบบสร้างภาพมะงุมมะงาหรา มีหวังเดือดร้อนแน่นอน เพราะวันนี้ราคาสินค้าเกษตรทุกอย่างดิ่งเหว แต่เกษตรกรต้องเงียบเอาไว้ เพราะอยากให้รัฐบาลเร่งสางปัญหาในมือให้จบ จะเข้าสู่การบริหารประเทศแบบประชาธิปไตยเต็มใบ แต่อย่าลืมปากท้องต้องเดิน  พฤศจิกายน ไม่มีอะไรคืบหน้า กับการสางปมปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ ระวังอาจมีปัญหา เพราะนั้นหมายถึง ช่วงวิกฤติเพราะเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าว หากราคาข้าวที่ออกมาช่วงพฤศจิกายนตกต่ำไปด้วย มีการประเมินกันว่าน่ากลัวมาก

สุดท้ายนี้ต้องบอกว่า สิ่งที่ทำมาของกระทรวงเกษตรฯ ไม่ว่าจะอย่างไรไม่ใช่ว่าไม่ดีทีเดียว ก็ยังมีดี  เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เห็นท่าน รมว.ฉัตรชัย ออกโรง แจงข้าราชการระดับผู้บริหารทั้งที่ท่านป่วย อีกครั้งที่สโมสรกองทัพบก โดยเรียกข้าราชการระดับอำนวยการทั่วประเทศ กว่า 965 คน มารับฟังนโยบายแบบ โปรดฟังอีกครั้งว่ากันว่าวันเดียวทุ่มงบกว่า 1 ล้านบาท แจงนโยบายแบบถี่ยิบยกให้ข้าราชการ เป็นโซ่ข้อกลาง นำนโยบายของท่าน “รมว.ฉัตรชัย” ไปเดินหน้าประยุกต์ใช้ให้เข้าใจเข้าถึงรากหญ้าก่อนที่หญ้าจะเน่า เฉาตายกันหมด ส่วนจะได้ผลแค่ไหน ต้องบอกว่าต้องติดตามต่อไป แต่เชื่อขนมกินได้ ว่า เรื่องนี้อีกยาว

ราชดำเนิน

เร่งแก้ราคา‘ยาง-สับปะรด’ร่วง l สศก.กางมาตรการสร้างเสถียรภาพ-ย้ำยึดกลไกตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280988

x

เร่งแก้ราคา‘ยาง-สับปะรด’ร่วง l สศก.กางมาตรการสร้างเสถียรภาพ-ย้ำยึดกลไกตลาด

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าเกษตรมีน้อยกว่าอุปทานหรือปริมาณผลผลิตในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากที่สุด (Peak) ซึ่งรัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ตลาดนำการผลิตหรือผลิตตามตลาดต้องการ รวมทั้งแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมระบบตลาดออนไลน์ สำหรับสินค้ายุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและประเทศ รัฐบาลได้มีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาและรายได้ของเกษตรกร อาทิ ข้าว มีแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 เช่น ส่งเสริมนาแปลงใหญ่และเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP/อินทรีย์ ปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว ปลูกพืชหลากหลาย/พืชปุ๋ยสดลดรอบนาปรัง รวมทั้งประกันภัยข้าวนาปี เป็นต้น

สับปะรด ได้ประสานโมเดิร์นเทรดช่วยรับซื้อสับปะรดเพิ่มเติมจากปกติ และให้โรงงานแปรรูปสับปะรดเพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลจากโรงงาน เช่น ภาคเหนือ ซึ่งสถานการณ์ราคาได้คลี่คลายแล้ว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีแนวทางบริหารจัดการการนำเข้าวัตถุดิบอื่นทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และได้ประสานให้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยรับซื้อจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8.00 บาท ที่ความชื้น 14.5% (ราคา ณ กรุงเทพฯและปริมณฑล) และเพิ่มช่องทางพิเศษให้สถาบันเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายได้โดยตรง รวมทั้งพยายามแก้ไขปัญหาปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นต้น

ส่วนยางพาราในปี 2560 ได้เร่งรัดการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นโดยเฉพาะในหน่วยงานของรัฐ คาดว่าปริมาณความต้องการน้ำยางข้น 22,300 ตัน และยางแห้ง 2,900 ตัน ซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในปี 2561 รวมทั้งขณะนี้ กยท. ร่วมกับเอกชน กำลังจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และเชื่อมโยงตลาดท้องถิ่น (108 แห่ง) ตลาดกลาง (6 แห่ง) และตลาดภูมิภาค (3 ประเทศ) ด้วยการซื้อขายยางผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

เตือนเกษตรกรสวนกระท้อน เฝ้าระวังเข้ม‘แมลงวันผลไม้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280986

x

เตือนเกษตรกรสวนกระท้อน เฝ้าระวังเข้ม‘แมลงวันผลไม้’

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนผู้ปลูกสวนกระท้อนเฝ้าระวังช่วงที่อากาศร้อนและมีฝนตกชุก ให้สังเกตการเข้าทำลายของแมลงวันผลไม้ โดยต้องหมั่นทำความสะอาดแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ควรเก็บผลที่ถูกแมลงวันผลไม้เข้าทำลาย หรือผลที่เน่าเสียออกจากแปลงไปทำลายนอกแปลงปลูก โดยนำไปฝังกลบให้มีระดับหน้าดินหนา 15 เซนติเมตร เพื่อลดการสะสมและขยายพันธุ์ของแมลงวันผลไม้ในแปลง จากนั้นให้ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง เพื่อลดร่มเงาในทรงพุ่ม อากาศถ่ายเทสะดวก แดดส่องถึง ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการแพร่ระบาดของแมลงวันผลไม้ และให้ศัตรูธรรมชาติมีบทบาทในการทำลายแมลงวันผลไม้ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ หลังจากต้นกระท้อนติดผลแล้ว 45 วัน เกษตรกรควรเริ่มห่อผลด้วยถุงกระดาษสีน้ำตาล ขนาด 7×10 นิ้ว โดยห่อ 1 ผลต่อ 1 ถุง เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของแมลงวันผลไม้ และให้ใช้กับดักที่ภายในแขวนก้อนสำลีหยดสารเมทธิลยูจินอลผสมสารมาลาไทออน 83% อีซี ในอัตรา 4 : 1 โดยปริมาตรสารหยดลงบนก้อนสำลี 3-5 หยด นำไปแขวนไว้ในทรงพุ่มที่ระดับความสูงประมาณ 1 เมตร จำนวน 2 กับดักต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อกำจัดตัวเต็มวัยเพศผู้ และให้สังเกตปริมาณแมลงวันผลไม้ในกับดักทุกสัปดาห์ เพื่อเป็นตัวชี้วัดปริมาณแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก

กรณีพบแมลงวันผลไม้ในกับดักเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิตกระท้อน ให้เกษตรกรพ่นด้วยเหยื่อพิษที่ประกอบด้วย ยีสต์โปรตีน อัตรา 200 มิลลิลิตร ผสมกับสารมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ผสมในน้ำ 5 ลิตร และควรพ่นในเวลาเช้าตรู่ตั้งแต่ห่อผลเสร็จจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตหมด เนื่องจากในเวลาเช้าตรู่เป็นช่วงที่แมลงวันผลไม้ออกมาหาอาหาร โดยให้เดินพ่นแบบเป็นแถบทุก 7 วัน

“บิ๊กตู่”ยันรัฐเดินหน้าลดพื้นที่ปลูกข้าวถาวร ย้ำไม่ห้าม แต่ทำแค่พอกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280785

"บิ๊กตู่"ยันรัฐเดินหน้าลดพื้นที่ปลูกข้าวถาวร ย้ำไม่ห้าม แต่ทำแค่พอกิน

“บิ๊กตู่”ยันรัฐเดินหน้าลดพื้นที่ปลูกข้าวถาวร ย้ำไม่ห้าม แต่ทำแค่พอกิน

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 21.05 น.

วันที่ 14 กรกฎาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมีแผนสนับสนุนเกษตรกรให้ทำการผลิตและดำเนินการตลาดข้าว “แบบครบวงจร” เพื่อดูแลให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง คือ มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตข้าว และลดพื้นที่ปลูกข้าวสารถาวร ไม่ให้มีหนี้สิน ไม่ใช่ห้ามปลูก แต่ควรปลูกไว้แต่พอกิน ไม่ใช่ปลูกเพื่อขาย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณสำหรับการดำเนินงานการผลิตข้าวแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนทั้งสิ้น 3 โครงการ โดยมีเป้าหมาย เป็นพื้นที่ 1.23 ล้านไร่ ในวงเงินงบประมาณ 4,900 ล้านบาท คือ ปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว  เป็นการสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตพืชอาหารสัตว์ ไร่ละ 6,000 บาท กำหนดครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ซึ่งจะเป็นการแบ่งจ่าย 3 ปีๆ ละ 2,000 บาท ปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 ลดรอบการทำนา และให้ชาวนาได้เรียนรู้การเพาะปลูกพืชอื่น เพื่อใช้สนับสนุนการปลูกพืชทดแทนไร่ละ 2,000 บาท กำหนดครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ และปลูกพืชปุ๋ยสด ฤดูนาปรัง ปี 2561 โดยกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อลดอุปทานข้าวเปลือก โดยการปลูกพืชปุ๋ยสดทดแทนในนาข้าว และเพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงบำรุงดินและตัดวงจรศัตรูพืช สนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืช, ปุ๋ยสด, ค่าไถเตรียมดิน และค่าไถกลบไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่

เลาะรั้วเกษตร : นิทานลุงตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280538

281225166

เลาะรั้วเกษตร : นิทานลุงตู่

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รัฐมนตรีว่าการ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะรายงานผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรอบ 3 ปี ผ่านโซเชียลมีเดียโดยระบุว่า เป้าหมายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ คือยกระดับให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความภูมิใจในอาชีพด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตในภาพรวมและพัฒนาคุณภาพของผลผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ยังบอกด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปีนี้ GDP ภาคเกษตรขยายตัวอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในปีนี้ GDP จะขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 5 ปี การส่งออกสินค้าเกษตรจะสูงกว่า 4 แสนล้านบาท

พร้อมกันนี้ยังคุยต่อไปอีกว่า การทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ในยุคนี้ เป็นยุคปฏิรูปการเกษตรให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยจัดทำแผนที่เกษตร ซึ่งพบว่ามีการปลูกพืชไม่เหมาะสมกับพื้นที่กว่า 16 ล้านไร่ดำเนินการให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพืชปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ไปแล้วกว่า 4 หมื่นไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม 1,000-2,000 บาทต่อไร่

จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร หรือ ศพก. 882 ศูนย์ พร้อมกับขยายผลให้มีศูนย์เครือข่ายหรือศูนย์ย่อยเพิ่มขึ้นอีก 8,219 ศูนย์ ใช้เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรไปแล้ว กว่า 3.5 แสนราย มีการส่งเสริมการผลิตแบบแปลงใหญ่ได้จำนวน 2,138 แปลง พื้นที่กว่า 3 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมกว่า 2 แสนราย พร้อมกันนี้ได้อ้างการประเมินผลของสภาพัฒน์ ว่า ผลจากการส่งเสริมการผลิตแบบแปลงใหญ่นี้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 992-1,565 บาทต่อไร่ ซึ่งรวมเป็นเงินกว่า 4,800 ล้านบาทต่อปี

มีการริเริ่มโครงการโคบาลบูรพา ที่จังหวัดสระแก้ว โดยเอาพื้นที่นาที่ไม่เหมาะสมประมาณ 1 แสนไร่ ไปเลี้ยงโคเนื้อ 3 หมื่นตัว จัดทำธนาคารแพะ 3,200 ตัว ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้กว่า 6 หมื่นบาทต่อปีดีกว่าปลูกข้าว นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการปลูกพืชในระบบ GAP และเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย์ซึ่งทำรายได้ให้เกษตรกรสูงกว่าการปลูกพืชในระบบปกติทั่วไป…

รายงานผลงานที่กล่าวมาเต็มไปด้วยตัวเลข จะด้วยเพื่อยืนยันผลงาน หรือเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือก็ตาม ทำให้คิดถึง นิทานเรื่อง “มดน้อย”ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่า เป็นนิทานที่ลุงตู่เล่าในการประชุม ครม. (เท็จจริงประการใด ไม่ยืนยัน) เรื่อง มีอยู่ว่า มดน้อยมาทำงานแต่เช้า ลงมือทำงานทันที สร้างผลงานมากมาย มีความสุขกับการทำงาน ส่วนสิงโตผู้เป็นหัวหน้า แปลกใจที่มดน้อยทำงานได้ โดยไม่ต้องควบคุม จึงคิดว่า ขนาดหัวหน้าไม่ต้องควบคุมมดน้อยยังทำงานได้ดีขนาดนี้ ถ้ามีคนควบคุมมดน้อยต้องทำงานดีขึ้นแน่ สิงโตจึงจ้างแมลงสาบมาเป็นหัวหน้ามดน้อย

แมลงสาบมีความสามารถในการเขียนรายงาน จึงตั้งระบบลงเวลาทำงาน โดยใช้ระบบตอกบัตร ขณะเดียวกันแมลงสาบต้องการเลขานุการมาช่วยเขียน และพิมพ์รายงาน ชงกาแฟ เดินเอกสาร ส่งจดหมาย และคอยจับผิดมดน้อย แมลงสาบจึงจ้างควายมาเป็นเลขานุการส่วนตัว สิงโตปลื้มกับการทำงานของแมลงสาบมาก แมลงสาบจึงถือโอกาสขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ติดตั้งอินเตอร์เนต ขอเครื่องพิมพ์ เพื่อทำงานให้สิงโต ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีแผนก IT สิงโตจึงจ้างเห็บมาเป็น IT Manager /ฝ่ายเห็บก็ของบประมาณจ้างทีมงาน และซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม

ฝ่ายมดน้อยเริ่มเบื่อระบบงานแบบใหม่นี้มาก เพราะต้องมานั่งเขียนรายงานทำให้เพิ่มภาระงานเอกสาร ซึ่งมีมากอยู่แล้ว และต้องประชุมโน่นนี่เสียเวลาทำงานไปมาก แมลงสาบเห็นมดน้อยทำงานช้าลงเพราะต้องเขียนรายงาน จึงคัดเลือกตัวทากมาเป็นหัวหน้าแผนก กำกับดูแลและจดรายงาน เพราะทากทำงานได้เชื่องช้าจึงดูเหมือนว่าเป็นผู้ที่รอบคอบ ขณะเดียวกันแผนกงานของมดน้อยก็กลายเป็นแผนกที่ซึมเศร้า
ไร้เสียงหัวเราะ แต่ละคนก็หัวเสียง่ายตัวทากจึงของบทำการสำรวจสภาพการทำงานที่เหมาะสม แล้วสรุปว่า แผนกของมดน้อยทำงานแย่ลง

สิงโตเห็นด้วย จึงจ้างตัวเงินตัวทองมาเป็นที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาวิธีบริหารจัดการ ตัวเงินตัวทองสรุปว่า แผนกของมดน้อยมีคนมากเกินไปเลยทำให้งานออกมาไม่ดีเสนอให้ปลดมดน้อย โดยให้เหตุผลว่ามดน้อยขาดแรงจูงใจ และทัศนคติไม่ดี

ตอนจบของนิทาน มีปริศนาถามว่า ผู้เขียนเรื่องนี้คือใคร มดน้อย ตัวเงินตัวทอง ตัวทาก เห็บ ควาย แมลงสาบ สิงโต หรือ กบในกะลา

เลือกตอบกันเองนะท่าน…ว่าแต่ขึ้นต้นผลงานของกระทรวงเกษตรฯ แต่มาจบที่นิทานลุงตู่ได้ไง…

แว่นขยาย

แปลงใหญ่‘ยางชุม’โชว์ความเข้มแข็ง เน้นพึ่งตนเอง-จัดการพื้นที่เป็นระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280541

x

แปลงใหญ่‘ยางชุม’โชว์ความเข้มแข็ง เน้นพึ่งตนเอง-จัดการพื้นที่เป็นระบบ

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวสุจิตรา จันทะศิลา ประธานแปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกพริกเพื่อการแปรรูป บ้านโนนติ้ว ต.โนนคูณ อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า จากสถานภาพการผลิตพริกในเขต อ.ยางชุมน้อย พบว่าเกษตรกรประสบปัญหาในการผลิต โดยเฉพาะขาดการจัดการที่เหมาะสม ส่งผลให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่ำ จึงได้เกิดการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่ในลักษณะกลุ่มผู้ปลูกพริก เพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรมยาเมื่อปี 2556 และได้ดำเนินการมาเรื่อยจนถึงปี 2558 ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน พร้อมกับดำเนินการพัฒนาคุณภาพพริกโดยการใช้เทคโนโลยีการผลิตและการจัดการที่เหมาะสม ตั้งแต่การปลูก การดูแลรักษา และเทคนิคพิเศษด้านการตัดแต่งกิ่ง ปักค้าง และอื่นๆ เพื่อให้ได้พริกปลอดภัยและเหมาะสมที่มีลักษณะตามความต้องการของตลาด

แต่ด้วยการดำเนินงานที่ยังขาดสภาพคล่องด้านเงินทุน แม้ว่าจะเป็นกลุ่มผลิตพริกคุณภาพ แต่ก็ไม่สามารถขยายกิจการให้รองรับกับความต้องการของตลาดได้ ซึ่งต่อมาในปี 2559 จึงได้เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร พร้อมกันนั้นก็ได้มีการเขียนแผนธุรกิจขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดในการพัฒนาตั้งแต่ภาคการผลิตไปจนถึงการตลาด ได้แก่ การจัดซื้อปัจจัยการผลิต การปรับปรุงอาคารโรงเรือนสำหรับเก็บและแปรรูปผลผลิต การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นการทำเกษตรที่เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำไปพร้อมๆ กัน ปัจจุบันตลาดมีการขยายตัวมีความต้องการพริกคุณภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อใช้ในหลายๆ อุตสาหกรรม กลุ่มจึงได้มีการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์พริกให้ตรงกับความต้องการของตลาดขึ้นมา ทำให้ลดต้นทุนในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ลงไป รวมถึงมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและสามารถควบคุมได้ ลดการใช้สารเคมี ผลิตพริกนอกฤดูพร้อมกับวางแนวทางการผลิตพริกในอนาคตไปสู่ระบบอินทรีย์ต่อไป

ทั้งนี้จากการได้รับสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากโครงการแปลงใหญ่ในวงเงิน 8,000,000 บาท ทำให้กลุ่มสามารถดำเนินกิจการที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น จากแนวโน้มการขยายตัวของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น โดยเริ่มจากสามารถขยายพื้นที่การปลูกพริกได้ครอบคลุม 3 ตำบลในพื้นที่ อ.ยางชุมน้อย ซึ่งการเลือกใช้พื้นที่ที่มีความห่างไกลกันก็เป็นหนึ่งในวิธีบริหารจัดการผลผลิตเพื่อลดความเสี่ยง หากพืชเกิดโรคระบาดก็จะสามารถควบคุมผลผลิตได้ โดยไม่กระทบกับพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้สามารถวางแผนบริหารจัดการผลผลิตของสมาชิกได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ในส่วนของการพัฒนาพันธุ์พริกของกลุ่ม ขณะนี้กลุ่มสามารถพัฒนาสายพันธุ์ที่ตอบโจทย์ตลาดได้หลากหลายอุตสาหกรรมมากขึ้นตามไปด้วย อาทิ อุตสาหกรรมยา พริกสด พริกแห้ง เป็นต้น

รายงานพิเศษ : สศก.โชว์ตัวเลขดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปี’60เพิ่ม15% ผู้ปลูกมังคุดเฮรับรายได้สูงกว่าพืชทุกตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280542

รายงานพิเศษ : สศก.โชว์ตัวเลขดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปี’60เพิ่ม15% ผู้ปลูกมังคุดเฮรับรายได้สูงกว่าพืชทุกตัว

รายงานพิเศษ : สศก.โชว์ตัวเลขดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปี’60เพิ่ม15% ผู้ปลูกมังคุดเฮรับรายได้สูงกว่าพืชทุกตัว

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้ทำการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 พบว่ามีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งด้านผลผลิต และราคาที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่รายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งปีแรก โดยวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2560 พบว่า ภาพรวมรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นจากปี’59 ที่ 142.42% เพิ่มขึ้นเป็น 163.79% คิดเป็นสัดส่วนรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้นถึง 15.01% ซึ่งเกิดจากปัจจัยของสภาพอากาศเอื้ออำนวยและเกษตรกรมีการบริหารจัดการแปลงที่ดีขึ้น ทำให้ผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น นำไปสู่ค่าเฉลี่ยด้านดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดิม 103.69%เพิ่มเป็น 113.73% หรือเพิ่มขึ้น 9.68% จากปีที่ผ่านมา โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมันทุเรียน เงาะ มังคุด และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนด้านดัชนีราคาก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 137.35% เป็น 144.02% คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 4.86%

หากวิเคราะห์รายหมวดสินค้าสำคัญ พบว่า หมวดพืชผล สร้างรายได้ให้เกษตรกรมากที่สุด โดยขยายตัว จากช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 ที่ 135.10% ครึ่งปี 2560 อยู่ที่ 164.03 เพิ่มขึ้นถึง 21.42% รองลงมาคือ หมวดประมง ขยายตัวจาก 185.39% เป็น 176.93% หรือเพิ่มขึ้น 17.81% แต่หมวดปศุสัตว์ มีการหดตัวลดลงจากปีก่อนที่ 185.39% เหลือ 176.93% ลดลง 4.56% เนื่องจากปัญหาโรคระบาดในสัตว์ปีกและสุกรในบางพื้นที่ ทั้งนี้สินค้าสำคัญที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่ มังคุด ทุเรียน ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา อ้อยโรงงาน กุ้งขาวแวนนาไม เงาะ และ ปาล์มน้ำมัน

โดยมังคุด สร้างรายได้ให้เกษตรกรโดดเด่นที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ซึ่งมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 116.39% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตมังคุดปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.28% เนื่องจากสภาพอากาศมีความเย็นเหมาะสม และดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 84.50% เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ ทุเรียน ที่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนมีรายได้เพิ่มขึ้นอยู่ในค่าเฉลี่ย 79.29% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตทุเรียนปรับตัวเพิ่มขึ้น 42.91% จากสภาพอากาศปีนี้มีความเย็นเหมาะสม ส่งผลให้ออกดอกได้มากขึ้น ในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 25.46% เพราะปริมาณผลผลิตทุเรียนกว่า 60% ของทุเรียนทั้งประเทศส่งออกไปยังต่างประเทศทั้งจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเวียดนาม

ส่วนข้าวเปลือกเจ้า รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกเจ้า ช่วงครึ่งปีแรก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 71% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้น 88.81% ซึ่งเป็นข้าวนาปรังที่ปลูกในเขตชลประทานไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ส่วนดัชนีราคาปรับตัวลดลง 3.84% ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ด้านยางพารา รายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ปรับตัวเพิ่มขึ้น 53.28% เป็นผลมาจากดัชนีราคายางพาราปรับตัวเพิ่มขึ้น 55.86% เนื่องจากกลุ่มผู้ส่งออกยาง 3 ประเทศ ทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ได้กำหนดนโยบายควบคุมปริมาณการส่งออก ส่วนดัชนีผลผลิตปรับตัวลดลง 1.66% ซึ่งเกิดจากช่วงที่ผ่านมา สภาพอากาศทางภาคใต้ของประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย มีฝนหนักอย่างต่อเนื่องและเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่สำคัญของการปลูกยาง

ขณะที่อ้อยโรงงาน พบว่ารายได้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยโรงงาน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 45.31% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตอ้อยโรงงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.88% จากคุณภาพผลผลิตอ้อยในปีการผลิต 2559/60 อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประกอบกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านกระบวนการผลิตน้ำตาลของโรงงานทุกแห่งส่งผลดีต่อผลผลิตน้ำตาลทราย ในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 34.70% จากราคาน้ำตาลทรายโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ได้ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำตาล ส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายได้ปรับตัวสูง ส่วนของปาล์มน้ำมัน รายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.04% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปาล์มน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.72% เนื่องจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ส่วนดัชนีราคาปรับตัวลดลง 6.70% ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น และ กุ้งขาวแวนนาไม รายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.81% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไมปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.16% จากสภาพอากาศปีนี้มีความเหมาะสม และได้แก้ไขปัญหาโรคกุ้งตายด่วน (EMS) รวมทั้งมีการปรับโครงสร้างฟาร์มโดยมีการจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ ในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.93% เนื่องจากผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย

“จะเห็นได้ว่าตัวเลขภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ในแต่ละด้านมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ไม่ว่าจะเป็นรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง 15% ผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นในค่าเฉลี่ยเกือบ 10% และดัชนีราคาเพิ่มขึ้นเกือบ 5% ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัยทั้งด้านสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำฝนอยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ยปกติ การบริหารจัดการน้ำชลประทานที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรมีการผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นด้วยทั้งนี้ สศก. คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งปีหลังก็จะยังอยู่ในทิศทางที่เป็นบวกเช่นเดียวกับช่วงครึ่งปีแรก” นางสาวจริยา กล่าวทิ้งท้าย