ม.บูรพาร่วมดันท่องเที่ยว “เกาะสีชัง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292504

ม.บูรพาร่วมดันท่องเที่ยว “เกาะสีชัง”

ท่องเที่ยว, เกาะสีชัง

เทศบาลตำบลเกาะสีชัง-ม.บูรพา เร่งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติบนเกาะสีชัง สร้างฐานเศรษฐกิจชุมชนมั่นคง ยกระดับการท่องเที่ยวในพื้นที่เขตศก.พิเศษ

       โครงการ “การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนาธรรมบนเกาะสีชัง” เป็นโครงการที่ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมกับเทศบาลตำบลเกาะสีชัง ดำเนินการเพื่อร่วมกันพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนบนเกาะสีชัง ผศ.ดร.บรรพต วิรุณราช คณบดีวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ ม.บูรพา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาคุณภาพงานวิจัยเพื่อสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ และให้บริการวิชาการและถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ

ม.บูรพาร่วมดันท่องเที่ยว "เกาะสีชัง"

ที่ผ่านมาได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ ส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษให้กับเยาชนในการเป็นผู้แนะนำการท่องเที่ยว สืบสานวัฒนธรรม และเป็นผู้บอกเล่าประวัติของเกาะสีชัง  ,การพัฒนาเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์บนเกาะสีชัง รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวการจัดงานรำลึกประวัติศาสตร์บนเกาะสีชัง เป็นต้น เชื่อมั่นว่าจะก่อให้เกิดการพัฒนาในการให้บริการการท่องเที่ยว และส่งเสริมเศรษฐกิจให้กับชุมชนเกาะสีชัง ตลอดจนการยกระดับทางเศรษฐกิจให้กับจ.ชลบุรี และภาคตะวันออกในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยรวมต่อไป มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ร่วมกับเทศบาลตำบลเกาะสีชัง

ม.บูรพาร่วมดันท่องเที่ยว "เกาะสีชัง"


วิจัยชี้ชัด “พิษบุหรี่ไฟฟ้า” ร้ายแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292495

วิจัยชี้ชัด “พิษบุหรี่ไฟฟ้า” ร้ายแรง

วิจัยบุหรี่ไฟฟ้า, วิจัยชี้ชัด, พิษบุหรี่ไฟฟ้า, ร้ายแรง, Mark Olfert

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ผลวิจัยเจออีก “พิษบุหรี่ไฟฟ้า”เป็นอันตรายร้ายแรง ต่อระบบไหลเวียนโลหิตและหลอดเลือดหัวใจและส่งผลระยะยาว

          โดยในการประชุม Cardiovascular  Aging New Frontiers and Old Friends เมื่อวันที่ 14  สิงหาคมที่ผ่านมา มีการเปิดเผยผลศึกษาทดลองการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในหนูทดลอง โดยรองศาสตราจารย์ ดร.มาร์ค โอลเฟิรท์ (Mark Olfert) จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสต์ เวอร์จิเนีย รัฐเวอร์จิเนีย  สหรัฐอเมริกา  พบผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เกิดความผิดปกติในระบบไหลเวียนโลหิตและหลอดเลือด ส่งผลเฉียบพลันและระยะยาว

ทั้งนี้ แบ่งกลุ่มหนูทดลอง ออกเป็นกลุ่มที่ได้รับไอจากบุหรี่ไฟฟ้าระยะสั้น 5 นาทีเพียงครั้งเดียว กับกลุ่มระยะยาว รับไอน้ำบุหรี่ไฟฟ้าวันละ 4 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วันติดต่อกัน 8 เดือน โดยใช้น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ารสคาปูชิโนที่มีสารนิโคติน 18 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร

ผลการวิจัยพบว่า  ภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่หนูได้รับไอบุหรี่ไฟฟ้า 5 นาที  ขนาดเส้นเลือดจะหดตัวเล็กลง 31% ส่งผลให้ความสามารถในการขยายตัวของหลอดเลือดลดลง 9%  ขณะที่กลุ่มหนูที่ได้รับไอบุหรี่ไฟฟ้าระยะยาว  พบว่าดัชนีการแข็งตัวของหลอดเลือดใหญ่ในทรวงอกมีค่าสูงขึ้น 2 เท่าครึ่ง  ของกลุ่มหนูที่ไม่ได้รับไอบุหรี่ไฟฟ้า  การแข็งตัวของหลอดเลือดใหญ่แสดงว่าภาวะหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นลดลง  หมายถึงระบบไหลเวียนโลหิตและหลอดเลือดเปลี่ยนแปลง แสดงภาวะการแก่ตัวของหลอดเลือดเพิ่มขึ้น  ซึ่งเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบในมนุษย์

ผู้วิจัยสรุปว่า ผลทดสอบดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีผลต่อสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด กระทบการทำงานของเซลล์บุหลอดเลือด เป็นเหตุให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพหรือแก่ก่อนวัย ซึ่งเป็นตัวพยากรณ์สำคัญของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวายได้

ยื่นนายกฯเปิดปิดเทอมแบบเดิม สัปดาห์หน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292582

ยื่นนายกฯเปิดปิดเทอมแบบเดิม สัปดาห์หน้า

เปิดปิดภาคเรียน, สัปดาห์หน้า, นิด้า, ปอมท, ปคมทร, ทปสท

เครือข่ายอาจารย์ -บุคลากรมหาวิทยาลัย เตรียมยืนหนังสือถึงนายกฯ ขอให้กลับมาใช้เปิดปิดภาคเรียนแบบเดิม เปิดเดือนมิ.ย. ในสัปดาห์หน้า ชี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการผลิตครู

เมื่อวันที่  19 สิงหาคม 2560 ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) จัดประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับ “ผลกระทบจากการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนของสถาบันอุดมศึกษาไทย ต่อการดำเนินงานของหลักสูตรครุศาสตร์ หลักสูตรศึกษาศาสตร์ และหลักสูตรเกษตรศาสตร์” เพื่อรวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ นำเสนอต่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ โดยมี รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.กร จันทรวิโรจน์ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ปคมทร.) ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย รศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา ประธานสภาคณบดีสาขาการเกษตรแห่งประเทศไทย เข้าร่วม

 

รศ.ดร.ชัยวุฒิ ฉัตรอุทัย ประธานปอมท. กล่าวว่า จากที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่ามหาวิทยาลัยควรกลับไปเปิดปิดภาคเรียนแบบเดิม คือเปิดเดือนมิถุนายนของทุกปี เนื่องจากการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนนั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินงานการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการดำเนินงานของหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องเปิดปิดภาคเรียนให้กลับมาตามเดิม ในปีการศึกษา 2562 พร้อมกับการกำหนดปฏิทินการสอบในระบบคัดเลือกทีแคสให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ เครือข่ายปอมท.จะนำข้อเสนอทั้งหมดยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ภายในสัปดาห์หน้า

 

ผศ.ดร.พัทธนันท์ หรรษาภิรมย์โชค รองเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของไทย หรือ CHES กล่าวว่าการเปิดปิดอาเซียนส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอน และนักศึกษาอย่างยิ่ง ซึ่งหากรัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ปฎิรูปการศึกษา สำเร็จ หากไม่ใส่ใจเรื่องการผลิตครูที่จะนำไปสู่ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้

 

รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ กล่าวว่า การเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และส่งผลต่อคุณภาพบัณฑิต ดังนี้ เวลาเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนไม่สอดคล้องกับการเปิดปิดภาคเรียนของโรงเรียนและสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งโรงเรียนสาธิตฯ ซึ่งสถานศึกษาดังกล่าวเป็นแหล่งการเรียนรู้และเป็นสถานที่ฝึกประสบการณ์ วิชาชีพครูของนิสิต นักศึกษาครูทุกชั้นปี ซึ่งการฝึกประสบการณ์ วิชาชีพครู ถือเป็นส่วนสำคัญของหลักสูตรและเป็นมาตรฐานวิชาชีพครู  โดยต้องไปปฏิบัติการสอน 1ปี ทำให้การจัดฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูทำได้ไม่เต็มที่ เพราะนิสิตนักศึกษาไม่มีสถานที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู อีกทั้งช่วงเวลาที่เปิดปิดไม่ตรงกันช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยเปิดเรียนเป็นช่วงที่โรงเรียนปิดภาคเรียน รวมเป็นเวลานานถึง 4 เดือนต่อปี รวมถึงสถาบันผลิตครูที่มีโรงเรียนสาธิตฯ ซึ่งอาจารย์โรงเรียนสาธิตจำนวนมากเป็นครูในโรงเรียนสาธิตฯ และเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรผลิตครูของคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ ระดับอุดมศึกษาด้วยจึงทำหน้าที่สอนทั้งนักเรียนโรงเรียนสาธิตฯ และสอนนิสิตนักศึกษาครูในรายวิชาชีพครู   เป็นเหตุให้อาจารย์เหล่านี้เกือบไม่มีเวลาหยุดปิดภาคเรียน  ทำให้มีปัญหาทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และปัญญาครอบครัว ดังนั้น  สคศท.เห็นว่าการเปิดปิดภาคเรียนควรกลับไปใช้แบบเดิม

 

รศ.ดร.มนต์ชัย กล่าวว่าการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน ไม่มีความเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย ทำให้เกิดผลกระทบในการเรียนรู้ของนักศึกษาเกษตร  โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรน้ำจำนวนมากในการเรียนการสอน
นักศึกษาพบปัญหาในการทำกิจกรรมการเรียนและฝึกปฏิบัติการแปลงเกษตร รวมถึงประสบปัญหาการเรียนการสอนด้านสัตว์น้ำ เนื่องจากไม่ใช่ช่วงเวลาวางไข่ของสัตว์ส่งผลให้นักศึกษา ไม่ได้เรียนรู้  ส่งต่อคุณภาพการฝึกสอนและคุณภาพของบัณฑิต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มหาวิทยาลัยได้สร้างปัญหาให้แก่สังคมในหลายมิติ แทนที่มหาวิทยาลัยจะช่วยแก้ปัญหา

 

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวว่า การกำหนดนโยบายต้องให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตการปฏิบัติ หากไม่ตรงก็ควรมีการยกเลิก ซึ่งการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน ตอนนี้ไม่รู้ว่าจุดไหนคืออาเซียน เพราะ 10 ประเทศมีความแตกต่างกัน และอ้างความเป็นสากล มหาวิทยาลัยในโลกนี้ก็ไม่เปิด การจัดการศึกษาต้องขึ้นอยู่กับวิถีชีวิต สภาพภูมิอากาศของแต่ละประเทศ แบบเดิมสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิต ดังกล่าว ตอนนี้เมื่อเปลี่ยน เข้าสู่ปีที่ 4 มีปัญหาทุกปี ฉะนั้น อยากฝากไปยังรัฐบาล ไม่อยากไปทปอ.เพราะทปอ.ก็พูดว่าไม่ทบทวน เป็นอำนาจของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งการเปิดปิดภาคเรียนเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย แต่การเป็นมหาวิทยาลัยเราอยู่กันเป็นองค์กร ที่ประชุมต่างๆ เมื่อมีมติทุกคนก็ปฏิบัติตาม ตอนนี้ติดอยู่ที่มติทปอ. ถ้าทปอ.ยืนยันไม่ยกเลิก ฝากไปถึงนายกรัฐมนตรี มีปัญหาจำเป็นที่ต้องแก้ 6 ประเด็นสำคัญ คือ1.ทำอย่างไรให้ทุกสถาบันการศึกษา ควรเปิดปิดภาคเรียนตรงกัน 2. ปรับเปลี่ยนระบบถ้าอ้างอาเซียน ทำอย่างไรให้ 10 ประเทศอาเซียนตรงกันได้ 3.การเปิดการเรียนการสอนในเดือนเมษายน อากาศร้อน ทำอย่างไรให้ไม่เปิดเดือนเมษายน 4.การเกณฑ์ทหาร การสอบบรรจุครู  ให้เกณฑ์ หรือสอบบรรจุครูให้ได้หลังสำเร็จการศึกษา5.สถานศึกษาต้องใช้งบประมาณ  เพราะพอเกิดสิงหาคม เป็นปลายปีงบประมาณ เนื่องจากเปิดภาคเรียนแล้วไม่มีงบ 6.การประเมินอาจารย์ จะประเมินการสอน ซึ่งเมื่อปรับเป็นสิงหาคมไม่สอดคล้องกับวงรอบการประเมิน ทำให้ตอนนี้เป็นการดำเนินการไม่ถูกต้อง ทั้งหมดเป็นปัญหา ผลกระทบต้องแก้ ซึ่งถ้าแก้ไม่ได้ ต้องกลับมาเหมือนเดิม

มธ.เอาจริง!!สั่งลงโทษ”รุ่นพี่ชาย”ลวนลาม”รุ่นน้องหญิง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292576

มธ.เอาจริง!!สั่งลงโทษ”รุ่นพี่ชาย”ลวนลาม”รุ่นน้องหญิง”

นศหญิง, ลวนลาม, นศชาย, มธลงดาบ, มธ, ลวนลามนักศึกษา, รุ่นพี่ชาย, รุ่นน้องหญิง

มธ.รับลงโทษรุ่นพี่ลวนลามนักศึกษาหญิง ตรวจสอบเป็นเรื่องจริง ยันไม่ละเลยให้ความรู้แนวทางป้องกันตนเอง นศ.หญิงโพสต์เฟซบุ๊กเล่าเหตุการณ์ ชี้ตกเป็นต้องกล้าปกป้องตนเอง

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ได้มีนักศึกษาหญิง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊กส่วนตัว คำสั่งลงโทษทางวินัยของนักศึกษากรณีล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมเล่าเหตุการณ์ ว่า เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าของโพสต์ถูกรุ่นพี่คณะคนหนึ่งล่วงละเมิดทางเพศ โดยเป็นรุ่นพี่ที่ไว้ใจและสนิทในระดับหนึ่ง ซึ่งวันเกิดเหตุ พากันไปดื่มกับรุ่นพี่และเพื่อนอีกหลายๆคน จนเกิดอาการมึนเมา ทำให้ต้องไปนอนที่หอเพื่อน  และต่อมาโดยรุ่นพี่ลวนลามแต่ก็ได้ต่อสู้จนเอาตัวรอดได้

ผู้โพสต์ ระบุด้วยว่า มั่นใจว่าสิ่งที่ตนโดนไม่ได้เป็นเคสแรกที่เกิดการล่วงละเมิดทางเพศขึ้นระหว่างนักศึกษาด้วยกันเอง แต่น่าเสียดายที่ผู้เสียหายหลายคนเลือกที่จะไม่พูด ไม่เอาเรื่อง และปล่อยให้เรื่องเงียบไป เพียงเพราะว่าอาย และไม่อยากพูดถึงมันอีก ซึ่งการที่เราโพสต์เรื่องราวนี้ ไม่ได้ต้องการจะประจานคนที่กระทำผิด แต่เราต้องการ empower คนที่เป็นเหยื่อในเหตุการณ์การล่วงละเมิดทางเพศ ให้กล้าออกมาพูด และผู้ที่ถูกละเมิดต้องอยู่กับมันให้ได้ ต้องเข้มแข็งและกล้าที่จะพูด อย่าลืมว่าเรามีสิทธิเต็มที่ คนที่เสียหายมีสิทธิที่จะดำเนินการเอาผิดกับคนที่กระทำความผิด

อย่างไรก็ตาม คิดว่าตัดสินใจถูกที่เลือกจะส่งเรื่องให้คณะจัดการสอบสวนเพื่อลงโทษทางวินัยกับคนที่ทำผิด เพราะถ้าวันนั้นเราเลือกที่จะเงียบ วันนี้เราคงต้องนั่งเสียใจที่เราไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่าง  ถ้าเราไม่พูดและปล่อยให้เรื่องเงียบ ยิ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดเป็นวัฒนธรรมการข่มขืนขึ้นในอนาคต ไม่ต้องกลัวนะ มีหลายๆคนที่พร้อมจะยืนอยู่ข้างๆคุณเสมอ #standwithvictims

นอกจากนี้ ผู้โพสต์ได้แนบภาพสำเนาคำสั่งมหาวิทยาลัยศูนย์รังสิต ที่ 066/2560 เรื่องลงโทษนักศึกษากระทำผิดวินัย ดังนี้  หากผลการศึกษาปรากฎว่านักศึกษายังไม่สำเร็จการศึกษา ก็ให้ลงโทษด้วยการให้พักการศึกษา มีกำหนด 1 ภาคการศึกษา คือ ภาค1/2560 อันเป็นความผิดตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยวินัยนักศึกษาพ.ศ.2547 และให้มารายงานตัวที่งานการเรียนรู้และบริการสังคม ศูนย์รังสิต เพื่อดูแลระหว่างการรับโทษ พร้อมทั้งให้บำเพ็ญประโยชน์ภายใต้การดูแลของงานการเรียนรู้และบริการสังคมอีกด้วย หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น มหาวิทยาลัยจะพิจารณาทบทวนการลงโทษในสถานหนักต่อไป

2. หากนักศึกษาสำเร็จการศึกษา ก็ให้ลงโทษด้วยการพักการเสนอขออนุมัติปริญญามีกำหนด 1 ภาคการศึกษา คือ ภาค 1/2560  กรณีที่จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ ให้อุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันทรายคำสั่ง คำสั่ง ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ลงนาม  รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์  รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาและการเรียนรู้ ปฏิบัติการแทนอธิการบดี

ด้าน รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและการเรียนรู้ มธ. กล่าวว่า ตนทราบเรื่องที่นักศึกษาหญิงได้โพสต์ข้อความเหตุการณ์ที่เกิดข้นแล้วรวมทั้งสำเนาคำสั่งเรื่องการลงโทษ ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง และสำเนาดังกล่าวก็เป็นของจริง โดยตนได้รับการร้องเรียนจากนักศึกษาหญิงคนดังกล่าวทางอีเมล์ จึงได้ตั้งคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริงโดยเรียกนักศึกษาที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบสวน จนได้ข้อมูลแน่ชัด จึงได้มีคำสั่งลงโทษนักศึกษาชายที่ก่อเหตุ   โดยการพักการเสนอขออนุมัติปริญญา 1 ภาคการศึกษา  คือ ภาคเรียนที่ 1/2560 และนักศึกษาชายไม่ได้อุทธรณ์ เพราะกระบวนการสอบสวนรัดกุมและยอมรับผิด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีการวางแนวทางป้องกันเรื่องดังกล่าว โดยให้ความรู้และให้นักศึกษาหญิงรู้เท่าทันการป้องกันตัว โดยไม่ให้ไว้ใจใครง่ายๆแม้จะเป็นเพื่อนสนิท และไม่ควรนำตัวเข้าไปอยุ่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง

ขณะเดียวกัน ในส่วนของนักศึกษาชายเมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น จะต้องให้ความรู้เพิ่มขึ้น โดยจะสอนให้ไม่มีพฤติกรรมในทางที่ไม่ถูกต้อง  ล่วงละเมิดผู้หญิง ส่วนการดูแลนักศึกษาหญิง ได้มีการจัดทีมเข้าไปดูแลสุขภาพจิต ซึ่งนักศึกษาสามารถโทรเข้ามาขอคำปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“คุณตาวัยเก๋า 79 ปี” สมัครเรียนกับรุ่นเหลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292501

“คุณตาวัยเก๋า 79 ปี” สมัครเรียนกับรุ่นเหลน

ราชภัฎโคราช, คุณตา, คุณตาวัยเก๋า, คุณตาวัยเก๋า 79 ปี, อำแดง

นายกิตติ เนตวงษ์ นักศึกษาวัย 79 ปี ทำการเข้าศึกษาต่อร่วมกับนักศึกษารุ่นเหลน หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ ราชภัฎโคราช

        ในเดือนสิงหาคม 2560 ถือเป็นช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 หลักสูตรทัศนศิลป์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา มีการรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1
ระดับปริญญาตรี ภาคปกติ หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ โดยในปีนี้ได้มี นายกิตติ เนตวงษ์ นักศึกษาวัย 79 ปี ทำการเข้าศึกษาต่อร่วมกับนักศึกษารุ่นเหลน โดยไม่ขอใช้สิทธิ์ในการเทียบโอนรายวิชาใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งนายกิตติ เปิดเผยว่า ตนได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อดังมาแล้ว แต่มีความตั้งใจที่จะศึกษา หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ สำเร็จตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย หลักสูตร 4 ปี ซึ่งตนเป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา ทางบ้านได้ประกอบกิจการเครื่องปั้นดินเผา ชื่อ “อำแดง” ณ ตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ทำกิจการส่งออกเครื่องปั้นดินเผาไปทั่วโลก และสร้างชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ในประเทศไทยหลายผลงานตนจึงคลุกคลีกับงานประติมากรรมเครื่องปั้นดินเผามาตลอดชีวิต โดยที่ไม่ได้เรียนทางด้านศิลปะมาก่อน

 "คุณตาวัยเก๋า 79 ปี" สมัครเรียนกับรุ่นเหลน

 "คุณตาวัยเก๋า 79 ปี" สมัครเรียนกับรุ่นเหลน "คุณตาวัยเก๋า 79 ปี" สมัครเรียนกับรุ่นเหลน

สำหรับการศึกษาต่อ ตนได้ทำการปรึกษากับภรรยาและบุตรชาย จำนวน 2 คน ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นที่เรียบร้อย ครอบครัวได้พร้อมใจที่จะให้มาเรียนหนังสือต่อ อีกทั้งตนรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้เข้ามาเรียน ถึงแม้จะได้เรียนร่วมกับนักศึกษารุ่นเหลน แต่สิ่งนี้ถือเป็นความตั้งใจมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เพราะตนมีความชอบในงานด้านศิลปะและอยากเรียนรู้เพื่อเข้าถึงศิลปะอย่างแท้จริง ทั้งนี้ การรับนักศึกษาเข้าศึกษาในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทางหลักสูตรทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้มีผู้สนใจเข้ามาศึกษาต่อ แสดงให้เห็นถึงการเป็นที่ยอมรับในสังคม รวมถึงหลักสูตรมีศักยภาพเพียงพอต่อการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ สามารถสำเร็จการศึกษาเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบด้านศิลปะร่วมกันพัฒนาผลงานให้มีชื่อเสียงและกว้างขวางมากขึ้น

เรียน“อังกฤษ”อย่างไร? ให้ HAVE FUN

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292534

เรียน“อังกฤษ”อย่างไร? ให้ HAVE FUN

ครูสมศรี, เทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษ, สนุก, เรียน, เรียนอังกฤษอย่างไร, ให้, Have, Fun, อังกฤษ, ภาษาอังกฤษ, ภาษา

“ภาษาอังกฤษ”คนเกือบทั่วโลกใช้ในการสื่อสาร ถ่ายทอดเรื่องราว จำเป็นอย่างมากที่ต้องพูด ฟัง อ่าน เขียน แต่บางคนก็ดูสนุกเท่าไหร่ จะเรียนยังไงให้สนุกใช้คล่อง..

       เพราะมนุษย์ เป็นสัตว์สังคม การสื่อสารย่อมเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่หากเราพูดภาษาหนึ่ง คู่สนทนาพูดอีกภาษาหนึ่ง ดูท่าพูดกันทั้งวัน..ก็คงจะไม่มีวันรู้เรื่อง ยิ่งด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อทุกคนบนโลกเข้าไว้ด้วยกัน “ภาษา” ซึ่งเป็นใบเบิกทางในการเรียนรู้ จึงไม่ใช่ใช้เฉพาะกับคนในประเทศไทย แต่ต้องเรียนรู้ภาษาอื่น เพื่อใช้ปฏิสัมพันธ์ ติดต่อกับผู้คนจากต่างประเทศด้วย

       “ภาษาอังกฤษ”ภาษาที่สอง สาม หรือเรียกได้ว่า ภาษาที่คนเกือบทั่วโลกใช้ในการสื่อสาร ถ่ายทอดเรื่องราว แลกเปลี่ยนเข้าด้วยกันกลายเป็นความจำเป็นอย่างมากที่ต้องพูด ฟัง อ่าน เขียนให้ได้…. ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่เวลาเรียน มันไม่ค่อยจะhave funสักเท่าไหร่

      แล้วจะทำอย่างไร?ให้สามารถ สปีก อิงลิช คล่องได้เหมือนพูดภาษาไทย ภาษาแม่ของตนเอง

เรียน“อังกฤษ”อย่างไร? ให้ Have Fun

ครูสมศรี ธรรมสารโสภณ

     ครูสมศรี ธรรมสารโสภณ ติวเตอร์ชื่อดังสอนภาษาอังกฤษ จากโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ คุณครูสมศรี เล่าว่าการเรียนภาษาอังกฤษตอนนี้ ได้รับการสนับสนุนค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบโรงเรียน หรือพ่อแม่ผู้ปกครอง ต่างส่งเสริมให้ลูกหลาน นักเรียนได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ มีกิจกรรม จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น แต่การเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดี ไม่ใช่เพียงมองว่าใช้ถูกหรือผิด ต้องทำให้เด็กเกิดความกล้าในการฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ

      “จริงๆ เทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดี ต้องเริ่มจากกระบวนการคิด จดจำคำศัพท์ เข้าใจโครงสร้าง และค่อยมาถึงการออกเสียง ยิ่งถ้าได้คำศัพท์ จะทำให้การเรียนภาษาอังกฤษเข้าใจไปแล้วกว่า70% โดยการท่องจำคำศัพท์นั้นไม่ใช่ท่องจำนวนครั้งละมากๆ แต่ต้องค่อยๆ ท่องไปเรื่อยๆ และที่สำคัญต้องสร้างกระบวนการคิด ต้องมีใยความคิด การเชื่อมคำศัพท์ ซึ่งการรู้คำศัพท์จะทำให้สามารถจัดเรียงประโยค สื่อสารฟัง พูด อ่าน เขียนได้ ที่สำคัญถ้าไม่เข้าใจให้ทบทวน ไม่กดดัน และเกียจคร้านในการจดจำคำศัพท์” ครูสมศรี กล่าว

เรียน“อังกฤษ”อย่างไร? ให้ Have Fun

     หน้าที่ของครู…ต้องเปิดหัวใจก่อนเปิดสมอง สอนในสิ่งที่เด็กไม่รู้ และสามารถนำไปใช้ได้ประโยชน์จริง

     ครูสมศรี กล่าวต่อไปว่า ครูผู้สอนต้องเตรียมบทเรียน เนื้อหาในการสอน ต้องวิเคราะห์ กลั่นกรองว่าเด็กควรเรียนอะไรถึงจะเหมาะสม เพราะการเรียนเด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หากอยากให้เด็กอยู่ในห้องเรียน ต้องเป็นการอย่างสนุก และมีความสุข อย่ากังวลกับการสอน ต้องมองว่าถ้าครูเป็นเด็ก ครูอยากเรียนอะไร การสอนแบบไหนที่ครูอยากให้เกิดขึ้นในชั้นเรียน และสร้างบรรยากาศของห้องเรียนให้เป็นแบบนั้น

      “การสอนของครูต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อย่าง การสอนภาษาอังกฤษ จะเน้นไวยากรณ์เหมือนเมื่อก่อนคงไม่ได้ ครูต้องสอนให้สนุก สอนมิติความคิด ไม่เน้นถูกผิด และที่สำคัญควรน้อมนำคำสอนของในหลวงรัชกาลที่9คือ ครูจะต้องสอนให้เด็กเป็นคนดี ก่อนจะเป็นคนเก่ง และครูรุ่นเก่า รุ่นใหม่ต้องเปิดใจ ปรับปรุงการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับลักษณะพฤติกรรม การใช้ชีวิตของเด็ก”ครูสมศรี กล่าว

เรียน“อังกฤษ”อย่างไร? ให้ Have Fun

       เด็กรุ่นใหม่มีความเก่งภาษาอังกฤษ พวกเขาสามารถสื่อสารฟัง พูด ได้ เพียงแต่ระบบสอนเน้นความเก่ง ความถูกต้องมากกว่าความคล่องในการนำไปใช้งานจริง ทำให้ไปกดความกล้าของเด็ก ซึ่งถ้าเด็กกล้าพูด ฟัง อ่าน เขียน มีระบบความคิดของตัวเอง เอาเรื่องผิดไว้ทีหลัง เอาเนื้อหา ระบบความคิดนำจะช่วยจุดประกายาให้เด็กได้

       ครูกัลยา เกื้อกิ้ม ครูสอนภาษาอังกฤษ ระดับประถมศึกษา โรงเรียนวัดมณีเจริญ จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่าเด็กรุ่นใหม่ สามารถเข้าถึงความรู้ภาษาอังกฤษได้หลายช่องทาง แต่สภาพแวดล้อม ชีวิตประจำวันอาจจะไม่เอื้อให้เกิดการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ทำให้ครูต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สนุก เด็กเรียนอย่างมีความสุข ครูต้องอัพเดทตัวเอง หลักสูตร การสอนให้ทันสมัย มีการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ามาใช้การจัดกิจกรรม สอนในชั้นเรียนอย่างเดียวไม่น่าสนใจ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ นำเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาเป็นบทเรียน เนื้อหาในการสอน

เรียน“อังกฤษ”อย่างไร? ให้ Have Fun

       “เด็กไทยจะเรียนภาษาอังกฤษให้สื่อสาร และเก่งได้นั้น ต้องใช้สื่อสารทุกวัน มีคำศัพท์ มีความกล้า และไม่สนใจว่าต้องใช้ถูกวิธี อย่างเดียว ผิดโดยไม่ตรงไวยากรณ์บ้างก็ได้แต่ต้องสื่อสารถ่ายทอดไปยังผู้ฟังได้รู้เรื่อง เพราะแม้แต่เจ้าของภาษายังไม่ได้ต้องการความเป๊ะในการใช้ภาษาอังกฤษแต่เขาสนใจว่าสามารถสื่อสารกันได้  ซึ่งเมื่อเด็กสื่อสารได้ หลังจากนั้นครูคอยมาเติมเนื้อหาทำให้เขาเข้าใจโครงสร้างที่ถูกต้อง ทั้งนี้ เทคนิคง่ายๆ ที่ทำให้ทุกคนเรียนภาษาอังกฤษได้นั้น ต้องเรียนรู้ ฝึกฝนด้วยความสนุก มีความสุขในการท่องคำศัพท์ กล้าในการพูดกับผู้อื่น ไม่ใช่กลัวหรือกังวลในการสื่อสารภาษาอังกฤษ”ครูกัลยา กล่าว

       ทุกคนมีความแตกต่าง หลากหลาย ในหนึ่งชั้นเรียนเด็กย่อมไม่เหมือนกัน ครูต้องสอนตามบริบทของชั้นเรียนห้องเรียน ครูกัลยา เล่าปิดท้ายว่าการเรียนภาษาอังกฤษให้เหมาะสมแต่ละช่วงชั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน อย่าง ประถม ต้องสอนให้เขารู้สึกสบายใจ มีความสุข สนุกที่จะเรียนภาษาอังกฤษ ผ่านการพูดออกเสียงบ่อยๆ ผ่านเกม กิจกรรม การร้องเพลง การเต้น การอ่านนิทาน การพูดคุยโดยใช้การผสมระหว่างภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หยิบจับเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาซักถามเป็นภาษาอังกฤษ ให้เขาได้ใช้ จดจำ โดยครูต้องเป็นแบบอย่างแก่เด็ก สร้างแรงบันดาล และให้กำลังใจในการเรียนรู้ของเด็ก

       ทำบ่อยๆ ซ้ำๆ แล้วจะชินไปเอง ภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน ครูต้องเป็นต้นแบบ ผู้ปกครองต้องส่งเสริมต่อยอด โรงเรียน ชุมชน รวมถึงภาคส่วนต่างๆ ต้องร่วมด้วยช่วยกันจัดกิจกรรม ค่ายเสริมทักษะภาษาอังกฤษที่ส่งต่อมายังโรงเรียน เข้าถึงเด็กให้มากที่สุด.

      

0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0

qualitylife4444@gmail.com

“ชลบุรี”ครองแชมป์ ต้องการคนทำงานมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292486

“ชลบุรี”ครองแชมป์ ต้องการคนทำงานมากที่สุด

อัตราแรงงาน, ชลบุรีครองแชมป์, ชลบุรี, JobThaicom, EEC, Key word

จ๊อบไทยเผยพื้นที่ EEC มีความต้องการแรงงานรวมกว่า 8,500 อัตรา ชลบุรีครองแชมป์ ต้องการคนทำงานมากที่สุด

        น.ส.แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ดำเนินโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) เพื่อส่งเสริมให้ 3 จังหวัดในภาคตะวันออกเป็นพื้นที่นำร่องในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดของภูมิภาค โดยพื้นที่ใน 3 จังหวัดประกอบด้วยชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งล้วนเป็นจังหวัดที่เป็นฐานที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมและเป็นฐานการผลิตที่สำคัญหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการผลิตปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ฯลฯ ประกอบกับทำเลที่ตั้งมีความได้เปรียบเนื่องจากถูกเชื่อมโยงด้วยโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่สะดวก ด้วยปัจจัยที่เอื้ออำนวยเหล่านี้ทำให้พื้นที่ใน 3 จังหวัด เหมาะที่จะพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่สำคัญในการนำร่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการแรงงานในพื้นที่ดังกล่าวมีการขยายตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

 "ชลบุรี"ครองแชมป์ ต้องการคนทำงานมากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ จ๊อบไทยดอทคอม ในฐานะเว็บไซต์หางาน สมัครงานอันดับ 1 ของประเทศไทย ที่มีผู้ลงทะเบียนใช้งานกว่า 1.2 ล้านคน รวมถึงมีจำนวนงานจากบริษัทชั้นนำต่างๆ อีกกว่า 86,000 อัตรา เล็งเห็นความต้องการแรงงานใน 3 จังหวัดดังกล่าว พบว่ามีความต้องการรวมกันกว่า 8,500 อัตรา โดยจังหวัดชลบุรี มีความต้องการแรงงานมากที่สุดถึง 4,480 อัตรา ตามมาด้วย จังหวัดระยอง 2,534 อัตรา และจังหวัดฉะเชิงเทรา 1,474 อัตรา ทั้งนี้เมื่อดูข้อมูลความต้องการแรงงานภาพรวมของ 3 จังหวัด พบว่ามีประเภทงานที่ต้องการแรงงานมากที่สุด 5 อันดับแรก ดังนี้

1. งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ จำนวน 1,499 อัตรา

2. งานวิศวกรรม จำนวน 967 อัตรา

3. งานขาย จำนวน 795 อัตรา

4. งานโลจิสติกส์และซัพพลายเชน จำนวน 433 อัตรา

5. งานบัญชี/การเงิน 348 อัตรา

ทั้งนี้ สายงานที่เกี่ยวข้องกับด้านอุตสาหกรรม ถือเป็นสายงานที่มีความต้องการแรงงานสูงอยู่ตลอดแวลา แต่ในปัจจุบันพบว่าแรงงานในกลุ่มนี้ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการหางาน สมัครงาน ในพื้นที่ดังกล่าวสามารถใช้บริการของจ๊อบไทยดอทคอมผ่านระบบ Advanced Search ซึ่งเป็นระบบค้นหางานแบบละเอียดที่ผู้ใช้บริการสามารถระบุจังหวัดหรือสถานที่ปฏิบัติงาน อาชีพ และประเภทธุรกิจที่ต้องการ อีกทั้งยังสามารถใส่คำที่ต้องการค้นหา(Key word) เพิ่มเติมสำหรับการค้นหาเฉพาะ

นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ต้องการทำงานในเขตนิคมอุตสาหกรรม ก็สามารถใช้งานผ่านระบบ  Industrial Estate Job Locator ซึ่งเป็นระบบค้นหางานแบบเจาะลึกในเขตนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้หางานและองค์กรต่างๆ ที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม โดยในปัจจุบันจ๊อบไทยดอทคอมมีงานครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมกว่า 86,000 อัตรา 130 อาชีพ จาก 40 กลุ่มธุรกิจ ซึ่งระบบการหางานของจ๊อบไทยดอทคอมเป็นระบบที่ทันสมัย สามารถตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการทั้งผู้หางาน และบริษัทที่ต้องการสรรหาบุคลากรนางสาวแสงเดือน กล่าวทิ้งท้าย

5 เทคนิครับมือคนทำงานยุค MILLENNIALS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292464

5 เทคนิครับมือคนทำงานยุค MILLENNIALS

Baby Boomers, คนทำงาน, การคัดเลือก, การบริหาร, Millennials

ปี 2017 การคัดเลือกคนทำงาน หรือ การบริหารจัดการคนทำงานเปลี่ยนแปลงไปไกลและรวดเร็วมากขึ้น เป็นยุคที่เด็กจบใหม่กำลังเข้ามามีบทบาทและเป็นแรงงานหลักในการทำงาน

        กลุ่มเด็กยุคใหม่เรียกว่า กลุ่ม “Millennials” ซึ่งคนทำงานกลุ่มนี้เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ เพราะพวกเขาโตพอที่จะเข้ามาบริหารจัดการงาน หรือเป็นผู้นำองค์กรแทนคนทำงานกลุ่มเดิมหรือ Baby Boomers ถึงเวลาแล้ว ที่จะยอมรับทักษะการทำงานและความเป็นผู้นำของคนทำงานในยุคนี้

jobsDB มี 5 แนวโน้มในการจ้างและการจัดการคนทำงานยุค Millennials มาแนะนำ เริ่มที่…

     1. ส่งต่อการทำงานให้กับคนยุค Millennials

ปัจจุบัน พบว่า คนทำงานรุ่นก่อนอย่างกลุ่ม Baby Boomers จะค่อย ๆ ลดบทบาทลง และเกษียณกันไป ขณะเดียวกันคนทำงานกลุ่ม Millennialsกำลังทยอยเข้ามาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจหรือองค์กรภายใต้แนวคิดใหม่ๆ และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่องค์กรควรตระหนักถึงคือการวางแผนกลยุทธ์ในการสรรหาว่าจ้างและบริหารจัดการคนทำงานกลุ่มนี้ พร้อมกับวางแผนพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ  เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับบทบาทการทำงานในด้านการบริหารจัดการที่จะมาถึงของคนกลุ่มนี้ด้วย

  2. สร้างสมดุลให้ชีวิตด้วยเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น

นอกจากเงินเดือน และสวัสดิการทางด้านการเงินแล้ว คนทำงานกลุ่ม Millennials ยังให้ความสำคัญมากกับเรื่องสมดุลชีวิตกับการทำงาน เนื่องจากคนทำงานในยุคนี้ ให้ความสำคัญกับการทำงาน และการเข้าสังคมหรือทำกิจกรรมกับเพื่อนฝูงเท่า ๆ กัน ดังนั้น องค์กรที่ให้ความสมดุลชีวิตกับการทำงาน และมีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ มักจะดึงดูดใจคนทำงานกลุ่มนี้ การมีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น ยังช่วยทำให้พนักงานได้สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมให้กับองค์กร โดยที่ไม่เสียเวลากับการใช้ชีวิตส่วนตัวของพวกเขาด้วย ซึ่งวิธีการนี้จะได้รับประโยชน์ทั้งกับองค์กรและคนทำงาน ฉะนั้น การเข้า-ออกงานเป็นเวลาจะค่อย ๆ หายไปในไม่ช้า การเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะคนทำงานกลุ่มนี้ ค่อย ๆ เข้ามามีบทบาทกับวัฒนธรรมองค์กร เวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นจะเข้ามาแทนที่การเข้า-ออกงานที่เป็นเวลา

3. สถานที่ทำงานและชุดทำงานที่ดูสบายมากขึ้น

คนทำงานจำนวนมากในยุคนี้ นิยมทำงานจากที่อื่น ที่ไม่ใช่ออฟฟิศ หรือทำงานจากที่บ้าน วัฒนธรรมการทำงานจึงดูไม่เป็นทางการจนเกินไป ส่วนเรื่องการแต่งกายไปทำงาน เมื่อก่อนการแต่งชุดฟอร์มขององค์กรเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต่อมานโยบายชุดฟอร์มองค์กรได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะคนทำงานกลุ่ม Millennials จะชื่นชอบการแต่งตัวสบายๆ หรือตามสไตล์ของตนเองไปทำงานมากกว่าที่จะแต่งตัวตามชุดฟอร์มที่องค์กรกำหนดให้

ดังนั้น เพื่อดึงดูดและรักษาคนทำงานกลุ่มนี้ไว้ องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง โดยเริ่มจาก หากไม่จำเป็นต้องเข้ามาทำธุระที่ออฟฟิศ ก็สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ รวมถึงเปลี่ยนแปลงนโยบายการแต่งกายชุดทำงานให้ดูสบายมากขึ้น ไม่ทางการเกินไป โดยลดการใส่สูท ผูกไท แล้วเปลี่ยนเป็นการใส่เสื้อเชิ้ตที่ดูลำลองขึ้นกับกางเกงยีนส์แทน

 4. ระบบการประเมินผลการทำงานที่ยืดหยุ่น

คนทำงานกลุ่ม Millennials ต้องการเปลี่ยนการประเมินผลการทำงานประจำปี จากเดิมที่ต้องรอให้ครบปีแล้วค่อยประเมินผลการทำงาน แต่คนทำงานยุคใหม่นี้ ไม่ชอบคอยให้ครบปี เนื่องจากพวกเขาเติบโตมากับการใช้อินเทอร์เน็ต จึงมีพฤติกรรมที่ตอบสนองไว ด้วยการโต้ตอบกันใน Social mediaหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้พวกเขามีความอดทนน้อยกว่าคนรุ่นก่อน คนกลุ่มนี้จึงต้องการการฟีดแบคที่รวดเร็วและบ่อยครั้ง เพื่อที่จะสามารถนำฟีดแบคมาปรับปรุงการทำงานได้ทันที มากกว่าที่จะรอให้ถึงการประเมินผลการทำงานประจำปีมาถึง หากต้องการให้องค์กรก้าวไปข้างหน้า ควรเริ่มใช้ระบบการประเมินผลการทำงานเป็นประจำหรือเป็นรายเดือน เพื่อให้ผลการทำงานเป็นไปตามเป้าหมายและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

5. บอกลาการทำงานแบบลำดับขั้น เป็นสร้างสรรค์งานด้วยทีมเวิร์ค

คนทำงานกลุ่ม Millennials เติบโตมาพร้อมกับการแบ่งปันความคิดและเสนอความคิดเห็นผ่าน Social media หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ พวกเขาจึงชอบที่จะทำงานร่วมกันกับทุก ๆ คนแบบเท่าเทียมกัน มากกว่าการทำงานแบบลำดับขั้นเหมือนเมื่อก่อน และเมื่อพวกเขามีตำแหน่งงานที่สูงขึ้น พวกเขาก็จะถ่ายทอดการทำงานร่วมกันในองค์กรแบบเท่าเทียม ไม่แบ่งลำดับขั้นเช่นกัน ดังนั้น องค์กรควรปรับรูปแบบการทำงาน ให้คนทำงานทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานที่เท่าเทียม ไม่ใช้วิธีควบคุมการทำงาน ไม่แบ่งลำดับขั้น ไม่แบ่งลำดับการบังคับบัญชาอีกต่อไป เพราะสภาพแวดล้อมในการทำงานที่คนทำงานยุคนี้ต้องการ คือการทำงานที่ใกล้ชิดกับเพื่อนร่วมงาน และสนับสนุนให้ทำงานร่วมกัน แบ่งปันความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อให้งานออกมาดี และประสบความสำเร็จ

ในขณะที่คนทำงานเปลี่ยนผ่านไปจากคนทำงานรุ่นเก่าอย่าง Baby Boomers ไปสู่คนทำงานยุคใหม่ กลุ่ม Millennialsคนทำงานที่มีความสามารถ จะมีการแข่งขันกันมากขึ้น ทุกองค์กรต้องมีการวางแผนกลยุทธ์มากขึ้นกว่าที่เคย และจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ พร้อมทั้งสร้างสรรค์นวัตกรรมและเปลี่ยนแปลงให้ทันตามความต้องการของคนทำงานในยุคใหม่นี้

“คุกความคิด” โรคซึมเศร้าผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292446

“คุกความคิด” โรคซึมเศร้าผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

พานาโซนิค, งานศิลปะร่วมสมัย, คุกความคิด, Dimension W No1, กลเรา

ศิลปินหญิงจากสุราษฎร์ฯ คว้ารางวัลอันดับ 1 “จิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค ครั้งที่ 19” ผลงาน “คุกความคิด” ใช้ศิลปะเป็นทางออกของความรู้สึกจากการเป็นโรคซึมเศร้า

      หลายต่อหลายครั้งที่เราพบว่าผลงานศิลปะนั้นเป็นสื่อกลางในการแสดงออกถึงมุมมองของศิลปินที่มีต่อสังคมรอบตัว เหตุบ้านการเมือง และทัศนคติที่มีต่อสิ่งต่างๆ ทั้งยังเป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจของศิลปินที่บางครั้งไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นถ้อยคำเพื่อให้คนรอบข้างเข้าใจได้ การแสดงออกมาผ่านผืนผ้าใบ เส้น สี น้ำหนักของการตวัดแปรง การนำวัสดุเข้ามาใช้ด้วยความละเมียด และมีความหมายในทุกบริบท สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าผลงานศิลปะนั้นนอกจากจะจรรโลงผู้ชมแล้วยังจรรโลงความรู้สึกของศิลปินด้วย

"คุกความคิด" โรคซึมเศร้าผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

น.ส.วนาภรณ์ เตี่ยมังกรพันธุ์

ผลงาน “คุกความคิด” ของ น.ส.วนาภรณ์ เตี่ยมังกรพันธุ์ อายุ 26 ปี จาก จ.สุราษฎร์ธานี ที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 จากเวทีประกวดจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค “เพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ” ครั้งที่ 19 โดยใช้เทคนิคสีน้ำมัน ศิลปินเล่าว่า “เข้าร่วมการประกวดจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิคเป็นครั้งที่ 3 แล้ว และครั้งนี้ถือเป็นการรับรางวัลครั้งใหญ่ที่สุด ผลงานชิ้นนี้ถูกถ่ายทอดจากความรู้สึกของตัวเองที่เป็นโรคซึมเศร้า ผ่านเรื่องราวที่ดีและร้ายมาในอดีต รู้สึกเสียใจและหดหู่อยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนึกคิดออกมาให้คนรอบข้างเข้าใจได้ ยึดติดกับความคิดเดิมๆ ว่าเราผิดพลาดอะไร คิดวนเวียนอยู่เช่นนั้นแบบไม่เห็นทางออก จึงใช้สัญลักษณ์กรงแทนการกักขัง ส่วนตุ๊กตาเสมือนความเป็นเด็กของตัวเองที่ยังต้องพึ่งพาครอบครัวเสมอ ถือเป็นการระบายออกทางความรู้สึก เยียวยาจิตใจตัวเอง บำบัดความแน่นหนักเหล่านั้นด้วยงานศิลปะ สะท้อนความคิดอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งชัดเจนกว่าการอธิบายเป็นคำพูด การสร้างผลงานขึ้นมานั้นทำให้พบว่าเรายังมีตัวตนอยู่ในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่โลกของความคิดเพียงอย่างเดียว”

"คุกความคิด" โรคซึมเศร้าผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

นายเจษฎากร แดงอร่าม

นายเจษฎากร แดงอร่าม อายุ 27 ปี จาก จ.สมุทรสาคร ส่งผลงาน “Dimension W No.1” เข้าร่วมประกวดและได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ2 นั้น เล่าว่า “ต้องการถ่ายทอดถึงการตีความของผู้ชมผลงานที่อาจจะมองสุนทรียะที่เห็นไปเป็นเรื่องราวต่างๆ ได้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคลที่พบเจอมา โดยผลงานชิ้นนี้เป็นมุมมองที่คาบเกี่ยวระหว่างยุคของอนาล็อคกับดิจิทัล คือถึงแม้จะมีคอมพิวเตอร์เข้ามาในชีวิตแต่ก็ยังมีความเป็นยุคดั้งเดิมอยู่ จึงคิดว่าธรรมชาติของความคิดคนเราสามารถสร้างสรรค์ทั้งสองสิ่งนี้ให้อยู่ร่วมกันได้ผ่านผลงานจิตรกรรม

เลือกใช้เทคนิคผสมเพื่อดึงดูดผู้ชมด้วยความสวยงามของสีสัน พื้นผิว และใส่รายละเอียดต่างๆ อันจะส่งผลต่อการรับรู้และนำไปสู่การตีความหมายในเชิงรูปธรรมและนามธรรม ด้วยความที่งานศิลปะนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง บางคนอาจมองในแง่มุมของความสวยงาม ซึ่งศิลปินก็พยายามถ่ายทอดออกมาในระดับหนึ่ง แต่บางครั้งก็ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมนั้นเข้าใจในผลงานที่มีความซับซ้อนเหล่านั้น”

"คุกความคิด" โรคซึมเศร้าผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

นายนภนันท์ รังสีธรรมคุณ

ส่วนผลงาน “กลเรา” โดย นายนภนันท์ รังสีธรรมคุณ  อายุ 22 ปี จากกรุงเทพฯ ที่คว้า รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 3 เล่าถึงการถ่ายทอดแนวความคิดกับผลงานชิ้นนี้ว่า  “เลือกเล่าเรื่องออกมาเป็นภาษาภาพ ที่ใช้ทัศนะธาตุ คือ สี น้ำหนัก เส้น รูปทรง สื่อออกมาให้ผู้ชมตีความหมาย โดยมนุษย์นั้นไม่ได้มีเพียงแค่บทบาทเดียว แต่มีหลายบริบทในคนๆเดียว สามารถเลือกได้ว่าจะแสดงบทบาทใดออกมาให้สังคมรับรู้ จะเลือกอุปนิสัยใดของตัวเองไหนออกมาแสดงในแต่ละสถานการณ์ อาทิ เวลาอยู่บ้านจะมีตัวตนแบบหนึ่ง เมื่ออยู่นอกบ้านก็จะแสดงตัวตนอีกแบบหนึ่ง เรายอมปิดบังหนึ่งใบหน้าเอาไว้เพื่อให้เกิดการยอมรับทางสังคม กล ในบริบทนี้จึงหมายถึงการเล่นกล หรือแสดงกลของมนุษย์”

"คุกความคิด" โรคซึมเศร้าผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

นางสาวอำไพ ดาวกลางไพร 

อีกหนึ่งผลงานที่ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของศิลปินออกมาได้เป็นอย่างดี คือ “อารมณ์ ความรู้สึก ของช่วงเวลาหนึ่งในเมือง” โดย นางสาวอำไพ ดาวกลางไพร อายุ 25 ปี ซึ่งได้รับ รางวัลดีเด่น โดยเลือกใช้เทคนิคผสมหลายอย่างทั้งสีน้ำมันและการปักผ้า ศิลปินเล่าว่า “เป็นการถ่ายทอดถึงความเปล่าว่างของเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก ของช่วงเวลาหนึ่งที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ พบเจอสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป จากภูเขากลายเป็นตึกสูง จากพื้นป่าสีเขียวกลายเป็นป่าคอนกรีต ทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา อ้างว้าง แต่ต้องอดทน เพื่อแสวงหาความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จทางการศึกษา ที่จะทำให้ครอบครัวมีความสุข มีโอกาสเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์จากในเมืองใหญ่แห่งนี้ไปพัฒนาบ้านเกิดต่อไป”

นิทรรศการจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค “เพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ” ครั้งที่ 19 ภายใต้หัวข้อ “สร้างสรรค์เพื่อความสมบูรณ์แห่งชีวิต” ยังมีการจัดแสดงผลงานที่ได้รับการพิจารณาเข้าร่วมการแสดงงาน รวมทั้งสิ้น 54 ภาพ จาก 52 ศิลปิน ไปจนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2560 สามารถเข้าชมได้ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ในเวลา 09.00-16.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 02 282 8525

มรส.ปลูกดาวเรือง 1,999 ต้นถวายแด่ ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292485

มรส.ปลูกดาวเรือง 1,999 ต้นถวายแด่ ร.9

1999 ต้น, ราชภัฏสุราษฎร์ธานี, ปลูกดาวเรือง, มรสปลูกดาวเรือง, 1999, ต้นถวายแด่,  เราทำความดี ด้วยหัวใจ , มรส

มรส.จัดกิจกรรมปลูกดอกดาวเรือง ปลูกความจงรักภักดี เพื่อถวายแด่รัชการที่ 9 ปลูกสำนึกจิตอาสาสืบสานพระราชปณิธาน ” เราทำความดี ด้วยหัวใจ ” รัชการที่ 10

       เมื่อเร็วๆนี้ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี(มรส.) จัดกิจกรรมปลูกดอกดาวเรือง ปลูกความจงรักภักดี เพื่อถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ บริเวณลานเอนกประสงค์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและมีส่วนร่วมกับวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มรส.ปลูกดาวเรือง 1,999 ต้นถวายแด่ ร.9

ดร.มัทนียา พงศ์สุวรรณ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ทางคณะครุศาสตร์ได้ดำเนินการปลูกดอกดาวเรือง โดยตั้งเป้าไว้ 1,999 ต้น กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพราะต้องการให้นักศึกษา ผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่คณะครุศาสตร์ มีส่วนร่วมกับวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ให้ต้นดาวเรืองที่ร่วมกันปลูกในวันนี้ดอกบานสะพรั่งพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี สำนึก ในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

มรส.ปลูกดาวเรือง 1,999 ต้นถวายแด่ ร.9

ด้าน นายสมรัก นุ่นทิพย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เผยว่า ในฐานะพสกนิกรชาวไทยคนหนึ่ง ภูมิใจมากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ร่วมกับเพื่อนๆถวายงานให้ในหลวงรัชการที่ 9 ได้ร่วมกันปลูกดอกไม้สีเหลืองเพื่อถวายความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งต้องขอบคุณทางคณะที่จัดกิจกรรมให้นักศึกษาทุกคนได้มีโอกาสที่จะทำสิ่งที่ดีๆ ตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชการที่ 9 ทรงมีต่อชาวราชภัฏ