“งานศิลป์…ถิ่นโคราช”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292627

“งานศิลป์…ถิ่นโคราช”

วธ, โคราช, งานศิลป์, งานศิลป์ถิ่นโคราช

วธ.เปิดโครงการ”งานศิลป์…ถิ่นโคราช & Korat Orchestra Music Festival”ณ   ลานวัฒนธรรม อนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

       นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดโครงการเทศกาล”งานศิลป์…ถิ่นโคราช & Korat Orchestra Music Festival” พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้แทนหน่วยงานรัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายด้านวัฒนธรรมและศิลปินที่สนับสนุนโครงการ โดยมีดร.วิมลลักษณ์ ชูชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา  เครือข่ายด้านวัฒนธรรมและเครือข่ายศิลปิน นักเรียน นักศึกษาและประชาชน เข้าร่วม ณ   ลานวัฒนธรรม อนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

"งานศิลป์...ถิ่นโคราช""งานศิลป์...ถิ่นโคราช""งานศิลป์...ถิ่นโคราช""งานศิลป์...ถิ่นโคราช"


ฝึกช่าง GREEN JOB รับ THAILAND 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292607

ฝึกช่าง GREEN JOB รับ THAILAND 4.0

ฝึกช่าง, Green, Job, รับ, Thailand, GIZ, Paris Agreement, Global Warming, กพร, Green Job, ฉบับที่ 2

ก.แรงงาน ร่วมเยอรมัน “GIZ” เน้น ฝึกช่าง Green Job รับ Thailand 4.0 พัฒนาฝีมือแรงงานเสริมทักษะด้านความรู้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

       นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลได้ลงนามในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ทำให้ประเทศไทยต้องมีการปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศ สนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคีในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 ภายในปี พ.ศ. 2573 แนวทางหนึ่งคือต้องมีการปรับปรุงเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น โดยการใช้สารทำความเย็นจากธรรมชาติ เป็นสารชนิดใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณการก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก (Global Warming) แต่อย่างไรก็ตามแรงงานในสาขานี้ยังขาดช่างชำนาญการ จึงต้องมีการเร่งผลิตแรงงานฝีมือป้อนสู่ตลาด พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เร่งดำเนินการ ซึ่งได้เน้นย้ำว่าการพัฒนาฝีมือแรงงานจะต้องเสริมทักษะด้านความรู้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Job) ด้วย

 ฝึกช่าง Green Job รับ Thailand 4.0

นายธีรพล ขุนเมือง กล่าวเพิ่มเติมว่า กพร. ได้ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft Fur International Zusammenarbeit: GIZ) เป็นองค์กรหลักของเยอรมันที่ช่วยให้ประเทศต่างๆ บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการพัฒนาฝีมือแรงงานช่างเทคนิคเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นที่ใช้สารทำความเย็นจากธรรมชาติ และการพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะฝีมือสูงขึ้นสอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสมัยใหม่โดยเฉพาะสารทำความเย็นจากธรรมชาติ รองรับการเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรการฝึกเตรียมเข้าทำงาน หลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน อุปกรณ์การฝึกของกพร. ให้มีความพร้อมในการฝึกอบรมให้แก่แรงงาน พัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ส่งเสริมให้เครือข่ายของกพร.เป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในสาขานี้ และการประเมินความรู้ความสามารถตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557 และ GIZ ให้การสนับสนุนเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการพัฒนาครูฝึกของกพร. เพื่อเป็นวิทยากรในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่แรงงานใหม่ แรงงานในสถานประกอบกิจการ รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมด้านการพัฒนาทักษะแรงงานสีเขียวและกิจกรรมอื่นๆ ทั้งสองหน่วยงานจะมีการลงนามความร่วมมือระหว่างกันอีกด้วย

 ฝึกช่าง Green Job รับ Thailand 4.0

“ความร่วมมือในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างมาก เพราะเป็นการสร้างกำลังแรงงานที่เป็นไปตามหลักสากลที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เป็นการสร้างงานที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และในที่สุดจะนำไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ให้แก่องค์กรและประเทศ รวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนและสถานประกอบกิจการหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ” อธิบดีกพร. กล่าว

ตลาดนัดราชภัฏ วิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292620

ตลาดนัดราชภัฏ วิถีพอเพียง

ราชภัฏโคราช, ตลาดนัดราชภัฏ, วิถีพอเพียง

ราชภัฏโคราช ร้อยดวงใจถวายแม่ เปิดตลาดนัดราชภัฏ วิถีพอเพียง NRRU Green Market

            สโมสรพนักงานและเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้จัดโครงการตลาดนัดราชภัฏ วิถีพอเพียง กิจกรรมNRRU Green Market “ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและการเกษตรปลอดภัย ร้อยดวงใจถวายแม่” ณ บริเวณศูนย์รวมประกาศข่าว โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร ฝอยพิกุล อธิการบดี กล่าวถวายราชสดุดี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และกล่าวเปิดกิจกรรม จากนั้นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณาจารย์  บุคลากร นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ชมการแสดงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดย วงโปงลางสายแนนลำตะคอง สำนักศิลปะและวัฒนธรรม และเยี่ยมชมตลาดนัดวิถีพอเพียง

สำหรับโครงการตลาดนัดราชภัฏ วิถีพอเพียง จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 โดยได้ให้คณาจารย์ และบุคลากรในมหาวิทยาลัยที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมนำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจัดจำหน่ายในราคาย่อมเยา รวมทั้งสิ้น 51 ร้าน และมีผู้ให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมตลาดนัดวิถีพอเพียงเป็นจำนวนมาก จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2560อันเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการเกษตรปลอดภัย ตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมให้บุคลากรได้มีพื้นที่สำหรับจัดจำหน่าย แลกเปลี่ยนสินค้า เกิดการสร้างรายได้ สร้างอาชีพเสริม อันจะส่งผลให้บุคลากรในมหาวิทยาลัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เกิดความผาสุกในการปฏิบัติงาน เกิดความรักความสามัคคี ควบคู่กับการสร้างธรรมาภิบาลและมาตรฐานการปฏิบัติงานที่มีผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อไป

4 รัฐบาล 13 ปี กว่าจะเสร็จ”โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่(ไทย)”!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292611

4 รัฐบาล 13 ปี กว่าจะเสร็จ”โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่(ไทย)”!!!

กว่าจะเสร็จใช้เวลา, ไข้หวัดใหญ่, รัฐบาล, โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไทย, ครม, รมวสธ, ดีเอสไอ, บอร์ดอภ, สนช

13 ปีที่รอคอยในที่สุดคนไทยก็เริ่มเห็นความหวังที่จะเป็นไปได้ ในการใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกที่ผลิตภายในประเทศตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

        เมื่อโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกขององค์การเภสัชกรรม(อภ.) ที่ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรีก่อสร้างแล้วเสร็จ หลังจากล้มลุกคลุกคลานมานาน 10 ปี และคาดว่าจะเดินเครื่องจักรและนำวัคซีนออกให้คนไทยใช้ภายในปี 2563

      การก่อสร้างโรงงานวัคซีนฯแห่งนี้ ไม่ได้มีเส้นทางที่โดยด้วยกลีบกุหลาบ เพียงแค่ได้รับอนุมัติงบประมาณ ดำเนินการก่อสร้างและแล้วเสร็จ แต่ระหว่างการดำเนินงานมีเหตุทำให้สะดุดและหยุดการก่อสร้างมาโดยตลอด

4 รัฐบาล 13 ปี กว่าจะเสร็จ"โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่(ไทย)"!!!

      ย้อนไปในปี 2550 คณะรัฐมนตรี(ครม.)รัฐบาลขิงแก่ ช่วงที่นพ.มงคล ณ สงขลา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) อนุมัติงบประมาณ จำนวน 1,411.7 ล้านบาทเพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกแห่งแรกของไทย ก่อนจะมีการวางศิลาฤกษ์ในปี 2552 สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มีนายวิทยา แก้วภราดัย เป็นรมว.สธ. และเป็นช่วงไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดใหญ่ในประเทศไทย

      แต่ทว่า การก่อสร้างไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนดคือในปี 2554 โดยผู้บริหารอภ.ในขณะนั้นให้เหตุผลถึงความล่าช้าว่า เกิดจากการทบทวนแบบการก่อสร้างเพื่อให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยขององค์การอนามัยโลก และให้สามารถผลิตได้ทั้งวัคซีนชนิดเชื้อเป็นและชนิดเชื้อตาย บวกกับ ต้องมีการเปลี่ยนแบบฐานรากใหม่ เพราะเมื่อเริ่มก่อสร้างพบว่าชั้นหินใต้ดินมาเท่ากันจากที่เป็นพื้นที่ชายเขา และมีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างก่อสร้างมาตลอดถึงปี 2555

      จนเมื่อเข้าสู่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีนพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ เป็นรมว.สธ. ในช่วงต้นปี 2556 ได้มีการตรวจสอบโครงการก่อสร้างที่ล่าช้าและได้ยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เข้ามาตรวจสอบด้วย

       โดยนพ.ประดิษฐ ตั้งคำถามในช่วงนั้นว่า การให้ดีเอสไอสอบสวน จะมีผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการหาคำตอบว่ากระบวนการก่อสร้างผิดปกติหรือไม่ และการเปลี่ยนแบบก่อสร้างกลางคันส่งผลกระทบอย่างไร การใช้เวลาก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดเดิมผิดปกติหรือไม่

4 รัฐบาล 13 ปี กว่าจะเสร็จ"โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่(ไทย)"!!!

       ทำให้โครงการก่อสร้างโรงงานวัคซีนนี้ต้องหยุดชะงักเป็นเวลา 2 ปี ระหว่างปี 2556 -2557 !!!!

       ทั้งนี้ ในช่วงปี 2552-2555 มีนพ.วิชัย โชควิวัฒน์ เป็นประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม(บอร์ดอภ.) ก่อนเป็นนพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา และเปลี่ยนมือเป็นนพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี และลาออกในช่วงต้นปี 2557 เข้าสู่มือของทหารมีพล.อ.ศุภกร สงวนชาติศรไกร เป็นประธานในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

     หลังชะลอการก่อสร้างมานาน 2 ปี ในที่สุดช่วงต้นเดือนตุลาคม 2557 ครม.อนุมัติให้อภ.ใช้งบประมาณของตนเอง จำนวน 59.3 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการก่อสร้างและเริ่มกระบวนการได้อีกครั้ง

     แต่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะง่าย เพราะก่อนหน้านั้นได้มีการวิ่งประสาน ต่อรองและความร่วมมือกับบริษัทเอกชนต่างๆที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เพื่อหวังให้โรงงานแห่งนี้เดินต่อไป

4 รัฐบาล 13 ปี กว่าจะเสร็จ"โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่(ไทย)"!!!

       พล.ต.สุชาติ วงษ์มา รองเจ้ากรมการเงินกลาโหม ในฐานะประธานคณะทำงานของบอร์ดอภ. บอกว่า การดำเนินการแก้ปัญหาเริ่มจากการชี้แจงให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เข้าใจว่าโรงงานวัคซีน คือ ความมั่นคงของชาติ ปรับระบบของอภ.ใหม่ให้ทุกคนมาร่วมกันเดินหน้าใหม่ ที่สำคัญ ได้เชิญบริษัทก่อสร้างและบริษัทที่นำส่งเครื่องจักและเทคโนโลยีตามสัญญาเดิมทั้งหมดมาหารือร่วมกัน จนในที่สุด ทุกบริษัทยินยอมที่จะดำเนินการต่อ

     “ทุกบริษัทขาดทุนหมดจากโครงการนี้ และบางบริษัทนั้น บริษัทแม่ในต่างประเทศจำหน่ายโครงการนี้เป็นหนี้สูญไปแล้ว แต่ก็เจรจาจนยอมกลับมาดำเนินการใหม่ เพราะทุกคนเห็นว่านี่ คือ สมบัติของชาติ ที่จะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ เพราะในกรณีที่เกิดการระบาดใหญ่ของโรคต่างๆ หากไม่มีการผลิตวัคซีนของตนเอง ก็อาจทำให้ถึงกับสิ้นชาติได้ หากยามเกิดการระบาดไม่มีประเทศไหนขายวัคซีนให้ประเทศอื่น” พล.ต.สุชาติกล่าว

     หลังผ่านแดด ฝน หนาวมานับ 10 ปี ในที่สุดโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทยก็ก่อสร้างแล้วเสร็จ และพร้อมจะผลิตวัคซีนออกให้ประชาชนไทยได้ใช้ในอีก 3 ปีข้างหน้า คือในปี 2563

4 รัฐบาล 13 ปี กว่าจะเสร็จ"โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่(ไทย)"!!!

     นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการอภ. บอกถึงแผนการผลิตและกระจายวัคซีนไข้หวัดใหญ่ว่า โรงงานนี้มีกำลังการผลิตได้ปีละ 2 ล้านโด๊สและขยายกำลังการผลิตได้ถึง 10 ล้านโด๊สหากเกิดการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ ซึ่ง อภ.ประเมินว่าขาดทุนในการดำเนินงานตรงนี้ 40-50 ล้านบาท โดยแนวทางที่อยากจะให้รัฐบาลดำเนินการมาตรการช่วยเหลือ เช่น ลดเงินที่อภ.ต้องส่งเข้าคลังปีละ 400 – 500 ล้านบาทต่อปี หรือรัฐรับซื้อวัคซีนที่ผลิตได้ทั้งหมดแล้วกระจายให้สถานพยาบาล หรือหารือกับองค์การอนามัยโลกในการจัดหาวัคซีนร่วมกันของอาเซียน ซึ่งหากมีการสั่งซื้อและโรงงานผลิตวัคซีนปีละ 8 ล้านโด๊สจึงจะคุ้มทุนและอยู่ได้ อย่างไรก็ตามอภ.เป็นองค์กรที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไร

     หวังว่าในปี 2563 คนไทยจะได้ใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่สัญชาติไทย ไม่มีอะไรให้ต้องสะดุดอีก!!!

0 พวงชมพู ประเสริฐ รายงาน0

qualitylife4444@gmail.com

กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292605

กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐

วธ, ปัตตานี, กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐, กริชาภรณ์, ภูมิปัญญาอาเซียน, รำกริช, ซีละกริช

วธ. ร่วมกับจังหวัดปัตตานี เปิด “โครงการวัฒนธรรมเชื่อมใจชายแดนใต้สันติสุข “กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐”ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

       นายกฤษศญพงษ์  ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดโครงการวัฒนธรรมเชื่อมใจชายแดนใต้สันติสุข “กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ประจำปี 2560 ณ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี จังหวัดปัตตานี จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับจังหวัดปัตตานี มีพลโท อุกฤษณ์ อากาศวิภาต ที่ปรึกษาผู้แทนพิเศษของรัฐบาล นายจารุวัฒน์  เกลี้ยงเกลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายประยูรเดช  คณานุรักษ์  ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี นายกิตติพันธ์ พานสุวรรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล และสงขลา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น คณะวิทยากรและผู้เข้าร่วมเสวนาจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐

​ ปลัดวธ. กล่าวว่า วธ. มีนโยบายหลักในการใช้มิติวัฒนธรรมสร้างคนเป็นคนดี สังคมมีความปรองดอง สมานฉันท์ สร้างรายได้ให้ชุมชนสร้างความมั่นคงให้ประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สร้างภาพลักษณ์ เกียรติภูมิของไทยสู่เวทีโลก การจัดงานครั้งนี้ นับว่าตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล  ซึ่ง วธ.หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะส่งผลให้ประชาชนในท้องถิ่น เกิดความภาคภูมิใจ รักและหวงแหนมรดกวัฒนธรรมและมีส่วนร่วมในการสืบสาน ปกป้องคุ้มครองมรดกวัฒนธรรม นำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ที่สำคัญเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง อาวุธโบราณ กริช ผ้า และเครื่องแต่งกาย ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากนักวิชาการด้านกริช ผ้าและเครื่องแต่งกาย จากประเทศต่าง ๆ  อาทิ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และบรูไน รวมทั้ง วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องโลหะในประเทศไทยเข้าร่วมกิจกรรม ทาง วธ.จะนำไปรวบรวมองค์ความรู้เผยแพร่สู่คนรุ่นใหม่ สืบทอด อนุรักษ์ และพัฒนาต่อไป

กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐

 ​นายจารุวัฒน์  เกลี้ยงเกลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า จังหวัดปัตตานี มีความเป็นพหุวัฒนธรรมอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากหลักฐานที่ปรากฏชัด โดยเรียงลำดับอายุความเก่าแก่ เช่น ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว  วัดช้างให้ และมัสยิดกลางประจำจังหวัดปัตตานี  สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานบ่งบอกถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี สำหรับกริช และอาภรณ์ ก็เช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรม พัฒนาการทางด้านประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาของจังหวัดปัตตานีและดินแดนแถบนี้ได้เป็นอย่างดี

​       ทั้งนี้ ข้อมูลจาก นายประยูรเดช  คณานุรักษ์  ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี พอสังเขประบุว่า กริช เป็นอาวุธประจำตัวที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในสมัยก่อน นิยมใช้กันมากในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย สำหรับประเทศไทยนิยมในหมู่ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ กริชมีบทบาทเป็นทั้งอาวุธ และเครื่องประดับกายที่บ่งบอกถึงความเป็นชายชาตรีที่แสดงถึงความกล้าหาญ สถานะทางสังคม และเศรษฐกิจของผู้เป็นเจ้าของหรือของตระกูล ปัจจุบันช่างทำกริชลดน้อยลง ศิลปะการแสดงจากกริชอย่าง “รำกริช”และ “ซีละกริช” ก็หาชมได้ยากแล้ว อย่างไรก็ตาม การใช้กริชเพื่อบ่งบอกฐานะทางสังคมยังคงหลงเหลืออยู่บ้างในประเทศมาเลเซีย ที่สุลต่าน หรือชนชั้นสูงยังใช้กริชเป็นสัญลักษณ์ และกริชยังคงมีบทบาทหลงเหลืออยู่ในรูปแบบของเครื่องประดับในงานต่าง ๆ เช่น การเข้าสุนัต และการแต่งงาน เป็นต้น

กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐

​สำหรับการแต่งกาย จังหวัดปัตตานีเป็นจังหวัดหนึ่งใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้งประชาชน ที่นับถือศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม ซึ่งมีความนิยมที่เหมือนกัน คือ การนุ่งผ้าถุงหรือโสร่งทั้งหญิงและชาย ผู้ชายจะนุ่งผ้าโสร่งลายตาหมากรุก ผู้หญิงนิยมนุ่งผ้าโสร่งปาเต๊ะ สำหรับชาวไทยมุสลิมสิ่งที่สำคัญคือต้องมิดชิดตามหลักศาสนา ซึ่งการแต่งกายเช่นนี้มีวิวัฒนาการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตามลำดับ

ทปอ.แจงไม่ละเลย “เปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292626

ทปอ.แจงไม่ละเลย “เปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน”

ืทปอ, ทปอแจงไม่ละเลย, เปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน, ทีแคส, ทปอ, สจล, ปอมท, TCAS

ทปอ.ย้ำไม่ได้นิ่งนอนใจ “เปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน” รอผลวิจัยชี้ชัด แจงคณาจารย์ออกมาเคลื่อนไหวทำไ้ด้ ทปอ.ไม่ขัดข้อง พร้อมเผยค่าสมัคร”ทีแคส”

         จากการประชุมสามัญของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)และสมาคม ทปอ.ครั้งที่4/2560โดยมีศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธาน ทปอ. กล่าวภายหลังการประชุมว่า ทปอ. ครั้งนี้ ไม่ได้มีการหารือถึงเรื่องที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย(ปอมท.)ได้เรียกร้องให้ยกเลิกการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน และกลับไปเปิดปิดภาคเรียนตามเดิม คือ เปิดภาคเรียนที่1ช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคมและเปิดภาคเรียนที่2 ช่วงเดือนพฤษจิกายน-เดือนเมษายนของทุกปี และจะมีการยื่นหนังสือร้องเรียนถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ซึ่งทปอ.ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วและไม่ได้ละเลย หรือนิ่งนอนใจ

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทางทปอ.กำลังรอและติดตามผลงานวิจัย เรื่อง ผลกระทบเกี่ยวกับการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน ที่ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังดำเนินการจัดทำอยู่ และนอกจากนี้ยังจะต้องมีการวิจัยและศึกษาเพิ่มเติมในส่วนของการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ศึกษาในสถาบันอุดมศึกษากลาง (TCAS) ใหม่ด้วย เนื่องการจากช่วงเวลาการเปิดปิดภาคเรียนมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ซึ่งการออกมาเคลื่อนไหวของคณาจารย์มหาวิทยาลัยสามารถทำได้แน่นอน และถือเป็นตัวอย่างที่ดีของมหาวิทยาลัยไทยด้วย เพราะเราสนับสนุนเรื่องความคิดที่เป็นอิสระ โดยเฉพาะด้านวิชาการ หลักการ และเหตุผล ซึ่ง ทปอ. ไม่ได้มีข้อขัดข้องแต่ประการใด

ด้าน ผศ.ดร.ประเสริฐ์  คันธมานนท์ รองเลขาธิการทปอ.กล่าวว่าทปอ.มีมติเกี่ยวกับกับค่าสมัครการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบกลาง“Thai university Central Admission System (TCAS )”หรือ“ทีแคส”เริ่มในปีการศึกษา2561โดยค่าสมัครทีแคส รอบที่ 1 การรับจากแฟ้มสะสมงาน รอบที่ 2 การรับแบบโควตาที่มีการสอบข้อเขียนหรือข้อปฏิบัติ และรอบที่ 5 เป็นการรับตรงอิสระ ทปอ. จะให้เป็นอำนาจของมหาวิทยาลัยในการกำหนด แต่ในการรับรอบ 1 และ 2 มหาวิทยาลัยจะต้องจ่ายให้ ทปอ. เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดในระบบเคลียริ่งเฮาส์ 50 บาทต่อคนที่ผ่านการคัดเลือกจากทางมหาวิทยาลัย ส่วนค่าสมัครรอบที่3การรับตรงร่วมกันสาขาวิชาละ200บาทและค่าเคลียริ่งเฮาส์100บาทและค่าสมัครรอบที่4การรับผ่านการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นอันดับแรก150บาทอันดับต่อไป50บาท

ค่ายส่งเสริมโอกาสทางเลือกศึกษาต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292514

ค่ายส่งเสริมโอกาสทางเลือกศึกษาต่อ

ค่ายส่งเสริมโอกาส, พศ2560-2574, ปวช1   ม4

สพป.สุโขทัย เขต 2 จัดค่ายส่งเสริมโอกาสทางเลือกศึกษาต่อ และการพัฒนาฝีมือเด็กนักเรียนสายอาชีวศึกษา

       นายสัมพันธ์   จิตรธร  รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2   เปิดเผยว่าตามนโยบายของรัฐบาลได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านการศึกษาเพื่อการผลิตกำลังคนให้มีปริมาณ มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการและพัฒนาประเทศรวมทั้งแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่  12  (พ.ศ.2560-2574) ต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศ

ค่ายส่งเสริมโอกาสทางเลือกศึกษาต่อ

ตลอดจนแผนปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560  ของกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดสัดส่วนผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายประเภทอาชีวศึกษาต่อสามัญศึกษา (ปวช.1 :  ม.4) 40 : 60 และเพื่อต้องการให้ผู้ปกครองและผู้เรียนเห็นว่าการเรียนสายอาชีวศึกษานั้น จะช่วยให้ผู้เรียนมีงานทำได้มากกว่า  และมีอาชีพที่มั่นคง รวมถึงมีรายได้สูงขึ้น โดยให้มีการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาด้วย

ค่ายส่งเสริมโอกาสทางเลือกศึกษาต่อค่ายส่งเสริมโอกาสทางเลือกศึกษาต่อ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2   จึงได้มีการพัฒนาการส่งเสริมโอกาสเด็กนักเรียนมีทางเลือกในการศึกษาต่อหลังจากจบการศึกษาภาคบังคับ  และมีทักษะในการประกอบอาชีพ โดยการจัดค่ายสายอาชีวศึกษา  โดยกิจกรรมฐานฝึกปฏิบัติ ฝึกอาชีพตามหลักสูตร   ณ วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง  จังหวัดสุโขทัย  เพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้ในการฝึกปฏิบัติไปพัฒนาศักยภาพ   พัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่ส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการฝึกสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน  และสามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียน   ถือเป็นการแนะแนวการศึกษาต่ออีกทางหนึ่ง

ยิ่งอายุงานมากขึ้น…ยิ่งต้องรู้จักเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292499

ยิ่งอายุงานมากขึ้น…ยิ่งต้องรู้จักเรียนรู้

อายุงาน, มหาชน, แอดมิน

หากเลือกงานตามที่ใจรักได้ตั้งแต่แรกก็ถือเป็นความโชคดี แต่ถ้าหากเลือกไม่ได้ก็ต้องรู้จักปรับตัวให้รักในงานที่ทำ

      ในชีวิตของคนทำงานที่ผ่านไปแต่ละวัน บางคนกางปฏิทินรอคอยวันที่จะได้พัก บางคนนับนิ้วรอวันที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่วนบางคนก็ตั้งหน้าตั้งตารองานใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม จนลืมโฟกัสกับที่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า และกลายเป็นคนที่ออกจากบ้านไปทำงานในแต่ละวันด้วยความเลื่อนลอย

ด้วยเหตุนี้การค้นหาความหมายให้กับการทำงานในทุกๆ วันจึงเป็นสิ่งที่คนทำงานอย่างเราๆ ไม่ควรมองข้าม และต้องรู้จักทำให้ติดเป็นนิสัย วันนี้บุคลากรจากบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จะมาเล่าสู่กันฟังถึงประสบการณ์และแนวคิดที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีความสุขตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีของการอุทิศตนทำงานให้กับองค์กร

คุณนิธิมา บุญโพธิ์ เจ้าหน้าที่ธุรการอาวุโส ส่วนงานบริษัทร่วมทุน บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) สาวเก่งที่พกความร่าเริงแจ่มใสและความกระฉับกระเฉงมาเต็มร้อยกล่าวว่า วันแรกที่ก้าวเข้ามาทำงานอาจดูเหมือนเป็นการจับพลัดจับผลู เพราะเป็นงานที่ได้มาจากการติดสอยห้อยตามเพื่อนมากรอกใบสมัครที่บริษัท แต่ช่วงเวลาการทำงานที่ผ่านมาตลอด 20ปีได้ทำให้เธอตระหนักแล้วว่าตนเองคิดไม่ผิดที่คว้าโอกาสในวันนั้นเอาไว้

“ในทีแรกเราอาจจะยังไม่รู้หรอกว่าเราอยากทำอะไร แต่โอกาสที่เข้ามามันจะค่อยๆ เปิดประตูให้เราก้าวไปสู่ขั้นต่อไปเอง และถ้าเรารู้จักปรับตัว เราก็จะค้นพบกับเส้นทางที่ใช่สำหรับเรา” คุณนิธิมากล่าว

การเดินทางในฐานะบุคลากรอินทัชของคุณนิธิมาจะเริ่มต้นที่โชคชะตาและจังหวะ แต่เธอก็ได้พิสูจน์ให้องค์กร หัวหน้า และเพื่อนร่วมงานได้เห็นถึงความสามารถอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาตลอด 21 ปี จนทุกฝ่ายยอมรับและไว้ใจในความสามารถของ “แอดมิน” คนเก่งคนนี้

“ส่วนตัวดิฉันเอง ได้ทำงานหมุนเวียนไปยังแผนกต่างๆ อยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ฝ่ายการเงิน ฝ่ายกฎหมาย ฯลฯ ถึงแม้เนื้องานของแต่ละฝ่ายจะแตกต่างกัน แต่เราก็ต้องรู้จักปรับตัวให้ได้ แล้วท้ายที่สุดเราก็จะสนุกไปกับมันเอง เพราะมันทำให้เราได้ท้าทายตัวเองมากขึ้น เป็นโอกาสให้เราได้แสดงฝีมือ เพิ่มพูนความรู้ความสามารถและทักษะอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือทำให้ไม่รู้สึกเบื่องานด้วยค่ะ”

“โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เป็นยุคของคน Gen Y ก็ถือเป็นโอกาสดีที่คนรุ่นเก่าอย่างเราได้ปรับตัวตามคนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนจากทั้งเด็กๆ รุ่นใหม่ไฟแรง” คุณนิธิมากล่าวว่าเคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยสร้างความสุขในการทำงานคือการไม่ยึดติดอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเอง

“เราต้องตั้งรับการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงานให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่การงาน หรือจากปัจจัยภายนอก และต้องไม่กลัวเมื่อได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใหม่ๆ เพราะคนที่จะเก่งได้นั้นต้องทำงานยากให้เป็นและมีทักษะหลายด้าน”

คุณนิธิมาเผยว่าการได้ร่วมงานกับบรรดาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่ทันสมัยขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เธอได้เห็นอะไรที่กว้างไกลกว่าเดิมแล้ว ยังทำให้ได้เห็นแนวคิดและมุมมองการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ และน่าชื่นชมเอาเป็นแบบอย่าง

“คนที่เก่งในที่นี้หมายถึงว่านอกจากจะมีไอเดียในการทำธุรกิจดีแล้ว ยังรู้จักเปิดใจรับฟังผู้อื่น แล้วก็มีการบริหารจัดการ วางแผนต่างๆ ของบริษัทอย่างเป็นระบบ ทำให้บริษัทของเขาประสบความสำเร็จ”

ไม่หวั่นต่อการหมุนเวียนสลับตำแหน่งงานภายในองค์กร แต่คุณนิธิมาก็ยอมรับว่าโดยปกติแล้วตนเป็นคนที่ไม่ค่อยชินกับการเปลี่ยนแปลง อย่างหนึ่งที่เป็นข้อพิสูจน์คือการที่เธอเลือกอยู่กับองค์กรเดิมมาแล้วร่วม 20 ปีโดยไม่คิดที่จะเปลี่ยนไปที่ไหนอื่น เพราะคุ้นชินและรู้สึกสบายใจกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นอยู่แล้วนั่นเอง

“การที่บุคลากรจะอยู่กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นระยะเวลานานนั้น คงไม่ใช่แค่เพราะกลัวความเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่เป็นเพราะเขารู้สึกว่าได้พบกับเส้นทางที่ใช่ ในองค์กรที่ตอบโจทย์ให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าตอบแทนที่น่าพอใจ ตัวงานที่ท้าทายความสามารถ หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่ดี และสถานที่ทำงานที่ใกล้บ้านเดินทางสะดวก” คุณนิธิมาให้เหตุผล

“เพราะว่าเรารักและศรัทธาในองค์กร เชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร และทำงานที่เหมาะกับความสามารถและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ชีวิตจึงลงตัว”

คุณนิธิมายังเสริมอีกว่าประสบการณ์สอนให้เธอรู้ว่าผลสัมฤทธิ์ของการทำงานใดๆ นั้น มิใช่แค่การหวังผลกำไรทางธุรกิจและการสร้างความมั่งคั่งให้กับบริษัทเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเข้าไปมีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเกื้อหนุนสังคมผ่านองค์กรอีกด้วย

“ผู้บริหารเปรียบเสมือนเสาหลักขององค์กรค่ะ จากการทำงานร่วมกับผู้บริหารที่มีฝีมือมากว่า 20 ปี ดิฉันกล้าพูดได้เลยว่าถ้าผู้บริหารดี คอยสนับสนุนลูกน้อง องค์กรก็จะมีวัฒนธรรมที่ดีและพนักงานในองค์กรก็จะมีคุณภาพ เติบโตไปกับองค์กรได้อย่างมั่นคง” คุณนิธิมากล่าวด้วยรอยยิ้ม

นอกจากไฟในการทำงานแล้ว กำลังใจก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนทำงานต้องคอยเติมอยู่เสมอไม่ให้มอดดับลง คุณนิธิมากล่าวว่าอีกวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างกำลังใจในการทำงานคือ การสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้น่าอยู่ สนุกสนาน และตื่นเต้นอยู่เป็นประจำ ผ่านการทำกิจกรรมที่จะช่วยสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากร อย่างเช่นการจัดธีมการแต่งตัว เพื่อสร้างกิมมิคสนุกๆ ในสถานที่ทำงาน

คุณนิธิมา กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การทำงานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นเวลานานๆ ในที่สุดแล้วมันจะกลายความผูกพัน เหมือนเรามีครอบครัวที่คอยช่วยเหลือกันและสร้างเสียงหัวเราะให้กันในยามยากลำบากหรือในเวลาที่ท้อแท้ ทำให้เราทำงานทุกวันอย่างมีความสุข

“เรียนรู้สะเต็มศึกษา สู่ครูปฐมวัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292512

“เรียนรู้สะเต็มศึกษา สู่ครูปฐมวัย”

ครูปฐมวัย, เรียนรู้สะเต็มศึกษา, สู่ครูปฐมวัย

“สพป.เลย เขต 3 จัดการเรียนรู้ โครงงานและสะเต็มศึกษา สู่ครูปฐมวัย “ พัฒนาการคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา

     การศึกษาปฐมวัยเป็นการศึกษาที่มีความสำคัญ เพราะเป็นรากฐานของชีวิตมนุษย์และมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนเราเป็นอย่าง เพราะการศึกษาในช่วงวัยนี้เป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กได้เจริญเติบโตเต็มตามศักยภาพ  โดยมีหลักการสำคัญคือ การอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษาที่เป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต  เพื่อมุ่งให้เด็กพัฒนาทุกด้าน  ทั้งร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคมและสติปัญญาอย่างสมดุล  เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและเป็นอนาคตของชาติ  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาปฐมวัยโดยได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1  หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน   โดยให้มีกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการครูผู้สอนปฐมวัยโรงเรียนในโครงการ เรื่องการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานแบบ สะเต็มศึกษา และจัดทำชุดพัฒนาแบบฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษ

"เรียนรู้สะเต็มศึกษา สู่ครูปฐมวัย"

กลุ่มงานหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย  กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 3  จึงได้จัดทำโครงการ “การส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนที่จัดการศึกษาปฐมวัย” ปีงบประมาณ 2560 ขึ้น ตระหนักเห็นความสำคัญเพื่อให้ครูผู้สอนระดับปฐมวัยและนักเรียนปฐมวัย มีผลพัฒนาการคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาดังกล่าว

"เรียนรู้สะเต็มศึกษา สู่ครูปฐมวัย"
ด้านนายประพัตร์  อ่ำนาเพียง ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา กล่าวว่า  การจัดอบรมในครั้งนี้ เพื่อให้ครูผู้สอนระดับปฐมวัยมีความรู้ ความเข้าใจกิจกรรมการเรียนรู้  เรื่องการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน/แบบสะเต็มศึกษา และจัดทำชุดพัฒนาแบบฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษ   สำหรับครูปฐมวัย เพื่อให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาเตรียมความพร้อม  เรื่องการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน/แบบสะเต็มศึกษา และจัดทำชุดพัฒนาแบบฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษ   และเพื่อให้โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนระดับปฐมวัยมีผลงานทางโครงงาน/สะเต็มศึกษา และสื่อการเรียนรู้แบบฝึกทักษะทางภาษาไทยและภาษาอังกฤษนำมาเสนอแลกเปลี่ยนกัน

การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292511

การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง

นาซ่า, Dr Albert Sacco  อดีตนักบินอวกาศองค์การนาซา, สสวท, STEM Education, MIT, RAPID

สสวท.จัดกิจกรรมพิเศษสร้างแรงบันดาลใจ Dr. Albert Sacco  อดีตนักบินอวกาศองค์การนาซา“อย่าปล่อยให้ความกลัวมาขวางทางฝัน – การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง”

        กิจกรรมพิเศษสร้างแรงบันดาลใจ “อย่าปล่อยให้ความกลัวมาขวางทางฝัน – การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง” หรือ “Never let your fears get in the way of your dreams – one man’s journey to the stars” โดย Dr. Albert Sacco  อดีตนักบินอวกาศองค์การนาซา จัดโดย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดมาบรรยายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน ครูและผู้สนใจเพื่อเป็นแนวทางการเรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มศึกษา (STEM Education) โดยการศึกษาแบบสะเต็ม มุ่งพัฒนาทักษะชีวิต สู่การประกอบอาชีพในอนาคต  “สะเต็มศึกษาไม่ใช่เพื่อการสร้าง แต่เพื่อเพิ่มทักษะพื้นฐานให้อยู่ได้กับโลกที่เปลี่ยนแปลง”

 การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง

         Dr. Albert Sacco  อดีตเป็นนักบินอวกาศองค์การนาซานั้น จบปริญญาเอกทางด้านวิศวกรรมเคมี จาก สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เป็นคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ Edward E. Whitacre ที่มหาวิทยาลัย Texas Tech เข้าร่วมโครงการกระสวยอวกาศโคลัมเบีย ในปี ค. ศ. 1995 และเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของ International Academy of Astronautics เขาได้รับรางวัลมากมายรวมถึงปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 4 ครั้ง (วิทยาศาสตร์ 2 ครั้ง วิศวกรรม 2 ครั้ง) และได้รับรางวัล Nation’s Space Flight Metalในปี ค.ศ. 1995 และได้รับรางวัลนักเคมีดีเด่นประจำปี ค.ศ. 2010 จาก New England Institute of Chemists ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของ American Institute of Chemical Engineering และเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารของ Institute of Manufacturing Institute (RAPID)  ซึ่งเป็นกลุ่มสถาบันการศึกษาภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นด้านความรู้ทางด้านวิศวกรรมเคมี เพื่อลดต้นทุนการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานและทรัพยากร เพิ่มผลผลิตโดยรวม อีกทั้งเป็นทูตสะเต็ม STEM ผู้สนับสนุนความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย รวมทั้งการรวมกลุ่มชนกลุ่มน้อยและความไม่เสมอภาคทางเพศ รวมถึงเป็นนักดำน้ำอีกด้วย นอกจากนี้ยังกล่าวอีกด้วยว่า

 การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง

“ที่ผ่านมาการเป็นนักบินอวกาศไม่ได้เปลี่ยนแปลงความเป็นตัวเรา แต่เป็นการเพิ่มประสบการณ์เปิดโลกทัศน์ให้กว้างมากยิ่งขึ้น สามารถทำการทดลองสิ่งที่ไม่สามารถทำบนโลกได้ เช่น การทดลองเกี่ยวกับไฟ ซึ่งเมื่ออยู่บนโลก ไฟจะเคลื่อนไหวพุ่งไปบนอากาศตลอดเวลา แต่หากอยู่ในอวกาศ ไฟจะมีลักษณะที่คงที่จับตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อน ทำให้ทำการทดลองได้ง่ายขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ การจะเป็นคนเก่งไม่ใช่เก่งแค่ในตำรา ความรู้สามารถหาได้จากทุกๆที่รอบตัวเราเสมอ ต้องเป็น  คนช่างสงสัย กล้าคิด กล้าถาม กล้าลงมือทำ และจงเชื่อมั่นในตัวเอง ทิ้งความกลัวเดินตามฝันอย่าท้อถอย”

นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญของเยาวชนที่จะได้เปิดโลกไปสู่อวกาศ ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้มีประสบการณ์ตรงจากนาซาอย่างใกล้ชิด โดยนักเรียนที่เข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษต่างรู้สึกประทับใจ และเกิดเป็นแรงผลักดันในการเรียนรู้ STEM อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

 การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง

น.ส.อาพิชชนันท์ ติปยานนท์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสถาม – ตอบ กับอดีตนักบินอวกาศจากนาซาอย่างใกล้ชิด และประสบการณ์ที่ Dr. Albert Sacco  ได้บรรยายในครั้งนี้ เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ เสมือนจริง ทำให้รู้ว่า การเรียนรู้แบบ STEM มีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำงาน และก้าวไปสู่อาชีพในฝัน

น.ส.ฟ้าใส แก้วพิกุล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กล่าวว่า การได้ฟังบรรยายพิเศษ “อย่าปล่อยให้ความกลัวมาขวางทางฝัน – การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง” ได้รับทั้งความรู้ และแรงผลักดันมากขึ้น ทำให้รู้ว่า “โลกกว้างกว่าที่เราคิด” ตลอดจนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการทำสิ่งดีๆ ที่เป็นเป้าหมายในชีวิต ซึ่งตั้งใจว่า จะศึกษาจนจบปริญญาเอก และเป็นอาจารย์สอนควบคู่กับการคิดค้นงานวิจัยที่เป็นประโยชน์