เปิดรั้วโรงเรียนอินเตอร์หัวใจไทย พร้อมสอนจริงสิงหาฯนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277690

เปิดรั้วโรงเรียนอินเตอร์หัวใจไทย พร้อมสอนจริงสิงหาฯนี้

เปิดรั้วโรงเรียนอินเตอร์หัวใจไทย พร้อมสอนจริงสิงหาฯนี้

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรรชัย กำเหนิดพลอย และ ก้อง-กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี มาร่วมชมโรงเรียน

ไทยอินเตอร์เนชั่นแนลสกูล จัด Open House เปิดโรงเรียนให้ผู้ปกครองเข้าชมความพร้อมของทุกห้องเรียน ก่อนเปิดสอนระดับ เตรียมอนุบาล-Grade 5 เดือนสิงหานี้ เน้นสร้างกระบวนการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เรียนรู้จริงตามวัย ครูต้องมีจิตวิญญาณ บนพื้นฐานสังคมวัฒนธรรมไทยสู่สากล

อ.มัลลิการ์ ธรรมวัฒนะ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนไทยอินเตอร์เนชั่นแนลสกูล เผยถึงการจัดงาน Open House TIS ว่าเนื่องจากมีผู้ปกครองที่สนใจโรงเรียนเป็นจำนวนมาก และอยากเข้าชมโรงเรียน ขณะนี้การก่อสร้างอาคารเรียน ในเฟสแรกจากทั้งหมด 5 เฟส ซึ่งเป็นส่วนของอาคารทรงกลม หรืออาคารพฤหัสจรัสแสงนั้น แล้วเสร็จไปกว่า 90% ดังนั้นเพื่อสร้างมั่นใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของโรงเรียนที่สามารถให้การเรียนการสอนกับเด็กได้แน่นอน จึงได้เปิดให้ชมบรรยากาศของโรงเรียนจริง ทั้งในส่วนของ ห้องเรียน Smart Classroomห้องประกอบและส่งเสริมการเรียนรู้ต่างๆ อาทิ ห้องสมุดแนวคิดใหม่ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ สระว่ายน้ำ ฯลฯ ก่อนจะเปิดสอนเทอมแรก ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึง Grade 5 ในเดือนสิงหาคมนี้


รศ.ดร.จงรักษ์ ไกรนาม ประธานคณะผู้ก่อตั้ง TIS

บรรยากาศภายในงาน นอกจากมีผู้ปกครองกว่า 100 ครอบครัวที่เข้าร่วมชมห้องเรียน ห้องกิจกรรม ต่างๆ แล้ว ยังมีการแสดง ทั้ง การขับร้องเพลง TIS I Call My Home ซึ่งเป็นเพลงประจำโรงเรียน โดยน้องเทียร่า ธรรมวัฒนะ บุตรสาว ดร.นพดล ธรรมวัฒนะ การแสดงแฟชั่นโชว์ชุดนักเรียน อวดความน่ารักของเหล่านักเรียน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลือกโรงเรียนให้ลูกของครอบครัวดาราที่พร้อมใจกันมาร่วมงาน อาทิ ก้อง- กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี ซึ่งจะดูในเรื่องของหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนก่อน โดยเฉพาะในส่วนของการสอนภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ญี่ปุ่นและ ภาษาอื่นๆ ที่จำเป็นในการสื่อสารในยุคโลกาภิวัตน์ ครอบครัว เบนซ์-พรชิตาและ มิค-บรม วุฒิหิรัญยัษฐิติ นั้นจะเลือกโรงเรียนที่ลูกชอบก่อน เพราะถ้าลูกรู้สึกชอบโรงเรียนแล้ว ก็จะทำให้อยากมาโรงเรียน จากนั้นก็จะเป็นเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน ส่วน จูน–กษมา ศิลาชัย ซึ่งฉายเดี่ยวมาพร้อมน้องออกัส ออการ์ ก็จะเลือกโรงเรียนที่ใกล้บ้านก่อน เพราะลูกจะได้ไม่เหนื่อย จากนั้นก็จะดูที่สภาพความพร้อม ความปลอดภัยของโรงเรียน และ หลักสูตรการสอน ส่วน คุณแม่นางสาวไทย นุ้ย- สุจิรา หลีระพันธ์ ก็มีเน้นเรื่องหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างไร ประสบการณ์ของครูผู้สอน บรรยากาศ และความปลอดภัยของโรงเรียน ฯลฯ ที่ต้องเหมาะสมกับลูกๆ มากที่สุด

ในส่วนหลักสูตรการเรียนการสอนนั้น รศ.ดร.จงรักษ์ ไกรนาม ประธานคณะผู้ก่อตั้ง โรงเรียนไทยอินเตอร์เนชั่นแนลสกูล เปิดเผยว่า TIS ใช้มาตรฐานหลักสูตรอเมริกันที่เชื่อในปรัชญาธรรมชาตินิยม ปรัชญาการศึกษาปฏิบัตินิยม ปรัชญาสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ใช้ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา และจิตวิทยา มาบูรณาการให้เหมาะสมกับกระบวนการจัดการเรียนการสอน และจุดยืนของสังคมวัฒนธรรมไทยเด็กสามารถใช้ภาษาอังกฤษทั้งการพูด อ่าน เขียน ได้ดีใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา พร้อมกับเป็นผู้มีศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม รู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบ มีสัมมาคารวะ สุภาพ อ่อนโยน เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมและประเทศชาติ ดั่งคำขวัญของโรงเรียนคือ สำนึกไทย สร้างไทย สู่สากล


ชยพล-สุจิรา หลีระพันธ์

สำหรับผู้ปกครองที่สนใจจะเข้าชม Open House โรงเรียนไทยอินเตอร์เนชั่นแนลสกูล สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 094-5245456

กรุงเทพประกันภัย มอบห้องน้ำ และเครื่องกรองน้ำดื่ม โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277664

กรุงเทพประกันภัย มอบห้องน้ำ  และเครื่องกรองน้ำดื่ม โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ฯ

กรุงเทพประกันภัย มอบห้องน้ำ และเครื่องกรองน้ำดื่ม โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ฯ

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำโดย ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการมูลนิธิกรุงเทพประกันภัย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารบริษัทกรุงเทพประกันภัย ร่วมกิจกรรมในโครงการการมอบห้องน้ำและเครื่องกรองน้ำดื่มสะอาดให้แก่โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ (จันทร์เอียงทับทิมราษฎร์) จ.สมุทรสงคราม ซึ่งทั้ง 2 โครงการเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ 70 ปีกรุงเทพประกันภัย เนื่องในวาระพิเศษที่บริษัท ครบรอบ 70 ปีแห่งการดำเนินงาน ในปี 2560 เพื่อส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในการสร้างสุขอนามัยที่ดีอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.สุรินทร์ ศรีสนิท รักษาการราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม และ กาญจนา อาทยะกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดแก่นจันทน์ฯ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ฯ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2560

กิจกรรมในครั้งนี้ได้มีการมอบห้องน้ำที่ได้จัดสร้างขึ้นใหม่และมอบเครื่องกรองน้ำดื่มที่สะอาดแล้ว บริษัทยังได้มีการสนับสนุนกิจกรรมด้านการศึกษา โดยจัดโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้และได้รับประสบการณ์จากการอ่านมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทได้จัดมุมหนังสือ และสนับสนุนตำรา หนังสือเรียน และหนังสือความรู้อื่นๆ นอกจากนี้พนักงานจิตอาสาของบริษัท ยังได้ร่วมกันปรับภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบห้องน้ำที่ได้จัดสร้างใหม่ให้มีทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น และร่วมกันสอนนักเรียนพับกระดาษ และเล่านิทานให้นักเรียนให้ได้รับความรู้และความเพลิดเพลิน รวมทั้งกิจกรรมสันทนาการ เพื่อช่วยสร้างเสริมคุณภาพการศึกษาที่ดีและสร้างความสุขให้แก่เด็กนักเรียนอีกด้วย


คณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา ร่วมมอบห้องน้ำ เครื่องกรองน้ำดื่มสะอาด และหนังสือตำราเรียนให้แก่โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ฯ


เครื่องกรองน้ำดื่มสะอาด ในโครงการ 70 ปี กรุงเทพประกันภัย


ห้องน้ำเพื่อสุขอนามัยที่ดีของเด็กนักเรียน


มอบหนังสือตำราเรียน ในโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน


พนักงานจิตอาสาเล่านิทานให้เด็กนักเรียนได้เพลิดเพลิน


พนักงานจิตอาสาสอนการพับดอกไม้จากกระดาษสี

อนาคตประชาธิปไตย ‘สังคมไทย’ตัวแปรสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277702

อนาคตประชาธิปไตย  ‘สังคมไทย’ตัวแปรสำคัญ

อนาคตประชาธิปไตย ‘สังคมไทย’ตัวแปรสำคัญ

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นับจากเดือนมิถุนายนปี 2475 ซึ่งมีเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองสู่ ระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ในการเลือกผู้นำผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในปี 2560 นี้ก็เป็นปีที่ 85 เข้าไปแล้ว แต่ดูเหมือน จะไม่ไปถึงไหน การเมืองไทยยังวนเวียนอยู่กับการเลือกตั้งแล้วเกิดวิกฤติทางการเมือง เกิดความขัดแย้งทะเลาะวิวาท จบด้วยทหารออกมารัฐประหารยึดอำนาจ

แต่พอเป็นรัฐบาลทหารก็มีปัญหาในอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น ด้านเศรษฐกิจและการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นานวันเข้าทั้งกระแสเรียกร้องภายในประเทศและแรงกดดันจากนานาชาติ ลงท้ายกองทัพก็ต้องวางมือและคืนอำนาจให้ประชาชน กลับสู่การเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งเพื่อรอคอยเวลาที่จะวนเข้าสู่วงจรเดิม ซึ่งก็ยังไม่มีใครกล้าการันตีว่า วังวนนี้จะจบสิ้นลงเมื่อใด?

เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งก็ดี ประชาธิปไตยก็ดี การศึกษาหรือวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากมักมุ่งไปที่บทบาทของ “ผู้นำ-ชนชั้นปกครอง” เพราะมองว่าคนเหล่านี้“มีอำนาจ” นำพาสังคมไปในทิศทางที่ต้องการได้ ทว่าก็ต้องไม่ลืม “ประชาชนคนทั่วไป” ที่แม้แต่ละคนจะไม่มีอำนาจอะไร แต่หากประชาชนจำนวนมาก “เห็นตรงกัน” ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเกิดเป็น “กระแสสังคม” เมื่อนั้นย่อมกลายเป็นอีกพลังอำนาจที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

ที่งานเสวนา “85 ปีประชาธิปไตยไทยจะไปไหนดี” ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดประเด็นคำถามไว้อย่างน่าสนใจว่า “ตกลงแล้วสังคมไทยต้องการประชาธิปไตยจริงหรือไม่?” เพราะหากยังไม่ตกผลึกในประเด็นดังกล่าว ถึงจะอธิบายว่าระบอบประชาธิปไตยมีข้อดีอย่างไรย่อมไม่มีประโยชน์

“กองทัพจะออกมายึดอำนาจไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่คนไทยจำนวนมากเห็นว่าไม่จำเป็นต้องประชาธิปไตย นี่คือคำถามแรกที่ต้องตอบ ตกลงเราต้องการประชาธิปไตยหรือเปล่า?” ดร.ปริญญา กล่าว

คำถามต่อไป “แล้วทำไมต้องประชาธิปไตย?”รองอธิการบดี มธ. อธิบายถึงความสำคัญของประชาธิปไตย ว่าเพราะในความเป็นจริงจะเป็นรัฐบาลที่มีที่มาแบบไหน “มีโอกาสเกิดปัญหาได้พอกัน” แต่สิ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยต่างจากระบอบอื่นๆ คือ“กลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ผ่านหลักการ “แบ่งแยกอำนาจ 3 ฝ่าย” คือนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เพื่อไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไปจนไม่อาจถูกทักท้วง

ยกตัวอย่าง “กฎหมายพิเศษ” ที่ให้อำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แบบ “เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและเป็นที่สุด” กับผู้นำตัดสินใจเพียงผู้เดียวการใช้อำนาจแบบนี้หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา แน่นอนตอบได้อย่างเดียวว่า “ทำใจ” เพราะไม่มีศาลไหนรับฟ้อง ต่างจากการเมืองแบบเลือกตั้ง ที่หากรัฐบาลทำผิดพลาดแล้วประชาชนได้รับผลกระทบยังสามารถไปฟ้องศาลต่างๆ ได้

นอกจากนี้ แม้ตัวผู้นำจะเป็นคนดี แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าพรรคพวกบริวารของผู้นำจะเป็นคนประเภทเดียวกัน ที่สำคัญ มนุษย์ทุกคนมีอายุขัยจำกัด ถึงเวลาหนึ่งก็ต้องจากโลกนี้ไป จะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้นำคนใหม่จะเป็นคนดีอย่างคนเก่า บทสรุปของทั่วโลกจึงออกมาอยู่ที่การออกแบบระบอบการปกครองที่มีหลักการตรวจสอบถ่วงดุลและแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งก็คือหลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย และย้ำว่า รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลเกิดไม่ได้ทั้งจากการรัฐประหารและการเลือกตั้ง แต่จะเกิดได้จากการมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็งเท่านั้น

“ผมยกตัวอย่างเรื่องการแบ่งเค้กระหว่างคน 2 คน วิธีการที่จะให้นาย ก ตัดเค้กขนาดเท่ากันแบ่งให้นาย ข ไม่ใช่การร้องขอให้นาย ก เป็นคนดี เพราะเราไม่รู้หรอก นาย ก จะเป็นคนดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่ต้องให้นาย ก ตัดเค้กอย่างเดียว แล้วให้นาย ข เป็นคนเลือกเค้ก ถ้านาย ก ตัดเค้กชิ้นใหญ่ คนเลือกคือนาย ข ผลลัพธ์คือนาย ก ก็จะได้เค้กชิ้นเล็ก ดังนั้นถ้านาย ก ไม่อยากกินเค้กชิ้นเล็กก็จะต้องตัดแบ่งเค้กให้เท่ากัน นี่คือหลักการแบ่งแยกอำนาจ ผู้มีอำนาจเรื่องใดต้องไม่มีประโยชน์ในเรื่องนั้น” ดร.ปริญญา ยกตัวอย่าง

อีกปัจจัยในระดับประชาชน รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงบทบาทของ “ชนชั้นกลาง” ว่ามีความสำคัญมาก ระดับ“ตัวแปรชี้ชะตา” สังคมนั้นว่าจะเดินไปในทิศทางใดเรื่องนี้ถูกพิสูจน์มาแล้วทั่วโลก ทว่าสำหรับประเทศไทยชนชั้นกลางไทยไม่ค่อยอยากเป็นพันธมิตรกับชนชั้นกลางระดับล่างหรือชนชั้นล่าง แต่กลับพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะขึ้นไปเป็นชนชั้นสูง

“ชนชั้นกลางไทยอยากจะทำตัวไฮโซ ถือกระเป๋าแบรนด์เนม ไปพักผ่อนต่างประเทศ และมีแนวคิดเป็นพันธมิตรกับชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม อันนี้เป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยไม่ไปถึงไหน เพราะชนชั้นกลางเป็นชนชั้นที่มีพลังที่สุดในการเปลี่ยนแปลง ถ้าชนชั้นกลางไม่ขยับ ยังรักษาผลประโยชน์ของตนเองอันคับแคบ ก็จะกลายเป็นพลังเหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตย จะทำอย่างไรให้ชนชั้นกลางตระหนักถึงผลประโยชน์ของตนเองที่จะอยู่ร่วมกับชนชั้นอื่นๆแทนที่จะไปอยู่ร่วมกับชนชั้นนำ อันนี้คือโจทย์ใหญ่” ดร.สิริพรรณ ระบุ

อีกด้านหนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะเป็น “ความหวัง” ให้สังคมไทยได้มากน้อยแค่ไหน? คำถามนี้ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ซึ่งเป็น 1 ในคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับนี้ ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560สาระสำคัญคือพยายาม “ลดอำนาจรัฐ” โดยเฉพาะระบบราชการลง แล้ว “เพิ่มอำนาจประชาชน” ให้เข้มแข็งขึ้น เช่น มาตรา 51 เปิดช่องให้ประชาชน “ฟ้องรัฐ” ได้หากรัฐไม่ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 58 เมื่อจะมีโครงการขนาดใหญ่ไม่ว่าภาครัฐทำเองหรือมอบหมายให้เอกชนทำแทน ต้องมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และต้องมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมด้วย, มาตรา 77 การออกกฎหมายใหม่หรือแก้ไขกฎหมายเดิมต้อง “รับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องเสียก่อน” ภาครัฐจะออกกฎหมายเองในทันทีอย่างในอดีตไม่ได้ ขณะที่อีกกลไกสำคัญคือ “แนวทางปฏิรูป” ซึ่งพยายามเขียนให้ครอบคลุม เช่น เกษตรกรต้องมีที่ดินของตนเอง ต้องมีน้ำใช้เพียงพอ เป็นต้น หวังแก้ปม “ความเหลื่อมล้ำ” ที่อยู่กับสังคมไทยมานาน

“อย่างเรื่องโครงสร้างระบบอุปถัมภ์เราพยายามปฏิรูปโดยเฉพาะเรื่องการศึกษาพยายามเปลี่ยนทัศนคติคน ให้เน้นการทำงานตามความถนัด ไม่เน้นปริญญา เพราะพอเน้นปริญญามันก็แข่งกัน วิ่งเต้นเอาลูกเข้าโรงเรียนก็ไปตอกย้ำอีก ลูกคนมีสตางค์ ลูกคนนามสกุลใหญ่ได้เข้าโรงเรียนดีๆ แต่ลูกคนตัวเล็กๆ ไม่ได้เข้าไปวิ่งกันเข้ามหา’ลัยดังๆ ก็ไปสร้างสังคมแบบนั้น” ดร.ชาติชาย กล่าว

กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญท่านนี้ ยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ปรากฏการณ์ “เสื้อสี” ที่หมายถึงประชาชนมีมุมมองความเห็นที่แตกต่างกัน หลังจากนี้ก็คงยังมีอยู่ไม่หายไปไหน แต่จะทำอย่างไรที่ความขัดแย้งจะไม่รุนแรงถึงขั้นอยู่ร่วมกันไม่ได้? เพราะต้องยอมรับว่าหลายสิบปีมานี้ ระบบทุนนิยมโลกมีอิทธิพลมากขึ้น สวนทางกับระบบราชการที่ด้อยประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ ขณะที่ พรรคการเมือง แทนที่จะเป็น “ตัวกลาง”ประสานความร่วมมือกับทุกกลุ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ แต่กลับ “เอาง่ายเข้าว่า” มุ่งหาเฉพาะฐานเสียงที่ดูแล้วเป็นของตนเองแน่นอนเท่านั้น

เช่น บางพรรคสนิทสนมกับเครือข่ายระบบราชการหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยม ก็เข้าหาแต่กลุ่มนั้น ส่วนบางพรรคที่เห็นช่องว่างบางอย่างก็มุ่งเข้าหาแต่ชาวไร่ชาวนาคนระดับล่าง แต่ไม่ได้มองปัญหาประเทศโดยรวม มุ่งเพียงเรื่องเดียวคือหาคะแนนเสียงสะสมไว้สำหรับเข้าไปในสภา เมื่อรวมกับการปล่อยให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและข้ามชาติมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและ “เศรษฐกิจนอกระบบ” ก็มีสัดส่วนอยู่มาก มันซับซ้อนไปหมด จึงเป็นปัญหากับคนด้อยโอกาสหรือที่อยู่ระดับล่าง

“ความเป็นประชาธิปไตยเราก็อยากจะเป็น แต่ประชาชนก็ต้องการประสิทธิภาพ ก็ต้องการยอมรับประชาธิปไตยที่มีอำนาจนิยมแฝงอยู่บ้าง ประเทศไทยเรากำลังเผชิญ 2 สิ่งนี้ แต่ภายใต้โลกที่กดดันเราทุกด้าน และปัญหาประเทศเราแทบทุกเรื่อง ทรัพยากร เศรษฐกิจ คุณภาพคน ราชการ มันก็ต้องหาทางออก แน่นอนมันคงไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ขอใช้คำว่าประชาธิปไตยแบบประนอมอำนาจหรือเป็นประชาธิปไตยแบบฟื้นฟู ก็ต้องประคองไปก่อน”กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญท่านนี้ ฝากทิ้งท้าย

เผยนวัตกรรมเทคโนโลยีวินิจฉัย หัวใจเต้นผิดจังหวะลดโรคไหลตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277681

เผยนวัตกรรมเทคโนโลยีวินิจฉัย  หัวใจเต้นผิดจังหวะลดโรคไหลตาย

เผยนวัตกรรมเทคโนโลยีวินิจฉัย หัวใจเต้นผิดจังหวะลดโรคไหลตาย

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกียรติศักดิ์ ไชยนนท์ และ ธนุต กิ่งงาม

“โรคไหลตาย” หรือบางคนเรียกว่า “โรคหัวใจวายเฉียบพลัน” เกิดจาก “ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” ซึ่งผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้มักพบว่าสุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคร้ายแรงใด แต่พอเข้านอนแล้วหัวใจก็หยุดทำงานไปเฉยๆ จึงเป็นเรื่องที่หลายคนหวาดกลัว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศวัยโดยเฉพาะคนวัยทำงานและคนสูงอายุโดยองค์กร National Organization for Rare Disorder ให้ข้อมูลว่าทั่วโลกพบคนเป็นโรคไหลตายในอัตรา 5 คนต่อ 10,000 คนถือเป็นอัตราที่น่าตกใจ

นายแพทย์กุลวี เนตรมณี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจแปซิฟิกริมลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา และ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้ความรู้ว่า ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นภัยเงียบที่อาจสร้างความเสียหายอย่างถาวรให้กับหัวใจ หรือรุนแรงถึงขั้นผู้ป่วยเสียชีวิตได้ เพราะบางรายไม่แสดงอาการให้เห็นขณะมาตรวจหรือมีอาการเกิดขึ้นเพียงบางเวลา ขณะที่บางรายมีอาการ เช่นวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่นหายใจขัด เจ็บแน่นบริเวณหน้าอก เป็นลมหมดสติ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุความผิดปกติอย่างแม่นยำตรงจุด


นพ.กุลวี เนตรมณี

“ปัจจุบันมีการคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยี CardioInsight หรือ CardioInsightMappingSolution ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างแผนที่ไฟฟ้าแบบ 3 มิติ สามารถวิเคราะห์ตรวจจับทิศทางสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจได้ทั่วทั้งดวง ซึ่งเครื่องมือนี้มีลักษณะเป็นเสื้อกั๊กที่ฝังอิเล็กโทรดตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจจำนวน 252 ตำแหน่งบนเสื้อสามารถตรวจจับทิศทางสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจได้ทั่วทั้งดวง ยิ่งเมื่อนำข้อมูลที่ได้ประมวลผลร่วมกับข้อมูลจากเครื่อง CT Scan จะเห็นภาพชัดเจนว่าเกิดความผิดปกติในจุดไหน โดยไม่ต้องผ่านหรือสอดใส่เครื่องมือเข้าไปในร่างกายผู้ป่วยเหมือนในอดีตจึงปลอดภัยยิ่งขึ้น ลดการบาดเจ็บ ความเครียด และวิตกกังวลของผู้ป่วยลงไปได้ ข้อสำคัญคือช่วยให้แพทย์ทำการวินิจฉัยและรักษาได้แม่นยำเข้าถึงตำแหน่งเฉพาะได้ดียิ่งขึ้น”

นายเกียรติศักดิ์ ไชยนนท์ อายุ 37 ปีผู้ป่วยที่เคยเฉียดตายด้วยโรคไหลตายเล่าถึงการรอดชีวิตหวุดหวิดว่า “วันหนึ่งอยู่ๆ ผมก็นอนหลับไปคนมาเรียกก็ไม่รู้สึกตัวจนต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลคุณหมอบอกว่าผมเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ และให้ผมใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจซึ่งจะช็อตผมทุกครั้งที่เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเพื่อช่วยให้หัวใจผมกลับมาสู่สภาวะปกติ แต่ทุกครั้งที่เครื่องช็อตหัวใจมันเหมือนคนโดนไฟช็อตแต่มาช็อตที่หัวใจ รู้สึกเจ็บและอึดอัดมาก ไม่รู้เลยว่าเครื่องจะช็อตเราขึ้นมาอีกเมื่อไหร่เป็นภาวะที่เครียดอยู่ไม่เป็นสุขเลย แต่เมื่อไม่นานมานี้ผมได้รับการส่งตัวให้มารับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่อง CardioInsight หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่เคยถูกเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจช็อตอีกเลยรู้สึกดีใจมากที่ได้กลับมาใช้ชีวิตแบบคนปกติ”


ชารู รามันนาธาน

เช่นเดียวกับหนุ่มน้อย นายธนุตกิ่งงาม วัย 19 ปี อาชีพช่างทำฝ้าเพดาน เล่านาทีชีวิตว่า “ตอนนั้นอายุ 17 ปี ขณะกำลังนั่งคุยเล่นกับเพื่อนๆ อยู่ดีๆ ก็หลับไปเลยมารู้ตัวอีกทีก็อยู่โรงพยาบาลแล้วเพื่อนบอกว่าเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่นเลยช่วยกันปั๊มหัวใจขณะเอาผมขึ้นรถส่งโรงพยาบาล พอมาถึงโรงพยาบาลเขาก็ปั๊มหัวใจต่อผมเป็นโรคไหลตายมา 2 ปีแล้วที่ต้องใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจมันทำให้เราใช้ชีวิตยากลำบากมาก ต้องอยู่กับความกลัวหวาดระแวงตลอดว่าเมื่อไหร่เครื่องจะกระตุกมาช็อตหัวใจอีก สุดท้ายคุณหมอส่งผมมารับการตรวจด้วย CardioInsightซึ่งผมสวมใส่เสื้อกั๊กนี้แค่แป๊บเดียวเท่านั้นรู้สึกเย็นๆ เวลาใส่ ไม่เจ็บอะไร ผมไม่ต้องเจ็บตัวและเสี่ยงกับการสอดสายสวนตรวจเข้าไปในร่างกายบริเวณหัวใจตรวจแบบเมื่อก่อนอีกตอนนี้ผมใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไปแล้วครับและที่สำคัญต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตงดการดื่มของมึนเมา ไม่สูบบุหรี่ก็อยากจะขอบคุณผู้คิดค้นประดิษฐ์เครื่องนี้ขึ้นมาและทีมแพทย์ผู้รักษา”

นางสาวชารู รามันนาธาน ผู้ก่อตั้งCardioInsight จากสหรัฐอเมริกา เผยว่า “ประเทศไทยนับเป็นแห่งที่ 3 ของโลกและเป็นแห่งแรกของเอเชียที่มีนวัตกรรมนี้ ซึ่งอยู่ที่ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยโรงพยาบาลอีก 2 แห่งที่มีเครื่องมือนี้คือโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยบอร์กโดซ์ในประเทศฝรั่งเศส และโรงพยาบาลแฮมเมอร์สมิธในประเทศอังกฤษ”

เหงื่อ…ไม่ใช่ตัวการเกิดกลิ่นตัว ผื่นผิวหนัง เสมอไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277685

เหงื่อ...ไม่ใช่ตัวการเกิดกลิ่นตัว ผื่นผิวหนัง เสมอไป

เหงื่อ…ไม่ใช่ตัวการเกิดกลิ่นตัว ผื่นผิวหนัง เสมอไป

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมืองไทยเราเป็นเมืองร้อน ที่หลายๆ คน ชอบแซวว่ามี 3 ฤดู คือ ร้อน ร้อนมาก และร้อนมากที่สุด แม้จะเข้าหน้าฝนแล้วก็ยังไม่วายร้อนจัด สลับกับชื้นๆ แฉะๆ ทุกปีพอร้อนจัดบวกชื้น แบบนี้ภาพที่เห็นจนชินตาคือ เสื้อที่โชกไปด้วยเหงื่อ หน้าที่ชุ่มไปด้วยหยดน้ำ จนบางคน “เหงื่อหยดติ๋งๆ” จริงๆ ดูแล้วก็เป็นภาพที่ไม่สบายตาเอาเสียเลย

ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่าเหงื่อนั้นเป็นทางระบายความร้อนที่สำคัญที่สุดของร่างกายเรา เวลาเราเป็นไข้พอเหงื่อออกอุณหภูมิลดลง เราก็รู้สึกสบายขึ้นถ้าเหงื่อเราไม่ออกอาจทำให้เสียชีวิตได้ ในต่างประเทศที่เขาชินกับอากาศหนาวมากๆ พอ “คลื่นความร้อน” มาแต่ละทีจะมีคนตายกันเป็นจำนวนมาก ในบางปีตายกันหลายร้อยคน ส่วนมากก็จะเป็นผู้สูงอายุซึ่งอยู่ในที่ที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ พออากาศร้อนมากะทันหันไม่คุ้นเคย เหงื่อออกไม่ทัน ก็เป็นเหตุให้เสียชีวิต

“ร่างกายเรามีต่อมเหงื่ออยู่ทั่วตัวนะครับ ประมาณกันว่ามีอยู่ราวๆ 2-4 ล้านต่อม คนที่เหงื่อออกเก่งๆ นั้น ออกได้หลายลิตรต่อชั่วโมง หรือ 10 กว่าลิตรต่อวันทีเดียว เวลาร้อนมากๆ หรือออกกำลังกายหนักๆ เราจึงกระหายน้ำเป็นสัญญาณว่าร่างกายเราเริ่มขาดน้ำแล้วอีกอย่างที่เราจะรู้สึกก็คือ เหงื่อออกมากๆ เราจะเพลียอันนี้เป็นเพราะเราสูญเสียเกลือแร่ไปกับเหงื่อมากนั่นเองครับ เกลือแร่ต่างๆ นั้นเป็นสิ่งจำเป็นกับร่างกาย เราจึงต้องคอยเก็บเกลือแร่ ไม่ให้ขับออกไปทางปัสสาวะและทางเหงื่อมากจนเกินไป ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของไตและต่อมเหงื่อพอเหงื่อออกน้อยๆ เราเก็บเกลือแร่กลับได้ทันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเหงื่อออกมากๆ ออกเร็วๆ ต่อมเหงื่อเรารับมือไม่ไหว ก็เลยสูญเสียเกลือแร่เป็นปริมาณมากๆ ได้ ทำให้เราเพลีย จึงต้องมีการชดเชยด้วยการดื่มน้ำหรือดื่มเกลือแร่เวลาที่ออกกำลังกายหนักๆ”

ศ.ดร.นพ.ประวิตร กล่าวต่อว่า เหงื่อนั้นเป็นทางกำจัดสาร โลหะ และยารับประทานบางชนิด เช่น ยาฆ่าเชื้อรารวมทั้งยารักษามะเร็งบางตัว จะถูกร่างกายขับทางเหงื่อ แต่ยังมีคนอีกไม่น้อยที่เข้าใจว่าถ้าทำให้เหงื่อออกจะช่วยให้ลดความอ้วนได้ ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด

“เรามักจะพบบ่อยๆ เวลาไปออกกำลังกายตามฟิตเนสต่างๆ จะมีคนตัวอ้วนๆ มานั่งในห้องซาวน่าหรือในห้องสตรีม เหงื่อแตกพลั่กอยู่เป็นครึ่งชั่วโมง ค่อนชั่วโมง แต่ไม่ออกกำลังกายใดๆ สองปีสามปีผ่านไปคนเหล่านี้ก็ยังคงนั่งในห้องซาวน่า และก็มีแต่จะอ้วนขึ้นๆ อย่างนักมวยนั้นเขาใช้วิธีรีดเหงื่อเพื่อลดน้ำหนัก ช่วงสั้นๆ ก่อนชั่งน้ำหนัก พวกนั้นเขาน้ำหนักเกินเป็นขีด พอเหงื่อออกน้ำหนักก็ลดลงอยู่ในพิกัด ชั่งน้ำหนักก็ผ่าน ก็แน่ละครับเหงื่อออก 1 ลิตร น้ำหนักก็ย่อมลดไป 1 กิโล แต่พอชั่งน้ำหนักเสร็จ ดื่มน้ำเข้าไปใหม่น้ำหนักก็ย่อมกลับมาเท่าเดิมนะครับ เพราะฉะนั้นการทำให้เหงื่อออกไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก”

อีกเรื่องหนึ่งพอได้ยินคำว่าเหงื่อหลายๆ ท่านก็มีคำว่า “กลิ่นตัว” ลอยมาทันที ทุกท่านคงเคยเดินตามคนที่เหงื่อออกมากๆ หรือขึ้นรถเมล์ที่แน่นๆ หรืออยู่ในที่ผู้คนแออัด คงไม่ต้องบรรยายว่ากลิ่นจากเหงื่อมนุษย์นั้นมันเป็นอย่างไร

“ความจริงเหงื่อที่ออกใหม่ๆ นั้น ไม่มีกลิ่นนะครับ ลองสังเกตดูว่าเวลาที่เราอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ บางทีจะมีเหงื่อออก แต่ตัวเราก็ไม่เหม็น หรือเวลาวิ่งรอบสวนลุม 2 รอบ เหงื่อท่วมตัว เราก็ยังไม่เหม็น แต่พอนั่งไปสักพักหนึ่ง ยิ่งถ้าเป็นพักใหญ่ๆ ทานข้าวด้วย นั่งรถกลับบ้านด้วย จะสังเกตว่าเริ่มมีกลิ่นไม่ค่อยดี อันนี้ก็เป็นเพราะบนผิวหนังเราจะมีแบคทีเรียอยู่ ซึ่งจะแปลงสารในเหงื่อบางอย่างทำให้มีกลิ่นขึ้นได้ โดยเฉพาะบริเวณร่มผ้า เช่น รักแร้ จะมีต่อมเหงื่อชนิดพิเศษทำให้เกิดกลิ่นได้มากกว่าบริเวณอื่น เพราะฉะนั้นถ้าไปพบแพทย์ก็อาจจะได้ยาฆ่าเชื้อมาทา หรือได้รับคำแนะนำให้ใช้สบู่ที่มีสารบางอย่างที่ฆ่าแบคทีเรียได้ กลิ่นตัวก็จะลดลง อีกส่วนที่ทำให้มีกลิ่นได้ คือ อาหาร คนบางชาติที่เขารับประทานเนื้อแกะ เนื้อแพะ หรือชีสบางประเภทเป็นประจำนั้น เวลาที่เขามาเมืองไทยทำให้เราได้กลิ่นตัวที่ค่อนข้างแรงกว่าปกติ”

ส่วนโรคที่มากับเหงื่อ นั่นคือ กลากและเกลื้อน ซึ่งเกิดจากเชื้อราคนละประเภท กลากนั้นชอบความชื้น ความแฉะ ความอับ เพราะฉะนั้นที่ไหนก็ตามที่มีความอับชื้นพอเหมาะ ราก็จะเจริญเติบโตทันที บริเวณที่พบกลากได้บ่อยคือ ขาหนีบและฝ่าเท้า รวมทั้งซอกนิ้วเท้า ส่วนเชื้อเกลื้อนนั้นชอบความมัน เหงื่อ และความร้อน และไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อจากภายนอก แต่เป็นเชื้อที่อยู่บนผิวหนังคนทุกคน จะสะอาดแค่ไหนก็มีทั้งนั้น ดังนั้นในหน้าร้อนที่ทำให้เหงื่อออกได้ง่าย ผิวมันมากขึ้น บวกกับเชื้อราร้ายที่อาศัยอยู่บนผิวหนังก็เป็นสาเหตุที่ให้เป็นเกลื้อน โดยบริเวณที่พบได้บ่อยคือ หน้าอก และหลัง อีกหนึ่งอาการทางผิวหนัง
อันเนื่องมาจากเหงื่อที่พบได้บ่อย ผื่นภูมิแพ้-ผิวหนังอักเสบบางประเภท และคนมักจะเข้าใจว่า “แพ้เหงื่อ” ซึ่งความจริงไม่มีใครแพ้เหงื่อตัวเอง แต่ผื่นดังกล่าว ร้อนจัดก็เป็น หนาวจัดก็เห่อ แห้งมากก็คัน หรืออากาศชื้นก็ยุบยิบ แต่ความเป็นจริง เหงื่อเป็นตัวกระตุ้นแต่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดผื่นภูมิแพ้อย่างที่เข้าใจ

สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองเหงื่อออกมากกว่าปกติ ทั้งนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อนว่าเหงื่อออกเป็นปกติ หรือผิดปกติ หากเหงื่อออกมากผิดปกติจริงก็มีวิธีรักษาหลายวิธี ทั้งยาทา ยารับประทาน การใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ การฉีดยาโบทูลินั่มท็อกซิน การดูดไขมัน (และกำจัดต่อมเหงื่อ) ไปจนถึงการผ่าตัด ทั้งนี้ก็แล้วแต่ว่าเป็นแบบเฉพาะที่ หรือเป็นแบบทั้งตัว ไม่ควรวินิจฉัยเองแล้วไปหาวิธีรักษาผิดๆ นอกจากไม่หายแล้วอาจเกิดอันตรายได้โดยไม่รู้ตัว

สหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอชาร์ตร รวมพลังสมาชิกจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ‘ดารารัตน์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277523

สหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอชาร์ตร  รวมพลังสมาชิกจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ‘ดารารัตน์’

สหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอชาร์ตร รวมพลังสมาชิกจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ‘ดารารัตน์’

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รศ.ดร.วีณา เชิดบุญญชาติ นายกสหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอชาร์ตร, พรทิพย์ ห่านตระกูล กรรมการสมาคมศิษย์เซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ฯ พร้อมด้วยชาว วปอ.377

เป็นกิจกรรมอีกครั้งแห่งความจงรักภักดีและความอาลัยที่มีต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้ทรงสถิตอยู่ในดวงใจพสกนิกรชาวไทยตราบนิรันดร์ รศ.ดร.วีณา เชิดบุญญชาติ นายกสหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอ ชาร์ตร ได้จัดสอนประดิษฐ์ A ดอกไม้จันทน์ “ดารารัตน์” ให้แก่สมาชิกสหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอชาร์ตร สมาชิกชมรมผู้รู้คุณแผ่นดิน, วปอ.377, พนักงานบริษัทตรีทิพย์คอมเพล็กซ์ จำกัด และสมาชิกตรีนิตี้เรดิโอ โดยมี วิทยากรจิตอาสา นำโดย พรทิพย์ ห่านตระกูล กรรมการสมาคมศิษย์เซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำคณะวิทยากรจิตอาสาจากศูนย์น้ำใจไมตรี กระทรวงวัฒนธรรมมาช่วยสอนการทำดอกไม้จันทน์ ณ อาคารตรินีตี้ คอมเพล็กซ์ ถ.สีลม เมื่อเร็วๆ นี้


สมาชิกชมรมผู้รู้คุณแผ่นดิน จากสมาคมนักเรียนเก่าจิตรลดา สมาคมศิษย์เซนต์โยเซฟฯ, สมาคมศิษย์เซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ และมูลนิธิอุบลรัตน์เด็กเก่งที่ 1 ประเภท Classical Guitar


รศ.ดร.วีณา เชิดบุญญชาติ และกลุ่มญาติ จุรีพร ศรีสวัสดิ์, สมพร โทณวณิก, รุจาภา แย้มมณฑา และ ตวงรัตน์ ศิริยงค์


กลุ่มกรรมการและศิษย์เก่าจากโรงเรียนในเครือสหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอชารตร์


กลุ่มสมาชิก ตรีนิตี้เรดิโอ


วิทยากรจากศูนย์น้ำใจไมตรี กระทรวงวัฒนธรรม


พนักงาน บริษัท ตรีทิพย์คอมเพล็กซ์ จำกัด

‘แพทย์จุฬาฯ’เตรียมพร้อม ปรับกลยุทธ์เข้าสู่ยุค Thailand 4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277518

‘แพทย์จุฬาฯ’เตรียมพร้อม ปรับกลยุทธ์เข้าสู่ยุค Thailand 4.0’

‘แพทย์จุฬาฯ’เตรียมพร้อม ปรับกลยุทธ์เข้าสู่ยุค Thailand 4.0’

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จบลงอย่างประทับใจสำหรับงาน “ตอบปัญหาวิชาการชีววิทยาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ เนื่องในงานสัปดาห์วันอานันทมหิดล ประจำปี 2560” โดย “คณะแพทยศาสตร์” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งงานนี้จัดขึ้นเพื่อแนะแนวทางการศึกษาต่อ ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมปาฐกถาพิเศษจากแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดย ศ.กิตติคุณ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อดีตอธิการบดีจุฬาฯ คณบดีคณะแพทย์จุฬาฯ, ผศ.นพ.อมรพันธุ์ เสรีมาศพันธุ์ นักวิจัย Nanoscience รางวัลระดันานาชาติ, นพ.วีระวิชย์ วาทีทิพย์ นิสิตแพทย์ทุนรางวัลเยาวชนสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล นายกสโมสรนิสิตแพทย์จุฬาฯ และนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดีเด่น ที่มาเปิดมุมมองต่างๆ ที่มีต่อวิชาชีพแพทย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทย ยุค 4.0 ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทย์จุฬาฯร่วมเปิดงาน ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

โดยงานนี้ ศ.กิตติคุณ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูประบบสาธารณสุขด้านการคลังสุขภาพและระบบประกันสุขภาพ เปิดเผยว่า

เนื่องจากในปัจจุบันอาชีพนี้มีความต้องการสูงมาก เพราะแพทย์ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการรองรับ สำหรับการรักษาประชาชนได้อย่างทั่วถึง ทำให้ภาครัฐเล็งเห็นถึงปัญหาสำคัญตรงนี้ และต้องการเพิ่มบุคลากรในสายวิชาชีพนี้ โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กำลังเร่งผลิตบุคลากรในส่วนนี้ และคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีแพทย์เพียงพอต่อประชากรในประเทศ พร้อมเสิร์ฟในโรงพยาบาลต่างๆ ของภาครัฐ ที่สำคัญคณะแพทย์ฯ ของเรามีความพร้อมในการปรับตัวเพื่อก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ยุคที่การแพทย์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ระบบการทำงาน วิธีการรักษา อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ในการรักษา ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะสิทธิประโยชน์ที่คนไทยพึงมีภายใต้หลักประกันสุขภาพของประกันสังคม และ สปสช. สามารถเข้ารักษาอาการเจ็บป่วยได้ ซึ่งโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง ตระหนักในข้อนี้เป็นสำคัญ มุ่งพัฒนาให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้น

ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าวต่อว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และสโมสรนิสิตคณะแพทย์ฯ บรรยากาศในวันนี้ถือว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี จากน้องๆ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะมีผู้สมัครเข้ามาอย่างล้นหลาม ตามเป้าที่ตั้งไว้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมาก อาทิ การแข่งขันตอบปัญหาชีววิทยาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อทดสอบน้องๆ ทำให้พวกเขาได้เห็นลักษณะของข้อสอบ เรียกว่าเป็นการชิมลางก่อนการสอบเข้าจริง ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น เพราะความรู้ไม่ใช่มีแค่ในตำราเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการคิดนอกกรอบ นำเอาความคิดสร้างสรรค์เข้ามาประยุกต์ใช้ในวงการแพทย์ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย อุปกรณ์การแพทย์ที่มีการพัฒนาขึ้น และล้ำสมัยขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน


ศ.กิตติคุณ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อดีตอธิการบดีจุฬาฯ อดีตคณบดีคณะแพทย์จุฬาฯ


ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทย์จุฬาฯ

ไอ.ซี.ซี.พาย้อนยุคเที่ยววิถีไทยห่มสไบเก๋ไก๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277515

ไอ.ซี.ซี.พาย้อนยุคเที่ยววิถีไทยห่มสไบเก๋ไก๋

ไอ.ซี.ซี.พาย้อนยุคเที่ยววิถีไทยห่มสไบเก๋ไก๋

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สุทธญาณ์ บัณฑุกุล

บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (มหาชน) โดยบัตรสมาชิก His & Her Plus Point ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปลุกกระแสการท่องเที่ยวในแบบวิถีไทย จัดกิจกรรมภายใต้ชื่องาน “His & Herชวนแต่งไทยชมเมืองมัลลิกา พาเที่ยวกาญจนบุรี” มอบประสบการณ์สุดประทับใจสไตล์วิถีไทยนำลูกค้าสมาชิกบัตรฯ แต่งไทยห่มสไบร่วมสัมผัสกับวิถีชีวิตแห่งความเป็นไทยย้อนยุคในบรรยากาศเสมือนจริง ณ เมืองมัลลิกา ร.ศ. ๑๒๔ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยมี อินทิรา นาคสกุล ผู้จัดการส่วนลูกค้าสัมพันธ์ บัตรสมาชิก His & Her Plus Point ดูแลอย่างใกล้ชิดอบอุ่นและเป็นกันเอง

อินทิรา นาคสกุล ผู้บริหารบริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ลูกค้าสมาชิกบัตรฯ ได้ร่วมสัมผัสวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวไทยสมัยโบราณแบบใกล้ชิด ในบรรยากาศที่แท้จริงตามแบบสมัยก่อนช่วงปลายยุครัชกาลที่ 5 ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ได้ซึมซับและได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่ายซื้อของที่ต้องใช้เงินโบราณ เป็นเหรียญสตางค์มีรูตรงกลาง การทำขนมไทยโบราณหายาก การแกะสลักผลไม้ ร้อยมาลัย การตำการฝัดข้าวล้วนมีคุณค่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่สวยงาม ทางบริษัทฯ ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปลุกปลุกกระแสการท่องเที่ยวในแบบวิถีไทยให้มีอย่างต่อเนื่องอีกแรง

สุทธญาณ์ บัณฑุกุล บอกว่า “การได้แต่งชุดไทยสมัยโบราณ แล้วเข้าไปเดินในเมืองมัลลิกาที่จำลองวิถีชีวิต บ้านเรือน ตลาด ร้านค้า ของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมได้เรียนรู้ภูมิปัญญาไทยสมัยก่อน และร่วมทดลองทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำขนมไทยโบราณ การฝัดข้าว รวมถึงการจับจ่ายด้วยเงินโบราณ ซึ่งทำให้เรารู้สึกเหมือนได้นั่งเครื่องย้อนเวลาไปอยู่ในยุคนั้นจริงๆ และพบเจอสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน หากมีโอกาสจะกลับมาเที่ยวอีกแน่นอน”

สมถวิล ตัณวัฒนา บอกว่า “เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของไทยที่ควรค่าสนับสนุนให้มาร่วมสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ การที่ทุกคนได้แต่งชุดไทยห่มสไบกันทั้งเมือง พูดขอรับ เจ้าคะกัน ทำให้บรรยากาศโดยรวมสวยงามเหมือนได้ไปใช้ชิวิตจริงในสมัยโบราณ และเราได้เรียนรู้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยก่อน ซึ่งเราเคยดูแต่ในหนังในละคร ต้องขอบคุณ His & Her ที่จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ขึ้นมาค่ะ”

ยกระดับศิลปะการแสดงสู่มาตรฐานโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277514

x

ยกระดับศิลปะการแสดงสู่มาตรฐานโลก

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กลุ่มสมาคมวิชาชีพภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล และ กลุ่มสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพการถ่ายภาพยนตร์ แถลงข่าวเปิดตัวและประชาสัมพันธ์ “โครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพศิลปะการแสดงและการบันเทิง สาขาอุตสาหกรรมภาพยนตร์” ที่ศูนย์ศิลปะภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (วิทยาเขตรังสิต)

ในงาน วีระชัย ศรีขจร ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดงาน อีกทั้ง ยังได้รับเกียรติจาก ภควัต สุพรร ขันธ์ นายกกลุ่มสมาคมวิชาชีพภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล, พิชา ศรีศันสนีย์ นายกกลุ่มสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพการถ่ายภาพยนตร์ เข้าร่วมกล่าวเปิดงาน และกล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการ โดย อาจารย์เศรษฐา วีระธรรมานนท์ ผู้จัดการโครงการ

วีระชัย ศรีขจร ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า “ ในส่วนของภาพยนตร์วันนี้เราคงเน้นในเรื่องของ โปรดักชั่น ของเทคนิค แสง สี เสียง ในเรื่องที่เป็นเทคนิค เพราะว่าในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่มีความสำคัญที่สุดและจะเป็นจุดเริ่มต้น และเราคงจะทำในสาขาอื่นๆ ที่อยู่ในส่วนของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ต่อเนื่องจนกระทั่งครบ จากตัวเลขที่เห็นมีการนำเสนอกัน ก็เป็นหลักหลายพันล้านเพิ่มขึ้นมา

อีกทั้ง ในส่วนของมาตรฐานที่สถาบันคุณวุฒิไปจัดทำร่วมขึ้นมา ก็จะช่วยยกระดับให้มีการพัฒนาบุคลากรที่อยู่ในสายอาชีพนี้เข้าสู่มาตรฐานสากลมากขึ้น เพราะฉะนั้นในอนาคตไม่ว่าจะเป็นการทำงานให้กับผู้สร้างภาพยนตร์ในประเทศไทยหรือในต่างประเทศที่จะมาทำงานในเมืองไทย มาสร้างในเมืองไทย แม้กระทั่ง ต่างประเทศจะจ้างบุคลากรของเมืองไทยไปก็จะมีมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับ ทำให้อุตสาหกรรมนี้ก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้น ซึ่งจะว่าไปแล้วในทางอุตสาหกรรมก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนนี้ก็จะเป็นตัวช่วยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอีกด้วย

“นอกจากอุตสาหกรรมจะมีโอกาสใหญ่ขึ้น มากขึ้น มันจะไปต่อยอดในเรื่องของการท่องเที่ยวโดยตรง จะเห็นว่าในปัจจุบันในเรื่องของการมาตามรอยภาพยนตร์ต่างๆ ที่สร้างที่ไหนๆ ก็มี ฉะนั้นโลเคชั่นก็มีส่วนที่สำคัญ แต่อันนี้เป็นภาคในอนาคต อย่างน้อยตอนแรกเราคงคาดหวังได้ว่าสิ่งที่เราพัฒนาไปในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้บุคลากรในอาชีพที่อยู่ในกลุ่มนี้มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและตรงตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นในระดับสากลและเป็นที่ยอมรับ โครงการนี้จึงเป็นโครงการที่ดีมากทีเดียว”

‘แป๊ะเจี๊ยะ’ธุรกิจก่อสร้าง ต้นทุนแฝง..บ้านแพงเกินจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277532

‘แป๊ะเจี๊ยะ’ธุรกิจก่อสร้าง ต้นทุนแฝง..บ้านแพงเกินจริง

‘แป๊ะเจี๊ยะ’ธุรกิจก่อสร้าง ต้นทุนแฝง..บ้านแพงเกินจริง

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“อยู่ในวงการมา 20-30 ปี การขออนุญาตมันมี 2 แบบ แบบที่ผิดแน่ๆ อันนี้สร้างไม่ได้แน่นอน แต่อีกประเภทที่กึ่งผิดกึ่งถูกแล้วแต่เจ้าหน้าที่จะตีความ จากประสบการณ์ที่ทำงานจริง ทุกแบบเสียสตางค์หมด แม้กระทั่งสร้างบ้านของตัวเอง ผมเลี่ยงที่จะไม่จ่ายแต่ทำยังไงใบอนุญาตก็ไม่ออก สุดท้ายทนไม่ไหวก็ต้องจ่าย ทั้งที่ถูกต้องหมด”

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบอาชีพ สถาปนิก รายหนึ่ง กล่าวในเวทีเสวนา “ใบอนุญาตก่อสร้าง ความสะดวกที่ต้องจ่าย… จริงหรือ” ซึ่งจัดโดย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ณ รร.ดุสิตธานี แยกศาลาแดง กทม. ระบายความ “คับแค้นใจ” ที่แม้จะยื่นเอกสารครบถ้วนทุกอย่าง แต่ยังถูกเจ้าหน้าที่รัฐ “เตะถ่วง”แกล้งดึงเรื่องให้ล่าช้าเพื่อกดดันให้ต้องยอม “จ่ายค่าหล่อลื่น” แลกกับการอนุมัติให้ก่อสร้างอาคาร

ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องเล่าของ สรรค์ สุขุขาวดี ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่กล่าวว่า เคยได้ยินเพื่อนฝูงในวงการอสังหาริมทรัพย์เล่าให้ฟังอยู่บ้าง โดยนับตั้งแต่ก่อนจะเริ่มโครงการ ผู้บริหารบริษัทจะถูก “เชิญ” ไปพูดคุยกับผู้มีอำนาจอนุมัติ คำถามแรกคือ “คุณตัดสินใจได้ไหม?” ถ้าไม่ได้ก็ไม่คุย ให้ไปเรียกคนที่ตัดสินใจได้ในองค์กรมาแทน จากนั้นก็จะเป็นเจรจา “ต่อรองผลประโยชน์” ที่ทุกวันนี้ใช้คำว่า “แบ่งปันรายได้” แทนที่จะเป็นศัพท์เดิมๆ อย่างแป๊ะเจี๊ยะ เก๋าเจี๊ยะ ค่าน้ำร้อนน้ำชา ฯลฯ เพื่อให้ฟังแล้วรู้สึกสบายหูขึ้น

ที่ปรึกษาอาวุโสธุรกิจคอนโดมิเนียมแบรนด์ดังผู้นี้ กล่าวต่อไปว่า ในความเป็นจริง “ไม่มีใครอยากจ่าย” เพราะนั่นหมายถึงต้นทุน ซึ่งผู้ประกอบการก็จะต้อง “ผลักภาระ” ไปให้ผู้บริโภคด้วยราคาอาคารที่แพงขึ้น แต่สาเหตุที่ยอมจ่ายก็จะมี 2 เรื่อง เรื่องแรก
…ผู้ประกอบการ “ทำผิดเอง” ลักษณะนี้ช่วงหลังๆ ไม่น่าจะมีแล้ว เพราะผู้ประกอบการเข้าถึงความรู้ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีทีมงานวิศวกร สถาปนิก ฝ่ายกฎหมายเก่งๆ มากขึ้น

ทว่า เรื่องที่สอง…ผู้ประกอบการต้อง “ซื้อเวลา” เพราะเมื่อลงทุนไปแล้วแต่ใบอนุญาตก่อสร้างยังไม่ออก ย่อมไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้ บางแห่งใช้เวลานานนับปี ลักษณะนี้เป็นการ “บีบ” ให้ผู้ประกอบการต้องยอมจ่าย เพราะยิ่งนานไปต้นทุนยิ่งเพิ่ม ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถทำเช่นนี้ได้ เพราะการจะก่อสร้างอาคารสักหลังหนึ่ง มีข้อกฎหมายกฎระเบียบยิบย่อยเต็มไปหมด เปิดให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ “ดุลยพินิจ” ดึงเรื่องให้ล่าช้าได้

อาทิ การก่อสร้างอาคารสูง ต้องจัดทำ รายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งจริงๆ EIA เป็นเรื่องดีเพราะจะช่วยป้องกันหรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชนรอบอาคาร แต่ปัญหาคือ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา เก็บขยะมูลฝอย การจราจร ฯลฯ “ไม่ตอบอะไร” EIA ก็ไม่สามารถถูกนำเข้าไปพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ จึงอยากให้แก้ไขกฎระเบียบนี้เป็นเพียง “แจ้งให้ทราบ” เท่านั้น เพราะอย่างไรเสีย การจะได้สร้างหรือไม่ได้สร้าง ทุกอย่างก็ต้องมาขึ้นอยู่กับคณะกรรมการEIA เป็น “ผู้ชี้ขาด” ในตอนสุดท้าย

“ถ้ามี One Stop Service ได้ยิ่งดี พอเราไปยื่นก็จะต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไฟฟ้า ประปา จราจร แจ้งให้ทราบ แล้วหลังจากนั้น EIA เขาจะเป็นผู้พิจารณา เพราะเราได้แจ้งหน่วยงานรัฐไป แล้วถ้าหน่วยงานรัฐนั้นเห็นว่ามีปัญหาก็สามารถแจ้งเข้ามาที่ EIA ได้ ถ้ากรณีที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค เงือนไขยื่น EIA ไม่ต้องรอหนังสือ เพียงแต่แจ้งเพื่อทราบก็น่าจะเพียงพอ” ที่ปรึกษาอาวุโสธุรกิจคอนโดมิเนียมแบรนด์ดัง เสนอแนะ

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อ “ภาพลักษณ์” ในสายตาชาวโลกอย่างมาก อาทิ รายงาน Doing Business ซึ่งจัดทำโดย ธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ไทยยังมีปัญหามากในด้านการขออนุญาตก่อสร้าง ขอใช้อาคาร รวมถึงขอไฟฟ้า เป็นอุปสรรคในการลงทุน จนเป็นที่มาของ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 กฎหมายใหม่ที่อาจเป็น “ความหวัง” ของผู้ประกอบการ

อารีพันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) อธิบายว่า เหตุที่การขออนุญาตต่างๆ มีกฎระเบียบค่อนข้าง “หยุมหยิม” เต็มไปหมด เกิดมาจาก “วิธีคิด” ของฝ่ายรัฐ ที่เชื่อว่าตนเอง “รู้ดีที่สุด” เมื่อกฎหมายแม่อย่างพระราชบัญญัติเปิดช่องไว้ ก็ไปออกกฎหมายลูก เช่น กฎกระทรวง ขึ้นมาอย่างละเอียดทุกขั้นตอน แม้จะมีเจตนาดีต้องการให้ทุกอย่างถูกต้องไม่มีผิดพลาด แต่ก็มีผลข้างเคียงคือ “ล่าช้า” ตามมาด้วยกลายเป็นการ “จูงใจ” ให้เอกชนยอมจ่ายเพื่อซื้อเวลา โดยเฉพาะหากนำไปรวมกับการใช้ดุลยพินิจ

พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ จึงออกมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เบื้องต้นต้องการ “ปิดช่อง” ด้านการใช้ดุลยพินิจก่อนเป็นลำดับแรก กล่าวคือ กำหนดให้หน่วยงานราชการที่มีอำนาจหน้าที่อนุมัติ-อนุญาตทั้งหลาย ต้องจัดทำระเบียบให้ชัดว่า การยื่นขอในแต่ละเรื่องต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง จ่ายค่าธรรมเนียมเท่าไร ใช้เวลาดำเนินการเท่าใด โดยเชื่อว่าถ้าขั้นตอนทุกอย่างชัดเจน ก็ไม่จำเป็นที่ผู้ประอบการต้องจ่าย “ใต้โต๊ะ” ให้เจ้าหน้าที่อีกต่อไป

“ในอดีตเมื่อท่านไปยื่นก่อสร้าง ท่านอาจจะรับรู้ว่าใช้แค่ 5 เอกสาร แต่วันดีคืนดีเจ้าหน้าที่ขอเพิ่มอีก 2 เป็น 7 เอกสาร มาครบเมื่อไรจึงจะเริ่มนับหนึ่ง นี่เป็นปัญหา พอกฎหมายนี้ออกมา 2 ปี สิ่งที่เราได้รับฟังมาคือเราได้ความโปร่งใสขึ้น” อารีพันธ์ ระบุ

ที่ปรึกษา ก.พ.ร. กล่าวต่อไปว่า แม้เบื้องต้นกฎหมายนี้จะทำให้ขั้นตอนต่างๆ โปร่งใสตรงไปตรงมา แต่ก็ยังไม่ค่อยพอใจเท่าไรเนื่องจากขั้นตอนการขออนุญาตต่างๆ ยังเยอะอยู่ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าเอกชนอาจจะยังอยากจ่ายเงินพิเศษเพื่อซื้อเวลา ดังนั้นแผนงานขั้นต่อไปคือ “ปรับลดขั้นตอนลงให้ได้ร้อยละ 30-50” โดยคาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานไปหาวิธีว่าจะทำได้อย่างไร?

“บางหน่วยงานอาจจะบอกว่าลดไม่ได้แล้ว เราก็จะให้พิสูจน์ว่าลดไม่ได้เพราะอะไร? จากที่ทำเรื่องราชการมาเยอะ จะพบว่าการออกแบบระบบราชการทั้งหลายใช้กลไกคณะกรรมการเยอะมาก จะต้องหาคนมาตรวจสอบมาร่วมรับผิด เรื่องง่ายๆ ก็ต้องมีองค์คณะ พอมีองค์คณะไม่ครบก็นัดประชุมไม่ได้ ก็ต้องเลื่อนไปจนกว่าจะครบองค์ โดยไม่คิดว่าประชาชนจะต้องรออยู่ นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำ” ที่ปรึกษา ก.พ.ร. ยกตัวอย่าง

อีกด้านหนึ่ง อัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งข้อสังเกตว่า บางทีสังคมไทยอาจจะต้อง “ยอมรับความจริง” บ้างหรือไม่? เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมีเงินเดือนไม่มากนัก อาทิ นายกรัฐมนตรีมีเงินเดือนเพียงแสนกว่าบาท ข้าราชการระดับปลัดกระทรวงมีเงินเดือนเพียงไม่กี่หมื่นบาท ระดับรองๆ ลงไปก็ยิ่งน้อยกว่านั้น เมื่อต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่สูง ก็อาจคิดใช้อำนาจไปในทางทุจริตได้ โดยเฉพาะเมื่อเอกชนเป็นฝ่ายหยิบยื่นให้เพื่อแลกกับความสะดวก จึงเสนอให้ปรับค่าอัตราค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น

“ทำให้มันอยู่บนโต๊ะไหม? สมาคมอสังหากับภาครัฐจับมือคุยกันไหม? ปรับค่าธรรมเนียมขึ้นไปเลยแล้วยุติซะ ยอมรับซึ่งกันและกัน แล้วบอกให้ชัดว่าต้องผ่านกี่โต๊ะ โต๊ะนี้ดูโซนนิ่ง โต๊ะนี้ดูสาธารณูปโภค อันนี้ดูเรื่องของเสีย บอกไปเลยว่ามีกี่เรื่องที่ต้องระวัง นั่นคือรัฐต้องทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำ คือเราอาจจะต้องยอมรับในบางเรื่อง สมัยก่อนผู้พิพากษา อัยการมีปัญหา วันหนึ่งรัฐก็ปรับเงินเดือน ความเป็นธรรมในสังคมก็ดีขึ้น” อัชชพล ให้ความเห็น

เช่นเดียวกับ รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ที่ยกตัวอย่างการยื่นขอ หนังสือเดินทาง (Passport) ที่มีหลายช่องทางให้เลือก เช่น ขั้นตอนปกติไม่รีบไม่ร้อน ใช้เวลา 3 วันทำการ เสียค่าธรรมเนียม 1,000 บาท ถ้าด่วนขึ้นมาหน่อย ทำวันนี้ได้วันถัดไป เสียค่าธรรมเนียม 2,000 บาท ถ้าด่วนอย่างที่สุด ทำวันไหนได้วันนั้นเลย เสียค่าธรรมเนียม 3,000 บาท เป็นต้น

“คือถ้ามันเร่งด่วนขนาดนั้น ต้องทำธุรกิจด่วนก็ต้องจ่าย ยินดีจ่ายด้วยความสบายใจ แถมขอบคุณด้วยที่มีบริการแบบนี้ มันต้องเป็นแบบนี้คือคนจ่ายไม่ต้องรู้สึกว่าจ่ายใต้โต๊ะ จ่ายบนโต๊ะแล้วก็ได้รับการตรวจ ซึ่งมันก็เป็นผลดีต่อการไปสร้างอาคารด้วย” ดร.ต่อตระกูล ฝากทิ้งท้าย

เฟซบุ๊คแฟนเพจ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น เผยแพร่บทความ “คนไทยซื้อบ้านแพงเพราะเงินสินบน?” ซึ่งเขียนโดย ดร.มานะ นิมิตมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ระบุว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องจ่ายเงินประมาณ 1.5-2.7 หมื่นบาทต่อยูนิตก่อสร้าง ขณะที่รายเล็กต้องจ่ายประมาณ 2-5 หมื่นบาทต่อหลัง แต่หากเป็นกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายบางอย่างก็อาจต้องจ่ายมากถึงร้อยละ 10 ของต้นทุน

เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาทต้องจ่ายสารพัดเงินสินบนถึง 3 แสนบาท แม้การก่อสร้างบ้านของตัวเอง คนส่วนใหญ่ก็ยังต้องจ่ายใต้โต๊ะประมาณ 1-3 หมื่นบาท โดยเจ้าของบ้านอาจจ่ายด้วยตนเองหรือจ่ายผ่านสถาปนิกผู้ออกแบบหรือผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ถ้าเป็นการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เช่น อพาร์ทเมนท์ โรงงาน อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร ราคาจะสูงกว่านี้อีกมากตามแต่กรณีและพื้นที่

หากไม่มีการแก้ไข..คนไทยก็ยังคงต้อง “ซื้อบ้านราคาแพงเกินจริง” กันต่อไป!!!