บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2560 เวลา 09:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/530784

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (1)

โดย วรธาร ทัดแก้ว

โครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-9 ธ.ค. 2560 ในความริเริ่มและจัดขึ้นของมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม โดยการนำของ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานมูลนิธิฯ ร่วมกับบริษัท การบินไทยสมายล์

ถือเป็นการจัดอุปสมบทหมู่เพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราชในรัชกาลปัจจุบันครั้งแรก ในโอกาสที่พระสังฆบิดรทรงเจริญพระชันษาครบ 91 พระชันษา ในวันที่ 26 มิ.ย. 2561 ทั้งยังเป็นการบวชภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อันเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ พุทธยา ประเทศอินเดียอีกด้วย

โครงการนี้มีผู้ศรัทธาสมัครเข้าร่วมพิธีอุปสมบทหลากหลาย ประกอบด้วยข้าราชการ อัยการ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ทหาร พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ ประชาชน และผู้บริหารบริษัทเอกชน รวมจำนวน 95 คน ผู้สมัครบวชสามเณรอีก 4 รวม 99 คน พร้อมกันนี้มีผู้สมัครบวช ชีพราหมณ์ถวายพระกุศลด้วย 21 คน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในวันที่ 29 พ.ย. ผู้สมัครบรรพชาและอุปสมบททั้ง 99 คน มี ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ ประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย เป็นต้น ได้เข้าพิธีปลงผม เข้ารับประทานผ้าไตรจีวร และพระโอวาทจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

จากนั้นวันที่ 30 พ.ย. 2560 คณะโครงการฝ่ายฆราวาสนำโดย ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ ขณะที่พระสงฆ์นำโดยพระเมธีวรญาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ และรักษาการเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี หัวหน้าพระธรรมวิทยากรประจำโครงการฯ ได้ออกเดินทางไปประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ ประเทศอินเดีย และจาริกไปยังสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง ตลอดจนสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ระหว่างวันที่ 1-9 ธ.ค. เพื่อศึกษาพุทธจริยาอันควรค่าแก่การน้อมนำมาเป็นหลักในการเป็นพุทธบริษัทที่ดีต่อไป

ในโอกาสนี้ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ได้รับโอกาสให้ร่วมเดินทางไปกับคณะด้วย จึงขอประมวลกิจกรรมอันงดงามที่เกิดขึ้นตลอด 9 วัน ณ ดินแดนพุทธภูมิของพระภิกษุสามเณรในโครงการและคณะ โดยแยกเป็น 4 ตอน 4 สัปดาห์ ด้วยหวังว่าการนำเสนอนี้จะเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนผู้เห็นมหากุศลกรรมนี้แล้วจะเกิดอุตสาหะศรัทธาอันแรงกล้าหันมาใส่ใจ บำรุงรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคงสถาพร และประพฤติตนเป็นชาวพุทธที่ดีสืบต่อไป

พระธรรมโพธิวงศ์ให้การบรรพชา

การบรรพชาไม่ว่าจะประกอบพิธีที่ไหนขอเพียงมีพระอุปัชฌาย์ให้การบรรพชาก็เป็นอันสำเร็จเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา แต่การได้มาบรรพชาภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ที่พระมหาบุรุษประทับทรงกระทำความเพียรและได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่จะได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีโครงการแบบนี้ถึงมีศรัทธาก็ต้องบอกว่าหาโอกาสยากเต็มที

ทั้ง 99 คนจึงนับว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ได้บวชสามเณรภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่ 1 ใน 4 ของสังเวชนียสถานอีกด้วย เหนืออื่นใดคือการได้รับความเมตตาจากพระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ วีรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาและหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยเริ่มบรรพชาในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 30 พ.ย. เสร็จสิ้นในเวลา 19.00 น. โดยประมาณ จากนั้นประกอบพิธีอุปสมบท (บวชพระ) ต่อ ณ พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา

ทว่า เนื่องจากผู้อุปสมบทมีจำนวนถึง 95 รูป การประกอบพิธีอุปสมบทจึงต้องแบ่งเป็น 2 วัน คือ คืนวันที่ 30 พ.ย. ล่วงไปถึงเวลา 02.45 น. และวันที่ 1 ธ.ค. เริ่มเวลา 05.00 น. ไปเสร็จสิ้นในเวลา 11.00 น. โดยประมาณ ดังนั้นจึงต้องมีการสลับพระอุปัชฌาย์ขึ้นทำหน้าที่ 2 รูป ได้แก่ พระธรรมโพธิวงศ์ และพระศรีโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

การอุปสมบทครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดพระภิกษุตระกูล “โพธิ” ทั้ง 95 รูป กล่าวคือ ฉายาของทุกรูปจะมีคำว่า “โพธิ” อยู่ด้วย ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ที่บอกให้รู้ว่าคำว่า โพธิ ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ได้รับการบวชภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (โพธิ-ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า-การตรัสรู้ธรรม-ผู้เบิกบานในธรรม) หรือหมายถึงผู้ที่ได้รับการบวชที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย

“คำว่า ‘โพธิ’ ที่ตั้งในฉายาของทุกรูปเป็นความตั้งใจ เพราะถือว่าทุกคนมาบวชภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ บวชที่พุทธคยา สถานที่จริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง พอบวชแล้วก็ไม่ได้เรียกพระนวกะ ธรรมดาๆ แต่เราจะเรียกว่า พระนวกโพธิ ส่วนผู้บวชชีพราหมณ์นั้นก็เรียกว่าชีพรหมโพธิ” พระธรรมโพธิวงศ์อธิบายที่มาของการตั้งฉายาพระในโครงการ

อุปัชฌาย์สอนยกระดับจิตใจ

พระธรรมโพธิวงศ์ได้กล่าวให้โอวาทในวันมอบฉายาบัตรแก่พระนวกโพธิ ณ วัดไทยพุทธคยา ว่า ทุกคนที่มาบวชครั้งนี้ถือว่าได้แสดงความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาที่มีในตนอันเป็นอันสิ่งที่บิดามารดาได้เตรียมการไว้ให้ ซึ่งต้องขอบคุณพ่อแม่ที่ได้เตรียมศาสนาไว้ให้ทุกคนเป็นคนมีศาสนาและมีศาสนาเป็นที่พึ่งในการนำมาปฏิบัติให้รอดพ้นจากกองเพลิงทั้งสาม (โลภะ โทสะ โมหะ)

“นั่นเพราะพ่อแม่ต้องการให้มีพระคุ้มครอบครองลูก พ่อแม่คุ้มครองลูกได้เฉพาะในส่วนของตาเห็น เมื่อเว้นจากตาพ่อแม่ไปแล้วเดินไปตามถนน ไปสู่สถานที่ใดๆ พ่อแม่ก็อาศัยคุณของพระศาสนาช่วยดูแลลูกของท่าน ดูแลลูกของท่านไม่เพียงพอถึงขนาดดูแลหลานของท่าน ดูแลหลานของท่านไม่เพียงพอยังดูแลนามสกุลของท่านที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ด้วย”

พระธรรมโพธิวงศ์ กล่าวสอนต่อว่า การที่ทุกคนได้บวชในครั้งนี้เพราะได้ผู้ใหญ่ที่มีใจประกอบด้วยธรรมะ คือ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งเป็นผู้มีทิศทางการใช้ชีวิตทางโลกที่น่าเคารพและเป็นผู้มีโชคได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจนถ่องแท้ และเมื่อได้ศึกษาแล้วยังใช้ความสามารถของตนนำพระพุทธศาสนามาปรับใช้พร้อมถ่ายทอดให้คนอื่นอีกด้วย

“ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ได้นำพวกเรามาฝากเนื้อฝากตัวเป็นสาวกระดับใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ลูกพระทั้งหลายจงรู้ว่า เราไม่ได้บวชในสถานที่ธรรมดา เราไม่ได้มาไหว้พระธรรมดา เรามาไหว้พระในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นจะต้องอัพเกรดกาย วาจา ใจของตัวเองให้ดีขึ้น สูงขึ้น

กายคือการเดิน การห่มผ้า ต้องให้ดุจหนึ่งมีตัวอย่างการเข้าเฝ้า หรือการเข้าไปนั่งอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ วาจา การพูดการจาต้องสุภาพสมสมณสารูป บทสวดมนต์ต้องให้คล่องแคล่ว ส่วนใจพยายามเก็บสะสมเอาสิ่งที่เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์กลับไปให้มากที่สุด”

เหตุที่เลือกบวช ณ อินเดีย

ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน โครงการฯ ได้ให้สัมภาษณ์ขณะเป็นพระภิกษุ (ได้รับฉายาว่า ญาณปวรโพธิ) ว่า เคยมาอินเดียประมาณ 20 กว่าครั้ง แต่ไม่เคยบวชที่อินเดีย ครั้งนี้เป็นการบวชที่อินเดียครั้งแรกในชีวิตจึงรู้สึกปีติอย่างมาก

“ในชีวิตอาตมาเคยผ่านการบวช 3 ครั้ง แต่ไม่เคยบวชที่แดนพุทธภูมิเลย ครั้งนี้รู้สึกอิ่มใจเพราะตั้งใจอยู่ว่าถ้ามีโอกาสก็อยากบวชที่อินเดียสักครั้ง พอจัดโครงการนี้เลยรู้สึกว่า ถ้าหากว่าคนที่ไม่เคยมาอินเดียและถ้าเขาได้มาในลักษณะพุทธสาวกเต็มตัวคงจะได้อะไรหลายอย่าง เช่น ได้เห็นว่าพระพุทธเจ้านั้นมีจริง ได้เห็นว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นยังเป็นผลปรากฏอยู่จริง

เฉพาะอย่างยิ่งถ้าไปกุสินาราสถานที่ปรินิพพาน ทุกคนจะได้รู้ว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสก่อนปรินิพพานว่า อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ เธอจงตั้งอยู่ในความไม่ประมาทพร้อมเถิดนั้น หมายถึงว่าพวกเราจะต้องลงมือทำความดีตั้งแต่บัดนี้ นับเป็นนาที นับเป็นชั่วโมง นับเป็นวัน มิใช่นับเป็นปี ผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ อย่างอาตมาอายุ 64 แล้ว ต้องถือว่าไฟกำลังไหม้ศีรษะ จะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ ต้องดับไฟบนศีรษะให้ได้เสียก่อนด้วยการรีบทำความดี ไม่ประมาท นี่คือเหตุผลของการเลือกโครงการบวชที่อินเดีย”

ด้าน คำนูณ สิทธิสมาน กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย เผยว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะบวชจนวันนี้อายุ 62 การบวชครั้งจึงถือว่าเป็นบุญพาวาสนาส่งโดยแท้ที่ทำให้มีโอกาสหวนคืนสู่วิถีดั้งเดิมที่ควรจะเป็น

“เดิมผมคงคล้ายคนไทยจำนวนหนึ่ง กับพุทธศาสนาแล้วเหมือนใกล้จนแทบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่กลับอยู่ไกลจนแทบจับแก่นสารไม่ได้ เกิดมาก็ปรากฏช่องทะเบียนราษฎรว่านับถือศาสนาพุทธ ทั้งบ้านอยู่ใกล้วัด ใส่บาตร จำบทสวดมนต์พื้นฐานได้ ทว่ายิ่งโตมีความรู้มีประสบการณ์มากกลับยิ่งห่างไกลศาสนาพุทธในเชิงสารัตถะออกไปทุกที”

คำนูณ เล่าต่อว่า เคยใกล้พระพุทธศาสนายิ่งกว่าคนไทยคนอื่น เกิดอยู่หลังวัดประยุรวงศาวาส มีพ่อเป็นอดีตพระมหาเปรียญ 6 ประโยค แต่กลับซึมซับพระพุทธศาสนาน้อยกว่าที่ควร และให้ความสำคัญน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

“การบวชครั้งนี้จึงนับเป็นบุญวาสนาของผมโดยแท้ที่ได้มีโอกาสหวนคืนสู่วิถีดั้งเดิมที่ควรจะเป็น แม้วันนี้ลาสิกขาแล้ว แต่ก็จะพยายามกลับไปใกล้พระพุทธศาสนาที่เป็นแก่นแท้ต่อไปให้มากที่สุด ผมไม่ใช่แค่ต้องการให้การบวชครั้งนี้เป็นเพียงประสบการณ์ล้ำค่าเท่านั้น หากยังต้องการให้เป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่น้อมนำคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มากำกับให้มากกว่าเดิม และให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ด้วย” คำนูณ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามตอน 2 วันอาทิตย์ที่ 24 ธ.ค.

 

คอร์สภาวนาปริญญาโท หนึ่งเดียวในโลกที่ มจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2560 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/529609

คอร์สภาวนาปริญญาโท หนึ่งเดียวในโลกที่ มจร

โดย สมาน สุดโต

มหาเถรสมาคม (มส.) จับมือ “มจร” มุ่งมั่นนำวิปัสสนาธุระ ตามพระไตรปิฎก ออกประกาศพระพุทธศาสนา เปิดปฐมนิเทศวันพ่อแห่งชาติ ที่วัดพิชยญาติการาม พิสูจน์กัมมัฏฐานพองยุบ เริ่มด้วยบำเพ็ญกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยคณะนิสิตสาขาวิปัสสนาภาวนา ในอุปถัมภ์ทุนโครงการเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยในเวลา 09.30 น. วันที่ 5 ธ.ค. 2560

เมื่อเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แล้ว สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เป็นประธานพิธีปฐมนิเทศ “โครงการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา 7 เดือน” และ “โครงการศึกษาดูงานการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา”ณ ประเทศสหภาพเมียนมา ประจำปีการศึกษา 2560 ได้กล่าวให้โอวาทสรุปความว่า พระอรหันต์สาวกได้รวบรวมร้อยกรองหลักกัมมัฏฐานที่พระบรมศาสดาได้ประทานไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้นมีทั้งส่วนที่เป็นสมถกัมมัฏฐานและเป็นวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเฉพาะหมวดธาตุมนสิการ การพิจารณาธาตุ 4 นั้น มีหลักวาโยธาตุ หมายถึงการพิจารณาธาตุลมภายในกาย ประกอบด้วย ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ เป็นต้น รวมทั้งที่พระพุทธองค์ตรัสแสดงไว้ในพระสูตรอื่นๆ มี มหาราหุโลวาทสูตร ที่แสดงถึงการจำแนกธาตุ 4 โดยอาการ 42 ซึ่งนิสิตได้ศึกษาวิธีปฏิบัติมาแล้ว

โครงการนี้กำหนดให้นิสิตได้เข้าปฏิบัติในสำนักที่เป็นต้นแบบพองยุบ ที่มีแนวคำสอนชัดเจนสอดคล้องกับหลักวาโยธาตุ นับว่าเป็นโอกาสดี ที่จะได้ทบทวนพิสูจน์ทั้งส่วนวาโยธาตุที่เคยศึกษาในห้องเรียนกับสำนักต้นแบบพองยุบ ว่ามีความถูกต้องสอดคล้องตามที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกอย่างไรบ้าง ขอให้ตั้งใจศึกษาปฏิบัติให้สำเร็จตามมโนปณิธานทุกรูป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พระเทพสุวรรณเมธี (สุชาติ) รองเจ้าคณะกรุงเทพฯ เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม ในฐานะประธานกรรมการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ได้จัดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 และเปิดสาขาวิชาพระพุทธศาสนาตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 เป็นต้นมา เมื่อเรียนภาคทฤษฎีแล้วก็เข้าเรียนปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา 7 เดือน แบ่ง 3 ระยะ คือ ปฏิบัติ ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมโมลี ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง 4 เดือน และที่วัดนาหลวง 1 เดือน ระยะที่ 3 ระหว่างวันที่ 7 ธ.ค. 2560-6 ก.พ. 2561 รวม 2 เดือน ณ สำนักปฏิบัติวิปัสสนาภาวนามหาสีสาสนยิกตา ณ สหภาพเมียนมา

พระเมธี ปัญญาวุโธ ตัวแทนนิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา รุ่นที่ 12 ได้กล่าวถวายรายงานว่านิสิตทุกรูป/คนมีกุศลฉันทะในการปฏิบัติธรรมด้วยความตั้งใจ โดยการเจริญสติทั้งสี่อิริยาบถใหญ่ตลอดกลางวันและกลางคืน คือมีสติกำหนดรู้ขณะเดิน ยืน นั่ง นอนและอิริยาบถย่อย มีสติกำหนดรู้ขณะห่มผ้า ฉันอาหารเป็นต้น ทำให้เกิดวิปัสสนาญาณเห็นความทุกข์ปรากฏขึ้นในรูปนามอย่างชัดเจน ได้รับการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี จากพระภาวนาพิศาลเมธี พระวิปัสสนาจารย์ พระพี่เลี้ยง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ และรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติในโครงการอันเป็นดำริของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์

นอกจากนั้น หลวงพ่อสมเด็จ ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจ ซึ่งนิสิตติดตาตรึงใจกับโอวาทว่า “หลวงพ่อมีความปรารถนาที่จะเดินทางมาให้กำลังใจหลายครั้งแต่มาไม่ได้เพราะสุขภาพ แม้จะเดินทางมาไม่ได้แต่ในทุกๆ วันหลวงพ่อจะส่งกระแสจิตเมตตาให้นิสิตทุกรูป/คนประสบความสำเร็จ มีดวงตาเห็นธรรม”

โอวาทดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นความเมตตาและความเอาใจใส่ในธุระพระศาสนา สร้างขวัญกำลังใจแก่ปฏิบัติธรรมยิ่งนัก

ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดนาหลวง (อภิญญาเทสิตธรรม) บ้านนาหลวง ต.คำด้วง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระราชสิทธาจารย์ ประธานสงฆ์วัดนาหลวงพร้อมคณะสงฆ์อย่างดีเยี่ยม

ช่วงที่ 2 ภาคปฏิบัติ ที่วัดนาหลวง นิสิต ทุกรูป/คน ออกธุดงค์สู่ชุมชนเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งเป็นการเดินเท้าเปล่าวันละประมาณ 3-4 กิโลเมตร ทำให้ได้ประสบการณ์และประทับใจ

ช่วงที่ 3 เข้าห้องกรรมฐาน “ปากปิดจิตหยุดท้องพอ” 10 วันก่อนปิดโครงการอบรมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเข้มข้น ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระราชสิทธาจารย์มาสอบอารมณ์ โดยการแสดงธรรมเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง เพราะสามารถแก้อารมณ์อย่างถูก ตรง ทำให้ผู้ปฏิบัติมีความสงบเย็น วิปัสสนาญาณเพิ่มพูนตามอินทรีย์ของแต่ละท่าน

สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่เหลืออีก 2 เดือน ณ สำนักมหาสีสาสนเยกต่า ประเทศสหภาพเมียนมานั้น นิสิตทั้งมวล 64 ชีวิต จะตั้งใจปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยกุศลฉันทะอย่างจริงจัง สมดังเจตนารมณ์ที่หลวงพ่อปรารถนาจะให้มีผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบทอด คงอยู่แก่อนุชนรุ่นหลังสืบต่อไป

รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกุล บอกว่าหลักสูตรของ มจร นี้เป็นแห่งเดียวในโลกที่สอนวิปัสสนาภาวนา ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติทั้งในและนอกประเทศจบแล้วเป็นมหาบัณฑิต ถ้าสนใจสมัครเรียน ขอรายละเอียดได้ที่ 08-1943-2665

 

คณะสงฆ์วัดอรุณฯ และญี่ปุ่น ร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลถวายรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2560 เวลา 13:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/528548

คณะสงฆ์วัดอรุณฯ และญี่ปุ่น ร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลถวายรัชกาลที่ 9

โดย…สมาน สุดโต

คณะสงฆ์วัดอรุณราชวราราม และคณะสงห์มหายานแห่งประเทศญี่ปุ่น ร่วมกันจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ วัดพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2560

พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณฯ ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กล่าวว่า การที่คณะสงฆ์ 2 ฝ่าย ร่วมจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลครั้งนี้ เพราะคณะสงฆ์ของญี่ปุ่นให้ความเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก ในขณะที่สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยก็มีการเสด็จฯ ไปเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศญี่ปุ่นมาโดยตลอดตั้งแต่อดีต เช่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่พระบรมวงศานุวงศ์ของ 2 ประเทศ เสด็จฯ เยี่ยมเยียนกันเสมอ

ในฐานะที่คณะสงฆ์มหายานมาเป็นคณะใหญ่ และอย่างเป็นทางการ คณะสงฆ์วัดอรุณฯ จึงจัดพิธีต้อนรับคณะทั้งหมดอย่างสมเกียรติ และถือว่าเป็นงานยิ่งใหญ่แห่งปี 2560

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คณะสงฆ์จากญี่ปุ่น ได้แก่ คณะสงฆ์นิกายชินงอน ปูซาน นำโดยพระธรรมาจารย์ใหญ่ ทาชิโร่ โกเกียว และ ศ.โอซุกะ โนบุโอะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยไทโซ พร้อมคณะ จำนวน 80 ท่าน

ก่อนมีพิธีต้อนรับที่วัดอรุณฯ นั้น คณะสงฆ์จากญี่ปุ่นและคณะผู้แทนมหาวิทยาลัยไทโซ เดินทางไปสวดมนต์อุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และชมนิทรรศการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระที่นั่งทรงธรรม ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

พระเถระวัดอรุณฯ ที่ให้การต้อนรับผู้มาเยือนระดับวีไอพีจากญี่ปุ่น ได้แก่ พระเทพเมธี (สมเกียรติ โกวิโท ป.ธ.9) รักษาการเจ้าอาวาสวัดอรุณฯ พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณฯ ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร และคณะสงฆ์ของวัดออรุณฯ

ก่อนที่จะประกอบพิธีอย่างเป็นทางการ คณะสงฆ์จากประเทศญี่ปุ่นและคณะสงฆ์วัดอรุณฯ ได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ภาพหมู่ชุดนี้น่าจะต้องเป็นภาพแห่งความทรงจำของผู้มาเยือน เพราะแบ็กกราวด์เป็นพระปรางค์วัดอรุณฯ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คของประเทศไทยที่งดงามสุดพรรณนาและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

เมื่อเสร็จภารกิจจากการถ่ายภาพ คณะสงฆ์ไทยและญี่ปุ่นได้บำเพ็ญกุศล 2 ประการ เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือ สาธยายพระสูตรในพระอุโบสถ และถวายพระพุทธรูปปางสมาธิ พุทธลักษณะแบบมหายานที่บริเวณพระปรางค์

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวว่า การเดินทางมาของคณะนิกายชินงอน ปูซาน นำโดยพระธรรมาจารย์ใหญ่ ทาชิโร่ โกเกียว และ ศ.โอซุกะ โนบุโอะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยไทโซ จากประเทศญี่ปุ่น อีกจุดประสงค์หนึ่ง ได้แก่ ร่วมฉลอง 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ในส่วนมหาวิทยาลัยไทโช ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับ มจร ก็ได้มีการลงนามความร่วมมือกับ มจร ใน 3 หลักการ กล่าวคือ 1.ความร่วมมือทางวิชาการ และการทำกิจกรรมร่วมกันในทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งจะให้มีการแลกเปลี่ยนงานวิจัยและนักวิจัยซึ่งกันและกัน 2.ส่งเสริมและร่วมมือกันผลิตงานทางวิชาการและการศึกษานานาชาติที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม และ 3.ความร่วมมือในการช่วยเหลือสังคม หรือ Social Services เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวว่า การร่วมมือทางด้านวิชาการและบริการทางสังคมของทั้งสองมหาวิทยาลัยจะทำให้กิจกรรมของคณะสงฆ์เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

 

พระมหากรุณาเล่าเรื่องคุณทองแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2560 เวลา 12:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/528546

พระมหากรุณาเล่าเรื่องคุณทองแดง

โดย…ส.สต

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเล่าเรื่องคุณทองแดงให้ นิคม มูสิกะคามะ อธิบดีกรมศิลปากร (พ.ศ. 2540–2542) กับคณะที่เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานความคืบหน้าการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง พระพุทธรัตนสถาน ตามแนวพระราชดำริ ว่าฉันมีสุนัขตัวหนึ่ง ได้มาจากต่างจังหวัด หางมีสีขาว จมูกก็เป็นจุดมีสีขาว ชื่อทองคำ ส่วนอีกตัวเป็นสีแดง หน้าย่นยู่ ตัวระหง ขายาว โตขึ้นหางม้วน จำได้ว่าตำรวจสุนัขมีสุนัขแอฟริกันมาจากบรรพบุรุษสืบทอด 3,900 ปีมาแล้ว เดิมมาจากคองโก ได้ตกทอดชาติพันธุ์มา 1,900 ปีก่อนคริสตกาล เห็นภาพอยู่ในพีระมิดฟาโรห์ เป็นสุนัขหางม้วน สุนัขอียิปต์อนูบิสเป็นเทพ

ส่วนสุนัขที่มีอยู่เป็นธรรมดา ชอบวางมือไขว้หน้า แม่มันก็เหมือนกัน นี่มีน้องอีก 2-3 ตัว หางม้วนเกือบทั้งนั้น แต่แม่ไม่ม้วน วันหนึ่งเทศบาลเขาจับตัวแม่ไป แล้วเอาไป 8 ตัว กลับมามี 9 ตัว

แม่ของทองแดงเป็นหมาเทศ คือ “เทศบาล” เรียกคุณนายแดง อยู่ในวัง ส่วนลูกเป็นคุณทองแดง ได้รับใช้ใกล้ชิด ลงท้ายทองแดงจงรักภักดีมาก เวลาไปไหนกลับมา เขารีบเข้ามาหา มารับ วิ่งขึ้นวิ่งลง มาอยู่ใต้โต๊ะ เขาไม่เห่า กลางวันเขาจะเดินวนเวียนอยู่ห่างๆ ส่วนกลางคืนจะอยู่ใกล้ชิด

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

– ที่เล่าให้ฟัง ไม่ใช่ว่าจะให้เขียนรูปสุนัข แต่เพื่อให้เข้าใจว่า ภาพเขียนไม่ใช่จะอยู่แค่วันสองวัน เช่นภาพเขียนในพีระมิดของอียิปต์ แม้เวลาจะเป็นพันๆ ปี ก็ยังคงอยู่

– พูดถึงศิลปินเขียนภาพพระมหาชนก เขาก็เป็นศิลปิน แสดงอะไรๆ เฟื่องๆ เขียนรูปขายราคาเป็นแสนๆ ถ้าพูดไม่ถูกใจก็ไม่ทำ แต่ถ้าถูกใจเป็นหมื่นก็ทำให้ เขาก็เป็นศิลปินแท้

จากนั้นเวลา 18.45 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระราชหฤทัยและทรงขอบใจกรมศิลปากรที่ตั้งใจปฏิบัติตามพระราชประสงค์ ทรงอวยพรให้สำเร็จด้วยดี แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นเมื่อคณะกรรมการศิลปากรได้รับพระราชทานแนวพระราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใส่เกล้าใส่กระหม่อมแล้ว นายนิคม มูสิกะคามะ ได้มอบหมายภารกิจสำคัญนี้ให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดรับดำเนินการต่อ เนื่องจากเกษียณอายุราชการ

นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรแทน ได้สืบสานภารกิจอันสำคัญนี้ต่อมา

(จากหนังสือจิตรกรรมฝาผนัง พระพุทธรัตนสถาน ตามแนวพระราชดำริ จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร)

ส่วนคุณทองแดงได้เสียชีวิต ณ วังไกลกังวล เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2558 ร่างอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์เกษตรศาสตร์ หัวหิน รวมอายุได้ 17 ปี 1 เดือน 19 วันต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2558 โปรดเกล้าฯ ให้ ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน นำเถ้ากระดูกคุณทองแดงมาทำพิธีทางศาสนาและบรรจุใต้ฐานอนุสาวรีย์คุณทองแดง ในศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน ณ ที่ตั้งพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง นั้น มีรูปปั้นคุณทองแดงคู่กับโจโฉ ตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งทรงธรรม หุ่นปั้นนี้ออกแบบโดยกรมศิลปากร

 

พระราหู วัดศีรษะทอง กลับมาเหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2560 เวลา 12:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/528545

พระราหู วัดศีรษะทอง กลับมาเหมือนเดิม

โดย…ส.สต

การไหว้และบูชาพระราหูที่วัดศีรษะทอง ต.ศีรษะทอง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม กลับมาเหมือนเดิมแล้ว หลังจากปิดการไหว้บูชามาระยะหนึ่งในช่วงต้นเดือน ต.ค. 2560

ผมเดินทางไปที่วัดศีรษะทองที่ขึ้นชื่อเรื่องพระราหูเมื่อวันเสาร์ที่ 25 พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา หลังจากพบปะผู้ที่เคารพนับถือในบริเวณใกล้เคียงกับวัด เมื่อไปที่ศาลาที่ประดิษฐานพระราหูที่เคยมีข่าวว่าทางวัดตั้งกรงเหล็กใช้ผ้าจีวรคลุมพระราหูเมื่อต้นเดือน ต.ค. ก็ไม่เห็นสิ่งใดมาปิด มาคลุม พระราหู ส่วนประชาชนที่ศรัทธาก็เดินทางเข้าออกเพื่อไหว้บูชาพระราหูตามปกติ

ผู้เขียนจึงหาโอกาสคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ขายเครื่องบูชาพระราหูในวัด เขาบอกว่าทางวัดปิดพระราหูและงดการขายของบูชา ระยะสั้นๆ หลังจากมีกระแสว่าคณะสงฆ์ห้ามตั้ง ห้ามจำหน่ายเครื่องรางของขลังนอกศาสนาพุทธมาแรง คณะสงฆ์ จ.นครปฐม จึงขอร้องให้ทางวัดปิดพระราหู น้อมรับคำสั่งจากคณะสงฆ์ส่วนกลาง และเพื่อไม่ให้สวนกระแส

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เมื่อกระแสการห้ามไหว้เทพนอกศาสนาพุทธเงียบลง ทางวัดก็เปิดให้ไหว้บูชาตามเดิม ส่วนประชาชนที่เคยบางตาก็เริ่มมาไหว้ตามปกติ มากบ้าง น้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับวันอะไรในแต่ละสัปดาห์ เขาบอกว่าถ้าเป็นวันพุธและวันอาทิตย์จะมีคนมาก ส่วนเดือนที่มีคนมากจนล้นก็เป็นเดือน ก.ค. หรือ ส.ค. (ซึ่งเป็นช่วงที่ราหูย้ายจากราศีสิงห์และราศีกุมภ์เข้าสู่ราศีกรกฎและราศีมังกร) ช่วงที่กระแสไหว้ราหูแรงในช่วงนั้นไม่ต้องพูดถึงรถติด หรือในวัดไม่มีที่จอดรถ เพราะเจ้าหน้าที่ที่จัดของดำ 8 อย่างให้ประชาชนซื้อไปบูชาก็ไม่มีเวลากินข้าว เนื่องจากคนต้องการของไหว้เข้าแถวยาวเหยียด จนจัดของให้ไม่ทัน เขาบอกว่าเมื่อนำของวางปุ๊บ หยิบปั๊บ ไม่ต้องคอยคนซื้ออย่างทุกวันนี้

ของบูชา 8 อย่าง ราคาขาดตัว 300 บาท สำหรับไหว้พระราหูเป็นสีดำทั้งสิ้น ได้แก่ องุ่นดำ กาแฟดำ ไข่เยี่ยวม้า ขนมเปียกปูนดำ ข้าวเหนียวดำ เฉาก๊วย น้ำอัดลมสีดำ และถั่วดำ หรือขนมคุกกี้สีดำก็ได้

ทางวัดจัดโต๊ะสำหรับวางของไหว้ ถ้าไหว้แล้วต้องการนำกลับบ้านก็ให้วางไว้ที่โต๊ะหนึ่งที่มีป้ายว่านำกลับบ้านได้ ถ้าหากไหว้แล้วไหว้เลย ไม่เอากลับบ้านก็วางอีกโต๊ะหนึ่ง ส่วนคำบูชาก็เขียนตัวโตๆ ให้อ่านบูชาพร้อมดอกไม้ธูปเทียนที่จัดให้ได้เลย

ไหว้บูชาพระราหูแล้วได้อะไร คำตอบทั่วๆ ไป คือคนไหว้จะได้ความสบายใจ อุ่นใจ เพราะ “ราหู” เป็นดาวบาปเคราะห์ที่จะย้ายราศี 1 ครั้ง ในทุกๆ 1 ปี ซึ่งการไหว้ราหูในปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก (ตามกระแสความเชื่อ)

กระปุกดอทคอมตอบคำถาม ราหู คืออะไร ว่า พระราหูหรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เทพราหู เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่งในคติไทย ซึ่งมีความเชื่อกันว่าสามารถบันดาลประโยชน์และโทษให้เกิดขึ้นกับบุคคลหรือสิ่งต่างๆ ได้ ดังนั้น เพื่อให้สิ่งเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นบรรเทาเบาบางลงและแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ดี ให้เกิดความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีโชคมีลาภ เจริญก้าวหน้าร่ำรวยยิ่งขึ้น จึงได้มีการบูชาพระราหูเกิดขึ้น โดยบางครั้งอาจเรียกสั้นๆ ว่า การไหว้ราหู นั่นเอง

ส่วนที่คณะสงฆ์ตกใจ ต้องรื้อป้ายเชิญชวนบูชาเครื่องรางของขลัง หรือปลุกเสกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ติดตามกำแพงวัดหรือในวัดออก ได้แก่คำสั่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ ตัวอย่างคำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2560 สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้ออกคำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่ 8/2560 ให้พระสังฆาธิการทุกระดับ สอดส่อง กำกับ ดูแล กวดขัน ควบคุม อาจารพระภิกษุสามเณรและการบริหารจัดการวัดในเขตปกครอง โดยอบรม สั่งสอน ว่ากล่าวตักเตือน และหรือลงโทษโดยสมควรแก่เหตุ เช่น 1.ห้ามพระภิกษุสามเณรละเมิดกฎหมายบ้านเมืองและ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ถ้ามีให้พระสังฆาธิการดำเนินการตามกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ หรือประกาศมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้อง และประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้เข้าดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด 2.ให้พระสังฆาธิการกวดขันควบคุมพระภิกษุสามเณร ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงออกในแนวทางกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความสงบสุขของประชาชน หรือส่อไปในทางยั่วยุ ปลุกปั่น ทำลาย ก้าวร้าวรุนแรง และไม่สร้างสรรค์ 3.ให้พระสังฆาธิการกวดขันควบคุมมิให้พระภิกษุสามเณรประพฤติไม่เหมาะสมเป็นที่ติเตียนของประชาชน ในลักษณะโลกวัชชะ เช่น การแสดงอากัปกิริยาไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิดของตน การแสดงกิริยาวาจาไม่สมควรแก่สมณสารูป การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ไม่เหมาะสม การใช้อุปกรณ์การสื่อสารผิดกาลเทศะ การไปสู่สถานที่อโคจร ฯลฯ 4.ให้พระสังฆาธิการกวดขัน ควบคุมพระภิกษุสามเณรให้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย 5.การจัดทำป้ายโฆษณาติดประกาศในที่ต่างๆ เกี่ยวกับพิธีการปลุกเสกวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังโดยบรรดาเกจิอาจารย์ หรือป้ายโฆษณาอวดอ้างชวนเชื่อสรรพคุณเกจิอาจารย์ อันเป็นการมอมเมาประชาชน มิใช่วิถีพุทธ มิใช่วิถีสมณะ ส่อเจตนาไปในทางอเนสนา สุ่มเสี่ยงต่อการต้องอาบัติอันติมวัตถุ ให้ระงับการจัดทำนั้นเสีย หากได้ทำมาแล้วให้รื้อออกเสีย 6.ห้ามจำหน่ายวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังภายในอุโบสถ

คำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ระบุด้วยว่า พระสังฆาธิการรูปใดไม่ดำเนินการหรือย่อหย่อนในการสอดส่อง กำกับ ดูแล กวดขัน ควบคุม อาจารพระภิกษุสามเณรและการบริหารจัดการวัดในเขตปกครอง หรือไม่ดำเนินการกับพระภิกษุสามเณรผู้มีพฤติกรรมตามความข้างต้น ต้องได้รับโทษฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ แต่ถ้าพระสังฆาธิการได้พยายามแล้ว แต่ไม่สามารถบังคับได้ ให้ขออารักขาจากทางราชการ

พอหายตกใจ อะไรๆ ก็เหมือนเดิม รวมทั้งพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งที่ต้องแหกพรรษาก็กลับมาแล้ว

 

ความอัศจรรย์ในงานออกพระเมรุมาศ พระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/527296

ความอัศจรรย์ในงานออกพระเมรุมาศ พระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

โดย ส.สต

วันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ผมไปสนามหลวงแต่เช้าตรู่เพื่อชมพระเมรุมาศและชมนิทรรศการ ณ พระที่นั่งทรงธรรม

พระเมรุมาศนั้นทรงคุณค่าทางด้านวัฒนธรรม ศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมมหาศาล บ่งบอกถึงความสามารถของช่างไทยนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ที่สร้างสรรค์วิมานแห่งสรวงสวรรค์มาประดิษฐานบนพื้นปฐพีได้อย่างน่าอัศจรรย์

ส่วนนิทรรศการ

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ณ พระที่นั่งทรงธรรม เมื่อเข้าไปชมจะได้สัมผัสพระบารมีปกเกล้าพระผู้ทรงเป็นนิรันดร์อย่างแท้จริง ตั้งแต่พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ เมื่อเสด็จอวตาร นิทรรศการแสดงพระราชประวัติ พระราชจริยาวัตร ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ จนถึงเมื่อทรงเจริญพระชนมพรรษา และทรงครองสิริราชสมบัติ

รัชกาลที่ร่มเย็น นิทรรศการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการทรงงานด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นับตั้งแต่การเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร รวมถึงโครงการออกแบบและทดลองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนชาวไทย

เพ็ญพระราชธรรม นิทรรศการเกี่ยวกับทศพิธราชธรรม เนื้อความครอบคลุมธรรมะสำหรับผู้ปกครอง 10 ประการ จากหนังสือ พระเจ้าอยู่หัวแห่งประเทศไทย ทรงครองราชย์ครบหมื่นวัน ซึ่งจัดพิมพ์พระราชทานในงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ปัณรสมวาร ถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

นำพระราชไมตรี นิทรรศการด้านการทรงงานด้านการต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไม่ว่าจะเป็นการเสด็จออกทรงรับพระราชอาคันตุกะ และการเสด็จฯ เยือนนานาประเทศ นำมาซึ่งความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

พระจักรีนิวัตฟ้า นิทรรศการประมวลภาพประชาชนหลั่งไหลมาเฝ้าฯ ส่งเสด็จขบวนพระบรมศพ ไปจนถึงการกราบถวายบังคมพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2559-5 ต.ค. 2560 พร้อมทั้งผู้นำประเทศต่างๆ ที่ร่วมแสดงความอาลัย

ที่ประตูทางออกพระที่นั่งทรงธรรม ก็มีพระบรมฉายาลักษณ์ที่ยกพระหัตถ์โบก ว่าพระจักรีนิวัตฟ้า

เครื่องสังเค็ด

ส่วนเครื่องสังเค็ด และตาลปัตร พัดรอง ที่ผมให้รายละเอียด เพราะเครื่องสังเค็ด ประกอบด้วย ตู้พระไตรปิฎก ธรรมาสน์สำหรับพระสวดปาติโมกข์ และหีบหนังสือพระปาติโมกข์ จัดถวายพระอารามหลวงเพียง 41 พระอาราม ในขณะที่ตาลปัตร พัดรอง ก็จัดถวายพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์ที่ได้รับนิมนต์ไปในพระราชพิธีเท่านั้น จึงนำภาพแและรายละเอียดที่จัดนิทรรศการ ณ พระที่นั่งทรงธรรมและศาลาลูกขุนมาสำแดงไว้ จะได้เห็นกันทั่วๆ

ตู้สังเค็ด

แนวความคิดในการออกแบบหยด พระเสโทที่พระองค์ทุ่มเทพระวรกายเพื่อพัฒนาประเทศชาติในทุกๆ ด้าน ดั่งรูปหยดน้ำ พระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรืองในน้ำมีปลาในนา มีข้าว ดั่งดอกราชพฤกษ์สีทองอร่าม รูปกระต่ายด้านซ้ายแทนปีพระราชสมภพ รูปลิงด้านขวาแทนปีสวรรคต ทรงยึดสัจวาจา เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ดั่งรูปพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาล และพระพุทธรูปปางห้ามญาติประจำวันพระราชสมภพ ทรงสอนให้คนไทยมีความเพียรมุ่งมั่นเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคให้ผ่านพ้นไปได้ดังพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระมหาชนก ทรงลงพื้นที่ทุกแห่งหนตำบลเขตแดน ทรงทำนุบำรุงศาสนาจนเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ ดั่งลายรักร้อย รัก สามัคคี ทรงตระหนักถึงปัญหาและคุณค่าของน้ำ ทำให้เกิดโครงการต่างๆ ตามแนวพระราชดำริ ดั่งขาตู้ที่แสดงเป็นคลื่นน้ำ

รูปแบบศิลปกรรม

ตู้ใส่หนังสือ 2 ชั้น รูปทรงสอบเข้าหน้าบันทรง 3 เหลี่ยมมีพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ในซุ้มดอกบัวเป็นรูปหยดน้ำ ถัดลงมาด้านซ้ายจะเป็นรูปนักษัตรปีเถาะ ด้านขวาเป็นรูปนักษัตรปีวอก ประตูของตู้เป็นกระจกพ่นทราย ด้านซ้ายบนเป็นรูปพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่ 9 ด้านขวาบนจะเป็นพระพุทธรูปประจำพระชน มวาร (วันจันทร์) ด้านขวาล่างเป็นรูป พระมหาชนกว่ายน้ำเจ็ดวันเจ็ดคืน ด้านขวาล่างเป็นรูป นางมณีเมขลาภายในกรอบดอกราชพฤกษ์ ฐานเป็นขาสิงห์ เป็นรูปคลื่นน้ำแกะสลักไม้ปิดทอง ฉลุฐานโปร่ง

การสร้างเครื่องสังเค็ด

 

ส่วนการดำเนินการสร้างเครื่องสังเค็ด 41 ชุดนั้น ชรินทร์ ฉายอรุณ หัวหน้ากลุ่มงานช่างแกะสลักและช่างไม้ประณีต สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กล่าวว่า กลุ่มงานช่างแกะสลักฯ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการแกะสลักลวดลายไม้เครื่องสังเค็ดใน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เคยเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เครื่องสังเค็ดประกอบด้วย 1.หีบพระปาติโมกข์ 2.ธรรมาสน์สวดพระปาติโมกข์ และ 3.ตู้ พระไตรปิฎก ซึ่งการดำเนินงานจะใช้ไม้สัก มาจัดสร้างทั้งหมดโดยคัดเลือกไม้ที่มีคุณภาพเพื่อให้งานแกะสลักมีความงดงามสมพระเกียรติที่สุด โดยล่าสุดได้ทำการแกะสลักต้นแบบลวดลายไม้เพื่อใช้สำหรับเป็นต้นแบบ ให้ช่างได้นำไปเป็นแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะต้องจัด สร้างทั้งหมดอย่างละ 41 ชุด เพื่อนำไปถวายยังพระอารามหลวงตามที่สำนักพระราชวังกำหนดไว้

สำหรับในส่วนของหีบพระปาติโมกข์ ได้ทำการแกะสลักลายตามร่างแบบ ประกอบด้วยลายหน้ากระดาน ลายประจำยามบัวคว่ำ บัวหงาย ลายบัวปากฐานแข้งสิงห์ ลูกฟักก้ามปู ซึ่งทุกด้านจะแกะสลักเป็นลวดลายเดียวกัน แต่ด้วยเพราะงานแกะสลักแต่ละชิ้นมีความละเอียดอ่อนทั้งยังมีรายละเอียดซับซ้อน จึงต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญงาน ขณะนี้มีช่างแกะสลักไม้ของช่างสิบหมู่จำนวน 10 คน ร่วมกันดำเนินงาน แต่ละชิ้นงานคาดว่าจะใช้เวลาแกะสลักอย่างน้อย 2 สัปดาห์

พัดรอง 3 แบบ

 

สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการออกแบบและเขียนแบบพัดรองในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ซึ่งมีการจัดสร้างพัดรองถวายพระภิกษุในงานพระราชพิธีครั้งนี้ โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ

แบบที่ 1 พัดรองสำหรับพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ-ภายในพัดมีการอัญเชิญอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ประดิษฐานกึ่งกลางพระบรมโกศประดับอัญมณีเหนือบัลลังก์บุษบกเกริน ประดับอัญมณี ภายใต้ฉัตรทองฉลุลวดลาย 9 ชั้น และฉัตรทองฉลุลวดลาย 5 ชั้น เป็นบริวารประกอบพระบรมราชอิสริยยศทั้งซ้าย-ขวา พื้นหลังประดับด้วยลายดอกไม้ร่วงประดับอัญมณีมีรัศมีกระจายโดยรอบมีอักษรคำว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช ๒๕๖๐ จารึกอยู่ โดยรอบพัดและนมพัดเป็นโลหะสีทอง ฉลุลวดลายภายใต้ พระมหาพิชัยมงกุฎ ภายในเป็นลายนูนรูป พระเมรุมาศประกอบอยู่ด้านล่างของพัด สีของพัดรองเป็นโทนสีฟ้า-เหลือทอง

แบบที่ 2 พัดรองสำหรับบรรพชิตจีน-ญวน พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ภายในมีการอัญเชิญอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ประดิษฐานอยู่กึ่งกลางภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ พื้นหลังเป็นรัศมีเปล่งกระจายโดยรอบและประดับอัญมณีมีอักษรว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช ๒๕๖๐ จารึกอยู่ภายใน ซึ่งประดิษฐานอยู่โดยรอบพัดและนมพัดเป็นโลหะสีทอง ภายในสลักลายนูนเป็นเลข ๙ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ กึ่งกลางประกอบอยู่ด้านล่างของพัด

แบบที่ 3 พัดรองสำหรับพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระบรมอัฐิ ภายใต้พัดประดับพระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 ประกอบด้วยเบญจราชกกุธภัณฑ์และมีแพรแถบรองรับอยู่เบื้องล่าง พร้อมอักษรคำว่า พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระบรมอัฐิ พุทธศักราช ๒๕๖๐ จารึกอยู่ภายใน ประดิษฐานอยู่กึ่งกลางเหนือบัลลังก์บุษบกเกริน ภายใต้พระมหาเศวตรฉัตรและ ฉัตรขาว 7 ชั้น ประกอบพระบรมราชอิสริยยศทั้งซ้าย-ขวา พื้นหลังเป็นรัศมีเปล่งประกาย โดยรอบ มีอักษรคำว่า พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลา ธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช ๒๕๖๐ จารึกอยู่บนแพรแถบ ประดิษฐานอยู่โดยรอบพัดและนมพัดเป็นโลหะสีทองภายในสลักนูนเป็นเลข ๙ ภายใต้ พระมหาพิชัยมงกุฎอยู่กึ่งกลางประกอบอยู่ด้านล่าง ของพัด สีของพัดรองเป็นโทนสีเหลือง-ทอง สีวันพระราชสมภพในรัชกาลที่ 9

ท่านที่ต้องการซึมซับความอัศจรรย์ ไม่ควรพลาดครับ

 

จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/526032

จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 9

โดย ส.สต

ประชาชนชาวไทยส่วนมากสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเสมอ ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นศิลปินในศิลปะสมัยใหม่ในหลายๆ ด้าน แต่น้อยคนที่ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยและเข้าพระทัยอย่างลึกซึ้งในจิตรกรรมฝาผนัง อันเป็นงานศิลปวัฒนธรรมไทยโบราณ ที่พระองค์ทรงฝากไว้ที่ฝาผนังพระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9

พระอัจฉริยภาพในจิตรกรรมฝาผนัง ในพระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง เลอเลิศมาก ดังที่ อารักษ์ สังหิตกุล อธิบดีกรมศิลปากร ในขณะนั้น เขียนคำนำในหนังสือ ชุด จิตรกรรมฝาผนังพระพุทธรัตนสถาน ตามแนวพระราชดำริ ว่า เป็นงานสร้างสรรค์จากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นอัครศิลปินชาวไทย ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวยุติได้ว่าจิตรกรรมทั้ง 8 ช่อง ในพระพุทธรัตนสถาน คือศิลปกรรมรัชกาลที่ 9

ความเป็นมาของจิตรกรรมดังกล่าว สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสให้กรมศิลปากร เปลี่ยนจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเขียนเรื่องพระราชประวัติและ พระราชกรณียกิจบนพื้นผนังระหว่างช่องบัญชรด้านทิศเหนือและทิศใต้ของพระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2504 จำนวน 8 ช่อง โดยให้สาระของภาพแสดงประวัติพระพุทธรัตนสถาน ที่เกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ให้รักษาลักษณะศิลปะอย่างกระบวนการช่างโบราณ ให้มีความสอดคล้องกับจิตรกรรมฝาผนังตอนบน (ภาพของเก่ากับใหม่สอดประสานกัน)

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ดังนั้น จิตรกรรมฝาผนังในพุทธรัตนสถานที่เขียนใหม่ทั้ง 8 ช่อง มีความงดงามทั้งเรื่องการกำหนดสี และลักษณะศิลปะ เป็นศิลปกรรมที่ช่างทุกคนทุ่มเทฝีมือสนองพระราชดำริด้วยความจงรักภักดี และภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

แต่ละภาพจิตรกรรมจะเล่าเรื่องเหตุการณ์ พร้อมทั้งไลฟ์สไตล์ของประชาชนในช่วงนั้นๆ เช่น การแต่งตัว การสวมใส่เสื้อผ้า และทรงผม เมื่อติดตามจิตรกรรมที่ทรงดำริให้รังสรรค์ จะเห็นวิวัฒนาการนับแต่รัชสมัยของรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 9 ตามลำดับ

ตัวอย่างเหตุการณ์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีเนื้อความจิตรกรรมว่า พุทธศักราช 2404 เมื่อสร้างพุทธรัตนสถานแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงให้ยกช่อฟ้าและอัญเชิญพระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย จากหอพระสุราลัยพิมาน ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ด้วยกระบวนพระอิสริยยศ เข้ามาประดิษฐาน ณ พุทธรัตนสถาน ในพระพุทธนิเวศน์ พร้อมกันนั้นทรงให้จัดพิธีสมโภชมีทั้งการเล่นของไทย และอุปรากรจีน

ภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องสังคมของราษฎร สมัยรัชกาลที่ 4 เช่น การแต่งกาย กล่าวคือสตรีห่มผ้าแถบ นุ่งโจง นุ่งซิ่น ไว้ผมปีก ไม่สวมรองเท้า สุภาพบุรุษนุ่งโจง ไม่สวมเสื้อ ผ้าพาดไหล่ ยกเว้นขุนนางจะสวมเสื้อ ไว้ผมทรงมหาดไทย ส่วนชาวจีนไว้เปีย สวมหมวกจีน นุ่งกางเกง สวมเสื้อ เด็กไว้จุก ส่วนชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ มักเล่นหมากรุก เป็นต้น

สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเหตุการณ์ที่โปรดให้แปลงพระวิหารเป็นพระอุโบสถ ผูกพัทธสีมา เพื่อจะทรงพระผนวช ในภาพจิตรกรรมเล่าถึงพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นประธานในพิธีฝังลูกนิมิต โดยมีพระสงฆ์ที่พระราชาคณะประกอบพิธี และบรรดาขุนนางหมอบกราบ

สมัยรัชกาลที่ 6 เล่าเรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี วันที่ 10 ส.ค. 2467 แล้วเสด็จพระราชดำเนินนมัสการพระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย ณ พระพุทธรัตนสถาน

เมื่อประเทศสยามประกาศร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 พ.ศ. 2460 และส่งทหารไปร่วมรบในประเทศยุโรป ก่อนเดินทางรัชกาลที่ 6 ทรงประกอบพิธีตัดไม้ข่มนาม ให้กำลังใจแก่ทหารอีกด้วย

นอกจากนั้น ก็มีภาพแสดงการเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคทรัพย์สร้างเรือรบพระร่วง เพื่อป้องกันภัยทางทะเลส่วนการแต่งกายในสมัยนั้น ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้น จะเห็นได้จากการแต่งกายของพระบรมวงศานุวงศ์ และไพร่ฟ้าประชาชน

สมัยรัชกาลที่ 7 ทรงให้ความสำคัญในการศึกษาของเด็ก ปลูกฝังให้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา พระราชทานหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กและเยาวชน สั่งสมความดี เพราะเด็กคือเยาวชนที่จะเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของชาติในอนาคต พ.ศ. 2475 ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมโภชขึ้น โดยให้ทรงสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 1 และสะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ และทำการเปิดสะพาน วันที่ 6 เม.ย. 2475 ในขณะนั้น พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 และสมเด็จพระอนุชาธิราช ยังทรงพระเยาว์ และทรงร่วมงานพระราชพิธีด้วย

ภาพในสมัยรัชกาลที่ 8 พุทธรัตนสถาน ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรนำระเบิดมาทิ้งที่สถานีรถไฟบางกอกน้อย และบางส่วนตกในพระบรมมหาราชวัง บริเวณด้านเหนือพระพุทธรัตนสถาน ได้รับความเสียหาย ในภาพสมเด็จพระอนุชาธิราช (ต่อมาคือรัชกาลที่ 9) ทรงชี้จุดที่ควรซ่อมแซมแก่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 สืบเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังส่งผลให้ชาวจีนกับประชาชนคนไทยกระทบกระทั่งกัน มีการลอบทำร้ายกันถึงชีวิต และขยายความรุนแรงมากขึ้น เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 และสมเด็จพระอนุชาธิราช เสด็จฯ สำเพ็งและเยาวราชเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2489 เหตุการณ์จึงสงบลง

ผนังช่องที่ 7 เรื่องเหตุการณ์สมัยรัชกาลที่ 9 ในการฟื้นฟูประเพณีบ้านเมืองเนื้อความในจิตรกรรม พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จดำรงสิริราชสมบัติ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2489 ทรงประกอบพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พ.ค. 2493 เมื่อมีช้างเผือกมาสู่พระบารมี พระราชพิธีแรกในรัชกาลนี้คือการขึ้นระวางพระเศวตอดุลยเดชพาหน จาก จ.กระบี่ ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนานัปการ สิ่งสำคัญคือการฟื้นฟูกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อนำผ้าพระกฐินถวาย ณ วัดอรุณราชวราราม พระอารามหลวง เป็นพระราชพิธีที่ทำให้ชาวโลกชื่นชม

ช่องที่ 8 เป็นภาพพระราชพิธีในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้แก่ การเสด็จฯ เลียบพระนครทางสถลมารคในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 3 รอบ ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี ใน พ.ศ. 2525 ทรงประกอบพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การพระราชพิธีเสริมสร้างความสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง และประชาชนทั้งสิ้น

จิตรกรรมที่ได้รับยกย่องว่าเป็นศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9 นั้น อยู่ที่พระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวังชั้นใน ไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมครับ

 

สอบธรรมศึกษาปีนี้ มากถึง 2.3 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2560 เวลา 16:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/524922

สอบธรรมศึกษาปีนี้ มากถึง 2.3 ล้านคน

โดย สมาน สุดโต

นักเรียน นักศึกษา ประชาชน สนใจสมัครสอบธรรมศึกษาปีนี้มากถึง 2.3 ล้านกว่าคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 4 หมื่นกว่าคน ในขณะที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาทนักเรียนโรงเรียน วัดราชบพิธ ที่เข้าสอบให้นึกถึงคติธรรมประจำโรงเรียน วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร

สนามสอบโรงเรียนวัดราชบพิธ

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 9 พ.ย. 2560 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปยังโรงเรียนวัดราชบพิธ ถนนสนามไชย เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ทรงเปิดการสอบธรรมศึกษา สำนักเรียนวัดราชบพิธ ประจำปี 2560

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เมื่อเสด็จถึงทรงสักการะพระรูป สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช องค์อุปถัมภ์โรงเรียนวัดราชบพิธ แล้วเสด็จขึ้นสู่หอประชุมวาสนมหาเถระ

โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาท ความตอนหนึ่งว่า

“เจ้าพระคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ประทานกำเนิดการเรียนการสอนและการสอบธรรม ศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาธรรมะสำหรับฆราวาสไว้ ด้วยมีพระประสงค์ให้บุคคลทั่วไป ที่มิใช่พระภิกษุสามเณร ซึ่งมีหลักสูตรนักธรรมรับรองอยู่ก่อนแล้ว ได้มีโอกาสเล่าเรียนธรรมะตามหลักสูตรที่ถูกต้องบ้าง จะได้ไม่ไขว้เขวไปเรียนรู้อย่างผิดทาง และจะเป็นโอกาสให้เยาวชนคน รุ่นใหม่ ได้ใกล้ชิดพระพุทธธรรม สามารถน้อมนำไปเป็นทางประพฤติ จะได้เป็นพลเมืองดีอย่างเป็นปกติ

ถ้าเรามองกลับมาสู่ปัจจุบันจะพบว่า แนวทางการสอนธรรมะในสังคมของเรา มีหลากรูปแบบและหลายวิธี มีสำนักครูเกิดขึ้นมากและสอนกันไปต่างๆ หลากหลายกระแส ทั้งๆ ที่คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามที่ประมวลไว้ในพระไตรปิฎกเถรวาท ไม่ได้แตกแยกไปเป็นหลายทางหลายนิยาม

เมื่อพิจารณาการศึกษาตามหลักสูตรธรรมศึกษา จะพบว่าบูรพาจารย์ท่านได้วางหลักสูตรตามเนื้อหาพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกา ซึ่ง เป็นที่รับรองยืนยันแล้วว่าไม่ผิด ท่านได้คัดสรรเนื้อหามาอย่างเหมาะสมแก่การครองชีวิตของฆราวาสแล้ว เพราะฉะนั้น จึงนับได้ว่าผู้ เรียนทุกคนได้มีโอกาสศึกษาแผนที่ชีวิตที่ถูกต้อง มีเครื่องนำทางไปอย่างตรงเส้นทาง ไม่พาหลงไปสู่ความเสื่อมอย่างแน่นอน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เป็นใครเล่า? ก็เป็นองค์อุปถัมภ์โรงเรียนวัดราชบพิธของพวกเรานั่นเอง

นักเรียนมีเข็มอักษรพระนาม ชส. ประดับอกเสื้อ เตือนใจกันอยู่ทุกคนแล้ว

และโรงเรียนนี้มีคติธรรมว่าอะไร? จำกันได้ดีแล้วใช่หรือไม่? “วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร” นักเรียนทุกคนมี ความเพียรในการศึกษาเล่าเรียนมากพอ จะทำให้ตนพ้นทุกข์แล้วหรือยัง? ขอให้ทุกคนทบทวนดูให้ดี เพื่อจะได้พากเพียรพัฒนาตนให้ เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

จงจำไว้เสมอว่าถ้าจะอยู่ที่ใด ก็อยู่ให้เขาเบาใจ ถ้าจะจากไปก็ให้เขาอาลัยระลึกถึง ถ้านักเรียนอยู่ที่ใด ก็อยู่ให้เขาหนักใจ ยังไม่ทันจะจากไปเขาก็อยากจะไล่ส่ง ก็เท่ากับสักแต่ว่าสอบธรรมศึกษาเพียงในกระดาษ แต่ยังไม่น้อมนำไปสอบทาน ไม่ได้นำไปทบทวนในใจ เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติตนได้อย่างแท้จริง”

พระราชวรมุนี (พล) กล่าวถึงการสอบธรรมศึกษา เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ว่าเป็นโครงการธรรมศึกษา พัฒนาคน พัฒนาชาติ โดยใช้สนามสอบวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นสนามสอบกลาง

รวมยอดผู้เข้าสอบ 2.3 ล้านกว่าคน จากจำนวนเยาวชน 10 ล้าน จึงคนตั้งเป้าตามแผนปฏิรูป 5 ปี (สิ้นสุดแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาฉบับที่ 1) ก็จะได้ครูจำนวนหรือใกล้เคียง กองธรรมวางวิสัยทัศน์ในอนาคต 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี แปลว่าตามแผนต้องมีผู้เข้าสอบไม่ต่ำกว่า 8 ล้านคน

เป็นเรื่องง่ายและเป็นไปได้ถ้ายึดกรอบแผนปฏิรูปอีก 4 ปี ตั้งเป้าไว้ให้เพิ่มปีละล้านสาม หรือล้านสี่ สรุปว่าปีหน้าจะมีผู้เข้าสอบ 3.6 ล้านคนขึ้นไป

How to เฉลย กองธรรมสนามหลวง มีวิธีไต่ไปให้ถึงได้อย่างไร 1 ผลักดัน E Learning ให้แล้วเสร็จเดือน มี.ค. 2561 ประสานสามัคคีกับภาคีเครือข่าย มจร มมร กศน. อปท. ในการ ขยายการการสอน 3 ร่วมกับ ศธ. ในการขยายสถานศึกษาออกให้มีส่วนร่วมครอบคลุมทั่วประเทศ ถ้ากลยุทธ์ทั้ง 3 ประสบความสำเร็จ เชื่อว่าเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้ ไม่ไกล อยู่แค่เอื้อม คณะสงฆ์ต้องมียุทธศาสตร์แบบนี้ (จึงจะเดินหน้าได้)

สนามสอบซีพี

ขณะที่บริษัท ซีพี ออลล์ ร่วมกับแม่กองธรรมสนามหลวง จัดสอบธรรมศึกษาตามโครงการพัฒนาคนคุณธรรม

ซึ่งบริษัท ซีพี ออลล์ เป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับฉันทานุมัติจากสำนักแม่กองธรรมสนามหลวง สังกัดสำนักเรียน วัดบวรนิเวศวิหาร ให้เป็นพื้นที่จัดสอบ “ธรรมศึกษา” เป็นประจำทุกปีต่อเนื่องมากว่า 16 ปี

พระครูพุทธมนต์ปรีชา ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวรวิหาร กล่าวว่า “การที่ซีพี ออลล์ มาส่งเสริมจัดสอบธรรมศึกษานับว่ามีประโยชน์ทั้งต่อผู้ที่ได้มาศึกษาต่อองค์กร ตลอดจนประเทศชาตินั่นก็เพราะผู้ศึกษาจะได้มีความรู้ในพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง มีคุณธรรมและความซื่อสัตย์ เมื่อมีองค์กรบุคลากรที่ดีเหล่านี้แล้วก็ย่อมนำพาให้องค์กรมีคุณธรรมเติบโต ประเทศชาติก็จะเจริญ เพราะมีแต่คนดีๆ มาอยู่ร่วมกัน ก็ขออนุโมทนาผู้ที่เข้ามาร่วมสอบในครั้งนี้ และขอให้ได้นำประโยชน์ไปใช้เพื่อตนเองและผู้อื่น”

ด้าน ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานพุทธปัญญาชมรมและรองกรรมการผู้จัดการอาวุโสบริษัท ซีพี ออลล์ กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาพัฒนาคุณธรรม-จริยธรรม โดยเปิดสนามสอบธรรมศึกษาให้พนักงานของบริษัทและบุคคลภายนอก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีพนักงานซีพี ออลล์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจร่วมสอบแล้วเกือบ 1.5 หมื่นคน ล่าสุด ในปี 2560 นี้ ได้จัดสอบธรรมศึกษาขึ้น ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) มีพนักงานซีพี ออลล์ และบริษัทในกลุ่มตลอดจนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมสอบในโครงการธรรมศึกษาจำนวน 1,028 คน มีผู้สมัครสอบธรรมศึกษาชั้นตรีจำนวน 505 คน ธรรมศึกษาชั้นโทจำนวน 318 คน ธรรมศึกษาชั้นเอกจำนวน 205 คน

สนามสอบกลาง วัดพนัญเชิงฯ มีผู้เข้าสอบรวมทั้งสิ้น 32,110 คน มากกว่าปีที่แล้วถึง 1 หมื่นคน

 

ปณิธาน ท่านปัญญานันทภิกขุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/524877

ปณิธาน ท่านปัญญานันทภิกขุ

โดย สมาน สุดโต

วันที่ 4 พ.ย. 2560 ก่อนพิธีสลายสรีรธาตุด้วยดอกไม้ใจแทนดอกไม้จันทน์ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระพรหมมังคลาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง นั้น พระพรหมบัณฑิต (ประยูร) กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รับนิมนต์แสดงปาฐกถาธรรม ณ ลานหินโค้ง เรื่อง วันเวลาเปลี่ยนแต่ปณิธานไม่เปลี่ยน เพื่อรำลึกถึงความแน่วแน่และจริงใจของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ที่มีต่อพระรัตนตรัย ซึ่งพระพรหมบัณฑิต กล่าวว่า หลวงพ่อปัญญาฯ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ฝรั่งเรียกคนแบบนี้ว่า Man for all seasons ส่วนหลวงพ่อปัญญาฯ ควรเรียกว่า Monk for all seasons

หลักใจหรือปณิธานของหลวงพ่อปัญญาฯ คือ

 

1.ร่างกาย ชีวิต เป็นของพระรัตนตรัย ข้าพเจ้าเป็นทาสพระรัตนตรัย โดยสมบูรณ์ 2.ความมุ่งหมายของข้าพเจ้าอยู่ที่ประกาศคำสอนที่แท้ของพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้าจึงต้องเป็นคนกล้าพูดความจริง ทุกกาลเทศะ3.ข้าพเจ้าต้องสู้ทุกวิถีทางเพื่อทำลายสิ่งเหลวไหลในพระพุทธศาสนา นำความเข้าใจถูกมาให้แก่ชาวพุทธ 4.ข้าพเจ้าไม่ต้องการอะไรเป็นส่วนตัว นอกจากปัจจัยสี่พอเลี้ยงอัตภาพเท่านั้น ผลประโยชน์อันใดที่เกิดจากงานของข้าพเจ้า สิ่งนั้นเป็นของงานที่เป็นส่วนรวมต่อไป 5.ข้าพเจ้าถือว่าคนที่ประพฤติชอบตามหลักธรรมะ เป็นผู้ร่วมงานของข้าพเจ้า นอกจากนี้ไม่ใช่ ท่านสอน และปฏิบัติเองด้วย กำหนดให้คนอื่นสอนด้วย ดังนี้จึงเป็นแม่ทัพธรรม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จะให้ซึ้งอุดมการณ์ต้องอ่านปาฐกถาเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2525 ณ โรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานฯ ที่พิมพ์ในหนังสืออุดมการณ์ของท่านปัญญาฯ แต่ขอคัดตัดตอนเพราะพื้นที่จำกัด ดังนี้

อาตมานี่เป็นพระในพระพุทธศาสนารูปหนึ่ง ที่มีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานมาตั้งแต่หนุ่มว่า ชีวิตนี้จะมอบถวายเป็นเครื่องบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จะทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาด้วยการเทศน์สอนคน ทีนี้การเทศน์สอนคนของอาตมานั้นไม่ได้เทศน์ธรรมดาๆ แต่มีหลักการใหญ่ว่า เทศน์แก้คน เทศน์เพื่อแก้คน แก้อะไร? แก้ความหลงผิด แก้ความเข้าใจผิด แก้ความงมงาย แก้สิ่งที่ไม่รู้ให้กลายเป็นความรู้ความเข้าใจ อันนี้เป็นปณิธานที่ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงานเทศนาสอนคนมาโดยลำดับ

ในสมัยก่อน เมื่อพรรษาเริ่มเป็นนักเทศน์ ก็เริ่มตั้งใจอย่างนั้น ว่าเทศน์เพื่อแก้ เพื่อดัดแปลงสิ่งที่ผิดให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นไปเทศน์ที่ไหนนี่ก็ต้องศึกษาหาข้อมูล หาความบกพร่องในสถานที่นั้นๆ เช่นว่า เขานิมนต์ไปเทศน์ที่วัดใด อาตมาก็ต้องพยายามไปเดินดูตามบริเวณวัดว่า มันมีอะไรบกพร่องอยู่ในวัดนี้บ้าง พยายามคุยกับประชาชนเพื่อให้เขารู้ว่า เขาทำอะไรกัน เขาใช้เงินเท่าไร หมดเปลืองไปเท่าไร เวลาเทศน์ก็จะได้มีข้อมูลสำหรับที่จะไปเทศน์แก้ไขปรับปรุงสิ่งซึ่งเขาทำไว้ ให้เป็นการถูกต้องขึ้น

เช่น เขานิมนต์ไปเทศน์ในงานศพนี่ ถ้าเป็นพระอื่นก็ไปเทศน์ยกย่องเจ้าภาพ ว่าเป็นผู้มีศรัทธา มีความกตัญญูกตเวที ได้เสียสละทรัพย์เป็นอย่างมาก เพื่อสนองคุณมารดาบิดา เขาก็แค่เทศน์อย่างนั้น เจ้าภาพก็นั่งยิ้ม สบายใจ เทศน์ให้พอสบายใจ อย่างนี้เขาเรียกว่า เทศน์เพื่อให้เกิดบุญแก่ผู้ฟัง

อาตมา มันไม่มีหลักการอย่างนั้น แต่มีหลักการว่า เทศน์เพื่อให้เป็นกุศล ไม่ได้ให้เป็นบุญ ไอ้เทศน์เป็นบุญนี่คือเทศน์ให้เจ้าภาพสบายใจ แต่ว่ามันไม่เป็นกุศล คือไม่มีปัญญาเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ฟัง เมื่อเขาฟังว่าท่านเทศน์อย่างนั้น ก็นึกว่าไอ้สิ่งที่เราทำนี่ถูกต้องแล้ว พระท่านยังชมเลยว่าเราเป็นคนเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ แต่ว่าเสียสละไปในทางฉิบหายเท่าใดนั้น พระไม่เคยพูดสักคำเดียว ไม่ได้นึก ไม่ได้เตือนในเรื่องอย่างนั้น คนจึงทำอะไรเหมือนๆ กัน ในทางที่สูญเสียเงินทองโดยไม่เกิดประโยชน์จากการกระทำ ไม่ใช่น้อย

เช่น ตามงานศพนี่มันเสียเงินตั้งมากมาย หมดเงินไปตั้งหลายหมื่น บางศพก็ตั้งแสน แต่ว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่มี นอกจากเป็นเรื่องสนุกสนานเฮฮา เลิกงานแล้วขยะก็เต็มวัด พระเณรก็ต้องกวาดกันต่อไป อะไรที่มันจะเกิดคุณค่าทางจิตใจมันไม่ค่อยมี

อาตมามองเห็นสิ่งเหล่านี้ เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้แล้ว เป็นคนที่เรียกว่า ทนไม่ได้ ที่จะเห็นญาติโยมต้องตกต่ำเสียหายในทางทรัพย์สมบัติและด้านจิตใจ ไอ้สูญเสียทรัพย์นี่ไม่เสียดาย แต่ว่าสูญเสียปัญญานี่มันเสียดาย สูญเสียคุณค่าแห่งความเป็นพุทธบริษัทนี้ อาตมาไม่สบายใจ เพราะฉะนั้นจึงเทศน์ให้เขาฟัง ไม่ได้เทศน์รุนแรงหรอก แต่ว่าเทศน์ชี้แจงว่าที่ถูกที่ต้องมันควรจะเป็นอย่างไร ควรจะทำกันอย่างไร ไอ้ที่ทำไปแล้ว มันก็แล้วไปนะ มันแก้ไม่ได้แล้ว แต่ว่าต่อไปข้างหน้า ใครจะทำศพนี่ ควรจะปรารภทำอย่างไร ควรจะแก้ไขประเพณีงานศพในรูปใดบ้าง เพื่อให้เขาได้คิด ได้เกิดความเข้าใจถูกต้อง

ทีนี้ เทศน์อย่างนี้ พอเทศน์จบลงไปแล้ว เขาว่า ไปนิมนต์เจ้าคุณนั้นมา แล้วแกด่าเราทุกที อ๊ะ! มันเป็นเสียอย่างนี้ ไอ้เราสอน เขากลับหาว่าด่า ไอ้ชมน่ะ เขาหาว่า เฮ้ย! พระองค์นี้พูดดี แต่ว่ามันไม่ได้อะไร เราชมให้เขาหลง ให้เขางมงาย มันได้อะไรขึ้นมา ท่านนักเทศน์เหล่านั้นขอโทษเถอะ คือ ท่านไม่ได้เทศน์เพื่อธรรมะ แต่เทศน์เพื่อเครื่องกัณฑ์อย่างเดียว

ปณิธานของท่านปัญญาฯ จะเป็นแสงสว่างแก่ชาวโลก ถ้าชาวพุทธเกิดปัญญาเห็นธรรม แล้วปฏิบัติตาม

 

พระราชทานเพลิงศพ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ หรือแม่ทัพโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/523617

พระราชทานเพลิงศพ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ หรือแม่ทัพโลก

โดย สมาน สุดโต

พระพรหมมังคลาจารย์ หรือที่ชาวพุทธรู้จักกันดีทั่วไปในนามของ “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ” อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ มรณภาพ เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2550 ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุ 96 ปี แต่จะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 5 พ.ย. 2560

ท่านมีนามเดิมว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พ.ค. 2454 ณ ต.คูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง บรรพชาอายุ 18 ปี พร้อมทั้งเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนประชาบาล เงินเดือนเดือนละ 25 บาท และเรียนนักธรรมไปพร้อมๆ กัน สามารถสอบนักธรรมตรีได้ที่ 1 ทั้งมณฑลภูเก็ต จนพระยาอมรศักดิ์ประสิทธิ์ (ทนง บุนนาค) เจ้าเมืองภูเก็ตขณะนั้น ถวายรางวัลผ้าไตร 1 ไตร นาฬิกา 1 เรือน หัวข้อกระทู้ธรรมในการสอบครั้งนั้นคือ “น สิยา โลกวฑฺฒโน – ไม่พึงเป็นคนรกโลก”

อุปสมบทได้ 2 พรรษา ได้ร่วมกับท่าน โลกนาถ พระภิกษุชาวอิตาเลียน และพระไทยอีก 8 รูป สามเณร 1 รูป ธุดงค์ไปอินเดียผ่านพม่า กะว่า จะเผยแผ่ศาสนาถึงยุโรป แต่ไม่บรรลุเป้าหมายก็กลับไทยเส่ียก่อน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เมื่อกลับไทยไปจำพรรษาอยู่ที่วัดอุทัย อ.เมือง จ.สงขลา และสร้างตำนานการบรรยายธรรมนอกใบลาน ทันยุคสมัย จนเกิดการบอกเล่ากันปากต่อปาก ทำให้มีกิจนิมนต์ไปบรรยายธรรมอยู่มิได้ว่างเว้น พ.ศ. 2484-2486 ศึกษาภาษาบาลี ณ วัดสามพระยา แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค แต่ไม่ได้เรียนต่อเพราะเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2)

ดังกระฉ่อนที่เชียงใหม่

ไป จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2492 เริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการปาฐกถาธรรม โดยสร้างโรงมุงใบตองตึงขึ้นในที่ของชาวบ้าน เทศน์ทุกวันอาทิตย์และวันพระ ออกเทศน์ตามหมู่บ้านโดยรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงและเขียนเรื่องลงหนังสือพิมพ์ชาวเหนือ จนมีชื่อเสียงขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ ในนาม “ภิกขุ ปัญญานันทะ” ผู้สนับสนุนคนสำคัญคือ เจ้าชื่น สิโรรส จำพรรษาอยู่ที่วัดอุโมงค์ นานถึง 11 พรรษา (พ.ศ. 2492-2502)

เจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ

ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นที่ “พระปัญญานันทมุนี” เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2499 กรมชลประทานอาราธนานิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และวันที่ 23 พ.ค. 2503 – ทำพิธีเปิดวัด และเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรีประกาศแต่งตั้ง “พระปัญญานันทมุนี” เป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์

เริ่มปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนาให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมสติปัญญา ตามหลักการที่ว่า “เป็นระเบียบ เรียบง่าย ประหยัด และได้ประโยชน์”

เป็นแม่ทัพโลก

เมื่อท่านอายุ 80 ปี ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพโลก โดยท่านพุทธทาสภิกขุ บันทึกเทปถวายตำแหน่ง “แม่ทัพโลก” ให้ท่านปัญญานันทภิกขุ ทำสงครามกับโลกความเห็นแก่ตัวซึ่งกำลังมีอยู่ในบัดนี้

ท่านพุทธทาส ที่เรียกตนเองว่าเป็นพี่ชาย และเรียกท่านปัญญานันทะว่าน้องชาย บอกความในใจว่า ความเห็นแก่ตัวกำลังครองโลก และจะครองยิ่งขึ้นๆ โลกใกล้ความวินาศ เพราะความเห็นแก่ตัว ท่านชี้ให้เห็น 2-3 ข้อว่า

เมื่อโลกยังไม่รู้จักทำน้ำแข็ง ทำน้ำแข็งไม่เป็น ยังไม่มีน้ำแข็งจะกินน่ะ คนในโลกมีจิตใจเยือกเย็นกว่ายุคที่มีน้ำแข็งกิน เมื่อคนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ โลกที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ จิตใจของคนสว่างไสว ไม่มืดมนเหมือนกับคนยุคที่มีไฟฟ้าใช้ในยุคที่ไม่มีรถยนต์ ไม่มีเรือบิน คนไม่ไปเที่ยวกันที่อโคจรมากเหมือนเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้คนไปเที่ยวเล่นสนุกสนาน สรวลเสเฮฮา มีลักษณะเป็นอโคจรมากขึ้น ซึ่งไม่เคยมีในสมัยที่โลกไม่มีรถยนต์ และไม่มีเรือบิน

เมื่อสิ่งเหล่านี้เพิ่มขึ้น มันหมายความว่า ด้วยอำนาจของความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นกิเลส เป็นอวิชชา โลกก็ใกล้ความวินาศเข้าไปทุกที เดี๋ยวนี้มีประชาธิปไตยสำหรับเห็นแก่ตัว ใครจะใช้ประชาธิปไตยเพื่อเห็นแก่ตัวเท่าไรก็ได้ขอตั้งข้อรังเกียจคนเห็นแก่ตัว หรือความเห็นแก่ตัว ให้เป็นที่เข้าใจกันในบัดนี้ว่า มันเลวร้ายสักเท่าไร จนถึงกับต้องมีกองทัพโลก สำหรับปราบปรามความเห็นแก่ตัว ซึ่งมีอยู่ในโลก

ลักษณะความเห็นแก่ตัว

ท่านพุทธทาส บอกลักษณะของคนเห็นแก่ตัว คือ ขี้เกียจ ไม่ทำงาน แต่มันจะเอาผลงานคนเห็นแก่ตัว มันเอาเปรียบทุกอย่าง ทุกประการที่มันจะเอาเปรียบได้คนเห็นแก่ตัว มันอิจฉาริษยา ไม่อยากให้ใครได้ดีคนเห็นแก่ตัว เต็มไปด้วยกลโกงสำหรับหลอกลวง และพร้อมกันนั้นก็จองหอง พองขน ยกหูชูหาง คนเห็นแก่ตัว นี่ยุแหย่ให้คนแตกกันเป็นพวกๆ เพื่อประโยชน์ของตัว คนเห็นแก่ตัว ไม่มีความสามัคคี ชวนคนเห็นแก่ตัวมารวมกันสามัคคีพัฒนาประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง มันไม่ไหว มันไม่มา มันชวนยาก ชวนช้างลอดรูเข็มเสียยังง่ายกว่า เพราะว่าคนเห็นแก่ตัวนี่ไม่เห็นแก่อะไร มันเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ความถูกต้อง ไม่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ที่ร้ายกาจ ก็คือ คนเห็นแก่ตัว นี้มันชอบรวยลัด ตามคำพูดของอันธพาลว่า “รวยลัด” มันทำงานเหงื่อไหลไคลย้อย นี่มันรวยช้า เพราะฉะนั้น ไปรวยลัด ปล้น จี้ เอาซึ่งหน้าเดี๋ยวนั้นในไม่กี่นาทีก็รวย นี่คนเห็นแก่ตัว มันชอบรวยลัด ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะเฉพาะของคนที่เห็นแก่ตัว และกระทำแก่ตัวเอง และค่อยๆ ออกไปถึงสังคม ทำให้สังคมพลอยเดือดร้อน

ท่านพุทธทาส กล่าวว่า ความเห็นแก่ตัวระบาดไปทุกวงการทั้งนักการเมือง ชาวบ้าน ชาววัด

คนมั่งมีก็เห็นแก่ตัว คนยากจนก็เห็นแก่ตัว เศรษฐีก็เห็นแก่ตัว คนขอทานก็เห็นแก่ตัว นายจ้างก็เห็นแก่ตัว ลูกจ้างก็เห็นแก่ตัว กำลังเป็นปัญหาระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง เป็นปัญหาของประเทศทั่วโลก นี่เรียกว่า มันจะไม่มีอะไรเหลือ

เมื่อครูบาอาจารย์เกิดเห็นแก่ตัว ก็ทำนาบนหลังลูกศิษย์ ทำนาบนหลังนักเรียน ทำนาบนหลังผู้ปกครองของนักเรียน เมื่อหมอเห็นแก่ตัว ก็ทำนาบนหลังคนเจ็บไข้ คิดดูเอาเถอะ เมื่อตุลาการเห็นแก่ตัว ก็ทำนาบนหลังจำเลย เมื่อนักบวช พระเณร เห็นแก่ตัว ก็ทำนาบนหลังทายก ทายิกา อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ทั่วไป ถ้ายิ่งผีสางเทวดาเห็นแก่ตัว ยิ่งจะยุ่งกันใหญ่ มันกินสินบนฟรี ถ้าเกิดมีพระเจ้ากินสินบนเข้ามาอีกสักรายละก็ ยุ่งใหญ่ ทีนี้ก็หมดเลย อ้อนวอนพระเจ้าผู้เห็นแก่ตัว ไม่มีทางจะสำเร็จ หลวงพ่อพุทธทาส ขอให้เราประกาศสงครามกับความเห็นแก่ตัวในโลก ตั้งกองทัพโลกสำหรับทำสงครามกับความเห็นแก่ตัว ต้องระดมกำลังทุกศาสนามาร่วมมือกำจัดความเห็นแก่ตัว

โลกเป็นสุขถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัว

ท่านพุทธทาสสรุปว่า ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัว โลกก็เป็นสุข มีสันติ จึงแต่งตั้งท่านปัญญานันทภิกขุ ให้เป็นแม่ทัพโลก ทำสงครามต่อสู้กันระหว่างโลกที่เห็นแก่ตัว กับโลกผู้ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2534 ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์

วันที่ 5 พ.ย. 2560 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาพระราชทานเพลิงศพ แม่ทัพโลก ในบรรยากาศที่ทางวัดกำหนดให้เป็น “ดอกไม้ใจ แทนดอกไม้จันทน์” สลายสรีรธาตุ ประกาศสัจธรรม หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ